การศึกษาเชิงเปรียบเทียบวรรณกรรมท้องถิ่นไทย ประจักษ์ สายแสง บทความที่ 6
เอกสารประกอบการสัมนาทางวิชาการเรื่อง วรรณกรรมลานนา
วันที่ 26-28 ตุลาคม 2524 ณ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
นักวิเคราะห์วิจารณ์และเปรียบเทียบวรรณคดีมีความแตกต่างจากผู้สอนวรรณคดีในสาระสำคัญที่ว่า นักวิเคราะห์วิจารณ์ และเปรียบเทียบวรรณคดีนั้น มีความกล้าในการใช้วิธีต่างๆ ในการศึกษาวรรณคดี ส่วนผู้สอนวรรณคดี มักมีความลังเลใจในการสอนวิธีการ ศึกษาวรรณคดีแก่ผู้เรียน ความลังเลใจนั้นเกิดจากความคิดความยึดมั่นในทฤษฎีต่าง ๆ จนบ่อยครั้งที่ผู้สอนวรรณคดี จำต้องยึดทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง เป็นหลักการสอนวรรณคดีแล้วปฏิเสธทฤษฎีอื่น ๆ
ในส่วนของการเปรียบเทียบวรรณคดีของชาติเดียวกันนั้น วิธีแพร่หลายมากในปัจจุบันคือ การใช้ทฤษฎีการวิจารณ์ในการศึกษาวรรณคดีสองเรื่องขึ้นไป ทฤษฎีการวิจารณ์อันเป็นที่นิยมใช้กันในปัจจุบันมีอยู่ราวหกทฤษฎีคือ มาร์กซิสก์ จิตวิเคราะห์ ภาษาศาสตร์ รูปแบบนิยมเชิงออร์แกนิสติคแบบใหม่ การวิจารณ์เชิงปรัชญาและการวิจารย์เชิงนิยาย (1)
อันที่จริงแล้วทฤษฎีการวิจารณ์อาจแบ่งได้เป็นสี่กลุ่มคือ กลุ่มวิจารณ์ตามแนวการเลียนแบบ (mimetic) กลุ่มวิจารณ์ความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมกับผู้อ่าน (pragmatic) กลุ่มวิจารณ์ความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมกับผู้เขียน (expressive) และกลุ่มวิจารณ์โครงสร้างของงานนั้นเอง (objective) (2)
ส่วนวิธีการโดยถือวิทยาการทางวรรณคดีเป็นหลักโดยตรงนั้นมีสี่ประการ คือการวิจารณ์เชิงประวัติศาสตร์ การวิจารณ์เชิงจริยธรรม การวิจารณ์เชิงแนวคิดแกน และการวิจารณ์เชิงวาทการ (3)
ถึงแม้จะมีทฤษฎีซึ่งนำมาใช้ในการศึกษาวิเคราะห์วิจารณ์วรรณคดีแล้วนำมาเปรียบเมียบกันหลายทฤษฎีก็ตาม นักเปรียบเทียบวรรณคดีทั้งหลาย ก็ยังคำนึงถึงวิธีการทางวรรณคดีเปรียบเทียบ โดยมีความคิดที่จะนำวิธีการนั้น ๆ เข้ามาศึกษาวรรณคดีท้องถิ่นของไทย แต่ก็ยังติดอยู่ที่ว่าวิธีการทางวรรณคดีเปรียบเทียบนั้นเขาใช้ศึกษาวรรณกรรมต่างภาษากัน ความติดขัดนี้เกิดเพราะยึดคำจำกัดความของวรรณคดีเปรียบเทียบจากตำราต่างประเทศมากเกินไป
ทางเลือกประการหนึ่งสำหรับผู้ประสงค์จะใช้วิธีการทางวรรณคดีเปรียบเทียบในการศึกษาวรรณคดีท้องถิ่นของไทยโดยไม่ให้ผิดตำราคือ ยึดถือคำจำกัดความของวรรณคดีเปรียบเทียบของกระแสร์มาลยาภรณ์ ซึ่งกล่าวว่า การศึกษาวรรณคดีในวัฒนธรรมรองก็เป็นการศึกษา
วรรณคดีเปรียบเทียบได้ (4) ถ้ายึดถือคำจำกัดความนี้แล้ววิธีการเปรียบเทียบวรรณคดีท้องถิ่นของไทยก็จะทำได้อย่างกว้างขวาง โดยไม่ต้องคำนึงถึงขีดจำกัดอันใดวิธีการของวรรณคดีเปรียบเทียบเป็นการศึกษาแนวคิด ปัญหา ประเภท แนวการเขียนของวรรณคดีต่างๆ เพื่อตรวจสอบถึงความเหมือน ความแตกต่าง แต่ทั้งนี้ให้จัดทำอย่างมีระบบ (5) วิธีการศึกษาแนวคิดของวรรณคดีนั้นทำได้จากการสรุปหาแก่นของเรื่อง ซึ่งอาจจะมีหลายแก่นก็ได้ (6) หรือจะศึกษาความเกี่ยวพันของแนวคิดกับสัญลักษณ์ของแนวคิดนั้นก็ได้ (7) การเปรียบเทียบสัญลักษณ์ของวรรณคดีแต่ละเรื่องในแนวคิดเดียวกันก็อาจทำได้เช่นเดียวกัน (8)
ส่วนการศึกษาปัญหาต่างๆ ที่ประกอบขึ้นโดยเป็นโครงสร้างของวรรณคดีแล้วนำมาหาความแตกต่างและความคล้ายคลึงกันนั้น มักจะศึกษาโครงสร้างถาวรและสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป โครงสร้างถาวรเป็นแกนของวรรณคดีที่มีความคล้ายคลึงกัน ส่วนสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นเป็นเหตุให้วรรณคดีที่มีแนวคิดเดียวกันเกิดความแตกต่างกัน (9)
การเปรียบเทียบวรรณคดีโดยการยึดประเภทหรือ genres ของวรรณคดีนั้นๆเป็นหลัก กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย วรรณคดีเรื่องเดียวกันในท้องถิ่นต่างกันย่อมจะเขียนเป็นประเภทแตกต่างกันได้ (10) บางครั้งการที่วรรณคดีสองเรื่องขึ้นไปมีเนื้อหาคล้ายกัน แต่ประเภทต่างกันอาจเกิดจากการเลียนแบบ จะโดยความไม่ตั้งใจหรือตั้งใจเลียนแบบก็ได้ (11)
ผู้เสนอข้อเขียนประกอบการบรรยายครั้งนี้ จะได้ยกตัวอย่างการเปรียบเทียบวรรณคดีลานนากับวรรณคดีไทยกลาง ซึ่งมีเนื้อหาคล้ายกันแต่ประเภทหรือ (genres) ต่างกันเรื่องทั้งสองนี้คือ สุวรรณหอยสังข์ (12) กับ สังข์ทอง (13)
สังข์ทองเป็นนิทานปรากฎทั้งในรูปมุขปาฐะ (14) และลายลักษณ์ การเปรียบเทียบนิทานที่มีแนวคิดและเนื้อหาทำนองสังข์ทองนี้ ปรากฎในวิทยานิพนธ์สองเรื่องคือ วรรณคดีชาวบ้านจาก "บุดดำ" ของปราณี ขวัญแก้ว (15) และ วรรณกรรมค่าวของภาคเหนือ ของ เสน่หา บุณยรักษ์ (16) วิทยานิพนธ์ทั้งสองเล่มนี้เฉพาะในตอนที่กล่าวถึงนิทานที่มีแนวคิดและเนื้อหาทำนองสังข์ทอง เป็นการ
เปรียบเทียบวรรณกรรมลายลักษณ์ปราณี ขวัญแก้ว เปรียบเทียบเรื่อง หอยสังข์ ซึ่งเป็นวรรณกรรมจากบุดดำ ตำบลร่อนพิบูลย์, สังข์ทอง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และ สุวรรณสังข์ จากปัญญาชาดก การเปรียบเทียบนั้น จัดกระทำในหัวข้อของลักษณะการประพันธ์ การดำเนินเรื่อง ชื่อตัวละครและสถานที่ในเรื่อง และการเปรียบเทียบเกี่ยวกับบทพรรณนา ในเรื่องของการดำเนินเรื่อง แยกกล่าวเป็นการเปิดเรื่อง เหตุการณ์ในเรื่องและการปิดเรื่อง เฉพาะเหตุการณ์ในเรื่อง กล่าวเปรียบเทียบอนุภาคต่าง ๆ ไว้ การเปรียบเทียบของ ปราณี ขวัญแก้ว ให้คุณค่าอย่างสูงแก่ผู้ศึกษาวรรณคดีทั้งสามเรื่องในเชิงคติชนวิทยา โดนเฉพาะในเรื่องของแนวคิด (17) และตัวละครกับสถานที่
เสน่หา บุณยรักษ์ ศึกษาเรื่อง สุวรรณหอยสังข์ ซึ่งเป็นค่าวซอทางด้านเนื้อเรื่องตัวละคร โครงเรื่อง การดำเนินเรื่อง สำนวนภาษาและวัฒนธรรม เฉพาะในเรื่องของวัฒนธรรม มีการวิเคราะห์อย่างกว้างขวาง มีค่าควรแก่การศึกษาทั้งในเชิงวัฒนธรรม และเชิงประวัติ
ผู้ที่วิเคราะห์ค่าวซอเรื่อง สุวรรณหอยสังข์ และให้ทรรศนะว่าบางตอนของเรื่องนี้ได้แบบอย่างมาจาก สังข์ทอง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยเฉพาะบทอัศจรรย์ของเจ้าเงาะ รจนา คือ ฉัตรยุพา สวัสดิพงษ์ (18) ความเห็นนี้สอดคล้องกับ เสน่หา บุณยรักษ์
จะเห็นได้ว่าการวิเคราะห์เรื่องที่มีแนวคิดและเนื้อหาทำนอง สังข์ทอง ในเชิงวรรณคดีเปรียบเทียบได้มีขึ้นแล้ว ถึงกระนั้นก็ยังมีข้อที่ควรพิจารณา สุวรรณหอยสังข์ เปรียบเทียบกับ สังข์ทอง และ สุวรรณสังข์ ในเชิงวรรณคดีเปรียบเทียบอีกหลายประการดังนี้
การเปรียบเทียบตามประเภทหรือ genres
สุวรรณหอยสังข์ แต่งเป็นค่าวซอ เพื่อใช้เล่าค่าวคือเป็นการอ่านทำนองเสนาะอย่างหนึ่ง ค่าวทั้งหลาย มีใจความยืดยาวต่อกันเป็นเรื่องเป็นราว (19) บางครั้งเขียนว่า"คร่าว" มีความหมายถึงความคิด ความคำนึง ความปรารถนา (21) ปรากฏออกมาในรูปของการเรียบเรียงถ้อยคำให้เป็นระเบียบเหมือนห่วงโซ่ คือมีสัมผัส (22) บางทีเราเรียกว่าธรรมค่าว มีลักษณะเป็นนิทานสอนให้กุลบุตรกุลธิดาเอาแบบอย่างแห่งจริยธรรมที่ดีงาม เป็นข้อประพฤติปฏิบัติสำหรับชีวิตประจำวัน (23) โดยเฉพาะเรื่องสังข์ทองหรือสุวรรณสังข์ชาดก มาจากปัญญาสชาดก หรือเชียงใหม่ปัญญาส (24) ซึ่งพระภิกษุชาวเชียงใหม่แต่งขึ้นระหว่าง พ.ศ.2000-2200 (25) ปัญญาสชาดกมีลักษณะเป็นวรรณคดีเลียนแบบชาดก แสดงถึงอิทธิพลของพุทธศาสนาที่มีต่อวรรณคดีลานนา (26) และเชื่อแน่ว่ามีอิทธิพลถึงลานช้างด้วย เพราะมีหลักฐานการเผยแพร่ของพุทธศาสนาจากเชียงใหม่ไปลานช้าง (27) โดยทั่วไปแล้วปัญญาสชาดกเป็นชาดกนอกนิบาตมุ่งยกย่องพระโพธิสัตว์ ในบรรดาวรรณกรรมลานนาซึ่งมีราว 800 เรื่องนั้นบางเรื่องรู้จักกันดีในภาคกลางเช่น เรื่อง สังข์ทอง (29) หรือ สุวรรณหอยสังข์ ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องที่แพร่หลายในลานนาไทยด้วย เพราะปรากฏแม้ในการอธิบายคำหลักภาษาไทยภาคพายัพว่า สังข์ หมายถึง หอยสังข์ สุวรรณหอยสังข์ หมายถึง สังข์ทอง (30)
สรุปความจากที่กล่าวมาแล้วข้างบนได้ว่า สุวรรณหอยสังข์ เป็นร้อยกรองใช้ในการอ่านเล่าให้ฟังเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน และสั่งสอนคติธรรมคล้ายกับ สุวรรณสังข์ แต่คำประพันธ์ใช้แตกต่างกัน ส่วน สังข์ทอง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนั้น เป็นวรรณคดีการละคร ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อใช้เล่นละครนอก มีจุดประสงค์เพื่อความเพลิดเพลิน แต่นาน ๆ เข้าก็มิค่อยได้มีการเล่นละครนอก สังข์ทอง จึงเปลี่ยนประเภทตามหน้าที่ จากวรรณคดีการละครมาก้ำกึ่งกับวรรณคดีนิทานทรงเครื่อง ซึ่งเน้นหนักไปทางเรื่องล้อ แต่ก็แฝงคติธรรมต่างๆ ไว้ในรูปของสัญลักษณ์ซึ่งจำจะต้องอาศัยการตีความ
ด้วยเหตุที่สังข์ทองพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจัดอยู่ในประเภทก้ำกึ่งกันในระหว่างวรรณคดีการละคร วรรณคดีนิทานทรงเครื่องซึ่งเน้นทางด้านเรื่องล้อนี่เอง ทำให้การตีความแนวคิดและเหตุผลของเนื้อหาบางตอน ยากกว่าการตีความสุวรรณสังข์หอยสังข์ เป็นต้นว่าการตอบคำถามว่าเหตุใดพระอินทร์จึงต้องเดือดร้อนเพราะเจ้าเงาะไม่ถอดรูป คำถามเช่นนี้ตอบตามเนื้อความสุวรรณหอยสังข์ได้ง่าย เพราะเป็นเรื่องทางพุทธศาสนา พระอินทร์จะต้องมีหน้าที่ดูแลพระโพธิสัตว์ แต่หาคำตอบในเรื่องสังข์ทองแทบไม่ได้เลย เพราะแท่นของพระอินทร์แข็งขึ้นเพียงแต่ "ด้วยสังข์ทองไม่ถอดรูปเงาะป่า"เท่านั้น ส่วนวนสุวรรณหอยสังข์กล่าวว่า
"ด้วยพระสังข์ทอง ต๋นบุญเอกอ้าง บ่ได้ลาวางถอดเงาะ จ๋ำเป็นองค์อินทร์จักได้พิเคราะห์ ลงไปช่วยสร้างสมภาร จักเนรมิตลงไปสันฐาน เตื่อมก๊ำสมภารโพธิสัตว์เจ้า" (31) เช่นนี้ตอบคำถามได้ชัดเจน
ประเภทของวรรณคดีย่อมมีอิทธิพลต่อการขึ้นต้นเรื่อง สังข์ทอง ขึ้นต้นเรื่องด้วยการบรรยายฉากที่จะทำให้ดำเนินเรื่องการแสดงละครได้
" มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวยศวิมลไอศวรรย์
ไร้บุตรสุดวงศ์พงพันธุ์ วันหนึ่งนั้นไปเลียบพระนคร"ส่วนสุวรรณหอยสังข์เริ่มต้นด้วยบทไหว้ บทออกตัวไหว้ครู ไหว้พระรัตนตรัยแล้วจึงดำเนินเรื่อง ดำเนินไปจนผู้เล่าเหนื่อยก็หยุดพักแล้วเชิญชวนให้ฟังใหม่ เช่น ในบทที่ 4 กล่าวว่า
"จตุรบท บ่ผดผิ่วค้าง ขอติดสืบสร้าง นิทานยังหลาย เชิญนุชนาฎน้อง เทวดาก๋ายค่อยฟังนิยายค่าวธรรมพระเจ้า....." (32)
แสดงว่าสุวรรณหอยสังข์นี้ มิได้ชักชวนเฉพาะให้คนฟัง แต่เชิญเทวดาที่ผ่านไปมาให้เข้ามาฟังด้วย
เป็นที่น่าสังเกตว่าสุวรรณหอยสังข์ฉบับที่นำมาศึกษา เริ่มจับตอนเลือกคู่ มิได้กำเนิดของพระสังข์ เหมือนที่ปรากฏในสังข์ทองและสุวรรณสังข์ เป็นไปได้หรือไม่ว่าการที่ตัดเหตุการณ์ตอนต้นไป เพราะไม่ต้องการกล่าวถึง การที่พระสังข์ทำเสมือนผู้ไม่สำนึกบุญคุณของนางพันธุรัตน์ (หากตอนนี้มีและปรากฏในสุวรรณหอยสังข์เล่มอื่น ผู้เสนอบทความกราบขออภัย ฉบับที่ค้นได้นี้ไม่มีตอนนี้) เพราะจะไม่เอื้ออำนวยให้เกิดการสอดแทรกคติธรรมอันไดลงไป
ส่วนการที่สังข์ทองและสุวรรณสังข์ เริ่มเรื่องกำเนิดพระสังข์อาจเป็นเหตุการณ์ตอนเริ่มเรื่องในสังข์ทองเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา เศร้าโศก อภินิหาร เหมาะกับอารมณ์ของผู้ชมละคร เพราะทำให้เกิดความเพลิดเพลินได้มาก ส่วนเหตุผลสำหรับสุวรรณสังข์ ในการเริ่มเรื่องเช่นเดียวกันนี้ คงเพื่อแสดงให้เห็นการจองล้างจองผลาญของพระเทวทัตซึ่งมีต่อพระพุทธองค์แม้ว่าประเภทหรือ genres ของสุวรรณหอยสังข์จะคล้ายกับสุวรรณสังข์ก็ตาม แต่เนื้อหาสาระย่อมแตกต่างกันไปได้ เพราะสมัยของวัฒนธรรมต่างกัน สุวรรณหอยสังข์น่าจะได้แต่งขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนี่เอง สังเกตได้จากการที่มีคำว่า "ภาพยนตร์" ซึ่งเป็นคำที่ปรากฏในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉะนั้นความนิยมต่างๆ ก็น่าจะแตกต่างจากเมื่อ พ.ศ.2000-2200 แน่ ๆ
มีข้อความหลายตอนในสุวรรณหอยสังข์ที่คล้ายสังข์ทอง เชื่อว่าน่าจะมีการรับอิทธิพลของสังข์ทองเข้ามามากกว่าจะรับจากสุวรรณสังข์ ซึ่งเป็นวรรณคดีดั้งเดิมของลานนา ตัวอย่าง เช่นตอนที่ท้าวสามลแสดงความตื่นเต้นดีใจเมื่อพระสังข์ตีคลีกับพระอินทร์ และมีท่าว่าจะชนะพระอินทร์
สังข์ทอง
เมื่อนั้น ท้าวสามลร้องรับให้ดีพ่อ
ตบมืออือเออชะเง้อคอ เห็นลูกเขยเป็นต่อหัวร่อคัก
ลุกขึ้นโลดเต้นเขม้นมุ่ง ผลัดผลุงลงมาขาแทบหัก
มึนเมื่อยเหนื่อยบอบหอบฮัก พิงพนักนั่งโยกตะโพกเพลีย
ฉวยคนโทถมยามาดื่มน้ำ หกคว่ำสำลักแล้วบ้วนเสีย
หยิบบุหรี่จุดไฟไหม้ลามเลีย วักถูกจมูกเมียไม่รู้ตัว (33)สุวรรณหอยสังข์
ส่วนท้าวสามล หันองค์หน่อหล้า ละหยองชานบนเมฆฟ้า ตี๋อกยกขาวิ่งเต้นวาดว้าว่าก๊านลูกข้าโวยวายสดุดต้าวล้ม ตี๋นหวิดตากหงาย ท้าวฟั่งคุยคายลุกดาบ่ได้ เจ็บแข้งเจ็บขาหน้าตาปี่ให้ เหื่อไหลไคชุ่มช้ำลุกมาขอกิ๋นกันที่ใส่น้ำ เป๋นก๊อกหมากต้นโถนโธ ปี๊ดีขื่นล้ำชื่นบานอะโส กันสวะกันโท กะโถนลงใต้ มาสูบบุหรี่ อะดีวูบไหม้ก็ก๋ำชนไปแกว่างปั้ด ไปจับใส่หัวมณฑาเมียรัก ไฟก็แตกเต้นเป๋นมู (34)
จะเห็นได้ว่าแม้ประเภทหรือ genres ของวรรณคดีเรื่องสุวรรณหอยสังข์กับเรื่องสังข์ทอง จะต่างกันแต่ก็มีการรับอิทธิพลกันมาได้ ทั้งนี้เพราะทั้งผู้แต่งกับผู้อ่านหรือผู้ฟังผู้ดูต่างก็มีรากฐานทางอารมณ์ขันคล้ายกัน
ดังได้นำมาแสดงไว้ ณ ที่นี้เป็นวิธีการหนึ่งในการเปรียบเทียบวรรณคดีท้องถิ่นของไทย ทั้งนี้โดยมุ่งให้เห็นการวิเคราะห์ประเภทของวรรณคดี ความแตกต่างของเนื้อหาอันเนื่องมาจากความแตกต่างของประเภทของวรรณคดี ตลอดจนอิทธิพลที่ถ่ายทอดถึงกันของวรรณคดีท้องถิ่นของไทย
หมายเหตุ ผู้เขียนใช้คำว่าวรรณคดีและวรรณกรรมในความเดียวกัน
เชิงอรรถ
(1) Wellek, Rene, Concepts of Criticism. p.344-364
(2) Adams, Hazard, Critical Theory Since Plato. p.1-10
(3) Frye, Northrop, Anatomy of Criticism. 383 pp.
(4) กระแสร์ มาลยาภรณ์, วรรณคดีเปรียบเทียบเบื้องต้น. หน้า 103
(5) Remak, H.H., "Comparative Literature : Its Definition and Function", in Comparative Literature : Method and Perspective, edit by Stallknecht, Newton P., and Frenz, Horst, p.22
(6) Jost, Francois, Introduction to Comparative Literature, p.175
(7) FrenZel, Elisabeth, Stoff-, Motiv-und Symbolforshung, p33-37
(8) Prawer, S.S., Comparative Literature Studies, p.131
(9) Pichois Claude et Rousseau, La Litterature Comparee, p170-171
(10) Clements, Robort J., Comparative Literature As Academic Discipline, p.126-127
(11) Weisstein, Ulrich, Comparative Literature and Literary Theory, p.31
(12) ค่าวซอเรื่อง สุวรรณหอยสังข์ จัดพิมพ์โดย ประเทืองวิทยา เชียงใหม่ พ.ศ.2512
(13) พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
(14) ประจักษ์ สายแสง วรรณกรรมจากตำบลศรีคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย หน้า 113-116
(15) ปราณี ขวัญแก้ว วรรณกรรมชาวบ้านจาก "บุดดำ" หน้า 153-182
(16) เสน่หา บุญยรักษ์ วรรณกรรมค่าวซอของภาคเหนือ หน้า 107-115
(17) ปราณี ขวัญแก้ว ใช้คำที่มีความหมายว่า แนวคิดตามที่กิ่งแก้ว อัตถากร บัญญัติขึ้น คือคำว่า อนุภาค เทียบภาษาอังกฤษว่า motif เป็นการแสดงอย่างแน่ชัดว่าผู้วิจัยมุ่งศึกษาในเชิงคติชนวิทยา แต่เอื้อมมาทางวรรณคดี
(18) ฉัตรยุพา สวัสดิพงษ์ "ลักษณะวรรณกรรมค่าวซอ" ลานนาไทยคดี ประคอง นิมมานเหมินทร์ และทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล บรรณาธิการ หน้า 170
(19) ฉัตรยุพา สวัสดิพงษ์ เล่มเดียวกัน, หน้า 157-159
(20) สิงฆะ วรรณไสย "กวีนิพนธ์ลานนาไทย" รายงานการสัมมนาประวัติศาสตร์และโบราณคดี (ครั้งที่ 1 : ลานนาไทย) 20-23 ตุลาคม 2510 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หน้า 2
(21) มณี พยอมยงค์ "วรรณกรรมลานนาไทย" เอกสารหมายเลข 15 บรรยายในงานสัมมนาระดับชาติเรื่อง วัฒนธรรมพื้นบ้าน ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก วันที่ 1-5 พฤศจิกายน 2520 หน้า 36
(22) มณี พยอมยงค์ ประวัติและวรรณคดีลานนาไทย หน้า 30
(23) มณี พยอมยงค์ เล่มเดียวกัน, หน้า 15
(24) มณี พยอมยงค์ เล่มเดียวกัน, หน้า 18
(25) ดำรงราชานุภาพ สมเด็จพระบรมวงศ์ฌะอกรมพระยา, ปัญญาสชาดก คำนำ
(26) ประคอง นิมมานเหมินทร์ "พุทธศาสนากับวรรณคดีลานนา" ลานนาไทยคดี ประคอง นิมมานเหมินทร์ และทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล บรรณาธิการ, หน้า 203-235
(27) มณี พยอมยงค์ พจนานุกรมลานนาไทย หน้า 12-13
(28) สิงฆะ วรรณสัย ชาดกนอกนิบาตพรหมจักร รามเกียรติ ฉบับสำนวนภาษาลานนาไทย คำชี้แจงของผู้ปริวรรต
(29) อุดม รุ่งเรืองศรี วรรณกรรมลานนาไทยเรื่อง หงส์หิน ของเจ้าสุริยวงศ์ หน้า 1
(30) ธรรมราชานุวัตร, พระ (ฟู อตํตสิโว) หลักภาษาไทยพายัพ หน้า 377
(31) สุวรรณะหอยสังข์ หน้า 94
(32) สุวรรณะหอยสังข์ หน้า 35
(33) พุทธเลิศหล้านภาลัยม พระบาทสมเด็จพระ บทละครนอกรวม 6 เรื่อง หน้า 215
(34) สุวรรณะหอยสังข์ หน้า 132-133
<< ย้อนกลับ || || ต่อไป >>