กลับหน้าหลัก

แนวคิดบางประการในการศึกษาคติชนวิทยา    ประจักษ์ สายแสง บทความที่ 4
เอกสารประกอบการสัมนาวิชาการเรื่อง วัฒนธรรมพื่นบ้านเพชรบุรี วันที่ 10 กันยายน 2533 ณ วิทยาลัยครูเพชรบุรี


     นักค้นคว้าวิจัยในแต่ละวิทยวินัยย่อมจะตีความข้อมูลทั้งหลาย ตามวิธีการทางวิทยวินัยของตน เป็นต้นว่า นักวิทยาศาสตร์ย่อมใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย การหาขอบเขตปัญหา

- การตั้งสมติฐาน
- การทดลอง
- ตีความ
- สรุป

     นักประวัติศาสตร์ย่อมใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ดังนี้ คติชนวิทยาก็เป็นวิทยวินัย ซึ่งมีระเบียบวิธีการค้นคว้าวิจัยเป็นของตนอง ตัวอย่าง เช่น กรวิจัย เรื่องเล่าพื้นบ้าน หรือโฟล์กเทลก็มี วิธีการอันตั้งขึ้นโดยนักคติชนวิทยาหลายคน ที่สำคัญก็คือ สติธ ทอมป์สัน ผู้ซึ่งจัดเรื่องเล่าพื้เมืองและวรรณกรรมมุขปาฐะเป็นหมวดหมู่ตามอนุภาคของเรื่องนั้นๆ ถึงกระนั้นวิธีการของวิทยวินัยนี้ก็ควรจะมีการเพิ่มพูน ให้เป็นระเบียบและใช้ศึกษาให้มีขอบเขตกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น่าจะมีการค้นคว้าวิจัยตามแนวทางของพื้นบ้านอีกเองด้วย

     ในการอภิปรายครั้งนี้ข้าพเจ้าขอเสนอการหาความหมายของวัฒนธรรมพื้นบ้านโดยการใช้วิธีการพื้นบ้าน การเสนอขึ้นครั้งนี้มิได้มุ่งที่จะตั้งเป็นกฏหรือเป็นทฤษฎีในการค้นคว้าวิจัยแต่ประการใดหากแต่จะมุ่งนำเสนอเพื่อให้ท่านที่สนใจได้วิพากษ์วิจารณ์แล้วนำไปประกอบการศึกษา หรือจะล้มข้อเสนอเสียเลยก็ตามที

     วัฒนธรรมพื้นบ้านทั้งที่ปรากฏเป็นวัตถุหรือไม่เป็นวัตถุก็ตาม จะมีความหมายเฉพาะตัวอยู่เสมอ เป็นต้นว่าการถามกันว่า มีเหย้ามีเรือนหรือยัง มีลูกกี่คน เป็นการถามที่จะหาความหมายว่ามีกำลังผลิตแค่ไหน ถ้ามีลูกมากก็มีกำลังผลิตมาก หรือฟังเพลงกล่อมเด็กบางเพลง เช่น วักเอ๋ยวัดโบสถ์ ก็แสดงความโอบอ้อมอารีของแม่ยายความรับผิดชอบของชายไทย การที่จะหาความหมายนั้นๆ หากจะกระทำตามแนวพื้นบ้าน อาจจะได้แง่คิดหลายประการแตกต่างจากการค้นคว้าตามวิธีการอื่น ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างซึ่งได้เสนอไว้หลายปีแล้วที่พิษณุโลกเริ่องการสืบค้นว่า ฃ ขวด และ ค คนนั้นเหตุใดจึงไม่มีที่ใช้ตัวอย่างนี้ถ้าใช้วิธีการทางภาษาศาสตร์ และนิรุกติวิทยาก็จะทำได้อย่างกว้างขวางและน่าเชื่อถือ ทว่าหากใช้วิธีการทางพื้นบ้านตามสำนึกของชาวบ้านจะสรุปได้ง่ายและลึกซึ้งเหมือนกัน ขอได้โปรดสังเกตและพิจารณาวิธีการทางพื้นบ้านดังต่อไปนี้

ข ไข่ ถ้าจะเขียนให้หัวข้อของตัวอักษรมีรูปเหมือนไข่จะเป็นดังนี้


ถ้ายิ่งหัวใหญ่มากขึ้น จะมองรูปร่าง ข ไข่ คล้ายกับอะไรสักอย่างหนึ่งตามแต่จะมองก็ได้

ฃ ขวด นั้นเป็นการซ้อนหัวของ ข ไข่ เข้าอีกหนึ่งหัว ดังนี้เป็นอันดับแรก

     ต่อมาคงเห็นความไม่สวยงามหรือความอุจาดตาอันจะเกิดจากความคิดเปรีบยเทียบกับอวัยวะสืบพันธ์ของเพศชายก็เป็นได้ จึงเปลี่ยนเป็นดังนี้
ถึงกระนี้นั้นก็ยังไม่หายวายคิดถึงภาพเดิม มิหนำซ้ำคำสร้อยประกอบ ฃ ขวดก็ใช่ว่า ฃ ขวดของรา ฟังดูแล้วทำให้เกิดหวนนึกอีกประการหนึ่ง ดังนั้น

     ถ้านำมาใช้ก็คงจะไม่สนิทใจจึงเลิกใช้เสียเลย เพราะการเลิกใช้ ฃ ขวดจึงทำให้ภาระมาตกกับวรรณยุกต์ที่ใช้ผัน ข ไข่ เพิ่มขึ้นทั้งนี้เพราะเสียงของ ฃ ขวด กับเสียง ข ไข่ นั้นมิได้ออกเสียง ขอ เหมือนกัน
     นี่เป็นเหตุผลสรุปไดว่า ฃ ขวดไม่มีที่ใช้เพราะขัดตา ไม่สบายตา ส่วนสมัยที่หายไปนั้นทางชาวบ้านไม่มีหลักฐานเดาๆ เอาว่าคงราวๆ สมัยรัชกาลที่ 7 ตอนปลาย

     เห็นจะไม่ใช่เฉพาะอักษรไทย อักษรทางตะวันตกที่มีแนวทางบ่อเกิดมาทางการบอกเพศ หญิง ชาย ก็มีอยู่เช่น

     บอกเพศชาย เนื่องจากเป็นรูปคนนอน มองเห็นก้นคว่ำ คำว่า male จึงเขียนจากตัว m รวมทั้ง man, men ด้วย
     ส่วนเพศหญิงเขียน woman นั้น เริ่มต้นด้วย w

     W นี้เป็นรูปคนนอนหงาย ก้นติดพื้น อยู่ในทิศทางตรงกันข้ามกับ M ด้วยประการทั้งปวง

     ถึงกระนั้น ชาวตะวันตก อาจไม่ขัดตา หรืออย่างไรก็สุดแท้แต่ M และ W ก็คงใช้กันอยู่

     ขอให้หันกลับมาดู ฅ คน ของเราคล้ายกับตัว M เกือบทุกประการเพียงแต่มีหัวซึ่งถ้าเคลื่อนไปไว้ตรงรอยหยักจะเป็นกระไรไปโปรดคิดดูเถิด แต่จะทำให้ขัดตาได้ ถ้าเป็นคนคิดมาก ข้าพเจ้าคิดว่า ต เต่าก็เช่นกันแหละ เพียงแต่หัวเข้าหัวออก

     เหตุเพราะขัดตาทำให้ ฅ คน ไม่มีที่ใช้เพราะคนไทยไม่ชอบอะไรที่ขัดตาหรือมีความหมายส่อไปทางอวัยวะเพศ แม้แต่คำธรรมดาที่ผวนกลับมาเกี่ยวข้องกับอวัยวะเพศก็ยังคงต้องหลีกเลี่ยง ตัวอย่าง เช่น

ผักบุ้ง           หลีกเป็น   ผักทอดยอด
ถั่วงอก          หลีกเป็น   ถั่วเพาะ
ดอกกะทือ, ดอกทอง  หลีกเป็น   อีดอก

หรือแม้แต่คำไม่ผวนได้แต่ส่อลักษณะบางประการก็จำต้องเปลี่ยน เช่น

ไม้ตีพริก   เปลี่ยนมาจาก   สากกระบือ
ปลาหาง   เปลี่ยนมาจาก   ปลาช่อน

     ทั้งนี้เพราะทั้ง สามและปลาช่อน มีลักษณะอันส่อความหมายข้างเคียงไปเป็นอย่างอื่นได้
ทั้งหมดที่ว่ามาเป็นเหตุผลการเลิกใช้ ฃ ขวด และ ฅ คน ข้าพเจ้าจะมีความยินดีเป็นอย่างมาก หากได้รับคำทักท้วงจากท่านผู้รู้ ว่าการหายไปนั้นหายไปเพราะเหตุอื่น แต่ถึงประนั้นก็ขอให้เป็นเหตุผลทางพื้นบ้านเกิด

     ในเรื่องของการหลีกคำเทียบเคียงกับอวัยวะเพศนั้น บางครั้งก็ทำอย่างสลับซับซ้อนจนหาที่มาได้ยาก นักนิรุกติวิทยาหลายคนจึงหันมารใช้วิธีการทางพื้นบ้านเข้าช่วยในการวินิจฉัยคำ ยกตัวอย่างคำว่า เฒ่าหัวงู คำนี้ข้าพเจ้าเสนอความคลี่คลายไว้ที่พิษณุโลกหลายปีแล้วเช่นกัน ก็ยังไม่มีผู้ท้วงติง คาดว่าน่าจะมีในการนำเสนอครั้งนี้

     คำว่า เฒ่าหัวงู แยกได้เป็น เฒ่า และหัวงู คำว่าเฒ่า ไม่จำเป็นต้องหาความหมาย ส่วนคำว่า หัวงู เป็นคำที่ชวนสงสัย

     ข้าพเจ้าเสนอว่า หัวงู เป็นคำผวน มาจาก หัวงัว

     ถึงตอนนี้จำจะต้องย้อนกลับไปถึงปริศนาของศรีธนญชัยที่ว่า "อะไรเอ่ย รีรีเหมือนใบพลูมีรูตรงกลางข้าง ๆ มีขน"

     คำตอบของปริศนานี้ คือ หูงัว แต่ความหมายเทียบเคียงของ หูงัว คืออะไรก็พอจะทราบกันอยู่ ถ้าไม่ทราบก็คงไม่ใช่ผู้มีธุรกิจทางคติชนวิทยา

     ฉะนั้น เฒ่าหัวงู น่าจะหมายถึง เฒ่าหูงัว ในเชิงความหมายเทียบเคียง

     ข้าพเจ้าคิดว่าควรจะหยุดเรื่องดังกล่างแล้วไว้เพียงนี้ก่อนขอข้ามไปเรื่องใกล้ตัวก่อนที่ข้าพเจ้าจะมาเพชรบุรี ข้าพเจ้าเคยตั้งคำถามเกี่ยวกับวัฒนธรรมพื้นบ้านของเพชรบุรีหลายคำถาม โดยเฉพาะในเรื่องความเป็นอยู่ นิสัยใจคอของชาวเพชรบุรีซึ่งน่าจะนับว่าเป็นแก่นของวัฒนธรรมพื้นบ้านของชาวเพชรบุรี ปัญหาที่ข้าพเจ้าถามตนเองอยู่เสมอก็คือเหตุใดชาวเมืองเพชร จึงเป็นคนว่องไว ขยัน เด็ดเดี่ยว และเอาจริงเอาจัง มากกว่าคนเมืองอื่นหลายเมือง

     ข้าพเจ้าพยายามหาคำตอบตามแนวทางพื้นบ้าน คิดแบบชาวบ้าน อ้างสิ่งแวดล้อม หลายอย่างแต่ก็ไม่น่าสะดุดใจ จนในที่สุดมายุติลงที่ ต้นตาล ดงตาล แล้วจึงใจแนวทางพื้นบ้านค้นคว้าต่อไปว่าต้นตาลทำให้คนว่องไว ขยัน เด็ดเดี่ยวได้อย่างไร

     หวนนึกถึงในสมัยสุโขทัย พ่อขุนรามคำแหงมหาราชโปรดให้ปลูกดงตาล นำขดารหิน ไปตั้งไว้กลางดงตาลนั้น แล้วใช้ประโยชน์ของดงตาลเป็นรัฐสภา เป็นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้ช่วยกันถือเมืองที่นั่น ทำเป็นมหาวิทยาลัยเปิด สอนการปกครองบ้านเมืองโดยปฏิบัติจริง ใครอยากศึกษาก็ได้ในวันพระก็นิมนต์พระขึ้นให้การศึกษา สรุปความปรัชญาว่าปรัชญาใครใคร่เรียนเรียน นั้นนำมาใช้เป็นครั้งแรกในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นที่น่าหาเงื่อนงำว่าเหตุใดจึงไม่สร้างพระราชวังให้เป็นหอประชุมทั้งๆที่ย่อมทำได้ ทำไมจึงใช้หอประชุมกลางแจ้ง และที่สำคัญที่สุดก็คือทำไมจึงใช้ต้นตาลในบริเวณหอประชุมกลางแจ้ง และที่สำคัญที่สุดก็คือ ทำไมจึงใช้ต้นตาลในบริเวณหอประชุมทำไมจึงไม่ใช้ไม้อื่นที่ให้ร่มเงามากกว่าตาล คำตอบที่ว่า เพราะใบตาลนั้นมีศักดิ์สูงนำมาทำตาลบัตร (ที่จริงใช้ใบตาล) นำมาเขียนหนังสือ (มักใช้ใบลาน) แม้แต่ธรรมปาลกุมารตอนที่คิดแก้ปัญหาท้าวมหาพรหมก็ยังนอนใต้ต้นตาลไม่นอนใต้ไม้อื่น เหล่านี้ยังไม่ให้เหตุผลพอจนกระทั้งทราบจากชาวบ้านว่า ต้นตาลนั้นพิเศษกว่าไม้อื่น กล่าวคือ มีวัตถุหล่นจากยอดตาลตลอดปีไม่เลือกฤดูอาจจะเป็นใบตาล ลูกตาล พวยตาลก็ได้ พอถึงตอนนี้ก็ทราบเลยว่าผู้ที่ประชุมใต้ต้นตาลนั้นจะเหม่อลอยมิได้ จะหลับมิได้ ต้องตื่นเสมอ ระวังตัวเสมอ หรือ พูดอีกอย่างว่าต้องว่องไว ขยันเด็ดเดี่ยวและพร้อมจะรับภาวะศีรษะแตกเมื่อไรก็ได้

     เหตุนี้กระมัง ชาวเมืองเพชร ซึ่งอยู่กับกลิ่นไอของดงตาลจึงว่องไว ขยัน เด็ดเดี่ยวและพราวเหมือนเพชร // ชาวเมืองเพชรโบราณภูมิใจกับคำว่า พราวมาก เคยมีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งชาวอัมพวาได้พูดกับชาวเมืองเพชรว่า "อันทว่านี่พราว เพชรไม่พราว" ชาวเมืองเพชร ก็เลยตีศีรษะชาวอัมพวาจึงหันกลับมาพูดว่า "เพชรก็พราวเหมือนกัน"

     แนวทางพื้นบ้านที่ข้าพเจ้าเสนอมานี้ยังมีอีกมากมายแต่จำจะพักไว้ก่อน

     ในปัจจุบันมีการนำเอาคติชนวิทยาเจ้าไปใช้ในการศึกษาค้นคว้าและวิจัยประวัติศาสตร์ โบราฯคดีอยู่เสมอ ข้าพเจ้าเองได้รับทุนวิจัยเรื่องการอุดมศึกษาสมัยสุโขทัยเรื่องหนึ่ง และการสำรวจโบราณสถานสมัยสุโขทัยอีกเรื่องหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ใช้วิธีการทางพื้ตนบ้านในการค้นหาวัดโบราณซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นคณะต่างๆ ของมหาวิทยาลัยสมัยสุโขทัยได้ถึง 39 วัด ในบริเวณที่ราบหุบเขาหลวง โดยที่วัดดังกล่าวแล้วนี้ มีเพียงวัดเดียวเท่านั้นที่หน่ายงานทางราชการได้เข้าสำรวจ ที่เหลือเป็นวัดที่ปรากฎเฉพาะในนิยายพื้นเมืองแม้แต่ชาวบ้านก็ยังไม่ทราบว่าวัดนั้นๆ อยู่ที่ไหน

     วิธีการค้นหานั้น หลังจากข้าพเจ้าได้ฟังนิยายและทราบชื่อวัดทั้งหลายแล้วก็เริ่มตั้งสมมุติฐานโดยอาศัยตำราพื้นบ้านว่า วัดทุกวัดทำหน้าที่เป็นดรงพยาบาลและสถานีอนามัยไปในตัว โดยที่วัดเหล่านั้นจะมีพระทำหน้าที่เป็นแพทย์ มีสมุนไพรชนิดต่างๆ ที่สำคัญๆ ปลูกไว้เฉพาะอย่างยิ่งยาธาตุทั้ง 5 ซึ่งประกอบด้วย

ธาตุดิน    ได้แก่   ดอกดีปลี
ธาตุน้ำ    ได้แก่   รากชะพลู
ธาตุลม    ได้แก่   เถาสะค้าน
ธาตุไฟ    ได้แก่   รากเจตมูลเพลิง
ธาตุอากาศ ได้แก่   เหง้าขิง

     สมุนไพรทั้ง 5 ชนิดดังกล่าวแล้วมีอยู่ชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะพิเศษคือ ต้นชะพลู ชาวบ้านเล่าว่าชะพลูนั้น จะเคลื่อนที่โดยการแตกหน่อเลื้อยไปทางทิศตะวันออก เป็นระยะทางปีละ 2 ศอก โดยประมาณ

     ข้าพเจ้าจับเอาความของชาวบ้านมาตั้งเป็นสมมุติฐาน ต้นชะพลูขึ้น ในการค้นหาวัดโบราณ โดยประมาณเอาว่าในปีหนึ่งๆ ต้นชะพลูจะเคลื่อนที่ไปทางตะวันออกราว 1 เมตร ทั้งนี้โดยไม่คิดถึงตัวแปรอื่นๆ ที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนที่ เช่น แม่น้ำ หรือ โขดหิน ฉะนั้น เมื่อพบดงชะพลูในป่าแถบที่ราบเชิงเขาหลวง ข้าพเจ้าก็จะสอบทวนเส้นทางขึ้นไปทางทิศตะวันตก และมักจะพบเศษอิฐ หรือ เศษแลงทับถมกันอยู่เป็นจำนวนมาก ณ ที่นั้นๆ ข้าพเจ้าสันนิษฐานเอาว่าเป็นวัด และพบวัดตามวิธีการเช่นนี้ 39 วัด โดยที่วัดทั้งหลายเป็นวัดร้างในป่าทึบมีอยู่เพียงวัดเดียวเท่านั้นที่ไม่ร้าง คือ วัดเขานาเชิง หรือวัดพระเสด็จ อันเป็นวัดที่พบจารึกหลักที่ 15 เรารู้จักกันในชื่อจารึกวัดพระเสด็จ นอกจากพบวัดเหล่านี้แล้ว ข้าพเจ้าก็ค้นพบวัดตีคลี ทุ่งแห่นาคตามที่ปรากฏในนิยาย อันเป็นแนวทางให้ข้าพเจ้าใช้วิธีพื้นบ้านแบบ ประวัติศาสตร์-นวนิมิต หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Historical-Reconstruction ในการสืบค้นมหาวิทยาลันในสมัยสุโขทัย

     จากประเพณีของชาวบ้านข้าพเจ้า reconstruct ได้ว่า สุโขทัยนั้นเป็นมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในอรัญญิก ส่วนวัดในกำแพงเมืองนั้นเป็นโรงเรียนประถม หรือมัธยม สอนวิชาสามัญ ถ้าจะมีมหาวิยาลัยในเมืองก็จะสอนเฉพาะ อักษรศาสตร์ แต่ส่วนใหญ่แล้ววัดในเมืองจะทำหน้าที่ทางพิธีกรรมมากกว่าจะให้การศึกษาแบบทางการ

     ส่วนในอรัญญิกจะมีวัดเป็นกลุ่ม น่าเชื่อว่าแต่ละวัดจะเป็นคณะหนึ่งของมหาวิยาลัยรวม ผู้เรียนจะต้องบวชเป็นส่งใหญ่ก็ได้ วิชาที่เปิดสอนน่าจะหนักไปทางแพทย์ศาสตร์

     วิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และการทหาร ก่อนจะแยกคณะผู้เรียนจะผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติที่ทุ่งแห่นาค คาดว่าอาจบวชรวมที่นั่น

     ดังได้กล่าวมาแล้ว เป็นตัวอย่างแนวการศึกษาคติชนวิทยาโดยวิธีการทางพื้นบ้าน ข้าพเจ้าหวังอย่างยิ่งว่า จะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากท่านทั้งหลายอย่างกว้างขวาง

กลับขึ้นบน
กลับขึ้นบน


<< ย้อนกลับ || || ต่อไป >>