วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 4 เรื่อง ไตรภูมิพระร่วง : กำเนิดชีวิต
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง, ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพสืบค้นเพิ่มเติม
สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพครับรายการวรรณกรรมสองแคว มาพบกับท่านเป็นประจำในวัน เวลานี้ มาสร้างสรรค์สาระความรู้ ความบันเทิง ลดช่องว่างระหว่างวัย เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของนักวิชาการกับท่านผู้ฟังทุกท่าน ผมนายประจักษ์ สายแสงดำเนินรายการครับ
ในวันนี้ผมจะได้กล่าวถึงวรรณกรรมที่เขียนขึ้นหรือลายลักษณ์ซักเล่มหนึ่ง จะจัดว่าเป็นวรรณคดีรุ่นที่เก่าแก่มากที่สุดเล่มหนึ่งของไทยนะครับ คือเรื่อง ไตรภูมิพระร่วงของพระยาลิไท เรื่องนี้ก็กล่าวว่าแต่งขึ้นศักราช 23 ปีระกา ศักราช 23 ปีระกา ก็คงประมาณพุทธศักราช 1888 ประมาณนั้นนั่นนะครับ หนังสือไตรภูมิพระร่วงนี้จัดจะว่าเป็นหนังสือที่มีประโยชน์มาก และก็มีอิทธิพลต่อวรรณกรรมของไทยในยุคหลังมากมาย แต่ในปัจจุบันมีน้อยคนที่จะอ่านได้เข้าใจ ที่อ่านไม่เข้าใจก็เพราะว่าภาษามันเป็นภาษาโบราณและก็เป็นภาษายากมันแต่งมานานแล้วนี้นะครับแต่ถ้าจะลองพูดให้ง่ายๆ ก็ดูจะง่ายๆ ได้เหมือนกันละนะ
ไตรภูมิพระร่วงนั้นเวลาจะอ่านก็ดูศัพท์เสียก่อน ไตร ก็แปลว่า สาม นะครับ ภาษาเนี้ย ไตร แปลว่า สาม ถ้าอย่างกับภาษากรีกก็มีเหมือนกันนะ ไตรเนี้ย mono (1) dai (2) tri (3) มันก็ สามนี้ละครับ บาลีสันกฤต กรีกมันคล้ายๆ กัน ไตร ก็แปลว่า สาม ภูมิ ก็ ภูมินั่นแหละ ไม่ต้องไปแยกอะไรมาก แผ่นดินนี้แหละครับ ไตรภูมิ ก็คือ สามภูมิ
ภูมิทั้งสามที่ว่าถึงเนี้ยก็ประกอบด้วยกามภูมิ กามภูมิก็คือ สัตว์ที่อยู่ในภูมินี้ก็ยังเกี่ยวข้องอยู่ในกาม ถ้าจะพูดแปลคำว่ากามเป็นภาษาอังกฤษซักนิด ก็แปลว่า sex แค่นั้นเองแหละครับ กามภูมิ ภูมิที่สองเรียกว่า รูปภูมิ อันนี้จะเข้าใจยากหน่อย และภูมิที่สามเรียกว่า อรูปภูมิ นะครับ กามภูมิก็ผู้ที่ในภูมินี้ยังเกี่ยวข้องอยู่ในกาม รูปภูมินั้นมีรูปแต่ไม่มีกาม ส่วนอรูปภูมินั้นไม่มีรูปด้วย แล้วก็ไม่มีกามด้วย แต่มีจิตอยู่นะครับ ฟังดูแล้วก็ค่อนข้างจะซับซ้อนอยู่พอสมควร
ถ้าจะไปเทียบกับหนังสือของฝรั่งบ้างเรื่องที่เป็นวรรณคดี บรรลือโลกเลย คือเรื่อง นี้เป็นภาษาละติน ถ้าเป็นภาษาอังกฤษเขาใช้ว่า divine comedy ของ เอริกิ เอริดันเต ซึ่งเป็นกวีบรรลือโลก ในนั้นเขาก็มีสามภูมิเหมือนกับเรานั่นแหละครับ แต่ว่าภูมิของเขาสามภูมินั้น ภูมิแรกมันคือภูมิสถานไฟชำระ ภาษาละตินใช้คำว่า Purgatorio ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Purgatory ส่วนภูมิที่สองนั้นก็เป็นนรกภูมิของเค้า ซึ้งใช้ภาษาละตินก็แล้วกันว่าInfernoแปลว่ามีความร้อนอยู่เสมอ และภูมิที่สามของเค้าก็คือ สวรรค์ เค้าใช้ภาษาละตินว่า paradiso ในภาษาอังกฤษก็คือ paradise อันนี้ผมต้องขอประทานโทษที่กล่าวอย่างนี้นะครับ เพื่อเทียบให้ดู เทียบให้เห็นว่า ใน divine comedy มี 3 ภูมิก็จริง แต่ 3 ภูมินั้นถ้าจะว่าไปแล้ว ก็อยู่ในกามภูมิทั้งสิ้น ส่วนไตรภูมิพระร่วงนั้นซับซ้อนมากครับ เพราะมีภูมิที่มีรูปและไม่มีรูปซึ่งมันอยู่นอกภูมิที่จะเข้าใจได้ง่ายๆ
เอาหละผมก็จะพยายามพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็แล้วกัน ตอนแรกที่สุดจะพูดถึงกามภูมิเสียก่อน ในเรื่องของกามภูมิเนี้ย หนังสือไตรภูมิพระร่วงแบ่งออกเป็น 2 ส่วนครับ ส่วนแรกเรียกว่า สุขติภูมิ ส่วนที่ 2 เรียกว่าอบายภูมิ ส่วนที่กล่าวถึงสุขติภูมิเนี้ยก็ประกอบด้วย มนุสภูมิ และสักคภูมิ เอาง่ายๆ ก่อนจะแบ่งอะไรไปมากมาย มนุสภูมิก็คือ ถิ่นที่อยู่ของมนุษย์สักคภูมิ ก็คือ ถิ่นที่อยู่ของเทวดา สักคนี้เป็นภาษาบาลีนะ ถ้าสันสกฤตก็ สวารค ก็คือสวรรค์นั้นแหละครับ ก็เป็นสวรรค์มีเทวดาอยู่ แล้วเทวดาพวกนี้ก็ยังอยู่ในกามอยู่นะ ส่วนมนุษย์นั้นไม่ต้องพูดถึง
ผมอยากจะชี้ให้เห็นนิดหนึ่งว่า ในเรื่องมนุสภูมินั่นมีสิ่งที่น่าคิดอยู่อย่างนึงนะครับ ในไตรภูมิพระร่วงกล่าวถึงมนุษย์ว่า เริ่มแรกที่จะเกิดเป็นมนุษย์นั้นเล็กเหลือเกิน ในนั้นใช้คำว่าน้อยนักหนา ถามขนาดเนี้ยของมนุษย์เนี้ยแรกปฏิสนธิเนี้ยเล็กมาก แล้วก็เรียกสิ่งนั้นว่า กัลละ มนุษย์เกิดมาแรกๆ เล็กมาก เรียกว่า กัลละ แหมคำว่ากัลละเนี้ยมันน่าคิดนะ กอไม้หันอากาศลอลิงสองตัวสระอะเนี้ย ถ้าถ่ายเสียงตามตัวอักษรซึ้งภาษาทางนิรุกติศาสตร์ เค้าใช้คำว่า ขอโทษนะครับ เอาเป็นว่าว่าอย่างไงก็ช่างมันเถิดอย่าไปใช้เลยนะครับ ผมคิดว่ามันจะทำให้ผู้ฟังยุ่งยาก ถ้าถ่ายตามตัวอักษรเนี้ย ตัว กอ มันตรงกับ ก นะครับ ตัว ก ขอโทษมันตรงกับตัว c ซะ ตัว c เนี้ยไม้หันอากาศมันตรงกับตัว e นะครับ ตัวลอ 2 ตัวมันตรงกับตัว ll เพราะฉะนั้นจากกัลละ เนี้ยมันกลายเป็น cell ไปได้นะครับ ลองดูดีๆ นะครับแรกเกิดเป็นมนุษย์นั้นน้อยนักหนา กัลละ เรียกว่า cell ประมาณนั้น
ถามว่าขนาดมันเล็กขนาดไหนละ คำตอบก็มีอยู่ว่า ให้นำเอาเส้นผมของคนในอุตตรกุรุทวีป ซึ่งเล็กกว่าเส้นผมของคนในมนุษย์เราหรือมนุษยโลกเนี้ย 8 เท่า พูดง่าย ๆ ก็เอาเส้นผมเราไปผ่า 8 นั้นแหละครับ ผ่าเสร็จเรียบร้อยเอวไปชุบน้ำมันงา หรือน้ำมันพืชที่เราเอามาทอดไข่หรือเจียวไข่ก็ได้ชุบเสร็จเรียบร้อยสลัด 7 ครั้ง มันจะมีน้ำมันติดอยู่บนเส้นผมผ่า 8 นั้น ที่ติดอยู่นั้นยังโตกว่ากัลละเสียอีก แน่บอกชัดเลยว่ามนุษย์เกิดมาใหม่ๆ นั้นเล็กเหลือเกิน จากนั้นก็บอกว่าในกัลละนั้นย่อมประกอบไปด้วยของแข็ง ซึ้งเค้าใช้คำว่า ปัถวีรูป ประกอบไปด้วยของเหลว ซึ้งก็เรียกว่าอาโปรูป ประกอบไปด้วยการหมุนเวียนของโลหิตและลม ปัจจุบันเนี้ยในนั้นเค้าเรียกว่า วาโยรูป เรียกเป็นภาษาแพทย์ก็คงจะเป็น blood cerculation system อะไรทำนองนั้นนะ แล้วก็ประกอบด้วย เตโชรูป คือธาตุไฟ ธาตุไฟที่อยู่ในกัลละนั้น ทำให้กัลละนั้นมีความร้อนขึ้นในตัว ธาตุไฟเนี้ยถ้าจะเรียกเป็นภาษาปัจจุบันก็เรียกว่า การสันดาป ใน cell มีการสันดาป ซึ่งในภาษาอังกฤษใช้คำว่า combustion สันดาปก็คือ การที่ออกซิเจนเข้ารวมกับอาหาร เป็นเหตุให้เกิดพลังงานความร้อนคิดเป็นแคลอรี่นะนี้แหละตีกันออกมา
ไอ้ที่พูดอย่างนี้ก็เพื่อให้เห็นความทันสมัยของไตรภูมิพระร่วงนี้นะครับ ไม่ใช้อื่นไกลหรอกนะประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ และที่สำคัญที่สุดก็คือว่า cell หรือกัลละนี้ประกอบด้วยชีวิตรูป โอ้โห๋อันนี้น่าดูเลย ชีวิตรูป ก็คือสิ่งที่มีชีวิตภายในกัลละ ถ้าเรามาดูเรื่อง cell บ้างละสิ่งที่มีชีวิตภายใน cell นั้นภาษาชีววิทยาเรียกว่า protoplasm protoplasm คือสิ่งที่มีชีวิตภายใน cell ก็ต้องถามว่า protoplasm เนี้ยนักชีววิทยาเค้าค้นพบกันเมื่อไหร่ละ ถ้าไปดูทางประวัติของวิทยาศาสตร์คนที่พบ protoplasm ก็คือ ปัวคินเย ปัวคินเยเนี้ย ค้นพบ protoplasm ประมาณคริสศักราช 1837 ประมาณนั้นนะ แต่ปีที่เราพูดถึงกัลละ ในไตรภูมิพระร่วงเนี้ย มันอยู่ในพุทธศักราช 1888 นะท่านนะถ้างั้นรองเทียบกันดูซิ คริสศักราชนั้นช้ากว่าพุทธศักราชประมาณ 543 ปี ถ้าหากลบกันแล้วคนไทยรู้เรื่องกัลละ ซึ่งเทียบได้กับ cell แล้วรู้เรื่องของ protoplasm เนี้ยก่อนโลกตะวันตกประมาณ 500 กว่าปีนะครับ
ฟังดูแล้วน่าอัศจรรย์ใจทีเดียว ว่าในสมัยของพระยาลิไทซึ่งได้แต่งไตรภูมิพระร่วงเนี้ยทำไมจึงได้ทราบว่าเป็นอย่างนี้ หรือว่าอันนี้ปรากฎในคัมภีร์พุทธศาสนา เพราะว่าพระยาลิไทนั้น แต่งไตรภูมิพระร่วงโดยอาศัยคัมภีร์ตั้ง 30 กว่า คัมภีร์นี้ละครับ อันนี้เขียนเป็นบรรณานุกรมไว้เลยว่าชื่อคำภีร์อะไรบ้าง แต่ว่าไม่ได้เขียนไว้ท้ายแบบบรรดาวิจัยของเรา เขียนเอาไว้หัวเรื่องเลยว่าใช้ตำราอะไร
โดยสรุปก็เป็นอันว่า คนในยุคสุโขทัยเนี้ยรู้เรื่อง cell นะครับแต่รู้ในชื่อของกัลละ รู้เรื่อง protoplasm แต่รู้ในชื่อของคำว่า ชีวิตรูป เนี้ย ดูแล้วพิสดารพอสมควรทีเดียวนี้กล่าวถึงมนุษย์ แล้วจากนั้นยังแบ่งมนุษย์ออกเป็นชาติพันธุ์ต่าง โดยแบ่งตามถิ่นที่อยู่อาศัย เพราะแบ่งทวีปออกนะครับ ตรงกลางให้เรียกว่า ชมพูทวีป จากนั้นก็มีทวีปต่างๆ ทางตะวันออกให้ชื่อว่า บูรพาวิเทห แล้วก็มีทวีปทางเหนือให้ชื่อว่า อุตตรกุรุทวีป มีทวีปต่อไปอีกชื่อ อมรโคยานทวีป
ฟังดูแล้วก็ดูจะซับซ้อนอยู่พอสมควร แต่สรุปง่ายๆ ว่า แบ่งพื้นที่แล้วก็แบ่งชาติพันธุ์ตามพื้นที่นั้น บางทวีปนั้นมนุษย์ที่อยู่ในนั้นหน้ากลมดดั่งดุมเกวียน ฟังดูแล้วก็ โอ้โฮคงกลมดิกเลยเนาะ แต่บางทวีปนั้นหน้าดั่งรูปมะนาวตัด รูปมะนาวตัดคงเป็นมะนาวผ่าออกมาตัด ไม่ได้หมายความมะนาวตัดครึ่งแล้วดูครึ่งหน้าคงไม่เป็นอย่างนั้นหรอกนะ คงจะเป็นมะนาวผ่าออกมาแล้วมันก็กลมๆ แต่กลมแบบมะนาวอ่ะ มะนาวผ่าตามยาวอย่าไปผ่าตามขวางนะครับ กลมแบบมะนาวก็ไม่ถึงกลมดิกแบบดุมเกวียน
ก็เป็นอันว่ามีการกล่าวถึงอย่างนี้ กล่าวถึงมนุษย์เอาไว้ด้วยเรื่องอย่างนี้ นี้ก็เป็นเรื่องแรก ๆ ที่อยากเรียนให้ทราบถึงเรื่องของมนุษย์ ที่ปรากฏในไตรภูมิพระร่วง จากนั้นจะกล่าวถึงเรื่องอื่นอีกมากมายหลายอย่างเลยครับ ในเรื่องของการปกครองมนุษย์ โดยจักรพรรดิราช จักรพรรดิราชก็คือผู้บริหารนั่นแหละพูดง่าย ยังกำหนดคุณสมบัติของผู้บริหารไว้ด้วยนะครับ ท่านที่เรียนทางด้านบริหารในปัจจุบันจะเป็นบริหารรัฐประศาสนศาสตร์ (Public Administration) หรือจะบริหารธุรกิจ (Business Administration) หรือบริหารการศึกษา (Education Administration) ก็แล้วแต่เถอะครับ รองตรวจสอบดูว่าจักรพรรดิราชนั้นมีคุณสมบัติประการใด ในนั้นกล่าวว่าจักรพรรดิราชนั้นมีแก้ว 7 ประการโอ้โฮอันนี้วิเศษเลย แก้ว 7 ประการนี้คือคุณสมบัตินะ เช่นยกตัวอย่าง มีช้างแก้วอย่างนี้นะครับ ช้างแก้วช้าง สัตว์ใหญ่ ช้างแก้วก็หมายถึงมีความมั่นคงมีความหนักแน่น มีเรี่ยวแรงเนี้ย เรียกว่ามีพลังงานในการบริหารม ีenergy เนี้ยนะ มีความหนักแน่นไม่ไหวง่ายนี้คุณสมบัติประการแรก เพราะช้างนั้นถือว่าเป็นสัตว์ที่หนักแน่น เป็นสัตว์ใช้งานได้ดี ก็มีคำเปรียบเทียวว่าผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง โอ้โฮคำพูดนี้นะครับเป็นคำที่สรรเสริญสตรีเพศอย่างสูงทีเดียวเทียวเลยละครับ เพราะช้างเท้าหลังหมายความว่าเอาช้างไปยันไว้ข้างหลังนะนั้น ยันสามีนะนั้น หนะ ถ้าแมวเท้าหลังสามเซเลยครับอันนี้ช้างเอาช้างไปยันไว้ เพราะฉะนั้นสามีมีงานหนักมีอุปสรรคอะไรก็ไม่เซ เพราะภรรยายันเอาไว้นะครับ ค้ำยัน เรียกว่าเท้าเอาไว้ ช้างเท้าหลังนะ ไม่ใช้เท้าช้างข้างหลังนะท่านอย่าไปเข้าใจผิด เราไปเข้าใจผิดว่าเป็นเท้าช้างข้างหลังมันไม่ใช่นะท่านนะ ช้างเท้าหลังนะ อันนี้มีช้างแก้วนะ จักรพรรดิราชนี้มีช้างเท้าแก้ว ผู้บริหารมีความหนักแน่น หนักแน่นทางด้านอารมณ์ หนักแน่นทางด้านสติปัญญา หนักแน่นทางด้านของศีลธรรม นี้คือลักษณะของผู้บริหารที่มีช้างแก้ว
นอกจากนั้นผู้บริหารมีม้าแก้ว ม้าสัตว์ที่เคลื่อนที่ได้เร็ว ม้าหมายถึงการทำสิ่งใดได้รวดเร็วและแม่นยำ ข่าวสารต้องแม้นยำต้องรวดเร็ว พูดปัจจุบันก็การ flow ไปของ Information ต้องรวดเร็ว แล้ววันนี้รู้สึกว่าจะพูดเป็นภาษาต่างประเทศมากเกินไปหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ที่เจตนาจริงๆ เพื่อจะเทียบให้เห็นว่าหนังสืออย่างไตรภูมิพระร่วงเนี้ยมันทันสมัยแค่นั้นเองแหละครับ แล้วปรับเป็นหนังสือในปัจจุบันได้ง่าย โดยเทียบกับต่างประเทศเนี้ย ก็เป็นอันว่าคุณสมบัติข้อที่ 2 ของจักรพรรดิราชก็คือม้าแก้ว มีความรวดเร็ว
จากนั้นมีนางแก้ว นางแก้วคำนี้แปลกดีนะ บอกเลยว่านางแก้วนั้นถ้าอากาศเย็น ถ้าจักรพรรดิหนาวเนี้ย นางแก้วจะตัวอุ่น แต่ถ้าจักรพรรดิร้อนนางแก้วจะตัวเย็น แต่นางแก้วคงไม่ตัวร้อน เพราะคนตัวร้อนแปลว่าจะเจ็บป่วยเป็นโรคอะไรทำนองนั้น ตัวไม่ร้อนหรอกมีแต่ตัวเย็นกับตัวอุ่น นางแก้วในที่นี้หมายถึงสภาพยืดหยุ่นได้ การปรับสถานะต่างๆ ได้ไม่ใช้แข็งทื้อเป็นไม้บรรทัดอะไรทำนองนี้นะครับ ปรับได้นะ ถ้าพูดเป็นภาษาทั่วๆไปเรียกว่ามีflexibility อะไรทำนองนั้นนะ นี้ลักษณะของนางแก้ว ปรับได้ เมื่อไหร่ควรจะผ่อนสั้น เมื่อไหร่ควรจะผ่อนยาวชีวิตมนุษย์ก็เป็นอย่างนั้นนะครับ บางอย่างนั้นตรงทื้อก็ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ เปรียบประดุจจะรถมอเตอร์ไซด์ใส่กุญแจคอตรงย่อมไปไม่ได้ ขณะเดียวกันคดตลอดมันก็ไปไม่ได้เหมือนกับ มอเตอร์ไซด์ใส่กุญแจคอคดมันก็ไปไม่ได้ มันต้องเลี้ยงตัวอยู่เสมอ การปรับเช่นนี้เราเรียกเป็นภาษาโบราณว่า มีนางแก้ว
นอกจากนางแก้วแล้ว จักรพรรดิก็ยังมี จักรแก้ว จักร แปลว่าอาวุธนะ จักรแก้ว จักรแก้วก็คือความเฉียบขาดในการปฏิบัติงาน ซึ่งก็หมายถึงพวกกฎ พวกระเบียบต่างๆ ก็ต้องนำมาใช้ กฎหมายต้องนำมาใช้ และให้มีความเคร่งครัดในการใช้กฎหมาย เพราะฉะนั้นผู้บริหารก็ต้องยึดหลักนี้อยู่เป็นประมาณ ในขณะที่ใช้กฎหมายก็มีการผ่อนสั้นผ่อนยาวของนางแก้วอยู่
จากนั้นมีขุนคลังแก้ว อันนี้ละน่ารักมากเลย ขุนคลังแก้วก็คงหมายถึงเรื่องทางเศรษฐกิจ ถ้าขุนคลังแก้วคือมีเศรษฐกิจดีเนี้ยมันก็จะดี ผู้บริหารจะทำอะไรต้องนึกถึงเศรษฐกิจด้วยนะครับ นึกถึงเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีประเทศชาติก็คงอยู่ไม่ได้ยังมีแก้วอีก สองสามแก้วที่ผมจะไม่นำมากล่าวในที่นี้ ที่ไม่นำมากล่าวไว้ก็เพื่อต้องการให้ท่านผู้ฟังเนี้ยนะครับ อยากจะอ่านดูว่ามันมีอะไรนอกเหนือไปจากนี้อีกบ้างครับผม มีอะไรนอกเหนือไปจากนี้จะได้อยากจะอ่านต่อนะครับ ไม่เช่นนั้นหนังสือเล่มนี้มันจะเป็นหนังสืออาภัพ ถ้าสมมติเอาไว้ในห้องสมุดเนี้ย เอาแบงก์พันใส่เอาไว้เท่าไหร่มันก็คงอยู่เท่านั้นแหละครับ เพราะไม่มีใครไปจับ ก็อยากจะให้มีการอ่าน เพราะการอ่านนั้นทำให้เป็นปราชญ์เนี้ย โบราณว่าการอ่านทำให้เป็นปราชญ์ คนปัจจุบันบอกว่าการอ่านทำให้เป็นปราชญ์ ไม่ทำให้เป็นเขียดตะปาดโดยเด็ดขาด เค้าพูดอย่างนี้ก็มีส่วนอยู่นะครับ
นี้ก็เป็นในเรื่องของมนุสภูมิกล่าวง่ายๆ เป็นการให้เห็นว่าการอ่านไตรภูมิพระร่วงอาจทำให้เรานั้นได้ค้นพบสิ่งต่างๆ ที่ทันสมัยล้ำยุค ที่ดีกว่าปัจจุบันหรือว่ามากกว่าปัจจุบัน ก็อาจจะมีอยู่ มันอยู่ที่ว่าถ้าท่านสละเวลาอ่านสักหน่อยหนึ่งนะครับ ถ้าแม้นว่าท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ไปอ่านเข้าก็จะพบเรื่องทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ ถ้าแม้ว่าท่านเป็นนักสังคมศาสตร์ไปอ่านเข้า เป็นนักบริหารไปอ่านเข้าจะพบเรื่องทางสังคมศาสตร์ เรื่องทางบริหารที่น่าสนใจมากมาย
ท่านที่เรียนทางดาราศาสตร์ลองอ่านดูซิครับ โอ้โฮกล่าวถึงกลุ่มดาวต่างๆ ไว้มากมายเลยท่านมันเหมือนกับปัจจุบันเลย กลุ่มดาวตางูเงี้ย กลุ่มดาวภรนี กลุ่มดาวปลาตะเพียน กลุ่มดาวเรวดีเนี้ย มีกล่าวไว้ในนั้น กลุ่มดาวมาฆะ ขอโทษกลุ่มดาวมาฆะนี้กลุ่มดาวตางูนะครับ ส่วนดาวภรนีนั้นดาวก้อนเส้าเนี้ย ผมก็เริ่มพูดค่อนข้างจะสับสนอยู่พอสมควรอะนะครับ ลองอ่านดูซิครับท่านที่เรียนทางดาราศาสตร์
ไปอ่านไตรภูมิพระร่วงจะได้ทราบถึงความเฉลียวฉลาดของคนในยุคของพระยาลิไท เมื่อสมัยสุโขทัย ว่ามีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ การบริหารอะไรเนี้ยดีทีเดียวหละครับ นี้ก็กล่าวไว้ในภาคของมนุสภูมิ ฟังเรื่องหนักๆ มาพอสมควรนะครับในเรื่องไตรภูมิพระร่วง ลองเปลี่ยนเป็นเรื่องเบาสมองสักนิดนึงในตอนท้าย ก็จะเป็นนิทาน นิทานซึ่งเล่ากันแล้วก็อาจจะสนุกหรือเปล่าก็ไม่ทราบแล้วท่านลองฟังดูนะครับ
ครั้งหนึ่งมีพระราชาองค์หนึ่งโปรดฟังนิทานเป็นอันมากโปรดให้นำคนไปเล่านิทานอยู่เสมอ ถ้าใครเล่าจบแล้วไม่มีเรื่องจะเล่าต่อก็โปรดให้นำตัวไปทิ้งเสียตายไปเยอะเลย ก็ปรากฏว่าประชาชนก็เดือดร้อน เพราะคนไปเล่านิทานแล้วเล่าแล้วไม่มีเรื่องจะเล่า ก็เลยโดนนำไปทิ้งที่ทะเลซะมาก ข้าราชบริพารก็เลยปรึกษากันว่าอย่ากะนั้นเลยเราไปหาจับเอาคนแก่ๆ ไปเล่าก็แล้วกัน เพราะคนแก่นั้นไหนๆ ก็จะตายอยู่แล้วถ้าไปเล่านิทานให้พระราชาฟังเล่าไปเล่ามาไม่มีเรื่องเล่าก็ตายไปคนแก่ตายก็ตายไปเถอะ ก็เลยเกิดการจับคนแก่ไปเล่านิทาน คนแก่ก็ระมัดระวังตัวกันไม่ยอมออกนอกบ้าน เพราะกลัวจะถูกจับไปเล่านิทานถวายพระราชา
วันนึงมียายแก่คนนึงจะเคราะห์ร้ายประการใดไม่ทราบ ออกมาเดินอยู่บริเวณถนน ทหารก็เลยจับตัวไปถวายพระราชา ซึ่งมิได้ฟังนิทานมาเป็นเวลานานแล้วพระราชาก็ดีใจ ก็เลยบอกว่า เอ้ายายเล่าเลย เล่าจบถ้าไม่มีเรื่องเมื่อไหร่ตายนะยายนะ ยายก็จัดการเล่านิทานว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีมดฝูงหนึ่งเป็นล้านๆๆๆๆๆๆๆ ตัว มดฝูงนี้ตกลงกันว่าจะย้ายภูเขา พอตกลงกันแล้ว มดตัวที่หนึ่งก็เดินๆๆๆๆๆๆๆ ไป คาบก้อนดินที่ภูเขาแล้วก็เดินๆๆๆๆๆๆๆกลับมา มดตัวที่สองก็เดินๆๆๆๆๆๆๆ ไป คาบก้อนดินแล้วก็เดินๆๆๆๆๆๆๆกลับมา เป็นอยู่เช่นนี้ จนเข้าปีที่สามพระราชาตรัสว่า เอ๊ยมดตายไปหมดฝูงแล้ว ยายแก่ก็บอกว่า อี๊คราวนี้ราชินีมดก็สืบพันธ์เป็นมดเป็นๆๆๆๆๆๆๆ ตัว แล้วก็ย้ายภูเขา ตัวที่หนึ่งก็เดินไป ตัวที่สองก็เดินไปกลับไปกลับมาอย่างนี้เข้าปีที่ห้าพระราชาก็ตรัสว่า เฮ๊ยภูเขาหมดไปทั้งลูกแล้ว ข้างฝ่ายยายแก่ก็บอกว่า มดทั้งหมดก็ประชุมกันว่า ถ้าอย่างนั้นเราจะย้ายภูเขากลับที่เดิมก็จะดี ตกลงงกันเสร็จตัวที่หนึ่งก็เดินไปแล้วก็ย้ายภูเขากลับมาที่เดิม
พระราชาฟังอยู่เข้าปีที่เก้าก็ประชวนด้วยโรคประสาทเสด็จสวรรคตบรรดาข้าราชบริพารก็เลยอัญเชิญย้ายแก่ขึ้นครองราชสมบัติด้วยความสุขตลอดไป นี้เรื่องก็จบเพียงแค่นี้ นิทานอย่างนี้เค้าเรียกว่านิทานไม่รู้จบ ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า cumulative tale สำหรับวันนี้ผมนายประจักษ์ สายแสงสวัสดีครับท่าน