แนวการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นในต่างประเทศ ประจักษ์ สายแสง บทความที่ 3
การสัมนาวรรณคดีอีสาน ณ วิทยาลัยครูสกลนคร 14-17 พฤศจิกายน 2522
วรรณกรรมท้องถิ่น หรือ regional literature แบ่งตามสื่อกลางการแสดงออกเป็น 2 ประเภท คือ วรรณกรรมมุขปาฐะ (oral literature) ซึ่งหมายถึงวรรณกรรม อันสืบต่อด้วยการเล่าทางวาจา เช่น นิทาน นิยาย ประวัติ เพลง ฯลฯ ประเภทหนึ่งและลิขิตวรรณกรรม (written literature) อันหมายถึง วรรณกรรมซึ่งใช้ตัวหนังสือเป็นสื่อกลางถ่ายทอดกิจกรรมทางจินตนาการอีกประเภทหนึ่ง การศึกษาวรรณกรรมสองประเภทนี้ โดยทั่วไปแล้วจะใช้หลักการศึกษาวรรณคดีทั่วๆไป แต่บางครั้ง เพื่อให้การศึกษานั้นลึกซึ้งเฉพาะ อาจแบ่งการศึกษาได้เป็นสองแนวคือ การศึกษาวรรณกรรมมุขปาฐะตามแนวทางทฤษฎีคติชนวิทยา และการศึกษาลิขิตวรรณกรรมตามทฤษฎีวรรณกรรม
แนวการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นตามทฤษฎีคติชนวิทยา
ทฤษฎีคติชนวิทยาที่นำเข้ามาใช้ในการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นอย่างน้อยที่สุด 11 ทฤษฎี กล่าวโดยสรุปดังนี้
Historical - Geographical
แนวทางการศึกษานี้มีชื่อหนึ่งว่า Finish historical geographical method ใช้ศึกษากำเนิดความหมายของวรรณกรรม เชื่อว่า วรรณกรรมเรื่องเดียวกัน แต่เล่าในถิ่นต่างกัน จนทำให้มีรายละเอียดแตกต่างกันนั้น แท้ที่จริงแล้วมีกำเนิดในครั้งหนึ่ง ณ สถานเดียวกันโดยการแต่งเรื่องขึ้น จากนั้นวรรณกรรมจึงแพร่ไปตามแบบคลื่น(wave - likediffusion) ตามเส้นทางของการค้าขาย การท่องเที่ยว การพิมพ์ ฯลฯ ไปยังท้องถิ่นต่างๆ ด้วยเหตุนี้ วรรณกรรมเรื่องเดียวกันจึงปรากฏในท้องถิ่นต่างๆ ด้วยภาษาอันแตกต่างกัน การศึกษาวรรณกรรมโดยแนวทางนี่เกี่ยวพันกับการศึกษาสาระ(trait) ดังปรากฏในวรรณกรรม รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของสาระนั้น ๆ
Historical - Reconstructional
ผู้ศึกษาวรรณกรรมตามทฤษฎีนี้ จะใช้ข้อมูลต่างๆ จากวรรณกรรมในการสืบค้นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ใช่แต่เพียงให้เข้าใจเหตุการณ์ที่ผ่านมาเท่านั้น หากยังใช้อธิบายความคิดต่างๆอันหาเหตุผลประกอบได้ยากในปัจจุบันอีกด้วยนับว่าเป็นการสังเคราะห์วิธีการทางคติชนวิทยากับวิธีการทางประวัติเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์มุขปาฐะ oral history ขึ้น
Ideological
ทฤษฎีนี้มุ่งศึกษาความเกียวพันระหว่างวรรณกรรมกับอุดมการณ์ทางการเมือง โดยส่วนใหญ่ เป็นการศึกษาวรรณกรรมเพื่อเป้าประสงค์บางประการทางการเมือง ทฤษฎีเริ่มรุ่งเรืองขึ้นในเยอรมันเมื่อ Johann Gottfrien von Herder เริ่มศึกษากวีนิพนธ์ท้องถิ่น (Mundartdichtung) จากนั้นนำแนวความคิดของคนในท้องถิ่น ไปปรับเข้ากับอุดมการณ์การเมืองตามคำขวัญที่ว่า The Volk was the nation
รัฐบาลโซเวียตใช้วรรณกรรมเป็นเครื่องมือในการแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ เน้นว่าวรรณเป็นทั้งเครื่องมือ สะท้อนความขัดแย้งในชนชั้น และเป็นอาวุธที่ใชในการต่อสู้ความขัดแย้งนั้น ๆFunctional
ทฤษฎีนี้มุ่งศึกษาบทบาทของวรรณกรรมที่มีต่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในถิ่นที่อยู่ของผู้ไม่รู้หนังสือ จุดใหญ่ที่ศึกษาก็คือ การตรวจสอบว่าวรรณกรรมมีหน้าที่ประการใดในสังคม เกื้อกูลสังคมอย่างไรบ้าง
Psychoanaltical
ทฤษฎีนี้มุ่งศึกษาสัญลักษณ์และพฤติกรรมต่างๆ ตามแนวจิตวิเคราะห์ส่วนใหญ๋ศึกษาตามแนวทางของ Sigmund Freud และ C.G.Jung แนวการศึกษานี้เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักศึกษาวรรณคดีไทย
Structural
เป็นแนวการศึกษามุ่งวิเคราะห์โครงสร้างวรรณกรรม โดยพิจารณาจากรูปแบบเนื้อหาและกลวิธีการผูกเรื่อง เล่าเรื่อง ตลอดจนอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมที่ประกอบเป็นโครงสร้างของวรรณกรรม
ผู้ที่สนใจการศึกษาตามแนวทางนี้อาจค้นคว้าได้จากผลงานของ Andre Jolles Raglan,Vladimir popp และ Claude Levi - Strauss.Oral - Formulaic
ทฤษฎีนี้ศึกษากวีและเล่าเรื่อง เพื่อเป็นกุญแจไขไปสู่การแต่งเรื่อง
Cross - cultural
ทฤษฎีนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมกับเน้อหาทั้งปวงของวัฒนธรรม เช่น ศึกษาวรรณกรรมกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วรรณกรรมกับผลผลิตทางเศรษฐกิจ เป็นต้น
Mass - Cultural
การศึกษาตามแนวทางนี้มุ่งที่ความผสมกลมกลืนจากในเมืองกับวรรณกรรมจากชนบท เป็นต้นว่า วรรณกรรมมาตรฐานมีอิทธิพลต่อวรรณกรรมท้องถิ่นเพียงใด วรรณกรรมท้องถิ่นมีอิทธิพลต่อวรรณกรรมมาตรฐานอย่างไร
Hemispheric
ตามทฤษฎีนี้ จะแบ่งวรรณกรรมออกเป็นโลกเก่าและโลกใหม่ เพื่อจุดมุ่งหมายทางการวิเคราะห์ การวิเคราะห์นั้นจะกระทำตามองค์ประกอบท้องถิ่น และองประกอบทางประวัติศาสตร์
ทฤษฎีนี้มุ่งศึกษาวรรณกรรมโดยใช้พื้นฐานความรู้ทางสังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา ภาษาศาสตร์ จิตวิทยาและสังคมวิทยา ทฤษฎีนี้ไม่เน้นเฉพาะ text หากเน้น texture, และ context ด้วยเหตุนี้จึงมุ่งลงที่การศึกษาการถ่ายทอด,สื่อสารประเพณีต่างๆหนังสือที่ควรใช้ในการประกอบการค้นคว้าการศึกษาวรรณกรรมมุขปาฐะในต่างประเทศ
กิ่งแก้ว อัตถากร, ปริทัศน์หนังสือยุควีรบุรุษ วีรบุรุษพ้นหน้า วรรณกรรมดาโฮเมียน
กิ่งแก้ว อัตถาวร, ว่าด้วยสัญลักษณ์ในเรื่องอีดีพุส
Dorson, Richard M., Fulklore and Folklifeแนวการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นตามทฤษฎีวรรณคดี
Rene Wellek เขียนไว้ใน Theory of Literate ว่าการศึกษาวรรณคดีอาจทำได้สองแนวทาง คือ1. การศึกษาวรรณคดีโดยวิธีการศึกษารอบนอก (The extrinsic approach) ประกอบด้วย
ก. การศึกษาวรรรคดีและชีวประวัติของผู้แต่ง
ข. การศึกษาวรรณคดีและจิตวิทยา
ค. การศึกษาวรรณคดีและสังคม
ง. การศึกษาวรรณคดีและความคิด (Ideas)
จ. การศึกษาวรรณคดีและศิลปะต่างๆ2. การศึกษาวรรณคดีดดยวิธีการศึกษาภายใน (The instrinsic study of literature)
ก. การศึกษาฉันทลักษ์
ข. แนวการเขียน
ค. สัญลักษณ์ สำนวนการเขียน
ง. ประเภท (genres)
จ. ประวัติวรรณคดีวิธีทั้งสองประการดังกล่าวนี้ใช้ศึกษาวรรณคดีดดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็นวรรณคดีมาตรฐายหรือวรรณกรรมท้องถิ่น
ผู้บรรยายขอเสนอรายชื่อหนังสือที่อาจเป็ฯแนวทางในการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นตามแนวทฤษฎีคติชน ดังนี้
Adams, Hazard, Critical Theory Since Plato.
Aristotle, Aristotle's Poetics.
Auerbach, Erich, Mimesis
Collingwood, R.C., The Principles of Art.
De George, Richard, The Structuralists.
Duffield,Hilley, Problems in Criticism of the Arts.
Frye, Mortrop, Anatomy of Criticism
------------, The critical Path
------------, The Stubborn Structure.
Holman, C.Hugh, A Hamdbook to Literature.
Littlewood, S.R., Essays in Criticism.
Scholes, Robert, The Nature of Narratives.
Wellek, Rene, Concepts of Criticism.
------------, Discriminations,Further Concepts of Criticism.
------------, Theory of Literature,ปัจจุบันมีปรากฎการณ์ประการหนึ่งเกี่ยวกับวรรณกรรมท้องถิ่น คือ regionalism หรือ local-color writing ซึ่งหมายถึงการเขียนวรรณกรรมปัจจุบัน แต่สร้างฉากตัวละครและวัฒนธรรมอันปรากฎในเรื่องให้คล้ายกับสภาพการณ์ในท้องถิ่น จัดว่าเป็นรูปแบบอย่างหนึ่งของวรรณกรรมท้องถิ่น จัดว่าเป็นรูปแบบอย่างหนึ่งของวรรณกรรมท้องถิ่น
<< ย้อนกลับ || || ต่อไป >>