สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ
รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านผู้ฟังอีกครั้งหนึ่งครับ ผมนายประจักษ์
สายแสงดำเนินรายการครับ
ในสัปดาห์ที่แล้วนั้น
เราก็ยังพูดกันอยู่ในเรื่องของมังกรนะ มังกร ก็คาดว่าคงจะมีเด็ก ๆ ได้ฟังบ้างนะครับ
แต่เรื่องนี้นั้นผู้ใหญ่ฟังนี่ก็ดีนะครับ เรื่องมังกรเนี่ย เพราะถือว่าเป็นมงคลนะท่านนะ เพราะปกติมังกรเข้าบ้านไหนเนี่ยเป็นมงคล
นั้นถ้าเปิดเครื่องรับตอนนี้นะครับของ ม.น. เนี่ย มังกรเข้าในบ้านเนี่ยเป็นมงคล
เพราะพูดถึงแต่เรื่องเป็นมงคลทั้งนั้นเลย
คราวที่แล้วได้พูดถึงว่า
เรื่องของมังกรนั้นปรากฏอยู่ในนิทานปรัมปราของอ้าชนเผ่าอ้ายลาว หรือว่าในอาณาจักรน่านเจ้าแล้ว ผมดูมันจะไปพูดจบในตอนที่ว่า
ถ้าสนใจจะอ่านเรื่องของน่านเจ้าจากต้นฉบับเดิมนั้น ให้ดูศิลาจารึกน่านเจ้า
ซึ่งเขียนเป็นภาษาจีนว่ากิมเจียะซุ่ยผิ่น
กิมเจียะซุ่ยผิ่นนี่ครับ แปลเป็นไทยก็แปลว่า ศิลาจารึก ซึ่งแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ศิลาจารึกหลักนี้ขุนนางที่แต่งขึ้นชื่อว่า หวางฉั่นนะครับ พูดไปถึงนั้นตอนนั้น
คราวนี้เรามาดูเรื่องมังกร
ในชนเผ่าต่าง ๆ ทางภาคเหนือของไทยนะครับ ลึกขึ้นไปทางเขตยูนนานเนี่ย ในนิทานปรัมปราของพวกปะหล่อง
ปะหล่องนี่ก็เป็นชาติพันธุ์ ชาติพันธุ์หนึ่ง นะท่านนะ
ปรัมปราของชาติปะหล่องของเขาเนี่ย
เค้าก็ได้กล่าวถึงกำเนิดของเผ่าของเขาเอง ถามว่าปะหล่องมาจากไหน คำตอบคือ
ปะหล่องเนี่ยมีที่มานะ ไม่ใช่ปะหล่องธรรมดา ปะหล่องก็ไม่ต่างจากม้ง ไม่ต่างจากเย้าเหมือนกันแหละ
ปะหล่องเขาก็เล่าว่าในประเทศจีนเนี่ย
มีอุทยานแห่งหนึ่งกว้างขวางมากเลย ต้องใช้เวลาเป็นสิบวันเนี่ยครับ ถึงจะเดินทางผ่านอุทยานแห่งนี้ไปได้
ตรงกลางอุทยานก็จะมีภูเขาสูงเลยนะท่านนะ มีภูเขาสูงไม่พอ ยังมีถ้ำ ถ้ำนี้เป็นที่อยู่ของนางนาคตัวหนึ่ง
นะนาคมาแล้ว
คราวนี้นางนาค
นี่ก็นาคแบบงูนี่นะ ไม่ใช่นาคกินปลาหรอก นางนาคเนี่ยเป็นงูเนี่ย นางนาคนี่ชอบแปลงกายเป็นสาวงาม
แปลว่านาคนี้มีฤทธิ์นะท่านนะ ชอบแปลงกายนะเนี่ย ให้เป็นสาวงาม ดีนะแปลงถ้าแปลงเป็นสาวไม่งามแล้วจะเสียใจเลยแหละ
นี่แปลงกายเป็นสาวนางงาม
สาวงามออกมาทำไม ออกมาผึ่งแดดทุกๆ 3 ปี เออผึ่งแดดนะแกคงชอบออกมานะ เหมือนกะอาบแดดอะไรทำนองนี้
นาคก็ชอบอาบแดดเหมือนกัน เนี่ยก็เป็นสาวงามออกมาอาบแดดทุก ๆ 3 ปี จะออกมาครั้งหนึ่ง
พระอาทิตย์ได้เห็นนางเข้าซิ
ได้เห็นนางนาคแปลงมาเป็นสาวงามนี่ ก็เลยแปลงกายเป็นเจ้าชาย พระอาทิตย์ก็แปลงกายเป็นเจ้าชาย
ตกลงแปลงกายกันทั้งคู่แหละ คนนึงก็พระอาทิตย์แปลงเป็นเจ้าชาย ส่วนแม่นาคนั่นก็แปลงเป็นหญิงสาวสวย
เจ้าชายนี่ก็ลงมาเกี้ยวพาราสี แหมมีทั้งเกี้ยว ทั้งพา ทั้งรา ทั้งสี เกี้ยวพาราสีจนกระทั่งนางนาคนี่ตั้งครรภ์ขึ้น
ตั้งครรภ์ก็คลอดลูกออกมา
แต่ลูกออกมาเป็นไข่ 3 ฟอง ก็ธรรมดางูอ้ะ จะไปคลอดเป็นคนก็แปลกประหลาดนะ
คือถึงแปลงมาเป็นคน จะอีตอนตั้งท้องก็เป็นงูนี่ละมั้ง จึงได้คลอดออกมาเป็นไข่
3 ฟอง
ไข่
2 ฟองแรกนั้นพอคลอดออกมาปั๊บ ก็แตกไปเลยครับ แตกเสร็จก็ไหลไปตามพื้น น้ำของไข่นี่ไหลไปตามพื้น
ฟองหนึ่งกลายเป็นทับทิม ไอ้ที่ไหลออกมานี่ ไหลมาเป็นทับทิมไปเลย โอ้โฮ
ไม่ใช่ธรรมดานะ เพชรนิลจินดาเชียวนะเนี่ย ทับทิมเนี่ย ถ้ายิ่งทับทิมสยามราคาก็ยิ่งแพงซะด้วย
อีกฟองนึงกลายเป็นหยก เป็นหยก ส่วนฟองที่ 3 เนี่ยตกลงไปในน้ำ สองฟองแรกเป็นทับทิม
เป็นหยก เพราะมันแตก ฟองที่ 3 ตกลงไปในน้ำ ปรากฏว่าชาวไร่ชราคนหนึ่งเก็บได้
มีคนแก่เป็นชาวไร่ คนแก่เก็บได้ก็นำไปเก็บไว้ พอไข่เนี่ยฟักตัวออกมา กลายเป็นเด็กชายคนหนึ่ง
อู้นี่ไข่ของแม่นาค ซึ่งมีพระอาทิตย์เป็นสามีนี่แหละ ก็ได้เป็นเด็กชายคนหนึ่ง
ไข่ลูกที่ 3 ไข่ฟองที่ 3 นะครับ เป็นเด็กชายคนหนึ่ง
แต่ในท้องของนางนาค
ยังมีไข่ค้างอยู่อีกฟองหนึ่งเนี่ย คลอดออกมาได้แค่ 3 ข้างในยังค้างอีกฟองหนึ่ง
เมื่อนางเลื้อยกลับถ้ำก็คลอดออกมา ไข่นั้นก็ออกมา พอฟักเสร็จกลายเป็นเด็กหญิงคนหนึ่ง
นี่ฟองที่
4 ที่เป็นเด็กหญิงคนนึง ฟองที่ 3 เป็นเด็กชายคนนึงนะฮะ เด็กหญิงคนนี้น่ะ
เมื่อเติบโตขึ้นเป็นสาวสวย แม่ก็ได้เล่าเรื่องให้ฟัง นางนาคก็เล่าเรื่องให้ลูกฟังว่า
พ่อของเจ้านี่คือพระอาทิตย์นะ ตอนที่แม่นี่แหละ แปลงตัวขึ้นไปเป็นสาวงามเนี่ย
พ่อของเจ้าก็แปลงตัวเป็นชายหนุ่มรูปหล่อ มาจีบแม่แล้วก็เลยเกิดเจ้าขึ้นเนี่ย
แล้วก็บอกลูกเลยว่า ขอให้ออกไปตามหาพี่ชายเถอะ พี่ชายนั่นก็เป็นไข่ฟองที่
3 ซึ่งตกลงไปในน้ำนี่แหละ แล้วก็ชาวไร่ชรานำไปเลี้ยงไว้
บอกตามหาพี่ชายเสีย เพราะอะไร เพราะเรามีเผ่าพันธุ์เดียวกัน จงตามหาให้พบ
แล้วก็จงแต่งงานกันเสีย นี่แม่สั่งเอาไว้เลย
นางคนนี้ลูกเนี่ยลูกของนางนาค ซึ่งเกิดจากไข่ฟองที่ 4 นี่ ก็ออกเดินทางตามหาพี่ชายของตัว
ซึ่งเกิดจากไข่ฟองที่ 3 ไปพบกับพี่ชายที่ลุ่มน้ำเมา น้ำเม้าหรือลุ่มน้ำเม้าหรือสุวรรณวารีนะฮะ
สุวรรณวารีนี่พม่าเขาเรียกว่า ชเวลี ก็คือสุวรรณวารี พม่าเรียกว่าชเวลี
ปะหล่องเรียกลุ่มน้ำเม้า ในปัจจุบันเนี่ยนะครับ พม่าเรียกว่า ชเวลี
เมื่อพบกันเข้าก็อยู่ด้วยกัน
ระหว่างพี่สาวกับน้องชายนี่ก็อยู่ด้วยกัน แล้วก็ให้กำเนิด ..ลูก ลูกออกมา
เป็นเชื้อสายของชาวปะหล่องในปัจจุบัน ฉะนั้นพวกปะหล่อง ทั้งหลายที่อยู่ในพม่านี่
มาอยู่ในจีนบางส่วนบ้าง พม่าก็มีเนี่ย ปะหล่องอยู่ในพม่าก็มาก ในไทยก็มีครับ
พวกนี้เชื้อสายของนาคกับพระอาทิตย์นะท่านนะ
อ้า...ต้นตระกูลของเค้าเนี่ย
แม่เอ้ยทางด้านของฝ่ายหญิงนี่เป็นนาค ฝ่ายชายเป็นพระอาทิตย์ พวกปะหล่องเขาก็ถือว่าเขาเป็นอย่างนั้น
นี่ก็เป็นนิทานประจำของเขาเลยละ กล่าวถึงกำเนิดของชาวปะหล่องว่ามาจากไหน
อันนี้ตอบได้ดีเหมือนกัน ว่าเชื้อสายของพระอาทิตย์กับเชื้อสายนาคทีเดียวละ
ฝ่ายพวกมอญเนี่ย
เขาก็มีนิทานปรัมปราของเขาเหมือนกันนะครับ ปรัมปราของมอญนี่ก็เล่า...อ้า
ที่จะเล่านี่ต้องเกี่ยวกับเรื่องนาคทั้งนั้นนะท่านนะ ถ้ายังไม่เกี่ยวกับนาคก็ยังไม่เอาหรอก
แล้วต้นตระกูลของมอญนี้เขาเล่ากันว่า
มีเทวดาองค์นึงอยู่บนภูเขาหิมาลัย เทวดานั้นอยู่บนภูเขาหิมาลัย ก็คงเป็นชนเผ่านึงมั้ง
ที่อยู่บนภูเขานั่นแหละ แล้วเทวดาองค์นี้ก็ลงมาเที่ยวบนพื้นดิน
เกิดเดินทางเนี่ยเดินทางหลงเข้าไป
เข้าไปในป่าเมืองเมาะตะมะ นี่จากหิมาลัยนะนี่นะ เดินทางหลงเข้าไปในป่าเมืองเมาะตะมะ
เทวดาเนี่ยหลง ไปพบกะนางนาค
นางนาคนี่ก็เปล่าเปลี่ยวเดียวดาย ไม่มีคู่ครองแต่ประการใด นางนาคนี่ก็งูนะท่านนะ
เทวดานี่ไปพบนางนาคที่เป็นงูอยู่เนี่ย ก็สงสารก็เลยอยู่ด้วยกะนางนาค อยู่ด้วยกะนางนาคเนี่ยมี
มีไข่นะนางนาคเนี่ย ธรรมดานะอยู่ด้วยกันแบบสามีภรรยา แต่ว่ามีไข่นะ
มีไข่
ไข่ออกคลอดออกมาเป็นเด็กหญิง หลังจากที่ฟักแล้ว คลอดไข่ออกมา พอฟักเสร็จก็เป็นเด็กผู้หญิงครับ
เป็นเด็กผู้หญิง ฤาษีจึงนำไปเลี้ยงไว้ ฤาษีนี่ก็ต้องอยู่ในป่า ฤาษีไม่อยู่ในบ้านหรอก
ฤาษีก็นำเด็กผู้หญิงคนนั้นไปเลี้ยงไว้ ก็เลี้ยงไว้จนนางโตขึ้น นางคนนี้โตขึ้นมีความสวยงามมากเลย
ข่าวความงามของนาง
ก็เลื่องลือไปไกล จนกระทั่งพระเจ้าแผ่นดินซึ่งเป็นพระเจ้ากรุงสะเทิมเนี่ย
ได้ข่าวความงามของนางเข้าก็มาหานาง มารับนางไปอยู่ด้วย อยู่ด้วยก็เลยมีโอรสถึง
2 องค์
พอมีโอรส
2 องค์ ก็เลยสร้างเมืองหงสาวดีขึ้น แน่ะถือเป็นต้นตระกูลของมอญ ฉะนั้นพวกมอญ
นี่ ที่มาเขาก็มีมาทางนางนาคเหมือนกันนะท่านนะ ส่วนพ่อเขานั่น เทวดามาจากหิมาลัยนะ
นี่ปรัมปราของมอญนะ
ฟังดูแล้วก็ไม่ยิ่งหย่อนกว่าปะหล่องเลย เพราะปะหล่องนั้นนี่สายทางพ่อนั้นมาทางพระอาทิตย์
สายทางแม่เป็นนาค อันนี้ของมอญนี่ สายทางพ่อนี่มาทางสายเทวดาจากหิมาลัย
ส่วนแม่เป็นนาค แต่ทั้งหมดนี่แม่จะเป็นนาคทั้งนั้นเลย
นาคนี่ดูจะเป็นชนเผ่าพื้นเมืองอยู่กับที่กับทางเหมือนกันนะ
ส่วนนิทานปรัมปราของพวกญวน
แน่ะมาถึงญวนนะท่านนะ ญวนเนี่ยก็มีเรื่องเล่าว่าที่เกาะไหหลำนั้น มีนางนาคอยู่ตัวหนึ่ง
เกาะไหหลำในปัจจุบันอันนี้มี มีที่มาที่ไปเลยแหละบอกเกาะไว้เลย
เกาะไหหลำที่มีนางนาคอยู่ตัวนึง
ไปออกไข่ไว้บนภูเขา นางนาคเนี่ยไปออกไข่ไว้บนภูเขา พอไข่ฟักออกมาก็กลายเป็นเด็กหญิง
เด็กหญิงคนนั้นก็อยู่คนเดียวล่ะ บนภูเขานั้นน่ะ อยู่คนเดียวจนกระทั่งโตขึ้น
รูปร่างสวยงาม
ไอ้ที่สวยงามเนี่ยเป็นเพราะอยู่คนเดียวไม่มีตัวเปรียบเทียบก็ได้มั้ง
หรือจะงามจริง ๆ เราก็ไม่ทราบนะ แต่นางก็สวยงามแหละ จนกระทั่งวันหนึ่ง
ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่ง (ไอ) ทานโทษครับ ชายหนุ่มคนนึงจากญวน จากประเทศญวนตอนใต้เนี่ยเขาไปหาไม้จันทน์
ไม้จันทน์นี่เป็นไม้หอมนะท่านนะ
พอดีก็แสวงหาไม้จันทน์ ขึ้นไปหาไม้จันทน์ ก็ได้ไปพบกับนางบนภูเขา พบกันเข้าที่ภูเขา
เกาะไหหลำนั่นแหละ จึงได้พากันข้ามทะเลมาอยู่ที่เวียดนามปัจจุบัน
ทั้งคู่ก็ข้ามทะเลมาจากไหหลำเนี่ย มาอยู่ที่เวียดนามปัจจุบันเนี่ย ออกลูกออกหลานมาเป็นชาวญวน
เพราะนั้นชาวญวนนั้น เชื้อสายทางด้านของฝ่ายหญิง บรรพบุรุษของฝ่ายหญิงเขานี่ก็เป็นนาคเหมือนกัน
ไม่ต่างจากมอญ ไม่ต่างจากปะหล่องนะท่านนะ เชื้อสายเป็นนาคนี่
พวกที่เค้าเรียนทางคติชนวิทยา
นี่เค้าก็จะสนใจนะด้านนี้ว่า เอ้อทำไมจึงคิดว่าทางฝ่ายแม่ของชนเผ่าต่าง
ๆ นี่เป็นนาคกัน ทำไมจึงคิดอย่างนี้
ถ้าตามพงศาวดารของญวนเนี่ย จะกล่าวถึงกษัตริย์ของญวนองค์นึง ชื่อว่าพระเจ้ากินเยืองเวือง
พระเจ้ากินเยืองเวือง คนนี้ก็อ้า พระเจ้ากินเยืองเวืองนี่ได้พระราชินีนะฮะ
ได้ฮองเฮา นี่ได้ฮองเฮาซึ่งเป็นพระราชธิดาของมังกรกรุงบาดาล
โห น่าดูเลย พระเจ้ากินเยืองเวืองเนี่ย ไปได้พระราชธิดาของพญามังกรในกรุงบาดาล
ชื่อว่านางเทิงล็อง ได้นางเทิงล็องเนี่ยมาเป็นฮองเฮา มาเป็นฮองเฮา
ฮองเฮานี่ก็เป็นราชีนีนี่เองนะท่าน
พอได้เป็นฮองเฮานี่ก็มีพระโอรสออก มีพระโอรสออกมา มีพระโอรสออกมามีชื่อว่าองซุ่งตุก
องซุ่งตุก นี่ ก็เป็นโอรสของนางเทิงล็องกับพระเจ้ากินเยืองเวือง โดยที่พระนางเทิงล็องนี่
เป็นพระราชธิดาของพญามังกรกรุงบาดาลนะครับ นะมีลูกชื่อองซุ่งตุก
องซุ่งตุกนี่
ต่อมาก็ครองราชย์ทรงพระนามว่า พระเจ้าหลากล็องกุน พระเจ้าหลากล็องกุนเนี่ย
พอเวลาครองราชย์ก็เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ชื่อพระเจ้าหลากล็องกุน เวลาเสด็จว่าราชการเนี่ย
บรรดาญาติวงศ์และข้าราชการ จะเห็นว่าพระเจ้าหลากล็องกุนนั้น เวลาที่ประทับอยู่บนพระแท่นพระที่นั่งเนี่ย
มีรูปร่างเป็นมังกร
โอนี่มองดูปั๊บ
เป็นมังกรอยู่บนบัลลังก์เลยแหละ แล้วในรัชกาลนี้นั่นนะ รัชกาลของพระเจ้าหลากล็องกุนเนี่ย
เกิดเหตุประหลาด
เหตุประหลาดก็มีอยู่ว่า ประชาชนแน่ะพลเมืองทั้งหลายลงไปอาบน้ำก็ดี หรือจะลงไปหาปลาก็ดีเนี่ย
จะพากันล้มตายเป็นอันมาก สาเหตุก็เชื่อกันว่า กษัตริย์นั้นมีเชื้อสายพญานาค
ได้ทำให้เกิดพวกอสรพิษเนี่ยชุกชุมขึ้น เพราะอะไร เพราะกษัตริย์ก็เชื้อสายพญานาคอยู่แล้ว
พวกอสรพิษก็ชุกชุมขึ้น ใครไปหาปลาไปอาบน้ำก็ล้มตายกันเยอะ
พระเจ้าหลากล็องกุนจึงให้ประชาชนเนี่ย สักตามร่างกายเป็นรูปมังกร ให้ประชาชนของพระองค์เนี่ย
สักรูปมังกรไว้ตามตัว เพื่อให้พวกอสรพิษเห็นว่าเป็นพวกเดียวกัน จะได้ไม่ทำร้ายไง
เออนี่มั๊ย เพราะว่าอะไร เพราะพระเจ้า พระเจ้าหลากล็องกุนก็มีเชื้อสายนาคอยู่แล้ว
พระองค์ก็เลยทราบว่า เอถ้าจะเป็นพวกเดียวกันนี่นะ ก็ควรจะให้พลเมืองของพระองค์เนี่ย
สักร่างกายเป็น เป็นรูปมังกรเสีย รูปมังกรไว้เยอะๆ พวกสัตว์ร้ายทั้งหลาย
พวกอสรพิษ งู เงอ นี่เห็นเข้าก็จะนึกว่าเป็นพวกเดียวกัน ก็จะได้ไม่ทำร้ายกันไง
อืม...นี่แน่ะที่สักนี่ เค้าก็สักกันเยอะ ปรากฏว่าสักกันต่อมาจนสมัยราชวงศ์หมิงของจีน
สมัยราชวงศ์หมิงของจีน บังคับไม่ให้เขาสักนะท่านนะ บังคับไม่ให้พวกเวียดนามเนี่ย
สักตามแบบที่พระเจ้าหลากล็องกุลให้สักเป็นรูปงูเนี่ย ราชวงศ์หมิงของจีนไม่ให้สัก
คืออันนี้เราต้องเข้าใจก่อนว่า สมัยก่อนเนี่ยเวียดนามนั่นเป็นรัฐ รัฐหนึ่ง
ของจีนนะครับ เข้าใจว่า สันนิษฐานว่าจีนเรียกรัฐ รัฐนี้ว่ารัฐเยว่ รัฐ
เยว่ เนี่ย คือรัฐหนึ่งของจีน ซึ่งก็คือ เวียดนาม เพราะฉะนั้นเนี่ยราชวงศ์หมิง
ครองมาถึง จึงบังคับไม่ให้มีการสัก
แต่ประเพณีการสักนั้น ก็ปรากฏว่าแพร่หลายทั่วไปหมดในดินแดนแถบนี้นะ จะเป็นพวก
ลาว กาว ข่า เขมรเนี่ย ได้เอา ธรรมเนียมการสักนี้มาใช้ เอาเรื่องของการสักนี่มา
โดยเฉพาะ เขมร ลาว นี่สักกันเก่ง เพราะเชื่อว่าการสักนั้นป้องกันอสรพิษได้
กันงูได้ เนี่ยลาวนี่เขานิยมการสักนะท่านนะ สักขานะ คนลาวนี่เค้าต้องการสักขานะ
เขาเรียกสักขาลาย ใครที่ไม่สักขานี่ถือว่าเหม็นคาว ผู้หญิงไม่แต่งงานด้วยนะ
ผู้ชายที่ไม่สักขาเนี่ย ต้องสัก แล้วเจ็บไม่ใช่เล่นนะ
และต่างจากทางพวกล้านนา ล้านนานั่นสักหน้าท้องครับ ไปถึงข้างหลังเลย จึงมีคำเรียกว่าลาวพุงดำ
ลาวพุงดำ ท่านคงเคยได้ยิน อ้าพวกที่อยู่ที่อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรีนั่น
ก็สืบเชื้อสายลาวพุงดำ ที่เรียกพุงดำเพราะเค้าสักเป็นสีดำนะครับ
เนี่ยการสักนี่ก็เผยแพร่ในหมู่ลาว
กาว ข่า เขมร ทั้งนั้นแหละ ทั้ง ๆ ที่ในสมัยราชวงศ์หมิงเนี่ยเคย
ห้ามสักมาแล้ว แต่กษัตริย์ที่ให้มีการสักคือพระเจ้าหลากล็องกุนของเวียดนาม
เพราะถือว่าถ้าสักเป็นรูปมังกรแล้วละก็ พวกสัตว์อสรพิษทั้งหลาย จะคิดว่าเป็นพวกเดียวกัน
และจะไม่ทำอันตราย
ย้อนกลับไปถึงพระเจ้าหลากล็องกุนเนี่ยได้นาง
โอเกว ซึ่งมีมารดาเป็นนางฟ้ามาเป็นมเหสี ท้าวนี่ก็ไม่ใช่เล่นนั่นนะ ตัวน่ะเชื้อสายของพวกนาค
แต่ไปได้มเหสีเป็น เป็นนางฟ้านะ นางฟ้า
พระเจ้าหลากล็องกุนนี่ก็ได้นางโอเกว
ซึ่งเป็นลูกของนางฟ้าเนี่ยมาเป็นมเหสี ปรากฏว่าพอประสูติออกมา ก็เป็นไข่
ปกติคลอดออกมามันต้องเป็นคน เนี่ยนางคนเนี้ยเป็นลูกนางฟ้าก็จริง แต่คลอดออกมาเป็นไข่
อาจจะเป็นไปได้ว่าพระเจ้าหลากล็องกุนนี่
พระองค์มีเชื้อนาคนี่ ใช่มั๊ยฮะ นี่ต้องตรวจสอบทางด้านของ เมนเดลลิซึมมั้ง
พันธุกรรมย่อมปรากฏในรุ่นหลาน ว่าเป็นเล่นหรอกอันเนี้ยน่ะ นะครับ
เนี่ยนางประสูติออกมาเป็นไข่เหมือนไข่งูเลย
มีจำนวนตั้งร้อยฟองนะท่านนะ พอฟักออกมาเนี่ย กลายเป็นโอรส 50 องค์ ธิดา
50 องค์ พวกนี้เกิดจากไข่งูทั้งสิ้นเลย
แหม.. ถ้าเป็นปัจจุบันเนี่ย ไข่เราคงเอาไปทิ้งซะละมั้ง ฮึฮึ ! จึงมีคำว่าไข่ทิ้ง
ท่านเคยได้ยินมั๊ยครับ ปัจจุบันคลอดเป็นตัวนี่ สมัยก่อนคลอดเป็นไข่ นี่ก็เป็นโอรส
50 องค์ ธิดา 50 องค์
อยู่มาวันนึง
พระเจ้าหลากล็องกุน เนี่ย ก็ตรัสกะนางโอเกวนั่น พระเจ้าหลากล็องกุน ซึ่งให้มีการสักทั่วอาณาจักรของพระองค์เนี่ย
ตรัสกับพระมเหสีว่า
เจ้านั้นมีเชื้อสายนางฟ้า แน่ะ! ส่วนเรานั้นมีเชื้อสายมังกร ธาตุน้ำ กับ
ธาตุไฟ จะอยู่ด้วยกันไม่ยืด จึงอย่ากระนั้นเลย เรามาแบ่งโอรส แบ่งธิดากันดีกว่า
อยู่ ๆ ก็เอาหลักการธาตุน้ำธาตุไฟขึ้นมาอ้างเชียวแหละ เพื่อจะแยกกะเมีย
บอกว่าพระองค์เนี่ยจะพาลูก ๆ ครึ่งหนึ่ง ลงไปอยู่เมืองนาค ส่วนนางโอเกวนั้นให้พาลูก
ๆ อีกครึ่งหนึ่งให้ขึ้นไปอยู่บนภูเขา
เอ้าก็นางฟ้าเขามาจากข้างบน
ก็ให้ขึ้นไปอยู่บนภูเขาเสีย ส่วนพระองค์จะพาลูกอีกครึ่งนึงไปอยู่เมืองนาค
ส่วนราชบุตรองค์โต ก็ให้ครองกรุงเวียดนามเสียเนี่ย ให้ทรงพระนามว่า พระเจ้าหุ้งเวือง
ให้ครองกรุงเวียดนาม นะฮะ
ในพงศาวดารญวนเนี่ย เหมือนกันเนี่ย ก็จะมีเรื่องทำนองนี้แหละ เรื่องคนที่สืบเชื้อสายมาจากนาค
แล้วออกลูกเป็นไข่นี่ฮะ ไข่เสร็จพอฟักออกมาเป็นผู้หญิงผู้ชาย พวกนี้เชื้อสายนาค
ก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกะพงศาวดารญวนเหมือนกันนะ กล่าวว่าในพระพุทธศักราช
1943 ตอนนั้นญวนเป็นเมืองขึ้นของจีน นี่ก็ตรง ตรงกับสมัยของสมัยสุโขทัยน่ะนะท่านนะ
ญวนนี่เป็นเมืองขึ้นของจีน
ในยุคนั้นกล่าวกันว่ามีผู้มีบุญมาเกิด เมื่อมารดาตั้งครรภ์ ฝันว่ามีเซียนอุ้มเด็กแล้วก็ขี่มังกร
ขี่มังกรอุ้มเด็ก เอาเด็กมาให้ที่บ้านเลยนะ พอฝันเช่นนั้นก็ไปให้ซินแสทำนาย
ซินแสก็ทำนายว่าบุตรที่เกิดจะมีบุญวาสนาสูง ได้เป็นถึงกษัตริย์
เนี่ยอันเนี้ยพงศาวดารญวนว่าอย่างนั้นนะฮะ ครั้นเมื่อตนคลอดบุตรออกมา ก็มีลักษณะงามนะฮะ
ลักษณะของบุตรเนี่ยงาม คิ้วเหมือนมังกร ตาเหมือนหงส์ เลยตั้งชื่อว่า เลเหล่ย
เลเหล่ยเนี่ย เมื่อโตขึ้นก็เรียนเก่ง เก่งทั้งวิชาบุ๋น
คือ วิชาเกี่ยวกับหนังสือ และเก่งทั้งวิชาบู๊ คือ วิชาเกี่ยวกับการต่อสู้
เรียกว่าทั้งบุ๋นทั้งบู๊ อยู่ในบุคคลคนเดียวกันแหนะ อยู่ในตัวของ
เลเหล่ย นี่เองแหละ
แต่เลเหล่ยนี่ก็แปลกครับ
เก่งทั้งหนังสือ เก่งทั้งบู๊แต่ไม่ชอบรับราชการ นี่ไม่ชอบเป็นมนุษย์เงินเดือนนี่
เลเหล่ยเนี่ย เพราะอะไร เพราะเห็นว่าส่วนใหญ่พวกข้าราชการนี่ คอรัปชั่นว่างั้นเถอะ
ถ้าจะพูดภาษาปัจจุบัน
ยังบอกว่าข้าราชการเกียจคร้านอีก
นี่เอาที่ไหนมาพูดกันเช่นนั้นนะเลเหล่ยเอ้ย นี่ถ้าเลเหล่ยมาอยู่เมืองไทยสมัยนี้
จะไม่พูดเช่นนี้เลย ข้าราชการเค้าขยันกันทั้งนั้นนะ
เนี่ยเลเหล่ยนี่พอเป็นอย่างนี้
ไม่อยากรับราชการเลย หลบไปทำไร่ที่เชิงเขานะเนี่ย เลเหล่ยไปทำไร่ซะที่เชิงเขาโน่น
วันหนึ่งเลเหล่ยไปทอดแห
แหมนี่อุตส่าห์เรียนทั้งบุ๋นทั้งบู๊มา กลับไปชอบทอดแห ไปทอดแห ปรากฏว่าในแหเนี่ย
แทนที่จะติดปลา ติดกระบี่มาเล่มนึง
เอาละซิของสำคัญกระบี่ที่อยู่ในน้ำเนี่ย ติดกระบี่มา แต่บางตำนานก็เล่าว่าไม่ได้ไปทอดแหหรอก
แต่ไปขุดดินพอขุดไปก็ ไปก็พบกระบี่ฝังอยู่ แต่กระบี่นั้นไม่เป็นสนิม ไม่เป็นสนิม
เนี่ยกระบี่เนี่ยไม่ว่าจะทอดแหมาได้
หรือว่าขุดจากดินมาได้กระบี่ก็ไม่เป็นสนิม ไม่เป็นสนิม เพราะอะไร เนื้อเหล็กเนี่ยเขียวเลย
อู้เนื้อหยั่งกะเหล็กน้ำพี้เนี่ยนะ เขียวเลย เขียวเป็นปีกแมลงทับเลย อย่างงี้เนี่ยนะฮะ
ท่านเคยเห็นแมลงทับบ้างมั๊ยละ นั่นแหละสีของปีกแมลงทับอย่างไง นั่นก็สีของดาบก็สีอย่างงั้นแหละท่าน
นี่แสดงว่าเป็นเหล็กเนื้อดีทีเดียวแหละ แล้วไม่ใช่ดาบ ไม่ใช่กระบี่ธรรมดานะเนี่ย
ที่กระบี่นี้มีจารึกเขียนไว้ด้วยว่า จารึกบอกว่า "แม่ธรณีให้เลเหล่ยเอาไว้ปราบศึก"
แม่ธรณีประทานดาบมาให้แล้ว
เค้าก็ เลเหล่ยนี่ก็ดีใจ เห็นว่า เทวดาประทานดาบมาให้ ก็เลยจัดการถือกระบี่นี่
รวบรวมผู้คนไปเป็นอันมาก ก็จัดการเป็นกบฏต่อต้านจีน
รบจนได้ชัยชนะ ก็เลยได้รับการยกย่องขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าเลท้ายโต๋กางว่างเด๊
นะ หว่างเด๊ นี่ก็ภาษาญวนก็คือ ฮ่องเต้ นั่นแหละท่าน นะท่านนะ
พระเจ้าเลท้ายโต๋กางว่างเด๊
ก็ฮ่องเต้ ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะภาษาเวียดนามนี่ก็ใกล้ใกล้กับภาษาจีน นี่ละครับ
เป็นพื้นบ้าน เป็นภาษาจีนพื้นบ้านว่างั้นเถอะ
นี่ตามประเพณีจีน
ก่อนจะครองราชย์เนี่ย กษัตริย์จะต้องทำพิธีบวงสรวงนะท่าน ทำพิธีบวงสรวงเทพยดา
ก็ปรากฏว่าในขณะนั้นเนี่ย กระบี่เล่มนั้น กระบี่เล่มเนื้อเขียวปีกแมลงทับ
ที่ไปทอดแหมาหรือไปขุดมาก็แล้วแต่นี่เถอะ
กระบี่นั้นกลายร่าง กลายจากกระบี่เนี่ยเป็นมังกรสีเขียวท่าน เป็นมังกรสีเขียว
เลื้อยฉวัดเฉวียนอยู่ในกลีบเมฆ บังเกิดเป็นเสียงฟ้าร้องคำราม แล้วก็พุ่งตัวหายไปในทะเลสาป
เนี่ย..
พอตอนทำพิธีบวงสรวงแค่นั้นแหละ ดาบนั้นก็เลยหายไป ก็ดาบนั้นเนี่ย มาจากมังกรนะท่านนะ
ก็ดูเอาเถอะเนี่ย ไม่ใช่ธรรมดาก็แล้วกัน เรื่องของมังกรเนี่ย ก็เข้ามาอยู่ในพงศาวดารเวียดนามเอาจนได้นั่นแหละท่าน
เป็นอันว่ากระบี่เนี่ยหายไป เลยกลายเป็นมังกรสีเขียว เหมือนกับสีปีกแมลงทับซึ่งเป็นสีของดาบ
นี่ก็เลื้อยฉวัดเฉวียนอยู่ในกลีบเมฆนั่นน่ะ นี่ของญวนเค้า
นอกจากของญวนแล้ว
ก็ยังมีนิทานปรัมปราของเกาหลี มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของมังกรเช่นเดียวกัน
นิทานของเกาหลีนั้น เขาเล่าว่ามีหนุ่มคนนึงแซ่ปัก แซ่นั่นก็คือนามสกุลนะ
หนุ่มคนนึงมีชื่อท้าย ลาสเนมหรือเซอร์เนมว่าแซ่ปัก ชื่อปักน่ะนามสกุลปัก
ชื่อจริงนะ อูอิซาง
อูอิซางนี่ได้เดินทางไปบวชเรียน
ศึกษาพระพุทธศาสนาที่เมืองจีน เขาไปอยู่เมืองจีนนะ อูอิซางเนี่ย ถามว่าไปทำไม
เขาไปเรียน พระพุทธศาสนา
แล้วก็มีสาวจีนคนนึงมาหลงรัก
ตอนไปเรียนน่ะมีสาวมาหลงรักด้วยนะเนี่ย มาหลงรักพระอูอิซางนะ เมื่อพระอูอิซาง
จะกลับเกาหลีเนี่ย หญิงสาว หญิงสาวจีนนั้นก็ได้เตรียมของที่ระลึก จะนำมาให้
แต่ปรากฏว่าไม่ทัน
พอเธอมาถึงเนี่ยเรือไป
แล่นออกไปซะแล้ว เรือออกจากจีนไปเกาหลีซะแล้ว นางก็โดดน้ำตามไปเลย นางคนนี้ใจเด็ดนะน่ะ
เห็นเรือออกไปก็โดดน้ำตาม แล้วก็กลายร่างไปเป็นมังกร เอาซีเธอกลายเป็นมังกร
ว่ายเคียงข้างเรือ ฝ่าคลื่น ฝ่าลมทะเลเหลือง ไปจนถึงเกาหลี
นี่
ความรักนะ ความรักทำให้หญิงผู้หนึ่ง กลายเป็นมังกรไปได้เลยเนี่ย ติดตามไปด้วยความรักเนี่ย
ทั้ง ๆ ที่คนที่ตนรักนั่นก็เป็นพระซะด้วยนะท่านนะ เนี่ย What ever you
were I wold love you just the same. อะไรทำนองนั้นแหละ จะเป็นอะไรก็รักเหมือนเดิมน่ะ
ตามพระไป
เออก็ดีนะ เรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรผิดสงผิดศีลอะไร เพราะสาวก็ตามไปแล้ว สาวก็กลายเป็นมังกรไปซะแล้ว
ตามหนุ่มไปจากจีนจนถึงเกาหลี นี่ก็เป็นเรื่อง เรื่องวรรณกรรมที่เกี่ยวกับมังกร
อ้า...ที่ปรากฏในญวน ปรากฏในเกาหลี ปรากฏในพวกมอญ พวกปะหล่อง
คราวนี้เรามาดูจากเรื่องมังกร
เรามาดูเรื่องงูกะนาคซะบ้าง เพราะมันใกล้กับมังกร เรามาพูดเรื่องงู เรื่องนาคกัน
งูนี่ก็เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์นะครับ อังกฤษก็ใช้งูใหญ่ ๆ นะ ไม่ค่อยพูดถึงงูเล็กนั้นน่ะ
งูใหญ่
ๆ นี่สัตว์ดึกดำบรรพ์น่ะ ภาษาบาลีเรียกงูว่า สับปา สัปปาชาติ สับปา มันพ้องเสียงพยัญชนะกับภาษาอังกฤษที่เรียกงูใหญ่ว่า
serpent ฝรั่งเศสคงใช้คำว่าแซปองค์ ใช้คำเดียวกันนี่น่ะ สับปา เซอร์เพ่น
แซปองค์ ก็งูทั้งนั้นท่านนะ แต่ต้องเป็นงูใหญ่นะท่านนะ งูเล็ก ๆ นี่ไม่ได้
งูเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ เช่นเดียวกับมังกรเนี่ย งูก็มีเรื่องราวปรากฏอยู่ในนิทานปรัมปราของชาติต่าง
ๆ ทั่วไปหมดน่ะท่าน นิทานปรัมปราของงูนะครับ มีเยอะ
แสดงว่างูก็เป็นสัตว์ที่เขายกย่องกันมาตั้งแต่โบราณ
ไม่ต่างจากมังกร ไม่ต่างจากนาคหรอกท่าน ในพระคัมภีร์ไบเบิล กล่าวถึงงู
นี่ไอ้งูตัวนั้นน่ะ มันมาหลอกให้อีฟกินผลไม้ในสวนเอเดน
มันมาหลอกนะ
แม่อีฟนี่ก็เลยไม่กิน ให้อาดัมไปกินนะช่วยกันนะ งูนี่มัน มัน มันเป็นตัวแทนของความชั่วร้าย
ก็มากนะท่านนะ อย่างงูในไบเบิ้ล ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล เนี่ย เนี่ยน่าดูทีเดียว
ชาวอียิปต์โบราณเนี่ยเขาเชื่อว่า โลกเรานี่คือ ไข่ของงูใหญ่ตัวนึง เออแสดงว่าโลกก็กลมซี
เพราะโลกนี่เป็นไข่ของงูใหญ่ ลอยอยู่ในจักรวาลที่เต็มไปด้วยน้ำ เรียกว่า
Nun

กำเนิดจักรวาลตาม myth ของอียิปต์
เมื่อไข่แตกออกก็กลายเป็นสุริยเทพ เป็นสุริยเทพ ซึ่งอียิปต์เรียกว่า Ra
อ่านว่า รา บางคนอ่าน เร ก็มีนะท่านนะ รา เนี่ยเป็นปฐมกษัตริย์ ปฐมกษัตริย์ของอียิปต์ทีเดียว
และนี่ก็แสดงว่า มันก็มาจากโลกซึ่งเหมือนกะไข่ของงูน่ะ มันมาจากไข่นะ เอ้อทางด้านของพราหมณ์
ก็ไข่เหมือนกันนะท่านนะ นี่ก็มาจากไข่เป็นปฐมกษัตริย์ของอียิปต์ เรียกว่า
รา
ถ้าหากว่าเป็นนิทานปรัมปราของกรีกเนี่ย
ก็มีเรื่องของเฮโรโดตุส ของกรีก ซึ่งเล่าว่าทางแถบนครธีบีส ที่เมืองธีบีสนะ
นครธีบีสเนี่ย มีงูศักดิ์สิทธิ์ตัวขนาดเล็ก มีงูศักดิ์สิทธ์แต่ตัวขนาดเล็กนะท่านนะ
อันนี้ก็มีเขางอกที่หัวสองเขา
งูมีเขางอกที่หัวสองเขาไม่ทำร้ายใคร งูเหล่านี้เมื่อตายไปแล้วนี่ก็จะมี
ผู้นำไปเก็บ ไปฝัง ไว้ที่เทวาลัยแห่งซูส เทวาลัยแห่งซูส
ซูส เทพเจ้าของกรีกนะซูส เทพบิดรเนี่ย งูเหล่านี้ถือว่าเป็นงูศักดิ์สิทธ์นะ
เป็นงูศักดิ์สิทธิ์ ของเทพเจ้า
แล้วยังมีงูอีกชนิดนึงมีปีกนะท่านนะ งูเนี่ยมีปีก
ซึ่งในฤดูใบไม้ผลิเนี่ย จะบินจากแคว้นอารเบียไปทางอียิปต์ งูมีปีกเหล่านี้พอถึงฤดูใบไม้ผลิ
ก็จะบินจากแคว้นอารเบียเนี่ยไปทางอียิปต์ และจะถูกนกไอบีส หรือนกช้อนหอยเนี่ยจับกิน

งูมีปีกผู้นำโรคภัยไข้เจ็บตามความเชื่อของอียิปต์
ไอ้งูพวกนี้สงสารนะ มีปีกจริงนะบินจากอารเบียไปอียิปต์
จะถูกนกไอบีส หรือนกช้อนหอยจับกิน นกช้อยหอยเนี่ย จึงได้รับการยกย่องจากชาวอียิปต์มาก
ที่จับงูพวกนี้กินเสีย
แสดงว่างูนี่เป็นสัญลักษณ์ ของความชั่วร้ายอยู่นะท่านะ ขนาดบินไปเนี่ย
บินไปจากอารเบียไปอียิปต์ ยังถูกนกจับกินเสียแล้ว ก็คนอียิปต์ก็สรรเสริญนกช้อนหอย
ตามวิหารของอียิปต์และตามวิหารของกรีกโบราณ
ผู้หญิงที่เป็นหมันนี่นะท่านนะ เป็นหมันก็คือ ทำอย่างไรก็ไม่มีลูกนะถึงแม้จะมีสามี
ผู้หญิงที่เป็นหมันเนี่ย จะไปนอนที่พื้นวิหารทั้งคืนเลย
ไอ้ความเชื่อนี่
ทั้งอียิปต์ ทั้งกรีกโบราณนะท่าน หญิงเป็นหมันจะไปนอนที่พื้นวิหารตลอดทั้งคืน
โดยหวังว่าจะได้ตั้งครรภ์ ตั้งท้องเนี่ยกับเทพเจ้า ซึ่งเทพเจ้าเนี่ยจะแปลงร่างมาเป็นงูมาอยู่ด้วย
แล้วก็จะได้ตั้งท้องนะ ที่ไปนอนที่วิหารเนี่ย
เรื่องนี้แม้แต่เรื่องเล่า
เราก็ทราบอยู่ว่าอเล็กซานเดอร์มหาราชเนี่ยก็ ก็มีเรื่องเล่าอย่างเนี้ยนะครับ
ว่ามีเทพเจ้าซูสเนี่ย แปลงร่างเป็นงูมามาสมสู่กับมารดาของอเล็กซานเดอร์นี่แหละ
จึงได้เกิดเป็นอเล็กซานเดอร์ขึ้น
เพราะฉะนั้นบางครั้งเราก็เล่าเสมอว่า
อเล็กซานเดอร์นั้นมีมารดาเป็นงู นี่พวกมารดาเป็นงู มีแม่เป็นงูนี่เก่งจริง
ๆ ทั้งนั้นเลยเน๊าะ
ชาวจีนเขาเชื่อกันว่า
ไม่ว่าจะเป็นพวก พวกเทวดาหรือเทพยดา พวกปีศาจ พวกเทพธิดาทั้งหลายเนี่ย
ชอบแปลงกายเป็นงู มีนิยาย นิทานเกี่ยวกับงูของจีนมากมาย เช่น เรื่องนางพญางูขาวหรือธิดาของพญามังกร
ในนิทานพื้นบ้านหรือ Folk Tale ทางตอนใต้ของจีนนั้น มีเรื่องเกี่ยวกับเทวดา
8 องค์ ซึ่งเราเรียกว่า โป๊ยเซียน โป๊ย ก็ แปด เซียนก็เทวดา โป๊ยเซียน
ก็ เทวดา 8 องค์ เนี่ย อันนี้ก็เล่าถึงตอนที่โป๊ยเซียนทั้งหลายเนี่ยข้ามมหาสมุทร
ตอนข้ามมหาสมุทรนั้น โป๊ยเซียนต้องทำ ต้องรบกับพญามังกร ซึ่งเป็นใหญ่ในทะเลนะท่านนะ
โป๊ยเซียนก็รบกับพญามังกรเนี่ย แทบจะเอาชีวิตไม่รอดนะฮะ ในขณะเป็นเทวดานะ
เพราะพญามังกรนี่เขาทำไมล่ะ พญามังกรนี่เขามีฤทธิ์มาก
ปกติมังกรทะเลนี่จะมีวังอยู่ในทะเลลึก
วังของมังกรนั้นจะประดับด้วยอัญมณีหลากสีสรรเลยท่าน โอ้โห ทั้งเพชรดี มณีแดง
เขียวใสแสงมรกต มั้งเนี่ย เหลืองใสสดบุษราคัม แดงแก่ก่ำ โกเมนเอก สีหมอกเมฆนิลกาฬ
มุกดาหารสีหมอกมัว อะไรก็ว่ากันไป
นี่ก็เต็มไปด้วยอัญมณีเพชรพลอย นี่เต็มเลย ในวังของมังกรทะเล เค้าเชื่อว่าถ้าใครจ้องไปในทะเล
ทะเลลึกนี่นะ ถ้าจ้องทะเลลึกในตอนรุ่งอรุณเนี่ย จะมองเห็นวังนี้ วังของมังกรนี่
ซึ่งประดับอัญมณี
และพวกมังกรเหล่านี้จะกินไข่มุกและกินโอปอเป็นอาหาร
โห พวกนี้กินของสำคัญน่ะ เล่นกินไข่มุก กินโอปอเนี่ย ของแพงซะด้วยซิ อย่างอื่นนี่มังกรไม่กินนะท่านนะ
ในนิทานปรัมปราของอินเดียพวกนี้เรียกงูว่านาค
นาคนี่ก็มีที่อยู่อาศัยใต้น้ำ เรียกว่า นาคพิภพ นาคพิภพ นี่ฮะ มีเมือง
ชื่อเมืองโภควดี
โภควดี หรือหิรัญวดี นี่มีซุ้ม ซุ้มประตูเหมือนพญานาคแผ่แม่เบี้ย แม่เบี้ยนั้นก็ประดับด้วยทับทิมและโมรา
โมราก็เป็นแร่รัตนชาตินะท่านนะ ก็เป็นอัญมณี ทับทิมก็อัญมณี เหมือนพญานาคแผ่แม่เบี้ย
แม่เบี้ยก็ประดับด้วยทับทิมและโมรา
ส่วนปราสาทก็เป็นปราสาทแก้วมณี
ปกคลุมด้วยอัญมณีและทองคำ มีต้นไม้ต่างๆ เหมือนบนโลกมนุษย์ เลยท่าน โอนี่
นาคพิภพ นี่น่าอยู่นะ มีต้นไม้เหมือนโลกมนุษย์ อัญมณีเต็มไปหมด
ส่วนของไทยเรานั้น
ก็รับเอาเรื่องชาดก เกี่ยวกับนาคมากมายทีเดียวละครับ ทางพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นสังขปาลชาก
ภูริฑัต ในนิบาตชาดก ก็มีเรื่องราวที่พระโพธิสัตย์ เสวยพระชาติเป็นนาค
เช่น จำเปยนาคราช มหามัททระ
ในไตรภูมิพระร่วงเนี่ย
ก็พรรณนาถึงนาค นาคพิภพ ไว้ว่าประกอบด้วยปราสาทแก้ว ปราสาทเงิน ปราสาททอง
เช่นกัน นาคพิภพนี่ก็มีปรากฏอยู่ในไตรภูมิพระร่วงนะท่านนะ
ความเชื่อเกี่ยวกับงูเฝ้าขุมทรัพย์
งูเฝ้าขุมทรัพย์ นี่มีปรากฏในนิบาตชาดก ตอนที่กล่าวถึงพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติ
เสวยพระชาติกำเนิดในตระกูลพ่อค้าเกวียนเนี่ย
พระโพธิสัตว์ ได้เดินทางไปถึงบ่อน้ำแห้งแห่งหนึ่ง
เมื่อบริวารนั้นขุดบ่อไปเพื่อ
หวังจะได้น้ำมาเนี่ย ปรากฏว่าไม่ได้น้ำ ก็ไปพบสมบัติมากมายเลย แก้ว แหวน
เงิน ทอง ในนั้น บรรดาลูกน้องของพระโพธิสัตว์ นี่ก็บริวารทั้งหลายที่เกิดความโลภซิท่าน
ขุดต่อไปไม่ยอมหยุดเลย หวังที่จะได้ทรัพย์สมบัติมากขึ้น
ท้ายสุดบริวารของพระโพธิสัตว์ตายหมดสิ้น เหลือพระโพธิสัตว์องค์เดียว พระองค์ไม่โลภ
พระองค์ก็เลยไม่เป็นอะไร พญานาคก็เลยแปลงกายเป็นมนุษย์ มาเทียมเกวียนขนสมบัติพาพระโพธิสัตว์ไปจนถึงเมืองหลวง
เนี่ย
เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องเล่าแฝงคติ มีเจตนาจะสอน เพราะชาดกทั้งหมดนั้นเป็น
เป็นนิทานคตินะครับ เป็น Fable เป็น didactic tail อ้าขอโทษ จะเรียกว่า
didactic tail ดีกว่า ถึงแม้จะมีเรื่องสัตว์มากก็เรียกว่า didactic tail
น่ะนะท่านนะ
อันนี้มีเจตนาสอนไม่ให้โลภ และท่านสอนว่าถ้าโลภมากนี้จะตายนะ อย่าอยากได้มากเกินไป
ตายเพราะความโลภ ตายเพราะกิเลส และยังแฝงความเชื่อเรื่องงูเฝ้าทรัพย์สมบัติของแผ่นดินอีกด้วย
ทรัพย์สมบัติของแผ่นดินจะมีงูเฝ้าอยู่เสมอ งูนี่เค้าชอบเฝ้าทรัพย์สมบัตินะท่านนะ
ในวานรินทชาดก
กล่าวถึงพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นวานร เป็นลิงเนี่ย ตัวใหญ่เท่าลูกม้า
ตอนนั้น ในชาดกนี้พระโพธิสัตว์จะเสวยพระชาติเป็นสัตว์ ที่ไม่โตไปกว่าช้างและไม่เล็กไปกว่านกกระจาบนะท่านนะ
ในนี้เสวยพระชาติเป็นเป็นลิงนะ เป็นวานรใหญ่เท่าลูกม้า วานรนี่ก็ท่องเที่ยวไปถึงฝั่งแม่น้ำ
กลางน้ำมีเกาะเต็มไปด้วยผลไม้
เกาะนั้นมีผลไม้มาก
ลิงเนี่ยซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติ กระโดดเหยียบก้อนหิน ข้ามไปกินผลไม้เป็นประจำอยู่ในเกาะนั้น
ปรากฏในแม่น้ำเนี่ยมีจระเข้สองตัวผัวเมียอาศัยอยู่
นางจระเข้นั้น เห็นวานรกระโดดไปกินผลไม้ทุกวัน ก็นึกอยากกินหัวใจลิงนี่
นี่นางคนนี้นี่พิสดาร
นาง นางจระเข้เนี่ย อยากจะกินหัวใจลิง ฝ่ายจระเข้สามีนั้นก็เอาใจภรรยาซึ่งเป็นจระเข้
เอาใจ ตามใจ ก็เลยเฝ้าดูว่าลิงนั้นกระโดดไปกินผลไม้เสมอ ตัวก็ได้คิดอุบาย
ก็เลยไปนอนบนก้อนหิน รอท่าอยู่ว่าถ้าลิงหรือวานรนี่กินผลไม้เสร็จจะกระโดดกลับ
ก็คงจะมาเหยียบก้อนหินนี่แหละ คือ ตัวตัวเอง ตัวก็จะกัดเสีย เอาไปกินเสีย
ปรากฏว่าพญาวานร เวลาที่กินอาหาร กินผลไม้เสร็จแล้วจะกระโดดกลับ
ก็ได้สังเกตเห็นว่า ก้อนหินนี่มันสูงขึ้นผิดปกตินะ ก้อนหินสูงขึ้น จึงแกล้งเรียกไปที่ก้อนหินว่า
"ก้อนหินจ๋า ก้อนหินจ๋า" ก้อนหินก็ไม่ตอบ
พญาวานรจึงแกล้งพูดว่า "วันนี้ทำไมท่านจึงไม่ขานรับเราเหมือนทุกวันล่ะ"
ฝ่ายจระเข้ได้ยินพญาวานรพูดเช่นนั้น ก็นึกเอาว่าก้อนหินนี่มันคงขานรับลิงทุก
ๆ วันหนอ ก็เลยตอบว่า ตอบลิงว่า "มีธุระอะไรรึ พญาวานรินท์"
ฝ่ายลิงก็เลยถามว่า
"มานอนอยู่ทำไม" จระเข้ก็ตอบว่า "เราอยากจะได้หัวใจท่าน
เพื่อจะเอาไปให้ภรรยาเรากิน" ลิงจึงบอกว่า "เราคิดจะบริจาคร่างกายอยู่
แล้วจงอ้าปากรอเถิด"
แหมลิงนี่เก่งนะ บอกให้จระเข้อ้าปากรอเถอะ จระเข้ก็อ้าปากจนกว้าง พออ้าปากกว้างนี่ก็เลยตาตัวก็มองอะไรไม่เห็น
เวลาอ้าปากกว้างตามันจะปิดไง จระเข้นี่ฮะ ตาสองข้างมองอะไรไม่เห็น ลิงจึงฉวยโอกาสกระโดดเหยียบหัวจระเข้
กลับไปที่ฝั่ง
แม่น้ำ รอดพ้นอันตรายได้
นี่นิทานชาดกเรื่องวานรินทชาดกเนี่ย เรื่องที่เล่าเมื่อสักครู่นี่ฮะ พอนิทานเรื่องนี้ไปถึงจีน
ปรากฏว่าจระเข้ไม่เป็นจระเข้แล้ว แต่เปลี่ยนเป็นมังกร ผิดกันแต่ตอนที่มังกรบอกต้องการหัวใจลิงไปให้ภรรยากินเนี่ย
ลิงบอกว่า "โธ่เอ๋ย ทำไมไม่บอกฉันเสียแต่แรกล่ะ ฉันเอาหัวใจแขวนไว้บนยอดไม้ที่ท่าน้ำน่ะ
ไม่ได้เอามาด้วย พาฉันกลับไปสิ จะได้ไปเอาหัวใจฉันกลับมาให้เมียท่าน"
อันนี้แสดงว่ามังกรถูกหลอก
มังกรถูกลิงหลอก จากเรื่องชาดกของจีนนี่ก็แสดงว่ามังกรนี่ก็ไม่ได้ฉลาดเสมอไปหรอกท่าน
โดนลิงหลอกได้เหมือนกันแหละ นี่ก็เป็นมังกรของ อืม.. ปรากฏในเรื่องชาดกของไทยเรา
คราวนี้มาดูมังกรของญี่ปุ่นมั่งครับ
ตามคติของญี่ปุ่นเนี่ย เค้าก็ยกย่องสัตว์วิเศษ 4 ชนิด เช่นเดียวกะจีนเหมือนกันแหละท่าน
คือยกย่องมังกร กิเลน หงส์ แล้วก็เต่า
ญี่ปุ่นนี่เค้าเรียกมังกรว่า
เรียว เค้าเชื่อกันว่า เรียว หรือมังกรเนี่ย อาศัยอยู่ในเมฆนะท่านอยู่ในเมฆ
และญี่ปุ่นก็มีความเชื่อเหมือนจีนก็คือว่า เชื่อว่ามังกรอยู่ในน้ำเฉพาะฤดูใบไม้ร่วงนะ
แล้วกลับขึ้นสวรรค์ ในฤดูใบไม้ผลิ
ฤดูใบไม้ผลิเนี่ยมังกรจะขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ ส่วนฤดูใบไม้ร่วงมังกรจะอยู่ในน้ำนะฮะ
ตามทะเลสาบและสระน้ำ
ทุกแห่งเนี่ย จะมีมังกรอาศัยอยู่ ตามทะเลสาบ ตามสระน้ำ อย่างงี้ละมั้งที่เกิดบั้งไฟ
พญานาคขึ้นนะเน๊าะ เพราะว่าทุกที่ที่มีพวกนี้อาศัยอยู่น่ะ ในน้ำเนี่ย จีนเค้าก็เชื่อน่ะ
ญี่ปุ่นได้อ้างตำราจีนว่า
งูพิษ งูพิษทั้งหลายเนี่ยเมื่อมีอายุถึง 500 ปี จะกลายเป็นเทพ เรียกว่า
มิซูเตะ เป็นเทพนะ งูพิษทุกชนิด พออายุ 500 ปี จะเป็นเทพ ชื่อว่า มิซูเตะ
พออายุได้พันปี จะกลายเป็นมังกรเรียกว่า เรียว
พอมังกรอายุได้ 500 ปี อู้นี่ท่านดูดี ๆ นะ งูพิษ 500 ปี เนี่ยจะกลายเป็นเทพ
ชื่อว่า มิซูเตะ แต่พออายุได้พันปี งูนั้นจะกลายเป็นมังกร เรียกว่า เรียว
แล้วมังกร พออายุได้ 500 ปี พอเป็นมังกรได้ 500 ปี จะมีเขา และพอถึงอีกพันปีมังกรจะมีปีก
มังกรนี่มีหลายสีตามความเชื่อของญี่ปุ่นเค้า เช่น สีเหลือง สีแดง สีน้ำเงิน
สีขาว สีดำ สีม่วง พวกนี้ ชาวญี่ปุ่นแต่ก่อนก็เชื่อว่ามังกรขาว เวลาหายใจลมหายใจจะเป็นทอง
มังกรขาวหายใจออกมาลมหายใจเป็นทอง
น้ำลายของมังกรม่วงนี่จะเป็นแก้วผลึก น้ำลายของมังกรสีม่วงที่ ไหลออกมาจากมังกรตัวสีม่วง
จะกลายเป็นแก้วผลึกนะท่านนะ โอ้พวกนี้มีแต่ของดี ๆ ออกมานะเนี่ย หายใจเป็นทอง
น้ำลายเป็นแก้วผลึกเนี่ย ถ้ามาอยู่บ้านเราละก็ดีทีเดียวแหละ
นอกจากนี้มังกรอาจจะมีหลายหัว เช่น มี 9 หัว มังกร 9 หัวนี้อยู่ที่ทะเลสาบฮาโกเน่
ของญี่ปุ่นเขา ทะเลสาบฮาโกเน่มีมังกร 9 หัว นี่ก็เป็น
นี่ก็เป็นนิทานพื้นบ้าน และยังเป็นประเพณีพื้นบ้านมาถึงปัจจุบันของญี่ปุ่นเค้าเนี่ย
ที่จะต้องนำอาหารไปเซ่นมังกรที่กลางทะเลสาบ ในวันที่ 31 พฤษภาคม ของทุกปี
ในทะเลสาบพอถึงวันที่
31 พฤษภาคมของทุกปี ก็มีประเพณีนำเอาข้าวปลาอาหารเนี่ยไปเซ่นสรวงมังกร
ในนิทานปรัมปราของญี่ปุ่นนั้นมีเรื่องเล่าถึง
ซูซาโนะ วู ซึ่งเป็นเทพ เป็นเทพแห่งพายุ ซูซาโนะ วู เนี่ยใช้เคราปลูกป่า
ใช้เคราปลูกป่า เป็นกษัตริย์ของชาวพื้นเมือง กษัตริย์ชาวพื้นเมืองก่อนที่ยิมมู
เทนโน ปฐมกษัตริย์ของญี่ปุ่นเนี่ยจะลงไปด้วยซ้ำ
ยิมมู เทนโน เนี่ยเป็นหลานของสุริยเทพี นะฮะของ ของ อะมะเตระสุ โอมิ
กามิ ซึ่งเป็นชื่อของ สุริยเทพี คำว่า "กามิ" นี่ใช้เรียกเทพเจ้าของญี่ปุ่น
นี่ละครับที่เล่านี่ก็ให้เห็นว่าซูซา
โนะ วู เทพเจ้าแห่งพายุ ซึ่งใช้เคราปลูกป่า เป็นกษัตริย์ของชาวพื้นเมือง
ก่อนที่ยิมมู เทนโนจะมาครองราชย์ด้วยซ้ำท่าน
ยิมมู
เทนโน นั่นมาทีหลัง ยิมมู เทนโนปฐมกษัตริย์ของญี่ปุ่นนี่เพิ่งมา ไปตามเรื่องเลยเนี่ยซูซา
โนะ วู น้องชายของสุริยเทพี ได้เกิดทะเลาะ ทะเลาะกัน เรื่องอิจฉาพี่สาว
ที่อิจฉาพี่สาวก็เพราะว่า บิดาให้พี่สาวนั้นครองดินแดนแห่งทิวาวาร ส่วนตนได้ครอง
ดินแดนแห่งอากาศและท้องทะเล พออิจฉาก็เกิดการรบกันขึ้น
ด้วยเหตุที่เขาเป็นพาล แล้วก็โมโหร้าย พวกเทพจึงเข้าข้างพี่สาวเค้า พร้อมใจกันเนรเทศเค้าไปอยู่ทางแถบทะเลสาบ
เอ้ยทะเลทางคาบสมุทรเกาหลี
ซูซา โนะ วู เนี่ย พบเห็นตะเกียบลอยมาตามน้ำ ก็รู้ว่าเหนือน้ำต้องมีมนุษย์อาศัยอยู่
ก็เดินทางไปตามลำน้ำไปพบหมู่บ้านร้าง เจ้าเมืองซึ่งเป็น ซึ่งเป็นเทพแห่งชาวประมงสองสามีภรรยาบอกเขาว่า
มีมังกร 8 หัวอาละวาดจับหญิงสาวไปกินหมด และวันนี้ลูกสาวของพวกเขาก็จะถูกจับไปสังเวยมังกรเช่นกัน
เรื่องราวยังไม่ทันจบ
ก็พอดีหมดเวลาเสียก่อน พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีครับ
กลับขึ้นบน