วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 107 เรื่อง Ghostlore : เรื่องผีพื้นบ้าน 1
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน 2547 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

    สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสงดำเนินรายการครับ

    เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดไปถึงเรื่องของความฝัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกนะครับ ก็มีพระคุณเจ้ารูปหนึ่งได้ให้ความกรุณามากเลย ท่านก็กรุณาบอกผมว่า ในเวลาที่พูดเรื่องเกี่ยวกับชาดกเนี่ย ขอให้พูดโดยอาการสำรวมด้วย อย่าพูดและก็ใส่ลูกเล่นอะไรลงไปมากนัก ผมก็กราบขอบพระคุณพระคุณเจ้าครับ ที่กรุณาให้ความเอาใจใส่ฟังรายการ และก็กรุณาตักเตือนผม ผมจะทำตามนั้นทุกประการครับพระคุณเจ้าครับ

    ในวันนี้ก็เหมือนกันครับ คงจะยังไม่พูดเรื่องชื่อวัดในจังหวัดพิษณุโลกนะครับ ก็จะคั่นรายการซะก่อน เพราะก็มีจดหมาย อันนี้เป็นจดหมายจากจังหวัดใกล้เคียงนะครับ ซึ่งรอรับฟังรายการของมหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยุของเรานี่นะครับ มอนอเนี่ย

    ก็บอกว่าอยากให้พูดเรื่องเกี่ยวกับ Ghostlore อันนี้ใช้ภาษาอังกฤษ แสดงว่าคงจะชอบเรื่องนี้ Ghost ก็แปลว่าผี Ghostlore ก็คือ วิชาเกี่ยวกับผีครับ อันนี้ก็เป็นวิชาที่เขาศึกษากันนะครับ มันสังกัดอยู่ในวิชาคติชนวิทยา หรือวิชา Folklore ก็จะพูดถึงเรื่องของผีให้ฟังพอประมาณนะฮะ

    แต่ที่จริงพูดเรื่องผีตอน ๘ โมงเช้าถึง ๙ โมงนี่มันก็อย่างงั้นอย่างงั้นนะท่านนะ เรื่องพวกนี้ถ้าจะเล่ากันกลางคืนนี่ดูจะมีรสมีชาติดีกว่า และข้อสำคัญผมจะพูดเรื่องผีเนี่ย ก็ขอความกรุณาท่านผู้ฟังนะครับ ถ้ามีเด็กฟังอยู่ด้วยก็ กรุณาบอกว่าเป็นเรื่องที่เขาเล่ากันไปอย่างนั้นๆ ไม่ใช่เรื่องจริงเรื่องจัง

    ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องยึดถือว่ามันเกิดขึ้นอย่างนั้นอย่างนี้ครับ มันเป็นวรรณกรรม วรรณกรรมนี่มันก็จินตนาการทั้งนั้นแหละท่าน เป็นเรื่องเกิดจากจินตนาการจะเอาจริงเอาจังไม่ได้ และก็ไปคิดว่ามีตัวตนอย่างนั้นอย่างนี้เห็นจะไม่ได้นะฮะ อาจจะมีเด็กฟังอยู่รายการนี้นะท่านนะ บางทีเขาอาจจะเปิดมาฟังพอดีเข้า เด็ก ๆ ทั้งหลายแม้แต่ผู้ใหญ่นะครับ

    คนไทยนี่นะครับมีคุณสมบัติประการหนึ่งผมไม่อยากจะเรียกว่าคุณสมบัติ เรียกว่าเป็นสมบัติน่ะ เป็นสมบัติอย่างหนึ่งคือเป็นโรคกลัวผีท่าน ที่ไหน ๆ ก็เหมือนกัน บางคนแก่เฒ่าแล้วอายุตั้ง ๖๐-๗๐ ยังกลัวผีอยู่เลย ทำไมเป็นอย่างนั้นก็ไม่ทราบ

    อย่างผมนี่ก็ไม่ค่อยกลัวผีกลัวเผออะไรแล้ว เพราะว่าอายุก็ ๖๐ กว่าแล้ว อีกไม่นาน ผมก็จะเป็นสภาพเดียวกันกับผีนี่แหละ เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้กลัวอะไร ไม่กลัวผีถ้าผีจะรับน้องใหม่ เพราะผมเป็นน้องใหม่ ไม่น่าจะไปกลัวอะไร แต่คนไทยส่วนใหญ่เป็นโรคกลัว

    แล้วเขาบอกว่าไม่ใช่เฉพาะคนไทยนะท่าน คนที่กลัวผีที่สุดในโลกเนี่ย คือ คนอังกฤษนะท่าน อังกฤษหนึ่ง เดนมาร์กหนึ่งกลัวผี เขาว่ากันอย่างงั้น คนในยุโรป ในอเมริกานี่กลัวผีนะท่านนะ ในรัฐเทกซัสเนี่ย รัฐเทกซัสทางตอนเหนือนะครับ แถวเมืองเกนส์วิว แถวเมืองเดนตันพวกเนี้ย เป็นแหล่งกำเนิดของผีหลายพวกนะท่าน ที่เกนส์วิวเนี่ยเป็นผีพวก พวกที่ต้องหมอผีโดยเฉพาะมาปราบ เรียกหมอผีเอกซ์ซอซีสท์เนี่ยครับ อยู่ในรัฐเทกซัส

    ผีใหญ่ ๆ ผีที่ดัง ๆ ในโลกนี่มันไม่ใช่ผีเมืองไทยหรอกท่าน ผีเมืองไทยเราอย่างงั้น ๆ แหละ ผีเราธรรมดาไม่ค่อยน่ากลัวอะไร วันไหนที่มีภาพยนตร์ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับผีเนี่ย ดูเถอะท่าน หนังตลกทั้งนั้นเลย ไม่งั้นก็เป็นหนังประเภทอะไรก็ไม่รู้หละ แต่จะแสดงให้เห็นความดุร้ายของผี ความน่ากลัวของผีน่ะไม่มีหรอก แต่ถึงอย่างไรก็ยังกลัวกัน

    คือโรคกลัวผีนี่เป็นกันทั่วโลกนะท่านนะ มีประวัติมายาวนานเลยการกลัวผีเนี่ย ประวัติของโรคกลัวผีนี่ควบคู่ไปกับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ พูดอย่างเงี้ยถูกต้องได้เลยนะ ถูกต้องเลยล่ะครับ

    ในกลุ่มของนักโบราณคดีนะครับ พวก Archaeologist เนี่ย เขาเคยมีการขุดค้นและก็ขุดพบโครงกระดูกในยุคหิน เป็นยุคหินเก่าหินใหม่ เขาก็ขุดค้นกันทั้งนั้นแหละพวกนี้ และก็พบว่ามีพิธีกรรมฝังศพในยุคนั้น ในยุคหินเนี่ยท่านนะ โดยที่มีการตราสังข์เกิดขึ้นแล้ว

    ตราสังข์เด็กรุ่นใหม่จะไม่เข้าใจหรอกครับ คือจะมีการมัดฮะ มัดมือ มัดเท้าของศพเสร็จแล้วเอาก้อนหินทับอีกครั้งหนึ่ง เพราะอะไรครับ เพราะกลัวว่าคนที่ตายแล้วนี่จะกลับมา ก็เลยเอาก้อนหินทับ มัดมือ มัดเท้าไม่ให้เดินมา ไม่ให้คลานมาได้ ก็แปลว่ากลัวกันนั่นเองน่ะท่าน กลัวเขาจะกลับมาเลยมัดเขาเอาไว้ เอาก้อนหินทับไว้ด้วย ไม่งั้นกลัวเขาจะลุกกลับมาที่เดิม มันก็หมายความเอาได้ว่า คนเนี่ยกลัวผีมาตั้งแต่สมัยหินนะท่าน ไม่งั้นไม่มีลักษณะอย่างนี้หรอก

    บันทึกเรื่องแรก ๆ เกี่ยวกับผีเนี่ย เรื่องแรกจริง ๆ เนี่ยน่ะเท่าที่พบนะครับ ก็จารึกอยู่บนแผ่นดินเหนียวนะท่านนะ แผ่นดินเหนียว อันนี้เป็นชื่อ มีชื่อเรื่องเลยว่ามหากาพย์กิลกาเมช นี่เป็นบันทึกเอาไว้เรื่องเกี่ยวกับผี มหากาพย์กิลกาเมชเขาแต่งขึ้นในสมัยบาบิโลเนีย สมัยบาบิโลนก็ประมาณสองพันกว่าปีมาแล้วหละท่าน สองพันกว่าปีก่อนคริสต์ศักราช ไม่ใช่สองพันกว่าปีมาแล้วนะ สองพันกว่าปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งถ้าจะนับแล้วก็ประมาณสี่พันปีมาแล้วท่าน มหากาพย์กิลกาเมชจะอยู่ประมาณนั้น

    นิสิตที่เรียนวรรณคดีเปรียบเทียบ ก็จะได้เรียนมหากาพย์นี้บ้างเล็กน้อย เล็กน้อยเท่านั้น เพราะมันอ่านยากนะครับ ในเรื่องมหากาพย์กิลกาเมชเนี่ยได้เล่าถึงผี ผีของเอนกีดูซึ่งเป็นสหายสนิทของกษัตริย์กิลกาเมช แล้วเขาก็ตาย เขาก็เป็นผี ก็มาปรากฏตัว ผีนี้ปรากฏตัวในสภาพโปร่งแสงนะท่านนะ ผีนี่โปร่งแสง ไม่โปร่งใสหรอก มันโปร่งแสง

    ปีศาจเอนกีดูเนี่ยมาปรากฏตัวให้กษัตริย์กิลกาเมชเห็น แล้วก็มาเล่าเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวของชีวิตหลังความตายให้กษัตริย์กิลกาเมชฟัง กิลกาเมชฟังเสร็จ ก็คงจะไม่ค่อยชอบเหมือนกันว่าตายไปแล้วว่ามันน่าสะพรึงกลัวนะ ผีก็มาเล่าให้ฟัง นี่ก็เป็นบันทึกแรกเกี่ยวกับผีเลยนะครับ อันนี้จารึกบนแผ่นดินเหนียวนะครับ

    ต่อมาในสมัยอียิปต์โบราณ เนี่ยก็มีบันทึกเรื่องเกี่ยวกับผีนะท่าน เพราะเขากล่าวถึงผีซึ่งมีศีรษะเป็นนก ผีตัวนี้แปลกประหลาดมีศีรษะเป็นนกมีชื่อว่าคู (Khu) และเขาบอกว่าผีตนนี้เลย คูเนี่ยที่มีหัวเป็นนกเนี่ย จะนำโรคภัยไข้เจ็บมาแพร่ระบาดทั้งแก่คนและแก่สัตว์ โหนี่ไม่ใช่เล่นนะเนี่ยปีศาจหัวเป็นนกเนี่ยนะ มันนำโรคภัยไข้เจ็บมาระบาดทั้งคนทั้งสัตว์โดนหมดเลย แสดงว่ามันเรียกว่าไข้หวัดนกซะมั้งในยุคนั้น ก็ผีมันหัวเป็นนกเนี่ยนะท่านนะ มันนำเอาโรคภัยไข้เจ็บมาระบาด อันนี้เรื่องของอียิปต์นะท่านนะ คูซึ่งเป็นปีศาจหัวเป็นนกนี่แหละตัวนี้นี่สำคัญ

    จากอียิปต์ก็มาถึงสมัยของโรมัน สมัยของโรมันนี่เต็มไปด้วยเรื่องผี เรื่องปีศาจครับ กล่าวถึงมากมายเลย ทั้งโรมันทั้งกรีกน่ะ ก่อนหน้านั้นกรีกนี่ก็มีเรื่องผีนะท่าน กรีกก่อนโรมันนี่ก็มีผี ย้อนกลับไปกรีกก่อนนิดนึงก็ได้นะฮะ ผมค่อนข้างพูดจาสับสน ไม่เรียงตามสมัยเลยนะท่านนะ

    ย้อนไปว่าจากวรรณกรรรมของกรีกเนี่ย เขามักจะกล่าวถึงเรื่องโศกนาฏกรรม โศกนาฏกรรมหรือ Tragedy ซึ่งมีปีศาจเป็นตัวเติมสีสันให้เกิดความน่าสะพรึงกลัวนะท่าน เนี่ยในวรรณกรรมของกรีกเนี่ย จะมีปีศาจซึ่งก่อให้เกิดความน่าสะพรึงกลัว ความน่าสังเวชหลายอย่าง

    เช่น อิเลกตร้ากับโอเลกตีสเนี่ย เขาฆ่ามารดาของเขานะฮะ เพราะมารดานี่เขาถือว่าทรยศต่อบิดา เรื่องนี้นี่ถ้าจะพูดเป็นทางจิตวิทยาจะพูดไปได้นาน มีเรื่องปมอิเลกตร้าอะไรทำนองนี้ แต่จะไม่พูดหรอกมันจะสับสน อิเลกตร้ากับโอเลกตีส ได้ฆ่ามารดาของตนเพราะถือว่ามารดานั้นทรยศต่อบิดา และจากนั้นก็ถูกปีศาจตามหลอกหลอนจนแทบเสียสตินะฮะ

    ส่วนอิดิปัสนี่ก็เหมือนกัน อิดิปัสผู้ซึ่งฆ่าพ่อของตัวเอง และก็ได้แต่งงานกับแม่ของตัวเนี่ย ก็ถูกปีศาจตามหลอกหลอนเช่นกันนะฮะ นี่อิเลกตร้ากับโอเลกตีสก็ถูกปีศาจตามหลอกหลอน จนกระทั่งตัวเองก็ตายไปนั่นแหละ เป็นปีศาจเหมือนกัน ส่วนอิดิปัสก็เหมือนกันถูกปีศาจตามหลอกหลอน

    ปีศาจตัวที่หลอกหลอน เอ๊ยตนขอโทษ เขาไม่เรียกเป็นตัวนะ ปีศาจเนี่ยท่าน เขาเรียกเป็นตน ปีศาจตนที่ตามหลอกหลอนทั้งอิเลกตร้าทั้งโอเลกตีสและก็อิดิปัสเนี่ยชื่อว่า ฟูรี ฟูรีนี่เป็นนางปีศาจเห็นจะเรียกว่านางฟูรี จะเรียกนางก็ไม่ถูกนะ เรียกฟูรีดีกว่านางเป็นเพศหญิง แต่ไม่ทราบแต่งงานรึยังเนี่ย เรียกว่าฟูรี

    ที่จริงแล้วฟูรี่นี่เป็นธิดาแห่งราตรีกาลนะท่านนะ เป็นธิดาแห่งราตรีกาล ลักษณะของฟูรีก็แปลกทีเดียว มีปีกท่าน นอกจากจะมีปีก ยังมีงูพันอยู่บนผม โอ๊ยอย่างกับงูเกงกอง อะไรทำนองนั้นแหละ มีงูพันบนผมและก็มีน้ำตาหยดเป็นเลือด นางคนนี้นี่นอกจากจะมีปีก มีงูพันบนผม และน้ำตาออกมาเป็นเลือด นี่ก็ปีศาจที่ตามหลอกหลอนอิดิปัสเนี่ยท่าน

    ส่วนในเรื่องที่เกี่ยวกับจูเลียส ซีซ่า นี่เรารู้จักดีจูเลียส ซีซ่าเนี่ยนะครับ ในเรื่องของจูเลียส ซีซ่า นายพลบลูตุสซึ่งสมคบกันกับสมุนไปฆ่าจูเลียส ซีซ่าตายนะฮะ ท่านคงทราบแล้ว ต่อมาพอฆ่าจูเลียส ซีซ่าตายเนี่ย ปีศาจจูเลียส ซีซ่าก็มาปรากฏตัวในร่างเป็นผีโปร่งแสงมาสาปแช่ง และก็ทำให้บลูตุสเนี่ยแพ้สงคราม ท้ายสุดบลูตุสก็ต้องฆ่าตัวตาย นี่เรื่องปีศาจมันมีมานานในโลกตะวันตกมั่ง ในอียิปต์มั่ง

    คราวนี้มาดูทางตะวันออกเราซะหน่อยก็จะดี ญี่ปุ่นเนี่ยเขากล่าวถึงปีศาจตนแรกเหมือนกันนะ ปีศาจตนแรกของญี่ปุ่นเนี่ยก็กล่าวพร้อมกับมนุษย์คู่แรกของโลกนั่นแหละ มนุษย์คู่แรกในโลกเราตามทัศนะของญี่ปุ่น มนุษย์นั้นก็คือ อิซานางิ โนะ มิโกโตะ อันนี้แปลเป็นภาษาไทยว่า ชายผู้พึงเคารพ นี่ชายนะท่านนะ ในเมื่อมีชายก็มีหญิง มนุษย์อีกคนหนึ่งนะฮะก็คือ อิซานามิ โนะ มิโกโตะ อันนี้แปลว่า หญิงผู้พึงเคารพ สองคนนี่ก็เป็นมนุษย์คู่แรกของโลกตามทัศนะของญี่ปุ่น

    มนุษย์คู่แรกของโลกเนี่ย ก็ได้ให้กำเนิดเกาะญี่ปุ่น วิธีให้กำเนิดเกาะญี่ปุ่นนั้น เขาก็ใช้หอกเนี่ยจุ่มลงไปในมหาสมุทร น้ำที่หยดลงไปก็กลายเป็นไข่มุก แล้วไข่มุกนั้นก็กลายเป็นเกาะญี่ปุ่น จากนั้นทั้งอีซานางิโนะมิโกโตะกับอิซานามิโนะมิโกโตะเนี่ยก็ช่วยกันสร้าง กามิ

    กามิก็คือเทพแห่งสรรพสิ่งทั้งหลาย สร้างกามิซึ่งเป็นเทพแห่งสรรพสิ่งทั้งหลายขึ้นเช่น เทพแห่งภูเขา เทพแห่งน้ำ ป่า สร้างขึ้นมากตอนหลัง อิซานามิเนี่ยได้ให้กำเนิดเทพแห่งไฟ โหพอให้กำเนิดเทพแห่งไฟแค่นั้นน่ะ ก็ทำให้ไฟเนี่ยลุกไหม้ร่างของนาง นางก็เลยตาย

    พอตายนางก็ไปอยู่ในโยมะ โยมะนี่ท่านมันก็คือ ยมโลก น่ะ พูดสั้น ๆ แทนที่จะเป็นโยมะ ก็เป็นยะมะ นะท่านนะ ก็ยมนั่นเองแหละ นางก็ไปอยู่ในยมโลก ส่วนอีซานางิก็ตามไปในโยมะหรือในยมโลกด้วย ก็ได้พบกับปีศาจของนางอยู่ในปราสาท โอยศพเนี่ยน่าเกลียดปีศาจเนี่ย ขี้เกียจจะอธิบายตอนนี้ เพราะว่าพูดและก็น่ากลัวเหลือเกิน น่าขยะแขยงนะท่านนะ นี่ก็เป็นเรื่องของญี่ปุ่น

    คราวนี้มาดูของไทยเรามั่งหละ ของไทยเราเนี่ยย้อนไปตั้งแต่แรก ๆ เนี่ยนะฮะ เรามีวรรณกรรมเกี่ยวกับปู่สังกะสาย่าสังกะสีนะฮะ หรือบางทีก็เรียกว่าขุนสรวงนางสาง ซึ่งก็เป็นผีฟ้าแสงหรือเป็นพรหมเรืองแสง ซึ่งลงมากินดินแล้วทั้งคู่ก็กลายเป็นมนุษย์คู่แรกของเผ่าพันธุ์

    เมื่อตายลงไป พวกลูกหลาน เหลนทั้งหลายนะฮะ ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร พอตายไปก็นั่งเฝ้าศพของทั้งคู่อยู่จนเปื่อยเลย ปีศาจทั้งสองนะฮะในตอนนั้นเราเรียกปีศาจนี้ว่าปอบ ปอบนั้นจึงต้องกลับมาเข้าร่างเดิม มาบอกให้ลูกให้หลานนำร่างไปเผา เราเรียกว่า "เผาผี" ไง

    จากนั้นก็ให้เอาเถ้ากระดูกมาปั้นเป็นร่างสรวงร่างสางนั่งคู่กันนะฮะ จากนั้นก็เอากระดูกมาเผาให้สุกแข็งจึงทนแดดทนฝน หาลูกไม้มาวางเรียงกัน เต้นรำร้องเพลง เรียกว่าเป็นการ "ถือผี" ขุนสรวงกับนางสางซึ่งเป็นห่วงลูกหลานเนี่ย ก็เข้าสิงร่างที่ปั้นขึ้น คอยพิทักษ์คุ้มครองตลอดมา ก็เกิด "ผีประจำเผ่า" ขึ้นนะครับ

    ท่านที่ฟังเรื่องนี้แล้วอยากทราบรายละเอียดเรื่องนี้มาก ๆ ไปกว่านี้เนี่ย ก็ขอความกรุณานะครับ อ่านย้อนหลังไปที่ www.thai-folksy.com นะครับ ซึ่งมันมีเรื่องของวรรณกรรมสองแควในตอนที่ ๓๐ และผมเคยกล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้แล้ว ก็คงจะไม่กล่าวซ้ำในที่นี้นะท่านนะ นี่ก็ผีของไทยตั้งแต่รุ่นแรกนั่นแน่ะ

    ฝรั่งนี่นะครับ ฝรั่งนี่เขารุ่งเรืองนะ ด้านศาสตร์เกี่ยวกับผี วิชาเกี่ยวกับผีเนี่ย ฝรั่งเขาก็มีศาสตร์มีวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวิญญาณ ในฐานะที่เป็นปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์เนี่ย ฝรั่งเขาศึกษาเป็นล่ำเป็นสันนะท่านนะ เราไม่ต้องไปเชื่อตามเขาหรอก แต่ไปดูว่า เออ เขาศึกษาก็แล้วกัน

    ก็มีนักวิชาการคนหนึ่งชื่อ ดอกเตอร์โดนัล จี คาร์เพนเทอร์ คนนี้น่ะเป็นนักวิทยาศาสตร์ทีเดียวนะท่านนะ นักวิชาการคนนี้เป็นนักวิทยาศาสตร์และสนใจเรื่องผีท่าน ดอกเตอร์โดนัลเนี่ย หรือดอกเตอร์คาร์เพนเทอร์เนี่ย ก็วิเคราะห์ผีตามสภาวะทางฟิสิกส์

    นี่เอาเรื่องทีเดียวหละ มาพูดเรื่องผีแต่ใช้สภาวะทางฟิสิกส์ โดยดูจากรายงานทั่วโลกเลยเกี่ยวกับผี จากนั้นดอกเตอร์คาร์เพนเทอร์ก็สรุปผลออกมาว่า ถ้าผี ถ้านะท่านนะ ถ้าผีจะมีตัวมีตนนะฮะ ผีก็จะต้องมีลักษณะเป็นไปตามกฎธรรมชาติ นั่นคือถ้ามีปรากฏกายก็จะต้องกินเนื้อที่เป็นปริมาณเนี่ยประมาณ ๐.๐๗ ลูกบาศก์เมตร

    นี่ถ้าผีปรากฏตัวล่ะก็ มันกินเนื้อที่นะท่านนะ มันมีรึเปล่าล่ะ ใครเคยเห็นว่าปรากฏ ถ้าปรากฏก็ต้องกินเนื้อที่ประมาณ ๐.๐๗ ลูกบาศก์เมตร หรือถ้าคิดเป็นปริมาตรเฉลี่ย ก็เท่ากับคนธรรมดาเนี่ยที่มีน้ำหนักตัวประมาณซัก ๗๐ กิโลกรัม คนธรรมดาที่มีน้ำหนักตัวประมาณ ๗๐ กิโลกรัมนี่นะท่านนะ ก็จะกินเนื้อที่ประมาณ ๐.๐๗ ลูกบาศก์เมตร ถ้าผีมีตัวมีตนก็กินเนื้อที่เท่านี้

    นอกจากนี้ยังจะต้องมีลักษณะเป็นไปตามมาตรฐาน ๗ มาตรฐานดังต่อไปนี้ ถ้าผีมีจริงจะอยู่ในมาตรฐาน ๗ มาตรฐานต่อไปนี้ในเชิงของฟิสิกส์ มาตรฐานที่หนึ่งก็คือ ผีต้องปรากฏตัวในเวลากลางคืน มาเที่ยวเล่นกลางวันได้ไง ผีหลอกกลางวันนี่หายาก ผีต้องปรากฏตัวในเวลากลางคืน

    แล้วการปรากฏตัวแต่ละครั้งของผีเนี่ยจะกินเวลายาวนานประมาณ ๒ วินาทีถึง ๑๐ นาที โอเล่น ๒ วินะ ผีนี่ทำเล่นนะประมาณ ๒ วินาทีถึง ๑๐ นาที ถ้าผีปรากฏตัวจะไม่นานกว่านี้ เสร็จแล้วต้องหายตัวไปนะฮะ แล้วจึงปรากฏขึ้นใหม่ได้อีก ผีนี่อยู่เกินสิบนาทีไม่ได้ เอ้อ ทำไมมันเป็นอย่างนั้นก็ไม่ทราบ

    ประการที่สองนี่ที่ผมพูดนี่ไม่ใช่มายืนยันเรื่องว่าผีมันมีจริงนะท่าน มันเป็นอะไรล่ะ มันเป็นมาตรฐานของเขาที่พูดนี่นะท่านนะ เดี๋ยวท่านนึกว่าผมก็เลอะ ๆ เทอะ ๆ เรื่องผีไปด้วย ไม่ใช่หรอก นี่ผมอ้างตามที่ดอกเตอร็โดนัล จี คาร์เพนเทอร์ แกตั้งสมมติฐานเอาไว้นั่นนะท่านนะ

     มาตรฐานที่สองเขาบอกว่าผีสามารถเปล่งแสงสว่าง ผีนี่มันจะเป็นอะไรของมันเนี่ย มันทำให้เกิดพลังงานได้ไงเป็นแสงนั่นนะเนี่ย เรื่องทาง optics เขาคงไม่เรียนเรื่องพวกนี้นะ ผีสามารถเปล่งแสงสว่างหรือเรืองแสงในตัวของมันเองได้ โดยมีกำลังส่องสว่างอยู่ในช่วงความเข้มของแสงประมาณ ๑-๒๐ แรงเทียน ฮ่านี่ผีนี่มีกำลังส่องสว่างประมาณ ๑-๒๐ แรงเทียน จึงจะทำให้สายตามนุษย์เนี่ยสามารถมองเห็นได้ เขาว่าผีนี่สร้างโฟตอนเปล่งรัศมีออกมาเป็นแสงเรืองได้นะท่านนะ เรารู้แต่ว่าเทวดาพวกมีบุญเท่านั้นมีแสงเรือง แต่ดอกเตอร์คาร์เพนเทอร์นี่บอกว่ามาตรฐานหนึ่งเกี่ยวกับผีก็คือผีต้องเปล่งแสงสว่างได้นะครับ

     มาตรฐานที่สามก็คือการปรากฏกายของผีต้องมีเครื่องนุ่งห่มด้วย ผีจะมาเปลือยกายถอดผ้าถอดผ่อนเล่นไม่ได้ เพราะนั้นถ้าท่านไปเจอคนเปลือย ๆ อยู่ในที่มืดนั่นย่อมไม่ใช่ผีโดยเด็ดขาด ตามสมมติฐานของดอกเตอร์คาร์เพนเทอร์ เพราะถ้าเป็นผีจะต้องมีเครื่องนุ่งห่ม ผีไม่มีการโป๊โดยเด็ดขาด เพราะผีไม่ชอบนะครับ ผีนี่เขาไม่ชอบอะไรที่มันอุจาด ลามกนี่ ผีไม่ชอบนะท่านนะ เขาไม่ชอบอย่างเด็ดขาดเลยไปเที่ยวเล่น ๆ ไม่ได้หรอก คนพูดตลกเตลิก ลามกสับปะดี้สีปะดนนี่ผีหนีนะท่านนะ ผีมันกลัวนะท่านนะเนี่ย

    ผีต้องมีเครื่องนุ่งห่ม และก็จะมักปรากฏเป็นลักษณะภาพราง ๆ นะครับ โปร่งแสง มองทะลุได้บ้างและก็มีขนาดเล็กกว่าคนธรรมดาทั่วไป เพราะนั้นถ้าผีใหญ่กว่าคนทั่วไป ย่อมไม่ใช่ผีตามมาตรฐานที่ดอกเตอร์คาร์เพนเทอร์พูดไว้ มันต้องเป็นอะไรซักอย่าง ถ้าผีต้องเล็กกว่าคนธรรมดา

    มาตรฐานที่สี่เขาบอกว่า ผีจะปรากฏในสภาพที่หันหน้าเข้าหาผู้พบเห็นเสมอ เป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นผีเนี่ยเดินหันหลังให้เรา ไม่ได้เลย ต้องหันหน้ามาหาเรา มิฉะนั้นย่อมไม่ใช่ผี ถ้าผีหลอกนี่ต้องเจอหน้าผี ไม่ใช่เจอหลังผีหรือข้างผีตามทฤษฎี เอ๊ย ตามสมมติฐานของดอกเตอร์คาร์เพนเทอร์

    มาตรฐานที่ห้าผีมักปรากฏตัวในร่างมนุษย์ ถ้าเป็นผีก็ต้องมาเป็นร่างคน เพราะจากประมาณร้อยละ ๙๐ ของรายงานเนี่ยเป็นอย่างนี้ มีน้อยมากเหลือเกินที่ผีปรากฏตัวในร่างของสัตว์ ถ้าผีก็ต้องเป็นคน เออ ถ้าเวตาลนี่มันอะไรล่ะถ้าอย่างั้น งงเหมือนกันนะ หรือพวกครึ่งผีครึ่งยักษ์ พวกแพท พวกรากษสเนี่ย มันจะเข้าสังกัดอยู่ในไหนล่ะ เขาบอกมันต้องปรากฏตัวในร่างมนุษย์ร้อยละ ๙๐ เป็นอย่างนี้

     มาตรฐานที่หก การปรากฏตัวของผีเนี่ย จะทำให้บรรยากาศโดยรอบมีอุณหภูมิลดลงอย่างเฉียบพลัน ถ้าผีปรากฏตัวตรงไหนแล้วตรงนั้นจะเย็น เออ อันนี้ไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ ถ้ามีผีนี่สบายเลยนะท่าน มันอุณหภูมิลดลงอย่างเฉียบพลัน เพราะอะไร เพราะผีต้องดึงเอาพลังงานความร้อนในบรรยากาศเนี่ย ดึงเอาพลังงานความร้อนอย่างน้อยหกสิบจูลเข้าไปสะสม เพื่อทำให้ตัวของผีเปล่งแสงออกมาได้ เพราะนั้นถ้าปรากฏตรงไหนมันดึงเอาพลังงานความร้อนเข้าไปตั้งหกสิบจูล เพราะนั้นบริเวณนั้นเชื่อแน่ได้เลยว่า เย็นเยียบลงเลยล่ะท่าน ถ้ามีผีอยู่ตรงนั้น

     และก็มาตรฐานสุดท้ายถ้าผีมีจริงเนี่ยมักจะมีเสียงนะผีเนี่ยนะ ไม่ใช่มีเฉพาะแสงมีเสียง มีกลิ่นเกิดขึ้นพร้อมการปรากฏตัว

    นี่ก็เรื่องของผี ตามทฤษฎีของดอกเตอร์โดนัล จี คาร์เพนเทอร์ ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์ก็ยังอุตส่าห์มาเล่นเรื่องผีด้วย เขานี่ก็เหลือเกิน

    อ้าวคราวนี้เรามาจัดประเภทของผี ที่จะจัดนี่ก็จะจัดแตกต่างจากที่อื่นอยู่หลายประการนะท่านนะ เพราะการจัดประเภทของผีนี่มันหลายตำราเหลือเกินท่าน ของเราเนี่ยนักมานุษยวิทยาหรือนักสังคมวิทยาหลายท่าน ก็ได้กล่าวถึงเรื่องผั้งภาคอีสาน มีผีปอบ ผีกระสือ ผีอะไรเยอะแยะไปหมด

    มีหนังสือผีเรื่องหนึ่งของทางล้านนาชื่อ "ผีเจ้านาย" ถ้าจำไม่ผิดก็อาจารย์ฉลาดชาย รมิตานนท์ เนี่ยเป็นผู้ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้น เขาก็มีผีของเขาหลายประเภท คราวนี้มาลองจัดดูใหม่ จัดประเภทของผีนี่เราทำตามที่ฝรั่งเขาวิจัยไว้ ไม่ใช่ทำตามประทานโทษเถอะ ผมก็จะพูดตามที่ฝรั่งเขาได้ทำเอาไว้ เขาวิจัยเอาไว้ในสาขา Ghostlore

    คือจากการที่ไปดูข้อมูลที่ฝรั่งเขาทำไว้เนี่ย ก็พบว่าผีเนี่ย เราสามารถจำแนกของการปรากฏตัวของผีออกได้ดังต่อไปนี้ โห นี่ศึกษาเป็นศาสตร์ทีเดียวนะเนี่ยนะ สามารถจำแนกการปรากฏตัวของผีออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

    ประเภทตามการปรากฏตัว ผีประเภทที่หนึ่งให้เรียกว่าผีสิง haunting ghost - "haunting" ก็ "สิง" hunting ghost - ผีสิง ผีสิงเนี่ยนะครับ เป็นประเภทของผีที่มีนิสัยชอบโชว์ตัววันละหลาย ๆ รอบ นี่เป็นพวกที่ชอบแสดงตัวนะผีพวกนี้ พวกผีสิงเนี่ย แสดงตัววันละหลาย ๆ รอบ อย่างน้อยก็สามเวลาหลังอาหารนะท่าน แสดงตัวและก่อนนอนด้วย ก็แสดงตัวก่อนนอนได้ด้วยผีพวกนี้

    เพราะมันแสดงตัวหลังเวลา หลังอะไรล่ะ สามเวลาหลังอาหารและก่อนนอน อย่างกับการกินยางั้นน่ะเนาะ ผีอะไรถึงมีกำหนดการดีขนาดนี้ แล้วการที่จะปรากฏตัวนี่ชอบปรากฏตัว ชอบปรากฏตัวในสถานที่เดียวซ้ำ ๆ ซาก ๆ ถ้าเป็นผีสิง เช่นต้องอยู่ในบ้านร้าง บ้านผีสิงก็บ้านที่เดียวนั่นแหละ ไม่เที่ยวออกไปที่อื่นหรอก

    อยู่ตามบ้านร้างดูเผิน ๆ ก็คล้ายกับว่ามันเป็นเจ้าของตึกนั่นเองนะ ผีพวกเนี้ยเป็นเจ้าของบ้านนั่นแหละ และก็ชอบเดินไปเดินมาในบริเวณบ้าน คนก็ไม่รู้นี่ก็เดินผ่านเข้าไปก็ไปเห็นเองสิ ก็เขาอยู่ของเขาดี ๆ น่ะ ผีเขาเดินอยู่บริเวณบ้านเขาเราไปพบเข้า ผีชนิดนี้ก็เป็นผีที่ไม่ได้ตั้งใจจะมาหลอกหลอนใครนะ เขาไม่ได้ตั้งใจหลอกหลอนใคร เขาอยู่ในบ้านนั้น เราต่างหากไปเห็นเขาเอง เนี่ยถ้าจะร้องเพลงแบบพุ่มพะวงก็เปล่าหนา เขามาเองอะไร ทำนองนี้คือคนไปเห็นเอง ผีไม่ได้เรียกคนเข้าไปเมื่อไหร่ เขาไม่ได้ต้องการหลอกหลอนใคร

    ผีประเภทผีสิงอยู่ตรงไหนก็สิงตรงนั้น ของเรานี่ก็มีอยู่ตามถนนก็มีนะ บางทีมีโค้งหลายโค้งเราเรียกว่าโค้งผีสิง นั่นคือรถยนต์ที่มาถึงตรงนั้นปั๊บ ก็มักจะคว่ำหรือมีอุบัติเหตุชนกัน คนก็ตายรวมกันอยู่ตรงนั้นหลาย ๆ คนเข้า ผีตรงนั้นก็ไปรวมกันอยู่ และก็ชอบต้อนรับน้องใหม่ เห็นรถมาก็พยายามจะเรียกร้องให้มาเป็นน้องใหม่ของตัวอะไรทำนองนี้ แต่ผีพวกนี้ก็แปลกนะถ้าได้ยินเสียงบีบแตรเนี่ยก็ไม่เอาน้องใหม่ แสดงว่าผีอาจจะกลัวเสียงก็ได้ เพราะนั้นถึงบริเวณนั้นคนก็บีบแตรแสดงความเคารพผี อาจจะเอาเสียงเป็นเพื่อนก็ได้ ผีพอได้ยินเสียงแค่นั้นมันก็กลัว มันกลัวพลังงานเสียงนะผีนี่ก็แปลกนะท่านนะ แสงมันก็คงกลัวด้วยแหละ มันกลัวทั้งแสงกลัวทั้งเสียง ไม่รู้มันกลัวความร้อนมั้ย อันนี้พวกผีฟิสิกส์เนี่ย เนี่ยเราก็ไปเห็นมัน โค้งผีสิงมีหลายที่ มันคงจะไปรวมกันอยู่นะท่านนะ เขาเชื่อกันอย่างนั้น

     คนทางล้านนาเนี่ยเขาเชื่อว่า ใครก็แล้วแต่ที่ไปตายบริเวณใดบริเวณหนึ่งด้วยอุบัติเหต ุจะไปด้วยมอเตอร์ไซค์อะไรก็แล้วแต่เถอะ ไปตายเข้าเขาต้องมีคนมาถอนวิญญาณ ออกไปจากตรงนั้นนะท่านนะ ถอนวิญญาณออกไป ถ้าทางล้านนาเขาจะมีธงสีแดงปักไว้ตรงนั้น แสดงว่าตรงนั้นมีคนตายแล้วถอนกลับไปแล้ว มีคนมาทำพิธีเอาไปแล้ว

     สมัยก่อนเนี่ยทางเชียงใหม่ ลำพูน ลำปางเนี่ย ถ้าเด็กวัยรุ่นไปซื้อรถยนต์นะท่านนะ เขาจะบอกว่าเอาไปเต๊อะแถมตุงแดงโตย เอาไปแล้วก็แถมธงแดงให้อีกด้วย แปลว่าเอาไปไม่นานหรอกท่านเอ๊ย มอเตอร์ไซค์เนี่ย เนื้อหุ้มเหล็กนี่แหละ

     นี่ก็ผีประเภทที่หนึ่งผีสิงตามบ้าน ตามถนน ตามอะไร ก็แล้วแต่ไม่ออกหลอกหลอนนอกสถานที่ ผีพวกนี้เป็นผีติดที่นะท่านนะ อยู่ตรงไหนอยู่ตรงนั้น เหมือนกับร้านขายของ ไม่ใช่หาบเร่เมื่อไหร่เล่า

     ผีประเภที่สองเนี่ย อันนี้เป็นผีคนเป็น ผีคนนะฮะ "ผีคนเป็น" เป็น ghost of the living ผีประเภทนี้ก็แปลกนะท่านนะ ตามบันทึกของผู้ประสบเหตุเนี่ย จะยืนยันว่าเห็นคนที่ตัวรู้จัก ในขณะที่เห็นเนี่ย เจ้าตัวเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้น เช่นตัวเขาอยู่โน่นอยู่อเมริกาน่ะ มีคนเห็นเขาที่กรุงเทพอย่างเงี้ย อันนี้เขาเรียกผีคนเป็น เป็น ghost of the living ทั้ง ๆ ที่เขาอยู่ห่างกันตั้งหลายพันไมล์ แต่มาปรากฏตัวให้เห็น

     ส่วนมากผู้ที่มาปรากฏตัวเนี่ย มักเป็นคนเจ็บใกล้จะตายนะท่านนะ หรือผู้ที่กำลังประสบปัญหาวิกฤติอยู่ เลยมาปรากฏตัวเพื่อขอความช่วยเหลือ ก็อาจจะถือได้ว่าเป็นการปรากฏการทางจิตอย่างหนึ่งนะครับ ปรากฏการณ์ทางจิตนะแบบเนี้ย มีคนเป็นเนี่ยมักจะมาปรากฏตัวเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ไม่พร่ำเพรื่อนะครับ

    ผีคนเป็นมันก็คือผี แต่มันเหมือนคนเป็น ๆ หรืออย่างไร มันอยู่ห่างแต่มาปรากฏตัวให้เห็น พูดง่าย ๆ เขายังไม่ตาย แต่มาปรากฏตัวอย่างงี้เรียกว่าผีคนเป็น เออ แปลกประหลาดนะท่านนะ

    ผีประเภทที่สามเรียกว่าผีที่ยังมีความห่วงใยอยู่ เรียกว่ามีห่วงว่างั้นเถอะ เป็นพวก purposeful ghost นี่ก็เป็นผีชนิดที่มีความในใจ ผีประเภทนี้มีความในใจอยากจะบอกให้เพื่อน หรือบอกให้ญาติรับรู้เรียกว่า เป็นผีประเภทนอนตายตาไม่หลับ ยังมีห่วงอยากบอกความในใจเรียกแบบนี้ก็ได้ ผีนอนตายตาไม่หลับเนี่ย

    ผีแบบนี้มักจะออกมาปรากฏตัวเป็นแบบคนใบ้ เป็นผีใบ้ไม่พูดไม่จาหละครับ ได้แต่ชี้นู่นชี้นี่ บางทีก็น่าดูเลยห่วงมาก ๆ มาหาลูกหลานที่ตัวรักชี้ขุมทรัพย์ให้ บอกเลยนั่นซ่อนอยู่ตรงนี้ไปจัดการเอาเสีย โอ้โหอย่างงี้วิเศษมากเลยนะ จะมีผีที่ไหนที่ใจดีอย่างงี้กับเรามั่งก็ไม่รู้เนี่ย มาชี้บอกให้ตรงนั้นตรงนี้ มาขุดเอาหรือไปหาเอาก็จะพบ

     ผีประเภทนี้มีห่วงนะที่จริงน่าสงสาร พวกปู่โสมเฝ้าทรัพย์นี่ก็สังกัดอยู่ในผีประเภทนี้เหมือนกันนะท่านนะ ห่วงอยู่ต้องมาคอยชี้ว่าถ้าใครเป็นเจ้าของทรัพย์ก็ให้ไปเอาได้ ก็น่าสงสารไม่ค่อยได้ไปไหนเท่าไหร่หรอก

     ประเภทที่สี่ ผีประเภทที่สี่นี้น่าเกลียดพวกนี้ เรียกว่า "ผีหลอก" เรียกว่า Poltergeists เนี่ยเป็นผีขี้เล่นนะท่านนะ ชอบออกมาหลอกมาหลอนคนให้เขาตกใจ นี่ก็พิลึกกึกกือ ก็รู้ว่าเขากลัว เขาตกใจก็เที่ยวไปหลอกเขา บางทีก็เรียกว่าเป็นผีโรคจิต เพราะว่าชอบขว้างปาข้าวของให้ตกใจ ผีประเภทนี้

     สำหรับผีประเภทนี้นักวิเคราะห์ผีบางรายนะเขาก็สันนิษฐานว่า อาจจะไม่ใช่ผีแต่ว่ามันเป็นปรากฏการณ์ทางจิตชนิดหนึ่ง ของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เพราะจากการสังเกตแล้วเขาพบว่า ในเหตุการณ์ที่ผีอาละวาดแบบนี้เนี่ย มักจะมีวัยรุ่นอายุสิบสองถึงสิบหกปีอยู่ในที่เกิดเหตุเสมอ

     มันก็เป็นไปได้นะท่าน ที่จิตของวัยรุ่นเนี่ยเขามีอารมณ์รุนแรง เขาจะสร้างพลังพิเศษขึ้นอย่างหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเรียกยาก ๆ ว่า Psychokinesis หรือ PK เนี่ย ซึ่งไซโคไคเนซีสเนี่ยมันสามารถเคลื่อนที่วัตถุได้นะ นี่มันอาจจะเกิดอย่างนี้ก็ได้ก็เป็นได้ นี่ก็เป็นประเภทผี

     คราวนี้ก็จะได้กล่าวถึงผีบางชนิดซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีคือผีดูดเลือด โหอันนี้ผีดูดเลือดก็มีนักประพันธ์คนหนึ่ง ซึ่งเขียนนวนิยายสยองขวัญเกี่ยวกับผีดูดเลือดเหมือนกันนะ คนนี้ชื่อ บราห์ม สโตรกเกอร์ เขาเขียนเรื่องผีดูดเลือด

     คือเขาเขียนขึ้นน่ะมันประหลาดนะท่านนะ มันประหลาดมากที่ว่าเขาเขียนเรื่องนี้เนี่ย สโตรกเกอร์เขียนเรื่องนี้ โดยที่ตัวไม่เคยเดินทางไปที่เทือกเขาคาร์เพเทียน ซึ่งอยู่ในรูมาเนีย ไม่เคยไป เพราะคาร์เพเทียนเนี่ยในรูมาเนียเป็นเทือกเขาที่เป็นถิ่นกำเนิดของตำนานผีดูดเลือดที่คนกลัวกันทั่วโลกทีเดียว นั่นก็คือเคาต์แดรกคูล่า

     เราเรียกแดรกคิวล่าหรือแดรกคูล่านะฮะ นี่ก็เป็นผีดิบนะฮะ ที่จริงเป็นเคาต์นะคนนี้ ตำแหน่งเป็นขุนนางนะยังเป็นผีดิบ มีปราสาทพำนักอยู่บนเทือกเขาคาร์เพนเทียน และก็ที่ black forest หรือป่าดำ ซึ่งแม้แต่ในปัจจุบันเนี่ยป่าดำที่อยู่ที่เทือกเขาคาร์เพเทียนในรูมาเนียเนี่ย ก็ยังเป็นเขตหวงห้ามนะท่านนะ พวกรูมาเนียเขาไม่ค่อยเข้าไปตรงนั้นหรอกท่าน แต่ว่าพวกที่เข้าไปกลายเป็นพวกนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกก็หลั่งไหลไปเที่ยวชมตำนานผีดูดเลือดกันปีนึงมากทีเดียว ทำให้สินค้าพื้นเมืองขายดิบขายดีตามกันไปด้วย

    เรียกว่าเคาต์แดรกคูล่านี่ก็ก่อให้เกิดการสร้างงาน และมีการกระจายรายได้เป็นแบบการท่องเที่ยว นี่ก็เป็นผีซึ่งเข้ามามีส่วนในการส่งเสริมการท่องเที่ยว อือ ของไทยมันจะมีอย่างงี้มั้ยฮึ ผีส่งเสริมการท่องเที่ยวนี่จะมีมั้ยเอ่ย น่าจะมีเหมือนกันเนาะ

    อ้า บราห์ม สโตรกเกอร์เนี่ยนะฮะ เขาเขียนเรื่องนี้ขึ้น วาดภาพให้เห็นว่าเคาต์แดรกคูล่านั้นเป็นชายแก่นะท่านนะ เป็นชายแก่มีดวงตาแข็งกร้าว ปากมีสีแดงสด มีเขี้ยวคมขาววับ ออกโผล่พ้นริมฝีปากออกมาสองข้างนะท่านนะ เขี้ยว เขี้ยวบนยาวลงมา ไม่ใช่เขี้ยวล่างมันจะขึ้นรึเปล่า เวลากัดมันกัดจากบนลงมาสิ ไม่ใช่กัดเสยขึ้นแบบควาย คนละอย่าง แดรกคูล่าเขาไม่ใช่ควาย เพราะนั้นก็จะมีเขี้ยวนี่ข้างบนเนี่ยยื่นออกมา

    หลายคนบอกว่าคนมีเขี้ยวนี่มีเสน่ห์นะ แสดงว่าแดรกคูล่ามันคงมีเสน่ห์มั้ง คนไทยเราชอบนะผู้หญิงมีเขี้ยวยื่นออกมาเนี่ย เขาว่ามีเสน่ห์ดีคงจะชอบกัดมั้งพวกนี้ นี่แดรกคูล่ามีเขี้ยวโผล่พ้นริมฝีปากออกมา ปกติก็แต่งกายโดยสวมชุดสีดำ สวมเสื้อคลุมดำ นี่ก็เรียกว่าดำรงชีพอยู่ด้วยการดูดเลือดสด ๆ จากคอของคน เหยื่อนี่ก็เป็นคนไม่ใช่ไปเที่ยวไล่ดูด เอาพวกอะไรต่าง ๆ ไม่ถึงขนาดนั้น

    และเขาบอกว่าเคาต์แดรกคูล่านี่ มีอายุยืนยาวมาถึง ๔๐๐ ปี นี่จากข้อเขียนของสโตรกเกอร์เขา ภาพของเคาต์แดรกคูล่าเนี่ยที่เขียนเนี่ย มันแตกต่างไปจากตำนานดั้งเดิมของพวกรูมาเนียนะท่านนะ เพราะพวกรูมาเนียนั้นเขาเชื่อว่าผีดิบดูดเลือดเนี่ยจะสวมชุดที่เขาใส่ จะสวมชุดที่เขาสวมก่อนจะถูกบรรจุลงไปในโลงเนี่ย ชุดไหนก็ชุดนั้นแหละออกมาดูดได้ชุดนั้น ไม่ใช่ถึงเวลาผีจะออกมาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดดำ ไล่ดูดคนแบบที่บราห์ม สโตรกเกอร์เขียน ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก ถ้าอีตอนที่เอาไปใส่โลงมีชุดไหน ผีก็ออกมาในชุดนั้น ออกมาดูดเลือดคนชุดนั้นนะครับ อาละวาดในชุดนั้นไม่ใช่มาเปลี่ยน มันเป็นชุดนอน ชุดเที่ยว ชุดเดียวกันน่ะ

    ผีประเภทนี้ ชุดหากินก็เป็นอันเดียวกันไม่เปลี่ยนเลย ไม่เหมือนที่สโตรกเกอร์เขียนไว้ต้องเป็นสีดำ มีเสื้อคลุมสีดำ ไม่ใช่อย่างงั้น สโตรกเกอร์ก็เขียนบอกว่าแดรกคูล่าเนี่ย จะตื่นขึ้นเมื่อแสงอาทิตย์ลำสุดท้ายลับโลกไป แสงสุดท้ายสิ้นไปปั๊บ แสงอาทิตย์สิ้นปั๊บ แดรกคูล่าตื่นแล้ว และออกไปหาดูดเลือดท่ามกลางความมืดและความหนาวเหน็บของราตรี นี่ถ้าร้อน ๆ คงไม่ค่อยออกมั้งแดรกคูล่าเนี่ย

    ครั้นกินอิ่มและก็จะกลับคืนสู่โลงศพซึ่งซ่อนไว้ในห้องใต้ดิน ใครเอาไปซ่อนไว้ ตัวเองเอาไปซ่อนไว้ห้องใต้ดินก็ไม่รู้ กลับเข้าไปในโลงศพนะ ห้องใต้ดินนี่อยู่ที่ไหน อยู่ที่ปราสาทนะท่านนะ ปราสาทเขามีห้องใต้ดิน โลงศพอยู่ในนั้น ถึงเวลาก็ออกจากโลงไปเที่ยวดูดเลือดเขามา และก็กลับเข้ามาอยู่ในโลงศพ เพื่อจะได้นอนหลับซะ นิทราว่างั้นเถอะ

    จะนอนก็เวลาที่พระอาทิตย์เนี่ยส่อง พอแสงแรกส่องขึ้นมาปั๊บ แดรกคูล่าก็หลับเลย เพราะถือว่าแสงอาทิตย์นี่คืออาวุธสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำลายสังขารของเคาต์แดรกคูล่าได้ มานึกถึงคนที่ชอบอยู่กลางคืนเนาะ อยู่ดึกพอเช้าก็นอนเนี่ย ทำเป็นแดรกคูล่าเนี่ย พอแสงอาทิตย์ออกมาหลับเลยแต่พอพระอาทิตย์ตกดินปั๊บโผล่พรวดขึ้นมา

     ตำนานของชาวคาร์เพเทียนเนี่ย แถวแถบพวกที่อยู่ภูเขาคาร์เพเทียนเขาไม่ได้บอกนะว่าผีดิบขึ้นมาจากโลงที่ถูกฝังลึกได้ยังไง ไม่ได้บอกว่ามันขึ้นมายังไงมันน่าสงสัย เพราะผีดิบนี่มันไม่ใช่วิญญาณ แต่มันเป็นร่างของศพที่ไร้ลมหายใจเนี่ย ก็เลยสงสัยมันจะแทรกโลง แทรกแผ่นดินขึ้นมาได้ยังไงก็ไม่รู้

     แต่ตำนานนี่ซ่อนปมเด่นของแดรกคูล่าเอาไว้ว่า สามารถแปลงร่างเป็นค้างคาวก็ได้ แดรกคูล่านะแปลงเป็นค้างคาวก็ได้ เป็นหมาป่าก็ได้ เป็นกลุ่มควันก็ได้ แล้วข้อสำคัญแดรกคูล่ามีอำนาจสะกดจิต มีดวงตากล้าแข็งมาก เมื่อสบตาเหยื่อเนี่ย เหยื่อจะไม่อาจขัดขืนเลย ยอมให้ดูดเลือดจากคอแต่โดยดี แปลว่าอำนาจจิตแกสูงมากแดรกคูล่าเนี่ยนะครับ ไปเรียนมาจากไหนก็ไม่รู้ ว่าด้วยอำนาจจิตและสะกดจิตเนี่ย คงจะเรียนมามั้งผีตนนี้เนี่ย

     ผีดูดเลือดนี่มาจากไหน คำถามนี่ยังไม่มีคำตอบจนมาถึงศตวรรษที่ ๑๙ ก็ได้มีการค้นพบค้างคาวชนิดหนึ่งในป่าร้อนชื้นของทวีปอเมริกา ค้างคาวชนิดนี้นี่นะท่านนะ มันมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการใช้เขี้ยวของมันเนี่ย ไปเจาะเส้นเลือดของสัตว์ต่างๆ พูดง่ายๆไล่กัดสัตว์นั่นเอง กัดเสร็จก็ดูดเลือดเขา มันจะจู่โจมสัตว์เลี้ยงบ่อยเลย เช่น แกะ วัว หรือแม้แต่หมา สุนัขเนี่ย มันก็จู่โจมเข้าไปกัดเลย กัดเสร็จก็ดูดเลือดไปจนกระทั่งเลือดแห้งจากตัวของพวกแกะ พวกวัว พวกหมา พอเลือดหมดตัวก็เลยตายไป ตายไปด้วยเลือด โลหิตจางเนี่ย ถูกดูดเลือด

     ผู้ที่ค้นพบค้างคาวประเภทนี้เขาตั้งชื่อมันว่า แวมไพร์ หน้าตาของแวมไพร์นี่ก็คงจะน่าเกลียดน่ากลัว ค้างคาวแวมไพร์เนี่ยมั้งที่มันมากลายเป็นเคาต์แดรกคูล่าในที่สุดนะท่านนะ คงจะเอามาจากอันนี้

     ของไทยเราก็มีนะไอ้พวกผีโป่งดูดเลือดน่ะ มีเรื่องเล่ากันอยู่นะครับที่วังชมพู เพชรบูรณ์เมื่อประมาณสัก ๗๐-๘๐ ปีมาแล้ว ก็เป็นผีดูดเลือดเหมือนกัน แล้วมีคนเคยเห็นนะ ว่ามันก็ไม่ใช่ผีหรอก แต่มันเป็นค้างคาวชนิดหนึ่ง เวลาที่คนนอนอยู่ในป่าเนี่ย มันจะมากัดที่หัวนิ้วเท้า แล้วก็กระพือปีกให้เย็นนะฮะ คนก็เลยหลับไปด้วยความเย็นสบาย พอตื่นขึ้นมาเลือดก็หมดตัว น้อยเต็มทีเลยก็เป็นโรคโลหิตจางตายไปในที่สุด

     คนเข้าป่าก็มักจะโดนประเภทนี้ดูดเลือด ก็ค้างคาวนี่แหละผมว่านะ แต่ผมไม่เคยเห็นนะ คงจะเป็นค้างคาว เพื่อให้เกิดอะไรขึ้นก็เลยบอกว่าเป็นผีดูดเลือด เป็นผีโป่งมั่ง อะไรมั่ง ก็แล้วแต่จะว่ากันไป

     ผีดูดเลือดนี่แตกต่างจากมนุษย์หมาป่านะท่านนะ บางคนไปสับสน บอก เอ๊อมีมนุษย์หมาป่าด้วย มันแตกต่างตรงที่ว่าพฤติกรรมของมนุษย์หมาป่าเนี่ย เวลามันจะกัดแล้วก็มันฟัด แล้วก็กัดเหยื่อเพื่อระบายความโกรธแค้น และก็ไม่ได้กินเลือด กินเนื้อของเหยื่อหรอก แต่ผีดูดเลือดนี่จะไม่ตบ ไม่กัด ไม่ฟัดเหวี่ยงเหยื่อนะท่านนะ แต่จะสะกดจิตเหยื่อให้อยู่ในอำนาจ แล้วก็ใช้เขี้ยวนี่กัดฉึกลงไปที่เส้นเลือดใหญ่ที่ลำคอ นี่ต้องกัดเป็นนะ กัดผิดไปกัดเอาเส้นเลือดดำเข้าก็เสียอีกผี ได้ดูดเลือดดำเข้าไปไม่เกิดประโยชน์ มันต้องเป็นเลือดแดงนะฮะ เลือดก็ทะลักออกมาและก็ผีนี่ก็ดูดเลือดเข้าไปจนอิ่ม

     เป็นที่น่าสังเกตว่าคนถูกผีดูดเลือดเนี่ย น่าสังเกต นี่จากนวนิยายนะ ไม่ใช่สังเกตเอาว่ามันจริง ๆ หรอก มันจะไม่ตายในครั้งเดียว แต่จะตายหลังจากถูกดูดเลือดหลาย ๆ ครั้ง แล้วก็เลือดเลยแห้งตัวตายไปเลย

     ตามตำนานก็กล่าวว่าผีดูดเลือดนี่มีทั้งผีผู้ชายและผีผู้หญิง ตำนานมันก็แบ่งเป็นสองพวก ไม่ได้กล่าวถึงผีดูดเลือดที่เป็นตุ๊ดหรือกะเทย อันนี้ไม่กล่าวไว้ในนี้เลยนะ นี้ในจากตำนานนะ ผมพูดตามตำนานนะเนี่ยเป็นชายเป็นหญิง แล้วก็ชายหญิงที่เป็นผีดูดเลือดเนี่ย เมื่อตื่นขึ้นจากความตายครั้งแรก จะระลึกถึงคนที่ตัวเองรักที่สุด มันตายไป พอมันตื่นขึ้นมามันจะดูดเลือด มันจะนึกถึงคนที่มันรักที่สุดและสนิทสนมที่สุด มันก็จะเดินทางไปหาแล้วก็ใช้ความสนิทสนมเนี่ยดูดเลือดคน ๆ นั้น เพื่อจะต่อชีวิตให้แก่ตัวเอง

     ตายไปแล้วเขาถึงตัดกันให้ขาดไงใช่มั้ยฮะ ไปแล้วไปเลย ไปสู่ที่ชอบซะไป อย่ากลับมาอีกเลยอะไรทำนองนี้ ไม่งั้นเดี๋ยวกลับมาดูดเลือดกันอีกเนี่ย ไม่ใช่ตายแล้วยังรักอย่างงี้ไม่เอาแล้ว นี่กลัวกันทั้งนั้น

     ตามตำนานบอกต่อไปอีกว่าคนที่เป็นผีดูดเลือดนี่เป็นคนบาปหนานะท่านนะ บาปหนาตายแล้วก็ไม่ได้รับการเหลียวแลจากพวกทางศาสนจักรทั้งหลาย โดยเฉพาะพวกคริสต์ คริสตจักรนี่จะไม่เหลียวแลเลยผีดูดเลือดเนี่ย ไม่ประกอบพิธีศพให้พระผู้เป็นเจ้าทอดทิ้ง น่าสงสารนะฮะ

     แล้วปกติผีดูดเลือดนี่จะจิตใจดำ อำมหิต โหดร้ายนะฮะ ต้องการจะเป็นใหญ่ในโลกแห่งวิญญาณ พวกนี้นอกจากกระหายเลือดและยังกระหายอำนาจด้วยผีพวกนี้ ผีดูดเลือดนี่มีอำนาจอันมหาศาลนะ เขาว่าอย่างนั้น ก็เลยได้รับการตั้งชื่อขนานนามซะว่าเป็นเจ้าชายแห่งความมืด นี่ถ้าเป็นผีผู้ชายก็เจ้าชายแห่งความมืด ผีผู้หญิงก็เจ้าหญิงแห่งความมืด ผีตุ๊ดก็ตุ๊ดอะไรแห่งความมืด เจ้าชายแห่งอะไรก็ไม่รู้ ช่างเถอะ อย่าไปพูดถึงขนาดนั้น

     นอกจากจะเป็นคนบาปแล้วยังทำตัวเป็นพ่อมดหมอผีด้วยนะ ไอ้พวกดูดเลือดเนี่ย เพราะตัวนั้นขายวิญญาณให้กับซาตาน ซาตานก็เลยสาปซะให้ตัวนั้นเป็นผีดูดเลือดไป บราห์ม สโตรกเกอร์ก็เดินเรื่องให้แดรกคูล่านี่นะ ต้องการจะเดินทางจากปราสาทที่คาร์เพเทียน มายังมหานครลอนดอน เพื่อจะแสวงหาเหยื่อได้ง่าย ได้ง่ายกว่าที่ตัวเองอยู่ เพราะที่นั่นชาวบ้านเขาพากันป้องกันแน่นหนา หาเหยื่อได้ยากนะฮะ

     ด้วยเหตุนี้เนี่ยนะฮะ แดรกคูล่าจึงว่าจ้างโจนาธานนะฮะ ฮาร์กเกอร์นักค้าที่ดินจากมหานครลอนดอนเนี่ย ให้มาทำสัญญาซื้อคฤหาสน์คาลิแฟกซ์ มาตกลงกันแล้วก็พยายามปิดปากโจนาธาน โดยการหาสาวกสาวของตัวซึ่งเป็นผีดูดเลือดเนี่ย ดูดเลือดโจนาธาน แต่โจนาธานรอดมาได้ แล้วกลับมาเปิดโปงเรื่องของเคาต์ แดรกคูล่า แล้วก็มาร่วมขบวนการปราบผีนะครับ

     เรื่องมันก็ยังไม่จบหรอกท่าน แต่ว่ามันคงจะต้องต่อไปตอนหน้าอีกซักนิดหนึ่ง เพราะตอนนี้ก็หมดเวลาพอดีนะท่านนะ ตายแล้วยังไม่ทันได้ดูดเลือดเลย เอ๊ยไม่ใช่แดรกคูล่ายังไม่ทันได้ดูดเลือดเลย ก็ต้องข้ามไปเป็นวันต่อไปอีกครั้งหนึ่ง

     ก็สำหรับวันนี้รายการวรรณกรรมสองแคว ก็ขอลาจากท่านผู้ฟังไปก่อน ผมนายประจักษ์ สายแสงครับ กราบลาท่านผู้ฟัง สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>