บันทึกไว้เมื่อไปเที่ยว ==> ปักกิ่ง

ทิวารักษ์ เสรีภาพ

Gugong / Zi Jin Cheng / พระราชวังต้องห้าม

  • พระราชวังโบราณ หรือ กู้กง นครต้องห้ามที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก อยู่ใจกลางกรุงปักกิ่ง เป็นสถาปัตยกรรมดั้งเดิมที่มีความซับซ้อนและสมบูรณ์ ที่ใหญ่ที่สุดของจีน
  • ที่มีพื้นที่ 720,000 ตารางเมตร วัดโดยรอบกำแพงได้เป็นระยะทาง 6 ก.ม. สร้างขึ้นเมื่อ 600 ปีก่อน
  • มีอาคารและสิ่งปลูกสร้างรวม 800 หลัง หมู่อาคารเครื่องไม้ที่ประกอบด้วยห้องหับต่างๆ ซึ่งเมื่อแบ่งเป็นห้องแล้วมีมากถึง 8,706 ห้อง ท้องพระโรงที่โอ่อ่า พระตำหนักว่าราชการและพระตำหนักชั้นในใหญ่น้อย พิพิธภัณฑ์นาฬิกาโบราณ และที่เก็บเพชรนิลจินดาซึ่งประมาณค่ามิได้ พร้อมเครื่องใช้ในราชสำนักที่หาชมได้ยาก
  • ที่นี่เคยใช้เป็นที่ประทับของจักรพรรดิจีนในสมัยราชวงศ์หมิง และแมนจู รวม 24 รัชกาล สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิง เป็นทั้งบ้านและชีวิตของจักรพรรดิในราชวงศ์หมิงและชิงรวมทั้งสิ้น 24 พระองค์
  • พระราชวังเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 500 ปี มีชื่อในภาษาจีนว่า ‘กู้กง’ หมายถึงพระราชวังเดิม มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘จื่อจิ้นเฉิง’ ซึ่งแปลว่า ‘พระราชวังต้องห้าม’ เหตุที่เรียกพระราชวังต้องห้าม เนื่องมาจากชาวจีนถือคติในการสร้างวังว่า จักรพรรดิเปรียบเสมือนบุตรแห่งสวรรค์ ดังนั้นวังของบุตรแห่งสวรรค์จึงต้องเป็น ‘ที่ต้องห้าม’ คนธรรมดาสามัญไม่สามารถล่วงล้ำเข้าไปได้
  • ปัจจุบันเป็นที่เก็บสะสมสิ่งมีค่าทางศิลปวัฒนธรรมที่หายากของจีน
  • กู้กงสร้างสมัยราชวงศ์หมิง โดยยึดหลักขนบธรรมเนียมของระบบศักดินา คือ อำนาจสูงสุดของประเทศอยู่ที่จักรพรรดิเพียงพระองค์เดียว ดังนั้นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมและการตกแต่งจึงเน้นความใหญ่โตโอ่อ่า เพื่อให้เกิดความรู้สึกน่าเกรงขาม มากกว่าเน้นในด้านประโยชน์ใช้สอย เดิมภายในประกอบด้วยห้องต่าง ๆ รวมถึง 1 หมื่นห้อง แต่ฟ้าผ่าเหลือ 9,999 หลัง เพราะ 1 หมื่นเป็นเลขสวรรค์ห้ามมนุษย์ใช้
  • ตามหลักสถาปัตยกรรมสมัยโบราณ กำหนดให้ด้านหน้าเป็นที่ว่าราชการ ด้านหลังเป็นที่อยู่อาศัย
  • ตำหนักหน้า 3 หลัง ตำหนักไท่เหอ ตำหนักจงเหอ และตำหนักเป่าเหอ เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจที่ยิ่งใหญ่ตั้งตระหง่านเรียงกันตามลำดับ ณ กึ่งกลางอาณาบริเวณส่วนหน้าของพระราชวัง

ประตูอู่

  • ก่อนเข้าสู่ตำหนักในส่วนหน้าพระราชวัง จะต้องผ่านประตูสำคัญ ได้แก่ ประตูอู่ และประตูไท่เหอ
  • ประตูอู่ เป็นประตูแรกสุดของพระราชวัง ได้ชื่อตามหลักจักรราศีของจีน เนื่องจากหันหน้าไปทางทิศใต้ และยังตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระราชวัง

  • บริเวณด้านหน้าประตูอู่ใช้เป็นที่จัดพิธีเฉลิมฉลองและรับเชลยศึกจากสงคราม และยังใช้เป็นที่ลงโทษข้าราชบริพารที่กระทำผิดด้วย
  • ลานหน้าประตูแห่งนี้เคยมีข้าราชบริพารถูกโบยจนตายมาแล้ว เช่นกรณีหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในสมัยของจักรพรรดิเจิ้งเต๋อแห่งราชวงศ์หมิง ที่ทรงรับสั่งให้เฆี่ยนข้าราชบริพารจำนวน 130 คน ในความผิดฐานขัดขวางการเสด็จฯไปคัดเลือกสาวงามทางใต้ ในครั้งนั้นมีคนถูกตีจนเสียชีวิตถึง 11 คน

ประตูไท่เหอ

  • ประตูไท่เหอ อยู่ตรงกับประตูอู่ เป็นประตูทางเข้าหลักของตำหนักหน้า ซึ่งเป็นประตูที่ใหญ่โตโอฬารที่สุดในพระราชวังต้องห้าม มีเอกลักษณ์คือ ที่หน้าประตูประดับด้วยสิงโตซึ่งทำจากทองสำริด 2 ตัว ด้านขวาเป็นสิงโตตัวผู้ด้านซ้ายเป็นสิงโตตัวเมีย
  • ช้างส่งมาจากกษัตริย์อยุธยา

สามตำหนักหน้า : ไท่เหอ จงเหอ เป่าเหอ

  • พระราชวังชั้นนอกประกอบด้วยพระที่นั่งใหญ่ 3 องค์
    • ไท่เหอเตี้ยน (Hall of Supreme Harmony) เป็นพระที่นั่งองค์ใหญ่ที่สุดของจีน เป็นที่ตั้งบัลลังก์มังกรซึ่งทำจากไม้แกะสลักปิดทองงดงามมากใช้เป็นที่ว่าราชการและประกอบพิธีสำคัญ เช่น พิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ตรุษจีน
    • พระที่นั่งจงเหอเตี้ยน (Zhonghe Hall) ขนาดเล็กกว่าพระที่นั่งองค์แรก เป็นที่ประทับพักผ่อนก่อนเสด็จออกว่าราชการ และใช้เป็นที่รับเครื่องราชบรรณาการจากทูตต่างแดน
    • พระที่นั่งเป่าเหอเตี้ยน (Baohe Hall) เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงและสอบจอหงวน
  • ตำหนัก 3 หลังในเขตพระราชฐานชั้นนอก ซึ่งใช้เป็นที่ว่าราชการแผ่นดิน และที่ทรงงานของจักรพรรดิ มี ตำหนักไท่เหอ เป็นตำหนักเอกที่มีความพิเศษที่สุด ดังนั้นจึงมีรูปแบบการก่อสร้างและการตกแต่งที่เป็นสุดยอดของพระราชวังต้องห้าม รวมถึงตำแหน่งที่ตั้งซึ่งอยู่จุดกึ่งกลางของนครปักกิ่งพอดี
  • ลานด้านหน้าซึ่งอยู่ระหว่างประตูอู่และประตูไท่เหอ เป็นลานที่กว้างที่สุดในพระราชวัง มีพื้นที่ทั้งสิ้น 25,000 ตร.ม ในสมัยราชวงศ์หมิงใช้เป็นที่ว่าราชการแผ่นดินและที่เข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ ต่อมาในสมัยราชวงศ์ชิงตอนต้น จึงย้ายไปยังลานหน้าประตูเฉียนชิง

  • ตำหนักที่สูงตระหง่านที่สุดในพระราชวังแห่งนี้โดดเด่นบนฐานหินอ่อนสีขาว 3 ชั้น ด้านหน้าตำหนักมีนาฬิกาแดดและเจียเลี่ยง ซึ่งเป็นเครื่องมือชั่งตวงวัดชนิดหนึ่งซึ่งจักรพรรดิเฉียนหลงทรงให้ทำเลียนแบบเจียเลี่ยงในสมัยถัง (ค.ศ.618-907) ตำหนักแห่งนี้ใช้เป็นที่จัดพิธีสำคัญของราชสำนักตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงและชิง เช่น พิธีครบรอบพระชันษา พิธีฉลองขึ้นปีใหม่ เป็นต้น

นาฬากาแสงอาทิตย์ ที่มีการจำลองแสงในช่วงเวลาต่างๆ ไว้ | | เครื่องดนตรีโบราณ

บรรลังค์มังกร แกะสลักปิดทองอย่างวิจิตร เป็นที่ประทับนั่งว่าราชการ เชือกันว่าเป็นตำแหน่งที่ตั้งซึ่งอยู่จุดกึ่งกลางของนครปักกิ่งพอดี

ตำหนักจงเหอ

  • ถัดจากตำหนักไท่เหอ คือ ตำหนักจงเหอ เป็นตำหนักที่จักรพรรดิทรงประทับก่อนที่จะเสด็จไปประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ ที่ตำหนักไท่เหอ และเป็นที่ทรงงานราชการ ตลอดจนเป็นที่ให้ขุนนางเข้าเฝ้าฯ

  • ถัดจากพระที่นั่งทั้ง 3 องค์มีประตูเชียงซงเหมินเป็นที่คั่นอาณาเขตก่อนเข้าสู่พระราชวังชั้นในมีบันไดหินอ่อนก้อนเดียว ยาว 16 เมตร หนา 2 เมตร หนัก 2 ตัน สลักเป็นลายมังกร 9 ตัวกำลังเล่นคลื่น ภายในมีตำหนักน้อยใหญ่เป็นที่ประทับของจักรพรรดิ พระมเหสี และขันที ตามห้องต่าง ๆ มีโบราณวัตถุตั้งแสดงไว้ให้ชม

ตำหนักเป่าเหอ

  • ตำหนักเป่าเหอมีความสำคัญรองจากตำหนักไท่เหอ มีหลังคาซ้อนสองชั้นเช่นเดียวกับตำหนักไท่เหอ ภายในใช้เทคนิคในการก่อสร้างที่พยายามลดการใช้เสา ทำให้ภายในตำหนักมีความโปร่งโล่ง
  • จักรพรรดิจะทรงเปลี่ยนเครื่องทรงที่ตำหนักหลังนี้ก่อนจะเสด็จในการพระราชพิธีต่างๆ นอกจากนี้ยังใช้เป็นที่จัดงานเลี้ยงต้อนรับบรรดาขุนนางที่มีตำแหน่งสูง สมัยราชวงศ์ชิงตำหนักเป่าเหอยังใช้เป็นสนามสอบคัดเลือกขุนนางระดับสูงด้วย

  • สัตว์มงคลบนหลังคาอาคารต่าง ๆ ของกู้กง แต่ละหลังจำนวนไม่เท่ากัน นำหน้าด้วยองค์ชายแคว้นฉีผู้โหดเหี้ยม ขี่ไก่ ป้องกันภูติผี

เขตพระราชฐานชั้นใน

สามตำหนักหลัง : เฉียนชิง เจียวไท่ คุนหนิง

  • ถัดเข้าไปส่วนด้านหลังเป็นเขตพระราชฐานชั้นใน ซึ่งเป็นที่ประทับพักผ่อนของจักรพรรดิ พระมเหสี พระราชมารดา พระราชโอรส พระราชธิดาและนางสนม ประกอบด้วยตำหนักหลัก 3 หลัง คือ ตำหนักเฉียนชิง ตำหนักเจียวไท่ และตำหนักคุนหนิง นอกจากนี้ด้านข้างของตำหนักทั้ง 3 ยังเรียงรายด้วยตำหนักเล็ก ๆ อีกด้านละ 6 หลัง
  • ส่วนที่แบ่งระหว่างเขตพระราชฐานชั้นนอกและพระราชฐานชั้นในก็คือ ลานกว้าง ที่อยู่บริเวณด้านหลังตำหนักเป่าเหอ ที่มาบรรจบกับประตูเฉียนชิง

  • ประตูเฉียนชิง เป็นประตูหลักของพระราชฐานชั้นใน สร้างในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิง เป็นประตูที่มีหลังคาชั้นเดียวปูด้วยกระเบื้องสีเหลืองมันวาวเป็นประกาย ตั้งอยู่บนฐานหิน ที่ด้านหน้าซ้ายขวาของประตูเฉียนชิง มีโอ่งทองสำริด 10 ใบวางเรียงรายอยู่ โอ่งเหล่านี้ใช้สำหรับการประดับตกแต่ง ขณะเดียวกันก็เป็นที่เก็บน้ำไว้ใช้ดับไฟหากเกิดอัคคีภัย ที่ถูกเรียกว่า‘ทะเลของประตู’หรือแหล่ง(โอ่ง)น้ำสำคัญหน้าประตูนี้ ในอดีตทหารชั้นผู้น้อยในพระราชวังมีหน้าที่คอยตักน้ำใส่โอ่งให้เต็มทุกใบ เพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่เกิดไฟใหม้ ภายในพระราชวังต้องห้ามมีโอ่งทองสำริดและโอ่งเหล็กทั้งสิ้น 308 ใบ โอ่งแต่ละใบมีน้ำหนักกว่า 2,000 กิโลกรัม

ตราพระราชลัญจกร | | ประตูทางเข้าสำหรับสนมฝ่ายใน

  • เมื่อเทียบกับพระราชฐานชั้นนอกแล้ว พระราชฐานชั้นในมีลักษณะที่ค่อนข้างมิดชิด ซึ่งเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของตำหนักสำหรับการพักผ่อน นอกจากนี้ยังมีอุทยานและศาลาซึ่งได้รับการออกแบบจัดวางอย่างประณีตบรรจง
  • ตำหนักเฉียนชิงและตำหนักคุนหนิง ต่างตั้งชื่อตามตำหนักในพระราชวังที่เมืองหนันจิง อดีตราชธานีในสมัยราชวงศ์หมิง ในวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีน‘เฉียน’ หมายถึง สวรรค์ และ‘คุน’ หมายถึง แผ่นดิน ดังนั้นจึงมีนัยว่า ตำหนักเฉียนชิงเป็นตำหนักบรรทมของจักรพรรดิ และตำหนักคุนหนิงเป็นตำหนักบรรทมของพระมเหสี
  • ตำหนักเฉียนชิง เป็นที่ประทับของจักรพรรดิและปฏิบัติพระราชกรณีกิจส่วนพระองค์ มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง ต่อมาสมัยจักรพรรดิหย่งเจิ้งแห่งราชวงศ์ชิง ได้ทรงย้ายไปประทับที่ตำหนักหยังซิน ตำหนักเฉียนชิงจึงมีบทบาทในฐานะที่เป็นตำหนักสำหรับว่าราชการและเป็นที่จัดเลี้ยงแทน
  • เหนือตำหนักเฉียนชิงขึ้นไปเป็นตำหนักเจียวไท่ สร้างในสมัยหมิง มีลักษณะเป็นทรงเหลี่ยม เนื้อที่ไม่ใหญ่มากนัก ใช้เป็นสถานที่เข้าเฝ้าพระมเหสี ในการถวายพระพรในพิธีการต่าง ๆ ทั้งยังเป็นที่เก็บรักษาตราลัญจกรซึ่งใช้ประทับลงหนังสือราชการของจักรพรรดิ ส่วนตำหนักคุนหนิง เป็นที่ประทับพักผ่อนของพระมเหสีในสมัยหมิง ต่อมาในสมัยชิงได้ใช้เป็นที่บูชาเทพเจ้า

ห้องสำหรับนางสนมรอเฝ้าถวายงานกษัตริย์

อุทยานหลวงหลังวัง

  • ด้านเหนือของตำหนักคุนหนิง เป็นที่ตั้งของอุทยานหลวง สร้างในรัชสมัยหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิง ในเวลานั้นเรียกเพียง ‘สวนหลังวัง’ เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความมีชีวิตชีวาตามแบบฉบับสวนสามัญชน แต่กว้างขวางโอ่อ่าตามแบบฉบับอุทยานในราชสำนัก มีความยาว 130 กว่าเมตร กว้าง 90 เมตร ภายในสวนประกอบด้วยหอน้อยใหญ่กว่า 20 หอ และสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่จัดตั้งหันหน้าเข้าหากันเป็นแนว

ต้นไม้กอดกัน | | หอชมทิวทัศน์

หินพันปี

ตำหนักหยังซิน

  • ตำหนักที่สำคัญมากอีกตำหนักหนึ่งของพระราชวังต้องห้าม เพราะเป็นห้องบรรทมของจักรพรรดิหย่งเจิ้งและจักรพรรดิองค์ต่อ ๆ มาในราชวงศ์ชิง ตั้งอยู่เป็นเอกเทศจากตำหนักอื่น ๆ ทางด้านใต้ของทางเดินด้านตะวันตกภายในพระราชวัง นั่นคือ ตำหนักหยังซิน
  • ตำหนักหยังซิน สร้างขึ้นในรัชสมัยของจักรพรรดิเจียจิ้งแห่งราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1522-1566) มีลักษณะเป็นรูปตัวไอ (I) โดยส่วนหน้ากับส่วนหลังเชื่อมถึงกัน ส่วนหน้าเป็นที่ทรงงาน ส่วนหลังเป็นที่บรรทม มีระเบียงล้อมรอบ
  • ในปีที่จักรพรรดิคังซีแห่งราชวงศ์ชิงเสด็จสวรรคต พระบรมศพของพระองค์ได้ถูกตั้งไว้ที่ตำหนักหยังซิน จักรพรรดิองค์ต่อมาคือ จักรพรรดิหย่งเจิ้งพระราชโอรสได้ทรงไว้ทุกข์ให้พระราชบิดาที่นี่ หลังเสร็จสิ้นการไว้ทุกข์ ตำหนักแห่งนี้ก็กลายเป็นห้องบรรทมและห้องทรงงานของพระองค์ในเวลาต่อมา อีกประการหนึ่ง ที่ตั้งของตำหนักหยังซินนั้นใกล้กับกองกำลังทหารมาก จึงเป็นการสะดวกหากพระองค์ต้องการปรึกษาข้อราชการกับเหล่าแม่ทัพนายกอง
  • ตำหนักแห่งนี้ยังเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือ ในรัชสมัยจักรพรรดิถงจื้อและจักรพรรดิกวงสู่แห่งราชวงศ์ชิง พระนางซูสีไทเฮาและพระนางฉืออันโปรดให้เหล่าขุนนางเข้าเฝ้าและกราบทูลข้อราชการต่อพระนาง โดยมีม่านสีเหลืองเป็นฉากกั้นระหว่างกลาง ดังที่มีคำเรียกขานกันว่า 'ว่าราชการหลังม่าน' ที่พระที่นั่งในตำหนักหยังซินด้วย
  • นอกจากนี้ เมื่อปีค.ศ. 1842 และปี 1860 ราชสำนักชิงกับกองทัพต่างชาติได้มาลงนามใน ‘สนธิสัญญานานกิง ’และ ‘สนธิสัญญาปักกิ่ง’ ณ ตำหนักแห่งนี้เช่นกัน

ประตูทางออกด้านหลังพระราชวัง

ศิลปินวาดภาพชาวจีน กำลังเขียนภาพ เพื่อเป็นที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยว

ร้านขายของที่ระลึกประตูด้านหลังพระราชวัง

แนวคูน้ำด้านนอกพระราชวัง

ข้อมูล

มรดกโลกทางวัฒนธรรม ปีค.ศ.1987
ที่ตั้ง : ถนนฉางอัน ใจกลางกรุงปักกิ่ง
สร้างในปี : ค.ศ.1406 -1420
อาณาเขต : เนื้อที่ทั้งสิ้น 720,000 ตารางเมตร

ข้อมูลท่องเที่ยว

พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม ตั้งอยู่ที่ถนนฉางอัน ใจกลางกรุงปักกิ่ง สามารถเดินทางโดยรถไฟใต้ดิน ลงที่สถานีจัตุรัสเทียนอันเหมินตะวันตกหรือตะวันออกก็ได้ หรือโดยสารรถประจำทางสาย 1, 4, 5, 10, 52, 57 ลงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน หรือรถไฟฟ้าสาย 101, 103, 109 หรือรถประจำทางปรับอากาศสาย 810, 812, 814, 846

- ราคาบัตรเข้าชม 40-60 หยวน (ตามฤดูท่องเที่ยว) มีบริการให้เช่าเทปบรรยายสถานที่จุดต่างๆในวัง และไกด์นำเที่ยว 3 ภาษา : อังกฤษ จีน และญี่ปุ่น หากต้องการเข้าชมพิพิธภัณฑ์สมบัติล้ำค่าและนาฬิกาโบราณ ซื้อตั๋วเข้าชมราคา 20 หยวนเพิ่ม ด้านในพิพิธภัณฑ์ฯ
- เวลาทำการ 16 ตุลาคม – 15 เมษายน เวลา 8 : 30 – 16 : 30 น. (15 : 30 น. ปิดจำหน่ายบัตร) 16 เมษายน – 15 ตุลาคม เวลา 8 :30 -17 : 00 น. (16 : 00 น.ปิดจำหน่ายบัตร)

ขึ้นด้านบน