กลับหน้าหลัก

การศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่น                   ประจักษ์ สายแสง บทความที่ 14
เอกสารการสัมนาวิชาการ เรื่อง ประวัติศาสตร์สุราษฏร์ธานี วันที่ 22 มกราคม 2527 โรงแรมวังใต้ สุราษฏร์ธานี


ความนำ

     วรรณกรรมท้องถิ่นได้รับการเอาใจใส่ศึกษาอย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้สนใจและกลุ่มผู้มีความรู้ภาษาถิ่น ส่วนใหญ่ของการศึกษากระทำในวงของผู้รู้ตามสถาบันการศึกษาส่วนภูมิภาคมากกว่าส่วนกลาง แนวการศึกษาก็แตกต่างกันไปตามความสนใจของผู้ศึกษา เช่น แนวนิรุกติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วรรณคดีและวรรณคดีเปรียบเทียบ เนื่องจากวรรณกรรมท้องถิ่นมีจำนวนมากกว่า วรรณกรรมที่ได้รับการจัดพิมพ์และแพร่หลายในภาษาไทยกลางมาตรฐาน จึงเชื่อได้ว่าการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นจะรุ่งเรืองต่อไปอีกเป็นเวลานาน ข้อเขียนนี้มุ่งเสนอแนวกว้างๆในการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นเท่าที่ปรากฏอยู่ประกอบด้วยทฤษฎีและวิธีการต่างๆโดยสังเขปเป็นข้อๆ ดังนี้

   ๑. ความหมายของ "วรรณกรรม"

ก. ความหมายทั่วไปหมายถึงข้อเขียนใดๆที่มีสาระ
ข. ความหมายทางวรรณศิลป์ หมายถึงจินตนาการทางสุนทรียะแสดงออกอย่างมีศิลปะผ่านสื่อทางวาจาและ/หรือตัวอักษร

    ๒. ความหมายของวรรณกรรมท้องถิ่น วรรณกรรมที่จัดว่าเป็นวรรณกรรมท้องถิ่นจะต้องเล่าและ/หรือเขียนด้วนภาษาถิ่น ในสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น วรรณกรรมท้องถิ่นสุราษฎร์ธานีจะต้องเล่าและ/หรือเขียนด้วยภาษาสุราษฎร์ธานีหรือภาษาถิ่นของสุราษฎร์ธานี (ภาษาสุราษฎร์ธานีมีหลายภาษาถิ่น) ในสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมของสุราษฎร์ธานีไม่จำกัดเนื้อหา เนื้อหาอาจจะเป็นเรื่องชาดกหรือเรื่องของท้องถิ่นอื่นๆที่มิใช่สุราษฎร์ธานีก็ได้

    ๓. วรรณกรรมท้องถิ่นแบ่งตามสื่อได้เป็นสองแบบ คือ

ก. วรรณกรรมท้องถิ่นแบบมุขปาฐะ กล่าวคือเล่าถ่ายทอดด้วยวาจา
ข. วรรณกรรมท้องถิ่นแบบลายลักษณ์ กล่าวคือได้รับการเขียนหรือพิมพ์ขึ้นเป็นสมุด หนังสือ

    ๔. วรรณกรรมท้องถิ่นความหมายทั่วไปแต่มิใช่ทางวรรณศิลป์ จำแนกเป็นประเภทต่างๆ เช่น ตำรายา ไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ พงศาวดาร กฎหมาย บันทึกส่วนตัว ฯลฯ
    ๕. วรรณกรรมท้องถิ่นตามความหมายทางวรรณศิลป์ จำแนกเป็นประเภทต่างๆ เช่น นิทาน เทพปกรณัม นิยายและตำนาน ประวัติและมหากาพย์ บทขับร้อง บทสวด บทเห่กล่อม บทคร่ำครวญ บทแสดงความในใจ นิราศ สุภาษิต เรื่องล้อ เรื่องเสียดสี ปริศนาคำทาย วรรณกรรมกลบท ฯลฯ
    ๖. คุณค่าของวรรณกรรมท้องถิ่น การศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นให้คุณค่าแก่บุคคลและสังคมดังนี้

ก. คุณค่าทางวรรณคดี ประกอบด้วย คุณค่าทางอารมณ์ สติปัญญา ศีลธรรมกับทั้งเป็นการเสริมสร้างมวลประสบการณ์ทางวรรณคดี
ข. คุณค่าทางวิทยาการเฉพาะเรื่อง เกิดจากการพิจราณานำความจริงบางประการจากวรรณคดีไปอ้างอิงในวิทยาการสาขาอื่นๆ เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ กฎหมาย เศรษฐกิจ ศาสนา ฯลฯ

    ๗. วิธีการที่ใช้ศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นแบ่งได้ดังนี้

ก. การวิเคราะห์ หมายถึง การแยกแยะให้เห็นองค์ประกอบและหน้าที่ขององค์ประกอบในโครงสร้างของวรรรกรรมแต่ละเรื่อง
ข. การวิจารณ์ หมายถึง การตีความและ/หรือการตัดสินคุณค่าของวรรณกรรมแต่ละตอนหรือแต่ละเรื่อง
ค. การเปรียบเทียบ หมายถึง การแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ต่างๆระหว่างวรรณกรรมตั้งแต่สองเรื่องขึ้นไป โดยที่วรรณกรรมเล่านั้น เล่า หรือเขียน ด้วยภาษาหรือภาษาถิ่นต่างกัน หรือ หมายถึง การแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรม หรือศิลปะ และวิทยาการ อาจจะกระทำตามแนวใดแนวหนึ่งดังต่อไปนี้ คือ อิทธิพลและการเลียนแบบ การแปล การศึกษาแก่นเรื่อง (thematology) การศึกษาประเภท (genre studies) ฯลฯ

ทฤษฎีในการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่น

     เนื่องจากวรรณกรรมท้องถิ่นครอบคลุมถึงวรรณกรรมในราชสำนัก (เช่น วรรณกรรมบางเรื่องของลานนา) กับวรรณกรรมพื้นบ้าน ทฤษฎีที่ใช้นำมาศึกษาจึงต้องเกี่ยวเนื่องทั้งวรรณศิลป์และคติชน ดังจะกล่าวอย่างสรุป ดังนี้

     ๑. การศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นตามทฤษฎีวรรณคดี Rene Wellek เสนอแนวทางศึกษาวรรณคดีไว้ในหนังสือชื่อ Theory of Literature ว่าการศึกษาวรรณคดีอาจทำได้สองแนวทางดังนี้

ก. แนวทางการศึกษาวรรณคดีโดยวิธีการรอบนอก ประกอบด้วยการศึกษาวรรณคดีในส่วนที่เกี่ยวพันกับชีวิตประวัติของผู้แต่ง จิตวิทยา สังคม ความคิดและศิลปะต่างๆ
ข. แนวทางการศึกษาวรรณคดีโดยวิธีการศึกษาภายในประกอบด้วยการศึกษาฉันทลักษณ์ แนวการเขียน สัญลักษณ์ และประเภทของวรรณคดี

       นอกจากนี้ Rene Wellek ยังกล่าวถึงแนวโน้มการวิจารณ์วรรณคดีในปัจจุบันหนังสือชื่อ Concepts of Criticism ว่ามี ๖ แนว คือ

- การวิจารณ์ตามแนวมาร์กซิสท์
- การวิจารณ์ตามแนวจิตวิเคราะห์
- การวิเคราะห์ตามแนวภาษาศาสตร์และท่วงทำนองการเขียน
- การวิจารณ์ปริบทและความเป็นส่วนรวมของวรรณกรรม
- การวิจารณ์จากแก่นความคิด
- การวิจารณ์เชิงปรัชญา

       แนวทางการศึกษาวรรณคดีตามแนวที่ Rene Wellek กล่าวไว้ในนี้นำมาดัดแปลงใช้กับการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นได้

       Northop Frye ได้เขียนหนังสือชื่อ Anatomy of Criticism เสนอการนำวิทยาการของวรรณคดีเข้ามาใช้ในการศึกษาวรรณคดีไม่ต้องใช้ศาสตร์อื่นเข้ามาช่วย

       Frye เสนอทฤษฎีวิจารณ์วรรณคดี ไว้ดังนี้

ก. การวิจารณ์เชิงประวัติศาสตร์ : ทฤษฎีของฐานนิยมประกอบด้วย

- ฐานนิยมบันเทิงคดี
- ฐานนิยมบันเทิงคดีโศกนาฏกรรม
- ฐานนิยมบันเทิงคดีสุขนาฎกรรม
- ฐานนิยมแก่นของเรื่อง
ข. การวิจารณ์เชิงจริยธรรม : ทฤษฎีของสัญลักษณ์ ประกอบด้วย
- ขั้นตอนตามตัวหนังสือกับการพรรณนา
- สัญลักษณ์ในเชิงของแก่นเรื่องกับสัญลักษณ์ในเชิงเครื่องหมาย
- ขั้นตอนตามรูปแบบ ตีความสัญลักษณ์ในเชิงของภาพในจิต
- ขั้นตอนตามแก่นความคิดตีความสัญลักษณ์ในเชิงของแก่นความคิดอันเป็นมรดกสืบทอด
- ขั้นตอนตามแนวของพระคัมภีร์ ตีความสัญลักษณ์ในเชิงของสุญญตา

ค. การวิจารณ์เชิงแก่นความคิดอันเป็นมรดกตกทอด โดยใช้ทฤษฎีของแก่นความคิด ประกอบด้วย

- ทฤษฎีภาพพจน์ของคัมภีร์ศาสดาพยากรณ์
- ทฤษฎีภาพพจน์ของวิญญาณและความเฉลียวฉลาด
- ทฤษฎีภาพพจน์และแนวเทียบ
- ทฤษฎีโครงเรื่อง ซึ่งประกอบด้วย

(๑) สุขนาฎกรรม
(๒) ประโลมโลกย์
(๓) โศกนาฏกรรม
(๔) เรื่องประชดประชันและเสียดสี

ง. การวิจารณ์เชิงวาทการ : ทฤษฎีของประเภทนี้ประกอบด้วย

- วาทการอันมีลีลาจังหวะของการซ้ำ จัดเป็นประเภทมหากาพย์ มุขปาฐะ
- วาทการอันมีลีลาจังหวะของความต่อเนื่อง จัดเป็นประเภทร้อยแก้ว
- วาทการอันมีลีลาจังหวะของจรรยา จัดเป็นประเภทของบทละคร
- วาทการอันมีลีลาจังหวะของนัยประวัติจัดเป็นประเภทของเพลง
- รูปแบบเฉพาะของบทละคร
- รูปแบบเฉพาะของเพลงและมหากาพย์มุขปาฐะ
- รูปแบบเฉพาะของบันเทิงคดีร้อยแก้ว
- วาทการของร้อยแก้วมุขปาฐะ

       แนวทางของNorthop Frye ตามที่เสนอให้นำวิทยาการของวรรณคดีเข้ามาใช้ในการศึกษาวรรณคดีตามที่กล่าวมานี้ สามารถนำมาใช้ในการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นได้

ต่อไปจะกล่าวถึงทฤษฎีคติชนอันจะนำมาใช้ในการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่น

     ๒. การศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นตามทฤษฎีคติชน การศึกษาแนวนี้ใช้กับวรรณกรรมมุขปาฐะ Richard M. Dorson เสนอไว้ในหนังสือ Folklore and Folklife ว่าด้วยทฤษฎีที่ใช้ในการศึกษาข้อมูลตามคติชนมีอย่างน้อยที่สุด ๑๑ ทฤษฎี คือ

๑ .ทฤษฎีประวัติศาสตร์-ภูมิศาสตร์ ซึ่งน่าจะเรียกว่าระเบียบประวัติศาสตร์ภูมิศาสตร์ ใช้ศึกษากำเนิดความหมายและการแพร่กระจายไปของวรรณกรรม

๒. ทฤษฎีประวัติศาสตร์-การฟื้นประวัติศาสตร์ ใช้ในการฟื้นประวัติศาสตร์ โดยการตีความวรรณกรรม ไม่ว่าจะเป็นการตีความสัญลักษณ์หรือโครงเรื่อง เป็นทฤษฎีที่สังเคราะห์วิทยาการทางคติชนกับวิทยาการทางประวัติศาสตร์

๓. ทฤษฎีอุดมการณ์ทางการเมือง ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมกับการเมือง ในฐานะที่การเมืองเป็นแนวคิดหนึ่งของวรรณกรรม และบางครั้งวรรณกรรมก็เป็นเครื่องมือของการเมือง

๔. ทฤษฎีหน้าที่นิยม ศึกษาความจำเป็นของเอกัตบุคคลและสังคมที่จะอยู่ได้ด้วยการมีวรรณกรรม จุดใหญ่เพ็งเล็งที่หน้าที่ของวรรณกรรมในสังคม ความเกื้อกูลของวรรณกรรมต่อสังคม

๕. จิตวิเคราะห์ ศึกษาสัญลักษณ์ในวรรณกรรมตลอดจนพฤติกรรมของตัวละครตามแนวคิดของฟรอยด์และจุง

๖. โครงสร้างนิยม ศึกษาโครงสร้างของวรรณกรรมโดยพิจราณารูปแบบ เนื้อหา กลวิธีการผูกเรื่อง ตลอดจนการเล่าเรื่อง

๗. สูตรมุขปาฐะ ศึกษาวิธีการเล่าเรื่องของกวี เพื่อเป็นกุญแจไขไปสู่การแต่งเรื่อง

๘. ทฤษฎีต่างวัฒนธรรม ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมกับเนื้อหาทั้งปวงของวัฒนธรรม เช่น วรรณกรรมกับผลผลิตทางเกษตรกรรม

๙. ทฤษฎีความสัมพันธ์ของวัฒนธรรมเมืองกับวัฒนธรรมชนบท ศึกษาความกลมกลืนรับ-ให้ ระหว่างวัฒนธรรมเมืองกับวัฒนธรรมชนบท เช่น อิทธิพลของวรรณกรรมราชสำนักที่มีต่อวรรณกรรมพื้นบ้าน

๑๐. ทฤษฎีปริบท ศึกษาส่วนประกอบของวรรณกรรมเช่น การถ่ายทอดวรรณกรรมประเพณีต่างๆตลอดจนค่านิยม

๑๑. ทฤษฎีโลกเก่าโลกใหม่ ศึกษาวรรณกรรมตามสมัยนิยมโดยใช้องค์ประกอบของท้องถิ่นและองค์ประกอบทางประวัติศาสตร์

     แต่ละทฤษฎีก็มีรายละเอียดซึ่งจะต้องศึกษาโดยเฉพาะเราสามรถนำทฤษฎีเหล่านี้มาใช้ศึกษาวรณกรมมุขปาฐะได้ เพราะวรรณกรรมมุขปาฐะก็เป็นคติชนสาขาหนึ่ง

     ต่อไปจะเป็นการขยายความการวิจารณ์เชิงประวัติศาสตร์ตามทฤษฎีของฐานนิยมพอให้เป็นแนวทาง

การวิจารณ์เชิงประวัติศาสตร์: ทฤษฎีของฐานนิยม

     ก. ฐานนิยมบันเทิงคด

       บันเทิงคดีได้รับการจัดหมวดหมู่ตามความเก่งกล้าสามรถของตัวละครเอกดังนี้

       ๑) ถ้าตัวละครเอกมีภาวะ (Kind) และสภาพแวดล้อม (Environment) เหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป กล่าวคือเทพเจ้า (diving being) เรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครเอกนั้นก็ได้ชื่อว่าเทพปกรณัม (Myth) เช่น เรื่องพระพิฆเณศเสียงา นารายณ์สิบปาง
       ๒) ถ้าตัวละครเอกมีระดับความสามรถ (degree) สูงกว่ามนุษย์ทั้งๆที่ตนก็เป็นมนุษย์กลับมีความสามรถเหนือสภาพแวดล้อม(environment) เช่น มีอภินิหาร มีอาวุธวิเศษ พูดภาษาสัตว์ได้ เรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครเอกนั้นก็ได้ชื่อว่านิทาน นิยาย (legend, marchen,folktale) เช่น เรื่องพระร่วง
       ๓) ตัวละครเอกมีความสามารถเหนือมนุษย์ เช่น มีอำนาจวาสนา วิทยาการ แต่ไม่สามรถชนะสภาพแวดล้อม เช่น ธรรมชาติ การวิจารณ์ของสังคม เรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครเอกนั้นก็ได้ชื่อว่ามหากาพย์โศกนาฏกรรม มีลักษณะฐานนิยมเลียนแบขั้นสูง (hige mimetic mode) เช่น ในเรื่องพระลอ
       ๔) ถ้าตัวละครเอกเหนือมนุษย์รรมดาอยู่ในอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมเขาก็จะเป็นตัวเอกในฐานนิยมเลียนแบบชั้นต่ำ (iow mimmmetic mode ) เรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครเอกนั้นก็ได้ชื่อว่านวนิยาย (novel)
       ๕) ถ้าตัวละครเอกด้อยกว่ามนุษย์และสิ่งแวดล้อม เรื่องราวของตัวละครเอกนั้นก็จะเป็นเรื่องตัวตลกตัวละครอยู่ในฐานิยมประชดประชัน (ironicmode) เช่นเรื่องระเด่นลันได

     การวิจารณ์วรรณคดีนั้น อาจทำได้โดยการตีความหรือประเมินคุณค่าพฤติกรรมความเก่งกล้าสามรถของตัวละครเอก (hero) ตามแนวทางจากประเภททั้ง ๕ ที่จัดไว


     ข. ฐานนิยมบันเทิงคดีโศกนาฏกรรม

       โศกนาฏกรรมที่เกี่ยวกับการตายของเทพเจ้าหรือ dionysiac นั้นมักจะมีเรื่องของความโศกเศร้าเสียใจของธรรมชาติ (Solemn syspathy of nature) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

       โศกนาฏกรรมแบบโลมโลกย์ซึ่งมีตัวละครเป็นกึ่งเทพจะมีเรื่องสัตว์และต้นไม้เข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องนี้มีชื่อว่า elegiac การตายของตัวละครเอกเป็นเครื่องหมายของมนุษย์ทั่วไป

       โศกนาฏกรรมแบบการเลียนแบบชั้นสูง (hige mimetic tragedy) นั้นการตายของตัวละครเอกเป็นเครื่องหมายของความจริงทางสังคมและศีลธรรม

       เรื่อง Romeo and Juliet น่าจะเป็นประโลมโลกย์มากกว่าเป็นโศกนาฏกรรมเพราะการตายของตัวละครมิได้ก่อให้เกิดความหายนะอันใด

       อารมณ์สงสารและอารมณ์กลัวของตัวละครเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับโศกนาฏกรรมแบบการเลียนแบบชั้นสูง แต่โศกนาฏกรรมการเลียนแบบชั้นต่ำ (low mimetic tragedy) อารมณ์สงสารและอารมณ์กลัวเป็นเพียงความรู้สึกของผู้อ่าน โศกนาฏกรรมเลียนแบบของชนชั้นต่ำนั้นบางทีมีชื่อว่า โศกนาฏกรรมแบบครอบครัว (domestic tragedy) หรือ pathos ตัวละครเอกของ pathos เป็นปัจเจกบุคคลที่ค่อนข้างอ่อนแอต่างจากตัวละครเอกของโศกนาฏกรรมทั่วไป พฤติกรรมของตัวละครเอกของ pathos เรียกร้องน้ำตามากกว่าก่อให้เกิดอารมณ์สงสารและกลัว พฤติกรรมจะห่างเหออกไปจากพฤติกรรมของมนุษย์ กล่าวคือมีการกระทำมากกว่าที่เขาควรจะเป็นเราเรียกตัวละครประเภทนี้ว่า alazon เช่น นักปรัชญา เหยื่อ (victim) ในpathos เรียกว่า phamakos หรือแพะรับบาป

       ตัวละครเอกที่มีลักษณะตรงข้ามกับ alazon มีชื่อว่า eiron และ eiron นี้เป็นตัวละครในเรื่องประเภท ironyคำว่า irony แสดงถึงการปรากฎของสิ่งหนึ่งน้อยกว่าที่มันเป็น(พูดน้อยความหมายมาก)มีสองประเภทคือ irony แบบไร้เดียงสา (na?ve irony ) ซึ่งผู้แต่งจะเขียนประชดประชันกันเองกับ irony ชั้นสูง (tragedy irony)ซึ่งจะทิ้งให้อ่านตีความเอง

       ในโศกนาฏกรรมแบบ irony (trgedy irony)นั้นตัวละครเอกจะแยกตัวออกจากสังคม ไม่มีลักษณะคล้ายกับตัวละครอื่นๆ เช่น adem พระเยซู

     ค. ฐานนิยมบันเทิงคดีสุขนาฎกรรม

       แก่นเรื่อง (theme) ของสุขนาฎกรรม คือ บูรณาการของสังคม ซึ่งจะอยู่ในรูปแบบของการนำตัวละครเข้าสู่การยอมรับของสังคม

       สุขนาฎกรรมแบบเลียนแบบชั้นสูง (hige mimetic comedy) มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสุขนาฎกรรมแบบเก่า (old comedy) จะมีตัวละครเอกที่เร้าอารมณ์ร่วม (syspathy) และอารมณ์พิลึก (ridicule) ตัวละครเอกจะได้รับชัยชนะ ไม่ว่าสิ่งที่เขากระทำจะมีความหมายหรือจะโง่เขลาซื่อตรงหรืออันธพาลก็ได้สุขนาฎกรรมแบบเก่าจึงประสมประสานกันระหว่างความเป็นผู้มีความสามรถกับ irony

       สุขนาฎกรรมเลียนแบบชั้นต่ำ (low mimetic comedy) มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสุขนาฎกรรมแบบใหม่ (new comedy) จะแสดงออกถึงความลี้ลับทางเพศของชายหญิงเป็นการหยั่งหาอีกสิ่งหนึ่ง (discovery) ในครั้งแรกตัวละครจะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม แต่เมื่อร่ำรวยและมีอำนาจขึ้นก็จะเป็นที่ยอมรับตัวละครจะมีโชคชะตาเช่นคนธรรมดาแต่เป็นที่ถูกอกถูกใจสังคม

       สุขนาฎกรรมแบบครอบครัว (domestic comedy) มักจะมีสูตรซินเดอเรลลา สุขนาฎกรรมแบบนี้ก็จัดว่าเป็นสุขนาฎกรรมแบบเลียนแบบชั้นต่ำได้ วิธีการแก้ปัญหาให้ตัวละครนั้นผู้แต่งจะใช้วิธีการส่งเสริมทางสังคมให้ตัวละครเด่นในตอนจบ

       สุขนาฎกรรม ironic จะเริ่มต้นด้วยการขับไล่ตัวละคร pharmakos ออกจากสังคม เช่น การขจัดไชลอก

       สุขนาฎกรรมบางเรื่องจะทำให้เรายอมรับโลกนิรันดร์ เช่น เรื่อง commedia ของ Dante ตอนภาค Paradios แก่นเรื่องสำคัญของสุขนาฎกรรมแบบ ironic ก็คือการอุทิศตนหรือการบำเพ็ญบารมีของมนุษย์

       ตัวอย่างของสุขนาฎกรรมอีกประเภทหนึ่งก็คือเรื่องราวนักสืบ (detective) ซึ่งมีสูตรของตัวละครเอกพยายามขจัด pharmakos

       ใน merodrana แก่นเรื่องที่สำคัญมีสองแก่น คือชัยชนะของฝ่ายธรรมะกับผลทางคุณธรรมในใจของผู้ฟัง ผู้อ่าน

       สุขนาฎกรรมแบบ ironic มักจะกำหนดให้มีตัวผู้ร้ายเป็นบุคคลนอกสังคมหรือกำหนดให้ตัวผู้ร้ายเป็นผีร้ายในสังคมก็ได้

       เรื่องฆาตกรรม บันเทิงคดีวิทยาศาสตร์จัดอยู่ในวรรณกรรมตลาดที่อยู่ในสุขนาฎกรรมทั้งสิ้น

       บันเทิงคดี มีวิวัฒนาการมาจากแก่นเรื่องเดียวกันแต่ปริบททางสังคมทำให้ดูแตกต่างกันทั้งๆที่รูปแบบวรรณกรรมยังเป็นอันเดียวกัน ตัวอย่าง :

                                    Merge
เทพปกรณัม                     ----------->  นิทานวีรบุรุษ
นิทานวีรบุรุษ                    ----------->  โครงเรื่องของโศกนาฏกรรม/ สุขนาฎกรรม
โครงเรื่องของโศกนาฏกรรม   ----------->  บันเทิงคดีสมจริง

     ง. ฐานนิยมแก่นเรื่อง

      แก่นเรื่องหรือ theme ปรากฏชื่อครั้งแรกในหนังสือของ Aristotle ว่า dainoia (thought) [ในขณะที่Aristotle เรียกโครงเรื่อง (plot) ว่า mythos และเรียกตัวละครกับฉากว่า ethos] การพิจราณาเรื่องของแก่นเรื่องจะกระทำควบคู่กันไปกับเรื่องของความบันเทิง

      แก่นเรื่องหมายถึงสิ่งอันคงอยู่ถาวรไม่ว่าโครงดรื่องจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร

      ในเรื่องของบันเทิงคดีแนวโน้มที่จะพิจราณามีสองประการคือ แนวโน้มการพิจราณาโศกนาฏกรรมอันแยกตัวละครออกจากสังคม กับแนวโน้มการพิจราณาสุขนาฎกรรมอันนำตัวละครเข้าสู่การยอมรับของสังคม

      แต่ในเรื่องของแก่นเรื่อง นักเขียน นักเล่า จะเขียนจะเล่าในฐานะเอกัตบุคคลมีเอกทรรศนะก่อให้เกิดวรรณกรรมเพลงบทเสียดสี ตลอดจนเรื่องที่ให้การศึกษาแก่ผู้อ่าน เช่น เรื่องที่ต่อเนื่องแต่นำเสนอเป็นตอน (episode) และเรื่องประเภทสารานุกรม เช่น เรื่อง เทวกำเนิด

      ตัวอย่างของแก่นเรื่องแบบ episode (episodic theme ) จะปรากฏในนิทานพื้นบ้าน เทพปกรณัม เทวกำเนิด ประเพณีนิยม สุภาษิตต้องห้าม โชคลาง เสน่ห์ นิยาย วีรบุรุษของเผ่ารวมความว่าเป็นเรื่องของสำนึกของกวีจากโลกหนึ่งสู่อีกโลกหนึ่ง

      แก่นเรื่องกลางของ episode ใน mimetic จะเป็นจุดเด่นที่เชิญชวนให้อ่าน เช่น เรื่อง เมียน้อย เพื่อน เทวะ

      ส่วนแก่นเรื่องกลางของ episode ใน low mimetic จะกล่าวถึงการสร้างสรรค์ของแต่ละบุคคลในเชิงต่างๆกัน

      ในเชิงของฐานนิยมบันเทิงคดี กวีจะไม่เลียนแบบ "ชีวิต" ในสำนึกที่ว่า ชีวิตเป็นอะไรก็แล้วแต่ที่มากไปกว่างานของกวี

      ในเชิงของฐานนิยมแก่เรื่อง กวีจะไม่เลียนความคิดอะไรก็แล้วแต่นอกเหนือไปจากความคิดของเขา

      Eliot กล่าวว่า กวีมีสองพวกพวกหนึ่งนั้นสร้างปรัชญาของตนอีกพวกหนึ่งเขียนตามปรัชญาใดๆที่พวกตนเชื่อ

      ฐานนิยมแก่นเรื่องนำไปสู่การให้ความเอาใจใส่แก่ผู้อ่าน การพิจราณา aesthetic distance และ new criticism


บรรณานุกรม

Dorson Richard M., Folklore and folklife. The University of Chicago Press, Chicago,1972,561pp.
Frye Northop, Anatomy of Criticism, Princaton University Press, Haven Princeton,New Jersey, 1973,375pp.
Wellek Rene, Concept of criticism, Yale University Press, New1976,403pp.
Wellek Rene and Warren Austin , Theory of Literature, Harcourt Brace World Inc.,Newyork, 1970,375 pp.

กลับขึ้นบน
กลับขึ้นบน


<< ย้อนกลับ || || ต่อไป >>