วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 98 เรื่อง มังกรจากวรรณกรรมชาติต่าง ๆ : 4
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน 2547 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

     สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้ง ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

      ก็เพิ่งผ่านวันที่ 2 เมษายนนะครับ ทุกปีพวกเราไปติดปากกันซะว่าสมเด็จพระเทพฯ จะเป็นวันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดวันหนึ่งในวงของวัฒนธรรม มรดกของชาติเรานี่น่ะครับผม

      ก็คงจะมีหลายท่านพูดเรื่องนี้เอาไว้มากมายแล้วนะครับ ผมก็คงจะพูดอีกเรื่องหนึ่ง แต่ขอให้อยู่ในประเด็นของเรื่องทางวัฒนธรรม ให้สัมพันธ์กับวันของพระองค์ด้วยในวันที่ 2 เมษามังกรบิน

     ย้อนกลับไปก็จะต้องพูดถึงเรื่องมังกรซึ่งยังติดค้างกันอยู่นะครับ เรื่องของมังกรนี่ หลายท่านก็บอกผมว่ามันเกี่ยวพันกับศาสนาคริสต์ มากกว่าของจีนหรืออย่างไร ผมก็ขอกราบเรียนว่า มังกรนั้นเป็นสัตว์ที่เรียกว่าสากลเสียแล้วล่ะครับ ชาติไหน ๆ ก็มี เพียงแต่ว่าอาจจะมองดูว่ามันเป็นสัตว์ที่ ในทางดีหรือว่าในทางของความชั่วร้ายก็แล้วแต่

     ทางด้านของศาสนาคริสต์นั้นเนี่ย มังกรดูจะเป็นตัวสัตว์ร้ายทีเดียวนะท่านนะ อย่างเช่น ในกรณีของมังกรที่ถูกปราบโดยเซนต์มาร์กาเร็ตนะ

     อันนี้ก็คราวที่แล้วพูดถึงเซนต์มาร์กาเร็ตนะท่านนะ ในงานศิลปะโดยทั่วไปทางยุโรปเนี่ย เซนต์มาร์กาเร็ตนี่จะอยู่คู่กับมังกร โดยเหยียบมังกรไว้ใต้ฝ่าเท้า มังกรคือความชั่วร้ายซะแล้ว

     พอ ๆ กับไฟธอนซึ่งเป็นงูใหญ่ของกรีก นั่นก็ความชั่วร้ายนะครับ นี่ก็เซนต์มาร์กาเร็ตก็เหยียบมังกรไว้ใต้ฝ่าเท้า โดยที่มังกรนั้นอ้าปากกว้างเลย แต่เธอก็ไม่เป็นอะไร

      โดยทั่วไปแล้วเธอจะถือไม้กางเขน สวมมงกุฎ แล้วก็มีใบปาล์มแสดงว่าเธอได้รับทัณฑ์ทรมานไว้ในมือ ปาล์มนะ สวมมงกุฎ ถือไม้กางเขน

      ส่วนมังกรที่ปรากฏในรูปที่คู่กับเซนต์มาร์กาเร็ตเนี่ย จะมีลักษณะแตกต่างกันไป มักจะมีหลายสี โดยทั่วไปมีหลายสีมังกรเนี่ย แล้วก็ขดตัวนะครับ หน้าตาไม่น่ากลัวหรอก มอง ๆ ดูคล้ายๆกับหน้าวัวนะ ตัววัวเรานี่ละครับมังกรเนี่ย วัวพันธุ์บราห์มันน่ะหน้าคล้าย ๆ กัน มีเขาโค้งลงเหมือนแพะ

     บางภาพก็จะเป็นภาพของเซนต์มาร์กาเร็ต เนี่ยโผล่ออกมาจากตัวมังกร มีเลือดมังกรติดอยู่ ส่วนที่ปากมังกรนั้น จะคาบชายผ้าที่นางแต่งอยู่ แปลว่าคาบได้ตรงชายผ้าเลย นี่ก็ต่อสู้กัน

      เรื่องของมังกรยังปรากฏในนักบุญหลายคน เช่น เซนต์มาธาร์ เซนต์มาธาร์นี่ก็ผู้หญิงนะครับ เซนต์มาธาร์นี่ก็เธอเป็นคนที่ชอบทำงานบ้านนะครับ วันหนึ่งน้องชายเธอล้มเจ็บ เธอจึงส่งข่าวขอให้พระคริสต์มาโปรด พระคริสต์ก็มา น้องชายเธอก็ฟื้นคืนชีพ

      หลังจากฟื้นคืนชีพแล้วเนี่ย มาธาร์และพี่น้องก็ล่องเรือที่ไม่มีประทุนหรอกครับ ล่องเรือไปขึ้นที่ฝั่งเมือง
มาเซย์ของประเทศฝรั่งเศส ไปขึ้นได้อย่างปาฏิหาริย์
เรือไม่มีประทุนเนี่ยไปกันได้ยังไง

     ชาวฝรั่งเศสที่เมือง Aix ทั้งหลายเนี่ยเชิดชูเธอมาก เพราะเธอเนี่ย ช่วยให้พวกเขาพ้นจากมังกรร้ายนะครับ นี่ถ้าหากเราอ่านเรื่องทางประวัติศาสตร์ก็จะทราบว่า เซนต์มาธาร์ เนี่ยเป็นคนที่ทำให้คนฝรั่งเศสจำนวนมาก นับถือคริสต์ศาสนาเซนต์มาธาร์ที่มาเซย์

     ในงานศิลปะทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกจิตรกรรม พวก painting นี่นะก็จะมีภาพวาดของเซนต์มาธาร์ถือทัพพี จะถือทัพพีมั่ง ถือไม้พายคนอาหารมั่ง มีไม้พายสำหรับคนอาหาร บางทีก็เป็นรูปพวกกุญแจใหญ่ ห้อยกับเชือกนี่ผูกที่เอวนะ

     ที่อย่างนี้เพราะอะไรล่ะ เพราะว่าถ้ามีทัพพี มีไม้พายคนอาหาร มีพวงกุญแจห้อยกับเชือกผูกเอว แสดงความเป็นแม่บ้านแม่เรือนของเธอ เป็นแม่บ้านแม่เรือน

      นอกจากนี้นางยังเหยียบมังกรไว้ที่ปลายเท้านะครับ แล้วสามารถที่จะเสกน้ำ พรมน้ำซึ่งใช้ปราบมังกรได้ด้วย นี่ก็มีน้ำ มีน้ำเสก มีอะไรต่าง ๆ จะเอาไว้ในภาพนั้นนะ กับที่พรมน้ำ น้ำที่เสกเสร็จเรียบร้อย แล้วก็ที่พรมน้ำสำหรับใช้ปราบมังกร นี่ก็ปรากฏในงานศิลปะ ภาพวาดที่มีรูปของเซนต์มาร์ธากับมังกรอยู่

     นอกจากนี้ก็ยังมีนักบุญผู้ชายคนหนึ่งชื่อเซนต์จอร์จ เซนต์จอร์จนี่เกิดก่อนรัชสมัยจักรพรรดิคอนสแตนตินด้วยซ้ำนะ แล้วเซนต์จอร์จนี่ก็ได้รับทัณฑ์ทรมานที่เมือง Diospolis ในปาเลสไตน์ นะครับ

      อันนี้ก็จะมีตำนานเกี่ยวกับนักบุญท่านนี้หลายเรื่อง จนทำให้ท่านเป็นตัวแทนแห่งชัยชนะ ของความถูกต้อง ชัยชนะของความถูกต้องซึ่งอยู่เหนือความชั่วร้าย และความกดขี่ และก็เป็นผู้คุ้มครองรักษาเกาะอังกฤษ เป็นผู้พิทักษ์เมืองเวนิสในอิตาลี

      นี่หลายเมืองทีเดียวที่ท่านเป็นผู้พิทักษ์ทหาร และช่างทำเสื้อเกราะ และอาวุธและเป็นผู้ฆ่ามังกร เป็นผู้ฆ่ามังกรอยู่ตรงนี้นะครับเป็นผู้ฆ่ามังกร ตรงนี้ที่เราต้องการที่จะนำมาพูด

     คราวนี้ในงานศิลปะยุค ยุคเรอเนซองต์ Renaissance นี่นะจะมีภาพวาดทั่วไปในอิตาลี ภาพวาดของเซนต์จอร์จ จะวาดเป็นรูปอัศวินหนุ่มสวมเสื้อเกราะ เป็นเงาวับเลย เสื้อเกราะก็มีไม้กางเขนสีแดงบนหน้าอก เซนต์จอร์จะนั่งบนหลังม้า ใช้หอกตรึงมังกรติดพื้น หรือไม่ก็เป็นภาพวาดที่ถือดาบสังหารมังกร มีหอกหักอยู่ที่พื้น


ภาพเขียน เซนต์จอร์จ จากจินตนาการของจิตรกรต่าง ๆ

    ส่วนมังกรที่ถูกสังหารเนี่ย รูปร่างหน้าตาจะแตกต่างกันตามจินตนาการของศิลปินเขา บางทีก็หน้าคล้ายเสือแต่มีหางเหมือนงู มีปีก ส่วนบางภาพเนี่ยก็จะมีตัวยาวคล้าย ๆ ของจีน

    หลายท่านคงจะอยากทราบเรื่องของเซนต์จอร์จที่มันเป็นวรรณกรรม นี่ถ้าอยากจะทราบมันก็มีหนังสือนะครับ หนังสือชื่อ Golden Legend ซึ่งเล่ากันว่า เอ้าเอาหนังสือมาพูดกันเลยดีกว่านะครับ ท่านจะได้ไม่ต้องไปหาอ่านในภาษาอังกฤษ

    อันนี้ก็เล่ากันว่าในประเทศ ลิบยานี่มีเมือง ๆ หนึ่งชื่อ เซเลนา ใกล้กับเมืองจะเป็นบึงขนาดใหญ่ บึงน้ำขนาดใหญ่อยู่ใกล้กับเมือง นี่เป็น lagoon อยู่ตรงนั้นนะ lagoon ตรงนั้นเนี่ย ตรงบึงน้ำเนี่ย จะมีมังกรอาศัยอยู่ dragon ก็จะอยู่บริเวณนั้น

    พวกอัศวินทั้งหลายก็จะยกกองทัพไปปราบมังกรนี้หลายครั้ง นี่แหละครับมังกรนี่กลายเป็นตัวร้ายนะท่านนะ ต้องให้อัศวินไปปราบเนี่ย ไม่เหมือนมังกรทางบ้านเราซึ่งเป็นตัวโชคลาภนะท่านนะ อันนี้พวกอัศวินต้องยกไปปราบตั้งหลายครั้งมังกรไฟ 

   แต่พวกอัศวินไปปราบยังไงก็แพ้มังกรกลับมาทุกครั้งเลย ก็มังกรมันเก่งกว่ามาก มังกรตัวเนี้ยตัวที่มันมีอำนาจมาก มีฤทธิ์มาก อัศวินไปปราบแล้วแพ้มังกร

     ไอ้ตัวนี้นะถ้ามันเข้าใกล้กำแพงเมืองเมื่อไรแล้วล่ะก็ ลมหายใจของมันเข้ามาถูกคนในเมืองเนี่ย คนในเมืองหายใจเข้าไปจะตายเลย เพราะว่าลมหายใจมีพิษร้ายมาก มังกรตัวนี้ลมหายใจมีพิษร้าย

    พวกบรรดาประชาชนนี่ก็กลัวมัน ด้วยความที่กลัว กลัวมันจะเข้าใกล้กำแพงเนี่ย ก็ต้องไม่ให้มันเข้าใกล้ มังกรจะเข้าใกล้ก็ต่อเมื่อมันหิว มันอยากจะกินอาหาร เพราะฉะนั้นชาวเมืองก็จะต้องไม่ให้มันเข้าใกล้ โดยการนำแกะไปโยนให้มันกินซะทุกวัน

    มันกินแกะเสร็จมันก็ไม่อยากเข้าใกล้ นี่น่าคิดนะ ก็ให้มันกินแกะว่างั้นเถอะ มังกรตัวนี้ก็ไม่เข้ามา ปรากฏว่าเอาแกะไปเลี้ยงมันจนแกะหมดเมืองเลยท่าน ไม่มีเหลือเลยแกะ

    ในเมื่อไม่มีแกะก็หาอาหารให้มันเป็นอย่างอื่นก็ได้นี่ใช่ไหม ชาวเมืองก็เอาแพะล่ะสิคราวนี้ แพะกะแกะของคู่กันเนี่ย เอาแพะโยนให้มันกิน โยนจนแพะหมดเมืองเหมือนกัน ในเมื่อแพะหมดไปก็เอาวัวไปโยน วัวหมดเมือง

     เออ...ตกลงไม่ต้องทำอะไรกันหรอก มัวแต่ป้อนไอ้มังกรตัวนี้ เพราะกลัวมันจะเข้าใกล้เมือง แล้วลมหายใจมันเป็นพิษ กลัวอยู่แค่นั้นแหละครับ ก็เลยวัวอะไรก็ไม่มีทั้งนั้นแหละ ทีนี้หมดแล้วก็ต้องเอาคนไปสังเวย คราวนี้จะเอาคนไปสังเวย

     เนี่ย ใครมันจะอยากไปล่ะ ไม่มีคนอยากไปหรอก แต่ถ้าไม่สังเวย มันก็จะทำร้าย มันทำร้ายคน แล้วทำลายเมืองเสียด้วย เขาก็เลยต้อง ต้องใช้วิธียังไงขึ้นมาเหรอเนี่ย ก็จัดพิธีเสี่ยงทายว่า ใครเอ่ยจะต้องไปได้รับการสังเวย จะได้ไปถูกสังเวยมังกร ต้องมีการเสี่ยงทายในเมืองนั้น

     ไอ้คนที่จะต้องไปสังเวยมังกรนั้นเป็นผู้หญิงนะท่านนะ ไอ้มังกรนี่ก็แปลกมันไม่กินผู้ชายน่ะ มันจะกินแต่ผู้หญิง ต้องเอาไปสังเวยมันด้วย แล้วเวลาจะสังเวยก็ต้องแต่งตัวเป็นชุดเจ้าสาว ไม่งั้นมังกรมันไม่ยอม

      เนี่ยเอาไปสังเวย จนกระทั่งวันหนึ่งจับสลากพอดีว่าผู้หญิงคนไหนจะถูกสังเวย ปรากฏว่าไปจับสลากเข้าไปโดนเอาเจ้าหญิง Cleodolinda

เจ้าสาวของมังกร      เสร็จเลย เจ้าหญิงพระราชธิดาเนี่ยก็จะถูกนำไปสังเวย ทำให้พระราชาด้วยความรักลูกสาวนะครับ ก็ไปประกาศว่า ใครก็แล้วแต่ถ้าจะเปลี่ยนไปรับการสังเวยมังกรแทนเจ้าหญิงได้เนี่ย พระองค์จะให้ทองจำนวนมาก แล้วยกอาณาจักรให้ถึงครึ่งหนึ่งทีเดียว ถ้าใครจะเสียสละเสียเช่นนี้

     แต่ถึงจะให้ทองให้เมืองก็ไม่มีใครต้องการจะไปเสียสละ เพราะรู้ว่าไปสังเวยมังกร มันไม่ใช่ของสนุก มันตายกันทั้งนั้นแหละ นอกจากจะไม่มีคนเสียสละ พวกประชาชนทั้งหลายก็ยังประท้วงอีกด้วยว่า ก็ในเมื่อพระองค์เป็นพระราชาแล้ว พระองค์ตรัสว่าถ้าใครได้ถูกจับสลากไปสังเวยก็ต้องไปสังเวย แล้วมันเรื่องอะไรล่ะจึงไม่ยอมให้เจ้าหญิงไปเป็นเครื่องสังเวย

     พระราชานั้นด้วยความรักลูก ห่วงลูกขนาดไหนก็แล้วแต่ แต่ห่วงบ้านเมืองห่วงประชาชนมากกว่า จึงต้องจำพระทัยยอมให้เจ้าหญิงเนี่ยไปเป็นเครื่องสังเวยแก่มังกร พระองค์จัดแจงแต่งตัวชุดเจ้าสาวให้แก่เจ้าหญิง แล้วก็ให้มีการจัดขบวน นำไปมอบให้มังกรที่ริมบึ่งที่มังกรตัวนี้อาศัยอยู่ บริเวณ Lagoon อันเงียบสงบนั้นเนี่ย

     พ่อจอร์จนี่ก็เดินทางผ่านไปตรงบึงพอดี แสดงว่าตานี่เนี่ย ไม่รู้เรื่องเลยว่าบึงมันเป็นยังไง ก็ไปเห็นเจ้าหญิงเนี่ย ประทับยืนร้องไห้อยู่คนเดียว นี่ต้องใช้ศัพท์ว่ากรรแสง ร้องไห้อยู่คนเดียวข้าง ๆ ริมบึง ก็เลยถามเรื่องต่าง ๆ ว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง

     เจ้าหญิงก็เล่าเรื่องให้ฟังว่า ไอ้มังกรเนี่ยมันร้ายกาจมาก ต้องเอาสัตว์เอาอะไรมาสังเวยจนหมด เอาคนมาสังเวย ท้ายสุดต้องจับสลาก จับเอาผู้หญิงสาวแต่งชุดเจ้าสาวมาสังเวยมัน ไม่งั้นมันจะเข้าไปทำร้าย ทำลายเมือง

     เจ้าหญิงนี่น่ารักมากนะ พระธิดาเนี่ยบอกเลยว่า ขอให้พ่อจอร์จนี่ไปซะเถอะพ่อเอ๋ย อย่ามาตรงนี้นะ ไม่งั้นนายจะถูกมังกรเนี่ยมันกินเข้าไปด้วย รีบหนีไปเถอะ ส่วนเราเนี่ยมารับการสังเวย ไม่ใช่มารับการสังเวย ส่วนเรามาเป็นเครื่องสังเวยให้มังกรอยู่แล้ว เพราะไหน ๆ เราจะตายก็ตายคนเดียว เจ้าอย่ามาตายแถวนี้เลย

     แต่พ่อจอร์จเราบอกว่า ไม่กลัวเขาจะปกป้องเจ้าหญิงเอง นายคนนี้เชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้านะ จะปกป้องเจ้าหญิงเอง เขาก็เลยทำเครื่องหมายกางเขนขึ้น แล้วก็ต่อสู้กับมังกร ไอ้นี่ก็พอมังกรโผล่ขึ้นมาจะรับเครื่องสังเวย เจ้านี่ก็จัดการเล่นงานมังกร ใช้หอกแทงทะลุคอมังกรเลย ทะลุคอจนถึงปลายหอกจมลงไปในดิน

เซนต์จอร์จ พิชิตมังกร     จากนั้นก็ให้เจ้าหญิงใช้เข็มขัดของเจ้าหญิงเอง ผูกล่ามหอกถือไว้ มังกรก็สิ้นฤทธิ์ มังกรก็ต้องตามเจ้าหญิงเข้าไปในเมือง เหมือนกับสุนัขเชื่อง ๆ ตัวหนึ่งซึ่งเดินตามเจ้าของ หมดฤทธิ์เลย มังกรจาก lagoon โดนพ่อหนุ่มจอร์จเนี่ยปราบ

     พอถึงเมือง พ่อหนุ่มจอร์จเนี่ยก็จัดการฟันคอของมังกร มังกรก็ตายล่ะครับ ประชาชนก็ร้องสรรเสริญชื่อของเขา แต่เขาบอกว่าทั้งหมดเนี่ยเป็นเพราะผู้เป็นเจ้าให้ทำ ชาวเมืองก็เลยสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าแทน

     ตั้งแต่นั้นชาวเมืองของลิบยาส่วนใหญ่ในยุคนั้น lipyan เนี่ยจึงเข้ารีต รับศีลล้างบาป นับถือศาสนาคริสต์นับแต่นั้น

     พ่อจอร์จเนี่ยเดินทางต่อไปถึงปาเลสไตน์ แล้วที่นั่นน่ะเขาไปฝ่าฝืนพระบัญชาของจักรพรรดิดีโอเคลเตียน คือจักรพรรดิเนี่ยต่อต้านศาสนาคริสต์ ชอบจับพวกที่นับถือศาสนาคริสต์เนี่ยไปทรมานเสมอ จับเอาไปทรมาน

    พ่อหนุ่มจอร์จก็โดนเหมือนกัน แต่รอดจากการบาดเจ็บได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่ในที่สุดก็ถูกประหารชีวิตโดยการตัดศีรษะ ถูกตัดหัวนั่นเอง จอร์จเนี่ยหลังจากถึงแก่กรรมแล้ว เขาก็ได้กลายเป็นนักบุญ

    ชาวบ้านก็สรรเสริญให้เป็นเซนต์จอร์จ ถือเป็นนักบุญผู้คุ้มครองรักษาประเทศอังกฤษ จนถึงกับมีวันฉลองนักบุญ เรียกว่า St.George’s Day ตรงกับวันที่ 23 เมษายน ของทุกปี เนี่ยตรงกับวันคล้ายวันเกิดของเช็คสเปียร์ซะด้วยสิ

    ผมว่าท่านคงจะสังเกตนะครับว่า ธงชาติอังกฤษเนี่ยมันมีรูปร่างเป็นประการใด ผมขอกราบเรียนว่าในสมัยแรก ๆ นั้น ธงชาติของอังกฤษเนี่ยจะเป็นกากบาทแดงบนพื้นขาว มีแค่นั้นแหละ เขาเรียกกันว่า St.George’s Cross ครอส แปลว่า กางเขน นี่นะ กางเขนของนักบุญจอร์จเรียกว่า St.George’s Cross

    ธงอังกฤษนี้จะต่างจากธงของสกอตแลนด์ แต่เดิมนะผมพูดสมัยแรก ๆ นะท่าน ไม่ใช่สมัยนี้นะ มันต่างจากธงของสกอตแลนด์ ซึ่งเป็นกากบาททแยงมุมสีขาว กากบาททแยงมุมสีขาวบนพื้นน้ำเงิน เขาเรียกธงชาติของสกอตว่า St.Andrew’s Cross

มรณกรรมของ St.Andrew    ส่วนธงของพวกไอริชจะเป็นกากบาททแยงมุมสีแดงบนพื้นขาว เรียกกันว่า St.Patrick’s Cross

     ต่อมาภายหลังเขานำทั้งหมดมารวมกันหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นของอังกฤษ ไม่ว่าเป็นของสกอตแลนด์ และของไอริช นำมารวมกันทั้งหมด ให้เรียกว่า Union Jack ธงยูนียนแจ็กไง ก็เป็นธงของอังกฤษเดี๋ยวนี้

     คราวนี้ไอ้สาเหตุที่ธงของ St.Andrew ผู้พิทักษ์สกอตแลนด์ เนี่ยมีกากบาททแยงมุมก็เพราะอะไร เพราะว่าไม้กางเขนที่ใช้ตรึงเป็นเครื่องทรมานเขานั้น เนี่ย มันเป็นรูปตัว x เพราะฉะนั้นจึงเป็นกากบาททแยงมุม ไม่ใช่กากบาทธรรมดา

     นี่ก็เล่าให้ฟังเรื่องของธงชาติอังกฤษนะครับ เพิ่มเติมขึ้นเล็กน้อยว่ามันมาจากไหน คราวนี้ย้อนกลับไปมังกรอีกแหละ ในนิยายโบราณของฝรั่ง มีเรื่องเกี่ยวกับมังกรมากมายหลายเรื่อง แล้วก็ถือว่ามังกรเป็นสัตว์ร้ายที่น่าเกรงกลัวมาก ไม่มีใครปราบได้นัก หาคนปราบยาก ปราบมังกรนี่ปราบยาก ผู้ที่ปราบมังกรได้จึงได้รับคำยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษเลยแหละ

      ก็มีวีรบุรุษหลายคนที่ปรากฏในวรรณกรรมที่สามารถที่จะปราบมังกรได้ เช่น ในนิทานของกรีกเนี่ย นิทานของกรีกจะเล่าถึง เฮอร์คูลิส บางท่านเรียกว่าเฮอร์คิวลิส เฮอร์คิวลิสผู้ทรงพลัง

      เฮอร์คิวลิสเนี่ยสมัยก่อน ถ้าเล่ารื่องนี้แล้วเด็ก ๆ จะชอบมากทีเดียว เดี๋ยวนี้ก็คงจะชอบอยู่หรอก เฮอร์คูลิสมีความกล้าหาญ กล้าหาญตั้งแต่ตอนอายุได้ 8 เดือนนั่นนะ ตั้งแต่ตอนอายุได้ 8 เดือนเนี่ย ก็มีเรื่องเล่าว่า เทพีจูโนซึ่งเป็นผู้ริษยา

      จูโนเนี่ยเป็นเทพีแต่ริษยามากเลย เขาริษยาเฮอร์คูลิส เพราะอะไรจึงริษยา ก็เพราะเฮอร์ลูลสิสน่ะก็เป็นลูกชายของสามีเธอนั่นแหละ แต่เฮอร์คูลิสนั้นแม่เขาเป็นมนุษย์ เธอน่ะไม่ชอบหน้าเฮอร์คูลิสเลย เธอจึงให้งูยักษ์ 2 ตัว

      นี่มีงูยักษ์มาแล้ว ไอ้งูเนี่ยสัญลักษณ์ความร้ายทั้งนั้นนะท่านนะ งูยักษ์ 2 ตัวเนี่ยเลื้อยมาที่อู่ของทารก เลื้อยมาที่อู่ของเฮอร์คูลิสซึ่งอายุได้แค่ 8 เดือนเนี่ย ก็เลื้อยมาที่อู่เพื่อจะกัดเขาให้ตาย จะกัดเฮอร์คูลิสซึ่งเป็นเด็ก จะกัดให้ตาย

      ปรากฏว่าเฮอร์คูลิสลุกขึ้น 8 เดือนเนี่ย ลุกขึ้นนั่งคว้างูข้างละตัว บีบจนงูตายคามือเลย อายุแค่ 8 เดือนเนี่ยเอาเรื่องนะ บีบงูตายคามือ 2 ตัวเลยล่ะครับเนี่ย อย่างนี้

      พอตอนโตขึ้น เฮอร์คูลิสต้องปฏิบัติภารกิจถึง 12 ประการ นี่เล่าตอนโตแล้ว ปฏิบัติภารกิจถึง 12 ประการ ไอ้ปฏิบัติภารกิจนี้มันมีสำนวนนะท่านนะ สำนวนนั้นเขาบอกว่าเป็น a herculean task งานที่คนอย่างเฮอร์ลิสเท่านั้นที่จะทำสำเร็จ แปลว่างานหนักน่ะ

      ภารกิจ 12 ประการ แล้ว 1 ในภารกิจนั้น ก็คือการไปสังหารนางนาคน้ำ ซึ่งเราเรียกว่ามังกร ชื่อนางไฮดรา ยังกะตัวสัตว์ไฮดราที่ท่าน ดร. คงศักดิ์ ท่านเอามาสอนนั่นเนอะ ไฮดราเนี่ย อะมีบา ไฮดรายังเงี้ย ไฮดรานี่เป็นมังกรนะนี่นะ

     เฮอร์คูลิสต้องไปฆ่านางนาคน้ำหรือนางไฮดรา นางไฮดรานี่เป็นอสรพิษร้ายทีเดียว อยู่ใน lagoon เอาอีกแล้ว อยู่ในบึงของนครอากอส ไอ้ไฮดราเนี่ยมีหัวมากมายเลยท่าน

     หัวมันล่ะมีกี่หัว บางตำนานว่ามี 9 หัว บางตำนานว่ามี 15 บางตำนานว่ามีเป็นร้อยเลย ก็คงจะเคยเห็นแตกต่างกันมั้ง มันโผล่มา 9 หัวก็ว่ามี 9 โผล่มา 15 ก็เห็น 15 โผล่ 100 ก็เห็น 100 นั่งนับหัวมันอยู่นั่นแหละ แต่ว่าถ้าหัวใดถูกตัดเนี่ยจะมีหัวงอกใหม่มาแทน พูดง่าย ๆ ตัดหัวมันไม่ได้เลย ตัดปั๊บงอกใหม่ ตัดปั๊บงอกใหม่ มันแบ่งเซลล์ หรืออย่างไรก็ไม่ทราบเนี่ย

     วิธีจะให้หมดนี่ต้องใช้วิธีเอาไฟเผาตอของหัวนั้น ตัดปั๊บเผาตอนนั้นเลย เฮอร์คูลิสเลยตัดหัวนางไฮดรา แล้วเอาเหล็กเผาไฟเนี่ย นาบคอนางจึงตัดได้หมดทุกหัว เห็นไหมเฮอร์คูลิสเนี่ย 1 ใน 12 งานของเฮอร์คูลิส 1 ใน 12 ภารกิจก็คือได้ฆ่านางไฮดรา ซึ่งถ้าเทียบปัจจุบันมันก็คือมังกรนั่นเอง

      ก็ในนิทานของกรีกอีกนั่นแหละ อีกสักตอนหนึ่งของกรีกในวรรณกรรมเนี่ย เขากล่าวถึงเจ้าชายพระองค์หนึ่งชื่อแคดมัส ใครจะอ่านแคดมูสก็ไม่มีใครว่านะ มัส มูส อ่านไปเถอะ

      แคดมัสคนนี้ก็กลายเป็นมังกร เออ...เป็นเจ้าชายแต่กลายเป็นมังกร แปลกเลย เรื่องมันเป็นยังไงเนี่ย เรื่องมันเล่าว่า แคดมัสหรือแคดมูสเนี่ย เป็นโอรสของท้าว Agenor แห่งกรุงฟีนีเชีย เอาเถอะชื่อกรุงไหนก็ช่างแต่เขาก็มีเชื้อสายกษัตริย์นั่นนะ

     เขามีน้องสาวคนหนึ่งชื่อนาง ยูโรป้า Uropa ฟังดูแล้วชื่อชอบกลนะยูโรป้า เหมือนยุโรปเนี่ยนะท่าน เขาบอกว่าวันหนึ่ง นางยูโรป้าเนี่ยเขาไปเก็บดอกไม้ ก็ไปเห็นวัวเผือกตัวผู้งามมาก นางจึงเข้าไปลูบหัววัวเผือกนั้น พอไปลูบหัวปั๊บ วัวเผือกนั้นก็ให้นางขี่หลัง

     ไอ้วัวตัวนี้มันใจดีนะ พอให้ลูบหัวมันก็ให้ขี่หลัง พอนางได้ขี่หลังแค่นั้นแหละ วัวก็พานางบินขึ้นไปบนฟ้า อันนี้มันเป็นวัววิเศษนี่ท่าน มันบินได้ ก็พานางนี่บินขึ้นไปบนฟ้าข้ามทะเลไปเลย ไปถึงเกาะครีท พอไปถึงเกาะเนี่ย ไอ้วัวตัวนี้ก็แปลงร่างเป็นเทพเจ้าซูส ซูสหรือซีอูส วัวตัวนี้เป็นวัวมันคือเทพเจ้า เทพบิดรทีเดียวล่ะ

     ซีอูส หรือ ซูส เนี่ย ก็คือจูปิเตอร์นี่เองล่ะของโรมันเนี่ย มันแปลงเป็นซูส ซูสเนี่ยถ้าจะถามว่าชายาคือใคร ก็คือ ชายาก็คือ เทพีจูโน เทพีหึงองค์นี้ ขี้หึงมากจูโนเนี่ย ไอ้วัวแปลงกลับเป็นซูสแล้วก็มาสมสู่กับนางยูโรป้าเนี่ย เลยมีลูกด้วยกันถึง 3 คน

ซูส กับ จูโน

      ลูกของนางยูโรป้าเนี่ยเป็นต้นตระกูลของชาวยุโรป ยุโรปก็มีชื่อมาจากยูโรป้า นางยูโรป้าซึ่งสมสู่กับวัวมีลูก 3 คนเนี่ย มันคงจะออกมาเป็นพวกที่อยู่เดี๋ยวนี้ในยุโรปทั้งหมดน่ะ ชาติไหนใหญ่ ๆ ก็คิดเอาเอง กระผมขี้เกียจพูด จะเป็นอังกฤษ เป็นฝรั่งเศส เป็นเยอรมัน จะเป็นอะไรก็มีเชื้อสายยูโรป้าทั้งนั้นแหละเนี่ย

      แหมไอ้วัวตัวนี้มันเป็นเทพซูสมาสมสู่กับนางยูโรป้าจนมีลูกถึง 3 คน แล้ว 3 คนเป็นคนทั้งหมด ไม่มีใครเป็นวัวเลย นี่แสดงให้เห็นว่าวัวมันเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มาก่อนนะท่านนะ ทางพวกอินโดยูโรเปียนเนี่ย เขาถือว่าวัวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เหมือนกันนะท่าน

     แม้แต่อียิปต์ก็ถือโคเอปิสเนี่ย ของเรานี่วัวก็ศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์จนต้องรบพุ่งทำสงครามกันเพื่อจะชิงวัว คำว่า "สงคราม" เนี่ยรากศัพท์จริง ๆ ในภาษาสันสกฤต แปลว่า "การรบพุ่งเพื่อชิงวัว" นะท่านนะ

     นี่ถึงเรื่องแคดมัสแล้วก็เป็นว่านางยูโรป้ามีลูก 3 คนนะ ยูโรป้านี่ก็เป็นน้องสาวของแคสมัส มีลูก 3 คน ไอ้ลูก 3 คนเกิดจากวัว ไอ้วัวตัวที่นางไปลูบมันเล่นนี่แหละ แล้วพานางบินไป

      กล่าวถึงแคดมัสเมื่อน้องสาวหายไป พอยูโรป้าหายไปเนี่ย แคดมัสก็ออกติดตามอยู่หลายปีนะครับ ระหว่างออกติดตามก็ผจญภัยอย่างกล้าหาญ ฝ่าภัยอันตรายหลายครั้ง เรียกว่าแทบตายเลยล่ะ แต่ก็ผจญภัยมาได้ ตามหาน้องสาวเท่าไหร่ก็ตามไม่พบ

      เนี่ยตามน้องสาวไม่พบก็เลยไม่กล้ากลับบ้าน พอตามไม่พบก็ไม่กล้ากลับบ้าน เพราะอะไรล่ะครับ เพราะพระราชบิดาสั่งไว้เลยว่า ถ้าตามหาน้องสาวไม่พบล่ะก็ ห้ามกลับบ้านเชียวนะ อย่ากลับมาทีเดียวล่ะ

      แคดมัสก็เลยบวงสรวงเทพอพอลโลที่วิหารเดลฟี พอบวงสรวงก็มีคำทำนายบอกว่า ให้ติดตามแม่วัวตัวหนึ่งไปนะ หากแม่วัวไปหยุดที่ใด แม่วัวตัวที่ติดตามนี้ ติดตามไปเลย ถ้าวัวหยุดตรงไหนให้สร้างเมืองที่นั่นเสีย

      แคดมัสก็ทำตามนั่นคือเดินไป พบเม่วัวก็ตามแม่วัว แม่วัวแปลว่าวัวตัวเมียนะท่านนะ ถ้าพ่อวัวก็วัวตัวผู้ วัวอย่างอื่นไม่มี มีแค่ตัวเมียกับตัวผู้ แคดมัสก็ทำตาม พอพบวัวก็เดินตามวัว เดินตามแม่วัวนี่ไป

      ในช่วงที่ทำพิธีขอบคุณเทพเจ้าเนี่ย แคดมัสได้ไปตักน้ำบริสุทธิ์จากน้ำพุ พอเทพเจ้าบอกอย่างนั้นก็แสดงการ thank you ขอบคุณไง ไปตักน้ำบริสุทธิ์ที่น้ำพุ ปรากฏว่ามังกรมันเฝ้าอยู่ตรงนั้นน่ะ มังกรมันเฝ้าน้ำอยู่นะ เขาก็เลยต้องสังหารมังกร

นักรบจากฟันของมังกร

      สังหารเสร็จก็ถอนฟันมังกรออกมา แล้วก็หว่านฟันของมังกรที่ถอน อันนี้แกถอนยังไงนะเนี่ย หรือว่าใช้ดาบใช้อะไรทุบมา เพราะแกก็ไม่ได้เป็นทันตแพทย์นะ แคดมัสเนี่ย

      อีตาแคดมัสเนี่ยถอนเอาฟันของมังกร หว่านลงไปในท้องทุ่ง เลยกลายเป็นนักรบจำนวนมากเลย นักรบพวกนี้พอเกิดขึ้นก็ออกมารบกันเอง ไล่ฟันกันเอง ตายกันอุตลุด เหลืออยู่ 5 คนแค่นั้น

      เหลือนักรบ 5 คน นักรบ 5 คนนี้ก็ไปเป็นทหารเอกของแคดมัส ทั้งหมดเนี่ยช่วยกันสร้างนครธีบส์ขึ้น นครธีบส์ สร้างขึ้นตรงที่ที่แม่วัวไปหยุดยืนอยู่ เขาก็เลยสร้างนครธีบส์ขึ้นตรงนั้น

      แต่ว่าสิ่งที่แคดมัสทำเนี่ยมันผิดอยู่อย่างหนึ่งคือ เขาไปฆ่ามังกรน่ะ ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงของเทพเจ้าเนี่ย มังกรเนี่ยเป็นสัตว์เลี้ยงของเทพเจ้ามาร์ส ไปฆ่าอย่างนี้ทำให้เทพเจ้าพยาบาทเขานะท่านนะ เรื่องอะไรล่ะไปเที่ยวฆ่ามังกรตายเนี่ย นอกจากว่าเทพเจ้าพยาบาท แล้วยังสาปแช่งให้ลูกหลานของแคดมัสทุกคนต้องพบภัยพิบัติ

      แคดมัสเนี่ยทราบอย่างนั้นว่า ตัวไปฆ่ามังกรซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงของเทพเจ้า แล้วเทพสาปแช่งเนี่ยเขาก็เสียใจ ต่อมาลูกหลานของเขาก็พบภัยพิบัติตามคำสาปด้วย ก็เลยบอกกับภรรยาว่า "ถ้ามังกรเป็นที่รักของเทพเจ้าถึงเพียงนี้ เขาเองก็ปรารถนาจะกลายร่างเป็นมังกรไปเสีย" บอกว่า ไปแทนไอ้ตัวมังกรที่เขาฆ่า

      พอพูดขาดคำร่างของเขาก็กลายเป็นมังกรไปเลย ภรรยาของเขาก็จะทำยังไงละ สามีกลายเป็นมังกรไปแล้ว นางก็รักสามีมาก ก็เลยอ้อนวอนเทพเจ้าว่า ขอให้ทำร่างของนางให้กลายเป็นมังกรไปอีกสักคนจะได้ไหม เทพเจ้าก็เลยทำร่างของนางกลายเป็นมังกร ก็เป็นมังกรตัวเมียไปใช่ไหม สามีนางก็เป็นมังกรตัวผู้ นี่ก็เป็นเรื่องของกรีกเขา

      ถ้าเราหันกลับมาดูนิยายของพวกชาวก็อธ หรือเยอรมันโบราณ ในดินแดนของด้อยชแลนด์เนี่ย Folk Tale ของก็อธ เนี่ยจะมีเรื่องเล่าถึง เบโอวูลฟ์

      ที่จริงคำว่า Gothic นี่นะท่านนะมันคืออังกฤษโบราณก็ได้นะท่าน เพราะเผ่าเยอรมันเนี่ยใกล้เคียงกันนะท่านนะ มันมีนิทานเรื่อง เบโอวูลฟ์ พอดีเหลือเกินมันมาเป็นวรรณคดีของอังกฤษ แต่เป็นวรรณคดีรุ่นเก่ามากเลย ภาษาที่ใช้ก็เก่าเหลือเกิน

     นี่ผมก็วันก่อนเนี่ยผมพบกับ ดร. เดวิส มายด์ ก็ถามท่านว่าเขายังเรียนกันไหมล่ะ พวกเบโอวูลฟ์ พวกมอสเคอร์ราสเตอร์ หรือแม้แต่ของเช็คสเปียร์ เขาบอกว่าเด็กอังกฤษปัจจุบันไม่ค่อยได้เรียนนะท่านนะ ไม่ค่อยได้เรียนหรอกครับ เด็กอังกฤษเนี่ยเขาก็เรียนเรื่องใหม่ ๆ

      เพราะฉะนั้นเรื่องที่ผมพูดเรื่องเก่าเหลือเกินล่ะเนี่ย เบโอวูลฟ์เนี่ยใช้ภาษาโบราณมากคือ
เบโอวูลฟ์เนี่ยนะครับ เขาไปอาสากษัตริย์ของเดนมาร์กไปปราบมังกรชื่อ เกรนเดล

      แล้วไอ้เกรนเดลเนี่ยมันแปลกนะ มันจะเป็นมังกรก็ได้ มันเป็นสัตว์ร้ายอะไรสักอย่างหนึ่งก็ได้ แล้วมันไม่ชอบคนที่มีความสุข ณ ที่ใดที่มีคนมีความสุข มีเสียงแสดงความรื่นเริงเนี่ย เกรนเดลจะต้องขึ้นมาจัดการเลยครับ

อัศวินปราบมังกร      ไม่ชอบให้ใครมีความสุข เจ้านี่มันอิจฉาว่างั้นเถอะ คนก็กลัวมันทั้งนั้นแหละ ใคร ๆ ก็กลัวไอ้ตัวเกรนเดลนี่ จนกระทั่งเบโอวูลฟ์มาอาสาไปปราบ เกรนเดลเนี่ยมันก็เป็นมังกร มีเกร็ดเป็นเหล็กนะ ลมหายใจเป็นไฟ ก็ปรากฏว่าเบโอวูลฟ์เขาปราบได้ ปราบมังกรตัวนี้

      นอกจากจะปราบสัตว์ตัวนี้ เขาต่อสู้กับมังกรอีกหลายตัว ตลอดชีวิตนี่สู้กับมังกรอยู่เรื่อยเลย ครั้งสุดท้ายเมื่อเบโอวูลฟ์อายุมากขึ้น ในตอนนั้น มีมังกรไฟอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ถ้ำแห่งนี้มีสมบัติของกัปตันเรือนำไปฝังไว้

     กัปตันเรือเขานำสมบัตินี้ไปฝังเอาไว้ มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่งมีคนไปขโมยถ้วยทองคำออกจากถ้ำ ขโมยถ้วยออกมา มังกรมันก็ติดตามออกมาทัน

      แล้วช่วงที่มันติดตามมาเนี่ย ผ่านไปที่ใด มันก็พ่นลมหายใจเป็นไฟ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเจ็บป่วยกันอุตลุด เบโอวูลฟ์ก็เลยไปต่อสู้มังกรที่ถ้ำนั้น โดยไม่ได้ไปคนเดียว แต่มีคนสนิทชื่อ วิกลาฟ ช่วยด้วยอีกคนหนึ่ง

      เมื่อมังกรตาย มังกรก็เสร็จล่ะไปตามระเบียบ เบโอวูลฟ์ก็ฆ่ามัน ส่วนเบโอวูลฟ์ก็บาดเจ็บสาหัส ก่อนตายเขามอบสมบัติของมังกรให้วิกลาฟ ซึ่งช่วยเขาในการต่อสู้

     ก็เป็นอันว่าสู้มังกรท้ายสุดเบโอวูลฟ์ก็ตายด้วย แต่ก็มอบทรัพย์สมบัติของมังกรให้คนที่ช่วยเขา เนี่ยก็เป็นเรื่องเก่าแก่นะ หลายคนเรียก วรรณคดีเรื่องเบโอวูลฟ์ว่า "มหากาพย์เบโอวูฟ" นะท่านนะ เป็นเอฟบิคทีเดียวล่ะ

     ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์เขาก็มีนิทาน นิทานเรื่องวีรบุรุษที่ชื่อ ซิกฟริส ซิกฟริสอันนี้มีชื่ออ่านได้มากมายนะท่าน สระอิบางคนออกเสียงเป็นสระไอเยอะแยะ

      ซิกฟริสก็เป็นโอรสกษัตริย์แห่งเนเธอร์แลนด์ มีเรื่องเล่าว่า ตอนที่มารดาของเขาตั้งครรภ์เนี่ย ทรงครรภ์ตั้งครรภ์ขึ้นเนี่ย ถูกไล่ออกจากวัง พอถูกไล่ออกจากวังก็ต้องอุ้มลุกน้อยเข้าป่าตามลำพัง อุ้มลูกน้อยออกมา ก็เขาไล่มาแล้วเนี่ย อุ้มมาหมดแรงล้มลง

     ณ ที่นั้น มีคนแคระช่างตีเหล็กมาพบเข้า นางก็เลยมอบลูกชายให้คนแคระช่างตีเหล็กก่อนที่นางจะสิ้นใจ ส่วนซิกฟริสนั้นโตขึ้น ก็ต้องช่วยคนแคระทำงานเป็นช่างตีเหล็ก แต่ว่าซิกฟริสไม่ชอบทำ คนแคระจึงไม่ชอบใจเขา จึงใช้ให้เขาไปหาฟืนในป่าลึก

      เนี่ยมันคิดอุบายแล้ว ให้ซิกฟริสไปหาฟืนในป่าลึก เพื่อหวังให้ถูกมังกรฆ่าตาย เขารู้ว่าในป่าลึกมีมังกรอยู่ เพราะฉะนั้นก็ใช้ซิกฟริสไปหาฟืน จะได้ถูกมังกรฆ่าเสีย

      แต่ผลปรากฏว่าซิฟริสได้สังหารมังกรไปเสีย สังหารมังกรไป แถมยังตัดหางเป็นท่อน ๆ ใส่หม้อต้ม เอาน้ำต้มมังกรมาอาบ เอาน้ำต้มมังกรมาอาบนะ เขาถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์นะเนี่ย อาบแล้วจะอยู่ยงคงกะพันนะ

     ปรากฏว่าขณะที่เขาอาบเนี่ย เผอิญมันมีใบมะนาวปลิวออกมาจากต้นมะนาวท่าน ใบมะนาวนี่นะมันปลิวมาตกลงที่ไหล่เขา แล้วก็ติดแป๊กอยู่ที่ไหล่นั่นแหละ ทำให้บริเวณที่ใบมะนาวปิดอยู่เนี่ย มันไม่ถูกน้ำต้มมังกรน่ะ

     น้ำต้มมังกรทำให้อยู่ยงคงกระพันเนี่ยเพราะอะไร น้ำต้มมังกรทำให้ซิกฟริสเป็นอมตะนะท่านนะ หลังจากอาบน้ำที่ต้มมังกรแล้ว อาวุธร้ายทำอะไรเขาไม่ได้ แต่มีข้อแม้ยกเว้นตรงไหล่ที่ตอนอาบน้ำเนี่ย มีใบมะนาวนี่มันติดอยู่ มันไม่ถูกน้ำ เพราะฉะนั้นถ้าใครจะฆ่าเขานี่ ก็ให้แทงตรงนั้นเขาก็จะตาย

      แต่เรื่องนี้ซิกฟริสไม่ได้เฉลียวใจเลย เขาทำเกราะ ทำดาบ ออกเดินทางผจญภัยมากมาย ระหว่างทางที่ออกผจญภัยนั้น เขาพบชาย 2 คนทะเลาะกัน ชาย 2 คนนี่ทะเลาะกันเรื่องแบ่งสมบัติไม่ลงตัว

      เนี่ยมีสมบัติมากแบ่งไม่ลงตัว ก็เลยขอให้ซิกฟริสนี่ช่วยแบ่งให้ สมบัตินี่มีถึง 12 เล่มเกวียน มากเกินไปนะท่านนะ ที่ 12 เล่มก็แบ่งกันคนละ 6 ก็น่าจะตกลงกันได้ คนเราพอมีความโลภขึ้นมา แบ่งยังไงมันก็ไม่ได้ทั้งนั้นแหละท่าน

      ข้อสำคัญที่ว่าในสมบัติถึง 12 เล่มเกวียนเนี่ย มีดาบสำคัญอยู่เล่มหนึ่งชื่อว่า บัลมัง บัลมังนี่เป็นดาบที่เทวดาทำขึ้น เพื่อให้กับวีรบุรุษนะท่านนะ ถ้าใครมีดาบเล่มนี้ล่ะก็น่าดูเลย เพราะเป็นดาบเทวดาทำขึ้นให้วีรบุรุษ

     นอกจากจะมีดาบยังมีคฑาวิเศษ คฑาวิเศษจะทำให้เขามีอำนาจเหนือศัตรู นอกจามีคฑาวิเศษแล้ว ยังมีเสื้อคลุมวิเศษอีกด้วย มีเสื้อคลุมด้วยนะ มีทั้งดาบวิเศษ คฑาวิเศษ เสื้อคลุมวิเศษนี่ถ้าสวมปั๊บล่ะก็หายตัวได้เลยท่าน แล้วจะมีพละกำลังเนี่ยเท่ากับคนถึง 12 คน

     เหลือเกินเลย ซิกฟริสนี่ก็ช่วยแบ่งสมบัติให้ แต่ทั้งสองยังบอกว่าไม่ยุติธรรม แบ่งยังไงก็บอกว่าไม่ยุติธรรมอยู่นั่นแหละ ซิกฟริสก็โมโหสิ แหม ! แบ่งเกือบตายไม่ยุติธรรม ก็เลยชักดาบออกฆ่าชาย 2 คนนั่นตายหมดเลย

     พอชาย 2 คนนี้ตายเนี่ย สมบัติทั้งหมดก็ตกเป็นของซิกฟริสแต่ผู้เดียว นี่ก็สบายไปว่างั้นเถอะ ก็เลยกลับมานำเอาทรัพย์สมบัติไป แล้วก็ไปอยู่กับบิดาของตน ไปอยู่กับพ่อ

     ในครั้งนั้นน่ะ นางเอกจะมาแล้ว ถ้าทำเสียงอย่างนี้แปลว่านางเอกจะมา ในครั้งนั้นก็มีหญิงงามผู้หนึ่งชื่อ
กริมฮิมดา กริมฮิลดานี่ก็เป็นหญิงงาม เป็นที่หมายปองของเหล่าวีรบุรุษทั้งหลาย เป็นธรรมดาของคนสวยนั่นนะ ใครๆ ก็อยากได้นางไปอยู่ด้วย

     คืนหนึ่งหญิงงามผู้นี้แหละ กริมฮิลดานี่เธอฝันนะครับ เธอฝันไป เธอฝันว่าออกไปล่าสัตว์นะ ผู้หญิงอะไรฝันออกไปล่าสัตว์ ไปพร้อมกับเหยี่ยวตัวโปรดของเธอ เธอมีเหยี่ยวไปด้วยนะท่านนะ เหยี่ยวตัวโปรดนี่ก็ไปช่วยเธอล่าสัตว์

     ในตอนนั้นเนี่ย มีนกอินทรีย์ใจร้าย 2 ตัว นำอินทรีย์นี่ใจร้ายทีเดียวล่ะ โฉบมาฆ่าเหยี่ยวของนาง นกอินทรีย์มาฆ่าเหยี่ยวของนาง เนี่ยนางตื่นขึ้น นางก็เล่าให้มารดาของนางฟัง มารดาของนางก็ทำนายฝันว่า นกเหยี่ยวนั้นเนี่ยคือสามีของนาง เจ้าหญิงบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะอะไร เพราะนางจะไม่ยอมมีสามี นางบอกอย่างนั้น

      เรื่องก็ถึงพระเอกของเราคือซิกฟริส ซิกฟริสได้ทราบกิตติศัพท์ความงามของนางกริมฮิลดา ก็เลยเดินทางไปผูกไมตรีกับพระเจ้ากันเธอร์ ซึ่งเป็นพระราชบิดาของนาง พูดง่าย ๆ ว่าอยากได้ลูกสาวเขา ก็ไปผูกไมตรีกับเขา

      เขาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ไปช่วยพระเจ้ากันเธอร์เพื่อต่อสู้กับข้าศึก ต่อสู้อุตลุดได้ชัยชนะ และช่วยงานต่าง ๆ ทุกอย่างเท่าที่เขาจะให้ทำ เรียกว่าไปเป็นบ่าวว่างั้นเถอะ ไปรับใช้ในวังเขาเนี่ย ช่วยงานต่าง ๆ เป็นแรมปี ก็เลยได้แต่งงานกับเจ้าหญิง

      ภายหลังต่อมาซิกฟริสถูกศัตรูฆ่าตาย เพราะเขาลืมไปว่าจุดอ่อนของเขาอยู่ตรงหัวไหล่ ซึ่งตอนที่เขาอาบน้ำ น้ำต้มมังกรเนี่ย ใบมะนาวมันแปะอยู่ตรงนั้นแหละ ฆ่าศึกแทงเข้าได้เลย

     นี่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับมังกร ซึ่งพอเอาไปต้มน้ำเสร็จเนี่ย ใครอาบน้ำของมังกรก็จะมีอิทธิฤทธิ์ อยู่ยงคงกระพันอะไรทำนองนั้นเป็นต้นนะท่านนะ ก็ว่ากันไปเถอะ

      คราวนี้มาพูดถึงอีกสักอย่างหนึ่ง ซึ่งคนไทยได้ยินเสมอ คือเรื่องของ ม้ามังกร อันนี้ฟังดี ๆ นะ ม้ามังกรคือ ม้าแต่เป็นมังกร หรือว่า มังกรมันเป็นม้ากิเลน

      ฟังดูก็งง ๆ คือ มังกรนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับม้าหลายประการนะท่านนะ ที่ใกล้เคียงก็คือ เป็นสัตว์สี่เท้าเหมือนกัน มีสามเล็บบ้าง อันนี้ม้ามังกรนะมีสามเล็บบ้าง สี่เล็บบ้าง ปากยาวบ้าง ปากสั้นบ้าง มังกรมีลักษณะอย่างนี้ลักษณะเหมือนม้า

     พอคิดอย่างนี้ปั๊บทำให้เรานึกถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง คือ ม้ามังกร ตามคติของจีนนี่นะครับ มีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่รูปร่างเหมือนม้า อันนี้ผมเคยได้พูดไว้ครั้งหนึ่งในวรรณกรรมสองแควเนี่ยนานแล้ว หลายท่านอาจจะเคยได้ยินล่ะ

     หลายท่านไม่ได้ยินพูดใหม่ก็ได้นะท่านนะ คือ มีสัตว์ศักดิ์อย่างหนึ่งรูปร่างเหมือนม้า ไม่ใช่เหมือนม้าอย่างเดียว มันเหมือนม้าผสมมังกรท่าน จีนเขาเรียกว่าตัว ฉีหลิง

     ฉี หมายถึง ประหลาด ไงท่าน หลิง ก็คือ มังกร เพราฉะนั้นตัวฉีหลิงนี่ก็คือตัว มังกรประหลาด ซึ่งไทยเราไม่เรียก ฉีหลิง ไทยเราเรียกว่า กิเลน เราเรียกเสียว่า กิเลน

Unicorn     คือกิเลนนั้นเนี่ย ตัวเป็นกวาง ปกติมีเขาเดียว มีเขาหนึ่งข้าง คล้าย ๆ กับยูนิคอนของยุโรปนั่นแหละ แต่บางทีที่พบในภาพเขียนบ้าง ภาพปั้นบ้างก็มีเขาสองเขาก็มี สามเขาก็มี แล้วก็มีหางเป็นวัว มีเกล็ดเหมือนปลาเนี่ย ส่วนเท้านั้นเป็นกีบ มี 5 เล็บ ส่วนที่เขานั้นมีขน เขาเนี่ย เขาของกิเลนนี่มีขน

     ปกติกิเลนมีสีขาว แล้วก็เชื่อกันว่า ด้วยเหตุที่ว่ากิเลนเป็นเจ้าแห่งสัตว์เนี่ย ในราชสำนักจีนนั้น กระโปรงของผู้หญิงชั้นสูงเนี่ย เขาจะประดับลวดลายเป็นภาพสัตว์วิเศษต่าง ๆ สัตว์วิเศษทั้งหลายนั้น กำลังคำนับกิเลนในฐานะเป็นหัวหน้า แปลว่ากิเลนเป็นหัวหน้าของสัตว์ทั้งหมด

     นี่ว่าถึงกิเลนนะ กำลังจะพูดถึงม้ามังกรก็เล่าไปถึงกิเลนเสียหน่อยหนึ่ง ก็มีตำนานเล่าว่า กิเลนจะไม่เหยียบสิ่งมีชีวิตใด ๆ แม้แต่หญ้าที่ขึ้นบนดิน กิเลนก็จะไม่เหยียบ เพราะรู้ว่าหญ้านั้นมีชีวิต

      เป็นสัตว์ทรงศีลแบบนี้ การที่กิเลนมีเขาบนหัวเนี่ย ทำให้เชื่อว่าสัตว์นี้เป็นสัญลักษณ์ของความดี แล้วกิเลนจะปรากฏตัวเมื่อแผ่นดินอยู่ดีมีสุข

      เนี่ยรับรองเลยตอนนี้กิเลนไม่อยู่เลยแถวประเทศอิรักหรืออัฟกานิสถาน ปาเลสไตน์ นี่กิเลนต้องไม่อยู่แน่ เพราะว่าไม่มีความสุข กิเลนจะปรากฏตัวเมื่อแผ่นดินอยู่ดีมีสุข อยู่เมืองไทยเนี่ยกิเลนจะมากทีเดียว หรือไม่ก็กิเลนก็ปรากฏตัวตอนที่เซียนมาปรากฏตัว เวลาเซียนมานี่ กิเลนก็จะมาปรากฏตัว

     ก็มีเรื่องเล่ากันนิดหนึ่งว่า ขงจื้อเห็นม้าตัวหนึ่งซึ่งขาหน้าหัก ขงจื้อก็ร้องไห้ ศิษย์ก็ถามว่าเหตุใดท่านขงจื้อจึงร้องไห้ด้วยล่ะ ขงจื้อตอบว่ากิเลนปรากฏตัวเมื่อผู้ปกครองมีความฉลาดและยุติธรรม หากมันปรากฏตัวเมื่อไม่มีเรื่องดังกล่าว ร่างกายของมันจะบาดเจ็บ

     แหม..นี่พูดปริศนานะ เขาบอกกิเลนเนี่ย จะปรากฏตัวเมื่อผู้ปกครองมีความฉลาดและผู้ปกครองนั้นมีความยุติธรรม แต่ถ้าหากมันปรากฏตัวเมื่อไม่มีเรื่องดังกล่าวเนี่ย ร่างกายของมันจะบาดเจ็บ แล้วเผอิญม้าตัวนี้บาดเจ็บแล้วขงจื้อมองดูเป็นกิเลน ว่าเป็นกิเลนบาดเจ็บ ก็แปลว่าในยุคนั้นผู้ปกครองในยุคของขงจื้อเนี่ย ไม่ฉลาดแล้วก็ไม่ยุติธรรม เป็นวิธีพูดนะ

     นอกจากนี้กิเลนเนี่ยยังเป็นสัญลักษณ์ หมายถึง ครอบครัวที่มีลูกหลานมาก นี่ท่านก็คงจำได้อยู่แล้วนะครับว่า คนจีนนั้นชอบมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง จะได้ช่วยกันทำมาค้าขายไงล่ะกิเลนให้ลูกหลาน

     ในศิลปะพื้นบ้านของจีนเนี่ย มีการวาดรูปเด็กขี่กิเลนนะท่าน วาดรูปเด็กขี่กิเลนเหาะเหนือเมฆ แล้วก็มีอักษรจีนเขียนว่า กิเลนให้ลูกหลาน

     คือเด็กที่ขี่กิเลนมักจะถือดอกบัว ดอกบัวนั้นภาษาจีนใช้คำว่า เหลียน ซึ่งเสียงมันพ้องเสียงนะ เสียงคำว่า เหลียนเนี่ย มันหมายถึงจะได้ลูกชายต่อไป

     ในจังหวัดเจียงสือทางตอนกลางของจีน มีงานพิธีเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ ให้เรียกงานนี้ว่า งานฉลองกิเลนให้ลูกหลาน งานฉลองกิเลนให้ลูกหลานในงานนี้พวกเด็ก ๆ จะถือรูปกิเลนปักไม้มีโคมรายรอบ ต่างพากันมาจากหมู่บ้านของตนแล้วแสดงละครสั้น ๆ เกี่ยวกับวีรบุรุษในตำนาน

      แล้วในภาพเขียนจำนวนมากจะวาดรูปวีรบุรุษขี่กิเลนนะ มีเทพนิยายของจีนเรื่องอย่างนี้ เป็นวีรบุรุษขี่กิเลนนี่มีเยอะเลย ในพงศาวดารไคเภ็ก จะกล่าวถึง หลงหม่า หลงก็คือ มังกร หม่าก็คือ ม้า นี่นะ

     กล่าวถึง หลงหม่า ไว้ว่า ที่แม่น้ำเม่งจิ๋น เกิดมีพายุคลื่นระลอกใหญ่ เนี่ยเขียนไว้ว่าที่แม่น้ำเม่งจิ๋น เกิดมีพายุคลื่นระลอกใหญ่ น่ำท่วมขึ้นมาบนแผ่นดิน แล้วก็มีสัตว์ตัวหนึ่งรูปร่างเหมือนมังกรมีปีกด้วย ขึ้นมาโลดเต้นอยู่บนน้ำ สัตว์นั้นยืนบนน้ำ รูปร่างสูงประมาณ 8 - 9 เชียะ

     "เชียะ" นี่นะเป็นมาตราวัดระยะสมัยโบราณของจีนเขานะท่านนะ 1 เชียะก็เท่ากับเมล็ดข้าวเปลือก 10 เมล็ด ภายหลังเทียบเท่ากับ 10 นิ้วจนถึง 1 ฟุต 1 เชียะก็คือ 1 ฟุต ปัจจุบันเนี่ย หรือ 10 นิ้วนะครับ แต่ถ้าสมัยก่อน 1 เชียะก็เท่ากับเมล็ดข้าวเปลือก 10 เมล็ดเรียงกัน

     ปรากฏว่าสัตว์ที่ยืนเนี่ยรูปร่างสูงประมาณ 8 -9 เชียะ แสดงว่ากิเลนเนี่ยสูง 8-9 ฟุตประมาณนั้นแหละ ตัวมีเกล็ด มีปีก 2 ข้าง จึงเรียกสัตว์นี้ว่า หลงหม่า หลงก็มังกร หม่าก็ม้านะครับ

     นี่ก็พอดีหมดเวลาเลยท่าน มาตรงหลงหม่านี่เองนะท่านะ รายการวรรณกรรมสองแคว ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนนะครับ ผมนายประจักษ์ สายแสงกราบลาครับผม สวัสดีครับ

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>