การวิจัยทางวัฒนธรรมพื้นบ้าน ประจักษ์ สายแสง บทความที่ 9
เอกสารประกอบการสัมนาทางวิชาการเรื่อง การวิจัยทางวัฒนธรรมท้องถิ่น
วันที่ 13 กรกฎาคม 2525 ณ วิทยาลัยครูอุบลราชธานี
มนุษย์ย่อมมีธรรมชาติในการอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว บางครั้งก็จะมีความสนใจปรากฏการณ์เฉพาะสิ่ง เฉพาะเรื่อง อยากได้คำตอบในปรากฏการณ์นั้นว่าคืออะไร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เป็นอย่างนั้นโดยวิธีการอย่างไร มีความเที่ยงแท้แน่นอนที่จะเป็นอย่างนั้นสักเพียงใด และเมื่อเปรียบเทียบกับปรากฏการณ์อย่างเดียวกัน แต่เกิดในที่ต่างกันจะผิดแผกกันในเรื่องใดบ้าง
เมื่อมนุษย์มีความต้องการความรู้ในเรื่องนั้น ๆ ดังกล่าวแล้ว มนุษย์ก็แสวงกาวิธีคิก วิธีศึกษา ด้วยประการต่าง ๆ นานา จนได้แนวทางวิธีศึกษาออกมา เป็นระเบียบเป็นระบบ ระเบียบระบบดังกล่าวนี้คือ การวิจัยซึ่งมีหลายวิธี มีลีลาต่าง ๆ กัน ใช้เครื่องมือต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของปรากฏการณ์ที่ต้องการศึกษา กับจุดประสงค์ในการศึกษา เช่น นักประวัติศาสตร์จะเน้นวิธีวิเคราะห์เอกสาร นักคติชนวิทยาเน้นวิธีการปฏิบัติงานในสนามข้อมูล เป็นต้น
ผู้เสนอบทความมีความเห็นว่า การที่จะทราบธรรมชาติอันแท้จริงของปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมจนพอที่จะตอบคำถามว่า อะไร ทำไม อย่างไร และถึงขั้นที่จะเปรียบเทียบกันได้นั้น จำเป็นอยู่เองที่ผู้ต้องการทราบต้องศึกษา จะต้องลงไปทำความรู้จักและคลุกคลีอยู่กับปรากฏการณ์ และสิ่งแวดล้อมของปรากฏการณ์นั้น เรื่องของวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย์กับสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น ทั้งที่เป็นกิจกรรมและเป็นวัตถุ ดังนั้นการที่จะทราบปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม ผู้ศึกษาก็ต้องเข้าไปรู้จักคลุกคลีกับมนุษย์ กับสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น ตัวอย่างเช่น นักวิจัยต้องการตอบคำถามว่า อะไร ทำไม และอย่างไร เกี่ยวกับการนำงูเห่ามาประกอบอาหาร นักวิจัยก็จะต้องไปรู้จัก คลุกคลี กับผู้ที่จับงูเห่ามาประกอบอาหาร การเข้าไปรู้จัก ย่อมหมายถึงการไปสนทนา อยู่ด้วยกัน กินด้วยกันระยะหนึ่ง การคลุกคลี ย่อมหมายถึง การมีชีวิตในรูปแบบเดียวกันกับผู้จับงู ในเรื่องของการเตรียมตัวไปจับงู การค้นหาตัวงู การจับงู การรักษาเมื่อถูกงูกัด ข้อห้ามในการจับงู เครื่องมือในการจับงู ภาชนะที่ใช้ใส่งู การฆ่างู ลอกหนังงู การใช้ประโยชน์จากดีงู เลือดงู กระดูกงู หนังงู พิษงู และการชำแหละเนื้องู การทำเครื่องปรุง การต้มไข่งู อาหารและเครื่องดื่มที่ใช้กับงู สรรพคุณของงูในเชิงแพทย์พื้นบ้าน โทษของอาหารที่ประกอบด้วยงู การขายงู การสอนให้คนจับงู ตลอดจนวิธีการจับงูในแต่ละท้องถิ่น จากนั้นผู้วิจัยจึงจะหาคำตอบว่า ทำไม จึงเป็นอย่างนั้น คำตอบนี้หาได้โดยวิธีการต่าง ๆ วิธีการที่ว่านี้รวมถึงการใช้สามัญสำนึก วิทยาการทางนิรุกติศาสตร์ สังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา ฯลฯ การเข้าไปรู้จัก คลุกคลี เช่นนี้จัดทำอย่างมีระเบียบ มีขั้นตอนในการบันทึกเสียง ภาพ จดบันทึกสิ่งอื่น ๆ ที่บันทึกไม่ได้ด้วยภาพและเสียง การตีความข้อมูลก็กระทำอย่างมีเหตุผล มีหลักการ ทฤษฎี หรือสามัญสำนึก หรือสิ่งที่เห็นจริงแล้ว การเสนอผลการศึกษาค้นคว้าก็จัดทำอย่างมีระบบ
ผู้เสนอบทความเรียกชื่อวิธีวิจัยนี้ว่า ระเบียบวิธีวิจัยเชิงธรรมชาตินิยม เทียบชื่อภาษาอังกฤษว่า Naturalistic Research (ชื่อนี้หากเผอิญไปเหมือนกับชื่อที่มีผู้ตั้งไว้แล้วแต่วิธีการไม่เหมือนกัน ก็โปรดแยกออกจากกันด้วยเถิด ผู้เสนอบทความพัฒนาวิธีการนี้จากคำสอนของ Dr.Egon Guba ซึ่งเป็นครูของผู้เสนอบทความ) และขอเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างพื้นฐานของระเบียบวิธีวิจัยเชิงกฎเกณฑ์ (Conventional Research) ซึ่งมักเต็มไปด้วยเครื่องมือทางสถิติ ดังต่อไปนี้
เรื่อง การวิจัยเชิงกฎเกณฑ์การวิจัยเชิงธรรมชาตินิยม 1. พื้นฐานทางปรัชญา (philosophical base) ยึดถือสิ่งปรากฏเห็นชัดในเชิงวิทยาศาสตร์อย่างมีเหตุผล (logic positivism) ยึดถือการพรรณนาแสดงความเข้าใจปรากฏการณ์ (phenomenology) 2. แบบอย่างของการวิจัย (research paradigm) ฟิสิกส์เชิงตรวจสอบทดลอง (experimental physics) การพรรณนากลุ่มชนเป็นเผ่า (ethnography) 3. เป้าประสงค์ (purpose) พิสูจน์ความจริง (verification) การค้นพบปรากฏการณ์ (discovery) 4. สถานะของการวิจัย (posture) เป็นตัวสรุปขอบเขต (reductionist) เป็นตัวขยายความ (expansionist) 5. กรอบ / ผัง (framework/design) เปลี่ยนไม่ได้เด็ดขาด / คงที่ (preordinate/fixed) มีผลเพิ่มพูน / เปลี่ยนได้ (emergent/veriable) 6. ท่วงที (style) แทรกตัดแต่ละเรื่อง (intervention) เลือกเป็นเรื่องได้เดี่ยว ๆ (selection) 7. ด้านของความจริง (reality manifold) ด้านเดียว (singular) หลายด้าน (multiple) 8. โครงสร้างของค่า (value structure) เดี่ยว (singular) หลายเชิง (pluralistic) 9. ฉาก (setting) ห้องทดลอง ห้องวิจัย (laboratory) ธรรมชาติ (nature) 10. บริบท (context) ไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล (unrelated) สัมพันธ์กับข้อมูล (relevant) 11. เงื่อนไข (conditions) ควบคุม (controlled) สิ่งเกี่ยวข้องเข้ามาได้ (invited interference) 12. การจัดกระทำ (treatment) คงที่ (stable) เปลี่ยนได้ (variable) 13. ขอบข่าย (scope) ทำในขอบข่ายเล็ก (molecular) ทำในขอบข่ายใหญ่ (molar) 14. วิธีการ (methods) มีความเป็นปรนัยในแง่ของข้อตกลงร่วมกัน (คิดในแง่ปริมาณ : quantitative) มีความเป็นปรนัยในแง่ของความเป็นจริงซึ่งมีตัวยืนยันได้ (คิดในแง่คุณภาพ : qualitative) หากได้วิเคราะห์จากเป้าประสงค์ของระเบียบวิธีการวิจัยเชิงธรรมชาติแล้ว จะเห็นว่าการวิจัยวิธีนี้มุ่งที่การค้นพบปรากฏการณ์ ฉะนั้นความสำคัญของการวิจัยจึงมุ่งไปที่การค้นพบปรากฏการณ์ที่ไม่ลวงตา ไม่ปลอมแปลง ตัดสิ่งปลอม (fake) ออกไปให้ได้ ปรากฏการณ์อันแท้จริง (authentic) เคยมีนักคติชนวิทยาท่านหนึ่ง (Dr.Richard Dorson) กล่าวว่าหากการวิจัยของนักคติชนวิทยาทำไปโดยไม่ได้สิ่งแท้จริงที่สุดแล้ว ผลการวิจัยที่ได้รับจะไม่ใช่เรื่องทางคติชนวิทยา (folklore) แต่จะเป็นงานเหลวไหล (fakelore)
การจะได้สิ่งแท้จริงที่สุดนั้น ความสำคัญอยู่ที่การเก็บข้อมูลในการวิจัย จะต้องมีระเบียบวิธีการเก็บข้อมูลในสนามอย่างเข้มข้น ผู้เสนอบทความขอเสนอหัวข้อสังเขปในการเก็บข้อมูลและการเสนอผลวิจัย ดังต่อไปนี้
1. การเตรียมตัวออกเก็บข้อมูล แตกต่างกันไปตามเรื่อง (subject) และตามสภาพภูมิศาสตร์ มีสิ่งควรเตรียมดังนี้
1.1 ศึกษารายละเอียดของพื้นที่ซึ่งเราจะเข้าไปเก็บข้อมูล ทั้งจากการอ่าน การสนทนากับผู้รู้
1.2 ศึกษาเรื่อง (subject) ที่จะไปเก็บข้อมูลมห้ถ่องแท้ ให้รู้ว่าจะไปเก็บอะไร จะใช้คำถามอย่างไร
1.3 หาผู้นำติดต่อ (a contact) และผู้ให้ข้อมูล (a lead) เฉพาะผู้ให้ข้อมูลนั้นต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่า ไม่ใช่ผู้ให้ข้อมูลปลอม ( a false lead)
1.4 เครื่องมือในการบันทึกข้อมูล เป็นต้นว่าเครื่องมือเก็บภาพ เครื่องมือเก็บเสียง เครื่องมือบันทึกโดยการเขียน มีบัญชีตรวจสอบ และมีการตรวจสอบฝึกใหช้เครื่องมือ มีอุปกรณ์สำรอง เช่น ถ่านไฟใช้กับเครื่องบันทึกเสียง แฟลช
1.5 การออกเก็บข้อมูลเป็นกลุ่ม (hunting in pairs or team) จะดีมากกว่าไปคนเดียวเพราะจะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหานานาประการอันเกิดขึ้นแตกต่างกันในแต่ละท้องที่ แต่ละเรื่อง (subject)2. สิ่งที่จะถามจะบันทึก
2.1 เกี่ยวกับผู้ให้ข้อมูล
2.1.1 ชื่อ อายุ เพศ สถานภาพสมรส
2.1.2 อาชีพ
2.1.3 เชื้อสายเผ่าพันธุ์
2.1.4 ภูมิลำเนาปัจจุบัน
2.1.5 ภูมิลำเนาเดิมของผู้ให้ข้อมูล และบรรพบุรุษของผู้ให้ข้อมูล
2.1.6 ตำแหน่งหน้าที่ในชุมชน (เช่น เป็นกำนัน)
2.1.7 ฐานะอันได้รีบยกย่องในชุมชนนั้น (เช่น เป็นหมอผี)
2.1.8 การศึกษา (ทั้งทางการและไม่เป็นทางการ)
2.1.9 ภาษาที่ใช้
2.1.10 ศาสนา2.2 สอบถามข้อมูลตามประเภท (genre) ที่เราต้องการทราบและบันทึกทุกถ้อยคำ
2.3 เก็บข้อมูลอันเป็นปริบท (contextual information) ให้ทำทันทีพร้อมกับการเก็บในข้อ 2.2 หรือหลังจากเก็บในข้อ 2.2 แล้ว ใหม่ ๆ
2.3.1 ได้ทราบข้อมูลตามประเภทที่เก็บมาจาก ใคร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร จำมาทำไม
2.3.2 ข้อมูลที่ให้ ยังมีการถ่ายทอดอยู่หรือไม่ ทางใด
2.3.3 ข้อมูลที่ให้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับโอกาสพิเศษใดบ้าง (เช่น งานเทศกาล) ทำไมต้องนำมาใช้
2.3.4 มีข้อห้ามอะไรเกี่ยวกับข้อมูลบ้าง
2.3.5 สรุปความของปริบทในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อ 2.22.4 การจะวิเคราะห์วิจารณ์ข้อมูลทั้งหมด พิจารณาว่าควรจะใช้วิธีใด ทฤษฎีใด สำนึกใดในการวิเคราะห์วิจารณ์
3. บันทึกของผู้เก็บข้อมูล
3.1 เวลา สถานที่ วันที่ ที่ไปบันทึก
3.2 บอกสิ่งแวดล้อมในขณะบันทึก (เช่น งานเทศกาล เดือนหงาย)
3.3 มีใครมาร่วมในการชม ฟัง ในขณะเก็บข้อมูล ถ้ามีให้บอกระดับอายุ เพศ
3.4 ผู้ฟัง ผู้ชม มีส่วนร่วมในกิจกรรมใดบ้าง แสดงสีหน้าอย่างไร4. ข้อสังเกต ข้อมูลทางวัฒนธรรมพื้นบ้านของไทยจะมีคุณสมบัติ ดังนี้
4.1 ถ่ายทอดทั้งทางปาก และทางจารึก (ผู้เสนอบทความเสนอขึ้นเอง เพราะเรามีสมุดข่อย ใบลาน ลายแทง หากไม่เป็นที่ยอมรับก็แล้วไปเถิด)
4.2 ถ่ายทอดกันมาจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง ด้วยการสร้างสรรค์ (เป็น traditional)
4.3 เป็นเรื่องเกิดในเมืองก็ได้ ชนบทก็ได้
4.4 มีหลายสำนวน หลายแบบ ในเรื่องเดียวกัน
4.5 ไม่ทราบตัวผู้ให้กำเนิด
4.6 แพร่หลายทั่วไปในหมู่คนทั่วไปนอกจากนี้แล้ว ควรได้หาข้อมูลจาก สิ่งพิมพ์ อนุทิน จดหมาย บันทึกของวัด ศาล ปูมโหร จดหมายเหตุ หนังสือพิมพ์ แผนที่ ฯลฯ และควรบอกแหล่งอ้างอิงให้แน่ชัด
5. การเตรียมข้อมูลเพื่อเสนอในผลวิจัย
5.1 พิมพ์ข้อมูลในกระดาษขนาด 8 ? X 11 นิ้ว เว้นขอบ
5.2 แต่ละเรื่องแยกเสนอ
5.3 จะใช้กระดาษจำนวนเท่าใดขั้นกับข้อมูล
5.4 ห้ามตกแต่งแก้ไขปรับปรุงข้อมูล
5.5 ข้อมูลทั้งหมดเอาไว้ในภาคผนวก
5.6 ข้อมูลที่เสนอนอกจากเป็นตัวอักษรแล้ว หากจะเสนอโดยภาพ เสียง ได้ จะทำให้ผู้ศึกษาได้แน่ชัดสมบูรณ์ขึ้น6. ทฤษฎีที่ใช้ในการทำวิจัย หากเป็นสำนึกก็ควรเป็นสำนึกอันมีรากฐานจากสิ่งที่เห็นจริงแล้ว หากเป็นระเบียบวิธีก็ควรเป็นระเบียบวิธีที่พัฒนามาจากวิทยาการสาขาใดสาขาหนึ่งหรือหลายสาขา หากเป็นทฤษฎีควรเป็นทฤษฎีที่แพร่หลายในสาขาวิชาต่าง ๆ หากจะสร้างทฤษฎีเองควรมีการตรวจสอบ วิจัยทฤษฎีนั้นอย่างแน่นแฟ้นชัดเจน และอธิบายทฤษฎีนั้นก่อนจะนำมาใช้
บรรณานุกรม
Bogdam, Robert and Taylor, Stephen J., Introduction to Qualitative Research Methods. New York, NY : John wiley and Sons, 1975.
Johnson, John M., Doing Field Research. New York, NY : The Free Press, 1975.
<< ย้อนกลับ || || ต่อไป >>