บันทึกไว้เมื่อไปเที่ยว ==> ปักกิ่ง

ทิวารักษ์ เสรีภาพ

สุสานจักรพรรดิ์ 13 พระองค์ ของราชวงศ์หมิง

    สุสาน 13 กษัตริย์หรือวังใต้ดินซึ่งใช้เป็นที่เก็บพระศพของจักรพรรดิจีน และพระมเหสี 13 รัชกาล ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ถึง 40 ตารางกิโลเมตร สุสานใต้ดินติ้งหลิง ที่เก็บพระศพ และสมบัติล้ำค่าของจักรพรรดิว่านลี่และมเหสีอีก 2 พระองค์ ที่สร้างมากว่า 300 ปี ประมาณการก่อสร้าง 8 ล้านเหรียญเงิน ใช้คนงาน 30,000 คน ระยะเวลาการก่อสร้าง 6 ปีเต็ม บริเวณรอบสุสานเป็นที่ตั้งของใช้ในราชสำนักที่ขุดพบภายในสุสาน

  • อนุเสาวรีย์ด้านหน้าทางเข้าสุสาน
  • หินแกะสลักรูปช้าง สิงห์ ม้า อูฐ และอื่นๆรวม 6 ชนิด ชนิดละ 2 คู่ (ลักษณะหมอบ 1 คู่ และยืน 1 คู่) ตั้งเรียงรายประดับ 2 ข้างทาง ตลอดเส้น ‘ทางเดินแห่งเทพ’ ที่มุ่งสู่ตัวสุสาน
  • สุสานราชวงศ์หมิงเป็นสุสานใต้ดินลึกลงไป 20 กว่าเมตร ตั้งอยู่บนเชิงเขา หอด้านหน้าสุสาน
  • ทางเดินเข้าสุสาน แต่เวลาเข้าชมต้องไปด้านหลังสุสาน ลงบันไดไปใต้ดินแล้วเดินย้อนกลับออกมาทางด้านหน้า

  • สุสานราชวงศ์หมิง…..หรือสือซานหลิง บริเวณชานกรุงปักกิ่งตั้งอยู่ที่หุบเขาอันกว้างใหญ่ ห่างจากกรุงปักกิ่งประมาณ 50 กิโลเมตร ซึ่งในบริเวณนี้ใช้เป็นสถานที่ก่องสร้างสุสานจักรพรรดิ แห่งราชวงศ์หมิง 13 ใน16 พระองค์
  • ป้ายสุสาน อยู่ในหอด้านหน้าสุสาน
  • สุสานติ้งหลิง เป็นสุสานเดียวที่ได้มีการขุดค้นและเปิดให้เข้าชม ใช้แรงงานในการก่อสร้างกว่า 30,000คน และใช้เวลาในการก่อสร้าง 6 ปี

“ทำเลที่ตั้งของสุสานบรรพบุรุษ... สามารถกุมชะตาชีวิตของลูกหลานได้ฉันใด
สุสานของกษัตริย์ผู้ครองประเทศ... ย่อมส่งผลต่อความเป็นอยู่ของพสกนิกรในชาติได้ฉันนั้น”

   คำกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญและพิถีพิถันในการเฟ้นหาชัยภูมิทอง เพื่อการสร้างสุสาน ที่พำนักแห่งสุดท้ายหลังการเสด็จสวรรคตของกษัตริย์ ตามประเพณีความเชื่อเรื่อง‘ฮวงจุ้ย’ ที่ยึดถือสืบต่อกันมาของชาวจีน โดยเฉพาะในยุคสมัยแห่งราชวงศ์หมิงและชิง(ค.ศ.1368-1911) ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องฮวงจุ้ยมากเป็นพิเศษ จนกล่าวได้ว่าเป็นยุคทองแห่งศิลปะการก่อสร้างสุสาน โดยมีปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิง-ฮ่องเต้จูหยวนจาง เป็นผู้ปฏิรูปข้อบังคับกฎระเบียบในการสร้างสุสานขึ้นใหม่ อาทิ การเปลี่ยนรูปแบบกองดินคลุมหลุมสุสานจากสี่เหลี่ยมเป็นวงกลมหรือวงรี ยกเลิกการสร้างห้องสุสานภายในหลุมสุสานใหญ่ เปลี่ยนมาให้ความสำคัญในการก่อสร้างตำหนักประกอบพิธีเซ่นไหว้ขึ้นแทน

   ต่อมาในสมัยราชวงศ์ชิงก็ยึดหลักเกณฑ์ตามแบบฉบับของหมิง โดยเพิ่มเติมในเรื่องของการสร้างสวนภายในให้สอดคล้องกับธรรมชาติโดยรอบ รวมถึงให้ความสำคัญในเรื่องการจัดลำดับตามศักดิ์อาวุโส อีกทั้งเกิดรูปแบบการฝังพระศพฮ่องเต้ ฮองเฮา นางสนมรวมไว้ในสุสานเดียวกัน และสร้างตำหนักประกอบพิธีเซ่นไหว้ให้มีความสอดคล้องสมบูรณ์มากขึ้นด้วย

    โดยปกติแล้วสถานที่ตั้งของสุสานกษัตริย์จีนนี้ จะยึดหลักใกล้เมืองหลวงเป็นสำคัญ นับแต่ราชวงศ์โจวตะวันตก ฉิน ฮั่น เรื่อยมาถึงราชวงศ์สุย และถัง ส่วนใหญ่ล้วนสร้างสุสานอยู่ใกล้เมืองฉางอัน(เมืองซีอันในปัจจุบัน)เมืองหลวงในยุคนั้นทั้งสิ้น และต่อมาในสมัยราชวงศ์หยวน หมิง และชิง ก็ได้สร้างสุสานใกล้กรุงปักกิ่งเมืองหลวงเช่นเดียวกัน

     การสร้างสุสานกษัตริย์ของชาวจีน นับเป็นผลงานทางสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า สะท้อนศิลปวัฒนธรรมเก่าแก่ของชาติ โดยนิยมแบ่งเป็น 2 ส่วนสำคัญ คือ ส่วนบนดิน และใต้ดิน ซึ่งจะยึดหลักฮวงจุ้ยที่ว่า ต้องมีพลังหยินหยางเกื้อกูลค้ำจุนกัน คือ ‘หลังอิงขุนเขา หันหน้าสู่น้ำ’

     ภายหลังการเสด็จขึ้นครองราชย์ของฮ่องเต้เฉิงจู่ (จูตี้) – กษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์หมิงในปีค.ศ. 1403 (รัชสมัยหย่งเล่อที่1) ทรงมีพระราชดำริในการย้ายเมืองหลวงจากหนันจิงไปยังปักกิ่ง ซึ่งต่อมาในรัชสมัยหย่งเล่อปีที่ 5 (ค.ศ.1407) เมื่อฮองเฮาเสด็จสวรรคต พระองค์ก็ไม่โปรดจะสร้างสุสานที่เมืองหนันจิง โดยมีรับสั่งให้ราชเลขาธิการฝ่ายพิธีการ และผู้ชำนาญศาสตร์ฮวงจุ้ย พร้อมผู้ติดตามเดินทางมุ่งสู่นครปักกิ่ง เพื่อเสาะแสวงหาทำเลทองในการก่อสร้างสุสานแทน ซึ่งก่อนหน้าจะพบสถานที่ที่มีความถูกต้องสมบูรณ์ตามหลักวิชาฮวงจุ้ยดังต้องการ ก็ได้พบเจอสถานที่เข้าตาอยู่หลายแห่ง แต่ต้องล้มเลิกความคิดไป

     นอกจากที่ตั้งแล้ว เจ้าหน้าที่เฟ้นหาทำเลจำต้องพิจารณาคุณสมบัติต่างๆของสถานที่ที่จะสร้างสุสาน อาทิ นามเมือง ซึ่งข้อนี้มีข้อจำกัดอย่างมาก สถานที่บางแห่งไม่ได้รับเลือก เนื่องจากความไม่เหมาะสมของชื่อสถานที่ ทั้งเรื่องความหมายไม่ดี ชื่อเรียกไม่เป็นมงคล เช่น มีหมู่บ้านหนึ่งประกอบอาชีพเป็นโรงฆ่าสัตว์ แม้นตัวสถานที่จะมีความเหมาะสมมากแค่ไหนก็ต้องเมินผ่านไป เพราะแซ่ของฮ่องเต้คือ‘จู’ ซึ่งไปพ้องเสียงกับคำที่แปลว่า‘หมู’ในภาษาจีน เมื่อเข้ามาถึงโรงฆ่าสัตว์หมูทุกตัวต้องถูกเชือดให้ตาย จึงไม่เป็นมงคลอย่างยิ่ง หรือแม้แต่ข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ บางแห่งมีทิวทัศน์สวยงาม แต่ภูมิประเทศมีลักษณะแคบลึก เชื่อว่าไม่ดี ลูกหลานผู้สืบสกุลจะไม่มีความเจริญก้าวหน้า เป็นต้น

    จนเข้ารัชสมัยหย่งเล่อที่ 7 หรือสองปีต่อมา ขุนนางเลี่ยวจวิน ก็บรรลุวัตถุประสงค์ ฟันธงให้อำเภอชางผิง ทางทิศตะวันตกของปักกิ่ง เป็นที่ก่อสร้างสุสาน ซึ่งก็คือ สุสาน 13 กษัตริย์แห่งราชวงศ์หมิง ที่ปรากฏให้เห็นความยิ่งใหญ่สวยงามอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง

ศิลาจารึกสูง 8.78 เมตร ณ สุสานหมิงเสี้ยวที่ฮ่องเต้หมิงเฉิงจู่ แห่งรัชสมัยหย่งเล่อ ทรงสร้างขึ้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ ฮ่องเต้หมิงไท่จู่ผู้พ่อ ด้วยการสลักคำสรรเสริญไว้ถึง 2,746 ตัวอักษร

    สุสานกษัตริย์แห่งราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) มีทั้งสิ้น 18 หลุม ดังนั้นนอกจากสุสาน 13 กษัตริย์ข้างต้นยังมีสุสานหมิงเสี้ยว ที่ได้รับการรับรองเป็นมรดกโลกพร้อมกันในปี ค.ศ.2003 มีตำนานเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับสุสานแห่งนี้ และที่เป็นปริศนาที่หาข้อสรุปไม่ได้จนปัจจุบันหลายเรื่อง เช่น ข้อสงสัยที่ว่า สุสานที่บรรจุพระศพองค์ฮ่องเต้หมิงไท่จู่ (จูหยวนจาง) ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์หมิง (ครองราชย์ค.ศ.1368-1399) นั้นอยู่ที่ใดกันแน่ เนื่องจากมีเรื่องเล่ากันมาว่า กษัตริย์จูหยวนจาง ทรงเกรงว่าจะมีผู้เข้าไปบุกรุกและทำลายสุสานของพระองค์ในภายหลัง จึงให้สร้างสุสานแห่งนี้ขึ้นเป็นกลลวง ส่วนพระศพจริงให้ฝังไว้ที่อื่น แต่นักโบราณคดียืนยันว่า พระศพของพระองค์นั้นอยู่ที่สุสานหมิงเสี้ยวนี้แน่นอน แต่อยู่ส่วนใดในเขตสุสานนยังไม่สามารถสรุปได้

    เส้นทางเดินทอดยาวสู่ตัวสุสานหมิงเสี้ยว มีข้อสันนิษฐานมากมายว่า เหตุใดต้องสร้างคดเคี้ยววกไปวนมาต่างจากสุสานอื่นที่เป็นทางตรง บ้างว่าตั้งใจสร้างให้เหมือนรูปกลุ่มดาวไถที่เรียงกันเจ็ดดวง บ้างว่าเหตุเพราะแบ่งการก่อสร้างออกเป็นสองตอน

    สุสานหมิงเสี่ยน ซึ่งฮ่องเต้หมิงซื่อจง (ครองราชย์ ค.ศ.1522-1567) สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ฝังรวมพระศพพระบิดาและพระมารดาของพระองค์ แม้ว่าท่านจะไม่ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์เลยแม้แต่วันเดียว แต่พระองค์มีพระประสงค์ที่จะเทิดพระเกียรติ โดยสร้างสุสานให้ยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับกษัตริย์พระองค์หนึ่ง สุสานหมิงเสี่ยนนอกจากจะมีการออกแบบที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่และสวยงาม ผสมผสานกันอย่างลงตัวของสิ่งปลูกสร้างบนดินแล้ว ยังประกอบด้วยรายละเอียดในด้านความประณีตและวิจิตรของลวดลายตามแบบการแกะสลักหินสมัยราชวงศ์หมิงในรูปแบบต่างๆ ด้วย

    สุสานชิงตะวันออก เมื่อการเสด็จขึ้นครองราชย์ ณ กรุงปักกิ่งของฮ่องเต้ชิงซื่อจู่ แห่งรัชสมัยซุ่นจื้อที่ 1 (ค.ศ. 1644) ผ่านพ้นแล้ว สมเด็จพระชนนีและพระปิตุลาของพระองค์ ได้ส่งคนออกค้นหาสถานที่สร้างสุสานไปทั่วทุกสารทิศ เมื่อมีผู้กลับมารายงานการค้นพบแผ่นดินทองทางทิศตะวันออกของเมือง พระองค์จึงมีพระประสงค์ที่จะเสด็จไปทอดพระเนตร ถึงสถานที่ดังกล่าวก็ทรงประจักษ์ว่า ผืนดินด้านใต้ราบเรียบดั่งผืนพรม ด้านเหนือยังเป็นทิวเขาสูงเทียมเมฆ เขียวขจีสุดลูกหูลูกตา ทิวทัศน์โดยรอบงดงามราวกับแดนสวรรค์ ฮ่องเต้ซื่อจู่ทรงพอพระทัยอย่างยิ่ง ตรัสกับเหล่าขุนนางผู้ติดตามว่า “ผืนดินแห่งนี้ มีเพื่อเราโดยแท้” และทรงถอดแหวนหยกขาว โยนออกไปพร้อมรับสั่งต่อว่า “แหวนตก ณ ที่ใด จงสร้างสุสาน ณ ที่นั้น” คณะผู้ติดตามจึงออกค้นหาและตอกเสาเป็นสัญลักษณ์ไว้ ภายหลังจึงสร้างสุสานเสี้ยวหลิง สุสานแห่งแรกของชิงตะวันออกถวายตามพระประสงค์ เหตุที่สุสานกษัตริย์ราชวงศ์ชิงต้องแบ่งเป็น 2 แห่ง มีเรื่องเล่าว่า เนื่องจากฮ่องเต้ซื่อจงแห่งรัชสมัยยงเจิ้ง ทรงแปลงพระบรมราชโองการของฮ่องเต้เซิ่งจู่ (คังซี) พระชนก เป็นแต่งตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่แทน จึงทรงเกรงว่าเมื่อสิ้นพระชนม์จะต้องสร้างสุสานไว้เคียงข้างพระชนก ณ สุสานชิงตะวันออก จึงมีพระราชดำริให้สร้างสุสานขึ้นทางด้านตะวันตกขึ้นอีกแห่ง

     ต่อมาเมื่อเข้าสู่รัชสมัยเฉียนหลง - เกาจงฮ่องเต้ ทรงมีพระบรมราชโองการรับสั่งให้นับแต่นี้ไป จะไม่มีการฝังพระศพพ่อและลูกไว้ในที่เดียวกัน โดยให้แยกฝังไว้ในสุสานชิงตะวันออก และตะวันตก จึงทำให้สุสานราชวงศ์ชิงทั้ง 2 แห่งมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติเทียมเสมอกัน


ข้อมูล
- สุสานหมิงเสี่ยน สุสานชิงตะวันออก และสุสานชิงตะวันตก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในปีค.ศ. 2000
- สุสาน 13 กษัตริย์ราชวงศ์หมิง และสุสานหมิงเสี้ยว ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในปีค.ศ. 2003

     สุสาน 13 กษัตริย์แห่งราชวงศ์หมิง สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1409-1644 ตั้งอยู่บริเวณเขาเทียนโซ่ว อำเภอชางผิง กรุงปักกิ่ง บนพื้นที่ราบแอ่งกระทะขนาด 40 ตร.กม. โดยสุสานฉางหลิงแห่งฮ่องเต้เฉิงจู่(หย่งเล่อ) มีความโดดเด่นด้านการก่อสร้างบนดินที่ยิ่งใหญ่ และสุสานติ้งหลิงแห่งฮ่องเต้เสินจง(ว่านลี่) โดดเด่นในเรื่องตำหนักชั้นใต้ดิน

     สุสานหมิงเสี้ยว สร้างขึ้นในปีค.ศ.1381-1413 ตั้งอยู่บริเวณตีนเขาจื่อจินซัน เมืองหนันจิง มณฑลเจียงซู เพื่อฝังรวมพระศพปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิง-จูหยวนจาง และพระชายา รวมถึงเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์อื่น ๆ

     สุสานหมิงเสี่ยน สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1519-1566 ตั้งอยู่บริเวณเขาฉุนเต๋อ ทางทิศตะวันออกของอำเภอจงเสียง มณฑลหูเป่ย มีพื้นที่ 1.83 ตร.กม. โดยสุสานแห่งนี้ได้มีการออกแบบวางท่อส่งน้ำ โดยมีก๊อกน้ำขนาดใหญ่อยู่ทั้งสิ้น 99 จุด

     สุสานราชวงศ์ชิงด้านตะวันออก สร้างขึ้นในปีค.ศ.1661 ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาชางรุ่ย เมืองจุนฮว่า มณฑลเหอเป่ย ห่างจากปักกิ่งราว 125 กิโลเมตร มีพื้นที่กว่า 2,500 ตร.กม. เป็นสุสานกษัตริย์ราชวงศ์ชิงที่มีความยิ่งใหญ่และสมบูรณ์ ประกอบด้วยหลุมสุสานกษัตริย์ 5 พระองค์เป็นสำคัญ ได้แก่ สุสานเสี้ยวหลิงรัชสมัยซุ่นจื้อ (ครองราชย์ค.ศ.1644-1662), สุสานจิ่งหลิงรัชสมัยคังซี (ค.ศ.1662-1723), สุสานอี้ว์หลิงรัชสมัยเฉียนหลง (ค.ศ.1736-1796), สุสานติ้งหลิงรัชสมัยเสียนเฟิง (ค.ศ.1851-1862) และสุสานฮุ่ยหลิงรัชสมัยถงจื้อ (ค.ศ.1862-1875) มีสุสานของฮ่องเต้ซุ่นจื้อเป็นศูนย์กลาง สุสานอื่นๆกระจายไปด้านซ้ายและขวาตามการทอดตัวแนวออก-ตกของภูเขาชางรุ่ย

     สุสานราชวงศ์ชิงด้านตะวันตก สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1915 ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาหย่งหนิง ทางทิศตะวันตกของตัวอำเภออี้ มณฑลเหอเป่ย ห่างจากปักกิ่งกว่า 120 กิโลเมตร มีพื้นที่กว่า 800 ตร.กม. ประกอบด้วยหลุมสุสานของกษัตริย์ 4 พระองค์เป็นสำคัญ ได้แก่ สุสานไท่หลิงรัชสมัยยงเจิ้ง (ครองราชย์ค.ศ.1723-1736), สุสานชางหลิงรัชสมัยเจียชิ่ง (ค.ศ.1796-1821), สุสานมู่หลิงรัชสมัยเต้ากวง (ค.ศ.1821-1851) และสุสานชงหลิงรัชสมัยกวงซี่ว์ (ค.ศ.1875-1909) มีสุสานไท่หลิงรัชสมัยยงเจิ้งเป็นศูนย์กลาง

ชั้นใต้ดินของสุสานผู่ถัวอวี้ว์ ณ สุสานชิงตะวันออก (ด้านตะวันออกของสุสานติ้งหลิงแห่งรัชสมัยเสียนเฟิง)
สถานที่ฝังพระศพพระนางซูสีไทเฮา แห่งรัชสมัยกวงซี่ (ค.ศ.1875-1908)พร้อมสมบัติล้ำค่ามากมาย

เสื้อจำลอง...แบบที่ขุดได้ ซึ่งของจริงเมื่อโดนอากาศก็กรอบหลุดเป็นชิ้นๆไป || หม้อต้มน้ำ จาน กาน้ำชาทองคำที่ขุดได้

ขึ้นด้านบน