สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ
รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง
ดำเนินรายการครับ
ได้มีท่านผู้ฟังสองท่านมาคุยกับผมครับ
หลังจากที่ฟังรายการวรรณกรรมสองแคว ก็คุยกันที่มหาวิทยาลัยนเรศวรครับ ท่านแรกก็คือพันโทสกล
เพ็ชร์ทอง นะครับ และพันโทสันติ สุขป้อม
ทั้งสองท่านเนี่ย ผมคาดว่าคงอยู่ที่ บชร.อยู่ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถนะครับ
ทั้งสองท่านก็ถามผมทำนองเดียวกันว่า ผมกล่าวถึงเรื่องหมื่นด้งนคร และก็กล่าวถึงเรื่องการทำสงครามกัน
ระหว่างสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กับพระเจ้าติโลกราช จากนั้นก็กล่าวถึงเรื่องของกองทัพอยุธยา
กองทัพสุโขทัย กองทัพเชียงใหม่ในเรื่องกลศึก ซึ่งมีการลวงกันไปเนี่ย
ก็ถามว่า มันเป็นหลักฐานจากที่ไหน ทำนองนี้นะครับ หลักฐานต่าง ๆ ที่ผมนำมากล่าว
ส่วนมากก็ไม่ได้พูดถึงหนังสืออะไรมากมายนัก แต่ถ้าจะถามว่ามาจากที่ไหน
มันก็มีที่มานะครับ จากพงศาวดารโยนก ท่านคงเคยได้ยินกัน พงศาวดารโยนกฉบับที่พระยาประชากิจกรจักร์
(แช่ม บุญนาค) เรียบเรียงขึ้น หรือจากตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่
ตำนานพื้นเมือง คำว่า "พื้น" ตัวนี้นะครับ ให้แปลว่า "ประวัติศาสตร์"
และแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า history ดังนั้นตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ก็คือตำนานประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่
ไม่ใช่พื้นเมืองที่แปลว่า folk มันคงละอันกันนะครับผม
ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่เล่มนี้ก็หนามากทีเดียว กรมศิลปากรจัดพิมพ์ขึ้น
มีความหนาสักสองสามร้อยหน้าเห็นจะถึง ก็เป็นตำนานเป็นเรื่องเล่ากัน
จากนั้นก็มีตำนาน 15 ราชวงศ์ ตำนาน 15 ราชวงศ์นี้ทางสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จัดพิมพ์ขึ้นครับ
จากนั้นก็มีหนังสือล้านนาไทย ของท่านศาสตราจารย์มณี พยอมยงค์ ก็รวบรวมทั้งข้อความต่าง
ๆ จากพับสาก็ดี หรือจากคำบอกเล่าก็มารวมไว้ที่นี่
และมีหนังสือที่เขียนขึ้นใช้เป็นตำราเลยคือ
ประวัติศาสตร์ล้านนาของอาจารย์...อา เรียกชื่อเพื่อน ๆ ทำไมมันชักจะลืม
ของอาจารย์สุรัสวดี อ๋องสกุล จะเรียกเป็นอาจารย์สมโชติเรื่อย นั่นเป็นคู่ชีวิตของท่าน
เพราะฉะนั้นรวมกันมาก็หลาย
ๆ ที่นะครับ และก็จากคำบอกเล่าของชาวบ้านบริเวณบ้านตึก ที่อยู่ที่อำเภอศรีสัชนาลัยบ้างนะครับ
จากอาจารย์หลายท่านที่นั่น เล่าให้ฟังก็นำมาประมวลกันเข้า
ที่นี้การนำเสนอของผม
บางครั้งค่อนข้างจะสับสนนะท่าน ไม่ค่อยจะบางครั้ง หลายคนบอกว่าสับสน ไอ้ที่สับสนก็เพราะว่า
เท่าที่จำได้นะครับ พูดกันตามความจำเสียเป็นส่วนใหญ่ นั่นก็เป็นเรื่องของหมื่นด้งนคร
ก็มีท่านผู้ฟังอีกหลายท่าน
ได้บอกว่าอยากให้กลับไปพูดเรื่องหิโตปเทศ
หลายท่านก็บอกว่าอยากให้กลับไปพูดเรื่องพืช เรื่องสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งในวันอาทิตย์เนี่ย
ถ้าลูกสาวลูกชายตื่นขึ้นก็ขอให้ฟังได้ด้วย เพราะเด็ก ๆ เขาก็จะฟัง ถึงแม้ว่าจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง
แต่ว่าพอกล่าวถึงสัตว์ต่าง ๆ พืชต่าง ๆ เขาจะพอฟังได้ เป็นการปลูกฝังให้เด็กรักสัตว์รักพืช
เป็นการรักวิทยาศาสตร์ รักวรรณกรรมก็แล้วแต่
ผมก็พยายามจะจัดให้ครับ ในวันนี้ก็จะได้พูดเกี่ยวกับสัตว์ชนิดหนึ่ง ซึ่งมันก็ไม่มีตัวตนให้เห็นในปัจจุบันหรอก
ยกเว้นพวกภาพเขียน พวกภาพปั้น นั่นก็คือ มังกร ครับ มังกร
มังกรที่จะพูดถึงเป็นมังกรจากวรรณกรรมของชาติต่าง ๆ ให้เป็นวรรณกรรมที่ค่อนข้างฟังได้ง่ายสักหน่อยหนึ่ง
มังกรเหล่านี้นะครับ
ถ้าจะถามว่ามังกรมาจากคำว่าอะไร
มังกรอาจจะเพี้ยนมาจากคำว่า "มกร" ซึ่งมีในภาษาบาลี มกร เนี่ย
ได้วิเคราะห์ศัพท์คำว่า ...ปาณิคฺกหเณ มุขํ กิรตีติ มกโร... แปลว่า ผู้ส่ายปากในการจับสัตว์
ส่ายปากคงจะส่ายหัวด้วยนะ
ปากอย่างเดียวส่ายไม่ได้หรอก เพราะปากมันอยู่ติดกับหัวทั้งหน้า ก็ส่ายไปในการจับสัตว์ไงท่าน
ก็แปลว่าเนี่ยพวกนี้เป็นมังกร
ส่วนในสันกฤตนั้น
มีคำว่า ...มํวิษํ กิรตีติ มกระ... แปลว่า ผู้กระจายพิษ ผู้พ่นพิษ นั้นก็คือ
มังกร
ถ้าตามรูปความ
เราเคยแปลมังกรว่า เป็นสัตว์ทะเลชนิดหนึ่ง แต่ในภาษาสันสกฤตยังหมายถึง
จระเข้ ด้วยนะครับ คำว่า มกร หมายถึง จระเข้ ด้วยนะท่านนะ ปรากฏในปัญจตันตระ
เรียกจระเข้ว่า มกร
ถ้าหากกล่าวรวม
ๆ จริง ๆ แล้วเนี่ย มังกรก็คือ งู นั้นแหละท่าน งูใหญ่เนี่ย มกร มังกร
มะโรง ตัวนี้ตัวเดียวกันแหละครับ งูใหญ่ ลองเขียน มกร เขียนพลาด ๆ ไปกลายเป็นมะโรง
นะท่านนะ เพราะถ้าหากว่าตัว ก ไก่ เนี่ย มันกลายเป็น สระโอ แล้วเติม ง
งู เข้าไปตัวหนึ่ง มกร ก็กลายเป็นมะโรงเลยครับ ท่านลองเขียนดูสิครับ มันเป็นอย่างนั้นนะฮะ
ถ้าจะเทียบกับของไทยเรา มังกร ก็คงจะตรงกับพญานาคนั่นแหละ ใกล้เคียงกัน
เพียงแต่พญานาคนั่นเหมือนงูมากกว่า เพราะพญานาคนั้นไม่มีขา มีบทดอกสร้อยของโบราณบทหนึ่ง
บทดอกสร้อยโบราณ
ฟังดูยังกับเพลงอย่างนั้นแหละ เขาบอกว่า
ฟังดูคล้าย ๆ กับเพลงภาคใต้นะครับเนี่ย ดูจากฉันทลักษณ์คล้าย ๆ ของภาคใต้เขา
แต่นี่มาทำเป็นภาษากลาง
จากเพลงนี้ก็แสดงให้เห็นว่าสัตว์ที่เรียกว่า เหรา หรือเหราพดเนี่ย ก็เชื่อกันว่ามีพ่อเป็นนาค
นี่ก็ผสมกันข้ามอะไรบ้างก็ไม่ทราบ ก็คงจะเรียกว่าสัตว์เลื้อยคลานก็ไม่เชิงนะ
ไม่ใช่พวก reptelia หรอก
เอาเถอะ นี่ก็อย่าไปจัด speciesจะลำบาก ก็เชื่อกันว่า เหรา หรือ เหราพดเนี่ยมีพ่อเป็นนาค
มีสัญลักษณ์คือหงอน ต้องมีหงอนนะท่านนะ แล้วงูหงอนเนี่ยจะใกล้เคียงอย่างนี้หรือเปล่า
ก็ไม่ใช่ มีสัญลักษณ์คือหงอน มีแม่เป็นมังกร มังกรนี่ก็จะมีครีบกับเท้า
ถ้าเป็นมังกรต้องมีครีบนะท่านนะ แล้วมีเท้า
เนี่ยก็ผสมกัน พ่อเป็นนาค แม่เป็นมังกร ผสมกันกลายเป็นเหรา มีหงอนเหมือนพญานาค
มีสี่ขาเหมือนมังกร เราคงเคยเห็นรูปปั้นนะ มีหงอนเหมือนพญานาค แต่มีสี่ขาเหมือนมังกร
พวกนี้คือเหรา
ไทยเราเนี่ย ก็คงจะรู้จักมังกรมาตั้งแต่โบราณนั่นแหละครับ เท่าที่มีหลักฐานปรากฏอย่างน้อยที่สุดว่า
ในพระพุทธศักราช ๒๒๗๖ ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ จะมีรูปมังกรประดับพระเมรุด้วยดูในพงศาวดารก็ได้
ส่วนในตำราพิชัยสงคราม ในสมัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็กล่าวถึงมังกรว่ามีรูปร่างคล้ายพญานาค
แต่ไม่มีหงอนสูงนัก และก็มีเขาสองเขา มีเขานะครับมีเขาสองเขา มีครีบ และก็มีขาสี่ขา
โอ ลองวาดภาพดูนะท่านนะ เนี่ยในตำราพิชัยสงครามในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
กล่าวถึงมังกรว่ามีรูปร่างคล้ายพญานาค แต่ไม่มีหงอนสูงขึ้นมากนัก และก็มีเขาสองเขา
มีครีบ และก็มีขาสี่ขา
ที่จริงแล้วรูปพญานาคเนี่ย ถ้ามองเผิน ๆ เนี่ยปากพญานาคคล้ายจระเข้นะท่านนะ
ท่านเคยสังเกตไหม ปากพญานาคคล้ายปากจระเข้ เพราะฉะนั้นพวกมังกร พวกงู พวกจระเข้
มักจะมีเรื่องปน ๆ กันในปรำปราหรือพวก myth ของชาติต่าง ๆ อยู่เสมอ
บางทีไม่มีคำว่ามังกร มีคำว่า เงือก มาเติมอีกทีหนึ่งหมายถึง งู นะนั่นนะ
เงือกในที่นี้หมายถึง งู ไม่ได้หมายถึงนางเงือก ในเรื่องหนึ่งบอกว่า ในวรรณกรรมเรื่องหนึ่งบอกว่า
เจ้าอย่างหลงลงไปเล่นน้ำเย็นเยือก ระวังตัวกลัวเงือกและงูหงอน นี่บอกเอาไว้เลยนะครับ
คราวนี้มาดูสิว่าในนิทานปรำปราหรือใน myth ของชาติต่าง ๆ เนี่ย มีเรื่องมังกรปรากฏในเรื่องเป็นประการใดบ้าง
เริ่มแรกเลยเรามาดูของจีนเขาเสียก่อน เพราะจีนกับมังกรเป็นของคู่กันนะ
มาดูเวลาเขาตรุษจีนเขามีการแห่มังกงมังกรเลย นี่ของนครสวรรค์ ดูเหมือนเขาจะแห่กันเมื่อเร็ว
ๆ นี้
ในบรรดามังกรของชาติต่าง ๆ มังกรของจีนน่าจะมีความเป็นมาที่เก่าแก่มากที่สุดนะท่านนะ
น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ ที่มีอยู่มากที่สุด เพราะมีการจารึกเป็นลายลักษณ์อักษร
ไม่ใช่เล่ากันปากต่อปากเป็นมุขปาฐะอย่างเดียวหรอก แต่เขามีจารึกของเขาเอาไว้


ตามคติของจีนเนี่ย เขาจะมีสัตว์วิเศษอยู่ ๔ ชนิดนะท่าน สัตว์วิเศษของจีน
ชนิดหนึ่งคือ กิเลน หรือ ฉีหลิน กิเลนเราเรียนกันชื่อเรา ออกเสียงเป็นจีนว่า
ฉีหลิน


มีหงส์ หงส์หรือเฟิงหวง ออกเสียงภาษาจีนว่า เฟิงหวง หงส์เนี่ย ฮานชะ เนี่ย
เฟิงหวง ถ้าผมออกไม่ชัด ท่านที่สันทัดทางภาษาจีน ก็กรุณาช่วยแก้ไขให้ด้วยก็ได้นะครับผม


และก็เต่า นี่ก็สัตว์ศักดิ์สิทธิ์นะ เต่านี่สัตว์วิเศษนะ เต่านี้ใช้คำว่า
เกวย ในภาษาจีน กวย
และก็มังกร มังกรนี่ก็ หลง หลงก็คือมังกร บางทีออกเสียงเป็น เล้ง ก็มีนะครับมันอยู่ที่ใช้จีนภาษาถิ่นไหนแค่นั้นแหละ
อย่างคำว่า ลำไย ภาษาจีนเรียกว่าหลงเหยียน หลงเหยียน คือ ตามังกร ถ้าอย่างนั้นใครที่กินลำไยก็คือกินตามังกร
คนจีนเขาจึงชอบกินลำไย เพราะเท่ากับกินตามังกร กินเข้าไปมาก ๆ ตาเราเลยแฉะเลย
ทั้ง ๆ ที่ตามังกรเขาไม่แฉะนะ กินลำไยมากตาแฉะ คอแห้งนะท่านนะ
เป็นอันว่าสัตว์ของจีนมี ๔ ชนิด คือกินเลนหรือฉีหลิน หงส์หรือเฟิ้งหวง
เต่า หรือกวย และมังกร หลง นี่ก็เป็นภาษาจีน ตามนิทานปรำปราของจีนเขากล่าวว่า
มังกรเนี่ยมีกำเนิดครั้งแรกก่อนพุทธกาลหลาย พันปี
ย้อนกลับไปโน่น
เกิดก่อนพุทธกาลหลายพันปี คือ มันเกิดในสมัยของกษัตริย์ฝูซี ในสมัยของกษัตริย์ฝูซี
ตามเอกสารโบราณของจีนนี่แหละครับ ราชวงศ์ฝูซีมีกษัตริย์ถึง ๑๕ พระองค์ด้วยกัน
ราชวงศ์ฝูซีมีกษัตริย์ ๑๕ องค์ ครองราชย์อยู่ระหว่าง 1935 ถึง 2675 ปีก่อนพุทธกาล
เนี่ยโอ้โฮ ห้าพันหกพันปีมาแล้วเนี่ย กษัตริย์ฝูซีราชวงศ์ฝูซีมีกษัตริย์
๑๕ องค์ ครอบครองเมืองจีนมานานตั้ง 1260 ปี
ก็มีเรื่องเล่ากันว่า ฝูซีเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ นี่ก็เรื่องของจีนเขาแล้ว
ตอบมาแล้วว่าบรรพบุรุษของมนุษย์คือฝูซี ฝูซีนั้นมีมารดาเป็นนางงูดิน
มารดาเป็นงูดิน มีเรื่องเล่าว่าวันหนึ่งนางงูดิน งูดินงูจริง ๆ นะท่านนะ
หรืออย่างไร นางงูดินพบเห็นรอยเท้าของมังกรฟ้า ก็เกิดความฉงนสนเท่ห์ สงสัยว่ามันรอยอะไร
พอคิดว่าเป็นรอยอะไรจึงเอาเท้าวางเพื่อวัดรอยเท้า
แสดงว่านางงูดินมีเท้านะ ก็เอาเท้าวางไว้วัดรอยเท้ากับเท้ามังกรฟ้า
วัดเสร็จปรากฏว่านางตั้งครรภ์เลยเนี่ย อย่าไปเที่ยววัดรอยเท้ากันเล่นไม่ได้นะ
มังกรฟ้าเขามีรอยเท้าอยู่ นางงูดินไปวัดเข้าเลยตั้งครรภ์
สมัยก่อนก็ดีเหมือนกันนะเอารอยเท้าไปวัดในรอยก็ตั้งครรภ์ได้
ไม่ต้องทำกิฟท์ทำอะไรอย่างปัจจุบันให้มันยุ่งยากนะเนี่ย ปรากฏว่าคลอดลูกออกมาเป็นฝูซี


ฝูซี
หนวี่วา บรรพบุรุษของคนจีน
ฝูซีเป็นสัตว์ก็ได้เป็นคนก็ได้ เป็นส่วนผสมระหว่างมังกรฟ้ากับนางงูดิน
ฝูซีก็คือการผสมระหว่างมังกรฟ้ากับงูดิน ฝูซีก็แต่งงานกับน้องสาวชื่อว่า
หนวี่วา ชื่อออกเสียงยาก
ฝูซีชอบท่องเที่ยวแสวงหาความรู้เกี่ยวกับโลก
เกี่ยวกับจักรวาล ส่วนหนวี่วาอยู่คนเดียว ก็คงจะเหงา แกก็เลยเอาดินมาปั้นเป็นคนจำนวนมากมาย
เพราะไม่มีอะไรจะทำ จึงเอาดินมาปั้นเป็นคน
คนที่นางหนวี่วาปั้น
กลายเป็นคนจีน คนจีนเกิดจากดินที่นางหนวี่วาปั้น คนจีนเขาจึงถือว่า เขามีเผ่าพันธุ์เป็นพันธุ์มังกรนะครับ
หลักฐานความเชื่อเรื่องฝูซี
คือการพบรูปหินแกะสลักท่อนบนเป็นคน ท่อนล่างเป็นงูหรือเป็นมังกร รูปหินแกะสลักนี้มีอายุตั้ง
1800 ปีแล้ว อยู่ที่เทือกเขาอู่จื้อ มณฑลซานตง
ส่วนนางหนวี่วา เชื่อว่ามีรูปร่างครึ่งคนครึ่งงูเหมือนกัน นางงูดินผสมกันเข้า
ออกลูกออกหลานกันออกมา แต่งงานกันก็ว่าไป ถ้าจะสรุปคนเราคงมีที่มาทางงูหรืออย่างไร
คนจีนเขาเชื่อว่าตัวเองมีที่มาจากเผ่าพันธุ์มังกร
อีกหลักฐานหนึ่งนะครับ ตามประวัติศาสตร์ของจีนซึ่งมีการจารึกเป็นลายลักษณ์อักษร
ตั้งแต่สมัยหวงตี้ หวงนี่ก็เหลือง ตี้ ใช้เรียกกษัตริย์ ตั้งแต่สมัยหวงตี้มีบันทึกอยู่แล้ว
ตามประวัติหวงตี้มีหน้าตาคล้ายมังกร ครองราชย์อยู่ถึง 120 ปี คนแต่ก่อนอายุยืนพอถึง
120 ปีก็กลายเป็นเซียน มีมังกรมารับไปสวรรค์ อย่าถามนะว่าใครเห็น เพราะเหตุการณ์นี้เขาเขียนเอาไว้
ว่าหวงตี้มี
หน้าตาคล้ายมังกร ครองราชย์ 120 ปี แล้วก็กลายเป็นเซียนและมีมังกรมารับไปสวรรค์


หวงตี้
ผู้กำหนดรูปมังกร
หวงตี้เป็นผู้กำหนดให้ใช้รูปมังกรเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติของจีน
สมัยก่อนมนุษย์จะนิยมใช้สัตว์ หรือต้นไม้ เป็นสัญลักษณ์ประจำเผ่า เครื่องหมายประจำเผ่า
ภาษาอังกฤษใช้ว่า totem อย่างเสา totem
สมัยก่อนมนุษย์นิยมใช้รูปสัตว์หรือดอกไม้
รูปต้นไม้เป็นเครื่องหมายประจำเผ่า การใช้รูปสัตว์หรือพืช เป็นเครื่องหมายประจำเผ่า
โดยเชื่อว่าเป็นบรรพบุรุษเผ่าพันธุ์ของตนเอง
การใช้รูปสัตว์หรือพืชเป็นสัญลักษณ์ประจำเผ่า โดยเชื่อว่าเป็นบรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์ตนเอง
มีทุกชนชาติทั่วโลก คนโดยทั่วไปถือว่าคนเราที่สืบเชื้อสายจากพืชจากสัตว์
เรื่องอย่างนี้มีทั่วไปหมด ไม่ว่าในยุโรป ในแอฟริกา ในออสเตรเลีย เห็นตัวอย่างจากพวกอินเดียแดงในอเมริกาในปัจจุบัน
และก็พวกจีน
ในลักษณะแบบนี้ อธิบายความเชื่อเรื่องสัตว์หรือพืชว่า เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์เป็นความเชื่อทั่วไป
ก็เป็นอันว่าหวงตี้ กำหนดให้ใช้รูปมังกรเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ เพราะเชื่อว่าตนสืบเชื้อสายจากมังกร
คนจีนก็เชื่ออย่างนั้น เมื่อหวงตี้รวมชาติเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน จึงนำส่วนต่าง
ๆ ของสัญลักษณ์ประจำเผ่า เครื่องหมายประจำเผ่ามาผสมกันให้เป็นมังกร
ที่นี้ถ้าพูดถึงรูปร่างลักษณะของมังกรนั้น
มีความแตกต่างกัน ถามว่าทำไมเรียกว่ามังกรเหมือนกัน แต่ทำไมมันแตกต่างกัน
มันก็เนื่องจากจินตนาการของคนเล่าเรื่องมังกรแต่ละคน แต่ละชาติ แต่ละภาษา
มันก็เล่ากันคนละอย่าง รูปร่างของมังกรก็เลยแตกต่างกัน
เคยมีเรื่องเล่าว่า
ครั้งหนึ่งรัฐบาลจีนเคยคิดจะทำเหรียญรูปมังกร จึงได้ทำวิจัยสำรวจว่ามังกรมีรูปร่างอย่างไร
ก็ปรากฏว่าจากข้อมูลที่ได้ มังกรของจีนมีรูปร่างต่างกันเป็นร้อย ๆ แบบ
แสดงว่าแต่ละคนมีความคิดเกี่ยวกับมังกรไม่เหมือนกัน แตกต่างกัน
ลักษณะของมังกรที่หวงตี้นำมาใช้เป็นสัญลักษณ์นั้น
มีอธิบายแตกต่างกันไป หวงตี้นำมังกรมาเป็นสัญลักษณ์ ก็มีคำอธิบายกันนะครับว่า
บางแห่งบอกว่าหน้ามังกรเหมือนวัวท่าน มังกรมีหน้าเหมือนงัวเรานี่แหละ แต่ไม่ใช่วัวบ้านะท่านนะ
ไม่เหมือนวัวโกเบของญี่ปุ่นราคาตั้งหมื่น
บ้างก็บอกว่ามังกรหน้าเหมือนวัว ลำตัวเป็นงู มีเกล็ดและหางเหมือนปลา เขาเหมือนกวาง
และเท้าเหมือนนก ท่านลองนึกภาพดูนะ หน้าเหมือนวัว ลำตัวเป็นงู มีเกล็ดและ
มีหางเหมือนปลา เขาเหมือนกวางและก็เท้าเหมือนนก นี่ถ้าเด็ก ๆ เขาฟังก็คงจะจินตนาการน่าดูเลย
มังกรจะรูปร่างเป็นอย่างไงเนี่ย
บางแห่งบอกว่า
มังกรหัวเหมือนม้า เนี่ยเฉพาะที่หวงตี้ให้สำรวจรวบรวมไว้ มังกรหน้าเหมือนม้า
หางเหมือนงู มีปีกอันนี้เพิ่มเข้ามาละ มีปีก และมีขาสี่ขา มังกรมีขาสี่ขา
ยังกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเลยนะ
บางแห่งว่ามีหูเหมือนหูวัว
มังกรเนี่ยมีหูเหมือนหูวัว บ้างก็ว่ามังกรไม่มีหูหรอก ไม่รู้ใครเคยเห็นอย่างไรก็ว่ากันไปเถอะ
แต่ที่ได้ยินจากที่เขาพูดมีเขา และเขาของมังกรเนี่ย ใช้ฟังแทนหู เออไม่ต้องมีหูก็มีเขา
เขาใช้ฟังแทนหู และเขาก็เหมือนเขากวางด้วย เขากวางยาว ๆ บางทีมันก็ใช้ฟังด้วยนะ
มีรวมเอาเสียงไปที่หูด้วยก็ได้ เขามันจึงกางและก็โค้งรับยังกับจานดาวเทียมอะไรทำนองนั้น
มังกรก็จะมีเขาแบบนั้น
มีหนังสือเล่มหนึ่งซึ่ง Lewis Hodous เขียนหนังสือชื่อ Folk Ways in China
นะครับ ก็เป็นเรื่องคติชนทางจีนเขานี่แหละ ในหนังสือเล่มนี้ก็เล่าว่า มังกรมีส่วนผสมของสัตว์ถึงเก้าชนิด
มังกรเนี่ยมีส่วนผสมของสัตว์ถึงเก้าชนิด นะท่านนะ คือมีเขาเนี่ยเหมือนกวาง
เขามังกรเอารูปแบบของเขามาจากกวาง ส่วนหัวนั้นเอารูปแบบหัวมาจากอูฐ ส่วนตาเอามาจากตาปีศาจ
อันนี้ไม่ใช่สัตว์เนี่ย ปีศาจเนี่ย ตามาจากตาปีศาจหรือตาของมาร หรือบางทีก็บอกว่าเอามาจากตากระต่าย
เนี่ยสามอย่างเนี่ยตาเหมือนตาปีศาจ เหมือนตาของมาร หรือตาของกระต่าย
ส่วนคอของมังกรไปได้รูปแบบมาจากงูท่าน คอมังกรเหมือนคองู ท้องของมังกรได้จากหอยแครง
ท่านเห็นหอยแครงไหม เปลือกของหอยแครงไม่ใช่เอาหอยแครงที่ออกมากินในตัวไม่ใช่อย่างงั้น
ท้องมังกรเหมือนหอยแครง บางตำราก็ว่าท้องมังกรได้มาจากรูปแบบของท้องกบ
เออถ้าจากหอยแครงก็น่าดู แต่ถ้าจากท้องกบ
ท้องกบเนี่ยเป็นอย่างไงนึกอย่างไงก็นึกดู ค่อยจับกบมาหงายท้อง ดูจะได้รู้ว่า
ท้องมังกรเขาเป็นแบบท้องกบ กบในที่นี้ก็กบนะครับที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า
frog ไม่ใช่คนชื่อกบมันคนละเรื่องกัน
เกล็ดของมังกรก็มาจากเกล็ดปลา ได้รูปแบบมาจากเกล็ดปลา ส่วนเล็บของมังกรได้
รูปแบบมาจากเล็บของอินทรี และฝ่าเท้าของมังกรได้รูปแบบมาจากฝ่าเท้าของเสือ
ส่วนหูของมังกรได้รูปแบบมาจากหูของวัว
นี่รวมลักษณะของสัตว์ต่าง ๆ ไว้ถึง 9 ชนิดมาไว้ในมังกร ข้อความนี้อยู่ในหนังสือ
Folk Ways in China ของLewis Hodous แล้ว Hodous ยังกล่าวอีกว่า โดยเฉพาะเขาของมังกรนั้นนะ
จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมังกรมีอายุได้ 500 ปีแล้ว
ตอนมังกรเป็นเด็ก ๆ มังกรไม่มีเขานะ พอมังกรอายุได้ 500 ปี มังกรก็มีเขา
และถ้ามังกรนั้นมีอายุถึง 1000 ปีเนี่ย มังกรก็จะมีปีกเพิ่มขึ้น ปีกนี่มีตอนอายุ
1000 ปี ถ้าเขานี่ก็อายุตอน 500 ปี
ก็ไม่ได้ถึงกับถามต่อว่า
ถ้าได้ถึง 2000 ปี มังกรจะมีอะไร หนังสือก็ไม่ได้กล่าวเอาไว้ประการใด ผมเองก็ไม่ทราบว่าจะกล่าวได้อย่างไร
และก็มีหนังสืออีกเล่มหนึ่งฮะ
เขียนโดย J.F.Blacker มิสเตอร์ Blacker เนี่ย เขียนหนังสือชื่อ Chats on
Oriental China หนังสือ Chats on Oriental China เนี่ยได้กล่าวถึงเล็บมังกรเพิ่มเติมขึ้นว่า
มังกรแต่ละตัวมีเล็บไม่เท่ากัน
โอนี่ท่านดูนะ
มังกรแต่ละตัวมีเล็บไม่เท่ากัน มังกรธรรมดาจะมีสี่เล็บ ส่วนมังกรที่เป็นมังกรระดับหัวหน้าจะมี
๕ เล็บ เออนี่มีชั้นของมังกรด้วยนะ มังกรระดับหัวหน้ามี ๕ เล็บ ถ้ามังกรธรรมดาก็มีสี่เล็บ
(ไอ) ขอประทานโทษครับ
รูปมังกรที่เป็นลวดลายบนฉลองพระองค์ของฮ่องเต้ จะมีเล็บมากกว่ามังกรธรรมดา
นั้นคือมี 5 เล็บ และใช้เป็นเครื่องหมายของราชวงศ์ที่มียศสูงสุด
มังกร
5 เล็บเนี่ยเป็นเครื่องหมายของราชวงศ์ที่มียศสูงสุด ส่วนพวกเจ้าชั้นที่สาม
ชั้นที่สี่ หรือขุนนางเนี่ย ถ้าจะใช้เครื่องหมายมังกรเป็นเครื่องหมายของตน
ก็ทำได้เพียงมังกรสี่เล็บเท่านั้น เป็นมังกรธรรมดา จะไปทำห้าเล็บแบบพวกราชวงศ์ที่มียศสูงสุดไม่ได้นะ
นี่มีขีดจำกัด ขีดจำกัดอยู่ตรงเล็บนี่เองแหละไม่ใช่อยู่ตรงอื่นหรอก
ที่นี้มังกรที่ใช้ประดับตกแต่งทั่วๆ ไป ที่อยู่ตามศาลเจ้านะ จะมีเพียงสามเล็บนะท่านนะ
เห็นมังกรพันอยู่ตามสงตามเสาเนี่ย ถ้าหากเป็นช่างที่ทำ ที่เขามีความรู้เกี่ยวกับมังกร
เขาทำแค่สามเล็บแค่นั้นนะท่าน
เพราะมังกรนี่ ไม่ใช่มังกรที่ประดับยศของขุนนาง หรือของราชวงศ์อะไร เขาก็จะทำแค่สามเล็บ
มังกรตัวผู้เขาจะต้องมีหนวดและเครา เนี่ยตัวผู้ต้องมีนวดมีเครา เหมือนเทวดา
เหมือนเทวดาผู้ชายเนี่ย เห็นชัดเลยมีหนวด หนวดเคราเป็นเครื่องกำหนดความเป็นผู้ชาย
และด้วยเหตุที่มังกรเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์นี่เองล่ะ หนวดของมังกรจึงมีศักดิ์
มียศมีศักดิ์เสมอกับหนวดของกษัตริย์ หนวดของมังกร กับหนวดของกษัตริย์มียศเสมอกัน
ในพงศาวดารชื่อซุยถังของจีน
พงศาวดารซุยถังมีเรื่องเล่าว่า ขุนนางคนหนึ่งชื่อซีมงกง ซีมงกงเกิดป่วยขึ้น
เจ็บไข้ได้ป่วยขึ้น ขุนนางคนนี้ก็ไปหาหมอหลวงให้ช่วยเยียวยาบำบัดให้ หมอหลวงก็ประกอบยาให้ขุนนางซีมงกงผู้นี้
ให้กินหลายขนาน แต่อาการเจ็บไข้ได้ป่วยก็มิได้กระเตื้องขึ้นเลย ก็เลยไปทูลกษัตริย์ถังไทจง
หมอหลวงไปทูลกษัตริย์ถังไทจงว่า
วิธีที่รักษาขุนนางซีมงกงให้หายเจ็บไข้ได้ป่วยมีทางหนึ่ง คือถ้าได้หนวดมังกรมาเผาไฟผสมยาก็มีทางรักษาได้
ฝ่ายฮ่องเต้ถังไทจงได้ยินเช่นนั้น
ก็ทรงหยิบเอากรรไกรมา เอาหนวดของตัวขึ้นมาตัดออก ตัดหนวดออก หนีบปุบเลย
หนวดหลุดออกมาเลย แล้วเอาประทานให้หมอหลวง เพราะอะไร เพราะคนจีนเชื่อว่า
ผู้ใดได้เป็นกษัตริย์แล้ว เปรียบเหมือนมังกร เพราะฉะนั้นหนวดของกษัตริย์ก็เปรียบเหมือนหนวดมังกร
ในเมื่อหนวดมังกรใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ หนวดของฮ่องเต้ย่อมรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้เช่นกัน
โห...นี่เฉพาะหนวด
ไม่เกี่ยวกับพระเกศงเกศาอะไรนะ เฉพาะหนวดเท่านั้น
นิทานบางท้องถิ่นของจีนเล่ากันว่า
ลูกมังกรที่เกิดใหม่นั้นจะตัวเล็กเท่าหนอน เออจะมีใครเคยเห็นประการใดบ้าง
ลูกมังกรตัวเล็กเท่าหนอน เท่าหนอน หรือเท่าลูกงู เท่าลูกจิ้งจกนะ ไม่โตไปกว่านั้นหล่ะ
เท่าลูกงู ลูกจิ้งจก แต่จะโตเร็วมากเลย
มีเรื่องเล่าว่า เด็กคนหนึ่งจับเอางูประหลาดไปเลี้ยงที่บ้าน เด็กคนนี้เจองูประหลาดแกก็เอางูไปเลี้ยงที่บ้านนะสิ
ให้อาหารเลี้ยงดูจนคุ้นเคยกัน คนกับงูนะเขามีความสนิทสนมกัน เป็นเพื่อนกันน่ะนะ
วันหนึ่งมีชาวบ้านมาขโมยงู ก็เลยถูกงูกัดตาย ชาวบ้านคนอื่นกลัวงูจะเป็นภัย
จึงถือมีดไม้มา ถือมีดถือไม้มาจะฆ่างู ไล่ฟันงูกัน ไล่ตีงูกัน ปรากฏว่าฟันหางขาดเลย
งูไม่ตายแต่หางงูขาด
งูเลื้อยหนีไปได้
งูที่เอามาเลี้ยงเลื้อยหนีไปได้ ต่อมาเด็กชายนั้นได้พบงูอีกครั้งที่ภูเขา
พอพบกันก็ดีใจ ทั้งสองก็เป็นเพื่อนกันตามเดิมนะ เหมือนเคยอยู่ด้วยกัน
จนเวลาผ่านไป งูตัวน้อย โตขึ้นกลายเป็นมังกร งูเป็นมังกร มังกรพยายามจะบิน
แต่ก็บินไม่ได้ เพราะอะไร เพราะหางขาด ถามทำไมหางขาดล่ะ เอ้าก็ตอนเป็นงูโดนเขาฟันหางขาด
พอโตขึ้นเป็นมังกร เพราะหางขาดก็บินไม่ได้
แสดงว่าเด็กเจ้าคนนั้นที่เอางูไปเลี้ยง
ไม่ใช่งูธรรมดาแต่เป็นมังกร แต่ชาวบ้านไปฟันหางมันขาดมันเลยบินไม่ได้ พอบินไม่ได้ก็ต้องไปหลบซ่อนตัวอยู่ใต้ถ้ำ
ซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำ ในถ้ำใต้น้ำ
เรื่องนี้แสดงว่ามังกรนั้น
ถ้าจะบินได้จะเหาะได้นั้น จะต้องมีหางที่สมบูรณ์ ถ้าไม่มีหางก็บินไม่ได้
อืมนี่ขนาดมังกรที่มีฤทธิ์ ถ้าจะขาดหางก็บินไม่ได้เลย
ชาวจีนโบราณเนี่ย
นิยมนำเอาหยกมาแกะเป็นแหวนรูปมังกรคาบแก้ว ชาวจีนเขานิยมนะครับ เอาหยกมาแกะเป็นแหวนรูปมังกรคาบแก้ว
และก็ใช้สวมนิ้ว ใช้สวมนิ้วติดตัว ไปไหนก็ติดตัวไป สวมแหวนติดไป
เพราะเชื่อกันว่าเวลาเดินทางข้ามแม่น้ำหวงเหอ คนจีนเนี่ยเวลาเดินทางข้ามแม่น้ำฮวงเหอ
เขาก็จะจะถอดแหวนมังกรทิ้งลงในแม่น้ำ เพื่อเป็นการเซ่นสังเวยพญามังกร ถ้าทำเช่นนี้จะช่วยคุ้มภัยอันตรายได้
เพราะฉนั้นคนจีนจึงเอาหยกนี่นะครับ
มาแกะเป็นแหวนรูปมังกรคาบแก้ว สวมนิ้วไป เวลาที่ข้ามแม่น้ำหวงเหอก็จะถอดแหวนมังกรทิ้งลงแม่น้ำ
เพื่อเซ่นสังเวยพญามังกรได้ช่วยคุ้มภัยอันตรายให้เขา
แม่น้ำหวงเหอท่านคงนึกออกนะฮะ
จีนเขามีแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดสองสายนะท่านนะคือ แม่น้ำหวงเหอ กับแม่น้ำหยางจื้อเจียง
ทั้งหวงเหอ ทั้งหยางจื้อเจียงมีสายน้ำเชี่ยวมาก ทำให้คนตายเยอะเลย น้ำท่วมแต่ละปีเป็นหมื่นเลย
ตายทุกปี ตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบันนะครับ
คนไทยเราไม่ค่อยได้เรียกแม่น้ำหวงเหอกับแม่น้ำหยางจื้อเจียงหรอก เรามักจะเรียกง่าย
ๆ ตามประสาจีนทางของเราว่าแม่น้ำฮวงโห และแม่น้ำแยงซีเกียง ฟังดูเพราะดี
เรียกหวงเหอ กับ หยางจื้อเจียงก็เพราะนะ หรือจะเรียกฮวงโห และแยงซีเกียงก็ได้
มันจีนคนละภาษากัน คนละถิ่นกันนั่นเอง
ความเชื่อเรื่องมีแหวน
แหวนหยกเป็นรูปมังกรเนี่ย และทิ้งลงไปในน้ำนะ เราจะปลอดภัย มังกรจะคุ้มครองเรา
ความเชื่อของจีนเนี่ย ไปตรงกับความเชื่อของคนญี่ปุ่นเหมือนกันนะ คนญี่ปุ่นเขาบอกว่าเมื่อเกิดลมพายุในทะเล
พวกกะลาสีเรือจะพากันโยนเพชรนิลจินดาลงทะเลให้หมด เพื่อเซ่นสังเวยพญามังกร
และเป็นการระงับความพิโรธของพญามังกร ซึ่งทำให้ทะเลมีคลื่นลมปั่นป่วน
เวลาคลื่นลมปั่นป่วน
เชื่อว่าเป็นความพิโรธของมังกร จะให้หายพิโรธก็โยนเพชรนิลจินดาลงทะเล นี่ก็เหมือนกันแหละท่าน
หลายท่านที่มีภรรยา ถ้าภรรยาโกรธง่าย พิโรธบ่อยเนี่ยก็เอาเพชรนิลจินดามาให้ภรรยา
ภรรยาก็จะหายโกรธ หายพิโรธ เพียงแต่ว่าเพชรนิลจินดาต้องเป็นของแท้นะ ถ้าของปลอมนะ
จะพิโรธหนักขึ้น
นี่ก็เหมือนกันมังกรก็ชอบเพชรนิลจินดา
คนญี่ปุ่นเขาถือว่าถ้าคลื่นลมในทะเลจัดเนี่ย กะลาสีจะต้องเอาเพชรนิลจินดาโยนลงไป
เป็นการระงับความพิโรธของพระยามังกร
ชาติต่าง ๆ เขาก็มีวรรณกรรมเกี่ยวกับมังกรมากมาย ไม่ใช่เฉพาะจีนนะครับ
ถ้าเราเปิดดูในพระคัมภีร์ไบเบิล ก็จะกล่าวถึงมังกรที่ชื่อว่า ลีเวียทัน
ลีเวียทันมีลักษณะเหมือนงู เหมือนงูกับจระเข้ผสมกัน
เนี่ยมังกรตัวเนี้ยเป็นผู้ทำให้เกิดสุริยคราสและจันทรคราส ซึ่งความเชื่อนี้ก็ตรงกับอียิปต์
ที่เชื่อว่างูซึ่งมีชื่อว่า อาเปปิ ของอียิปต์มีงูชื่อ อาเปปิ กลืนดวงอาทิตย์เข้าไป
ส่วนทางอินเดียเรียกราหูว่าหัวมังกร และเรียกพระเกตุว่าหางมังกร ซึ่งก็ตรงกับฝรั่งที่เรียกราหูว่า
Dragons head และเรียกพระเกตุว่า Dragons tail
ขอโทษนะออกเสียงพลาดมากเลย
tail เนี่ยนะไม่น่าเชื่อเลยวันนี้ออกเสียงพลาดมากเลย ฝรั่งเรียกราหูว่า
Dragons head เรียกพระเกตุว่า Dragons tail พอ ๆ กับอินเดียเรียกราหูว่าหัวมังกร
และเรียกพระเกตุว่าหางมังกร คือ
ราหูมีรูปร่างเหมือนฝูซีกับหนวี่หวานั่นแหละ คือ ครึ่งคนครึ่งงู ท่อนบนเป็นคน
ท่อนล่างมีหางเป็นมังกร
มีวรรณกรรมของอินเดียประกอบเหมือนกันนะ
เขาบอกว่าราหูเป็นลูกของท้าวท้าววิประจิตติ หรือเวปจิตตีสูร พวกเรารู้จักกันในชื่อของเวปจิตรสูร
วิประจิตติ
เวปจิตตีแปลว่า มีสติไม่ค่อยจะดีนัก ที่ไม่ค่อยดีนัก เพราะสมัยที่ตัวยังเป็นอสูรสติดี
ๆ เนี่ย ตัวชอบแกล้งฤาษีที่เขาบำเพ็ญพรต ฤาษีท่านนั่งเข้าฌานอยู่ดี ๆ ก็เอามือไปตบหัวท่าน
พอท่านตกใจตื่นขึ้นก็ดีอกดีใจ ฤาษีเลยสาปเลยว่า ขอให้เองนั้นนอน พอนอนตื่นขึ้นต้องลุกขึ้นมาร้องในตอนดึกด้วยความตกใจเสมอ
จึงชื่อว่าเวปจิตตีสูร
ท้าวเวปจิตตีกับนางสิงหิกา ก็มีลูกคือราหู แต่ในบางสำนวน ในบาง เวอร์ชั่นบอกว่าพระเกตุเป็นอสูรนะ
ชื่อว่า ไสญหิไกย หรือสิงหิไกย เป็นลูกของนางสิงหิกา
ราหูหรือ
พระเกตุนี่แหละ ตอนที่เทวดากับอสูรเขาช่วยกันกวนน้ำอมฤตกัน ไม่ได้ไปนะน่ะ
ไม่ได้ไปช่วยเขานะ ราหูกับพระเกตุไม่ได้ไปหรอก แต่พอมีน้ำอมฤตออกมาแค่นั้นแหละ
ราหูก็ชุบมือเปิบว่างั้นเถอะ นั่นคือแปลงตัวเป็นเทวดา ไปกินน้ำอมฤตกับเขาด้วย
แต่ก็มิได้รอดพ้นสายตาของพระอาทิตย์กับ
พระจันทร์ พระอาทิตย์กับพระจันทร์ก็นำความนี้ไปทูลฟ้องพระนารายณ์ ว่า บัดนี้ราหูได้แปลงตัวมากินน้ำอมฤตแล้ว
พระนารายณ์ก็เอาจักรขว้างถูกตัวราหูขาดเป็นสองท่อน แต่ไม่ตาย เพราะดื่มน้ำอมฤตไปแล้ว
ท่อนหัวก็กลายเป็นราหู ท่อนหางก็กลายเป็นพระเกตุ
ด้วยเหตุนี้พระราหูจึงไม่ชอบ
พระอาทิตย์และพระจันทร์ เพราะอะไร เพราะพระอาทิตย์กับพระจันทร์ปากบอน ไปฟ้องพระนารายณ์
ราหูจึงถือว่าเมื่อไหร่ที่เจอกันเข้า ต้องจับมันกิน เพราะฉะนั้นเราจะได้ยินเรื่องของสุริยคราส
จันทคราสเกิดขึ้น ก็คือราหูอมจันทร์ อมพระอาทิตย์นี่เอง
เรื่องนี้ผมเคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งแล้ว
ในวรรณกรรมสองแควยาวมากเลยในตอนนั้น ในเรื่องของกุมารามาวตาร
บางตำนานมีการกล่าวถึงมังกรวัวตัวหนึ่ง
มังกรวัวตัวหนึ่งมีนิสัยตะกละ ชอบกินคน เลยถูกสาปให้ตัวขาด มังกรเนี่ยตะกละกินคน
เขาเลยสาปให้ตัวขาด ที่เรียกว่ามังกรวัวก็เพราะอะไร เพราะว่าเป็นงูแต่มีสองเขา
เลยเรียกว่ามังกรวัว นิทานอินเดียมีกล่าวถึงสัตว์
มีเรื่องกล่าวถึงสัตว์มีหัวเป็นวัว มีหางเป็นมังกรเหมือนกัน
ระบบการนำเอาสัตว์เอาพืชมาเป็นสัญลักษณ์ของมนุษย์ หรือระบบ Totem ชาติทั่วโลกมีเหมือนกันหมด
ในสมัยโบราณนั้นใช้สัตว์และพืชเป็นสัญลักษณ์ประจำเผ่า โดยเชื่อว่าบรรพบุรุษของเผ่าตนเองนั้น
มาจากสัตว์ประเภทนั้นประเภทนี้
ด้วยเหตุนี้แหละครับนิทานปรำปราหรือ myth ของชาติต่าง ๆ มักจะกล่าวว่า
เผ่าพันธุ์ของตนเป็นเชื้อสายของมังกร เช่น คนจีนก็บอกว่าตัวนะมีเชื้อสายมังกร
ถ้าคนล้านนาก็เชื้อสายพญานาคนะท่านนะ พญานาคทั้งล้านนา ทั้งอีสาน ทั้งพม่า
ทั้งมอญ เชื้อสายนาคทั้งนั้นแหละ ก็ดูเอาเถอะเพราะการสร้างโบสถ์สร้างวิหารนั้น
เอานาคมาประกอบกันเยอะ ส่วนเขมรนั้นเชื่อว่าตัวมีเชื้อสายตะกวด
จะยกตัวอย่างให้ฟังสักหน่อยหนึ่ง
ในเรื่องของนิทานปรัมปรา เช่น ปรัมปราของอาณาจักรน่านเจ้า ยกตัวอย่างของน่านเจ้า
นี่ก็เล่าว่ามีชายคนหนึ่งชื่อมุงสือทู้
ชื่อเป็นคนจีน
ที่จริงเป็นชื่อไทยอย่างหนึ่งก็ได้นะ มุงสือทู้ เขาไปหาปลาที่ทะเลสาป ยี่โล้ว
แล้วก็ไปจมน้ำตายในทะเลสาปนั้น
คำว่าทะเลสาปขอแทรกอีกสักนิด คำว่าทะเลสาป ทะเลสาปเนี่ยคำว่า ทะเล แปลว่า
แหล่งน้ำขนาดใหญ่ คำว่าสาป แปลว่า น้ำจืด ฉะนั้น ทะเลใช้เรียกแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำเค็ม
ส่วนทะเลสาป จะใช้เรียกแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำจืด แต่ก็ไม่เสมอไปนะ ทะเลสาบเดดซีนั่นน้ำเค็มจัดเลย
และ
สาป เขมรแปลว่า จืด นี่แทรกเข้ามา ตอนนี้ถึงตอนที่ว่า
มุงสือทู้ไปหาปลาที่ทะเลสาบยี่โล้วแล้วจมน้ำตาย
พอจมน้ำตายเนี่ย ภรรยาชื่อว่านางชาหู ภรรยาเห็นสามีจมน้ำตาย ก็มาร้องไห้ที่ทะเลสาบนั้น
ร้องไห้ไปร้องไห้มา
ขณะนั้นมีขอนไม้ขนาดใหญ่อันหนึ่ง ลอยมากระทบเท้าของนาง นางก็ตกใจวิ่งหนีมาพบลูกชายทั้งสิบของนาง
ก็พากันมามุงดู มุงดูที่ที่มุงสือทู้จมน้ำตาย
ทั้งหมดก็เห็นท่อนไม้นั้นกลายร่างเป็นมังกร
และมังกรก็ร้องถามว่า "ลูกฉันอยู่ไหน ลูกฉันอยู่ไหน" มังกรถามอย่างนี้เลยนะ
พวกลูก ๆ ของนางเนี่ยทั้งเก้าคนเนี่ยมีสิบนะ ไอ้เก้าคนนี่ ตกใจวิ่งหนีกันไปหมดเลย
เหลือคนสุดท้องไม่กลัว ไม่กลัวเลยเดินเข้าไปหามังกร
ไอ้ที่ไม่กลัวคงเพราะเป็นเด็กมั้ง ผู้ใหญ่หนีหมด ไอ้นี่ไม่รู้ว่าตัวอะไรเลยเดินเข้าไปหามังกร
และก็นั่งตรงนั้นแหละ ฝ่ายมังกรพอเห็นเด็กมานั่งใกล้ ก็เอาลิ้นเลียหลังเล่น
มังกรนะก็ชอบเล่น
หรือว่าจะยินดี จะเอ็นดูเด็กมั้ง ก็เลยเอาลิ้นเลียหลังเล่น คำว่า "หลัง"
ภาษาพื้นเมืองเขาเรียกว่า "ซิ้ว" ส่วนคำว่า "นั่ง"
ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า "ลุง" พวกนี้เขาเลยถือว่า เขามีตระกูลเป็น
"ต้นตระกูลซิ้วลุง" ของอาณาจักรน่านเจ้า
และพี่น้องทั้งสิบต่อมาก็แต่งงานกัน มีลูกมีหลานทุกคนในตระกูล และทุกคนในตระกูลก็จะสักรูปมังกรไว้บนร่างกาย
มีลูกหลานสืบมาเป็นตระกูล ทุกคนก็จะสักรูปมังกรบนร่างกายเป็นเครื่องหมายประจำตระกูล
นี่เครื่องหมายประจำตระกูล ตามนิทานปรัมปราของอาณาจักรน่านเจ้า สักมังกรไว้
คนไทยเราก็นิยมสักนะมังกรนะ
เคยมีเพลงลูกทุ่งเพลงหนึ่งนะ ที่จะสักมังกรกี่หัวก็ไม่รู้แหละ แต่สักไปสักมามันเจ็บ
ก็เลยเหลือเป็นไส้เดือนอะไรก็ไม่ทราบ ตอนแรกจะเอาเก้าหัว ต่อมาเหลือแปด
เจ็ด หก ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง และไม่ต้องมีหัวเลย นี่เขาสักมังกร
เรื่องของพวกน่านเจ้ามันคล้ายกับนิทานปรำปราของกำเนิดชนชาวอ้ายลาว อันนี้ในหนังสือเรื่อง
เรื่องของชาติไทย หนังสือชื่อ เรื่องของชนชาติไทย ซึ่งท่านเจ้าคุณอนุมานราชธนได้เขียนเล่าไว้
เล่าว่า หญิงคนหนึ่งชื่อว่าซ้ายัด ซ้ายัดนี่อาศัยอยู่แถบภูเขาอ้ายลาว
มีอยู่วันหนึ่งนางไปจับปลาที่แม่น้ำไปถูกต้นไม้ที่จมอยู่ พอไปถูกต้นไม้ที่จมอยู่
ไปโดนต้นไม้เท่านั้นแหละ นางตั้งครรภ์เลย ตั้งครรภ์เองอย่างประหลาด กำเนิดบุตรสิบคน
วันหนึ่งต้นไม้นั้นกลายร่างเป็นมังกร
ปรากฏขึ้นเหนือน้ำ นางถามว่า คลอดบุตร ขอโทษ ไม่ใช่นางถาม ก็ถามนางว่า
"คลอดบุตรแล้วใช่ไหม เวลานี้บุตรอยู่ไหน"
ฝ่ายพวกลูกของนางทั้งสิบได้ยินก็ตกใจวิ่งหนี
แต่ลูกคนเล็กหนีไม่ทัน ไปนั่งพิงอยู่ข้างหลังมังกรด้วยความตกตะลึง มังกรก็เลียเด็กนั้น
นางซ้ายัดจึงตั้งชื่อเด็กชายคนนั้นว่า เก๋าหล่ง เก๋า แปลว่า พิง หล่ง แปลว่านั่งหรืออาศัย
เมื่อเด็กทั้งสิบโตขึ้น พี่น้องทั้งเก้าเห็นน้องชายหรือเก๋าหล่งมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด
จึงยกย่องให้เป็นหัวหน้า ต่อมาก็ได้แต่งงานแต่งการกัน มีลูกหลานมากมายแตกแยกเป็นสาขากว้างขวาง
ล้วนแต่เรียกตัวเองว่าพวกอ้ายลาว ชาวอ้ายลาวโดยส่วนใหญ่ในยุคนั้นจะสักรูปมังกรไว้ที่ร่างกายเป็นสัญลักษณ์
นี่ก็เป็นของพวกอ้ายลาว
จะสักรูปมังกรเป็นสัญลักษณ์ ถ้าสังเกตดี ๆ ว่าทางตอนใต้ของจีนจะนิยมสักรูปมังกร
ก็ที่ว่าไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรน่านเจ้าหรืออย่างไรก็แล้วแต่
อาณาจักรน่านเจ้าถ้าท่านสนใจจะศึกษาให้ละเอียดนะครับ
ก็มีจารึกอยู่หลักหนึ่งนะท่านนะ ชื่อจารึกน่านเจ้า หรือ กิมเจียะซุ่ยผิ่น
ซึ่งขุนนางชื่อหวางฉั่นเขาจัดการแต่งขึ้น
ก็พอดีหมดเวลาครับในวันนี้ จะได้กล่าวถึงมังกรในตอนต่อไปอีก สำหรับวันนี้ผมนายประจักษ์
สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ พบกันใหม่ครับ