ต่อมาในสมัยราชวงศ์ชิงก็ยึดหลักเกณฑ์ตามแบบฉบับของหมิง
โดยเพิ่มเติมในเรื่องของการสร้างสวนภายในให้สอดคล้องกับธรรมชาติโดยรอบ
รวมถึงให้ความสำคัญในเรื่องการจัดลำดับตามศักดิ์อาวุโส อีกทั้งเกิดรูปแบบการฝังพระศพฮ่องเต้
ฮองเฮา นางสนมรวมไว้ในสุสานเดียวกัน และสร้างตำหนักประกอบพิธีเซ่นไหว้ให้มีความสอดคล้องสมบูรณ์มากขึ้นด้วย
โดยปกติแล้วสถานที่ตั้งของสุสานกษัตริย์จีนนี้
จะยึดหลักใกล้เมืองหลวงเป็นสำคัญ นับแต่ราชวงศ์โจวตะวันตก ฉิน ฮั่น
เรื่อยมาถึงราชวงศ์สุย และถัง ส่วนใหญ่ล้วนสร้างสุสานอยู่ใกล้เมืองฉางอัน(เมืองซีอันในปัจจุบัน)เมืองหลวงในยุคนั้นทั้งสิ้น
และต่อมาในสมัยราชวงศ์หยวน หมิง และชิง ก็ได้สร้างสุสานใกล้กรุงปักกิ่งเมืองหลวงเช่นเดียวกัน
.jpg)
การสร้างสุสานกษัตริย์ของชาวจีน
นับเป็นผลงานทางสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า สะท้อนศิลปวัฒนธรรมเก่าแก่ของชาติ
โดยนิยมแบ่งเป็น 2 ส่วนสำคัญ คือ ส่วนบนดิน และใต้ดิน ซึ่งจะยึดหลักฮวงจุ้ยที่ว่า
ต้องมีพลังหยินหยางเกื้อกูลค้ำจุนกัน คือ หลังอิงขุนเขา หันหน้าสู่น้ำ
ภายหลังการเสด็จขึ้นครองราชย์ของฮ่องเต้เฉิงจู่
(จูตี้) กษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์หมิงในปีค.ศ. 1403 (รัชสมัยหย่งเล่อที่1)
ทรงมีพระราชดำริในการย้ายเมืองหลวงจากหนันจิงไปยังปักกิ่ง ซึ่งต่อมาในรัชสมัยหย่งเล่อปีที่
5 (ค.ศ.1407) เมื่อฮองเฮาเสด็จสวรรคต พระองค์ก็ไม่โปรดจะสร้างสุสานที่เมืองหนันจิง
โดยมีรับสั่งให้ราชเลขาธิการฝ่ายพิธีการ และผู้ชำนาญศาสตร์ฮวงจุ้ย
พร้อมผู้ติดตามเดินทางมุ่งสู่นครปักกิ่ง เพื่อเสาะแสวงหาทำเลทองในการก่อสร้างสุสานแทน
ซึ่งก่อนหน้าจะพบสถานที่ที่มีความถูกต้องสมบูรณ์ตามหลักวิชาฮวงจุ้ยดังต้องการ
ก็ได้พบเจอสถานที่เข้าตาอยู่หลายแห่ง แต่ต้องล้มเลิกความคิดไป
นอกจากที่ตั้งแล้ว
เจ้าหน้าที่เฟ้นหาทำเลจำต้องพิจารณาคุณสมบัติต่างๆของสถานที่ที่จะสร้างสุสาน
อาทิ นามเมือง ซึ่งข้อนี้มีข้อจำกัดอย่างมาก สถานที่บางแห่งไม่ได้รับเลือก
เนื่องจากความไม่เหมาะสมของชื่อสถานที่ ทั้งเรื่องความหมายไม่ดี ชื่อเรียกไม่เป็นมงคล
เช่น มีหมู่บ้านหนึ่งประกอบอาชีพเป็นโรงฆ่าสัตว์ แม้นตัวสถานที่จะมีความเหมาะสมมากแค่ไหนก็ต้องเมินผ่านไป
เพราะแซ่ของฮ่องเต้คือจู ซึ่งไปพ้องเสียงกับคำที่แปลว่าหมูในภาษาจีน
เมื่อเข้ามาถึงโรงฆ่าสัตว์หมูทุกตัวต้องถูกเชือดให้ตาย จึงไม่เป็นมงคลอย่างยิ่ง
หรือแม้แต่ข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ บางแห่งมีทิวทัศน์สวยงาม แต่ภูมิประเทศมีลักษณะแคบลึก
เชื่อว่าไม่ดี ลูกหลานผู้สืบสกุลจะไม่มีความเจริญก้าวหน้า เป็นต้น
จนเข้ารัชสมัยหย่งเล่อที่ 7 หรือสองปีต่อมา ขุนนางเลี่ยวจวิน ก็บรรลุวัตถุประสงค์
ฟันธงให้อำเภอชางผิง ทางทิศตะวันตกของปักกิ่ง เป็นที่ก่อสร้างสุสาน
ซึ่งก็คือ สุสาน 13 กษัตริย์แห่งราชวงศ์หมิง ที่ปรากฏให้เห็นความยิ่งใหญ่สวยงามอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง
สุสานกษัตริย์แห่งราชวงศ์หมิง
(ค.ศ.1368-1644) มีทั้งสิ้น 18 หลุม ดังนั้นนอกจากสุสาน 13 กษัตริย์ข้างต้นยังมีสุสานหมิงเสี้ยว
ที่ได้รับการรับรองเป็นมรดกโลกพร้อมกันในปี ค.ศ.2003 มีตำนานเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับสุสานแห่งนี้
และที่เป็นปริศนาที่หาข้อสรุปไม่ได้จนปัจจุบันหลายเรื่อง เช่น ข้อสงสัยที่ว่า
สุสานที่บรรจุพระศพองค์ฮ่องเต้หมิงไท่จู่ (จูหยวนจาง) ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์หมิง
(ครองราชย์ค.ศ.1368-1399) นั้นอยู่ที่ใดกันแน่ เนื่องจากมีเรื่องเล่ากันมาว่า
กษัตริย์จูหยวนจาง ทรงเกรงว่าจะมีผู้เข้าไปบุกรุกและทำลายสุสานของพระองค์ในภายหลัง
จึงให้สร้างสุสานแห่งนี้ขึ้นเป็นกลลวง ส่วนพระศพจริงให้ฝังไว้ที่อื่น
แต่นักโบราณคดียืนยันว่า พระศพของพระองค์นั้นอยู่ที่สุสานหมิงเสี้ยวนี้แน่นอน
แต่อยู่ส่วนใดในเขตสุสานนยังไม่สามารถสรุปได้
เส้นทางเดินทอดยาวสู่ตัวสุสานหมิงเสี้ยว
มีข้อสันนิษฐานมากมายว่า เหตุใดต้องสร้างคดเคี้ยววกไปวนมาต่างจากสุสานอื่นที่เป็นทางตรง
บ้างว่าตั้งใจสร้างให้เหมือนรูปกลุ่มดาวไถที่เรียงกันเจ็ดดวง บ้างว่าเหตุเพราะแบ่งการก่อสร้างออกเป็นสองตอน
สุสานหมิงเสี่ยน
ซึ่งฮ่องเต้หมิงซื่อจง (ครองราชย์ ค.ศ.1522-1567) สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ฝังรวมพระศพพระบิดาและพระมารดาของพระองค์
แม้ว่าท่านจะไม่ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์เลยแม้แต่วันเดียว แต่พระองค์มีพระประสงค์ที่จะเทิดพระเกียรติ
โดยสร้างสุสานให้ยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับกษัตริย์พระองค์หนึ่ง สุสานหมิงเสี่ยนนอกจากจะมีการออกแบบที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่และสวยงาม
ผสมผสานกันอย่างลงตัวของสิ่งปลูกสร้างบนดินแล้ว ยังประกอบด้วยรายละเอียดในด้านความประณีตและวิจิตรของลวดลายตามแบบการแกะสลักหินสมัยราชวงศ์หมิงในรูปแบบต่างๆ
ด้วย
สุสานชิงตะวันออก
เมื่อการเสด็จขึ้นครองราชย์ ณ กรุงปักกิ่งของฮ่องเต้ชิงซื่อจู่ แห่งรัชสมัยซุ่นจื้อที่
1 (ค.ศ. 1644) ผ่านพ้นแล้ว สมเด็จพระชนนีและพระปิตุลาของพระองค์ ได้ส่งคนออกค้นหาสถานที่สร้างสุสานไปทั่วทุกสารทิศ
เมื่อมีผู้กลับมารายงานการค้นพบแผ่นดินทองทางทิศตะวันออกของเมือง พระองค์จึงมีพระประสงค์ที่จะเสด็จไปทอดพระเนตร
ถึงสถานที่ดังกล่าวก็ทรงประจักษ์ว่า ผืนดินด้านใต้ราบเรียบดั่งผืนพรม
ด้านเหนือยังเป็นทิวเขาสูงเทียมเมฆ เขียวขจีสุดลูกหูลูกตา ทิวทัศน์โดยรอบงดงามราวกับแดนสวรรค์
ฮ่องเต้ซื่อจู่ทรงพอพระทัยอย่างยิ่ง ตรัสกับเหล่าขุนนางผู้ติดตามว่า
ผืนดินแห่งนี้ มีเพื่อเราโดยแท้ และทรงถอดแหวนหยกขาว โยนออกไปพร้อมรับสั่งต่อว่า
แหวนตก ณ ที่ใด จงสร้างสุสาน ณ ที่นั้น คณะผู้ติดตามจึงออกค้นหาและตอกเสาเป็นสัญลักษณ์ไว้
ภายหลังจึงสร้างสุสานเสี้ยวหลิง สุสานแห่งแรกของชิงตะวันออกถวายตามพระประสงค์
เหตุที่สุสานกษัตริย์ราชวงศ์ชิงต้องแบ่งเป็น 2 แห่ง มีเรื่องเล่าว่า
เนื่องจากฮ่องเต้ซื่อจงแห่งรัชสมัยยงเจิ้ง ทรงแปลงพระบรมราชโองการของฮ่องเต้เซิ่งจู่
(คังซี) พระชนก เป็นแต่งตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่แทน จึงทรงเกรงว่าเมื่อสิ้นพระชนม์จะต้องสร้างสุสานไว้เคียงข้างพระชนก
ณ สุสานชิงตะวันออก จึงมีพระราชดำริให้สร้างสุสานขึ้นทางด้านตะวันตกขึ้นอีกแห่ง
ต่อมาเมื่อเข้าสู่รัชสมัยเฉียนหลง
- เกาจงฮ่องเต้ ทรงมีพระบรมราชโองการรับสั่งให้นับแต่นี้ไป จะไม่มีการฝังพระศพพ่อและลูกไว้ในที่เดียวกัน
โดยให้แยกฝังไว้ในสุสานชิงตะวันออก และตะวันตก จึงทำให้สุสานราชวงศ์ชิงทั้ง
2 แห่งมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติเทียมเสมอกัน
ข้อมูล
-
สุสานหมิงเสี่ยน สุสานชิงตะวันออก และสุสานชิงตะวันตก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม
ในปีค.ศ. 2000
- สุสาน 13 กษัตริย์ราชวงศ์หมิง และสุสานหมิงเสี้ยว ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม
ในปีค.ศ. 2003
สุสาน 13 กษัตริย์แห่งราชวงศ์หมิง สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1409-1644 ตั้งอยู่บริเวณเขาเทียนโซ่ว
อำเภอชางผิง กรุงปักกิ่ง บนพื้นที่ราบแอ่งกระทะขนาด 40 ตร.กม. โดยสุสานฉางหลิงแห่งฮ่องเต้เฉิงจู่(หย่งเล่อ)
มีความโดดเด่นด้านการก่อสร้างบนดินที่ยิ่งใหญ่ และสุสานติ้งหลิงแห่งฮ่องเต้เสินจง(ว่านลี่)
โดดเด่นในเรื่องตำหนักชั้นใต้ดิน
สุสานหมิงเสี้ยว สร้างขึ้นในปีค.ศ.1381-1413 ตั้งอยู่บริเวณตีนเขาจื่อจินซัน
เมืองหนันจิง มณฑลเจียงซู เพื่อฝังรวมพระศพปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิง-จูหยวนจาง
และพระชายา รวมถึงเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์อื่น ๆ
สุสานหมิงเสี่ยน สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1519-1566 ตั้งอยู่บริเวณเขาฉุนเต๋อ
ทางทิศตะวันออกของอำเภอจงเสียง มณฑลหูเป่ย มีพื้นที่ 1.83 ตร.กม. โดยสุสานแห่งนี้ได้มีการออกแบบวางท่อส่งน้ำ
โดยมีก๊อกน้ำขนาดใหญ่อยู่ทั้งสิ้น 99 จุด
สุสานราชวงศ์ชิงด้านตะวันออก สร้างขึ้นในปีค.ศ.1661 ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาชางรุ่ย
เมืองจุนฮว่า มณฑลเหอเป่ย ห่างจากปักกิ่งราว 125 กิโลเมตร มีพื้นที่กว่า
2,500 ตร.กม. เป็นสุสานกษัตริย์ราชวงศ์ชิงที่มีความยิ่งใหญ่และสมบูรณ์
ประกอบด้วยหลุมสุสานกษัตริย์ 5 พระองค์เป็นสำคัญ ได้แก่ สุสานเสี้ยวหลิงรัชสมัยซุ่นจื้อ
(ครองราชย์ค.ศ.1644-1662), สุสานจิ่งหลิงรัชสมัยคังซี (ค.ศ.1662-1723),
สุสานอี้ว์หลิงรัชสมัยเฉียนหลง (ค.ศ.1736-1796), สุสานติ้งหลิงรัชสมัยเสียนเฟิง
(ค.ศ.1851-1862) และสุสานฮุ่ยหลิงรัชสมัยถงจื้อ (ค.ศ.1862-1875) มีสุสานของฮ่องเต้ซุ่นจื้อเป็นศูนย์กลาง
สุสานอื่นๆกระจายไปด้านซ้ายและขวาตามการทอดตัวแนวออก-ตกของภูเขาชางรุ่ย
สุสานราชวงศ์ชิงด้านตะวันตก สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1915 ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาหย่งหนิง
ทางทิศตะวันตกของตัวอำเภออี้ มณฑลเหอเป่ย ห่างจากปักกิ่งกว่า 120 กิโลเมตร
มีพื้นที่กว่า 800 ตร.กม. ประกอบด้วยหลุมสุสานของกษัตริย์ 4 พระองค์เป็นสำคัญ
ได้แก่ สุสานไท่หลิงรัชสมัยยงเจิ้ง (ครองราชย์ค.ศ.1723-1736), สุสานชางหลิงรัชสมัยเจียชิ่ง
(ค.ศ.1796-1821), สุสานมู่หลิงรัชสมัยเต้ากวง (ค.ศ.1821-1851) และสุสานชงหลิงรัชสมัยกวงซี่ว์
(ค.ศ.1875-1909) มีสุสานไท่หลิงรัชสมัยยงเจิ้งเป็นศูนย์กลาง
ชั้นใต้ดินของสุสานผู่ถัวอวี้ว์
ณ สุสานชิงตะวันออก (ด้านตะวันออกของสุสานติ้งหลิงแห่งรัชสมัยเสียนเฟิง)
สถานที่ฝังพระศพพระนางซูสีไทเฮา แห่งรัชสมัยกวงซี่ (ค.ศ.1875-1908)พร้อมสมบัติล้ำค่ามากมาย