สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ
รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผม นายประจักษ์ สายแสง
ดำเนินรายการครับ
เรายังอยู่ในเรื่องของมังกรนะครับ วรรณกรรมเกี่ยวกับมังกร
ผมคงจะต้องย้อนกลับไปตอนคราวที่แล้วซักนิดหนึ่งว่า ในนิทานปรับปราของญี่ปุ่น
มีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่ง กล่าวถึง ซูซา โนะ วู ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งพายุของญี่ปุ่น
เทพเจ้าแห่งพายุเคยกล่าวให้ฟังแล้วว่า มีลักษณะพิเศษนะท่านนะ คือเวลาปลูกป่าใช้เคราของตัวเอง
เทพเจ้าจะใช้เคราของตัวเองฮะมาปลูกป่า เอาหนวดเอาเครามาปลูกป่า เขาก็เลยถือว่าเป็นเทพเจ้าแห่งพายุ
เป็นกษัตริย์ของชาวพื้นเมือง
กษัตริย์ของชาวพื้นเมืองคนนี้เรียกได้ว่ามาครองราชย์ ว่างั้นเถอะ เป็นกษัตริย์ซึ่งเกิดขึ้นก่อนมีขึ้นก่อน
ยิมโมเทนโนด้วยซ้ำ ท่านผู้ฟังคงพอนึกออกนะครับ ยิมโมเทนโนนี่ก็เป็นปฐมกษัตริย์ของญี่ปุ่นนะครับ
ยิมโมเทนโนก็เป็นหลานของสุริยเทพี อะเมเตระสุ โอมิ กามิ

อาซานางิ
และอิซานามิ บรรพบุรุษของเทพให้กำเนิดเกาะญี่ปุ่น
อันนี้ก็ชื่อของสุริยเทพีนะฮะ
คำว่า กามิ นี่ก็เรียกเทพของญี่ปุ่น ผมก็จะออกเสียง พยายามออกเสียงให้เป็นแบบญี่ปุ่นนะฮะ
แต่ก็ยังไม่เป็น ไม่ค่อยจะเป็นเท่าไหร่หรอกครับคุณผู้ฟัง
ตามเรื่องก็เล่าว่า ซูซา โนะ วู เป็นน้องชายของสุริยเทพี ก็อยู่ด้วยกันมานี่แหละ
ก็เกิดทะเลาะกันเรื่องอิจฉากัน ไอ้ที่อิจฉานี่ก็เกิดจาก ซูซา โนะ วู ไปอิจฉาพี่สาว
พี่กับน้องก็ธรรมดา พี่สาวน้องชาย พี่ชายน้องสาว น้องชายพี่สาว มันจะอิจฉากันนะท่านนะ
โดยทั่วไปและถ้ายิ่งใครมีลูกสองคนนี่ลำบากทีเดียวละท่าน
ถ้าเราดูแลเขาไม่ดี เขาจะแย่งของกันนะ แย่งของเล่นนี่บางทีแย่งผลไม้ก็มี
แล้วเด็กนี่เขาแปลกครับ เขาเล็งดูเขารู้เลยว่าผลไม้ลูกไหนโตไม่โต อะไรโตไม่โตนี่เด็กเขาวัดได้ดีกว่าเรานะท่าน
ให้เขาดูไข่เป็ด 2 ฟองนี่ เขาวัดได้ว่าฟองไหนโต ฟองไหนไม่โต ไอ้เรามองดูตั้งนานก็ยังมองไม่ค่อยจะออก
เขาจะแย่งของกัน เวลามีผลไม้มาซักลูก แย่งกันเลยครับจะเอาลูกที่โตที่สุด
บางทีมีคุณพ่อคุณแม่ลำบากใจ แต่ก็เคยมีคนที่เขาเก่งเขาแก้ปัญหานะครับ เรื่องเด็กแย่งขนม
แม่คนหนึ่งเขาได้แตงโมมา 1 ผลมีลูก 2 คน จะต้องให้ ลูกทั้งสองกินแตงโมผลนั้น
และต้องผ่าให้ได้ซีกที่เท่ากันที่สุด เพราะถ้าซีกไหนใหญ่กว่าแล้วแย่งกันตายเลย
แต่แม่คนนั้นเก่งมาก เขาก็เรียกลูกทั้ง 2 มาบอกเลยว่า ลูกเอ๋ยแม่ได้แตงโมมา
1 ผล แม่ก็จะให้ลูกนี่แหละกินแตงโมนี้ และเพื่อให้เกิดความยุติธรรม คนใดคนหนึ่งในพี่น้องเรานี่จะต้องเป็นคนผ่าแตงโม
ให้ได้เท่ากัน ไม่ให้โตกว่ากัน 2 ซีกนี้ต้องเท่ากัน คนหนึ่งต้องผ่า ส่วนคนหนึ่งที่ไม่ต้องผ่านั้นทำหน้าที่เลือก
จงเลือกเอาเถิดว่าจะเอาชิ้นไหน
ตกลงเจ้าคนผ่าก็ผ่า พยายามให้เท่ากัน เจ้าคนเลือกพยายามมองดูว่าชิ้นไหนมันโตกว่ากัน
เรียกว่าแย่งกันไม่ได้ เพราะคนผ่าก็ว่าเท่ากัน ตัวอย่างสองซีกเท่ากันมีใช่ไหมครับ
ลูกก็เลยไม่ทะเลาะกัน เรียกว่าแม่ฉลาดว่างั้นเถอะ
ส่วนซูซาน โนะ วู เนี่ยน้องชายของสุริยเทพีเขาทะเลาะกับพี่เรื่องอิจฉาพี่สาว
อิจฉาก็เพราะว่าบิดาให้พี่สาวนั้นครอบครองเมือง ดินแดนแห่งทิวาวาร ถึงชื่อว่าสุริยเทพีไงละ
คำว่า ทิวา ไทวะ เทวะ เดวะ เดย์ ตัวนี้แปลว่ามีแสงสว่างไสวไงฮะ ทิวา เทวะ
ไทวะ เดย์ ในภาษาอังกฤษ day แปลว่ามีแสงสว่างไสว ใครที่เป็นเทวะ เป็นเทพนั้น
จะมีแสงสว่างไสว จากร่างกายนะท่านนะ เขาเรียกแสงอย่างนี้ ว่า ออโรร่า ที่เป็นภาษาอังกฤษนะ
โอโรร่า แสงที่มันเป็นรัศมีออกจากตัว จะออกจากตัวเฉพาะคนมีบุญนะท่านนะ
ถ้าไม่มีบุญก็ไม่มีแสงออกจากตัวหรอก อย่างเช่นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้
ทรงมีรังสีถึง 6 ประการนะท่านนะเปล่งออกมาจากพระวรกาย เราเรียกรังสีนั้นว่า
ฉพรรณรังสี เป็นรังสีมี 6 ประการ 6 สี มีสีต่าง ๆ มีสีโลหิต สีแดง สีโอทตะ
ประภัสสร สีอะไรก็ไม่รู้รวมอยู่ ก็เป็นอันว่าถ้ามีบุญก็จะมีแสงออกมาจากตัว
เพราะฉะนั้นดินแดนแห่งทิวาวาร คือดินแดนแห่งพระอาทิตย์ มีแสงสว่าง พี่สาวสุริยเทพี
ที่ได้ครอบครอง ส่วน ซูซาน โนะ วู น้องชายนั้น ครอบครองดินแดนแห่งอากาศและท้องทะเล
ที่จริงก็ใหญ่อยู่แล้วนะ ได้ทั้งอากาศทั้งท้องทะเล แต่อิจฉาพี่อยากได้ดินแดนทิวาวาร
เพราะว่ามันสว่างไสว มีสีสรรว่างั้นเถอะ พอเกิดเรื่องขึ้นก็จัดการรบกับพี่สาวเลยทันทีรบกับพี่สาว
ซูซา โนะ วู เป็นคนโมโหร้ายนะท่านนะ โมโหร้ายแล้วยังเป็นพาลเกเรอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้แหละครับพวกเทพทั้งหลายจึงไม่เข้าข้าง ซูซา โนะ วู แต่เข้าข้างพี่สาว
คือสุริยเทพี เทพทั้งหมดพร้อมกันเนรเทศ ซูซา โนะ วู ให้ไปอยู่ทางคาบสมุทรเกาหลี
ไม่ให้อยู่ในญี่ปุ่นแล้ว
อิจฉาพี่สาวทำสงคราม คนก็ไม่ค่อยชอบหน้า เป็นพาลเกเรด้วยแล้วยังโมโหร้ายอีกต่างหาก
เขาก็เลยไล่ซะไปอยู่คาบสมุทรเกาหลี เด็ก ๆ ที่พาลเกเรโมโหร้ายนี่เดี๋ยวขับไปอยู่คาบสมุทรเกาหลีเดี๋ยวยุ่งนะ
ขนาด ซูซา โนะ วู เขาเป็นเทพยังโดนเลย
ซูซา โนะ วู ก็ถูกขับไล่ไปอยู่ที่นั่น ถูกเนรเทศไปนั่นแหละ วันหนึ่ง ซูซา
โนะ วูไปพบตะเกียบลอยตามน้ำ ตะเกียบก็เครื่องมือในการกินอาหารมี 2 อัน
จึงจะใช้ได้มีอันเดียวก็ใช้ได้ไม่สู้ดี ตะเกียบจะตรงกับภาษาไทยคำหนึ่ง
คือ คำว่า ตะคีบ คำเดียวกับ คีบ กับเกียบนี่นะฮะ เวลาจะกินก็มีคีบนะฮะตะเกียบนะครับ
ซูซา โนะ วู นี่เห็นตะเกียบ ลอยตามน้ำก็เลยรู้ว่าเหนือน้ำต้องมีมนุษย์อาศัยอยู่
เพราะถ้าไม่มีมนุษย์อาศัยแล้วตะเกียบมันจะลอยมาได้อย่างไรล่ะ ซูซา โนะ
วู นี่แกฉลาดนะ แกก็เลยเดินทางไปตามลำน้ำ
เดินทางขึ้นไปเรื่อยเลยเหนือน้ำขึ้นไปก็ไปพบหมู่บ้านร้าง หมู่บ้านนั้นร้าง
เจ้าเมืองซึ่งเป็นเทพแห่งชาวประมง ที่ไอ้บ้านร้างนี่มันเป็นอยู่ในเมืองนะครับ
เจ้าเมืองก็เป็น เทพแห่งชาวประมง อยู่กัน 2 สามีภรรยาเลย เทพ 2 ตนนี้
เทพแห่งชาวประมงก็บอกว่า เรื่องของเรื่องที่เมืองนี้ร้างน่ะ ก็เพราะว่ามันมีมังกร
ซึ่งมีหัวถึง 8 หัวขึ้นมาอาละวาด เรื่องที่เรากำลังพูดถึงมังกรแล้วคราวนี้
มีมังกร 8 หัวขึ้นมาอาละวาด หัวเดียวก็น่ากลัวอยู่แล้วนี่ขึ้นมาถึง 8 หัว
แปดเท่าของความกลัว
แล้วเขาบอกว่ามังกร
8 หัวนี้มาจับหญิงสาวไปกินหมดเลย มาจับหญิงสาวนะ หญิงแก่มันคงไม่จับ ชายแก่มันก็ไม่เอาไอ้มังกร
8 หัวนี่ก็เหลือเกินเลย มาจับเอาไปกินนะท่านนะ
แล้วก็ในวันนี้แหละครับลูกสาวของพวกเขาจะถูกจับไปสังเวยมังกรเช่นกัน เพราะทุกคนกลัวมันนี่ครับ
ก็เลยจับหญิงสาวไปสังเวยให้มันกินโดยตลอด เลยขอร้องให้ ซูซา โนะ วู ช่วยเหลือ
ซูซา โนะ วู ก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก เรามีวิธีช่วย คนนี่ก็เป็นพาลเกเรอยู่แล้ว
คราวนี้แกจะเล่นกับพวกมังกรเกเรมั่งซิ ก็เลยบอกว่า เอาอย่างนี้เรามาช่วยกันสร้างกระท่อม
กระท่อมนี้ให้มีห้องถึง 8 ห้องแล้วเอาไหเหล้า วางไว้ทั้ง 8 ห้อง ไหขนาดใหญ่เลยท่าน
ใส่เหล้าวางเอาไว้ห้องหนึ่งก็มีไหหนึ่ง เพราะฉะนั้น 8 ห้องก็มี 8 ไห เท่ากับจำนวนหัวของมังกรพอดีตัว
ซูซา โนะ วู เองนี่ปลอมตัวเป็นผู้หญิงนะครับ ทำทีว่าเป็นผู้หญิงนั่งอยู่บนหลังคากระท่อม
ให้เงานั้นตกลงไปในไหเหล่าทั้ง 8 นี่ต้องคำนวณอย่างดีนะ ถ้าเงาไม่ตกลงไปในไหเหล้าก็น่าดู
สงสัยว่าไหเกล้านี้ต้องเป็นไหกว้างนะท่านถ้าไหแคบ ๆ นี่เงาตกลงไปก็มองไม่เห็นเงาของตัวเองซิ
นี่ให้เงาตกลงไปในเหล้าเฉพาะมองดูเงาก็จะเมา ถึงเวลามังกรก็มา มังกรนั้นมองเห็นเงาคนในไหเหล้าก็คิดว่าเป็นผู้หญิง
นี่มังกรคงตาไม่ค่อยจะดี ลำใยนะภาษาจีนเขาเรียกหลงเหยียน
หลงก็มังกร เหยียนก็ตา กินลำใยแล้วตาจะไม่ค่อยดีนะ ตาเหมือนตามังกรนั่นแหละ
ตาฝ้าตาฟาง มองเห็นเงาคนในไหนึกว่าเป็นคน
นี่ครับหลงเหยียนผมเคยพูดผิดนะ พูดเป็นหลงเยียน มีผู้สันทัดกรณีภาษาจีนกลางได้ทักท้วงมาว่า
อาจารย์อย่าออกเสียงว่า หลงเยียน มันคนละความหมายภาษาจีนนั้น วรรณยุกต์ผิดละความหมายเสียมาก
อาจารย์พูดเสียใหม่ว่าหลงเหยียน หลงเหยียนแปลว่าตามังกรนะ เพระลำไยมันกลมเหมือนตามังกร ที่ผมว่าลำใยเป็นผลไม้
เพราะฉะนั้นพอกินเข้าไปแล้วตาเจ็บ ก็เป็นอันว่ามังกรตาไม่ดีอันนี้พูดเล่นละครับ
เฉพาะเจ้ามังกร 8 หัวมองเห็นเงาคนในไหเหล้า นึกว่าเป็นผู้หญิงที่จริงเป็นเงาของ
ซูซา โนะ วูที่เขาไปนั่งอยู่บนหลังคา มังกรก็คิดว่าเป็นผู้หญิงจึงก้มลงไปกิน
ที่ก้มหัวลงไปกิน กินผู้หญิงในไหทั้ง 8 ไหปรากฏว่ากินจนหมดมันกลายเป็นเหล้า
เหล้าไม่เข้าใครออกใครหรอกครับ กินแล้วก็เมาซิครับ คราวนี้มังกรก็เมา พอเมาเหล้ามังกรก็เรียกว่าหมดวิทยายุทธนี่ละครับ
เมาเหล้ามันไม่ดีนะ พลาดหมดเลยถึงเป็นคนเก่ง ๆ ถ้าเมาก็โดนทำร้ายได้ง่าย
ๆ
เหมือนกับมังกร
8 หัวนี่แหละ โดน ซูซา โนะ วู เขาฆ่าเสีย ฆ่าเสร็จเขาก็ผ่าท้องมังกร ก็พบว่ามี
ดาบวิเศษอยู่ในท้องของมังกร ดาบวิเศษนั้นชื่อว่า คูซานากิ
ดาบคูซานากิ นี่มีผ้าห่ออยู่ด้วยนะครับ ห่อผ้าอยู่ที่ปลายหางของมังกรดาบมีอยู่ตอนปลาย
ดาบนี้คนปัจจุบันเขาเชื่อว่าเป็น 1 ในเครื่อง ราชกกุธภัณฑ์ของจักรพรรดิ์ญี่ปุ่น
ดาบที่พบในท้องมังกร ซูซา โนะ วู เขาเอาออกมา แล้วก็เลยจัดการสร้างปราสาทราชวังที่เกาะอุซาโม
ได้แต่งงานกับลูกสาวเทพแห่งแผ่นดิน ครอบครองดินแดนมีลูกชายถึง 80 คนเป็นบรรพบุรุษชาวประมงแถบนั้น
หลังจากฆ่ามังกรได้ดาบวิเศษที่ชื่อว่า คูซานากิแล้วเลยอยู่ที่นั่น สร้างปราสาทขึ้นแต่งงานกับลูกสาวของเทพตรงนั้น
ถือว่าครอบครองแผ่นดินชายฝั่งมีลูกชายตั้ง 80 ตน นี่ก็เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับมังกร
มันมีเรื่องอีกเรื่องหนึ่งกล่าวถึง เป็นเรื่องของนิทานพื้นบ้านที่กล่าวกันอย่างแพร่หลายของญี่ปุ่น
ชื่อว่า โมโมทาโร่ โมโมทาโร่นะครับเป็นนิทานพื้นบ้าน
เอ๊ะไอ้คำว่า ทาโรนี่น่าจะต่อท้ายชื่อของวีรบุรุษญี่ปุ่นะท่านนะ อันนี้เดี๋ยวจะต้องเรียนถามอาจารย์โอบะอีกซักครั้งหละ
ว่าวีรบุรุษของญี่ปุ่นเขาใช้คำท้ายว่าทาโรหรือไม่ เพราะปัจจุบันที่เราดูหนังอยู่ครับมันก็มี
อูลตร้าแมน อลูตร้าแมนเขาเรียกว่า อูลตร้าทาโร เห็นไหมครับ ฉะนั้นน่าคิดนะ
อ้าในนิทานพื้นบ้านนี่นะครับ โมโมทาโร่ เล่าว่า มีสามีภรรยาคู่หนึ่งได้พบลูกท้อประหลาด
ลอยมาตามน้ำ ลูกท้อประหลาดลอยมาตามน้ำนะครับ เมื่อผ่าลูกท้อนั้นออกมา ก็พบเด็กคนหนึ่งอยู่ข้างในลูกท้อ
เรื่องนี้ของไทยก็ม ีแต่ของไทยไม่ใช่ลูกท้อ เป็นแตงโมมั่งอะไรมั่ง
ผ่าออกมาก็พบเด็กคนหนึ่งอยู่ข้างในลูกท้อ
จึงตั้งชื่อเด็กนั้นว่า โมโมทาโร แปลว่าเด็กลูกท้อ เจ้าเด็กลูกท้อที่มีกำเนิดพิสดาร
ไปอยู่ในลูกท้อ ก็มีเรื่องเล่าว่าที่เกาะข้าง ๆ
ณ บริเวณที่ โมโมทาโรอยู่ มันมีปีศาจร้ายชื่อว่า โอนิ
โอนิเป็นปีศาจมีเขานะท่านนะ
มีเขา หรือปกติจะมีหัวเป็นสัตว์ต่าง ๆ พวกปิศาจนะบางทีมีเขามีหัวเป็นมังกร
บางทีเป็นม้า เป็นวัว มักจะมีนิ้วมือสามนิ้ว นิ้วเท้าสามนิ้ว บางทีมีเขามีทั้งสามตา
เจ้าปิศาจโอนิเนี่ย มันคอยรบกวนชาวประมง
เรื่องของญี่ปุ่นเป็นเรื่อง ชาวประมงทั้งนั้น ก็เขาอยู่ชายทะเลส่วนใหญ่นะท่าน
จะไปเล่าเรื่องอื่นก็กระไรอยู่ จะกล่าวถึงปิศาจโอนิ เจ้าปิศาจร้ายนี่มันคอยรบกวนชาวประมง
แล้วกันชอบจับหญิงสาวแถบบ้านของโมโมทาโรไปเป็นประจำ เจ้าปีศาจนี่ชอบจับหญิงสาวอีกนะแหละ
พอ ๆ กับเจ้ามังกรนั้นแหละชอบจับไป
เรื่องนี้เมื่อโมโมทาโรอายุได้ 15 ปี ได้เห็นพฤติกรรมของปิศาจที่มาจับหญิงสาวเสมอ
โมโมทาโรจึงตั้งใจ เดินทางไปปราบปิศาจ มันจะได้ไม่มาจับหญิงสาวบริเวณนั้นนะฮะ
พอเขาจะไปปราบนี่นะแม่ของเค้าก็เห็นด้วย
แม่เค้าก็อยากให้ลูกชายไปปราบปิศาจเสีย บ้านเมืองจะได้สงบ แม่เค้าจึงทำขนมเปี๊ยะให้ติดตัวไปสามลูก
แม่สนับสนุนเสบียงอาหารว่างั้นเถอะนะ ทำขนมเปี๊ยะให้ โมโมทาโรไป 3 ลูก
แล้วเรียกขนมนั้นว่า โมจิ นี่ โมจินี้เป็นขนมที่เขาพกไป 3 ลูก
ขนมโมจินี่เดี๋ยวนี้เขามีที่นครสวรรค์เนี่ย
ขนมโมจิก็คือขนมของโมโมทาโรนี่แหละ นี่มันก็เป็นตำนานของขนมโมจินะท่านนะ
ถ้าจะถามว่าต้นกำเนิดขนมโมจิมาจากไหน ก็บอกไปเลยว่า แม่ของโมโมทาโรทำขึ้นให้ลูกชายเค้า
3 ลูก เมื่อลูกชายเค้าจะได้นำติดตัวต่อไปเป็นเสบียงในเวลาที่เดินทางไปปราบเจ้าปิศาจโอนิ
ก็เจ้าปิศาจโอนิชอบมาจับหญิงสาวแถวชายฝั่งเรื่อยเลยเนี่ยต้องไป ปราบมัน
เค้าก็เลยเดินทางไป พอไประหว่างทางเนี่ย เค้าไปพบสุนัข สุนัขมันก็หิวเดินมาเค้าก็ให้ขนมเปี๊ยะแก่สุนัข
1 อัน คงจะใหญ่นะขนมโมจิของเค้าใหญ่กว่าของนครสวรรค์หรือเปล่าก็ยังไม่ทราบ
ต้องสอบถามเค้าดูใหม่เหมือนกันแหละ
ให้ขนมสุนัข 1 อันสุนัขก็อิ่ม พออิ่มสุนัขก็เลยเดินตามมาด้วย ระหว่างทางไปพบนกอีกตัวหนึ่งข้างฝ่ายโมโมทาโรนั้นก็เลยให้ขนมโมจิแก่นก
1 อัน นกก็กินขนมโมจิเข้าไปก็อิ่ม พออิ่มก็ดีใจบินตามโมโมทาโรไป โมโมทาโรก็เดินไปกับสุนัข
ระหว่างทางก็พบลิงอีกตัวหนึ่ง โมโมทาโร ก็เลยให้ขนมโมจิแก่ลิง 1 อัน
และทั้งหมดก็เดินทางไปด้วยกัน
ไปช่วยกันปราบปิศาจโอนิ เดินทางไปถึงที่หมายเลย ก็ไปพบอีตาปิศาจโอนิเข้านี่ครับ
ทั้งหมดก็เลยช่วยกันสังหารปิศาจ ปิศาจเสียท่าตายไป จะไปสู้พระเอกได้ไงเรื่องนี้
โมโมทาโรก็เลยช่วยหญิงสาวทั้งหมดให้เป็นอิสระ แล้วก็นำสมบัติที่ปิศาจขโมยมากลับมาเสียด้วย
เอาสมบัติเหล่านั้นรวมทั้งหญิงสาวทั้งหลายเนี่ย บรรทุกเรือกลับบ้าน กลับมาอย่างวีรบุรุษเลยทีเดียว
นี่ก็เป็นนิทานเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่กล่าวถึงการไปปราบปิศาจ แต่ว่าปิศาจโอนินี่มันก็มีหลายรูปแบบ
บางทีหัวก็เป็นมังกร เพราะเรื่องนี้เวียนอยู่ในเรื่องมังกรต้องพูดอย่างนี้
มีวรรณกรรมของญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งท่าน เค้ากล่าวถึงวีรสตรีคนหนึ่งชื่อว่า
โทโกะโย เป็นลูกสาวซามูไรนะครับ เป็นลูกสาวซามูไรทีเดียวแหละ บิดาของเธอโชคร้ายเคราะห์ร้าย
เพราะถูกกล่าวหาว่าไปคบคิดกับปิศาจ สาปจักรพรรดิให้ป่วย พ่อเธอจึงถูกเนรเทศไปอยู่ทีเกาะโอกิ
ให้ไปอยู่ที่เกาะโอกิที่เป็นเกาะร้างซะด้วยครับ ถูกเนรเทศถูกขับไล่ไสสงไป
โดยไม่ทันร่ำลาใครเลย ไม่สั่งใครทั้งนั้นเลย โทโกะโยเอง เธอก็ไม่ทราบว่าบิดาหายไปไหน
เธอก็เสียใจคิดถึงพ่อ ก็เลยขายทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ในเมืองนั้นแหละ
ขายหมดเลย
พอได้เงินแล้วก็ออกเดินทางติดตามหาพ่อของเธอ นี่น่ารักนะตามหาพ่อของลูกสาวเนี่ย
พอเธอเดินทางไปติดตามพ่อของเธอ ไปถึงชายทะเลแห่งหนึ่งที่ชายทะเลเนี่ย มันไม่มีเรือเลยซักลำที่จะพาเธอไปส่งที่เกาะโอกิ
เพราะเธอจะไปเกาะนั้น เรือทั้งหมดไม่ยอมไป เพราะอะไร เพราะเกาะโอกิเป็นเกาะต้องห้าม
เพราะมันเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับนักโทษที่เค้าเนรเทศเท่านั้น เพราะฉะนั้นเรือทั้งหมดไปไม่ได้
จักรพรรดิไม่ให้ไป ก็ไม่มีเรือลำไหนรับเธอไป
โทโกะโยจึงตัดสินใจพายเรือข้ามทะเล เนี่ยครับความมุ่งมั่นของคน คนเป็นวีรสตรีนี่เค้าไม่กลัวหรอกทะเลมาขวางหน้า
ไม่มีเรือมารับส่งก็พายข้ามมันไปเลย พายเรือข้ามทะเลไปเลย ก็ไปที่เกาะโอกินี่แหละ
ปรากฏว่าพายเรือนี้เหนื่อยมาก คลื่นในทะเลก็แรงมากจนสลบไปเลย
เนี่ยสลบไปมันเหนื่อยนี่ท่านครับ พอฟื้นขึ้นมาเนี่ยก็ออกตามหาพ่อของเธอไปทั่วเกาะเลย
รู้ว่าเกาะโอกิแล้วนะ งั้นก็ออกตามหาพ่อทั่วเกาะ พบแต่ชาวบ้านแล้วก็ไม่มีชาวบ้านคนไหนยอมบอก
ว่าใครเป็นนักโทษที่ถูกเนรเทศมา ปิดกันหมด นี่แสดงให้เห็นว่าจักรพรรดิเค้ามีอำนาจมาก
ก็เป็นอันว่าเธอตามเท่าไหร่ก็ไม่พบพ่อ โทโกะโยก็ตามหาพ่อแต่ไม่พบ จนกระทั้งคืนหนึ่งเธอเดินทางไปพักที่วัดร้างแห่งหนึ่ง
ไปนอนพักที่วัดร้าง จะว่าร้างก็ไม่เชิงเพราะมีพวกพระอยู่เหมือนกัน เธอได้ยินเสียงพวกพระเนี่ย
พระนี่กำลังบังคับให้หญิงสาวคนหนึ่งเดินทางไปที่ทะเล
บังคับไปทำไมละครับ เพราะเอาหญิงสาวผู้นี้ไปสังเวยพญามังกร เค้าก็เป็นการสังเวยปีละหน
ปีหนึ่งก็เอาหญิงสาวไปสังเวยพญามังกรหนหนึ่ง เพื่อเอาอกเอาใจพญามังกร เพราะถ้าไม่เอาอกเอาใจพญามังกรจะโกรธ
เวลาโกรธก็จะบันดาลพายุใหญ่พัดทำให้เรือประมงจมหมด ตายเรื่อยเลย
ของเราสงสัยตอนพายุเกย์
พายุลินดานี่มันพัดคงเพราะเรื่องของพญามังกร มันพิโรธพัดหมู่บ้าน ชาวประมงซะเรียบเลย
หรือเหมือนกรณีที่พายุพัดปากพนังไว้ไม่กี่ปีมาแล้ว ก็ไม่ทราบกวาดเรียบเลย
พญามังกรนั้นคงเป็นเพราะเราไม่ได้เซ่นสรวงเขามั๊ง
พระนี่ก็บังคับหญิงสาวไปชายทะเล เอาไปเซ่นสรวงสังเวยพญามังกรนะฮะ โทโกะโย
แกไปพบภาพนั้นเข้า แกก็เลยสงสารหญิงสาวนั้น แกก็เลยบอกว่าเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน
ไม่ต้องบังคับหญิงสาวไปสังเวยพญามังกรหรอก ตัวนี่แหละจะไปเป็นเหยื่อสังเวยเอง
รับอาสาเลย พวกพระก็ตกลง หญิงสาวคนนั้นก็เลยรอดตายได้
ที่เธอยอมไปเป็นเครื่องสังเวยพญามังกรนี่เพราะอะไร เพราะเธอท้อแท้กับชีวิตเสียแล้ว
ตามหาพ่อเท่าไรก็ตามไม่พบ ก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม เออเดี๋ยวจะไปให้มังกรกิน
โดยสรุปก็ตอนนั้นอย่างว่าแหละ ความทุกข์ยากแสนเข็ญแล้ว ตามหาพ่อเท่าไหร่ก็ตามไม่พบ
ก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม เออเดี๋ยวจะไปให้มังกรกิน ตัดสินใจเลยตายเป็นตาย
เพราะฉะนั้นช่วยชีวิตหญิงสาวคนหนึ่งไว้
เธอก็เลยจัดการชักมีดออกมา
มีดสั้นคาบมีดกันเลยละคราวนี้แล้วก็กระโจนลงไปในทะเล เพื่อไปหาพญามังกร
ไปเป็นเครื่องสังเวยพญามังกร แทนผู้หญิงคนที่กำลังถูกบังคับนั้น ผู้หญิงนั้นก็สบายไป
กระโจนลงไป ที่โจนลงไปไม่ต้องการจะไปสังเวยอะไรหรอก จะไปฆ่าพญามังกรร้ายเสียด้วย
แต่พอไปถึงใต้ทะเลพบถ้ำประหลาดแห่งหนึ่ง ซึ่งเธอคิดว่าน่าจะเป็นถ้ำพญามังกรร้ายใต้ทะเล
เธอดำน้ำลงไป
แต่พอไปถึงไม่พบพญามังกรกลับไปพบรูปปั้นของ พระจักรพรรดิองค์ที่เนรเทศพ่อของเธอนี่แหละ
เธอไปพบรูปปั้นนี้เข้าเธอก็สงสัย เอ๊ะทำไมรูปปั้นนี้มาอยู่ในนี้ล่ะ พอเจอเข้าไม่ใช่สงสัยอย่างเดียวโกรธด้วย
เพราะโกรธจักรพรรดิที่ไปเนรเทศพ่อเธอ เธอคิดจะทุบรูปปั้นทิ้ง แต่แล้วก็เปลี่ยนใจไม่ทุบดีกว่า
เธอหาเชือกมาผูกรูปปั้นมัดเอารูปปั้นนี้ไว้แล้วก็โยงกับตัวเธอ
พูดง่าย ๆ ว่าเธอจะดึงเอารูปปั้นนี่ออกจากถ้ำนี้ขึ้นไปที่ชายฝั่ง เธอก็ดึงเอารูปปั้น
ว่ายน้ำขึ้นมาข้างบน ลากเอารูปปั้นกลับมาชายฝั่ง แต่ขณะจะออกจากถ้ำ ก็พบกับปิศาจมังกร
เอาละ ไอ้ตัวที่เธอจะลงมาเป็นเหยื่อเขานี่แหละ
พบปิศาจมังกรหน้าตาคล้ายงู มันจ้องดูเธอด้วยดวงตาอันแดงเหมือนแสงไฟ เธอก็คงจ้องมันนะ
ต่างคนก็ต่างจ้องระหว่างมังกรกับแม่นี่นะแม่หนูโทโกะโย จ้องมาแต่คงไม่ร้องเย
เย เย
พอจ้องไปจ้องมาปรากฏว่ามังกรมันก็กางเล็บมาที่เธอมันจะจับเธอกินนะฮะ โทโกะโยก็ฉวยโอกาสที่มังกรมัวแต่ประสานสายตากัน
ถือโอกาสตรงนั้นพุ่งตัวสวนไปเลยทันที เธอว่ายน้ำเก่งนี่เข้าไปเอามีดแทงตามังกรบอดทั้งสองข้าง
เสร็จเลยมังกรตาบอด 2 ข้าง พอมันตาบอดก็สู้เธอไม่ได้ เธอฆ่ามันได้โดยง่าย
ผู้หญิงคนนี้ฆ่ามังกรเสร็จ เธอก็กลับมาที่ฝั่งโดยเอารูปจักรพรรดิขึ้นมาด้วย
ชาวบ้านก็ดีใจมากเลย ครั้งนี้ว่าแหมเธอนี่เก่งมากมังกรก็ตายแล้ว ช่วยกันแบกเธอเข้าไปในเมืองเลยในฐานะเป็นวีรสตรี
ไอ้ข่าวความกล้าหาญของโทโกะโยแพร่สะพัดไป ส่วนรูปปั้นของจักรพรรดิที่เธอนำขึ้นมาจากถ้ำนั้น
พอนำขึ้นมาปั๊บ โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวจักรพรรดิ ซึ่งอยู่ในเมืองหลวงก็หายป่วยทันทีเลยครับ
แสดงว่าการเอารูปจักรพรรดิไปไว้ในถ้ำใต้น้ำ ทำให้พระองค์ป่วย เพราะฉะนั้นพอรูปขึ้นมาบนบกแค่นั้น
ขึ้นมาถึงฝั่งจักรพรรดิก็หายป่วย จักรพรรดิก็คิดว่า โทโกะโยนี่แหละเป็นคนที่ทำให้จักรพรรดิพ้นจากคำสาปมังกร
จักรพรรดิเลยอภัยโทษให้แก่พ่อของนาง
จากนั้นจึงให้พ่อของนางได้พบกับนาง
ทั้งสองพ่อลูกจึงได้พบกันและอยู่กันอย่างมีความสุข นี่เรื่องก็ต้องจบลงอย่างนี้สิถึงจะมีความสุขนะ
พ่อกับลูกพบกันอยู่อย่างมีความสุข ฟังจะไปนอนหลับได้ยังไงหล่ะ นี่เด็กฟังสบายจบลงอย่างสบาย
ผ่อนคลาย เดี๋ยวเป็นโรคประสาท
นี่มังกรนี่มีวังนะท่านนะ
ในญี่ปุ่นเชื่อว่ามังกรมีวังอยู่ เขาเรียกวังของมังกรว่า เรียวกุ
ในนิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่นนี่มีอยู่เรื่องหนึ่งเล่าว่า
มีชายคนหนึ่งได้เคยไปเที่ยวที่วังมังกร เจ้าคนนี้ไปเที่ยวที่วังมังกร เป็นนิทานพื้นบ้านเรื่องหนึ่งนะครับก็คือ
อุราชิมาทาโร เรื่องนี่เป็นวรรณกรรมชิ้นเอกของญี่ปุ่นนะครับ เล่าสืบต่อกันมาแล้วก็นำมาทำเป็น
บทละคร นำมาเล่นเป็นละครจนทุกวันนี้ฮะ จะเป็นละครโนะ หรือละครคาบูกิ ไม่แน่ใจนะยังไม่ได้สืบค้นดู
เป็นละครในญี่ปุ่นก็แล้วกันเถอะ
ละครเรื่องนี้มันก็มีเรื่องอย่างนี้ครับ
มีเรื่องว่า อุราชิมาทาโร นั้นเป็นชาวประมงที่ยากจน ก็ต้องเริ่มต้นอย่างนี้
ครั้งหนึ่งนามมาแล้วยังงี้ฮะ มีชาวประมงยากจนคนหนึ่งชื่อว่า อุราชิมาทาโร
วันหนึ่งอย่าถามเลยว่า จันทร์ อังคาร พุธ
ศุกร์ วันหนึ่ง อุราชิมาทาโร ออกไปหาปลาก็ไปพบเด็ก ๆ เด็ก ๆ นี่เอาเชือกมัดเต่า
แล้วก็ลากเต่านั้นวิ่งไปตามพื้นฮะ เต่ามันก็เจ็บน่ะนะ ขามันสั้นวิ่งไม่ทันเด็ก
ลากถูลู่ถูกังเอาไป ไอ้เด็กที่เหลือก็เกเรด้วยใช้ก้อนหินมั่ง ใช้ท่อนไม้มั่งช่วยกันปาเต่า
ไอ้คนลากก็ลากไป
อุราชิมาทาโรเห็นเข้าก็สงสาร
ก็เลยขอซื้อเต่าจากเด็กคนที่ลากเต่านั้นไป ขอซื้อเถอะเต่าตัวนี้นะ พอซื้อได้เรียบร้อยแล้วเขาก็นำเต่าไปปล่อยทะเล
นี่เขาเป็นคนที่สงวนทรัพยากรเต่านะคนนี้ นี่ถ้ามาอยู่เมืองไทยละก็ชีวิตเต่าทะเลจะต้องดีขึ้นทีเดียวแหละ
อุราชิมาทาโรเนี่ยเขาเอาเต่าไปปล่อยทะเลเสีย เต่าก็ค่อยมีความสุขมั่ง พอต่อมาไม่นานอุราชิมาทาโรออกไปหาปลาก็พบเต่าตัวเดิมอีกครับ
เต่าตัวนี้ก็สำคัญ เต่าตัวเดิมเนี่ยไม่ธรรมดาไม่ต้องช่วยแล้ว เต่าชวนอุราชิมาทาโรนี่ไปเที่ยววังมังกร
ซึ่งเรียกว่าเรียวกุ
ชวนไปไหนไม่ชวนนี่ชวนไป ทัศนศึกษาวังมังกร ของเรายังไม่เคยทำกันถึงขนาดนี่เลยเนี่ย
โดยที่เต่านั้นจำแลงตัวให้เป็นเต่าโตใหญ่มาก แล้วก็ให้อุราชิมาทาโรนั่งหลังเต่าไป
ไปถึงวังมังกรไปพบสาวงามที่เป็นธิดาของพญามังกร ธิดาของพญามังกรซึ่งมีความสวยงามมาก
หญิงสาวที่สวยงามอยู่นี่เป็นธิดาของพญามังกร ก็ออกมาต้อนรับเขาเป็นอย่างดี
ก็คงไม่มีป้ายเขียนไว้ว่า เวลคัมทูเรียวกุ ไม่ขนาดนั้นหรอก
เขาก็มาอยู่ที่วังมังกรอย่างเพลิดเพลิน
3 วัน พอถึง 3 วันเขาก็คิดถึงพ่อถึงแม่แล้ว ไม่อยากอยู่แล้วละ อุราชิมาทาโรนี่
ไม่อยากอยู่ อยากจะกลับหญิงสาวก็เลย เอากลับก็กลับ แต่ขอมอบหีบทองคำฝังมุก
เอาหีบทองคำฝังมุกนะฮะ ผูกริบบิ้นสีเขียว ผูกริบบิ้นให้ด้วยเป็นของขวัญนะฮะ
ริบบิ้นสีเขียวทำมาจากสาหร่ายทะเล มอบให้ใบหนึ่ง แล้วก็กำชับว่า อุราชิมาทาโรอย่าเปิดของที่ให้ไปนี่
ห้ามเปิดอย่างเด็ดขาด
พอตกลงกันเสร็จ เต่าตัวนั้นก็พาอุราชิมาทาโรกลับมาที่ฝั่ง ขอขึ้นฝั่งปั๊บแค่นั้นละครับ
อุราชิมาทาโรแกงงฮะ ก็น่าจะเรียกว่าอุราชิมาทาโรนั้นเดิมเข้าไปให้เป็นเรื่องเป็นราว
พอแกกลับมาถึงฝั่งนี่แกงง เอ๊ะมันฝั่งที่ไหน ฝั่งทะเลที่ไหน เพราะว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดเลยครับ
หาดทรงหาดทราย ต้นไม้ ไม่เห็นเหมือนเดิมเลย
แล้วจากนั้นก็ไปตามหาใครที่นั้น
เจอคนไปคุยกับเขา ก็ไม่มีใครรู้จัก เขาเลยไปถามชาวบ้านคนหนึ่ง ชาวบ้านคนนั้นก็เล่าให้ฟังว่า
คืออย่างนี้นะเมื่อสามร้อยปีก่อนนี่นะ มีชายคนหนึ่งชื่อว่าอุราชิมาทาโรเหมือนกัน
แต่ออกไปหาปลาแล้วก็หายไปในทะเล คาดว่าคงตายไปนานแล้วครับ
ฝ่าย อุราชิมาทาโรนี่ก็ทำไมครับ พอฟังเข้าก็งุนงงตกใจ หดหู่ใจ ลืมคำสั่งของธิดาพญามังกรเลยนะครับ
เขาสั่งเอาไว้ว่าอย่าเปิดหีบ เลยไปเปิดฮะ พอหดหู่ใจเสร็จแทนที่จะทำอย่างอื่น
เที่ยวเปิดหีบเนี่ยน่าเกลียดมากเลย
แค่นั้นนะปรากฏว่าไม่พบอะไรในหีบทองคำนอกจากควันจาง ๆ ค่อย ๆ ลอยออกมา
พอควันจางนั้นลอยออกมาแค่นั้นแหละครับ ร่างกายของอุราชิมาทาโรก็ค่อย ๆ
เปลี่ยนเป็นชายแก่ชรา แก่ยังไม่พอจากนั้นค่อย ๆ สลายไปกับสายลมเลย
แปลว่าจริง ๆ แล้วนี่อายุเขาอยู่ในสามร้อยปีแล้ว ซึ่งสภาพจริงอยู่ไม่ได้
แต่ที่อยู่ได้เพราะว่าหีบวิเศษ ที่เอามานั่นนะช่วยให้เขาได้อยู่อย่างนั้น
แต่พอเขาเปิดหีบออก นี่ไม่ทำตามคำสั่งของธิดาพญามังกรแค่นั้นนะ เขาก็เลยละลายหายไป
เวลาในเมืองมนุษย์กับเรื่องเวลาในเมืองมังกร
เป็นธรรมดาเวลามันต่างกัน ก็เหมือนเวลาของเราไง เวลาในสวรรค์กับเวลาในนรก
หรือในเมืองมนุษย์ ไม่เหมือนกันนะท่านนะ 1 ปีสวรรค์กับ 1 ปีมนุษย์ยาวไม่เท่ากัน
อันนี้ญี่ปุ่นหรอกครับ ไทยก็มีอย่างที่ว่านี้ จีนก็มีนะครับ
จีนเขาก็มีเรื่องอย่างนี้ มีนิทานของจีนเรื่องหนึ่ง กล่าวว่าชายแก่คนหนึ่งมีชื่อว่า
เซียง เซียงนี่ไม่มีข้าวจะเสียภาษีให้กับทหาร แต่ก่อนต้องเสียภาษีให้ทหารนะ
แต่ไม่เสียเป็นเงินนะเสียเป็นข้าว ไม่มีข้าวจะเสียภาษีให้ทหาร ทหารก็เลยตามมาจับ
หาว่าเป็นกบฏ
เซียงก็ตกใจ
พอเขามาจับก็หนีขึ้นไปอยู่บนภูเขา ไปอยู่ที่ถ้ำแห่งหนึ่งไปอาศัยอยู่ที่ถ้ำ
มีลมเย็นพัดกลิ่นหอมออกมานะฮะจากถ้ำนี่ และที่ถ้ำนั้นมีชายคนหนึ่งสวมเสื้อลายมังกรยืนอยู่
เซียงก็เลยขอร้องให้ช่วย ช่วยด้วย ทหารมาตามจับ
ชายคนนั้นบอกว่าเจ้าทราบไหมว่านี่เป็นวังมังกรนะ
และเขานี่คือพญามังกร เขายินดีช่วยเหลือเซียง ระหว่างพักอยู่ที่วังมังกรนี่นะ
ให้ที่พักนี่แหละ ระหว่างพักพญามังกรก็สอนวิชาความรู้ต่าง ๆ ให้เซียง สอนให้มากมายเรียกว่าไม่ให้อยู่เปล่า
ๆ หรอก สอนวิทยายุทธให้ สอนกันอยู่ 2-3 วัน
ต่อมาเซียงคิดถึงบ้านก็เลยลากลับจะได้กลับไปหาญาติมิตร คิดว่าทหารคงไม่ติดตามแล้ว
ปรากฎว่าพอเซียงออกมานอกถ้ำเท่านั้นน่ะ มีคนตักน้ำคนหนึ่งพบเซียงเข้า คนที่ตักน้ำนั้นวิ่งหนีแล้วตะโกนว่าผีหลอก
ส่วนเซียงเองก็ตกใจผีอะไรวะ แล้วก็มองดูตัวเอง ปรากฏว่าตัวเองนั้นผมเผ้ายาวนะครับ
เป็นเส้นป่านเลย เพราะตัวไม่ได้หวี เสื้อผ้าฉีกขาดกะรุ่งกะริ่ง
เพราะอะไร เพราะเขาไปอยู่วังมังกรถึง 2-3 วัน แล้วก็ที่นี่นะฮะ 1 วันในวังมังกรเท่ากับ
1 ปีในโลกมนุษย์ เพราะฉะนั้นที่เขาไปอยู่ 2-3 วัน ก็เท่ากับเขาไปอยู่ 2-3
ปี ถึงว่าเสื้อผ้าชุดเดียวมันถึงขาด ผมเผ้าถึงยาวขนาดนั้น เขาเลยไม่กล้ากลับบ้านเลยอย่างนี้ฮะ
น้องสาวของเซียงทราบข่าวว่ามีผีที่ถ้ำซึ่งพี่ชายของตนเองหายไป หน้าตาเหมือนกับพี่ชายของตนเองด้วย
ก็เลยรีบวิ่งมาดู จึงรู้ว่าไม่ใช่ใครหรอกเป็นพี่ชายตัวนั่นแหละ ก็เลยนำเสื้อผ้าและขนมมาเซ่นไหว้ที่ปากถ้ำ
ทั้งสองคนก็ได้พบกันแล้วก็ดีใจ เรื่องก็จบอย่างแฮปปี้เอนดิ้งอีกแหละ จบอย่างสบายอย่าเรียกเป็นภาษาอังกฤษอย่างนั้นเลย
จบอย่างสบายกันเลย
ที่จริงเรื่องของฝรั่งแบบนี้ก็มีนะครับ
หลายท่านคงเคยได้ยินเรื่องของฮอลันดา เรื่องนี้ชื่อเรื่อง ลีฟวันริงเคิล
ลีฟวันริงเคิลซึ่งเข้าไปในป่า เข้าไปแล้วก็ไม่กี่วัน ก็กลับออกมาปรากฏว่าเขากลับมาไม่มีใครจำเขาได้
เขาเองก็จำใครไม่ได้ เพราะว่าการไปอยู่ในป่าแค่ 1 วันนี้นั้นเท่ากับหลายสิบปีเหลือเกิน
เหมือนเข้าไปอีกภพหนึ่ง เหมือนกับ ทวิภพอย่างนี้แหละท่าน นี่น่าคิดเลย
นี่ก็เป็นเรื่องมังกรของญี่ปุ่น แล้วก็ออกไปเรื่องของจีนผสมผเสกันไปเล็กน้อยนะครับ
อันนี้จะมาพูดถึงเรื่องมังกรของฝรั่ง ถ้าจะต้องพูดนานทีเดียวนะท่านนะ ไม่ทราบเวลาจะพอหรือเปล่า
มังกรของฝรั่งนี่ช่างเขียนในยุคเรอเนซองต์ ทั้งช่างเขียนทั้งบรรดาจิตรกรทั้งหลายนี่นะ
มักจะให้มังกรหรือไม่ก็งูเนี่ย เป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย เป็นสัญลักษณ์ของพญามารนะท่าน
เขาสื่ออย่างนั้นเลยนะ ว่าเป็นสัญลักษณ์ของพญามาร
ก็อย่างที่ซาตานที่ปรากฏในพระคัมภีร์ไบเบิลเนี่ยก็อยู่ในรูปของงู งูตัวนี่แหละที่หลอกให้อดัมกับอีฟกินผลไม้
ซึ่งเป็นของต้องห้ามในสวนเอเดน อีฟนะไม่ได้กินหรอกแต่อดัมนะกิน ก็เพราะอดัมได้กินผลไม้นี่
พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสถามหญิงสาวว่า "ทำอะไรลงไป" อีฟก็บอกว่า
"งูหลอกข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงต้องเป็นเช่นนี้" นี่อันนี้ลองดูในพระคัมภีร์ไบเบิลนะ เพราะฉะนั้นงูจึงเป็นสัญลักษณ์ของมาร
มารที่ล่อหลอกมนุษย์ไปสู่บาป งูร้าย
ส่วนงูที่ปรากฏตัวอยู่ที่ฐานไม้กางเขนที่ใช้ตรึงพระเยซูหรือ
Jesus Christ เราเรียกพระคริสต์ เขาก็เรียกว่า Jesus Christ ก็คือพระเยซู
พระเยซูมีงูอยู่ที่ฐานไม้กางเขน ใช้ตรึงพระเยซู เป็นสัญลักษณ์ว่า อำนาจแห่งความชั่วร้าย
นำมนุษย์ไปสู่ความวิบัติ ต้องพ่ายแพ้ต่ออานุภาพของ Jesus Christ หรือพระเยซู
เพราะพระองค์นั้นยอมสละชีวิตเพื่อไถ่บาปให้กับมวลมนุษยชาติ เพราะมนุษย์เกิดมาพร้อมด้วยบาปทั้งนั้นน่ะ
เขาเชื่อเช่นนั้น
ตั้งแต่มนุษย์คนแรกเกิดมา
อดัมกับอีฟก็บาปอยู่แล้วนะท่านนะก็ต้องมาไถ่บาป พระเยซูนี่นี่ไถ่บาปให้
เพราะฉะนั้นจึงเรียกพระเยซูว่าพระมหาไถ่ เพราะได้ช่วยไถ่บาปให้มนุษย์ ในคัมภีร์ไบเบิล
เขาจะให้มีภาพมังกร ซึ่งเป็นศัตรูกับพระผู้เป็นเจ้าหรือ God นี่อย่างแน่ชัดแหละครับ
พยายามให้เห็นว่า ได้มีสงครามเกิดขึ้นบนสวรรค์ มีสงครามนั้นระหว่างไมเคิลกับเหล่าเทพสวรรค์
ซึ่งเป็นบริวารของไมเคิลได้ต่อสู้กับพญามังกร สงครามระหว่างพญามังกรกับไมเคิล
ต่อสู้เสร็จปรากฏพญามังกรแพ้ จึงไม่มีที่บนสวรรค์ให้พญามังกรอีกต่อไปแล้ว
พญามังกรซึ่งเป็นงูยุคเก่า ยุคดึกดำบรรพ์ บางทีเราก็เรียกว่าพญามารหรือซาตาน
ซึ่งหลอกลวงคนทั้งโลกและพวกนี้ก็ถูกจับเหวี่ยงมาบนโลกพร้อมด้วยบริวารของมัน
นี่ในพระคัมภีร์ไบเบิลเขากล่าวไว้เหมือนกันนะท่านนะ แต่พอดีผมพูดนี่พูดในเชิงวรรณกรรมว่าความชั่วร้าย
ถูกจับเหวี่ยงมาจากสวรรค์ฮะ มาสู่โลกแปลว่าบนสวรรค์ไม่มีความชั่วร้าย เพราะอะไร
เพราะความชั่วร้ายนั้นอยู่ในรูปงู เนี่ยงูตัวสำคัญงูซาตาน เหวี่ยลงมาสู่โลกแล้ว
โลกเรามีแต่ความชั่วร้ายนี่จะเหวี่ยงกลับไปที่ไหนดี ยังไม่รู้เลยเนี่ย
พญามังกรที่ถูกขับจากสวรรค์นี่ก็ยังไม่เลิกที่จะทำสงครามกับพระผู้เป็นเจ้านะ
ถึงถูกเหวี่ยงลงมาแล้วพญามังกรยังอยากจะต่อสู้อีก ด้วยเหตุนี้ละครับ ศิลปินจึงมักให้พญามังกรนี่เป็นอสูรร้าย
อสูรร้ายกระหายเลือดกำลังทำร้ายเหยื่ออย่างโกรธแค้น ต้องใช้อย่างนี้เลย
นี่ศิลปินในยุคเรอเนซองต์
รีเนสเซน เนสเซน ภาษาอังกฤษแปลว่าเกิดขึ้นใหม่ ถ้าเรอเนซองต์เนี่ยก็เป็นฝรั่งเศสไปนะครับ
และว่ายุคฟื้นฟูให้ใช้คำนั้น เรอเนซองต์ ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ศิลปินในยุคนั้นจะใช้มังกรใช้งูเนี่ยเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย
แต่ในขณะเดียวกันนะครับ มังกรก็เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่ดีก็ไม่ใช่จะมีแต่เรื่องชั่วร้าย
มังกรเป็นเครื่องหมายของเซนต์องค์หนึ่งนะ เซนต์มากาเรตและอีกองค์หนึ่งเซนต์มาธาร์
เซนต์ทั้งคู่เนี่ยก็มีเรื่องเล่ากันว่า
ทั้งสองเคยปราบมังกร ทั้งคู่นี่ปราบมังกรก็แปลว่ามังกรเลวอีกแล้ว ทั้งที่มาเป็นสัญลักษณ์ตรงนี้
นอกจากนี้มังกรยังเป็นเครื่องหมายของนักบุญอีกหลายคน
เช่น เซนต์จอร์จนะฮะ เซนต์จอร์จนี่แห่งคัปปาโดชา เซนต์จอร์จแห่งคัปปาโดชา
ผู้นี่นะสังหารมังกรด้วยอานุภาพแห่งพระคริสต์นะ


ภาพเขียน
เซนต์จอร์จ จากจินตนาการของจิตรกรต่าง ๆ
มังกรยังปรากฏอยู่กับอัครสาวก
เซนต์ฟิลิปอัครสาวก เซนต์ซิลเวสเตอร์ และเซนต์ไมเคิลอัครเทวทูต ซึ่งมักเหยียบมังกรไว้ใต้ฝ่าเท้า
เป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะเหนืออำนาจความชั่วร้าย เอาตกลงมังกรในวันนี้ไม่ดีอีกแล้ว
และชั่วร้ายอีกแหละนะครับ
นี่จะพูดถึงเซนต์มากาเรตซักหน่อย เธอเป็นธิดาของนักบวชในลัทธิของคนต่างศาสนานะ
คือไม่ใช่คนนับถือศาสนาคริสต์นะ ต่อมาเธอหันมานับถือศาสนาคริสต์ที่หลังนะครับ
มีเรื่องเล่าว่าวันหนึ่งข้าหลวงแอนติอ๊อก เห็นเซนต์มากาเรตเข้าก็เกิดหลงใหลในความงาม
พยายามพูดว่าจะจับเธอนะแหละจะชวนเธอไปอยู่ด้วย
แต่มากาเรตปฏิเสธไม่ยอมไปอยู่ด้วย ประกาศว่าเธอนั้นอุทิศชีวิตเธอให้กับพระเยซูซะแล้ว
บอกอย่างนี้ท่านข้าหลวงโกรธ จึงจับเธอไปขังไว้ในคุก ข้าหลวงก็เป็นคนพาลนี่หนอ
แหมพอสาว ๆ ไม่รักจับเขาไปขังคุก
นั่นแหละครับพญามารปรากฏขึ้นต่อหน้าเธอ พญามารปรากฏร่างในร่างของมังกรพ่นไฟให้เธอกลัว
แต่เธอไม่กลัว คุกเข่าลงสวดมนต์ทำเครื่องหมายกางเขน ในวรรณกรรมว่างั้น
มังกรเห็นเข้าจึงกลืนร่างเธอลงไป แต่เครื่องหมายกางเขนมีขนาดใหญ่ขึ้น ๆ
จนมังกรแยกเป็น 2 เสี่ยง มากาเรตจึงออกมาจากตัวมังกรอย่างปลอดภัย
นี่แหละ ไอ้ความกล้าหาญความศรัทธามั่นคงของเธอ ทำให้คนจำนวนมากหันมานับถือศาสนาคริสต์
ในวรรณกรรมเล่าไว้อย่างนั้นนะครับ ผมก็ไม่ทราบเรื่องนี้หรอก วรรณกรรมเขาเล่าอย่างนั้น
เพราะฉะนั้นพอข้าหลวงทราบเข้า เรื่องนี้ต้องยุติเสียแล้ว ข้าหลวงจึงเอาอย่างนี้ดีกว่า
ตัดสินใจประหารชีวิตมากาเรตเสียเลย เธอก็เลยถูกนำตัวไปที่หลักประหารครับ
อีตาข้าหลวงนี่แปลกแฮะ พอมีคนนับถือเข้าก็เอาเลย เอาไปประหารเสียเลยนี่อาจเรียกว่าตัดไฟแต่ต้นลม
มิฉนั้นคนจะเข้าข้างเธอมาก ก่อนจะถูกประหารเธอก็อธิฐานแต่ไม่ได้อธิฐานให้ตัวเองนะ
อธิษฐานว่าขอให้หญิงใดก็แล้วแต่ที่จะคลอดลูกให้นึกถึงเธอ แล้วผู้หญิงคนไหนที่จะคลอดลูกนึกถึงเธอนะ
เชื่อเหอะผู้หญิงคนนั้นจะไม่ได้รับความทุกข์ทรมานจากการคลอดลูกโดยเด็ดขาด
ไม่เจ็บ
เพราะฉะนั้นก็เลยกลายเป็นนึกถึง นึกถึงการที่เธอรอดตายจากมังกร เซนต์มากาเรตจึงเป็นผู้คุ้มครองผู้หญิงที่กำลังคลอดบุตรและอุปถัมภ์ทารกที่เกิดใหม่
วันนี้ก็หมดเวลาพอดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ ผมนายประจักษ์ สายแสงสวัสดีครับ