พระโพธิสัตว์
ตอนนั้นเสวยพระชาติเป็นฤาษีและก็ฤาษีตนนี้ ก็ได้พยากรณ์ หรือว่าทำนาย หรือวินิจฉัย
ความฝันของพระเจ้ากรุงพาราณสี ซึ่งมี 16 ข้อ เหมือนกันกับที่พระเจ้าปเสนทิโกศลฝันมาเนี่ย
ฝัน 16 ข้อนั้น แต่ละข้อแต่ละเรื่องนั้น เราไม่อยากเรียกเป็นข้อนะท่านนะ
ฝันเป็นเรื่อง ๆ ไป ว่าความฝันเป็นประการใดแล้วฤาษี ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติมาเนี่ย
ได้วินิจฉัยว่าประการใด
ความฝันที่ 1 นะครับ นี่ก็ พระเจ้ากรุงพาราณสีเนี่ยก็ ฝันไปว่า ทรงเห็นโคอุสุภราชดำ
4 ตัวมาจากสี่ทิศ โคดำ โคอุสุภราช นะฮะ 4 ตัววิ่งมาจากสี่ทิศ ก็ต้องเป็นทิศเหนือ
ทิศใต้ ตะวันตกตะวันออกเนี่ย คงไม่วิ่งพิสดารมาจากทิศเอ้อ อีสาน ทิศพายัพอะไรหรอกจะฟังดูยากซักหน่อย
มาจากสี่ทิศ
ทำท่าทีว่าจะมาชนกัน ที่ลานแห่งหนึ่ง เป็นพระลานหลวง ตรงนั้นน่ะฮะก็เป็นลานที่สำหรับเสด็จออกมาดูการแสดงกีฬามั่งอะไรมั่งไม่ค่อย
เอ่อ เรียกว่า พระลานหลวง โคทั้งสี่ตัว โคอุสุภราชสีดำ 4 ตัวนี่ ก็วิ่งเข้ามาจะชนกันตรงนั้น
แต่ว่าพอวิ่งมา พอมีคนมาดูมาก ๆ เข้าแค่นั้นแหละ ปรากฏว่าโคทั้ง 4 ตัวนี้ก็ถอยกลับไป
หายไปด้วย แล้วก็ไม่ชนกันอีกเลย
โอ้นี่ฝันแปลกนะ
ฝันว่าวัวเนี่ยวิ่งมา โคอุสุภราช วัวสีดำวิ่งมาทั้งสี่ทิศ พอมาถึงปั๊บก็
คนมาดูกันเต็มเลยว่าจะชนกัน แต่ไม่ชนกัน แล้วก็หายไปเลย อันนี้พระพุทธองค์ทรงวินิจฉัยว่า
ทรงวินิจฉัยว่า ในอนาคตกาลเนี่ย นี่ทรงวินิจฉัยมา ถ้า ๆ จะเล่าเรื่องอย่างนี้ก็
สมมุตติว่าเป็นเรื่องที่ปรากฏจริงก็หมายความว่า เกิดขึ้นมาแล้ว 2500 กว่าปีแล้วนะครับ
พระพุทธองค์ทรงวินิจฉัยว่า ในอนาคตกาลเนี่ย แม้นว่าผู้บริหารบ้านเมืองเนี่ย
นักการเมืองทั้งหลายนี่นะครับ ประพฤติธรรม เอ่อ ไม่ประพฤติธรรมใช้อย่างนั้น
ถ้านักการเมืองนี่นะไม่ประพฤติธรรม นะครับ มีแต่ทุจริตเนี่ย ก็จะเกิดภาวะเรียกว่า
ทุพภิกขภัย ทุพภิกขภัยก็คือ เอ่อ ข้าวยากหมากแพง
เอ๊ะ แปลกนะครับ ถ้านักการเมืองไม่สุจริตนี่ ข้าวจะยากหมากจะแพงนะท่านนะ
ยุคนี้ผลไม้ถูกนะ เนี่ยถ้าทุจริตแล้วข้าวยากหมากแพง ฝนจะตั้งท่าว่าจะตก
แล้วก็ไม่ตกซะนี่ เนี่ยลำบากกันไปหมดเลย นี่ฝันนี้ ฝันนี้มันจะจริงเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบนะ
แต่บอกว่าในอนาคตกาล คือนับตั้งแต่นั้นมา 2500 ปีนี่ อนาคตก็ไม่รู้จะปีพ.ศ
2700 หรือเปล่าก็ยังมิทราบเลย ฝนก็ตั้งท่าจะตกแล้วก็ไม่ตก นี่ก็ฝนจะแล้ง
แล้วเกิดข้าวยากหมากแพงลำบากกัน ทั่วกันไปหมด
นี่ฝันนี่ฝันของพระเจ้ากรุงพาราณสีนะ
พวกเราคงไม่มีใครไปฝันกันขนาดหรอก มีวัววิ่งมาเนี่ย ไม่มีหรอก วัววิ่งมาแล้วไม่ชนกัน
เป็นพวกโคบ้าหรือเปล่าก็ไม่รู้ล่ะ นี่ฝันที่1
ตานี้ฝันเรื่องที่ 2 พระเจ้ากรุงพารณสีฝันอีก ทรงสุบินว่า ทรงพระสุบินว่า
ทรงเห็นต้นไม้เล็กๆ ผลิดอก ออกผลผิดปรกต
เนี่ยต้นไม้เล็กๆ ผลิดอก ออกผล ปัจจุบันต้นไม้เล็กออกผลได้มันก็มีนะ ที่เค้าตอนมาผมก็เคยเห็น
แต่นี่มันสมัยพุทธกาลน่ะ ทรงเห็นต้นไม้เล็ก ๆ ผลิดอกออกผล
พอฝันอย่างนี้ พระพุทธองค์ก็ทรงวินิจฉัยว่า ในอนาคตเนี่ยคนทั้งหลายเนี่ย
จะมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย เนี่ยทรงทำนายไว้อย่างนั้น ตั้งแต่อายุยังน้อยนะครับ
เพราะจะอยู่กัน อยู่กันเรื่องอย่างนี้อยู่ตลอดเวลาเลย เนี่ย
อันนี้ข้อความนี้ก็ ย้อนหลัง ทำนายกันมาตั้ง 2500 ปีแล้ว ถ้าฝันเห็นต้นไม้เล็ก
ๆ ผลิดอก ออกผล ไม่ใช่เราฝัน พระเจ้ากรุงพาราณสีฝัน แล้วก็ พระโพธิสัตว์ก็ทรงวินิจฉัย
ก็เป็นความฝันเรื่องที่ 2 ซึ่งมันจะจริงหรือไม่จริงในเวลานี้ ท่านก็พิจารณากันดูเองก็แล้วกัน
ถ้าจริงก็แปลว่าความฝันนี้มันก็ได้เรื่องได้ราวเหมือนกันนะ ถ้าไม่จริงก็แปลว่าไม่ได้เรื่องได้ราว
หรือมันจะฝันเป็นแบบช้างที่ถูกรอด จากเสือไม่โดนเสือกินก็ไม่ทราบ
ฝันเรื่องที่
3 ฝันเรื่องที่ 3 เนี่ย พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงพระสุบินว่า ทรงเห็นแม่โคเนี่ย
ดูดนมลูกโคซึ่งเกิดในวันนั้น ปกตินี่ลูกโคมันต้องดูดนมแม่โคสิ อันนี้แม่โคไปดูดนมลูกโค
ซึ่งเพิ่งเกิดในวันนั้น
พอฝันอย่างนี้เนี่ย
เอ่อพระโพธิสัตว์ก็ทรงวินิจฉัยว่า ในอนาคตกาล ผู้น้อยจะขาดความเคารพผู้ใหญ่
ขาดความเคารพบิดามารดา ขาดความเคารพผู้ใหญ่หรือบิดามารดา ไม่พอ แต่บิดามารดาและผู้ใหญ่ทั้งหลายซึ่งอายุมากนั้น
จะถูกลูกหลานทอดทิ้งให้ได้รับความลำบาก บางครั้งถึงกับต้องมาเป็นขอทานก็ได้
นี่ทำนายมา
2500 กว่าปีนะครับ ว่าอนาคตกาล ก็อนาคตก็หลัง 2500 นั่นแหละ เชื่อเถอะว่าลูกหลานคงจะไม่เคารพผู้ใหญ่ซะแล้ว
ไม่เคารพไม่เชื่อฟังก็ยังไม่ว่า ยังจะทอดทิ้งอีกด้วย ให้ผู้ใหญ่หรือพ่อแม่หรือคนมีอายุสูงเนี่ยได้รับความลำบาก
ถึงกะต้องขอเขากิน มาเป็นขอทาน
เรื่องนี้ก็มันอาจจะจริงก็ได้มั้งเพราะว่า
ไม่ว่าจะดูโทรทัศน์ช่องไหนก็แล้วแต่ จะมีเรื่องของคนแก่คนเฒ่าที่ถูกลูกหลานทิ้ง
ทิ้งยังไม่พอ บางทียังเอาลูกหลานไว้ให้คนแก่ซึ่งเจ็บป่วยมาก ๆ รักษาอีกด้วยนะ
ก็ความฝันที่ 3 เนี่ยอาจจะเป็นความจริงก็ได้เนี่ย ฝันว่าแม่โคดูดนมลูกโคซึ่งเกิดได้วันเดียวเนี่ยนะ
ความฝันเรื่องที่ 4 เรื่องที่ 4 นี่ก็พระเจ้ากรุงพาราณสี ก็ทรงพระสุบินไปว่า
ทรงเห็นคนปล่อยโค ซึ่งชำนาญการนะฮะ โคชำนาญการ ฟังดูศัพท์นี้แล้วดีนะ ก็คือวัวซึ่งมันเก่ง
เก่งในการลากเกวียน เก่งในการไถอะไรเนี่ย ก็ฝันเห็นว่าคนน่ะ เค้าเอาไปทิ้งเสียแล้ว
ไล่มันออกไปแล้วทั้งที่มันลากเกวียนก็เก่ง ไถนาก็เก่ง และจากนั้นเนี่ยเอาวัวที่เก่งนี่ออกไป
แล้วก็เอาวัวหนุ่มนะท่านนะ วัวหนุ่ม ๆ น่ะซึ่งไม่เคยหัดเทียมไถเทียมเกวียนเลยเนี่ย
ไม่เคยลากเกวียน
ไม่เคยไถนาเนี่ย
ไปเอาวัวหนุ่มเนี่ยมา มาทำ มาทำแทน ทำหน้าที่แทนวัวที่ชำนาญการ โหนี่ทำไมเที่ยวดูถูกวัวแก่อย่างนั้นนะ
สมัยก่อนเค้าห้ามดูถูกคนแก่นะท่านนะ ถึงกับมีภาษิตว่า หมาแก่ย่อมไม่เห่าโดยไม่มีสาเหตุ
นี่ แสดงว่าหมาแก่ก็ได้รับการเชิดชูสมัยก่อน แต่นี่ความฝันนี่ไม่ดีเลยเนี่ย
วัวที่เค้าชำนาญการนี่เอาเค้าออกไปเสร็จเลย แล้วก็เอาวัวหนุ่ม ๆ มาทำหน้าที่แทน
พระพุทธองค์ก็ทรงวินิจฉัยว่า ถ้าฝันเช่นนี้นั้นตีความว่า ในอนาคตนั้น ข้าราชการผู้ใหญ่ซึ่งเป็นปราชญ์เนี่ย
นักปราชญ์ราชบัณฑิต เนี่ย จะถูกทอดทิ้งเหยียดหยามหมดเลยนะท่านนะ ส่วนคนหนุ่มซึ่งด้อยประสบการณ์
และก็ยังเป็นคนที่ไม่เก่งอะไรเท่าไหร่นักน่ะ จะได้รับการยกย่องเชิดชูในตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์อย่างมากมาย
แล้วก็ทำความเสียหายให้แก่ราชการด้วย ทำความเสียหายให้แก่บ้านเมืองด้วย
มันจะเป็นจริงมั้ยไม่รู้
ที่จริงคนหนุ่มเค้าก็มีเก่ง ๆ เค้าก็มีตั้งมากมายนะท่านนะ แม้แต่อะไรล่ะครับ
เอ่อเจ้าอาวาสบางทียังต้องยอมเณรเลย เณรบางรูปนั้นก็เก่ง แต่คำทำนายอย่างนี้
เป็นคำทำนายโดยทั่วไปนะท่านนะ ว่าคนที่เก่งนี่บางทีก็จะลำบาก คือเค้าไม่เอามาทำงานด้วย
ก็เป็นของธรรมดาล่ะท่านบางทีเก่งแต่เค้าก็ไม่เอามาก็มี เพราะอะไรอาจจะเก่ง
ไอคิวสูง แต่อีคิวไม่ค่อยจะสูง ก็อาจจะเป็นได้กระมัง
ที่จริงคำทำนายนี่ออกลักษณะนี้เยอะนะ แม้แต่พยากรณ์กรุงศรีอยุธยาก็ทำนายเรื่องทำนองนี้
เช่นทำนายว่า กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าอันน้อยจะถอยจม ผู้ดีจะเดินตรอก
ขี้ครอกจะเดิน ขี้ครอกจะเดินถนน นี่ออกมาอย่างนี้ก็มี
แม้แต่อังคาร
กัลยาณพงศ์เนี่ย ซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติเนี่ย แกก็อายุมากแล้วปีนี้ก็ 70
ล่ะมั้ง จำไม่ค่อยจะได้เหมือนกัน ไม่ค่อยจะพบกันซะนาน อังคาร กัลยาณพงศ์
เค้าก็เคยเขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่ง ชื่อ "กวีนิพนธ์ ของอังคาร กัลยาณพงศ์"
มีบทหนึ่งเค้าเขียนข้อความคล้าย ๆ กับการทำนายฝันอย่างนี้ เขียนว่า ไส้เดือนเที่ยวเกี้ยวสาว
ชาวอัปสรนอนชั้นฟ้า ทุกจุลินทรีย์อะมีบ้า เชิดหน้าได้ดิบได้ดี เทพไท้เบื่อหน่ายวิมาน
ทะยานลงดินกินขี้
โอยก็
ก็ขอโทษนะ ผมใช้คำอย่างนี้ คือว่าในท่อนนั้นเค้าเขียนอย่างนั้นจริงๆ เลยนะเค้าเขียนไว้อย่างนั้น
อังคาร กัลยาณพงศ์เค้าก็เขียนอย่างนี้ พยากรณ์กรุงศรีอยุธยาก็เป็นอย่างนี้นะท่านนะ
แม้แต่ความฝันเรื่องที่4 ก็เป็นอย่างนี้น่ะ ก็แปลว่า คนที่เค้ามีความสามารถนั้น
บางทีก็จะถูกเหยียดหยามลงไปเสียแล้ว
ก็เป็นธรรมดาเพราะคนที่เค้ามีความสามารถนั้นไปเหยียดหยามเค้า
เค้าก็ไม่เสียหายอะไรมากหรอก แต่บางคนอาจจะเสียใจก็ได้ ถึงกับบอกไว้ว่า
ทองคำเนี่ยนะ เอาค้อนมาทุบมาตีเนี่ย ทองคำไม่เจ็บไม่แสบหรอก แต่ทองคำจะรู้สึกเสียใจมาก
ถ้าเปรียบตัวเองมีค่าเท่ากับมะกล่ำตาหนู ว่าเข้าไปนั่น ( หัวเราะ ) แปลว่าทองคำก็เจ็บแสบเหมือนกันเหรอ
ถ้าไปดูถูก
ฝันเรื่องที่ 5 ของพระเจ้ากรุงพารณสี ทรงพระสุบินไปว่า ทรงเห็นม้าตัวเดียว
นะฮะม้าตัวเดียวแต่มีสองปาก พิสดาร เอามาออกงานวัดได้เลยเนี่ย ม้าตัวเดียวมีสองปาก
กินข้าวกล้าอ่อน ๆ ที่เค้าป้อนไม่หยุด เอาข้าวกล้าอ่อน ๆ ป้อนเข้าไปม้าก็กินไม่หยุด
เรื่องนี้เรื่องความฝันนี้ พระพุทธองค์ทรงวินิจฉัยว่า ในอนาคตกาล เมื่อนักการเมืองหรือผู้บริหารบ้านเมืองไม่มีธรรม
มีแต่อธรรม เค้าก็จะแต่งตั้งคนโลเลกลับกลอกให้เป็นใหญ่ แล้วก็ประพฤติอธรรม
จนชาวบ้านเดือดร้อนต้องป้อนให้เค้าไม่หยุด นี่ก็เป็นคำทำนาย เมื่อ 2500
ปี ทำนายอนาคตนะครับ
น่าฟังทีเดียวนะฝันข้อที่ 5 เนี่ยนะครับ ฝันเห็นม้าตัวเดียวมีสองปาก กินข้าวกล้าอ่อน
ๆ ที่เค้าป้อนเลยน่ะกินไม่หยุดเนี่ย ซึ่งเรื่องนี้ก็พระพุทธองค์ก็ทรงวินิจฉัยว่า
เมื่อใดที่ ถ้าจะพูดปัจจุบัน ก็เมื่อใดที่นักการเมืองไม่มีธรรม มีแต่อธรรม
เค้าก็จะแต่งตั้งคนที่ไม่ได้เรื่องได้ราว คนกลับกลอกโลเลให้เป็นใหญ่แล้วก็ประพฤติอธรรม
เป็นเหตุให้บ้านเมืองเสียหาย
คำทำนายนี้เป็นคำทำนายทั่วโลกทั่วจักรวาลนะท่านนะ
ที่ทำนายออกมาอย่างเงี้ยทั่วโลกทั่วจักรวาลทั้งหมด ไม่ใช่ไปทำนายที่ใดที่หนึ่งหามิได้เลย
ความฝันเรื่องที่ 6 ของพระเจ้ากรุงพาราณสีทรงฝันเห็นคน เห็นคนขัดถาดทองคำ
แน่เอาถาดทองคำมาขัดซะด้วย ถาดทองคำเนี่ยราคาเป็นแสนเลย แสนอะไรก็ไม่ทราบ
แสนกหาปณะหรืออะไรก็แล้วแต่เถอะ ขัดถาดทองคำขัดเสร็จเรียบร้อย ให้สุนัขจิ้งจอกแก่ตัวนึงถ่ายปัสสาวะ
รดลงไปบนถาดทองคำนั้น
โอ้นี่ฝันพิสดารจริง ๆ นะท่านนะ ฝันว่ามีคนเอาถาดทองคำราคาแพงเหลือเกินมาขัดสีฉวีวรรณให้สวยแล้วก็ให้
หมาจิ้งจอกไปปัสสาวะรดถาดทองคำนั้น
เรื่องนี้ก็ทรงวินิจฉัยว่า ในอนาคต เมื่อผู้บริหารบ้านเมืองไม่ประพฤติธรรม
ก็จะมีแต่อคติ จะยกย่องคนพาล ล้างผลาญคนดีมีชาติตระกูลและมีความรู้ความสามารถ
มีความบริสุทธิ์ใจ ถ้าเป็นเช่นนี้เนี่ย คนที่ไม่ได้เรื่องได้ราว ซึ่งจะเรียกว่าคนพาลก็จะได้เป็นใหญ่
แต่คนที่เต็มไปด้วย เอ่อความรู้ความสามารถเนี่ย ก็จะตกต่ำ คนเหล่านี้ก็จะต้องยกลูกสาวให้แก่คนพาลผู้เป็นใหญ่เหล่านั้นอีกด้วย
หมายความว่าท้ายสุดคนดี ๆ เนี่ย เชื้อสายเค้าก็จะกลายเป็นคนพาลตามไปด้วย
นี่ในอนาคตนะครับ
2500 ปีแล้ว วินิฉัยว่าอย่างนี้ นี่ก็เป็นความฝันเรื่องที่ 6 เนี่ยฝันไปแล้วหกเรื่อง
ความฝันเรื่องที่ 7 อันนี้ ก็ทรงพระสุบินหรือเอ่อฝันไปว่า เห็นบุรุษนายหนึ่ง
ก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งอะน่ะ เห็นผู้ชายคนหนึ่งนั่งฝั้นเชือกหนังนะครับ แล้วก็ปลายเชือกก็ห้อยลงไป
นั่งฝั้นเชือกหนัง ปัจจุบันก็ไมค่อยทำกันเท่าไหร่ เพราะเชือกหนังเค้าเอาไว้คล้องช้างส่วนใหญ่นะครับ
ปลายเชือกนี่ห้อยลงไป แล้วก็มีหมาจิ้งจอกตัวเมียตัวนึงแก่ ๆ เนี่ย นอนกัดกินปลายเชือกนั้นไม่หยุด
เอ้อฝันนี่แปลกนะ ชายคนนึงนั่งฝั้นเชือกหนัง ปลายเชือกห้อยลงไป พอห้อยลงไปก็มีนางหมาจิ้งจอกแก่ๆตัวนึง
นั่งกัดกินหรือนอนสิ นอนกัดกินปลายเชือกนั้น กินกัดไม่หยุดเลย
พระพุทธองค์ก็ทรงวินิฉัยว่า ในอนาคตกาล สตรีเนี่ย ผู้หญิงเนี่ยจะไล่ไขว่คว้าหาบุรุษ
อ้าก็ผู้ ผู้ชายมันคงจะมีน้อยนะในอนาคตเนี่ย ก็ผู้หญิงทั้งหลายเนี่ยจะวิ่งไขว่คว้าหาผู้ชาย
ก็เลยไม่ดูแลกิจการบ้านเรือนหรอก ก็มัวแต่วิ่งไล่หาว่าทำยังไงจะได้ผู้ชายมาอยู่ด้วย
แล้วก็จะช่วยกันเสพสุรายาเมา เป็นเหตุให้ไร้ทรัพย์อับปัญญา หุงข้าวหุงปลาไม่สุกต่อไป
ที่ทรงวินิจฉัยไว้อย่างนี้ อันนี้ฟังแล้วรู้สึกน่ากลัวนะท่านนะ จะเป็นอย่างนี้มั่งหรือเปล่าก็ยังไม่ทราบเลยเนี่ย
ในอนาคตกาลเนี่ย นี่ทำนายมา 2500 กว่าปีแล้ว ต่อไปนี่จะแย่เลยเนี่ย ผู้หญิงจะต้องวิ่งไล่หาผู้ชาย
ถ้าพูดเป็นภาษาอังกฤษว่าต้องออกไปล่า ไป hunting น่ะ ไม่นั้นก็จะไม่ได้มาอะไรทำนองนี้เป็นต้นเป็นต้น
ความฝันเรื่องที่ 8 ฝันนี่ฝันเรื่องที่ 8 ละ ทรงพระสุบินไปว่า ได้เห็นได้ทอดพระเนตรกะละออมใหญ่ใบนึง
กะละออมพูดภาษาอย่างนี้นี่เด็กปัจจุบันก็จะไม่เข้าใจหรอก กะละออมนี่ก็เป็นภาชนะใส่น้ำนะครับ
ซึ่งเค้าอาจจะใช้ เอ่อไม้ไผ่เนี่ยมาสาน แล้วใช้ชันยาเอาไว้เรียกว่ากะละออม
มันดีนะท่านนะมันเบา เบาเท่า ๆ กับถังพลาสติกปัจจุบันเนี่ยแต่ไม่แตกง่าย
ไม่ผุง่ายเหมือนถังพลาสติก ถึงแตกไปแล้วก็เป็นสารสลายตัวด้วยท่าน ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะเชียวนะกะละออมเนี่ย
นี่พระเจ้ากรุงพาราณสีก็ฝัน ฝันเห็นกะละออมใบนึง ใหญ่ทีเดียวมีน้ำเต็มเลยแค่นั้นแหละ
ขณะ ขณะเดียวกันก็มีโอ่งเปล่าจำนวนมาก ตั้ง ตั้งอยู่รอบกะละออมนั้น โอ่งหรือตุ่มน้ำเปล่า
ๆ นี่ตั้งอยู่รอบกะละออมซึ่งมีน้ำเต็ม แต่มีคนมากมายมาตักน้ำ ตักน้ำมาใส่กะละออม
นะฮะ ตักน้ำมาก็มาใส่กะละออม แทนที่จะตักไป ไปใส่ไว้ในตุ่ม ก็เปล่า ใส่ในกะละออมแทน
เป็นเรื่องประหลาด กะละออมีน้ำเต็มอยู่แล้ว กะละออมีน้ำเต็มอยู่แล้ว มีตุ่มตั้งรอบแต่ตุ่มไม่มีน้ำ
แต่คนก็ยั้งอุตส่าห์เอาน้ำมาเติมในกะละออม พระพุทธองค์ทรงวินิจฉัยความฝันนี้ว่า
ในอนาคตเนี่ย โลกจะเสื่อมทรามลง โลกเราในที่นี้ โลกก็หมายถึงคนเนี่ยจะเสื่อมทรามลง
นักการเมืองหรือผู้บริหารบ้านเมืองจะมีอำนาจวาสนานี่ฮะน้อยลง แล้วก็ตกอับ
ตกอับจนกระทั่งไม่มีอะไรจะใช้ล่ะ ก็ต้องบังคับให้ชาวบ้านส่งส่วย ชาวบ้านก็จะต้องเดือดร้อนระทมทุกข์ไปโดยถ้วนหน้ากัน
นี่ทรงทำนายมา
2500 กว่าปี ไหงเป็นอย่างงั้นล่ะ ผู้บริหารบ้านเมืองทำไมจะต้อง ไปรีดนาทาเร้นเอาจากประชาชน
มันเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ทราบหรือมันจะเกิดอะไรขึ้น ต้องใช้คำว่า จะ เพราะความฝันนี้เป็นอนาคตนะครับ
ทรงทำนายมาแล้ว เอ่อทรงวินิจฉัยมาแล้วถึง 2500 กว่าปี แต่ถ้าเมื่อไรที่เราอ่านเรื่องนี้
เรื่องนี้ก็ยังเป็นเรื่องปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นอนาคตอยู่ตลอด
ความฝันเรื่องที่ 9 นี่ก็ทรงพระสุบินไปว่า ได้ทรงเห็น หรือทอดพระเนตรสระบัว
สระบัว สระโบกขรณี ก็คือ สระบัวซึ่งมีน้ำลึกทีเดียว มีบัวเบญจพันธุ์ เบญจพันธุ์ก็คือบัว
5 ชนิดนะฮะ อยู่ในนั้นเนี่ย บัวขาบ โกมล โกมุทอะไรก็ว่ากันไปเถิดนะฮะ เสตัมพุทธ
มีบัวเญจพันธุ์ขึ้นอยู่ แล้วก็มีท่าขึ้นลงรอบสระ รอบสระมีท่าขึ้นลง สัตว์ทุกชนิดก็ลงไปดื่มน้ำในสระนั้น
แต่มีน้ำขุ่นอยู่กลางสระ ส่วนรอบ ๆ สระที่น้ำลงไปดื่ม ไปเหยียบนั้นไม่ขุ่น
แปลกเลยสัตว์ลงจากท่าเนี่ย สัตว์ทั้งหลายลงไปในท่าไปเหยียบน้ำ แล้วก็ลงไปดื่มน้ำ
น้ำตรงที่เหยียบไม่ขุ่นแต่กลางสระน้ำขุ่น พระพุทธองค์ก็ทรงวินิจฉัยว่า
ในอนาคตกาล เมื่อผู้บริหารบ้านเมืองไม่ดำรงมั่นอยู่ในธรรม จะมีอคติ มีแต่ประพฤติทุจริต
โลภจัด โกรธจัด หยาบช้าหาเมตตา หาขันติมิได้ บีบคั้นประชาชนให้ทุกข์ทรมานเดือดร้อน
จนประชาชนต้องหนีออกไปอยู่ในชนบทปลายแดน ทำให้สังคมในเมืองนั้นว่างจากผู้ดีมีศีลธรรม
นี่ก็เป็นคำทำนายจากความฝันที่ 9 น่ะครับ คำทำนายนี้เนี่ย เป็นคำทำนายสำหรับพลโลกโดยทั่วไป
ทั่วโลกนะท่านนะ เพราะว่าเป็นอ่า ทรงวินิจฉัยอย่างนั้น พระจ้าปเสนทิโกศลก็ดี
พระเจ้ากรุงพาราณสีก็ดี ถ้าเป็น คล้าย ๆ กับเป็นเป็นสัญลักษณ์ เป็นตัวแทนของมนุษยโลกโดยทั่วไป
ฉะนั้นคำทำนายนี้ ก็จะเป็นคำทำนายไปได้ทั่วโลกทั้งหมด ไม่จำกัดว่าอยู่ในกรุงพาราณสี
หรือในประเทศอินเดียเท่านั้นหามิได้
ความฝันข้อที่ 10 ทรงพระสุบินว่า เอ่อทรงเห็นข้าวที่เค้าหุงในหม้อใบหนึ่งเนี่ย
บางส่วนแฉะ บางส่วนดิบ ทั้งดิบทั้งแฉะก็มี พระพุทธองค์ก็ทรงวินิจฉัยว่า
ในอนาคตกาล เมื่อผู้บริหารบ้านเมืองไม่ตั้งอยู่ในธรรม บรรดาเอ่อ ครูบาอาจารย์
พราหมณ สมณชีพราหมณ์ทั้งหลาย คฤหบดีคือพวกพ่อค้าทั้งหลาย รวมถึงแม่ค้าด้วยอันนี้นะ
ก็จะพากันประพฤติอธรรมเช่นเดียวกัน แม้แต่เทพารักษ์ก็จะพากันประพฤติอธรรม
แหมเทพารักษ์น่ะ
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นไปได้
ในเมื่อทุกคนประพฤติอธรรมทั้งหมดเนี่ย
ก็จะเป็นเหตุให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดวิปริตผิดเพี้ยนไปทั่ว พืชพันธุ์ธัญญาหารก็จะเสียหาย
ไม่มีความเหมาะสมเลยสักอย่างเดียว เนี่ยครับผม ถ้าเป็นอย่างเนี้ยก็ เอ้อปัจจุบันนี้ดินฟ้าอากาศมันก็เปลี่ยน
ไม่ใช่ฤดูหนาว ก็หนาว ไม่ใช่ฤดูร้อนก็ร้อน ไม่ควรจะมีฝนก็มี พอถึงฤดูฝน
ฝนก็หายซะนี่ มันเริ่มวิปริตไปเหมือนกันนะท่านนะ
ความฝันเรื่องที่ 11 นี่ก็ทรง เอ่อทรงฝันไปว่า ทรงเห็นคนจำนวนมากเอาแก่นจันทน์หอม
แก่นจัทน์หอมนี่เป็นไม้หอมราคาแพงเลย เอาไปแลกกับนมบูด เอ้อ นมบูดนมเน่าเนี่ย
ข้อนี้พระพุทธองค์ทรงวินิจฉัยว่า ในอนาคตกาล พระภิกษุทั้งหลายเนี่ยจะประพฤติผิดนะ
จะเป็นอลัชชีน่ะจะมีมาก พระภิกษุทั้งหลายก็จะมีความโลภในปัจจัย 4 ไม่มีความคิดในการแสวงหาพระนิพพาน
มีแต่พาลอย่างเดียว ก็จะหาลาภ หายศสรรเสริญอยู่ในกามสุขก็มีด้วย นี่เป็นคำทำนายนะ
ว่าในอนาคตกาลพระภิกษุทั้งหลายนี่จะโลภจัดในปัจจัย 4 แทนที่จะแสวงหานิพพานก็เปล่า
แต่จะมีแต่ความเป็นพาลอย่างนี้เป็นต้น เนี่ยก็เป็นความฝันเรื่องที่ 11
ต่อไปความฝันเรื่องที่ 12 ทรงฝันเห็นน้ำเต้าเปล่าที่ควรจะลอยน้ำกลับจมน้ำ
พุทธองค์ก็ทรงวินิจฉัยว่า ในอนาคตภายหน้าเนี่ย โลกจะแปรปรวน ผู้บริหารบ้านเมืองจะห่างธรรม
บรรดาบัณฑิตทั้งหลายจะถูกเหยียดหยาม คนพาลจะได้ดีมีคนยกย่อง คำพูดของคนพาลซึ่งเหมือนน้ำเต้าเปล่าเนี่ย
น่ะ คำพูดก็เลยจะเป็นอย่างนี้ จะมีคนเชื่อเถือ
สมณะผู้ซึ่งประพฤติผิดศีล ก็เหมือนน้ำเต้าเปล่า แต่จะมีคนเชื่อถือ พระภิกษุประพฤติผิดศีลนี่คนจะไปเชื่อ
ส่วนคำพูดของบัณฑิตที่เก่งทั้งหลายและอยู่ในศีลในธรรม จะไม่มีใครเอาใจใส่เลยทั้งผู้น้อยผู้ใหญ่ในบ้านเมือง
โอ้ทำไมถึงจะเป็นเช่นนั้น ต้องพูดว่าอะไรจะขนาดนั้น ถ้าเป็นภาษาอีสานใช้คำว่า
กะด๊อกกะเดี้ย อะไรทำนองนี้นะฮะ
ความฝันข้อที่ 13 ความฝันเรื่องที่ 13 ทรงฝันเห็นศิลาแท่งใหญ่ ๆ หินใหญ่
ๆ นี่ลอยอยู่ในน้ำ พระพุทธองค์ทรงวินิจฉัยว่า ในอนาคต เมื่อผู้บริหารบ้านเมืองขาดคุณธรรมประจำใจ
จะแต่งตั้งคนด้อย ด้อยทั้งด้านความประพฤติ ด้อยทั้งด้านความรู้เนี่ยนะฮะ
แต่งตั้งให้เค้าเป็นใหญ่ พวกนี้ก็จะพูดจาสามหาวไม่เคารพผู้หลักผู้ใหญ่
แม้แต่พระภิกษุผู้มีศีลก็จะไม่ได้รับ ไม่ได้รับการเคารพ คนชั่วนะฮะ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับศิลาลอยน้ำ
จะได้เป็นใหญ่
ความฝันเรื่องที่ 14 ทรงฝันเห็นเขียดตัวน้อย ๆ ไล่กัดกินงูเห่า งูเห่าก็เลื้อยหนี
เขียดก็ไล่กัดกิน พระพุทธองค์ก็ทรงวินิจฉัยว่า ในอนาคตนั้น คนเนี่ยจะลุ่มหลงอยู่ในอำนาจกิเลส
ประพฤติตัวต่ำทราม คนแก่คนเฒ่าก็จะหลงใหลเมียสาว แม้ว่าโดนเมียสาวด่าก็จะรู้สึกว่าไพเราะ
นี่ อย่างนี้เป็นต้น เอ้อ มันก็ว่ากันไปเถิดเนาะ ไอ้ความฝันนี้นะ คนแก่คนเฒ่าฟังแล้วก็อาจสบายใจก็ได้กระมัง
ความฝันเรื่องที่ 15 พระเจ้ากรุงพาราณสี ทรงเห็นพระยาหงส์ทองแวดล้อมไปด้วยอีกา
อีกาแวดล้อมด้วยหงส์ทอง พระพุทธองค์ทรงทำนายว่า เมื่อผู้บริหารบ้านเมืองไม่ฉลาดในศิลปศาสตร์
ก็จะทำความพินาศให้แก่บ้านเมือง จะยกย่องคนไม่ควรยกย่อง
ฝันเรื่องสุดท้าย ความฝันที่ 16 ทรงฝันเห็นแพะไล่ติดตามเสือ แพะนั้นจะจับเสือกินเป็นอาหาร
เสือก็วิ่งหนีเอาตัวรอด วิ่งหนีสุดชีวิตเลย พระพุทธองค์ก็ทรงวินิจฉัยว่า
ในกาลข้างหน้า คนด้อยการศึกษา หรือศิษย์ไร้ครูจะมีอำนาจ ส่วนผู้มีการศึกษาจะหมดอำนาจที่จะเป็นใหญ่ไปเสียแล้ว
นี่ความฝัน 16 เรื่องซึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลเนี่ย ก็ทีแรกก็ถามพวกพราหมณ์
แต่พราหมณ์วินิจฉัย 3 อย่างแค่นั้นไม่เหมือนพระพุทธองค์ พราหมณ์วินิจฉัยว่า
ถ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลฝันเช่นนี้ ข้อ 1 จะเป็นอันตรายแก่ชีวิต เป็นอันตรายแก่ราชสมบัติ
แหละเป็นอันตรายแก่พระมเหสี พราหมณ์ทำนายแค่นี้แหละท่าน แต่พอพุทธองค์ทรงวินิจฉัย
เป็นคนละเรื่องกัน
แล้วพราหมณ์นั้นพอทำนายเสร็จก็ให้จัดการทำพิธี
พิธีบูชายัญเพื่อค้น พ้นจากเคราะห์นั้นด้วย แต่พระพุทธองค์มิได้ทรงทำนายอย่างนั้น
พราหมณ์เนี่ยนะแกทำนายไปอีกเรื่องนึง พระพุทธองค์ทรงวินิจฉัยไปอีกเรื่องนึง
นี่ก็เป็นเรื่องความฝัน ที่ปรากฏในพระพุทธศาสนา
คราวนี้ไอ้ความฝันมันนี่มีอีกหลายอย่างนะท่านนะ ฝันในขณะหลับก็มี ฝันในขณะตื่นก็มี
ถ้าฝันในขณะตื่นเนี่ยเค้าไม่เรียกว่าหลับอะ เอ้ยเค้าไม่ได้เรียกว่าฝัน
เค้าเรียกว่ามีจินตนาการ บรรดานักประพันธ์ทั้งหลายเนี่ย มีจินตนาการนะท่าน
เราจึงเรียกนักประพันธ์หรือกวีทั้งหลายว่า คนขายฝัน นั่นคือมีความฝันก็นั่งฝันไป
ถ้าฝันดี ๆ มันก็ดี ฝันไม่ดีก็ไม่ดี คนเราน่ะนั่งคิดนั่งฝันดี ๆ มันก็ดีนะท่านนะมีความสุข
แต่ถ้าฝันเรื่องร้าย ๆ คิดแต่เรื่องร้าย ๆ มันก็ไม่มีความสุขเป็นของธรรมดา
ถ้าคิดอย่างไรมันก็เป็นอย่างนั้นแหละท่าน
มีภาษิตภาษาละตินบทนึงเค้าบอกว่า Cogito ergo sum แปลว่า แปลเป็นภาษาว่า
ภาษาอะไรเนี่ย แปลเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Je pense danc Je suis แปลเป็นอังกฤษดีกว่าว่า
I think therefore I exist เพราะข้าพเจ้าคิด ข้าพเจ้าจึงเป็นอย่างนี้ ฉะนั้นทุกอย่างขึ้นกับความคิด
ถ้าคิดดีฝันดีในขณะที่ยังตื่นอยู่ ก็จะพบแต่ความดี ถ้าคิดไม่ดีฝันไม่ดีในขณะที่ตื่นอยู่
ก็จะพบแต่สิ่งที่ไม่ดี
รายการวรรณกรรมสองแคววันนี้ ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับผม สวัสดีครับ