กลับหน้าหลัก

แนวคิดสากลเรื่องความตายกับวรรณคดีไทย     ประจักษ์ สายแสง บทความที่ 2
จากหนังสือ วรรณกรรมเปรียบเทียบเบื้องต้น รวบรวมโดย กระแส มาลยาภรณ์ 2516


  ปรากฏการณ์ที่มนุษย์ทุกคนจะต้องพบคือความตาย แม้ทุกคนจะมิได้คิดถึงความตายอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ทราบอยู่ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากว่า ตนจะต้องตายแน่นอนมิวันใดก็วันหนึ่ง ทุกคนยอมรับคำกล่าวที่ว่า

ทหรา จ มหนตา จ     เย พาลา เย จ ปณฑิตา
สพเพ มจจุวสํ ยนติ     สพเพ มจจุปรายนา ฯ
(คนหนุ่ม คนแก่     คนโง่ คนฉลาด
ย่อมไปสู่อำนาจแห่งความตาย
มีความตายเป็นเบื้องต้นด้วยกันทั้งนั้น) (๑)

  ในเมื่อความสงสัยว่าทุกคนจะต้องตายหรือไม่นั้นไม่มี มนุษย์ก็เกิดความสงสัยในเรื่องของคนที่ตายแล้ว อาจกล่าวได้ว่าทุกชาติทุกภาษาไม่กังขาเรื่องจะต้องตายหรือไม่ แต่สงสัยเรื่องหลังจากตายไปแล้ว นี้แลคือแนวความคิดของคนทั่วโลกเรื่องความตาย อนึ่งแนวคิดเช่นนี้จะเพิ่งปรากฏมีก็หาไม่มีมาแต่ ดึกดำบรรพ์และสืบต่อมาจนบัดนี้ ดอกบัวขาว กล่าวไว้เป็นตัวแทนของผู้คิดเรื่องนี้ในหนังสือ นานาศาสนาว่า "ชีวิตมนุษย์ สัตว์ ที่ปรากฏในเรื่องต่าง ๆ นั้น มีทั้งการ เกิด ดับ แต่จะค้นหาเบื่องต้นว่ามีแต่ไร จะหมดสิ้นตรงไหนนั้นยากนัก" (๒)

  สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงกล่าวไว้ในหนังสือ พุทธประวัติ เล่ม ๑ ความว่า ความเชื่อของมนุษย์ในยุคดึกดำบรรพ์ในเรื่องของความตายนั้นแบ่งได้เป็นสองพวก พวกแรกถือว่าตายแล้วเกิด พวกหลังว่าตายแล้วสูญ พวกที่ถือว่าตายแล้วเกิดนั้นก็มีความเชื่อแตกออกไปอีก เช่น เคยเกิดเป็นอะไรเมื่อตายไปแล้วก็จะมาเกิดในรูปนั้นอีก หรือบางพวกเชื่อว่าอาจแปรรูปไปได้ พวกที่เชื่อว่าตายแล้วดับสูญก็เห็นแตกแยกกันไปอีกว่า ตายแล้วสูญทั้งหมดหรือสูญเพียงบางสิ่ง ความเชื่อทั้งสองประการนี้ย่อมจะเป็นตัวกำหนดแนวทางประพฤติปฏิบัติของมนุษย์ พวกที่เชื่อว่าตายแล้วเกิดก็เพียรพยายามประพฤติปฏิบัติเพื่อจะให้ได้ไปเกิดในสวรรค์ ไม่ยึดเพียงประโยชน์ปัจจุบัน ส่วนพวกที่เชื่อว่าตายแล้วสูญก็มุ่งจะหาความสุขในโลกนี้แต่ถ่ายเดียว (๓)  

  พระศรีวิสุทธิโสภณ กล่าวไว้ในหนังสือ ภูมิวิลาสินี ถึงเรื่องความสงสัยของคนในพุทธกาลว่า ตายแล้วไปเกิดที่ใด โดยอ้างถึงเสรีสกวิมาน (จากวิมานวัตถุ ขุททกนิกาย ข้อ ๘๔ หน้า ๑๔๓ บาลีฉบับสยามรัฐ) แสดงความเชื่อเรื่องตายแล้วเกิดในสวรรค์ อ้างปายาสิราชัญญสูตรมหวรรค ทีฑนิกาย ข้อ ๓๐๑ หน้า ๓๕๒ บาลีฉบับสยามรัฐว่า "โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี" แล้วจึงกล่าวถึงอัญตรสูตร (มหาวรรค สังยุตนิกาย ข้อ ๑๗๕๗ หน้า ๕๗๘ บาลีฉบับสยามรัฐ) ตามปฏิปทาของพระพุทธองค์ (๔)

  ด้วยเหตุที่คนทางซีกโลกตะวันออก บางพวกมีความเชื่อในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด จึงถือเอาว่าถ้าประกอบกรรมดีและตายดีในชาตินี้แล้ว ย่อมจะส่งผลให้รับกรรมดีในชาติหน้าด้วย ข้อความในปกิณณกกถา ธัมมนีติ กล่าวสรรเสริญผู้ตายดีไว้ว่า

อตตานํ ปริจจาเคน    ยํ นิสสตานุรกขณํ
กโรนติ สชชนาเยว     น ตํ นิติมตา มตํ
(นักรบผู้เตรียมพร้อมสละตนทำการรักษาเจ้าที่ตนพำนัก ความตายของเขามิใช่ตายเปล่า
ตายเปล่า เพราะเป็นความตายถูกแบบ) (๕)

  ชาวอียิปต์เป็นชาติดึกดำบรรพ์ที่มีความเชื่อเรื่องวิญญาณ เทพ Osiris ถูกกำหนดให้เป็นผู้ตัดสินวิญญาณของมนุษย์ที่ตาย อียิปต์มีจารึกหลายฉบับที่กล่าวถึงความตาย จะยกตัวอย่างมาเสนอไว้โดยนำมาจาก The Book of the Dead อันเป็นหนังสือเก่าแก่ของอียิปต์ว่าด้วยแนวคิดเรื่องความตายดังนี้

Death is before me today
As the Odour of myrrh,
As when one sitteth under the sail on a windy day.
Death is before me today
As when a man longeth to see his house again,
After he hath spent meny years in captivity. (๖)

  หนังสือ The Book of the Dead นี้เป็นที่นิยมศึกษากันในหมู่นักโบราณคดี จึงมีการแปลออกมาหลายสำนวนในข้อความเดียวกัน ขอให้พิจารณาข้อความต่อไปนี้กับข้อความอันดับสองภาคภาษาอังกฤษที่กล่าวไว้แล้ว

Death is in my sight today
As when a man desires to see home
When he has spent meny years in captivity

(E. O. Faulkner , "The man who was Tired of Life" ,
Journal of Egyptian Archeology, 42 : 26-30, 1946) (๗)

Death is in my sight today
As when a sick man becomes well again,
Like going out-of-doots after detention.
Death is in my sight today
Like the perfume of lotuses.
Like sitting on the shore of the Land of Drumkenness. (๘)

  การกล่าวถึงธรรมชาติของความตายใน The Book of the Dead ทำให้เกิดหนังสืออีกหลายเรื่องซึ่งกล่าวถึงความเชื่อเรื่องเรือที่จะมารับวิญญาณของผู้ตาย ดังที่เราท่านทราบกันดีแล้ว

  ผู้ที่นับถือลัทธิ โซโรอัสเตอร์ มีความเชื่อว่า เมื่อมนุษย์ตายแล้ววิญญาณจะวนเนียนใกล้ร่างที่ตนตายอยู่สามวัน ในขณะประกอบพิธีศพในบ้าน ถ้าดวงวิญญาณบริสุทธิ์ วิญญาณก็จะมีความสุขอยู่สามวัน ถ้าดวงวิญญาณไม่บริสุทธิ์ ก็จะมีความทุกข์สามวัน จากนั้นวิญญาณก็จะข้ามสะพานพิพากษาหรือ Chinvat Bridge เพื่อไปรับคำพิพากษาและไปยังไฟชำระหรือ Purgatory (๙) ความเชื่อเช่นนี้คล้ายกับความเชื่อของยิว กล่าวคือมีการพิพากษา และมีการฟื้นคืนใหม่ของวิญญาณ (๑๐)

  มหาวีระ ผู้เป็นศาสดาของลัทธิ เชน แถลงความเชื่อว่าวิญญาณมีทั้งในสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ผู้ตายไปถ้าเคยทำชั่วเมื่อคราวยังมีชีวิตอยู่ก็อาจไปเกิดเป็นสัตว์ พืช หรือไปเกิดในนรกซึ่งมีถึง ๙ ขุม หรือสวรรค์ซึ่งมี ๒๖ ชั้น (๑๑)

  ตามแนวเชื่อของผู้ที่นับถือ พุทธศาสนา เชื่อว่า โลกอื่นมีอยู่เพื่อรับการเกิดใหม่แห่งดวงวิญญาณ (ปฏิจจสมุปปาท) ลางคราวก็ตายจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น ลางคราวตายจากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ (นิพพานวรรค สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย และฑัณฑสูตร สังยุตตนิกายมหาวรรค) ความตายจึงหมายถึงการหมดกุศลมูล(๑๒)

  ส่วนผู้ที่นับถือลัทธิ สิกข์ เชื่อว่าวิญญาณเป็นอมตะ เกิดเพราะกิเลส ถ้าไม่อยากตายก็ไม่ต้องให้เกิด นั่นคือให้รวมกับพระเจ้า (๑๓)

  ผู้นับถือศาสนา อิสลาม เชื่อว่าวิญญาณเป็นสิ่งไม่ดับสูญจึงไม่มีการเผาศพ เชื่อว่าวิญญาณจะวนเวียน อยู่ข้างศพ ทั้งนี้ยกเว้นพระวิญญาณของพระนบีมะหะหมัด วิญญาณของผู้นับถือศาสนาอิสลามเมื่อออก จากร่างมนุษย์แล้วก็จะเข้าสู่ร่างพิราบขาว รอไปจนกว่าวันสิ้นโลก ไม่ต้องมาวนเวียนอยู่ที่หลุมฝังศพ (๑๔)

  อิสลาอีล เป็นผู้รักษายมโลกอันเป็นที่อยู่ของวิญญาณที่รอการพิจารณาพิพากษา มหาเทพ คาเบรียล เป็นผู้พิพากษาวิญญาณของมนุษย์ โดยมี นบีอาดาม และ พระนบีมะหะหมัด ประทับฟังอยู่ด้วย เมื่อพิพากษาแล้ววิญญาณก็จะเข้าสู่ไฟชำระเพื่อเข้าสู่สวรรค์หรือนรกต่อไป (๑๕)

  เรื่อง Divine Comedy หรือ Commedia (๑๓๐๗-๒๑) ของ Dante กล่าวถึงการที่วิญญาณของมนุษย์จะไปรับคำพิพากษาที่ไฟชำระ (Purgatory) เพื่อจะได้ส่งไปยังนรก (Inferno) หรือสวรรค์ (Paradiso) ต่อไป (๑๖) นี่เป็นความเชื่อทาง คริสตศาสนา

  ชาวจีน ถือว่า วิญญาณของบรรพบุรุษจะล่องลอยเพื่อรับผลแห่งการเสียสละจากลูกหลาน ฉะนั้นผู้ยังมีชีวิตอยู่จึงจำต้องสละเครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว (๑๗)

  แนวคิดดังกล่าวมานี้มีอิทธิพลโดยตรงต่อแนวปฏิบัติและการแสดงออกของมนุษย์ที่มีความเชื่อตามแนวนั้น ๆ จุดมุ่งหมายของข้อเขียนนี้ก็เพื่อจะวิเคราะห์การแสดงออกของคนไทยดังปรากฏในวรรณคดีไทยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับความตาย

  เนื่องจากวัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลจีนและอินเดียปรากฏอยู่เป็นอันมาก แม้ว่าปัจจุบันอารยธรรมตะวันตดจะมีบทบาทมิใช่น้อย ก็มิได้ทำให้อิทธิพลของวัฒนธรรมจีนและอินเดีย ลดลงไปมากนัก โดยเฉพาะในสังคมชนบท ด้วยเหตุนี้การวิเคราะห์แนวคิดสากลเรื่องความตายจาก วรรณคดีไทยอันรจนาไว้หลายปีแล้วก็ย่อมจะเป็นแนวทางให้เข้าใจแนวคิดเรื่องดังกล่าวของคนไทยปัจจุบันได้ เพราะวรรณคดีเหล่านั้นมีข้อเท็จจริงที่เป็นพื้นฐานอันฝังใจชาวชนบทปัจจุบันอยู่

  เรื่อง ไตรภูมิพระร่วง นั้นแม้ว่าจะอ้างคัมภีร์ต่าง ๆ ทางพุทธศาสนาไว้อ้างอิงถึงหลายสิบ แต่ก็ยังมิได้ชี้แจงเรื่องแนวคิดของความตายไว้ตามพุทธปรัชญา เพียงแต่กล่าวถึงว่าความตายย่อมมาสู่ทุกรูปทุกนามฉะนั้น มนุษย์สมบัติหรือทิพยสมบัติจึงมิใช่ของยั่งยืน แต่ขณะเดียวกันก็อ้างพุทธปรัชญาไว้ว่านิพพานสมบัตินั้นเป็นสิ่งที่หลุดพ้นจากความตาย กล่าวคือเป็นสภาพที่จิตหลุดจากห่วงปฏิจจสมุปปาท เราท่านทั้งหลายยากจะเข้าใจเรื่องความตายแนวไตรภูมิพระร่วงอย่างลึกซึ้ง เพราะปราชญ์ในสมัยนั้นดูจะเป็นนักจิตนิยมจึงกล่าวถึงรูปภูมิและอรูปภูมิ ส่วนคนปัจจุบันหนักมาทางวัตถุนิยม จึงเข้าใจเพียงกามภูมิเท่านั้น เพราะภูมินี้มีรูปเป็นวัตถุให้เห็นได้

  โดยสรุปความแล้ว ไตรภูมิพระร่วง ให้แนวคิดทางความตายไว้สองประการ คือ ตายแบบผู้อยู่ในกามภูมิควรตายได้แก่สูญรูปแล้ววิญญาณไปเกิดกับตายแบบจิตหมดอกุศลมูลดังปรากฏในรูปภูมิและอรูปภูมิ

  มหาชาติคำหลวง ให้แนวความเชื่อว่ามนุษย์นั้นตายแล้วเกิด กุศลกรรมในชาติก่อน ๆ ย่อมมีผลต่อเนื่องมาให้ผลในชาติต่อไปได้ ดังเช่นปรากฏในพระชาติต่าง ๆ ของพระพุทธองค์

  มีข้อที่น่าสังเกตเกี่ยวกับ มหาชาติ ทั้งหลายว่า เรื่อง มหาชาติ ต่าง ๆ นั้น น่าจะเป็นเพียงอุปกรณ์การสอนของพระพุทธองค์คงจะมิใช่เป็นการแสดงความเชื่ออะไรนัก คล้าย ๆ กับนรกต่าง ๆ ก็คงเป็นอุปกรณ์การสอนที่ทำให้เป็นนามธรรมด้วยรูปธรรมฉะนั้น พระพุทธองค์ทรงเห็นความพรากจากกันด้วยความตายจะต้องมีทุกรูปทุกนาม จึงทรงสอนไม่ให้ยึดมั่นใน บุคคล แต่ให้ยึดมั่น หลักการ คือ ธรรมะ เพราะหลักการไม่ตายตามบุคคล

  มหาชาติ ทุกฉบับมีแนวคิดเช่นเดียวกับ มหาชาติคำหลวง วรรณดีทางพุทธศาสนาทุกเรื่องที่มีแนวคิดเช่นนี้ด้วย

  ส่วนเรื่องที่มีความเป็นมาทางพราหมณ์หรือเป็นพุทธที่มีอิทธิพลพราหมณ์เกี่ยวข้องจะกล่าวถึงการอวตาร การจุติ ปละการแบ่งภาค สถานะเหล่านี้แสดงถึงความเชื่อที่ว่า ความตายเป็นเพียงการสูญรูปอันเป็นส่วนหนึ่งของขันธ์ ๕ ส่วน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้นไม่สูญ ย่อมเข้าไปในรูปใหม่ได้

  ชาติไทยเป็นแหล่งรวมของอารยธรรมต่าง ๆ คนไทยเป็นนักคิดอิสระ แม้จะเอาอย่างชาติอื่นมาบ้างแต่ก็ไม่ทิ้งเอกลักษณ์ของตน ด้วยเหตุนี้ นอกจากศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์แล้ว ชาติไทยก็มีผีเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวอีกด้วย ผีต่าง ๆ เกิดจากข้อกำหนดของสังคม เรื่อง ขุนช้างขุนแผน แสดงให้เห็นความเชื่อของชาวบ้านว่า คนที่ตายไปแล้วถ้าเป็นคนที่สังคมเห็นว่าประพฤติตนไม่เหมาะสมก็อาจจะเป็นผีประเภทต่ำช้าได้ ดังกรณีย์ของนาง วันทอง ซึ่งรับบาปอันเกิดจากความเชื่อของสังคมในเรื่องมีสามีสองคน

  สภาพของวิญญาณที่ออกจากร่างไปแล้ว อาจกระทำสิ่งที่อยู่ในอิทธิพลเท่าที่ตนจะทำได้ เช่น ปิศาจ อุศเรน เข้าสิงนาง วาลี หรือปิศาจที่นิยมเข้าสิงในรูป ดังปรากฏตามเรื่อง รามเกียรติ์ และ พระอภัยมณี ปิศาจที่มีวิญญาณพยาบาทดังเช่นปิศาจ กวนอู ใน สามก๊ก

  นอกจากนี้แล้ววิญญาณของคนตาย ยังอาจเข้าสิงอยู่ในสิ่งต่าง ๆ ที่ชนรุ่นหลังสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงตน ทั้งนี้เพื่อคอยช่วยเหลือผู้ภักดีต่อตน ดังปรากฏในความเชื่อของชาวชนบท และเพราะวิญญาณของมนุษย์ไม่สูญหายนี้เอง จึงมีวรรณกรรมปัจจุบันเรื่อง แก้วขนเหล็ก ของ ตรี อภิรุม และ นิทรา-สายัณห์ ของ องอร เกิดขึ้น เรื่องราวประเภทผีดิบของชาติตะวันตกก็มีที่มาทางนี้ด้วย

  วิญญาณของผู้ตายบางครั้งก็ยังไม่หมดเวร ต้องมาทำหน้าที่ต่าง ๆ ตามแต่มนุษย์ผู้มีอำนาจจะบัญชา ดังปรากฏในเรื่อง ขุนช้างขุนแผน มีการใช้กุมารทอง ผีพราย เรื่อง พระลอ มีการใช้ผีมารบกัน เป็นต้น

  ยากที่จะเข้าใจได้ว่า คนไทยมีความเชื่อและแนวคิดเรื่องความตายตามลัทธิใด กล่าวได้เพียงว่าเรามีความคิดแบบไทยบางทีก็มองคนไทยในแง่เศร้าโศก ดังปรากฏในบทคร่ำครวญถึงคนรักที่จากไปของวรรณคดีแทบทุกเรื่อง บางที่กล่าวถึงการกลับมาของวิญญาณเข้าสู่รูปเดิมเช่น เรื่อง สาวิตรี

  ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ บางที่คนไทยก็มองความตายในแง่ขำขัน ดังเช่นการคร่ำครวญของใครคนหนึ่งในเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ที่ว่า

เมียจะตายตามผัวกลัวผีหลอก    กลัวหายใจไม่ออกจะอาสัญ
เมียจะโจนน้ำตายไปตามกัน      ก็กลัวจระเข้มันจะคาบไป
เมียจะเชือดคอตายเสียหลายครั้ง  แต่ยับยั้งกลัวเจ็บไม่เชือดได้
จะผูกคอหาเชือกมาเตรียมไว้     เชือกก็ใหญ่กลัวจะรัดมัดต้นคอ

  เพลงลูกทุ่งของไทยในปัจจุบันแสดงแนวโน้มของคนปัจจุบันว่า คนชั่วตายยากกว่าคนดี ดังปรากฏในเพลง ยมพะบาลเจ้าขา ของ บุปผา สายชล ความเชื่อนี้คนไทยเชื่อมานานเลยไปถึงว่าผู้ทำความดีมาก ๆ เช่น สร้างโบถส์ หรือถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนา ย่อมจะถึงแก่กรรมเร็วกว่าปกติ ทั้งนี้เพราะจะรีบไปเสวยกุศลกรรมนั้น ๆ

สรุป
  วรรณคดีไทยแสดงแนวคิดเกี่ยวกับความตายไว้คล้ายกับของสากลทั่วไป กล่าวคือ ทุกคนต้องตาย แต่เมื่อตายแล้วจะเป็นเช่นไรนั้น คนไทยมีความเชื่อต่าง ๆ กัน วิถีของความตายจึงเป็นวิถีของโลกประเภทอจินไตยโดยแท้


เชิงอรรถ

(๑) เสถียรโกเศศ, เกิด - ตาย, น. ๑๑๕
(๒) ดอกบัวขาว, นานาศาสนา, น. ๘๘
(๓) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส , พุทธประวัติ เล่ม ๑ , น. ๕
(๔) พระศรีวิสุทธิโสภณ, ภูมิวิลาสินิ, น. ๒๕ - ๖๙
(๕) แว่นพรหม , "ลูกชายไปรบ" , พยากรณสาร , ๒๖ ; ๒, พฤษภาคม ๒๕๑๕ น. ๒
(๖) Crane Brinton, A History of Civilization , pp. 24 - 27
(๗) Encyclopedia Britannica , vol. 8 p. 52
(๘) op. Cit ., p. 55
(๙) เสถียร พันธรังษี , ศาสนาเปรียบเทียบ เล่ม ๑ น. ๒๒๕ - ๒๕๘
(๑๐) ด., น. ๒๐๒
(๑๑) ด., น. ๑๒๗-๑๒๘
(๑๒) ด., น. ๑๗๕-๑๗๖
(๑๓) ด., น. ๒๒๗
(๑๔) เสถียร พันธรังษี , ศาสนาเปรียบเทียบ เล่ม ๒ น. ๔๖๔
(๑๕) ด., น. ๔๖๑-๔๖๒
(๑๖) Encyclopedia Britannica , vol. 12, p. 718
(๑๗) ลด., น. ๕๑๘


บรรณานุกรม
(เฉพาะ ไม่อ้างวรรณคดีไทย)

ดอกบัวขาว. นานาศาสนา. พระนคร : คลังวิทยา, ๒๕๐๗ ๓๘๗ น.
วชิรญาณวโรรส, สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา. พุทธประวัติ เล่ม ๑. พระนคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๐๗ ๑๒๗ น.
แว่นพรหม, "ลูกชายไปรบ" พยากรณสาร, ๒๖ : ๒. พฤษภาคม ๒๕๑๕ ๗๒ น.
ศรีวิสุทธิโสภณ. ภูมิวิลาสินี. พระนคร : ธนาคารกรุงเทพ จำกัด, ๒๕๑๑ ๖๔๔ น.
เสถียร พันธรังสี. ศาสนาเปรียบเทียบเล่ม ๑. พระนคร : แพร่พิทยา. ๒๕๑๔ ๔๑๖ น.
Brinton, Crane. A History of Civilization. New Jersey : Prentice-Hall 1968 631 pp
Encyclopedia Britannica , vol. 8, 12, London : Encyclopedia Britannica Inc., 1967
Geise, John. Man and Western World., New York : Harcourt, Brace and co., 1940. 1074 pp.

กลับขึ้นบน
กลับขึ้นบน


<< ย้อนกลับ || || ต่อไป >>