วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 99 เรื่อง มังกรจากวรรณกรรมชาติต่าง ๆ : 5
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2547 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

     สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแคว กลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

     ถ้าหากว่าท่านผู้ฟังจะมีความคิดเห็นประการใดเกี่ยวกับรายการนี้ จะถามอะไรก็แล้วแต่นะครับ บางครั้งส่งมาถึงผมช้า ผมต้องขออภัย ถ้าจะให้เร็วกรุณาส่งไปที่สถานีวิทยุกระจายเสียง มหาวิทยาลัยนเรศวรนะครับ สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยนเรศวร FM 107.25 MH ท่าน จ่าหน้าไปยัง สถานีวิทยุกระจายเสียง มหาวิทยาลัยนเรศวร ตำบลท่าโพธิ์ อ.เมือง จ.พิษณุโลกนะครับ อย่าลืมรหัสไปรษณีย์ด้วย 65000 นะครับ วงเล็บไว้ว่า รายการวรรณกรรมสองแคว ก็ได้ครับ

     ผมเพิ่งได้รับจดหมายจากจังหวัดตากนะครับ บอกว่าเวลาที่ขับรถผ่านก็ได้ยินรายการนี้ ท่านก็เขียนมาเกี่ยวกับเรื่องที่ได้ยิน เรื่องมังกง มังกรอะไรก็แล้วแต่ ผมก็ขอขอบพระคุณเป็นอันมาก มีจดหมายอีกฉบับหนึ่ง ก่อนที่ผมจะพูดถึงเรื่องสงกรานต์ ผมขออนุญาตพูดถึงจดหมายฉบับนี้เสียก่อน

     ท่านที่เขียนมาถึงนี่ ในนี้เขาบอกว่า... คงไม่ต้องอ่านหมดว่า อาจารย์คะ ถ้าอาจารย์คะนี่แสดงว่าต้องเป็นผู้หญิงแน่ ๆ เลย คือมีเพื่อนชอบล้อชื่อหนู ไม่ใช่ชอบล้อชื่อนะ ชอบเรียกชื่อหนูว่า หมวยอยู่เรื่อยเลย จึงอยากถามว่า ทำไมการเป็นหมวยนี่มันผิดตรงไหน อะไรทำนองนี้ มีเวรกรรมอะไรกับการเป็นหมวยนี่

     ที่เรียกว่าหมวย ก็คงหน้าตาหนูสวย สวยแล้วก็กระเดียดไปทางคนจีนอะไรทำนองนี้ หรือมีเชื้อสายคนจีน เขาจึงเรียกว่าหมวย โดยเนื้อแท้แล้วคำว่าหมวยนี่นะครับ ในภาษาจีนแต้จิ๋วเขาใช้เรียกน้องสาวนะ ถ้าเขาเรียกเราว่าหมวยแสดงว่าเขาเห็นเราอายุน้อย น่ารัก เป็นภาษาแต้จิ๋ว แปลว่าน้องสาว

     คือคำในภาษาจีนที่ใช้เรียกกัน มักเรียกลำดับเครือญาตินะครับ เดี๋ยวผมจะอธิบายว่าทำไมจึงเรียกอย่างนี้ เรียกลำดับเครือญาติมีหลายคำทีเดียว ส่วนคำที่เรานำมาใช้เรียกคนจีนที่มาอยู่ในเมืองไทยสมัยก่อนนี้ ก็สันนิษฐานเอาว่าอาจจะเรียกตามที่คนจีนเขาเรียกกัน คือคนจีนเขาเรียกกันเองในหมู่เครือญาติเขา พอคนไทยไปฟังเข้า เลยอยากจะเรียกแบบนั้นบ้างก็เพราะไม่เข้าใจเท่าไรหรอก

     ผมว่านะที่คนจีนเขาเรียกกันนี่ เขาถือว่าเป็นพวกพ้องเผ่าพันธุ์เดียวกัน คนจีนเขารักพวกพ้องกันมาก เขาถือว่าเขาเป็นพี่น้องกัน ถ้ายิ่งคนจีนบางคนเขามาจากหมู่บ้านเดียวกัน เขาจะใช้แซ่เดียวกันทั้งหมดนะครับ เขาถือว่าเขาเป็นญาติกัน คนจีนเหล่านั้นเขาถือว่าเขาเป็นญาติกัน

     ก็อาจจะเป็นเพราะว่า คนจีนเขาถือว่าระบบครอบครัวนั้นเป็นระบบครอบครัวขยาย คือ ครอบครัวของคนจีนเป็นครอบครัวขยายนะท่านนะ จึงต้องอยู่ด้วยกัน อยู่ด้วยกันก็ต้องรักใคร่ปรองดองกันในหมู่พี่น้อง คนจีนเขารักใคร่ปรองดองกันในหมู่พี่น้องมาก

     อย่างในเรื่องสามก๊กบอกไว้เลย ตอนที่พูดกันบอกว่า อันพี่น้องนั้นเปรียบประดุจแขนซ้ายขวามันตัดขาดจากกันไม่ได้ ไม่เหมือนกับบุตรภรรยาเปรียบเสมือนกับเสื้อผ้า ถ้าหากขาดแล้วก็เปลี่ยนใหม่ได้ แต่พี่น้องกันต้องรักกัน รักใคร่ปรองดองกัน เพราะถือว่าอยู่ด้วยกันต้องรักใคร่กัน ต้องมีความกตัญญูเวทีต่อกัน แล้วก็ถ้าเป็นระบบครอบครัว การที่จะแสดงความกตัญญูอย่างสูงสุดต่อระบบครอบครัวได้ ก็ต้องอยู่ด้วยกันอย่างรักใคร่ปรองดองกัน ในหมู่พี่น้องชาวจีนเขาคิดกันอย่างนี้

     ด้วยเหตุนี้เขาจึงเรียกน้องสาวว่าหมวย เรียกกันเป็นน้องสาว ที่จริงคนไทยเราก็เป็น อย่างนั้นเหมือนกันนะ พบกันแก่ ๆ หน่อยก็เรียกคุณตา คุณลุง คุณอา คุณน้า พี่ น้อง เรียกได้ทั้งนั้น ไม่มีใครว่าอะไรใคร เรียกกันเป็นหมู่ญาติ

     ในการเรียกกันแบบหมู่ญาตินี่ จะว่าที่มาจากจีน ก็คงจะไม่ใช่ทั้งหมด แม้แต่ฝรั่งมันก็เรียกกันว่า เอ้ย อย่าไปเรียกมัน น่าเกลียด บางทีเขาเรียกกัน เขาก็เอาคำว่า ลุงนำหน้าก็มี คือ อังเคิล แปลว่าลุง เขาก็ใช้เหมือนกันนะ

       เรามักจะพบเสมอว่า ครอบครัวคนจีนจะไม่นิยมแยกออกไปตั้งครัวใหม่ตามลำพัง นั่นคือเมื่อแต่งงานแล้วเขาไม่ออกไปตั้งครัวใหม่ตามลำพังนะ คนจีนเขาไม่นิยมทำเลยครับ ต่างจากของฝรั่ง ฝรั่งนั้นถ้าหากแต่งงานแล้วก็แยกออกไป แต่คนจีนเขาไม่แยก

      จีนก็คงคล้าย ๆ จะเหมือนกับไทยนะแหละครับ ที่เขามาอยู่ในครอบครัวกันมาก ๆ เพราะต้องอาศัยแรงงานทางเกษตรกรรม ในเมื่อต้องอาศัยแรงงานทางเกษตรก็ต้องมาอยู่ด้วยกัน เมื่อมาอยู่ด้วยกัน ต้องอาศัยเรียกกันเป็นหมู่ญาติเป็นลุง เป็นป้า เป็นน้า

     โดยทั่วไปครอบครัวคนจีน เมื่อแต่งงานแล้วนะครับ ผู้หญิงจะไปอยู่บ้านผู้ชายเป็นหลัก ตั้งข้อสังเกตไว้เลย ผู้หญิงจะไปอยู่บ้านผู้ชาย ไปเป็นแรงงานด้านการจัดการบ้านช่อง จัดการดูแลบ้านช่อง เรื่องเสื้อผ้า อาหารนี่เขาดูแลให้ทั้งหมดเลยครับ ผู้หญิงนี่อยู่บ้านผู้ชายดูแลให้ถึงแม่สามี พ่อสามี น้องสามี พี่สามี ดูแลให้หมดทั้งบ้านนั้นเลย ไม่ใช่ดูแลเฉพาะบ้านช่อง ยังดูแลกิจการทางการเงินอีกด้วย ลูกสะใภ้ที่ไปดูแลกิจการทางการเงิน

     นี่ก็ต่างจากไทยนะครับ ไทยเรานี่พอแต่งงานแล้วนี่ ผู้ชายมักจะมาอยู่บ้านผู้หญิง ทำไมผู้ชายต้องมาอยู่บ้านผู้หญิง เพราะต้องใช้แรงงานในการทำนา ผู้ชายต้องมาช่วยล่ะ มาอยู่บ้านผู้หญิงใช้แรงงานในการทำนา

     ส่วนคนจีนนั้นลองตั้งข้อสังเกตให้ดีจะเห็นว่า คนจีนไม่ใช้แรงงานผู้ชายในด้านเกษตรนะท่าน ไม่ใช้นะครับ เพราะอะไรล่ะ เพราะตามลัทธิขงจื้อปลูกฝังให้คนรักการเรียนหนังสือ คนจีนต้องเรียนหนังสือ ดังนั้นลูกผู้ชายทุกคนของครอบครัวชาวจีนจะเน้นการเรียนหนังสือ

ลูกชายเรียนหนังสือ ลูสาวเป็นแม่บ้านแม่เรือน

      ลูกชายของครอบครัวชาวจีนจะเน้นการเรียนหนังสือนะครับ ต้องการให้เรียนหนังสือ เรียนเสร็จต้องสอบเข้ารับราชการเป็นขุนนาง ส่วนหน้าที่ในการจัดการในบ้านในช่องจะเป็นอาหาร เสื้อผ้า การเงิน ต้องให้ผู้หญิงทำ ใช้ความสามารถใช้สติปัญญาใช้แรงงานของผู้หญิง ผู้ชายเขาไม่ทำ ผู้ชายก็จะเรียนหนังสือ ไปสอบเป็นขุนนาง นั่นเป็นลักษณะของจีน

     ก็อย่างนี้แหละครับ เมื่อเข้าไปอยู่ในบ้านรวมกันเข้าก็เลยต้องเรียกกันเป็นเครือญาติ คนจีนมักจะสอนลูกหลานในการประกอบอาชีพ สอนเลย ส่วนมากก็ให้ไปค้าขาย คนจีนบอกว่าการไปประกอบอาชีพการค้าขาย เขาต้องเรียกคนอื่นเป็นญาติด้วย ถ้าเราเรียกเขาเป็นญาติ จะเป็นการสร้างความเป็นกันเอง ถ้าเราเป็นญาติกันย่อมจะทำให้พูดกันง่ายกว่าเป็นคนอื่น

     เพราะฉะนั้นคนจีนมีลักษณะไมตรีสัมพันธ์มากทีเดียว เพราะอะไร เพราะเขาค้าขาย ค้าขายก็ต้องถือว่าลูกค้านั้นเป็นเสมือนญาติ พูดกันเข้าใจได้ง่าย ข้อนี้ต่างจากฝรั่งนะครับ ฝรั่งนั้นในการทำการค้าถ้าจะใช้ความสัมพันธ์แบบทางการนะครับ ฝรั่งเป็นแบบทางการ เป็นสัมฤทธิ์สัมพันธ์ ไม่เป็นไมตรีสัมพันธ์

     นี่แหละครับความแตกต่างตรงนี้มันบ่งชัดเลยว่า การที่คนจีนค้าขายแล้วเขาเรียกกันเป็นเครือญาติ แม้แต่เรียกลูกค้า เขาเรียกเป็นเครือญาตินี้ มันก็เลยทำให้คนจีนประสบผลสำเร็จในการค้าขายอย่างสูง คนที่มาเขาก็พอใจที่มีคนเรียกคุณลุง คุณป้า คนจีนเขาฉลาดตรงนี้ครับ จึงจัดเป็นชาติที่ค้าขายเก่งที่สุดในโลกนะ ถ้าจะดูดีดี อย่าลืมว่าขณะนี้เศรษฐกิจที่โตที่สุดในโลกขณะนี้เป็นของจีนนะครับ ไม่ใช่เล่นนะครับ ในเอเชียนี่จีนมาอันดับ 1 เลย

     ด้วยเหตุนี้เองนะครับ เราจึงสันนิษฐานว่า เมื่อคนจีนเขามาอยู่ในเมืองไทย เขามาตั้งแต่สมัยไหนจากสมัยไหน เข้ามาสมัยกรุงศรีอยุธยาสมัยตอนไหนก็แล้วแต่ คนจีนจึงเรียกคนจีนตามที่
คนจีนเรียกกัน ขอโทษ คนไทยเลยเรียกคนจีนตามที่คนจีนเขาเรียกกัน

     คนไทยนี่เห็นคนจีนเข้ามาอยู่เมืองไทย เลยเรียกคนจีนตามที่คนจีนเขาเรียกกัน เช่น เรียกว่า อาโก อาแป๊ะ อาเจ้ก เฮีย ตี๋ หมวย นี่คนจีนเขาเรียกกันนะ คนไทยก็เลยเรียกคนจีนอย่างนั้นมั่ง ฉะนั้นที่เขาเรียกว่าหมวย เขาเรียกตามแบบที่คนจีนเรียกกัน หนูนี่นะมีเตี่ย มีอาม้า อาม้าเรียกหนูว่า หมวย ที่จริงเรียกว่าหมวย หมวย แปลว่าน้องสาวนะ เขาจะเรียกอย่างนี้ไม่เสียหายหรอก

     ปัจจุบันเรามักจะได้ยินคนไทยเรียกคนจีนว่า เจ๊กขายขวด มีตาแป๊ะแก่ ๆ มีอาโกขายโอเลี้ยง อาหมวย อาตี๋ แก่เฒ่าเหลาเหย่ อาเหลา พอฟังอย่างนี้เราก็ไปคิดเป็นการดูถูก ความจริงการเรียกอย่างนี้ไม่ใช่เป็นการดูถูกเลย ถ้าคิดว่าเรียกอย่างนี้เป็นการดูถูก คิดผิดนะท่านนะ ไม่ใช่นะ

     เพราะอะไร เพื่อให้เข้าใจให้กระจ่างก็จำเป็นต้องอธิบายศัพท์บางคำที่เขาเรียกกัน ยกตัวอย่างคำว่าเหลาเหย่ เขาชอบพูด อื้ย ตาคนนี้ไม่ไหวหรอก เหลาเหย่เลย งั่กเลย แก่กระดางลาง แก่แล้วแก่เลย แก่กะโหลกกะลา อะไรก็ว่ากันไป

     ที่เขาเรียกเขาว่าเหลาเหย่นี้ได้ยินแล้วบางคนโกรธ ที่จริงคำว่าเหลาเหย่นี้นะ หรือเหล่าเอี้ยนะ ในภาษาจีนแปลว่าเจ้านายนะท่าน คำนี้น่ะนะ คำว่าเหลาเหย่หรือเหล่าเอี้ย แปลว่า เจ้านาย คนจีนจะใช้เรียกผู้ที่มีวัยวุฒิ เพราะคำว่าเหลา เขาใช้เรียกผู้มีอาวุโส ส่วนคำว่าเอี้ย แปลว่า เจ้านาย มีอำนาจวาสนา

     เพราะฉะนั้นเหลาเหย่หรือเหล่าเอี้ยนี่ พูดตรงๆ ก็คือผู้มีอาวุโส ผู้มีอำนาจวาสนา เป็นเจ้านาย คำนี้เป็นคำดีนะ เพราะถ้าใครพูดว่าเราเหลาเหย่ แปลว่า เขายกย่องเราว่าเป็น
เจ้านายนะท่านนะ ไม่ใช่เขามาดูถูกว่าเราแก่เฒ่ากะโหลกกะลา ถ้าเป็นกะโหลกกะลาก็กะโหลกกะลาทองคำอะไรทำนองนี้ เหลาเหย่เป็นคำดี นะท่านนะ

     ถ้าเขาว่าหมวยก็เป็นคำดี เดี๋ยวจะพูดให้ฟังว่าดียังไงนะครับ อาโก อาโกนี่เป็นสำเนียงไหหลำนะ จีนไหหลำด้วยกัน อาโก หรืออากอ ถ้าเป็นสำเนียงแต้จิ๋วให้เรียกอาเฮียไม่เรียกอาโก ไหหลำเรียกอาโก แต้จิ๋วเรียกอาเฮีย ถ้าจีนกลางหรือแมนดารินเรียกว่าเกอเกอ ก็คืออาโก หรืออาเฮีย แปลว่า พี่ชาย อาโก แปลว่าพี่ชาย ไหหลำอาโก ถ้าอาเฮีย แต้จิ๋ว เกอเกอ จีนกลาง แปลว่าพี่ชาย

     ถ้าเขาเรียกอาโก แสดงว่าเขาเรียกเราว่าพี่ ตามภาษาจีนไหหลำ ถ้าเขาเรียกอาเฮีย เขาเรียกว่าพี่ตามภาษาแต้จิ๋ว เป็นคำดีนะ คำมงคล คำยกย่องนะ แต่ระวังนะจะไปปนคำว่า โกว โกว ตัวนั้น แปลว่าป้านะ อาโกเรียกผู้ชาย อาโกว แปลว่าป้า คนละคำกัน

     ถ้าเขาเรียกเราว่าอาเจ้ เจ้เป็นภาษาแต้จิ๋วนะ อาเจ้นี่ ถ้าเรียกแบบจีนกลางหรือแมนดารินเขาเรียกว่า เจี่ยเจี้ย แปลว่า พี่สาว พวกเราคงเคยได้ยินบางทีเป็นเจ่เจ้ เคยได้ยินมั้ย ถ้าเจ้ แต้จิ๋ว เจี่ยเจี้ย จีนกลาง ทั้งหมดนี่แปลว่าพี่สาว ถ้าเขาเรียกเราว่าเจี่ยเจี้ย ก็สังเกตว่าเขาเรียกเราว่าพี่สาว นั่นเรียกด้วยความเคารพ เป็นการเรียกเพื่อให้เกิดการปรองดองในหมู่ญาตินะท่านนะ

     ถ้าเขาเรียกเราว่าอาตี๋ อาตี๋นี่ภาษาแต้จิ๋ว ภาษาจีนกลางหรือแมนดาริน เรียกว่าตี้ตี๋ ตี๊ตี๋หรืออาตี๋ แปลว่าน้องชาย ถ้าเรียกว่าอาตี๋ พึงทราบว่าน้องชาย เป็นคำดี คำงาม นะท่านนะ พวกเราคงเคยได้ยินคำว่าซือตี๋ เคยได้ยินไหมครับ ซือม่วย ซือตี๋ คนเป็นครูนะ ซือแป๋ ซือโจ้ว ซือเจ้ คือเป็นครู เป็นครูที่นับแบบญาติต่อ ๆ กันมาอย่าง

     ส่วนอาหมวยนี่ คำถามเมื่อกี้เราเรียกหนู อาหมวยนี่ เรียกแบบแต้จิ๋ว เป็นภาษาแต้จิ๋ว แปลว่า น้องสาว ควรจะดีใจนะที่เขาเรียกว่าน้องสาว เรียกว่าอาหมวยตามภาษาแต้จิ๋ว ถ้าภาษาจีนกลางเรียกว่าเม่ยเม่ย เม่ยเม่ยก็คือน้องสาว จีนกลางหรือแมนดารินเรียกอย่างนั้น เป็นอาหมวย ฟังเพราะนะ คำว่าหมวยนี่ หมวยฟังดี ขาว สวย หมวยบางคน เติมอึ๋มเข้าไป ไม่รู้แปลว่าอะไรนะครับ อาหมวยนี่เพราะ แปลว่าน้องสาว

     ส่วนอาแป๊ะนี่แต้จิ๋ว แต้จิ๋วเรียกอาแปะ อาแป๊ะ แปลว่าลุง บางคนเรียกตาแป๊ะ เรียกอย่างยกย่องนะ เป็นเครือญาตินะ เรียกลุงไม่ได้ไปว่าอะไรหรอก

     ส่วนอาเจ็ก อาเจ็กภาษาแต้จิ๋ว แปลว่า อา เจ็กแปลว่า อา เรียกอาเจ็กคือเรียกคุณอา แต่มีบางคนเขาเรียกเตี่ยของเขาว่าอาเจ็ก ก็ถามว่าเป็นเตี่ย แต่ไฉนเรียกว่าอาเจ็ก เขาบอกว่านี่เป็นการถือเคล็ด ถ้าเรียกว่าเตี่ยอายุจะสั้น ก็เลยเปลี่ยนเป็นอาเจ็กให้หมดเรื่องหมดราว ฟังเสร็จก็ เอ๊อ แปลกดีเหมือนกันนะ แทนที่จะเรียกว่าพ่อก็ไปเรียกว่าอายังงี้นะ

     ของไทยก็มีนะอย่างเช่น บางคนมีแม่เลี้ยงเค้าจะเรียกแม่เลี้ยงว่าแม่น้า สังเกตไหมครับคือน้องของแม่อีกทีหนึ่ง อะไรทำนองนี้ ถ้าเป็นแม่เลี้ยงในที่นี้ไม่ใช่แม่จริง
ไม่ได้หมายความว่าแม่เลี้ยงของทางเชียงใหม่ ที่แปลว่าเศรษฐีผู้หญิง ไม่ใช่อย่างงั้นนะครับ

     อาซ้อ ภาษาแต้จิ๋วมีคำว่า อาซ้อ แปลว่า พี่สะใภ้ ซ้อคือพี่สะใภ้ อาซ้อคือพี่สะใภ้ เรียกดีนะ เรียกพี่สะใภ้ว่าอาซ้อ

     บางทีมีคำว่าอาเหลา อาเหลานี่ เหลานี่ใช้เรียกผู้สูงอายุ โดยยกย่องว่าเป็นผู้อาวุโส เหลาที่เรียกผู้อาวุโส เรียกแบบยกย่อง บางครั้งเราจะได้ยินคนจีนที่เป็นสามีภรรยากันนี่ เค้าเรียกกันด้วยความสนิทสนม เรียกกันแบบสบาย ๆ เรียกกันว่า เหลานี่เหมือนกันคือยายเฒ่า ตาเฒ่า อย่างนี้น่ะนะ ยายแก่นี่

     สามีบางคนเรียกภรรยาว่ายายแก่ ที่จริงคำพูดคำนั้นเป็นคำเรียกแบบสนิทสนม เป็นคำเรียกแบบหยอกล้อ ใช้สำหรับคนสนิทสนมกัน คนไม่สนิทสนมกันอย่าไปเที่ยวเรียกอย่างนั้นนะ เดินผ่านไปเรียก ยายเฒ่า จะเดินไปไหน เกิดเรื่องขึ้นได้ เราไม่นิยม

     เห็นไหม ทั้งหมดนี่คำที่เขาเรียกคนจีน คนไทยไปเรียกคนจีนนี่นะครับ ก็คือคำที่คนจีนเขาเรียกกัน ซึ่งเป็นการเรียกกันอย่างยกย่อง เป็นคำเรียกที่ใช้ในชีวิตประจำวันของคนจีนทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นคำดูถูก ดูหมิ่น แต่ประการใดเลย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเขามาเรียกเราว่าเป็นหมวย ก็พึงทราบว่าเขาเรียกโดยนึกว่าเราเป็นญาติ เป็นน้องสาว ไม่ถือว่าเสียหายอะไร

     คราวนี้ ภาษาจีนที่มาพูดในเมืองไทยก็มีหลายภาษานะครับ พูดในเมืองจีนมีเป็นร้อยภาษาเลยท่าน ภาษาถิ่นเขามีเยอะโดยเฉพาะภาษาจีนที่ชาวจีนมาพูดกันในเมืองไทยมีอยู่หลายภาษาเหมือนกัน ภาษาแรกที่สุดเป็นภาษากลางของประเทศเขาเลยเรียกว่าภาษาจีนกลาง จีนกลางหรือภาษาอังกฤษใช้ว่า แมนดาริน นะฮะ ยังถือว่าเป็นภาษากลางของประเทศเขา

    ด้วยเหตุที่เป็นภาษากลาง เราจึงเรียกว่าจีนกลาง จีนกลางนะครับ จงเหวิน จง เท่ากับกลาง เหวินคือคำพูด จงเหวิน ก็คือ จีนกลาง เป็นภาษาของคนจีน คนจีนนี่จะเรียกภาษาประจำชาติของเขาว่า กว๋ออวี่ กว๋อ ประเทศ อวี่ ภาษา จีนกลางเป็นภาษาประจำประเทศ ถ้าเราเข้าไปประเทศจีนหรือประเทศไหนก็แล้วแต่ที่มีคนจีนอยู่ ก็มักจะติดต่อกันด้วยภาษาจีนกลาง นี่ก็เป็นภาษาแรกของจีน

    ถ้าเป็นภาษาที่สอง เรียกว่าภาษาเซี่ยงไฮ้ เซี่ยงไฮ้นี่ส่วนมากพูดในเขตเมืองเซี่ยงไฮ้ จนถึงมณฑลฮกเกี้ยนนี่แหละ ตั้งแต่เมืองเซี่ยงไฮ้จนถึงมณฑลฮกเกี้ยน สำเนียงก็คล้ายกับจีนกลาง พูดรัวแล้วก็เร็วมากหน่อย คนที่เรียนที่ปักกิ่ง เขาจะพูดเสมอว่า แม้แต่เขาก็ยังฟังไม่ค่อยจะทันเลย เพราะว่ารัวแล้วก็เร็ว นี่ก็มีพูดในไทยเราอยู่ทีเดียวแหละ

    ส่วนภาษาอีกภาษาหนึ่งเป็นภาษาจีนที่พูดในไทย คือ ภาษาจีนแคะ ภาษาจีนแคะนะครับ แคะก็มี 2 อย่าง แคะลึกกับแคะตื้น ว่าอย่างนั้น ภาษาจีนแคะ ก็เป็นภาษาที่ใช้อย่างกว้างขวางถึงห้ามณฑล
คำว่าแคะหรือเค่อ มีความหมายว่าแขก หมายถึง guest ตัวนี้ เป็นชาวจีนที่อพยพมาจากถิ่นอื่น มาอาศัยอยู่บริเวณแถบห้ามณฑลนั่นเองแหละ จึงเรียกว่าจีนแคะ แคะแปลว่าแขกนะท่านนะ เอ๊ะฟังดู อย่างกับเสียงของชาวเขาที่เขาพูดกันแบบไม่มีตัวสะกด เรียกแขกว่า แขะยังงี้นะแหละฮะ ก็เป็นแคะได้พอ ๆ กันนั่นแหละ

     นี่ก็ภาษาจีนแคะ ก็ 3 ภาษาแล้วนะ จีนกลาง เซี่ยงไฮ้ แล้วก็จีนแคะ อีกภาษาหนึ่งคือภาษาจีนฮกเกี้ยน ฮกเกี้ยนนี่ใช้มากในมณฑลฮกเกี้ยน มณฑลฮกเกี้ยนมีอาณาเขตติดต่อกับทะเล มีลักษณะออกเสียงคล้ายภาษาจีนแต้จิ๋วมากทีเดียว คล้ายกับจีนแต้จิ๋วมาก เพียงแต่แต้จิ๋วออกเสียงหนักกว่า ถ้าจัดเป็นภาษาจีนก็เป็นภาษาจีนเดียวกับไหหลำนะครับ นี่แหละฮกเกี้ยน

     ฮกเกี้ยนนี่ก็แปลกนะ คนไทย สมัยรัตนโกสินทร์ เขาจะยกย่องว่าคนจีนฮกเกี้ยน เป็นคนจีนที่มีปัญญามากกว่าคนจีนอื่น ๆ ถ้าผมจำไม่ผิดดูเหมือนจะมีโคลงบทหนึ่ง ซึ่งสมเด็จกรมพระยาปรเรศวริยาลงกรณ์ นิพนธ์เอาไว้นะครับ ในนั้นเขียนยกย่องคนจีนมาก เขียนเอาไว้ว่า

โหรจีนรีบสั่งให้ไล่เสีย ชั่วถ่อยคอยตั้วเฮียเศิกเสี้ยน
ควรตัดเชือกหางเปียโยนล่อง มันใช่เจ๊กฮกเกี้ยนต่ำช้ำวิชาเลว

     เป็นการยกย่องว่า คนจีนฮกเกี้ยนเท่านั้นคือคนจีนที่มีสติปัญญาสูง นอกนั้นล่ะก็ใช้ไม่ได้ สู้จีนฮกเกี้ยนไม่ได้เลย แม้แต่คนจีนที่แปลสามก๊ก สามก๊กแปลมาเป็นภาษาไทยเราก็เป็นคนจีนฮกเกี้ยนนะครับ สามก๊กก็แปลในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยที่ผู้อำนวยการแปลหรือเป็นนายกองการแปลนี่คือ เจ้าพระยาพระคลัง ที่มีชื่อจริงว่าหน

      เจ้าพระยาพระคลังนี่เป็นฝ่ายจัดให้แปลขึ้น สามก๊กให้แปลเป็นภาษาไทยว่าสามก๊ก ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่าสามก๊กจี่นะท่านนะ สามก๊กจี่ ก็เป็นภาษาจีนกลางหรือแมนดารินเลย นี่เรียกว่า ซานกว๋อจื่อ ผมเคยเห็นสามก๊ก ฉบับที่แปลมาจากภาษาจีนกลางก็มีนะครับ ชื่อต่าง ๆ ที่เรียกกัน ก็ต่างจากสามก๊กที่เราอ่าน

      สามก๊กที่แปลฉบับของเจ้าพระยา พระคลัง (หน) ใช้สำเนียงของฮกเกี้ยน ส่วนซานกว๋อจื่อนั้นใช้สำเนียงของจีนกลางหรือแมนดาริน ไทยเราแต่ก่อนถือว่า คำว่าหนังสือสามก๊ก เราแปลมาจากสามก๊กจี่ คนที่แต่งสามก๊กจี่ คือ ล่อกวนตง ภาษาฮกเกี้ยนว่าล่อกวนตง ถ้าภาษจีนกลาง เรียกว่า หลอกว้านจง หลอกว้านจงเป็นผู้แต่งซานกว๋อจื่อ

      ถ้าพูดในภาษาฮกเกี้ยนก็ว่า ล่อกวนตง เป็นผู้แต่งเรื่อง สามก๊กจี่ แล้วมาแปลเป็นไทย ตอนแปลเป็นไทยนี่ฉบับของล่อกวนตง เขาบอกว่า ฉบับล่อกวนตงมีการเขียนคำพังโพยประกอบด้วยนะ คนที่เขียนคำพังโพยประกอบชื่อว่าจินเสียถ่างกับเม่าจงกัง นี่ผมยังไม่ได้ตรวจสอบเลยว่าจินเสียถ่างกับเม่าจงกัง ซึ่งเป็นภาษาฮกเกี้ยนนี่ ภาษาจีนกลาง เขาใช้ว่าประการใด ยังไม่ได้ตรวจสอบดู

     นี่พูดเฉพาะภาษาจีนฮกเกี้ยนหรอกท่าน คนที่พูดภาษาจีนฮกเกี้ยนอยู่ทางใต้มากมายเลยนะท่านนะ พวกนี้ก็มาจากบรรพบุรุษก็มาจากมณฑลฮกเกี้ยนนี่เองแหละซึ่งติดกับทะเล เพราะฉะนั้นก็เดินทางทางทะเล มาขึ้นฝั่งมาอยู่ในเมืองไทยก็มีมิใช้น้อยทีเดียว

     ส่วนไหหลำส่วนมากจะมาอยู่แถวนครสรรค์นะครับ มาเป็นคนทำไม้ ล่องซุงมั่ง มาเป็นช่างทองอะไรพวกนี้ก็มีเยอะ คนเคยดูงิ้วนะ ถ้าเป็นงิ้วไหหลำอีกอย่างหนึ่ง งิ้วแต้จิ๋วอีกอย่างหนึ่ง งิ้วไหหลำเวลาจะขี่ม้าก็เอากระดาษทำเป็นรูปม้า ผูกติดกับตัวเลยท่าน ดู ๆ แล้วก็สนุกดีทีเดียว

     ภาษาอีกภาษาหนึ่งที่มีพูดกันในภาษาไทยมากเหลือเกินก็คือภาษาจีนแต้จิ๋ว แต้จิ๋ว แต้ แปลว่าน้ำขึ้นน้ำลงนะท่านนะ คำว่าแต้ แปลว่าน้ำขึ้นน้ำลง คำว่าทะเลหรือฝั่งแม่น้ำ ส่วนจิ๋วหรือจิว แปลว่ามณฑล รวมทั้งหมดมีความหมายว่า มณฑลริมทะเล ติดกับฮกเกี้ยน จึงมีภาษาที่เหมือนกัน

     จิ๋วหรือจิว แปลว่ามณฑล คือรวมทั้งหมดระหว่างแต้กับจิ๋ว มีความหมายว่า มณฑลริมทะเล เพราะอะไร เพราะว่าแต้ แปลว่าน้ำขึ้นน้ำลง แปลว่าทะเลหรือฝั่งแม่น้ำ จิ๋ว แปลว่ามณฑล พอรวมกันเข้าระหว่างแต้จิ๋ว ก็เป็นมณฑลริมทะเล ซึ่งติดกับฮกเกี้ยน ภาษาเลยใกล้เคียงกัน

     อีกภาษาหนึ่งที่พูดในไทย คือจีนกวางตุ้ง ภาษาจีนกวางตุ้งก็พูดกันเช่นเมือง เสิ่นเจิ้น เรารู้จักเวลาเราไปฮ่องกงหรือเปล่านี่ เมืองเสิ่นเจิ้นและบางส่วนในเมืองกวางสี รวมทั้งในฮ่องกงก็มีผู้ใช้กันมาก รองลงมาจากภาษาจีนกลาง รองจากจีนกลางก็คือภาษาจีนกวางตุ้ง เรายังไม่มีเวลาที่จะพูดถึงจีนไหหลำ ซึ่งก็มีต่อไปอีก

     คราวนี้ก็คงจะต้องพูดถึงต่อจากตอนที่แล้ว ที่พูดถึงมังกรให้จบไปตอนหนึ่งนะท่านนะ จึงจะไปขึ้นเรื่องสงกรานต์ เพราะฉะนั้นพอจะพูดเรื่องสงกรานต์ก็คงจะไปออกอากาศเอาวันที่ 18 นั้นนะแหละ เลยสงกรานต์ไปแล้วคงไม่เสียหายอะไรหรอก พูดก่อน พูดหลังก็ไม่เสียอะไรหรอก แต่ในวันนี้จะต้องต่อเรื่องจากคราวที่แล้วให้จบไปเลย

หลงหม่า     คราวที่แล้วน่ะผมพูดไปถึงตัวกิเลน พูดถึงไปว่าในพงศาวดารไคเภ็กนี่กล่าวถึง หลงหม่า หลงคือมังกร หม่า ก็ม้า พูดไว้ว่าที่ แม่น้ำเม่งจิ๋น เกิดมีพายุคลื่นระลอกใหญ่ น้ำท่วมขึ้นมาบนแผ่นดิน
มีสัตว์ตัวหนึ่งรูปร่างเหมือนมังกร ครั้นวิเคราะห์ดูให้ดี หาใช่มังกรไม่ ดูรูปร่างเหมือนม้า แต่ก็หาใช้ม้าไม่ เพราะอะไร เพราะรูปร่างใหญ่โต และมีปีกด้วย ตัวพรรค์นี้ขึ้นมาโลดเต้นบนน้ำ

     นี่ยืนอยู่บนน้ำ รูปร่างสูงประมาณ 8-9 เชียะ 8-9 เชียะ เชียะนี่ก็เป็นมาตราวัดระยะสมัยโบราณของจีนนะครับ 1 เชียะเท่ากับ 1 เมล็ดข้าวเปลือก 10 เมล็ด ภายหลังเทียบเท่ากับ 10 นิ้ว หรือ 1 ฟุต นะฮะ ส่วนตัวของมังกรที่ว่านี้มีเกล็ด มีปีก 2 ข้าง จึงเรียกสัตว์นี้ว่าหลงหม่า หลงหม่าคือม้ามังกรนั้นเอง

      ของไทยเรานี่จากจินตนาการของท่านมหากวีสุนทรภู่ เราก็มีม้ามังกรเหมือนกับนะท่านนะ ม้ามังกรของเรามีรูปลายกนก เรียกว่าสีหราก็ได้เป็นสัตว์หิมพานต์ เป็นมังกร เท้าเป็นสิงห์ หางและตามตัวเป็นลายกนก นี่ถ้าจะเทียบเคียงกัน นิทานตามจินตนาการของสุนทรภู่มีม้านิลมังกรไง ของสุนทรภู่ม้านิลมังกรมีรูปร่างเป็นอย่างไงล่ะ ในคำอธิบายมีบอกไว้ว่าม้ามังกร สัตว์หิมพานต์

       ...พอพบม้าหน้าเหมือนมังกรร้าย... ม้านี้หน้าเหมือนมังกรร้าย ....แต่กับกลายเป็นม้าน่าฉงน หางเหมือนอย่างหางนาคปากคำรณ กายพิกลกำยำดูดำนิล...

       โอ้ม้าตัวนี้หน้าเหมือนมังกรนี่ สุดสาครไปพบ ใครพบก็ว่าไปเถิดท่าน แต่ว่ารูปร่างเป็นม้า หางเหมือนหางพญานาคนะครับ ปากก็ทำเสียงดัง รูปร่างก็ดูกำยำดำสนิท เลยเรียกว่าม้านิลมังกรไง แล้วมันทำไมม้านิลมังกรตัวนี้

กินคนอู้ดูปลาหญ้าใบไม้ มันทำได้หลายเล่ห์ไอ้เดรฉาน
เขี้ยวเป็นเพชรเกล็ดเป็นนิลสิ้นเป็นปาน ถึงเอาขวานฟันฟาดไม่ขาดรอน

      เป็นม้ามังกรธรรมดาซะเมื่อไหร่ เป็นม้ามังกรอยู่ยงคงกระพัน ขนาดเอาหินฟันยังไม่เป็นอะไรก็แล้วกัน ก็แสดงว่าม้ามังกรหน้าเหมือนมังกรมีหนวด มีหนวด กีบและตัวเหมือนม้า หางเป็นนาค เป็นสัตว์น้ำที่กินคน กินสัตว์ กินปู กินปลา กินใบไม้ ใบหญ้า นั่นคือขึ้นบกก็กินหญ้าแบบม้า
ลงน้ำกินงู กินปลา แบบมังกร ขึ้นมาเจอคนก็กินคน

      ลักษณะจะเป็นสัตว์สำคัญนะ อยู่บนบกก็ได้อยู่ในน้ำก็ได้ เป็นสัตว์วิเศษนะท่าน จัดเป็นสัตว์ในจีนัสใด สปีชี่ใดก็จัดลำบาก ต้องไปกราบเรียนถามท่าน ดร.พงษ์ศักดิ์ ดูเสียก่อน ภาคชีวะ ดูว่านี่มันอะไรนะนี่ มันเป็นสัตว์ในจินตนาการนะท่าน ถ้าพูดในจินตนาการแสดงว่าจริง ๆ มันไม่มี ม้ามังกร ก็อยู่ในจินตนาการ ม้าจริง ๆ ก็ไม่เป็นอย่างนี้หรอก
ผมว่านะ

      มันก็มีเกาะเกาะหนึ่งชื่อ เกาะดูเจล ดูเจล นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าคือเกาะบินตัวที่อยู่ในหมู่เกาะมลายู เขาบอกว่าที่เกาะดูเจล หรือเกาะบินตัว ในปัจจุบันมีม้าอยู่ตัวหนึ่งท่าน ม้าตัวนี้
ขนคอยาวปรกดิน ม้านี้เป็นลูกม้าวิเศษ ชื่อเซมเบนรานี ปรากฏในตำนานมลายูและสุมาตรานะท่านนะ

      ในตำนานของมลายูและสุมาตราก็บอกว่า ม้าวิเศษที่ชื่อเซมเบนรานี มันวิ่งบนน้ำก็ได้ บนดินก็ได้ เหาะไปบนอากาศก็ได้ ไม่งั้นจะเรียกว่าม้าวิเศษได้ยังไง มันไปครบทุกที่เลยละ ม้าตัวนี้ถ้าอยู่ที่เกาะดูเจล ซึ่งนักโบราณคดีเขาบอกว่าเกาะดูเจลคือเกาะบินตัวที่อยู่ในเกาะมลายูนี่แหละครับ ม้าประเภทนี้เขาก็ไม่เคยเห็น ก็ไม่ทราบว่าใครไปพบเข้า มันไปบนอากาศได้ มันวิ่งบนน้ำได้ นี่มันสะเทินน้ำสะเทินบกประเภทนี้ ไอ้ม้าประเภทนี้คงเป็นจินตนาการที่มันทำให้คนที่ผลิตยานพาหนะตอนหลัง ทำให้ไปบนอากาศก็ได้ ลงน้ำก็ได้ ขึ้นบกก็ได้ก็มี

      คราวนี้พูดถึงมังกรแล้วมาพูดถึงสถานที่ที่มันเกี่ยวข้องกับมังกรมั่งล่ะ ว่ามันมีที่ไหนมั่ง สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับมังกร ต้องพูดถึงดินแดนที่เกี่ยวข้องกับมังกรเสียก่อน คือในจีน ในประเทศจีนนะท่านนะ ในประเทศจีนมันมีสถานที่หลายแห่งเลยนะท่าน ที่มีชื่อเกี่ยวข้องกับมังกรนี่ บางแห่งก็จะเป็นสมญานามที่ตั้งขึ้นตามลักษณะภูมิประเทศ

      เอ้ายกตัวอย่าง เช่น นครหนานจิง ที่นครหนานจิง ทางตอนใต้มีแม่น้ำหยางจื้อเจียงไหลผ่านนะท่านนะ มีขุนเขาคดเคี้ยวขึ้นลง ห้อมล้อมเมือง เราจึงเรียกเมืองนครหนานจิงนี้ เป็นสมญานามว่าเมืองเสือหมอบ มังกรขด นี่ให้เรียกเมืองเสือหมอบ มังกรขด เพราะอะไร เพราะทางตอนใต้มีแม่น้ำหยางจื้อเจียงไหลผ่าน แล้วมีขุนเขาคดเคี้ยวห้อมล้อมเมืองเหมือนเสือหมอบแล้วมีรูปมังกรขด นี่เป็นสมญานามของนครหนานจิง

       ที่แม่น้ำฮวงเหอ หรือหวงเหอ เป็นแม่น้ำที่กั้นเขตระหว่างมณฑลเซียมไซกับมณฑลซานสี ตอนใกล้เมืองลั่วหยาง มีเทือกเขามาบรรจบกัน เทือกเขาบรรจบกันเกิดเป็นทางน้ำซึ่งมีชื่อเรียกกันว่าประตูมังกร เทือกเขามาบรรจบกันมีน้ำไหลระหว่างการบรรจบกัน เขาเรียกตรงนั้นว่าประตูมังกร เรียกเป็นภาษาจีนว่า หลงเหมิน

      หลงก็มังกรไง เหมินก็ประตู หลงเหมินก็ประตูมังกรไง บางทีเขาก็เล่าว่า แม่น้ำหวงเหอนี่ไหลเชี่ยวกรากจนทำให้เกิดอุทกภัยทุกปี จนกระทั่งพระเจ้าซุ่นตี่จึงโปรดให้เจาะภูเขาทำทางน้ำไหล เพื่อให้ระบายน้ำ จึงเรียกประตูที่ระบายน้ำนี่ว่าประตูมังกร เขาบอกว่าทางน้ำไหลนี่ เจาะเขานะนี่ ระบายออกมา พระเจ้าซุ่นตี่ไปสั่งให้เจาะไว

      แต่ที่จริงมันก็อยู่ระหว่างภูเขา เทือกเขาที่มาบรรจบกันนี่แหละ แล้วน้ำคงจะไหลเชี่ยวเพราะไหลมาจาก 2 เขา แม่น้ำหวงเหอนี่ก็มีชื่อเสียงทางด้านอุทกภัยอยู่เสมอ เป็นที่ทราบกันดีโดยทั่วกัน ก็มีเรื่องเล่ามาว่า ช่วงเวลาหนึ่งในทุกปีจะมีปลาชนิดหนึ่ง มีชื่อว่า ปลาหลี ปลาหลีเรียกเป็นภาษาจีนว่า หลีฮื้อ ฮื้อ แปลว่าปลา ปลาหลีก็หลีฮื้อ พากันว่ายมาที่ประตูมังกรนี่แหละ แล้วพยายามกระโดดผ่านช่องประตูนี้ ถ้าตัวใดกระโดดข้ามไปได้ กลายเป็นมังกรเหาะขึ้นไปบนฟ้าเลยท่าน

       ก็เป็นอุทาหรณ์ถึงความมานะอดทน ที่จะทำให้สำเร็จเป็นเซียนได้ ก็ปลาหลีฮื้อนี่ว่ายมาธรรมดา แล้วก็เหาะขึ้นไปในอากาศแล้วเหาะข้ามประตูมังกรได้ ก็ไม่ใช่ธรรมดา เพราะน้ำมันไหลเชี่ยวเหลือเกินนะครับ

       ที่นี้มาพูดถึงชื่อสถานที่ชื่อหนึ่ง สถานที่นี่ใคร ๆ ก็รู้จักคือเกาลูน เกาลูนเป็นส่วนหนึ่งของเกาะฮ่องกงน่ะแหละท่าน แต่อยู่ฝั่งตรงข้ามกัน พอเราอยู่ฝั่งฮ่องกง มองไปยังฝั่งตรงกันข้ามจะเห็นเกาลูนนะท่านนะ เวลาเดินทางไปฮ่องกง ลงเครื่องที่สนามบินไคตั๊กที่ฝั่งเกาลูน สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะอยู่ฝั่งนี้ คือฝั่งเกาลูน

        ถ้าจะไปฝั่งฮ่องกง ปัจจุบันก็ใช้รถไฟใต้ดินข้ามอุโมงค์ใต้ทะเลไป 2 ฝั่ง คนฮ่องกงใช้ภาษากวางตุ้ง ออกเสียงเกาลูนว่า เก๋าหล่ง นี่เขาเรียกเกาลูนว่าเก๋าหล่ง เก๋าก็คือเก้า ส่วนลุน หล่งก็คือหลง ก็คือมังกร ฟังดูนะฮะ คนฮ่องกงใช้ภาษากวางตุ้งออกเสียงเกาลูน ว่าเก๋าหล่ง เกา เก๋า ก็คือ เก๋า ลูน หล่ง ก็คือหลง ก็คือมังกร ดังนั้นเกาลูนจึงแปลว่าเมืองเก้ามังกร นี่แปลได้ดีนะ เมืองเก้ามังกรเลยแหละ

        เมืองเกาลูน เก้ามังกรก็แปลว่ามันมี มังกรเก้าตัวแหละท่าน จึงเรียกว่าเก้ามังกร เหตุที่เรียกอย่างนี่นี่นะ ต้องย้อนกลับไปถึงสมัยก่อน กุบไลข่าน ท่านรู้จักกุบไลข่านนะครับ กษัตริย์มองโกล ตอนที่กุบไลข่านกรีฑากองทัพมายึดจีนในสมัยราชวงศ์ซ้อง ตอนที่จะเข้ามายึดจีนพวกเชื้อพระวงศ์ของจีนทั้งหลายก็กลัวกุบไลข่านนะ คนนี้ดุร้ายมากเลย

       เชื้อพระวงศ์ทั้งหลายก็หนีลงใต้มาเลย ลงมาทางฮ่องกงนี่แหละ ตอนที่ลงมามีจักรพรรดิของจีนลงมาด้วยเป็นจักรพรรดิน้อย จักรพรรดิน้อยปีนขึ้นไปบนเขา และไปเห็นว่าเกาะนี้มีรูปร่างเหมือนมังกรแปดตัว ขุนนางบอกว่าความจริงมีเก้าตัว เกาะนี้ไม่ได้มีมังกรแปดตัวหรอกมีเก้าตัว จักรพรรดิน้อยจึงถามว่าตัวไหนเป็นตัวที่เก้า พวกขุนนางจีนก็บอกว่า ตัวที่เก้าคือพระองค์นั่นเอง เพราะพระองค์นั้นก็เปรียบเสมือนมังกร

       เพราะฉะนั้นเขาจึงเรียกเกาะนี้เรียกดินแดนตรงนี่ว่า เก๋าหล่ง หรือเกาลูน แปลว่ามังกรเก้าตัว แต่ที่จริงมองดูเหมือนแปดตัว แต่ที่นับเป็นเก้าเพราะว่าจักรพรรดิน้อย ถ้าจะเทียบแล้วก็คือมังกรตัวหนึ่งเหมือนกัน งั้นท่านที่ไปเกาลูน ไปฮ่องกง เกาลูน อย่าลืมมองดูแล้ว อ๋อ มันมังกรเก้าตัว แต่มองเห็นจะคล้าย ๆ แปด

       มันไม่เป็นอย่างนั้นหรอก เพราะเดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนแปลง มีสิ่งก่อสร้างตึกรามบ้านช่องอาคารสูง ๆ อยู่มากมาย มองดูก็คงไม่เห็นมังกร ถ้าจะเห็นก็มังกรไปนอนอยู่ใต้ตึกพวกนั้นกระมัง ก็มองไม่ชัด แต่ก็พอจะทำให้นึกได้ว่า อ๋อ เกาลูน เกาลูนไม่ใช่อะไร เกาลูนก็เก๋าหล่ง มังกรเก้าตัวนั่นเอง ถ้าไปเที่ยวฮ่องกงนะครับ พอเห็นเกาลูนเข้าก็นึกถึงเกาลูน เก๋าหลง มังกรเก้าตัว

      ทีนี้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพระราชวังฤดูร้อนในนครเป่ยจิง ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพระราชวังฤดูร้อนนี่ จะมีทะเลสาบที่สวยงามแห่งหนึ่ง เขาเรียกทะเลสาบนี้ว่าทะเลสาบมังกรดำ และอีกแห่งหนึ่งเรียกว่าทะเลสาบมังกรขาวนะครับ

      ที่ในนครเป่ยจิงนะท่านนะ เป่ยจิงแปลว่า นครทางเหนือ เป่ย ก็เหนือ จิง ก็เชียง ภาษาเราก็ จิง เชียง เจียง แปลว่า นคร เชียงใหม่ แปลว่า นครใหม่นะครับ เชียงรายก็แปลว่านครของมังรายจึงเรียกว่าเชียงราย

      ยังมีเชียงเถียนอันนี้อยู่ทางอีสานนะครับ เถียนมาจากอะไรก็ค่อยว่ากันอีกที เชียงเถียน เชียงมั่น เชียงยืน ก็อยู่อิสานนะท่านนะ เชียงมั่นก็เป็นชื่อวัด วัดเชียงมั่น เชียงราย เชียงม่วน เอ้อ อันนี้เต็มไปด้วยความสนุกสนานที่เรียกว่าเชียงม่วน อำเภอเชียงม่วนนะท่าน เชียงม่วน เชียงบานก็มีนะ คนที่อยู่ในนั้นคงจะชื่นบานมั้ง จึงได้ชื่อว่าเชียงบาน หรือคำว่าบานจะแปลเป็นอย่างอื่น ค่อยว่ากันอีกทีหนึ่งก็ได้

      อันนี้ก็ว่าถึงเชียง เพราะว่าในนครเป่ยจิง พยายามพูดว่าเป่ยจิงก็แปลว่านครทางเหนือนะท่านนะ นครเป่ยจิงมีทะเลสาบสวยงาม ชื่อทะเลสาบมังกรดำและทะเลสาบมังกรขาว เวลาที่ท่านไปเที่ยว ท่านก็คงได้มองเห็นทะเลสาบทั้งสองนี้มังกรดำกับมังกรขาว

      ทำไมจึงชื่อมังกรดำ มังกรขาว มันก็ต้องมีวรรณกรรมเล่าต่อกันมาว่าทำไมถึงให้ชื่อเช่นนี้ ก็มีเรื่องเล่ากันมาว่าครั้งหนึ่ง ครั้งหนึ่งก็ต้องเป็นนิทาน ตำนาน once upon a time ครั้งหนึ่ง มีแม่มังกรดำกับลูกสาวถูกทำร้าย แม่มังกรดำกับลูกสาวก็เป็นมังกรดำนั่นแหละ

      มังกรดำผู้หญิงแล้วก็มีลูกสาวด้วย ถูกทำร้ายหนีมาซ่อนตัวที่ทะเลสาบ มาซ่อนตัว เพื่อมารักษาลูกสาวที่ถูกทำร้ายบาดเจ็บ ก็ไม่รู้ว่าถูกใครทำร้ายมา แม่มังกรดำกับลูกสาวก็หนีมาซ่อนตัวที่ทะเลสาบ รักษาลูกสาวที่ได้รับบาดเจ็บ ถ้าเป็นสมัยก่อนก็เรียกว่ามานอนเลียแผล

      ใช้คำนี้นะ เลียแผลจะใช้กับสัตว์พวกไหน (หัวเราะ) เห็นจะเป็นสัตว์สี่เท้า ที่ถูกตีมานอนเลียแผลอยู่ แต่มังกรนี่ไม่น่าจะมานอนเลียแผลนะท่านนะ มาซ่อนตัวเพื่อรักษาลูกสาวที่ได้รับบาดเจ็บ

      วันหนึ่งลูกสาวของมังกรนี่ หายบาดเจ็บแล้วนี่ หายเจ็บป่วยแล้ว ลูกสาวของมังกรก็หายเจ็บป่วยแล้วก็แปลงร่างเป็นผู้หญิง ขึ้นไปเดินเล่นบนบก ก็ตัวอยู่ในทะเลสาบแท้ ๆ นี่นะ แปลงร่างเป็นผู้หญิงขึ้นไปเดินเล่นบนบก เดินเล่นไปขื่อทิกท้อ

      เดินเล่นบนบก ไปเก็บดอกไม้ ดอกไม้นี่ขึ้นเต็มไปหมด งามเลยไปถึงภูเขา ท่านลองนึกภาพของเมืองจีนดูนะ ติดกับทะเลสาบก็มีภูเขา ติดกับภูเขาก็มีต้นไม้ขึ้น ต้นไม้นั้นก็ออกดอกสวยงามไปหมด ผู้หญิงเขาชอบขึ้นไปเก็บดอกไม้ อีตอนหลังเก็บดอกไม้เป็นคำพูดหมายถึงไปปัสสาวะไม่เพราะเลยนะ น่าจะเป็นคำอื่นนะท่านนะ

      ลูกสาวของมังกรก็แปลงร่างเป็นผู้หญิงเดินไปเก็บดอกไม้ข้างๆภูเขา ขณะที่กำลังเก็บอยู่นั้น ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งแต่งกายเป็นสีขาว มีสัญลักษณ์ของมังกรอยู่บนหมวก บอกให้รู้เลยว่าเป็นมังกรขาว ไอ้ผู้ชายคนนี้ก็แปลก มังกรขาวพอเห็นคนที่เก็บดอกไม้ แทนที่จะเกี้ยวพาราสีก็เปล่า กลับขับไล่เค้าเลยครับ

      มันเป็นมังกรนี่ มันเห็นเป็นมังกรดำแปลงมาเลยขับไล่เธอ ไม่ใช่ขับไล่เธอคนเดียว ขับไล่เธอและแม่ของเธอให้ออกไปจากทะเลสาบ พูดง่าย ๆ ไอ้มังกรขาวไม่ชอบมังกรดำ ไม่ชอบทั้งลูกสาวไม่ชอบทั้งแม่ ก็ขับไล่เค้าออกไปเลย

      แม่มังกรดำก็ไม่ยอมออกนะครับถือว่าตัวเขามาอยู่ทะเลสาบ ไม่ยอมออกก็ต้องต่อสู้กับมังกรขาว มังกรขาวมันเป็นผู้ชาย มังกรดำแม่มังกรดำเป็นผู้หญิง ก็ต่อสู้กัน ต่อสู้กันถึง 3 วัน 3 คืน มังกรสู้กันเอง จนกระทั่งตายทั้งคู่ สู้กันถึงตายครับตายกันทั้งคู่เลย ส่วนลูกสาวเห็นแม่มังกรดำสู้กับมังกรขาวที่เป็นผู้ชายต่อสู้กันจนตาย ลูกสาวก็หัวใจวายท่าน

     คงจะเชียร์แม่น่ะนะเอาใจช่วยมากเกินไป เห็นต่อสู้กันมากเอาใจช่วยจนกระทั่งหัวใจวายตายตามแม่ตัวไปด้วย ก็แปลว่าบริเวณทะเลสาบนี่มังกรตายถึง 3 ตัว คือแม่มังกรดำ ลูกสาวมังกรดำ แล้วก็แม่มังกรดำนี้ ไม่ใช่มังกรดำเป็นผู้ชายนะ แม่มังกรดำเค้าเป็นตัวเมีย เป็นผู้หญิงน่ะ มังกรดำตัวเมียนี่ก็ตาย มังกรดำผู้หญิงขอโทษ ก็ตาย ลูกสาวมังกรดำก็หัวใจวายเวลาเห็นแม่ต่อสู้กับมังกรขาว

     ส่วนมังกรขาวนี่เป็นมังกรผู้ชาย มาขับไล่มังกรดำก็เลยต่อสู่กัน ตายทั้งหมด มังกรสาม สามมังกรนี่แหละตายบริเวณนี้ เขาจึงให้ชื่อทะเลสาบนี้ว่า ทะเลสาบมังกรดำและทะเลสาบมังกรขาว แต่เป็นทะเลสาบอันเดียวนะ แห่งหนึ่งทะเลสาบมังกรดำ ทะเลสาบมังกรขาว

     ต้องถามว่าทำไมเรียกอย่างนี่ ที่เรียกอย่างนี่ก็เพราะว่ามังกรขาวก็อยู่ตรงนั้นก็เลยต้องเรียกว่าทะเลสาบมังกรขาว ส่วนมังกรดำ แม่มังกรดำกับลูกสาวไปรักษาบาดแผลที่นั่น ก็เลยอยู่แล้วไม่ไปไหน เขาก็ขับไล่ แล้วก็ยังไม่ไปเลยตายตรงนั้น จึงตั้งชื่อทะเลสาบว่า ทะเลสาบมังกรดำ มังกรขาว สมัยก่อนก็คงเรียกว่า มังกรขาวอย่างเดียว

     ก็หมดเวลานะท่านนะ รายการวรรณกรรมสองแควก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>