กลับหน้าหลัก

วรรณคดีอายุกรรมพื้นบ้าน           ประจักษ์ สายแสง บทความที่ 16
การสัมมนาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นจังหวัดนครสวรรค์ วันที่ 10-11 กันยายน 2527 ณ วิทยาลัยครูนครสวรรค์


     คำว่า "วรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้าน" เป็นศัพท์ที่บัญญัติขึ้นเพื่อใช้ในการศึกษาค้นคว้า ปรากฏครั้งแรกในปริญญานิพนธ์ของ นายเปรมวิทย์ วิวัฒนเศรษฐ์ นิสิตบัณฑิตศึกษา วิชาเอกภาษาไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพิษณุโลก ซึ่งทำการศึกษาค้นคว้าในหัวข้อ "วรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านไทยทรงดำ บางระกำ พิษณุโลก : การวิเคราะห์เชิงหน้าที่นิยมและแบบแผนทางฉันทลักษณ์"

     จุดกำเนิดของ "วรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้าน" นั้น เริ่มต้นเมื่อครั้งที่มนุษย์ยังขาดความรู้ทางสุขวิทยา และเทคนิควิทยาทางการบำบัดรักษาโรค มนุษย์ได้พยายามหาวิธีการบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยวิธีการทางธรรมชาติ ซึ่งจะแตกต่างออกไปตามเผ่าพันธุ์ ความเชื่อและประเพณีของกลุ่มชน อย่างไรก็ตาม วิธีการรักษาทางธรรมชาติที่มีมาก่อนวิธีอื่นใด และยังคงเป็นที่นิยมกันอยู่ในปัจจุบัน อาจแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบคือ

     1. วรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านในรูปแบบของมุขปาฐะ หมายถึง วรรณคดีอายุรกรรมที่ถ่ายทอดทางวาจา ซึ่งจะออกมาในรูปของเวทมนตร์คาถา (Spells) โดยที่เวทมนตร์คาถานั้น มีลักษณะเป็นถ้อยคำ หรือข้อความที่ชาวบ้านเชื่อว่า มีความขลังมีความศักดิ์สิทธิ์และมีอำนาจที่จะบันดาลได้ตามต้องการ ด้วยเหตุนี้วรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านจึงเป็นมุขปาฐะที่น่าสนใจ และน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะ

(1.) เป็นวรรณคดีที่เกี่ยวข้องและผูกพันกับชีวิตมนุษย์โดยตรง
(2.) เป็นวรรณคดีที่มีคุณลักษณะพิเศษ กล่าวคือ มีลักษณะที่เป็นเวทมนตร์คาถาที่มีอำนาจสูงในแง่ที่ว่าสามารถให้กำลังใจ ให้ความหวังและให้ความเชื่อว่าสามารถทำให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้
(3.) เป็นวรรณคดีที่หาศึกษาได้ยาก มักจะไม่ค่อยมีการเปิกเผยหรือมีการถ่ายทอดเป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนใหญ่มักจะถ่ายทอดให้ลูกหลานซึ่งเป็นส่วนใหญ่ก็มิได้สนใจจะรักษาหรือสืบทอดวิทยาการแขนงนี้ไว้ จึงเป็นที่น่าวิตกว่าวิทยากรแขนงนี้จะสูญสิ้นไปในไม่ช้านี้

     2. วรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านในรูปแบบของลายลักษณ์ หมายถึง วรรณคดีอายุรกรรมที่ถ่ายทอดทางตัวหนังสือ ซึ่งจารึกลงบนใบลาน สมุดข่อย กระดาษสา หรือบุคคลโดยจะกล่าวถึงสมุนไพร หรือส่วนผสมอื่นๆ ที่นำมาประกอบ วิธีการปรุงยา และวิธีการให้ยา ให้เหมาะสมกับโรคต่าง ๆ วรรณคดีประเภทนี้ชาวบ้านจักเป็นวรรณคดีขั้นสูงจึงต้องเก็บรักษาไว้ในที่อันควรแก่การสักการะ

โครงสร้างของวรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้าน

     โครงสร้างของวรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้าน สามารถแยกกล่าวตามรูปแบบของวรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านได้ 2 ลักษณะ คือ

     1. วรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านในรูปแบบของมุขปาฐะ วรรณคดีประเภทนี้เป็นวรรณคดีที่มีลักษณะเป็นเวทมนตร์คาถา ซึ่งมีอำนาจสูงในแง่ที่ว่าให้กำลังใจ ให้ความหวังดังที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น จึงอาจกล่าวได้ว่า วรรณคดีประเภทนี้ ให้ความสำคัญในเรื่องของจิตเป็นอย่างมาก โดยเชื่อว่าจิตมีอำนาจในการบังคับบัญชาการ หรือจิตที่ดีและแข็งแรง ย่อมทำให้ร่างกายแข็งแรงไปด้วย ด้วยเหตุนี้ โครงสร้างของวรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านนี้ จึงต้องประกอบไปด้วยถ้อยคำที่เป็นเสมือนสิ่งบำรุงขวัญและจิตใจของผู้ป่วยให้เข้มแข็ง อันจะทำให้มีกำลังใจต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บที่กำลังประสบอยู่ซึ่งถ้อยคำเหล่านี้ได้แก่

       1.1 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาใดหรือลัทธิส่วนมากเป็นการกล่าวถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพุทธ ศาสนาฮินดู และลัทธิความเชื่อทางภูตผีปีศาจ เช่น

วรรณคดีที่ใช้รักษาโรคต้อต่างๆ

"จะตัดต้อดำต้อแดง ต้อคะแคงรึต้อขาว พุทธังสูญหาย ธัมมังสูญหาย สังฆังสูญหาย สังฆังสูญหาย ธัมมังสูญหาย พุทธังสูญหายละลายหายด้วย
นะโมพุทธายะ"

วรรณคดีที่ใช้ในการป้องกันภยันอันตราย

"โอมพะเพิ่ง โอมพระพาย โอ้มพระนารายณ์ทั้งสี่ ม้าแขนกั้บขา ม้าบังต๋าหกั้บหน่าม้าบังผ้าห่มตน ม้าบังคนบังข่าง บังทั้งช่างกับม้ากับกัน บังทั้งผู้กินแดนั่งฝ่า บังทั้งผู้กินเหล่านั่งวัน มาปังกูเน้อ อายน้ำในห่วยสีอ่อง มาบังตนกูเน้อ โอ้มสะโหมติ้ด"

         การที่ผู้ทำการรักษากล่าวถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เหล่านี้ ก็เพื่อให้ผู้ป่วยมีความเชื่อมั่นในการรักษา ที่ว่าจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ มาคอยให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยให้รอดพ้นจากอันตรายและหายเป็นปกติ

       1.2 ครูบาอาจารย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาหาความรู้ทางการรักษาโรค พร้อมกันนี้ก็มีถ้อยคำซึ่งแสดงถึงความสามารถของหมอ หรือผู้ทำการรักษา เช่น

วรรณคดีที่ใช้ในการประสานเนื้อ

"โอม กูจะละเนื้อเข้ามาบัง กูจะสะบังเข้ามาเป็น กูจะละเอ็นเข่ามาต๊อ กูจะละกะดูกเข่ามาติ้ค โอ้มติ้ดติ้ด ให่ส๊ปูยำบันแก่ว ให้เกค่วดูยำบันทิพย์ ซิบพระคูมน์มา สิทธิ์กูเป็นแก่ว โอมสะโหมติ้ด"

วรรณคดีที่ใช้พ่นเส้น

"โอม กูจะโพ่นพ่อปราบแม่ปราบ เกิดในดวงพระอาทิตย์มนต์กูศักดิ์สิทธิ์แก่ฝูงชนทั้งหลาย เดชะคุปันทิยาย ให้ไว้แก่บู โอมประสิทธิสวาหะสวาหาย"

             การที่ผู้ทำการรักษากล่าวถึงครูบาอาจารย์ และกล่าวอ้างถึงความรู้ความสามารถของตนนั้น ก็เพื่อให้ผู้ป่วยมีความเชื่อมั่นในวิชาความรู้และความสามารถของผู้ทำการรักษานั้นเอง

       1.3 ถ้อยคำอันก่อให้เกิดอารมณ์สำรวล ซึ่งมักจะปรากฏออกมาในรูปของถ้อยคำอันหยาบโลน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มักกล่าวถึงเรื่องเพศเป็นส่วนใหญ่ อันจะทำให้ผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย ตลอดจนผู้ที่อยู่ใกล้เคียงในขณะที่ทำการรักษาเกิดอารมณ์ขันจนหัวเราะออกมา เช่น

วรรณคดีที่ใช้รักษาโรคตาแดง

"โอม มะตาแด๋ง กูจะพ่นหน้าแข้ง ให้ไปแดงหยูปายควย เพี้ยงหาย"

วรรณคดีที่ใช้รักษาแผลที่เกิดจากไฟลวก

"โอม คูบาอาจารย์ ข้าพเจ้าจะหลับพิษไฟ ให้ร้อนกายเป็นเย็น โอมพระอาทิตย์ขึ้นวิวัน พะลุมพันโฝนแสนห่า แตดไหม้หมอยเกียม ผุดพัดสะบัดเหียก เพี้ยงหาย"

         การที่ผู้ทำการรักษากล่าวถ้อยคำเหล่านี้ออกมาก็เพื่อแสดงให้ผู้ป่วยเห็นว่า อาการของผู้ป่วยนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ได้สร้างความลำบากใจให้แก่ผู้ทำการรักษาเลย ผู้ป่วยจะขบขันหัวเราะ ทำให้เกิดกำลังใจ

       1.4 การใช้ภาษาบาลีเข้ามรปะปนในเวทมนต์คาถาบางบท เช่น

วรรณคดีที่ใช้ในการประสานกระดูก

"พุทธังสูญหาย ธัมมังสูญหาย พุทธังละลาย ธัมมังละลาย สังฆังละลาย พุทธนิมิตตัง ธัมมังนิมิตตัง สังฆนิมิตตัง เมตตานิมิตตัง พุทธาปฏิปถานัง ธัมมาปฏิปุถานัง ธัมมาปฏิปถานัง สังฆาปฏิปถานัง ปฏิโลโหติ"

         จุดมุ่งหมายสำคัญที่นำภาษาบาลีมาใช้ในเวทมนต์คาถานั้น ก็เพื่อจะทำให้ผู้ป่วยเกิดความเชื่อมั่นและศรัทธาในเวทมนต์คาถา แม้ผู้ป่วยจะไม่ทราบความหมายนั้นก็จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นและศรัทธาได้เช่นกัน ทั้งนี้เพราะพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มักจะปรกฏออกมาในรูปของภาษาบาลี ดังนั้นการที่เวทมนต์คาถามีภาษาบาลีเข้าไปปะปน จึงทำให้ผู้ป่วยมีความเลื่อมใสและศัทธาในการรักษามากยิ่งขึ้น

         นอกจากถ้อยคำดังกล่าวที่ปรากฏในเวทมนต์คาถาจะสร้างความศัทธาแก่ผู้ป่วยแล้ว ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ ที่เป็นเสมือนสิ่งเสริมกำลัง (Reinforcement) ให้การรักษาในครั้งนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น คือ ผู้ประกอบพิธี พิธีการ น้ำมนต์ ตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการรักษาโรค สิ่งเหล่านี้จะเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่สามารถสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นของผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี

     2. วรรณกรรมอายุรกรรมพื้นบ้านในรูปแบบของลายลักษณ์ วรรณคดีประเภทนี้เป็นวรรณคดีที่ถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ ซึ่งจะกล่าวถึงสมุนไพรหรือตัวยาที่ใช้ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ และหรือให้ผู้เสพย์มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ จึงอาจกล่าวได้ว่าวรรณคดีประเภทนี้ให้ความสำคัญในเรื่องของกายเป็นอย่างมาก โดยเชื่อว่ากายมีอำนาจในการบังคับบัญชาจิต หรือร่างกายที่แข็งแรง ย่อมจะทำให้จิตใจแข็งแรงไปด้วย ดังนั้น โครงสร้างของวรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านในรูปแบบของลายลักษณ์จึงประกอบไปด้วยตัวยา วิธีการปรุงยา วิธีการใช้ยา ตลอดจนลักษณะอาการของโรคและข้อห้ามต่างๆ อันทำให้ผู้ป่วยหายจากอาการเจ็บป่วยต่างๆ มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดังเช่นคนปกติด้วยตัวยาและวิธีการดังกล่าว เช่น

ยาธาตุ ไข้เหนือ

     "ยาต้มแก้ธาตุทั้ง 5 ให้กำเริบเป็นไข้สันนิบาตสำประชวรก็ดี เอารากยานาง 1 รากชะพลู 1 รากผักเสี้ยนผี 1 รากขี้กาแดง 1 ผักราชพฤกษ์ 1 ลุกกระดอม 1 สะค้าน 1 ลูกมะตูมอ่อน 1 แห้วหมู่ 1 ยาดำ 1 ยาทั้งนี้เอาอย่างละ 1ื ตำลัง ต้ม 3 เอา 1 สำหรับไข้เหนือ ถ้ามิหาย แทรกยาดำทวีขึ้น ถ้าจะให้ลงมากแทรกดีเกลือขึ้นตามสมควรขึ้นไข้หายตัวยานี้"

        ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บโดยใช้วรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านในรูปแบบของลายลักษณ์นี้ อาจกล่าวได้ว่ามีลักษณะคล้ายกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์ โดยเริ่มต้นจากการสงสัย การตั้งสมมติฐาน การทดลอง การสรุปผลและการนำไปใช้ ซึ่งตรงกับวิถีชีวิตของคนในสมัยก่อน ที่ยึดมั่นอยู่กับความเชื่อในสิ่งที่เร้นลับ โดยเข้าใจว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติ ตลอดจนสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บเกิดจากอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็น ดังนั้นการรักษาโรคภัยไข้เจ็บจึงผูกพันอยู่กับไสยศาสตร์และความเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจะแสดงออกมาในลักษณะของวรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านมุขปาฐะ ครั้นต่อมามนุษย์ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากประสบการณ์ที่ได้สร้างสมมาเป็นเวลานาน จึงทำให้พบคุณประโยชน์ของพรรณไม้ที่มีอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพรหรือที่เรียกว่า สมุนไพรและได้มีการศึกษาค้นคว้าทดลองสรรพคุณสมุนไพรต่างๆ จนสามารถนำความรู้ในเรื่องสมุนไพรมาประยุกต์ใช้และมาสร้างเป็นแบบแผนตลอดจนวิธีการในการป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ในที่สุด

        อย่างไรก็ตาม ในการใช้ยาสมุนไพรรักษาโรคภัยไข้เจ็บนั้น สิ่งสำคัญที่เป็นเสมือนตัวเสริมกำลังให้การรักษาดำเนินไปอย่างมีประสิทธิผล ต้องอาศัยสิ่งต่อไปนี้

1. ผู้ปรุงยา จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและความชำนาญในด้านสมุนไพร จนเป็นที่ยอมรับกันในกลุ่มชน เช่น การใช้ยาหม้อเป็นการรักษาผู้ป่วย ผู้ปรุงยาจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับน้ำกระสาย ฤดู วัย เวลา เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อการใช้ยา ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้
2. พิธีกรรมในการปรุงยา ต้องมีลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องและเป็นที่ศรัทธาของชนทั่วไป
3. ค่าโฆษณาและความเชื่อเรื่องตำรายา ซึ่งตำรายาที่ดีและเป็นที่น่าเชื่อถือนั้นจะต้องเป็น
ยาผีบอก หรือยาที่บรรพบุรุษค้นพบและฤิทธิผลในการรักษาโรคนั้นๆ มาแล้ว

หน้าที่ของวรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้าน

     จากโครงสร้างของวรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านดังกล่าวข้างต้น หากพิจารณาถึงวิธีการรักษาโรคภัยไข้เจ็บอย่างละเอียด จะเห็นว่า

     1. วิธีการรักษาของวรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านในรูปแบบมุขปาฐะ จะต้องมีเวทมนต์คาถาเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการรักษา และเวทมนต์คาถาแต่ละบทจะปรากฏนามเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ แทรกเข้ามาด้วย ซึ่งการกล่าวนามเทพเจ้าหรือสิ่งศักดื์สิทธิ์นั้น เป็นลักษณะของความเชื่ออย่างหนึ่ง อันเป็นผลทำให้ผู้ป่วยเกิดความอบอุ่นใจ คลายจากความวิตกกังวลหรือความกลัวด้วยเห็นว่า เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้ลงมาช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ตน นอกจากนั้น ความสนุกสนานรื่นเริงอันจะทำให้จิตใจเบิกบานก็มีส่วนเสริมสร้างความมั่นคงหรือความสมบูรณ์ทางด้านจิตใจได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ในเวทมนต์คาถาบางบทจึงมีปรากฏถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความขบขัน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นถ้อยคำที่หยาบโลนโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมุ่งในเรื่องเพศ ทั้งนี้เพราะความเชื่อ การใช้ถ้อยคำดังกล่าวในเวทมนต์คาถาจะสร้างความขบขัน สนุกสนาน รื่นเริงให้กับผู้ป่วย อันจะทำให้ผู้ป่วยมีจิตใจเบิกบาน ผ่อนคลายความวิตกกังวลในอาการของโรคและมีกำลังใจในการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บอีกทั้งมีความหวังที่จะรอดพ้นอาการไข้ต่างๆ เพื่อชีวิตใหม่ในอนาคต จึงอาจกล่าวได้ว่าระบบความเชื่อเรื่องเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ตลอดจนถ้อยคำที่ทำให้เกิดอารมณ์สำรวลที่ปรากฏในเวทมนต์คาถานั้นเป็นระบบที่จะตอยสนองความต้องการจำเป็นทางจิตใจ (Psychological needs) ซึ่งเป็นการเสริมกำลังใจที่แข็งแรงเพื่อให้จิตใจมีอำนาจเหนือกายอันเป็นผลให้เกิดกระบวนการหนึ่งซึ่งเรียกว่า เงื่อนไขจิตวิทยาแห่งกาย (Psychological Physical Condition)

     2. วิธีการรักษาของวรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านในรูปแบบลายลักษณ์อักษรซึ่งจะต้องมี ใบลาน สมุดข่อย กระดาษสา หรือบุด เป็นเสมือนตำราหรือแบบฉบับอันศักดิ์สิทธิ์ในการรักษาโรค โดยที่ตัวยาสมุนไพรหรือส่วนผสมต่างๆ ที่จารึกไว้ในวัสดุเหล่านั้น มีสรรพคุณในการรักษาและเสริมสร้างให้ผู้เสพย์มีภูมิคุ้มกันและต้านทานโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อีกทั้งผู้เสพย์มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ อันจะเป็นผลทำให้เกิดกำลังใจที่จะต่อสู้เผชิญกับชีวิตใหม่ในอนาคต ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าหน้าที่ของวรรณคดีประเภทนี้อยู่ที่การรักษาผู้ป่วยให้มีร่างกายแข็งแรงก่อน ซึ่งหากผู้ป่วยมีสุขภาพกายที่แข็งแรงสมบูรณ์แล้ว ย่อมจะทำให้สุขภาพจิตดีไปตามด้วย

ผลแห่งการใช้วรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้าน

     สำหรับประสิทธิผลในการรักษาโรค ด้วยวรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านทั้ง 2 ประเภท เป็นการยากที่จะกล่าวได้ว่า ประสบผลสำเร็จได้มากน้อยเพียงใด แต่ก็พอจะกล่าวเพียงว่า การรักษาาโรคด้วยวรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านคงประสบผลอยู่บ้างมิฉะนั้นแล้วคนคงไม่นิยมมาจนถึงปัจจุบันแต่ถึงกระนั้นด้วยเหตุที่การรักษาโรคด้วยวรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านจะต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างนี้เอง ในการตัดสินความสำเร็จของการรักษาจึงควรพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ ด้วย อันได้แก่

     1. ความเชื่อและความศรัทธา ความสำเร็จของการรักษาโรคนั้นจะขึ้นอยู่กับความเชื่อและความศรัทธาอันเป็นพื้นฐานทางจิตใจของผู้ป่วย
     2. พิธีกรรม การรักษาโรคด้วยวรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านนั้น ส่วนมากจะประกอบด้วยพิธีกรรม ซึ่งพิธีกรรมนี้นับว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการรักษา ดังนั้นเมื่อการรักษาไม่ประสบผลสำเร็จ ผู้ทำการรักษามักจะอ้างว่าพิธีกรรมไม่ถูกต้องสมบูรณ์
     3. อุปกรณ์ในการรักษา ในการรักษาโรคด้วยวรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านส่วนมากจะต้อง
อาศัยสิ่งอื่นๆ เช่น สมุนไพรกับระยะเวลาการรักษาควบคู่ไปด้วย ดังนั้นจึงไม่สามารถบอกได้ว่า การที่ผู้ป่วยหายจากโรคภัยไข้เจ็บนั้นเป็นผลมาจากสมุนไพร ระยะเวลาที่ทำการรักษา หรือเวทมนต์คาถา

     อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลแห่งการรักษาโรคด้วยวรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้าน อาจแยกกล่าวได้ตามรูปแบบของวรรณคดี ดังนี้

     1. วรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านในรูปแบบมุขปาฐะ ประสิทธิผลแห่งการรักษามักออกมาใน
รูปของนามธรรม กล่าวคือ ผู้ป่วยหรือผู้รับการรักษาจะประสบผลในการรักษาในแง่ของกำลังใจ โดยที่ผู้ป่วยหรือผู้รับการรักษาจะมีกำลังใจสูง ซึ่งจะเป็นผลทำให้หายจากความเจ็บป่วยแต่หากว่าผู้ทำการรักษาใช้วรรณคดีประเภทนี้ไม่ถูกต้องจะถือว่า "ผิดครู" ซึ่งจะมีโทษเป็นนามธรรม อันทำให้ทั้งผ้ำการรักษาและผู้ป่วยเคราะห์ร้ายคือ ผู้ป่วยจะไม่หายจากอาการเจ็บไข้ และผู้ป่วยตลอดทั้งชาวบ้านโดยทั่วไปจะเสื่อมศรัทธา ผู้ทำการรักษาแต่ถึงกระนั้นผู้ทำการรักษามักจะหลบเลี่ยงหรือหาข้อแก้ตัวเพื่อให้พ้นผิดไปได้ โดยกล่าวอ้าวถึงผีต่างๆ ว่าเป็นตัวการทำให้การรักษาไม่ประสบผล

     2. วรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านในรูปแบบลายลักษณ์ ประสิทธิผลแห่งการรักษาจะออกมาในรูปของรูปธรรมและนามธรรม กล่าวคือ ผู้ป่วยจะหายจากโรคภัยไข้เจ็บและทำให้มีกำลังใจในการดำเนินชิวิตต่อไปแต่ในขณะเดียวกันหากผู้ทำการรักษาใช้วรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านนี้ไม่ถูกต้อง จะถือว่า "ผิดตำรา" ซึ่งจะมีผลเป็นรูปธรรม คือ ผู้ป่วยจะไม่หายจากโรคภัยไข้เจ็บ และมีโทษเป็นนามธรรม คือ ชาวบ้านจะเสื่อมศรัทธาผู้ทำการรักษาในทันทีโดยไม่มีข้อแก้ตัวแต่ประการใด เพราะถือว่าการปรุงยาให้ถูกต้องและมีคุณภาพนั้นจะต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ทำการรักษาหรือผู้ปรุงยาแต่เพียงผู้เดียว

ข้อจำกัดและการเลือกวิธีการรักษา

     ในการเลือกวิธีการรักษานั้น จำเป็นจะต้องเลือกวิธีการให้ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยวิธีทางไสยศาสตร์ พบว่า จำนวนผู้ป่วยที่เป็นโรคทางจิต จะมีอัตราที่เข้ารับการรักษาด้วยวิธีทางไสยศาสตร์ หรือด้วยวรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านแบบมุขปาฐะมากกว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคทางกาย ทั้งนี้เพราะลักษณะอาการทางจิตนั้น มีสาเหตุที่ทำให้น่าเชื่อถือได้ว่าภูติผีปีศาจหรืออำนาจเหนือธรรมชาติเป็นผู้กระทำ แต่ถึงกระนั้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคทางกายก็สามารถรับการรักษาด้วยวรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านแบบมุขปาฐะได้ เช่นกัน ในบางครั้งผู้ป่วยที่เป็นโรคทางกายนี้ มิได้ไม่ศรัทธาต่อไสยศาสตร์หรือวรรณคดี อายุรกรรมพื้นบ้านแบบมุขปาฐะเลย แต่ก็จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ เพราะ

     1. ความเจ็บป่วยบางชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับกระดูก แพทย์แผนปัจจุบันลงความเห็นว่าต้องตัดส่วนที่หักหรืองอกทิ้งเสีย ด้วยเหตุนี้ผู้ป่วยจึงหันกลับไปรับการรักษาทางวรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านแบบมุขปาฐะ ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ป่วยหายได้โดยไม่ต้องสูญเสียอวัยวะแต่อย่างใด
     2. เป็นความเจ็บป่วยที่หาสาเหตุไม่ได้ เช่น อาการบวมส่วนต่างๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ
     3. เป็นความเจ็บป่วยเล็กน้อยบางชนิดที่ทราบสาเหตุชัดเจน แต่เนื่องจากขาดยา ขาดแพทย์ และอุปกรณ์ที่จะรักษาด้วยวิธีอื่น

     ด้วยเหตุนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่า
     1. วรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านแบบมุขปาฐะ จะใช้การรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่อาการเพียงเล็กน้อย หรือโรคที่มีอาการหนัก ซึ่งไม่ทราบจะเยี่ยวยาได้ด้วยยาขนานใด
     2. วรรณคดีอายุรกรรมพื้นบ้านแบบลาบลักษณ์อักษร วรรรณคดีประเภทนี้สามารถรักษาโรคได้ทุกชนิด นับตั้งแต่โรคที่มีอาการเพียงเล็กน้อยจนถึงโรคที่มีอาการหนัก ซึ่งตำรายาแต่ละฉบับจะมีสมุนไพรหรือตัวยาต่างๆ ที่ใช้ประกอบการรักษาโรคต่างๆ เฉพาะโรคไว้อย่างละเอียด

กลับขึ้นบน
กลับขึ้นบน


<< ย้อนกลับ || || ต่อไป >>