วัฒนธรรมพื้นบ้านเพชรบูรณ์ ประจักษ์ สายแสง บทความที่ 8
เอกสารประกอบการสัมนาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมพื้นบ้านเพชรบูรณ์
วันที่ 4-6 มีนาคม 2525 ณ วิทยาลัยครูเพชรบูรณ
วัฒนธรรมมีความหมายกว้างขวางครอบไปถึงแนวทางการดำเนินชีวิตมนุษย์ (1) การพูดจา กิน อยู่ ประกอบพิธี ประเพณี การแสดง ศิลปะ การแสวงหาความบันเทิงกาย-ใจ ความเชื่อ ความเกี่ยวพันกับปัจจัยสี่ เหล่านี้จัดเป็นวัฒนธรรมในความหมายนี้ได้
วัฒนธรรมพื้นบ้าน จึงมีความหมายถึง วัฒนธรรมอันเป็นรากฐานขั้นต้นของสถาบันครอบครัว และกลุ่มสังคม อันมีเอกลักษณ์เดียวกัน ปรากฏในพฤติกรรมและ/หรือผลงานทั้งของปัจเจกชน/หรือกลุ่มชน
ตามนัยนี้ วัฒนธรรมพื้นบ้านเพชรบูรณ์จึงหมายถึง วิถีความเป็นอยู่ของผู้ที่เรียกตนเองว่าชาวเพชรบูรณ์ ทั้งชาวเพชรบูรณ์ในอดีต และชาวเพชรบูรณ์ในปัจจุบัน ถึงกระนั้นก็ดี การที่จะกำหนดให้แน่ชัดว่าวัฒนธรรมใด คือวัฒนธรรมพื้นบ้านของชาวเพชรบูรณ์ ผู้บรรยายไม่มีความสามารถตัดสินลงไปได้ หากไม่ได้รับคำโต้แย้งและเสนอแนะจากผู้รู้ทั้งหลายทั้งที่มาสัมมนาในที่นี้และที่มิได้มา เหตุที่ผู้บรรยายกล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าเพชรบูรณ์เป็นจังหวัดที่ประกอบด้วยกลุ่มชนมากกลุ่ม แต่ละกลุ่มก็มีพื้นเพวัฒนธรรมเป็นของตนเอง
ฉะนั้นก่อนที่จะกล่าวลึกไปถึงวัฒนธรรมเพชรบูรณ์ ผู้บรรยายจึงขอให้พิจารณาสภาพการณ์ของเพชรบูรณ์โดยส่วนรวมเสียก่อน
เพชรบูรณ์เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในหัวเมืองฝ่ายเหนือ (หัวเมืองฝ่ายเหนือประกอบด้วย 8 จังหวัด คือ นครสวรรค์ ตาก กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์) ตั้งอยู่ประมาณเส้นรุ้งที่ 16 องศาเหนือ กับเส้นแวงที่ 101 องศาตะวันออก อยู่ระหว่างเนินเขาขนานทางตะวันออกและตะวันตก ภูมิประเทศเป็นที่ลุ่มแบบท้องกระทะ มีแม่น้ำป่าสักไหลผ่านตอนกลางของพื้นที่ ภูเขาที่ขนาบด้านตะวันออก คือ เขาขุนใหญ่ เขาขุนพาย เขาพระยาฝ่อ เขารวก และสันเขาพังเหย ส่วนภูเขาที่ขนาบทางตะวันตก คือเขาแฝงม้า เขาน้ำก้อ เขาโนนสน เขาบอระเพ็ด เขาผ้าขาว และเขารัง
อาณาเขตของเพชรบูรณ์ติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้ (กรุณาดูแผนที่ประกอบ)
ทิศเหนือ เลย
ทิศใต้ ลพบุรี และเกือบติดต่อกับนครราชสีมา
ทิศตะวันออก ชัยภูมิและขอนแก่น
ทิศตะวันตก พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์เพชรบูรณ์มีเขตการปกครองดังนี้คือ กิ่งอำเภอน้ำหนาว อำเภอเมือง หล่มเก่า หล่มสัก ชนแดน หนองไผ่ วิเชียรบุรี ศรีเทพ กิ่งบึงสามพัน และอำเภอที่มีจำนวนหมู่บ้านทากที่สุด คือ หล่มสัก (ประมาณ 170 หมู่บ้าน) รองลงมา คือ อำเภอเมือง (ประมาณ 122 หมู่บ้าน) และ อำเภอวิเชียรบุรี (105 หมู่บ้าน)
ตั้งแต่อำเภอหนองไผ่ลงไปจนถึงอำเภอศรีเทพ ประมาณร้อยละ 60 อพยพมา จากจังหวัดต่าง ๆ 61 จังหวัด (2) เป็นที่น่าสังเกตว่าในเดือนมกราคม 2525 มีการ อพยพออก จากอำเภอหนองไผ่มากกว่าอำเภออื่น ๆ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ทรงมีลายพระหัตถ์เกี่ยวกับเพชรบูรณ์ว่า เดิมที่เดียวคงจะตั้งชื่อเมืองเป็น เพชรบูร ให้ใกล้กับเพชรบุรี ซึ่งแปลว่า เมืองแข็ง แต่เกรงว่าจะเหมือนกันมากไปจึงตั้งชื่อเป็น "เพชรบูรณ์" (3) คาดว่าชื่อเมืองคงจะตั้งรุ่นเดียวกับชื่อเมืองพิษณุโลก ชื่อเก่าน่าจะเป็นลุ่ม (หล่ม) บาจาย (เพชรบูรณ์) (4) คำว่า "เพชรบูรณ์" อาจมาจาก "พ็ช" ซึ่งหมายถึงที่เกิดของพืชผลก็ได้ ในอินเดียเองก็มีเมืองชื่อ Bijpure ซึ่งพอจะเทียบได้กับพีชปุระ (5)
ในส่วนของเมืองศรีเทพนั้น ทรงกล่าวว่าในการปราบขบถเวียงจันทร์ในรัชกาลที่ 3 ชาวเมืองศรีเทพมีความชอบในการสงคราม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เปลี่ยนศักดิ์เมืองศรีเทพขึ้นเป็นเมืองตรี เปลี่ยนชื่อเมืองเป็น วิเชียรบุรี โดยได้ชื่อจากเขาแก้ว (6) และทรงอ้างจดหมายเหตุของลูกขุน ในที่ให้เชิญตราไปบอกข่าวเสด็จสวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งเรียงลำดับเมืองจากใต้ขึ้นเหนือว่า สระบุรี ชัยบาดาล ศรีเทพ และเพชรบูรณ์ (7)
สมเด็จทั้ง 2 พระองค์ยังทรงสันนิษฐานชื่อแม่น้ำป่าสักเอาไว้ด้วยว่า คำว่าสัก คงหมายถึงอะไรที่ไม่ใช่ต้นสัก (8) (จากการเก็บข้อมูลทางมุขปาฐะ ผู้บรรยายได้รับการยืนยันว่า สัก หมายถึงการขุด เจาะ กัดกร่อน อย่างแรงโดยน้ำป่า แม่น้ำป่าสัก คงหมายถึง แม่น้ำที่สักดิน)
หลังจากท่านได้พิจารณาสภาพการณ์โดยส่วนรวมของเพชรบูรณ์ทั้งบางส่วนของการพยายามศึกษาเพชรบูรณ์แล้ว ผู้บรรยายจะขอกล่าวถึงวัฒนธรรรมพื้นบ้านเพชรบูรณ์ในเชิงภาษาเป็นอันดับแรก
จอห์น มาร์วิน บราวน์ (กรุณาดูผังภาษาประกอบ) ได้จัดภาษาในจังหวัดเพชรบูรณ์ไว้ว่า มีเพียงภาษาหล่มสัก (9) จัดอยู่ในภาษากลุ่มเวียงจันทน์ (2250) มีรากเดียวกับภาษาเวียงจันทน์ (2400) ของลาวในปัจจุบัน แต่แยกสายกันเมื่อประมาณ พ.ศ.2250 ภาษากลุ่มเวียงจันทน์ (2250) ก็แยกมาจากภาษาเวียงจันทน์ (2100) ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งในสามของภาษาลานช้าง (1900) ภาษาลานช้าง (1900) แยกเป็นสามสาขาเมื่อประมาณ พ.ศ.1900 คือ ภาษากลุ่มหลวงพระบาง และภาษากลุ่มสกลนคร (เป็นที่น่าสังเกตว่าภาษาเลยอยู่ในกลุ่มหลวงพระบาง ส่วนภาษาโคราชอยู่ในกลุ่มสกลนคร
การศึกษาของบราวน์ เป็นการศึกษาเชิงภาษาศาสตร์ ถึงแม้จะไม่ละเอียดนักแต่ก็ได้แนวคิดบางประการว่า วัฒนธรรมพื้นบ้านเพชรบูรณ์น่าจะมีรากฐานต้นตอเดียวกันกับวัฒนธรรมพื้นบ้านเวียงจันทร์ แต่ด้วยเหตุที่แยกสายกันมานับสองร้อยปี จึงย่อมจะมีความแตกต่างกันเป็นธรรมดา
จากการเก็บข้อมูลของผู้บรรยายพบว่าภาษาที่ใช้พูดจากันในจังหวัดเพชรบูรณ์มีดังต่อไปนี้
1. ภาษาหล่ม มีศูนย์กลางที่อำเภอหล่มสัก หล่มเก่า และพูดกระจายทั่วจังหวัดเพชรบูรณ์ จัดเป็นภาษาที่มีผู้ใช้ทากที่สุดในเพชรบูรณ์
2. ภาษาสะเดียง พูดในอำเภอเมืองเพชรบูรณ์เป็นส่วนใหญ่ ความแตกต่างจากภาษาหล่มปรากฏที่สร้อยคำสำเนียง จัดเป็นภาษาซึ่งมีผู้ใช้มากเป็นอันดับสองของเพชรบูรณ์
3. ภาษาพวน มีศูนย์กลางที่อำเภอวิเชียรบุรี ศรีเทพ และพูดกระจายกันทั่วไปในอำเภอหนองไผ่
4. ภาษาไทยกะเดิ้ง พูดกันทางตะวันออกเฉียงเหนือของอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ บริเวณบ้านดงมูลเหล็ก บ้านโคก บ้านห้วยผักไล บางคนเรียกภาษานี้ว่า ภาษาสบน
5. ภาษากลุ่มเลย มีศูนย์กลางที่บ้านวังกระกาษเงิน ตำบลท้ายดง อำเภอชนแดน ผู้พูดภาษานี้อพยพมาจากอำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ประมาณ 30 กว่าปีมาแล้ว
6. ภาษาอีสานแทบทุกจังหวัด รวมถึงภาษาโคราช
7. ภาษาลานนา โดยเฉพาะจาก แพร่ น่าน
8. ภาษาชนบทสุพรรณบุรี
9. ภาษาชาวบน หรือ ละว้าเพชรบูรณ์ผู้พูดภาษาในหมายเลข 6, 7 และ 8 กระจัดกระจายทั่วไป
จากการเก็บข้อมูลของผู้บรรยาย ผู้บรรยายเห็นความยากลำบากในการกำหนดแหล่งวัฒนธรรมพื้นบ้านในบางท้องที่เป็นอันมาก เป็นต้นว่า ที่รอบ ๆ ค่ายพักลูกเสือตำบลบ้านโตก อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ ผู้อยู่อาศัยใน 60 หลังคาเรือน อพยพมาจาก 37 จังหวัด ทำให้หาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมได้ยาก
นักประวัติศาสตร์คงจะให้ความสนใจเป็นอย่างมากในการใช้วัฒนธรรมพื้นบ้านเพชรบูรณ์เป็นหลักฐานสืบค้นประวัติศาสตร์เพชรบูรณ์ จากจารึกหลักที่ 1 ตอนที่กล่าวถึง "ตะพังโพยสีใสกินดีดั่งกินน้ำโขงเมื่อแล้ง" นั้น ทำให้คิดว่า บรรพบุรุษของชาวสุโขทัยเคยอยู่บริเวณน้ำโขงมาก่อน และอาจจะอพยพมาจากบริเวณแม่น้ำโขง เข้าสู่เพชรบูรณ์ผ่านเขาสูงเข้าสู่ที่ราบลุ่มน้ำป่าสัก เป็นไปได้ว่าลุ่มน้ำป่าสักมีที่ราบไม่เพียงพอแก่การเกษตรกรรม จึงได้เคลื่อนย้ายเข้าสู่สุโขทัย แต่ยังคงมีกลุ่มหนึ่งหรือหลายกลุ่มไม่ไปสุโขทัยคงตั้งอยู่ที่หล่มเก่า (ตั้งแต่บ้านสงเปลือย อ.หล่มเก่า ใต้เขาซำสีหมอนแก้วลงมามีที่ราบระหว่างแม่น้ำป่าสักและแม้น้ำหมาน พอปลูกข้าวได้แต่ไม่อุดมสมบูรณ์นัก กลุ่มที่ยังคงอยู่ในถิ่นเดิมนี้ คือ กลุ่มวัฒนธรรมพื้นบ้านหล่ม กลุ่มนี้ขยายลงทางใต้เข้าสู่หล่มสักและที่ราบในเขตหนองไผ่ บึงสามพัน วิเชียรบุรี และศรีเทพ
ในขณะเดียวกันก็มีการอพยพขึ้นมาจากทางตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มชนที่อพยพเข้ามาไม่ทราบมาจากที่ใด แต่ได้ตั้งศูนย์กลางที่เพชรบูรณ์ ใช้ภาษาผสมผสานไปกับภาษาหล่ม เกิดเป็นภาษาสะเดียง และภาษาไทยเดิ้งหรือสบนขึ้น (เป็นที่น่าสังเกตว่าภาษาสะเดียงมีสร้อยคำคล้ายภาษาโคราชและภาษากลางผสมกัน ในขณะที่สำเนียงและศัพท์ ผสมกันไประหว่างไทยกลางและภาษาหล่ม)
ผู้บรรยายขออนุญาตให้ท่านผู้เข้าสัมมนาฟังเทปเปรียบเทียบเสียงระหว่างภาษาต่าง ๆ ในเพชรบูรณ์และนอกเพชรบูรณ์ ดังนี้
1. การสนทนาโดยใช้ภาษาบ้านติ้ว (หล่มสัก) และ ภาษาหล่มสัก
2. การสนทนาโดยใช้ภาษาลำปางและภาษาสะเดียง
3. การสนทนาโดยใช้ภาษาเลยและภาษาหล่มเก่า
4. การสนทนาโดยใช้ภาษาโคราชและภาษาสะเดียงผู้บรรยายมิได้จงใจละเลยภาษาพวน ภาษาไทยกะเดิ้ง และภาษาชาวบ้าน หากทว่า ผู้บรรยายมุ่งจะเพ่งเล็งที่ภาษาหล่ม และภาษาสะเดียง ซึ่งเป็นภาษาของวัฒนธรรมพื้นบ้านอันเป็นปึกแผ่นของเพชรบูรณ์มากกว่า เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อจะ เสนอเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมพื้นบ้านเพชรบูรณ์ ประกอบการพิจารณาของท่านผู้เข้าร่วมสัมมนา
อีกประการหนึ่งผู้บรรยายมิได้พูดลึกไปถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมบริเวณเมืองศรีเทพ เพราะผู้บรรยาย ไม่อาจสืบค้นด้วยวิธีการทางคติชนวิทยา ถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมของศรีเทพได้
ต่อไปผู้บรรยายจะขอพูดถึงวัฒนธรรมพื้นบ้านหล่มเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมพื้นบ้านสะเดียง โดยยึดเอาปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต และการดนตรีเป็นกรอบในการเปรียบเทียบ เหตุที่ขอเปรียบเทียบเฉพาะวัฒนธรรมทั้งสองนี้ก็เพราะว่า มีผู้ที่พูดภาษาหล่มมากเป็นอันดับหนึ่ง ผู้พูดภาษาสะเดียงมากเป็นอันดับสองในเพชรบูรณ์ และอีกประการหนึ่ง หลักฐานการอพยพเข้ามาโดยแน่นอนของผู้พูดภาษาทั้งสองนี้ ยังไม่แน่ชัด ทราบได้แต่เพียงว่ามาอยู่นานแล้ว ส่วนผู้พูดภาษาอื่น ๆ นั้น บางภาษาก็เป็นภาษาของหล่ม (เช่น บ้านติ้ว) บางภาษาก็เป็นภาษาถิ่นของสะเดียง (เช่น ไทยเดิ้ง หรือ สบน) ส่วนภาษาที่มาพร้อมผู้อพยพนั้น (เช่น พวน ชาวบน ชาวเขา เลย) จะยังไม่กล่าวถึง
ประการแรกที่ควรพูดถึงคือเรื่องอาหาร ชาวหล่มบริโภคข้าวเหนียว ชาวสะเดียงบริโภคข้าวเจ้า (ยกเว้นสะเดียงบางคนเช่น แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ ซึ่งกินข้าวเหนียว) อาหารที่ใช้ในพิธีกรรมของสะเดียงคือ หมู ส่วนหล่มใช้ไก่ ชาวสะเดียงเมื่อ 50 ปีที่แล้วเมื่อได้หมูป่ามาก็จะแกงและแจกเพื่อนบ้าน ส่วนหมูที่เลี้ยงไว้ก็จะนำมาประกอบอาหารในพิธีแต่งงาน มีหมู่บ้านของชาวสะเดียงแห่งหนึ่งชื่อหมู่บ้านหมูบูด (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นบ้านธารทิพย์ อยู่ในเส้นทางเพชรบูรณ์หล่มสัก) มีนิยายเล่าว่าฝ่ายเจ้าสาวเตรียมเนื้อหมูไว้เพื่อพิธีแต่งงาน แต่เจ้าบ่าวไม่มาหมูจึงบูด ส่วนชาวหล่มนิยมไก่จนมีคำติดปากว่า เหล้าไห ไก่ตัว เป็นที่น่าสังเกตว่าพิธีไหว้ครูของวงตุ๊บเก่ง ซึ่งเป็นวงดนตรีของชาวสะเดียงจะใช้ประหลาดิบ ส่วนดนตรีตับเต่าของหล่มใช้ไก่เป็นเครื่องเซ่นไหว้ในการไหว้ครู
ประการที่สอง คือ เรื่องของเครื่องนุ่งห่ม ทั้งหล่มและสะเดียง นิยมนุ่งกางเกงขาก๊วยและเสื้อม่อฮ่อมสีดำคล้ายกับชาวแพร่ น่าน ส่วนสตรีนุ่งซิ่นมีเชิงเป็นแถบประมาณสามนิ้ว ปัจจุบันสะเดียงนิยมแต่งกายแบบคนภาคกลางทั่วไป แต่หล่มยังคงเอกลักษณ์เดิมได้บ้าง
สตรีชาวหล่มส่วนใหญ่มีฝีมือในการทอผ้า เมื่อจะแต่งงานสตรีชาวหล่มจะทอผ้าขาวม้าเย็บที่นอน (ที่นอนเล็ก ๆ สั้น ๆ พับได้ เป็นสีดำมีของแดง) สำหรับเป็นของชำร่วยแจกให้แขกผู้ใหญ่ที่มาผูกมือ ปัจจุบันใช้วิธีซื้อแทนการทอการเย็บแล้ว
ก่อนจะแต่งงานจะมีการคุยสาว ลักษณะการคุยสาวจะคล้ายทางอีสานของไทย ฝ่ายชายเป่าแคนเดินมาเป็นกลุ่มแล้วจึงแยกย้ายไปคุยตามบ้านสาว โดยจุดตะเกียงน้ำมันคุยกันได้จนดึก ผู้หญิงอาจจะปั่นฝ้าย ทอหูกไปด้วย (ในเรื่องของการคุยกัน ปั่นฝ้าย ทอผ้าเพื่อเตรียมแต่งงานนี้ มีนิทานก้อมเล่าหลายเรื่อง) เมื่อตกลงปลงใจแต่งงาน ผู้หญิงจะแห่ขบวนบายศรีไปบ้านเจ้าบ่าว ให้บ้านฝ่ายเจ้าบ่าวผูกข้อมือ จากนั้นเจ้าบ่าวจะแห่ขบวนขันหมากมาบ้านเจ้าสาว บางบ้านจะให้เจ้าส่าววิ่งมาฉุดเจ้าบ่าวขึ้นไปบนบ้านก็มี
ในเรื่องของที่อยู่อาศัย บ้านในชนบทของวัฒนธรรมพื้นบ้านหล่มจะประกอบด้วย กะไดชักได้ มีนอกชาน ยกพื้นทำสวนครัว บนบ้านมีเตาไฟ โอ่งน้ำตั้งบนร้าน กันสาด (กันสาด หมายถึง ระเบียง) และเรือนใหญ่
ส่วนวัฒนธรรมสะเดียง นิยมปลูกบ้านแบบไทยกลางทั่วไป แต่จะใกล้ทางโคราช
ผู้บรรยายขอพูดในหัวข้อท้ายสุดสำหรับการบรรยายครั้งนี้ คือ ดนตรีพื้นบ้าน
วัฒนธรรมพื้นบ้านหล่มเคยมีดนตรีชนิดหนึ่ง เรียกว่า ตับเต่า ผู้เล่นดนตรีสวมหัวโขน (เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีการเล่น ถึงเล่นก็ไม่สวมหัวโขน) มีการร้องรำ นิยมเล่นเรื่องสังข์ศิลป์ชัย เพลงที่เล่น ตลอดจนการเล่นเป็นประการใดนั้นเก็บข้อมูลได้ไม่ชัดเจน สรุปเลา ๆ ว่า คล้าย ๆ หมอลำหมู่ แต่ใช้เครื่องดนตรีหลายชนิด เช่น แคน ซอ พิณ
วัฒนธรรมพื้นบ้านสะเดียงมีดนตรีชื่อ ตุ๊บเก่ง บรรเลงเป็นวง ใช้เฉพาะในงานศพเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้ตาย เพื่อให้บ้านใกล้เคียงรู้ว่ามีงานศพ เคยมีการประชันวงตุ๊บเก่งในสมัยเมื่อจอมพล ป.พิบูลสงครามให้ตัดทางหลวงเข้าเพชรบูรณ์ โดยประชันในงานศพเกณฑ์ (ศพของผู้ถูกเกณฑ์มาสร้างถนน) วงที่ขึ้นชื่อคาดว่าเป็นวงของบ้านป่าแดง วงตุ๊บเก่งใช้ผู้เล่น 5 คน มีเครื่องดนตรี 4 ชนิด คือ
1. ฆ้องกระแต 1 ใบ มีที่ตีทำด้วยไม้ฉำฉาทั้งดุ้น เรียกว่า ค้อนตี
2. ฆ้องโหม่ง 2 ใบ ใช้คนตีคนเดียว
3. กลองสองหน้า 2 ใบ ใช้คนตี 2 คน
4. ปี่แต้ 1 เลามีเพลงทั้งหมดราว 32 เพลง แต่นิยมเล่นเพียง 6-7 เพลง คือ
1. สาธุการ (ใช้หลังยกครู)
2. สามใบหยัก (ตีหลังเพลงแรก)
3. ปลงศพ (เคลื่อนศพลงบ้าน)
4. เดินหน (แห่ศพไปเมรุ)
5. ม้าดีดกะโหลก (บรรเลงหลังยกครู)
6. แก้วน้อยดับไฟ (กำลังลุก)
7. กระต่ายสามขา (รับพระ-ส่งพระ)การบรรเลงไม่มีกำหนดเวลา ขึ้นกับผู้ฟังและเจ้าภาพ ก่อนจะเล่นต้องยกครู มีเครื่องยกครูดังนี้
1. กรวยหมาก 1 คู่
2. ธูป 4 ดอก
3. ด้าย 1 ไจ
4. ปลาอะไรก็ได้ (ดิบ) 1 ตัว
5. เทียนน้ำมัน 1 เล่ม
6. เงิน 25 บาท
7. ขันทำน้ำมนต์ 1 ใบ
8. เหล้า 1 ขวด
9. แก้ว 1 ใบ
10. บุหรี่ 1 ซองเจ้าภาพจะเป็นผู้เตรียม การยกครูทำที่บ้านงาน ปี่เป็นตัวนำวง และจะเล่นที่อื่นไม่ได้นอกจากงานศพ เวลาซ้อมในป่าช้า ค่าแสดงแต่ละงานประมาณ 600 บาท (ในปัจจุบัน)
ผู้บรรยายขอจบการบรรยาย โดยการให้ท่านผู้เข้าสัมมนาฟังวงตุ๊บเก่ง 3 เพลง
เชิงอรรถ
(1) ผ่องพันธ์ มณีรัตน์ "การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในสังคมไทย" วาสารธรรมศาสตร์ มิถุนายน-ตุลาคม 2516 หน้า 92-93
(2) สำนักงานจังหวัดเพชรบูรณ์ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม จังหวัดเพชรบูรณ์ ปี พ.ศ.2522-2524 หน้า 10
(3) สาส์นสมเด็จ เล่มที่ 20 หน้า 249
(4) สาส์นสมเด็จ เล่มที่ 20 หน้า 269
(5) สาส์นสมเด็จ เล่มที่ 20 หน้า 64
(6) สาส์นสมเด็จ เล่มที่ 19 หน้า 195
(7) สาส์นสมเด็จ เล่มที่ 19 หน้า 195
(8) สาส์นสมเด็จ เล่มที่ 21 หน้า 119
<< ย้อนกลับ || || ต่อไป >>