สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ
รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านผู้ฟังอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์
สายแสงดำเนินรายการ
ย้อนกลับไปถึงเรื่องหิโตปเทศ ที่ได้นำกราบเรียนฟังไปเมื่อคราวที่แล้ว เราไปถึงตอนที่ว่าอำมาตย์ผู้หนึ่งคือ
วิษณุศรมัน ก็รับที่จะสอนพระโอรสนะฮะ ทั้งนี้ก็เพราะอะไร เพราะว่าพระราชาก็ขอวิษณุศรมันเนี่ยะมอบอำนาจให้เลย
ในนี้บอกว่าจะขอมอบอำนาจให้ ท่านเป็นผู้สั่งสอนนิติศาสตร์แก่ลูกของเรา
นี่ละครับที่พูดอย่างนี้ พระราชาพูดด้วยความเคารพนะฮะ ด้วยความเคารพเป็นอย่างยิ่งใช้อย่างนี้เลย
นี่เป็นลักษณะของการติดต่อของคนเป็นครู พระราชาติดต่อกับคนเป็นครู จะให้เกียรติกับคนเป็นครูมากทีเดียว
เพราะครูนั้นเป็นผู้ที่มีความรู้เหมือนนักปราชญ์ และก็เป็นผู้มีความประพฤติดีอย่างกับฤๅษีอะไรทำนองนั้น
เพราะฉะนั้นก็ให้เกียรติครูมาก
ทางฝ่ายครูเอง คือ วิษณุศรมันก็กล่าวว่า วิสัยคนมีปัญญา ย่อมใช้เวลาไปในการศึกษาศิลปวิทยาและโคลง
ฉันท์ กาพย์ กลอน แต่คนโง่เขลาย่อมใช้เวลาประพฤติชั่ว สำหรับการกินและการวิวาท
แม้นี่พูดดีทีเดียว ที่พูดนี้ก็พูดรวม ๆ พระโอรสก็นั่งอยู่ที่นั่นด้วย
จากนั้น อ้า... วิษณุศรมันก็กล่าวกับพระโอรสว่า เพื่อที่จะให้เป็นที่เพลิดเพลินพระหฤทัย
ข้าพเจ้าจะขอเล่านิยายแปลก ๆ ว่าด้วยเรื่อง กาและเต่า และเรื่องอื่น ๆ
ถวาย
พูดไว้ชัดเลยว่าด้วยเรื่อง กา และ เต่า ก็แปลว่า เรื่องที่จะนำมาใช้ในการเรียนนิติศาสตร์เนี่ยะ
เป็นเรื่องที่ตัวละครให้เป็นสัตว์นะครับ ตัวละครเป็นสัตว์ เราเรียกเรื่องประเภทนี้ตามแบบของคติชนวิทยาว่า
animal tail นิทานเรื่องสัตว์ และนิทานเรื่องสัตว์นี้ ที่จะนำเข้ามานี้
นิทานประเภท didactic tail ประทานโทษเถอะครับ (ไอ)
didactic tail ก็เป็นนิทานที่ใช้ในการสอนธรรมะ ในการสั่งสอนใช้อย่างนั้น
แล้วก็ didactic tail ที่นำสัตว์มาเป็นตัวละครนั้น บางทีเราเรียกว่านิทานคติ
(ไอ) ทานโทษครับ เพราะมุ่งจะสอนคติ คติธรรมต่าง ๆ ภาษาอังกฤษใช้ว่า fable
พระราชบุตรพอทราบว่ามีนิทานเล่าในเรื่อง
กาและเต่า ก็ดีใจ โปรดให้เล่าเรื่องให้ฟัง ถึงกับบอกโปรดได้เล่านิยายนั้นให้ฟังเถิดนะครับ
ท่านผู้ฟังอาจจะสับสนสักนิดหนึ่ง เพราะผมพูดให้สับสนเอง ระหว่างคำว่านิทานกับนิยาย
ในเรื่องของหิโตปเทศเนี่ยะ ใช้คำว่านิยายแทนคำว่านิทาน แต่ถ้าเป็นทางวิชาคติชนวิทยาหรือวิชา
folklore นั้น คำว่านิทานนี้เป็นคำใหญ่ และนิยายเป็นคำย่อยลงมาของนิทาน
คำว่านิทาน นิทานพื้นบ้านเขาเรียกว่า folk tail
ส่วนนิยายนั้นทางภาษาคติชนวิทยาในภาษาอังกฤษเรียกนิยายว่า
regend ก็คือเรื่องเล่าที่มี อ้า หลักฐานประกอบ หลักฐานนั้นอาจจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติหรือชื่อต้นไม้
ชื่อสัตว์ ชื่อคน แล้วแต่เถอะ แต่ในหิโตปเทศที่ผมกำลังนำเสนออยู่นี้ ใช้คำว่านิยาย
ในความหมายของคำว่านิทาน คือ วรรณกรรมโดยทั่ว ๆ ไปเนี้ยะครับ
วิษณุศรมันทำหน้าที่เป็นครูนี้ ก็จะได้เล่านิยายให้พระโอรสฟัง ก่อนที่จะเล่าวิษณุศรมันก็กล่าวกับพระโอรสว่า
ขอให้พระองค์ตั้งพระหฤทัยฟัง จะได้เริ่มต้นนิยายเรื่องการผูกมิตร
เริ่มต้นนิยายเป็นเรื่องของการผูกมิตรนะครับ หิโตปเทศเป็นหนังสือในเชิงรัฐประศาสนศาสตร์หรือ
public administration ขณะเดียวกันเป็นหนังสือทางนิติศาสตร์ด้วยนะครับ
แต่จุดมุ่งหมายจริง ๆ นั้น พระราชาต้องการใช้พระโอรสเนี่ยะ เรียนในเชิงของนิติศาสตร์
แต่เรื่องที่นำมาเล่าถวายนี้เป็นเรื่องการผูกมิตร ซึ่งมีหลักรัฐศาสตร์
ขณะเดียวกันการใช้คำพูดต่างๆ เป็นหลักนิติศาสตร์โดยตรงทีเดียวล่ะครับ
ข้อความเริ่มบทแห่งการผูกมิตร ของนิยายเรื่องนี้ วิษณุศรมันกล่าวว่า ผู้ที่มีปัญญา
น้ำใจสูง มาเป็นมิตร ถ้าเราได้ผู้มีปัญญา มีน้ำใจสูงมาเป็นมิตร แม้เขาจะไร้ทรัพย์อับกำลังก็ตาม
อาจจะช่วยแก้ไขเหตุติดขัดลุล่วงไปได้โดยเร็ว เหมือนดังกา เต่า และกวาง
และหนู เนี่ยะ
เริ่มต้นนะครับก็บอกมาเลยว่า เรื่องที่จะพูดเป็นเรื่องของสติปัญญา เป็นเรื่องของการคบมิตร
และตัวละครก็มีกา เต่า กวาง และหนู เป็นตัวละครเอก อันนี้ใช้ main character
เลยนะฮะ ตัวละครเอก คือ กา เต่า กวาง และหนู ส่วนตัวละครอื่นเป็นตัวละครประกอบ
พระราชบุตรพอได้ยินเช่นนั้นก็มีความสนพระทัยเป็นอันมาก เพราะพระราชบุตรคงเป็นเด็กอยู่
เพราะฉะนั้นจึงอยากจะฟังเรื่องเกี่ยวกับที่มันสนุกสนาน เป็นเรื่องของสัตว์ทั้งหลายนะครับ
เด็ก ๆ กับสัตว์เป็นของคู่กัน เพราะเค้าเล่นด้วยกันมาตลอด ต่างจากปัจจุบันซึ่งเด็ก
ๆ จะเป็นของเล่นคู่กับพวกเว็บต่าง ๆ
เรื่องก็เล่าขึ้นต้นมาว่า เริ่มเรื่องเลยนะครับ คราวนี้นะครับ เริ่มต้นว่า
มีกาตัวหนึ่ง มีกาตัวหนึ่ง กาตัวนี้นะครับมันมีชื่อด้วยนะท่านนะ ชื่อ ละฆุปะตะนะกะ
โอ๊ยชื่อยาวอย่าไปจำเลย มีกาตัวหนึ่ง กาตัวนี้ กาตัวนี้พอตื่นเช้าขึ้นมาแค่นั้นนะครับ
กาก็มองไปดู ก็เห็นนายพรานคนหนึ่งเดินมา
นายพรานนี้นะสำหรับกา นายพรานก็เป็นพญามัจจุราชทีเดียวนะครับ เพราะคอยล่าสัตว์เสมอ
กาพอมองเห็นพรานเดินมาเท่านั้น กาก็ตกใจรู้สึกว่าวันนี้มันเป็นวันที่อับโชคเหลือเกิน
มันเป็นวันแห่งเคราะห์ร้ายแล้วกระมัง พอตื่นเช้าขึ้นมามองเห็นพรานเดินมาอย่างนี้
มันเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาเลย สำหรับใครก็แล้วแต่เถอะ มันไม่น่าจะพึงปรารถนานั้น
กามองเห็นดังนั้นก็รู้สึกว่าไม่ค่อยจะพอใจนักนะครับ มีความรู้สึกไม่ดีนัก
ก็ธรรมดากาเองก็รำพึงกับตัวเองว่า ...ธรรมดาว่าคนโง่... เนี่ยะกา กาถือว่าเป็น
คนโง่ ...ธรรมดาว่าคนโง่ กระทบเหตุอันพึงสลดและน่ากลัวแล้ว ก็สลดวันละพันหน
ตกใจวันละร้อยครั้ง แต่ผู้มีปัญญาหาสะทกสะท้านหวั่นไหวไม่... คนมีสติปัญญานั้นไม่กลัวหรอกครับ
ไม่สะทกสะท้านกับอะไรทั้งนั้น แต่คนที่สติปัญญาน้อยนั้น เจอะพบอะไรที่ทำให้น่าสลดใจ
ให้น่ากลัวก็กลัวไปหมด กลัววันละพันหน ตกใจวันละร้อยครั้ง ถ้าคนมีปัญญาจะไม่ตกใจ
การพูดอย่างนี้พูดในเชิงของความจริง
ระหว่างคนมีปัญญาน้อยกับคนมีปัญญามาก และคนมีปัญญามากไม่ค่อยสะทกสะท้านอะไร
จะพูดในเชิงของอภิปรัชญาก็ว่าได้ แต่มันก็ไม่ใช่ความแท้จริงของชีวิตเสมอไป
บางทีคนมีปัญญามากกลัวก็มีนะครับ
จากนั้นกายังนึกออกไปอีกว่า นึกนึกในใจว่า ตื่นขึ้นทุก ๆ วัน พึงรู้สึกว่า
อันตรายอยู่ใกล้แล้วความตาย ความป่วยไข้และความทุกข์โศก อาจตกทับเราในวันนี้ได้
กาคิดอย่างนี้ คิดอย่างนี้ เป็นอภิปรัชญา หรือเป็น metaphysic หรือเป็นความแท้จริงของชีวิตมนุษย์จริง
ๆ ละครับ เพราะชีวิตมนุษย์ของเรานั่นนี่นะครับ เราจะต้องรู้สึกอยู่เสมอว่าอันตรายอยู่ใกล้ตัวแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นความตาย ความเจ็บป่วย ความทุกข์โศก เนี่ยะเกิดขึ้นกับเราในวันนี้ได้ทั้งนั้น
นี่เป็นความแท้จริงของชีวิต
ฉะนั้นจะเห็นว่า เรื่องหิโตปเทศนำเสนอความแท้จริงของชีวิต แม้แต่เพียงกาตื่นขึ้นเห็นนายพราน
พอเห็นนายพรานการู้สึกตกใจ ขณะเดียวกันก็คิดเสียว่า อะไรจะเกิดมันก็เกิดในชีวิตนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอันตรายทั้งหลาย กาคิดอย่างนี้
ที่เล่าอย่างนี้ก็เพื่อเป็นการให้พระโอรสได้เห็นความแท้จริงของชีวิต ได้เห็นสัจธรรมหรือทูลของชีวิต
แต่เวลาเล่า เล่าโดยให้ตัวละครที่เป็นกาแสดงทัศนะออกมา พระโอรสจงได้ตั้งพระทัยฟัง
เพราะคงจะชอบเรื่องของสัตว์ชนิดต่าง ๆ อยู่ จากนั้นกาตัวนี้แหละครับ กาตัวชื่อยาว
ๆ นี่ละ ละฆุปะตะนะกะ เนี่ยะ ก็บินตามพรานไปห่าง ๆ ดูว่าพรานเค้าไปไหน
นายพรานคนนี้แกถือข่ายดักนกไป
เป็นข่ายขนาดใหญ่ พอไปถึงสถานที่สถานที่หนึ่ง แกก็กางข่ายดักนกลง โปรยเมล็ดข้าวลงนะครับ
โปรยเมล็ดข้าวแล้วก็กางข่าย เพื่อให้นกทั้งหลายลงมากินเมล็ดข้าว จะได้ติดตาข่ายนั้น
ก็ได้ผลสมปรารถนาแหละครับ พอโปรยเมล็ดข้าวปั๊บ ก็มีนกพิราบฝูงหนึ่งบินมา
ตอนนี้ไข้หวัดนกระบาด นกพิราบฝูงนี้บินมาบ้านเราเสร็จแน่ในช่วงนี้ แต่ตอนนี้หมดไปแล้วซึ่งไข้หวัดนก
นกพิราบฝูงหนึ่งบินมา มีหัวหน้านกมาด้วย หัวหน้านกเรียกว่าพญานกพิราบ นี่ก็มีชื่อเพราะนะนกพิราบ
มีชื่อว่า จิตครีวะ
จิตครีวะ
นี้พาพวกนกพิราบทั้งหลายบินมา นกพิราบตัวอื่นๆ พอมองเห็นเมล็ดข้าวเข้าก็ธรรมดา
นกกับอาหาร ก็บินลงมาทันทีเลย จะไปจิกเมล็ดข้าวกิน ฝ่ายจิตครีวะนั้นเห็นดังนั้นก็รีบเตือนทันที
เรียกว่า เตือนบริวารของตัว เตือนนกพิราบทั้งหลายว่า อย่าพึ่งลงไปกินข้าวนั้นเชียวนะ
พิจารณาดี ๆ เสียก่อน อย่าพึงโลภเกินไป" เดี๋ยวจะเกิดเรื่อง
บอกไม่ให้โลภ และยังพูดเป็นคำพูดที่ดีมากว่า อย่าโลภนะไม่งั้นจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ
นกพิราบบอกว่า คนเดินทางคนหนึ่งมีความโลภในกำไลทอง จนตกลงไปในปลักโคลนเหลือที่จะขึ้นมาได้
เลยถูกเสือเฒ่าลากเอาไปฆ่าเสีย
พอพูดอย่างนี้ปุ๊บ บริวารนกพิราบทั้งหลายก็ตกใจ
เอ้า ทำไมล่ะทำสั่งลงไปกินข้าว ทำไมบอกว่าไม่ให้ลงไปกินแล้วยังยกอะไรขึ้นมาพูดเมื่อกี้
ว่าคนโลภคนหนึ่ง เป็นคนเป็นชายเดินทางนี้ อยากได้กำไลทอง ก็เลยลงไปเอากำไลทอง
ก็ปรากฏว่าตกลงไปในโคลนขึ้นไม่ได้ เลยถูกเสือลากเอาไปกิน มันมีอะไรรึ
นี่ขนาดจะลงไปกินข้าวอยู่แล้วนะ พญานกพิราบย้ำ อุตส่าห์บอกว่า มันมีเรื่องสิ
จำจะเล่านิทานให้ฟัง ตกลงฝูงนกพิราบหยุดฟังนิทานเสียก่อน กำลังจะลงไปกินหญ้า
เลยยังไม่ต้องลงหรอก ในนิทานนั้นก็มีเรื่องอยู่ว่า (กระแอม)
ครั้งหนึ่งเนี่ยะ ครั้งหนึ่งเนี่ยะ พญานกพิราบเนี่ยะไปเห็นเสือเฒ่าตัวหนึ่งอาบน้ำ
เสือเฒ่าคือเสือแก่ เสืออายุมากนะครับ เสือเฒ่าตัวหนึ่งอาบน้ำ ขณะที่เสือกำลังอาบน้ำนั้นก็มีชายผู้หนึ่งเดินทางมา
เดินทางผ่านไป เสือเฒ่านั้นอยากจะกินชายเดินทางผู้นี้ แต่ตัวก็แก่เฒ่าแล้ว
จะลงไปไล่กัดเค้าก็คงไม่สะดวกนัก ก็เลยออกอุบายโดยบอกว่า เรานี้นะกำลังอาบน้ำอยู่และในอุ้งเท้าของเรามีกำไลทองด้วย
แต่ความจริงไม่ได้มีกำไลทองอะไรหรอก ในอุ้งเท้าของเสือก็มีแค่หญ้าคา ซึ่งคงจะถอนมาจากไหนไม่ทราบ
หญ้าคาก็สีเหลือง ๆ คงเป็นหญ้าคาแห้ง ส่วนชายคนนั้นอยู่ไกลออกไปคงเห็นไม่ชัด
เห็นแต่สีทอง ๆ อยู่ในอุ้งเท้าของเสือ เสือบอกว่าเชิญลงมาเลย มารับกำไลทองไปเถิด
ฝ่ายบุรุษผู้เดินทางมานั้น ชายผู้เดินทางมานั้น เกิดความโลภอยากได้ขึ้นมานะฮะ
อยากได้กำไลทอง คิดว่าตนมาพบแล้วนะ พบจะได้โชคได้ลาภแล้ว แต่อย่างไรก็แล้วแต่ก็ยังคิดว่าอาจจะเป็นอันตรายมั้ง
ไปรับกำไลทองจากเสือเนี่ยะ
อ้าด้วยความที่อยากได้กำไลแต่ขณะเดียวกันก็แล้วเสือนะครับ เสือนั้นก็ยื่นกำไลไห้ดู
ก็คือยื่นหญ้าคา มองให้ดูไกล ๆ ชายคนนั้นก็บอกกับเสือตรง ๆ ว่า ตนไม่ไว้ใจเสือหรอก
เพราะเสือเป็นสัตว์กินเนื้อ อาจจะกินตัวได้ จะกินตนเองได้
ฝ่ายเสือก็บอกว่าอย่ากลัวไปเลย เราเป็นเสือก็จริงแต่เป็นเสือแก่แล้ว เนี่ยะ
ระวังมันว่ามันเป็นเสือเฒ่านะนี่นะ ไม่ดุร้ายหรอก แล้วอีกอย่างหนึ่งเราได้ก็ได้รับการศึกษามา
พระฤๅษีซึ่งเป็นครูของเราเนี่ยะ ได้สอนให้เราเป็นเสือที่มีความเมตตากรุณานะ
แล้วก็บัดนี้เราก็แก่เฒ่ามาก เราไม่มีความโลภหรอก ไม่มีความอยากจะกินอะไรหรอก
เสือมันพยายามหว่านล้อมด้วยข้อความอันเฉลียวฉลาดทีเดียวหรอก
ยกตัวอย่างให้ฟังสักข้อความก็ได้ว่าหว่านล้อมอย่างไร จนชายคนนี้เชื่อถือเนี่ยะ
เสือบอกว่า "ผู้ใดเห็นภริยาของผู้อื่นเสมอด้วยมารดาตน" มองเห็นภรรยาคนอื่นเป็นแม่ตัวว่างั้นเถอะ
"เห็นทรัพย์ของผู้อื่น" เห็นทรัพย์สมบัติของผู้อื่น "เสมอดิน
เทียบได้กับก้อนดินเท่านั้น และเห็นสัตว์ทั้งหลายเสมอด้วยตน" มองดูสัตว์ทั้งหลายว่ามีชีวิตเหมือนตน
"ผู้นั้นคือบัณฑิต"
นี้ เสือมันบอกตัวมันเป็นบัณฑิตนะ มันมองดูใครก็แล้วแต่ว่ามีชีวิตเท่านั้นแหละ
ซ้ำยังบอกว่าบัณฑิตนั้น คนเป็นบัณฑิตเนี่ยะผู้รู้ ผู้ดีทั้งหลายเนี่ยะมองภรรยาคนอื่นก็มองเท่า
ๆ กับมองแม่ของตัวเอง มองทรัพย์สมบัติของผู้อื่น ก็มองพอ ๆ กับก้อนดิน
ไม่มีความอยากได้อะไรหรอก
เสือมันบอกสเป็คของมันอย่างนี้ ทำให้ชายผู้เดินทางนี้ตายใจ เสือมันพูดถ้อยคำน่าดูนะ
พูดตั้ง 10 กว่าประโยค เรายกแค่ประโยคเดียว เรายังรู้ว่าอีตาเสือมันมีความสามารถพูดทีเดียวล่ะ
มันทำว่ามันเป็น มันเป็นเสือที่ดี เป็นเสือที่มีความรู้ ชายนั้นก็เลยตายใจ
ก็ทำตาม ทำตามความชักชวนของเสือเลยท่าน นั่นคือลงไปอาบน้ำ
ลงไปปั๊บเดียวแค่นั้นแหละ
มันมันเป็นปลักโคลนนะตรงนั้นล่ะนะ ก็พอ ๆ กับรถตกหล่มนะท่าน ยิ่งลงไปโคลนยิ่งดูดลงไป
ชายคนนี้ก็หมดหวังจะขึ้นมา ขึ้นมาไม่ได้แล้ว ฝ่ายเสือเห็นดังนั้นดีใจก็ทำทีจะเข้าไปช่วยเหลือ
ดีใจจะเข้าไปช่วยแต่ความจริงหาได้ช่วยไม่ ไม่หรอก กลับเข้าไปแล้วก็ตะครุบแทน
ตะครุบเอาชายคนนั้นขึ้นมา ชายคนนั้นรู้ว่าตัวนั้นหลงกลเสือเสียแล้ว ก็รู้สึกโทษตัวเองนะครับ
บ่นเลยโทษตัวเอง
ไอ้การที่ชายคนนั้นโทษตัวเองเนี่ยะ บ่นออกมาเป็นการเตือนผู้อ่านนะครับ
ในที่นี้เป็นการเตือนพระโอรส ผู้ฟังนั้นแหละ เตือนว่าอย่างไงล่ะท่านว่า
"อย่าไว้ใจแก่แม่น้ำ" อย่าไว้ใจแม่น้ำนะ มันไหลเชี่ยวขึ้นเร็วลงเร็วแห้งเร็ว
จะน้ำท่วมก็แล้วแต่ สร้างบ้านอยู่ใกล้แม่น้ำก็อย่าไว้ใจแม่น้ำอะไรทำนองนั้นแหละครับ
อาจจะท่วมก็ได้นะครับ ไม่ใช่อย่าไว้ใจแม่น้ำอย่างเดียวหรอก บอกไว้เลยว่า
อย่าไว้ใจแม่น้ำ
"ผู้มีศาสตราในมือ"
ใครก็แล้วแต่มีอาวุธในมือ คนถืออาวุธนี้ระวังให้ดี อย่าวางใจนะครับ เค้าพกปืนเดินมาหาเราเนี่ยะ
อย่าวางใจครับ ใครมีอาวุธอยู่อย่าวางใจ (กระแอม) สอนไว้เลย "สัตว์มีเล็บ
สัตว์มีเขา" สัตว์ทั้งหลายที่มีเล็บ มีเขา จะเป็นเสือ เป็นวัว เป็นอะไรก็แล้วแต่
มันน่ากลัวทั้งนั้น เพราะทั้งเล็บทั้งเขานี้ ใช้ทำอันตรายได้ทั้งสิ้น นี่บอกไว้เลยอย่าไว้ใจสิ่งเหล่านี้
นี่เป็นการเตือนพระโอรส แต่มีการเตือนเพิ่มมาอีกอย่างหนึ่ง อย่าไว้ใจสตรีนะครับ
ทำไมจึงเตือนอย่างนี้ อภิปรายกันภายหลังเถอะ แต่ในตอนนี้บอกไว้ ท่านอย่าไว้ใจแม่น้ำ
อย่าไว้ใจผู้มีอาวุธในมือ อย่าวางใจสัตว์มีเล็บอย่างเสือ อย่างสิงห์ อย่าวางใจสัตว์มีเขานะครับ
นี่บอกเอาไว้
พระโอรสคงจะฟังแล้วคงจะพอพระทัย เออดีนะชายคนนี้ไปเสียท่าเสียทางอีท่าไหน
โดนเสือหลอกลงไป แล้วเสือเลยฆ่าเขาตายแล้วก็กินเขาเสีย เรื่องนี้จบน่าเกลียดมากทีเดียว
ถามว่าเรื่องที่ชายถูกเสือหลอกไปกินเนี่ยะ ใครเป็นคนเล่า คำตอบก็คือพญานกพิราบ
ที่ชื่อว่าจิตครีวะนี้ เล่าให้บรรดานกพิราบทั้งหลายฟังว่าอย่าโลภเชียวนะ
ถ้าโลภมากอยากได้มากก็จะตายเหมือนชายคนนั้นแหละที่ถูกเสือกิน ทำไมต้องเล่าให้บริวารฟังล่ะ
ที่เล่าให้นกพิราบทั้งหลายฟังก็เพราะนกพิราบกำลังลงไปกินข้าวที่เขาโปรยไว้
ที่นายพรานโปรยเอาไว้ โดยไม่ได้ดูเลยว่าข้าวที่โปรยไว้นั้นมีข่ายดักอยู่ด้วย
มีตาข่ายดักอยู่เนี่ยะเป็นการเตือนกัน เตือนบริวารนะครับ เตือนไว้ว่าอย่าลงไป
มีข้อความปรากฏเลยว่า คนเดินทางมีความโลภ ชายคนที่เดินทางมีความโลภ อยากได้กำไลทองคำ
ท้ายสุดก็ตกลงไปในโคลนขึ้นมาไม่ได้ ก็ถูกเสือแก่ลากไปกินเป็นอาหาร อาหาร
เพราะฉะนั้นเราต้องระวัง จะทำอะไรต้องรอบคอบ ยังไม่ควรทำอย่าทำลงไปเพราะทำลงไปมันก็จะมีผลเสียหาย
ฝ่ายบรรดานกพิราบทั้งหลายได้ฟังได้คิด แต่เผอิญมีนกพิราบตัวหนึ่งนะฮะ นกพิราบตัวนี้มันคงอยากกินอย่างเต็มที่
มันบอกเลยว่า เออมาพูดทำไมเรื่องอย่างนี้ "มาพูดทำไมหนอ เพียงการแสวงหาข้าวหาน้ำทั้งมวล
ในโลกนี้ยังต้องเต็มไปด้วยความระแวงภัยแล้ว จะประกอบกิจการงานด้วยอะไรได้ล่ะ
จะยังมีชีวิตอยู่กระไรได้" พูดเช่นนี้เลย
นกตัวนี้พูดเสร็จ นกพิราบทั้งหลายเออจริงเว้ย มัวแต่กลัวอยู่ไม่ต้องทำอะไรทั้งโลกนี้ทั้งนั้นแหละ
นึกเช่นนี้ก็พากันทั้งฝูงบินลงไปจิกเมล็ดข้าว รวมทั้งพญานกพิราบ เขาโหวตกันอย่างนั้น
นกทั้งฝูงลง พญานกก็ต้องลงไปด้วยเขา เพื่อลงไปคุ้มกันบริวารทั้งหลาย ปรากฏลงไปติดข่ายทั้งหมดเลยครับ
ถูกข่ายคลุมทั้งหมด
พอรู้ว่าติดข่ายแค่นั้นนกพิราบทั้งหลายก็ตกใจซิครับ ตกใจกันใหญ่เลย ทำไมจึงตกใจล่ะ
ก็เพราะว่าเสร็จแน่ครานี้ล่ะตัวตายแน่ ไปไหนไม่รอดแน่ ในความตกใจนั้น นกต่างก็กล่าวโทษนกพิราบตัวที่บอกให้ลงมาเนี่ยะว่ากันไปว่ากันมาอยู่นั่นแหละ
พญานกเห็นว่าไม่ควรไปกล่าวโทษนกที่ชวนลงมาหรอก เพราะอะไร เพราะว่ามันเป็นยามเคราะห์ร้าย
เพราะฉะนั้นไม่น่า ไม่น่าจะไปโกรธเขาหรอก อย่ามัวแต่เถียงกันเลย หาทางแก้ปัญหากันดีกว่า
เออนี่ ที่จริงน่ะไม่รู้ว่าจะเถียงกันทำไม ว่าใครผิดใครถูก ตำหนิกันไปทำไม
ในเมื่อมันมีปัญหาอย่างนี้ ช่วยกันแก้ปัญหาดีกว่าที่จะมัวเถียงกันอยู่
พญานกพิราบบอกไว้เลยว่า "ผู้ใดสามารถปลดเปลื้องความวิบัติของผู้เคราะห์ร้ายให้พ้นได้
ผู้นั้นนับเป็นมิตร ผู้ที่สามารถแต่ปาก คอยติเตียนหยิบข้อผิดในเชิงที่จะช่วยให้พ้นภัยหาใช่มิตรไม่"
คนที่คอยแต่ติเตียนหยิบข้อผิดเรามาเพื่อตัวเองจะพ้นจากภัยนั้น คนนั้นไม่ใช่เพื่อนเราหรอก
แต่เพื่อนนั้นเป็นผู้แก้ไขความวิบัตินะฮะ ของผู้ที่เคราะห์ร้ายได้ ถ้าเราเคราะห์ร้ายนะครับและเพื่อนมาช่วยแก้ไขความวิบัติให้เรา
เมื่อนั้นเราถือว่าคนนั้นเป็นเพื่อน คนนั้นเป็นมิตร
เพราะฉะนั้นอย่ามัวแต่เถียงกันเลยนะครับ เพราะอะไร เพราะว่าถ้าเถียงกัน
ก็มีแต่ความวิบัติจะเกิดขึ้น เราไม่ควรจะไปเถียงกัน แล้วก็บอกว่าคนที่เป็นบัณฑิตนั้น
ควรจะมีลักษณะอย่างไง บอกไว้เลยว่า ในยามทุกข์เนี่ยะ ในยามเป็นทุกข์เนี่ยะ
ในยามเป็นทุกข์ ตอนนี้นกพิราบทุกข์ทุกตัวแล้ว ติดข่ายน่ะไม่รู้จะตายจะรอด
พญานกพิราบก็เลยบอกว่า "ในยามทุกข์มีใจหนักแน่น" ใครบ้างล่ะที่ในยามได้รับความทุกข์ยากจะมีใจหนักแน่น
"ในยามสุขมีใจสงบเสงี่ยม ในที่ประชุมพูดด้วยความองอาจ ในสนามรบก็เป็นคนมีใจแกล้วกล้า
ในความเป็นใหญ่ ในเมื่อได้เป็นใหญ่ก็มีความนิยมยินดี ในการศึกษาก็มีความเพียรความพยายาม
เหล่านี้เป็นสมบัติแก่ผู้ที่เป็นใหญ่" นั้นนกพิราบทั้งหลายเลยว่า
ในยามทุกข์ขอให้มีใจหนักแน่น นกพิราบทุกตัวต้องมีใจหนักแน่นนะ
แล้วก็บอกไว้อีกว่า คนที่เป็นคนเก่งนั้นไม่ฮึกเหิม ในสมัยสุข ในขณะที่มีความสุขก็ไม่ฮึกเหิม
ไม่ซบเซาในสมัยทุกข์ เมื่อมีความทุกข์ก็ไม่ถึงกับซบเซา หนักแน่นในสงคราม
ในการทำสงครามต้องมีความหนักแน่น
แล้วบอกว่า "มารดาจะคลอดบุตรให้มีลักษณะทั้ง 3 อย่างนี้ ยากนัก"
แปลว่า คนที่จะได้ขนาดนี้หายาก คนอย่างไงล่ะครับที่จะมี ที่จะหาได้ยากในโลกเรา
คนจะหาได้ยากคือคนที่ไม่ฮึกเหิมในขณะมีความสุข ไม่ซบเซาในขณะมีความทุกข์หรือมีปัญหา
และก็มีความหนักแน่นในการทำสงคราม เขาบอกอย่างนี้
จากนั้นพญานกพิราบก็พูดอีก
คราวนี้ผมจะยกภาษาสันสกฤต ซึ่งเคยพูดให้ฟังคราวที่แล้วมา ในภาคภาษาสันสกฤตเขาบอกว่า
สินโทสนหปุเรเส เนหหัวตวยา ภูติวนิชยา นิทรา ตันทรา ภยันกโรท อาราสยัมทะ
ฑีการะตะ สุตัตตา ในโลกนี้ผู้หวังความเจริญพึงหลีกห่างโทษ 6 ประการ โทษ
6 ประการ หรือสิ่งเลวร้าย 6 ประการ ต่อไปนี้เนี่ยะผู้ที่หวังความเจริญให้หลีกเสีย
คือ 1.นิทรา ความง่วงเหงาหาวนอน ประการที่ 2 ตันทรา ความเซื่องซึมไม่ว่องไว
ประการที่ 3 ภยัน ความกลัว ความขลาด ประการที่ 4 โทสะ ความโกรธอยู่เสมอ
ประการที่ 5 อารสยัม ความเกียจคร้าน และประการที่ 6 ฑีคารตะ สูตัตตา คือ
การผลัดเพี้ยนเวลาครับ
นี่เป็นข้อความที่พญานกพิราบ ที่มีชื่อว่าจิตครีวะ ได้พูดให้นกพิราบทั้งหลายฟัง
ในขณะที่พูด นกพิราบทั้งหมดนั้นติดข่ายของนายพรานอยู่ด้วย แม้นกพวกนี้ขณะติดข่ายก็ยังมีเวลาพูดอะไรที่เป็นปรัชญานะท่านนะ
พูดอะไรที่แสดงความฉลาด
จากนั้นพอพูดเสร็จแล้ว พญานกพิราบก็บอกว่า วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือ ขอให้พวกเราพร้อมใจกันบินขึ้นพร้อม
ๆ กัน ทุกตัว ให้นกทุกตัวบินขึ้นพร้อมกัน ช่วยกันที่คลุมเรามันจะถูกเรายกออกไป
พอตกลงอย่างนั้นนกพิราบทุกตัวก็บินพร้อมกัน บินพาเอาข่ายของนายพรานลอยไปเลย
เพราะอะไร เพราะเขามีความสามัคคี มีความสามัคคีก็ย่อมจะช่วยกันได้ ช่วยกันนำข่ายนั้นออกไปครับ
บินไปปรากฏว่า พอพาข่ายบินลงไป นายพรานเองก็พยายามตามไปด้วย ว่าจะทำอย่างไรดีจึงจะตามไปได้
นกก็บินไปเรื่อย นายพรานก็ตามไป ในที่สุดก็ตามไม่ทัน นกฝูงนั้นก็บินเอาข่ายคลุมตัวเองออกไป
พญานกนั้นก็ตรึกตรองดูว่าเราบินมาได้ก็จริง แต่เราไม่สามารถหลุดออกจากข่ายของนายพรานได้
ก็ต้องหาเพื่อนมาช่วย จะต้องหาคนมาทำลายข่ายนี้ออก ก็นึกถึงเพื่อนของตัวซึ่งเป็นหนู
เป็นพญาหนูตัวนี้หละนะ พญาหนูตัวนี้มีชื่อว่า หิรัณยกะ พญานกชื่อว่าจิตครีวะนะครับ
นกนี้มีเพื่อนเป็นหนู เขาก็เลยขอให้พรรคพวกของเขานี้บินไปลงใกล้ ๆ กับโพรง
โพรงที่พญาหนูนี้ พอบินไปถึงก็ขอร้องให้พญาหนูช่วยเหลือ พญาหนูได้กัดข่ายให้นกทั้งหมดออกมา
ปรากฏว่าพอบินไปถึงแค่นั้นแหละครับ พญาหนูก็ตกใจ แต่พอออกมาดูเห็นว่า พญานกซึ่งเป็นเพื่อนรักของตัวติดอยู่ในข่าย
ก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเราจะช่วยกัดข่ายให้ แต่เนื่องจากเราแก่แล้วจะกัดข่ายทั้งหมดเห็นจะไม่ได้
จะต้องขอกัดเฉพาะที่พญานกอยู่เท่านั้น ส่วนบริวารของพญานกต้องปล่อยให้ติดข่ายต่อไปเถิด
พอพูดอย่างนั้น พญานกก็บอกว่าไม่ได้หรอก เพราะเราเกิดมาเนี่ยะ ที่เราอยู่ได้ทุกวันก็อยู่เพราะลูกน้องของเรา
ถ้าพูดเป็นภาษาธรรมดานะฮะ ถ้าไม่มีลูกน้องเหล่านี้เราก็อยู่ไม่ได้ ถ้าท่านจะช่วยต้องช่วยลูกน้อง
ต้องช่วยบริวารเราก่อนจึงมาช่วยเราภายหลัง แต่ถ้าช่วยเราเพียงตัวเดียวหรือตัวเดียว
เราจะไม่ยอมหรอก
แม้มีการพูดกันนะฮะอยู่นานทีเดียวเลย การพูดไม่ใช่พูดธรรมดา ต้องพูดโดยใช้หลักของนิติศาสตร์นะท่านนะ
เป็นคำพูด ลองยกตัวอย่างให้ดูนะครับว่า ว่าพญานกพิราบพูดประการใดล่ะ ท่านลองฟังดูนะครับ
พญานกพิราบพูดกับพญาหนูว่า "สหายเอ๋ย" ที่เรียกว่าสหาย เรื่องนี้เขียนขึ้นก่อน
ก่อนจะมีคำว่า คอมเรส ในภาษาอังกฤษที่แปลว่าสหายที่บรรดาคอมมิวนิสต์เค้าเรียกกันนะท่านนะ
ยังไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์อะไรหรอก
"สหายเอ๋ย"
นะฮะ "ที่กล่าวมานี้เป็นหลักของนิติศาสตร์ก็จริงแต่ทว่า ข้าพเจ้ามิสามารถจะแลดูผู้ซึ่งอาศัยตัวเป็นที่พึ่ง"
หมายความว่า ไม่สามารถจะดูลูกน้องซึ่งจะต้องพึ่งตัวล่ะ ไม่สามารถดู เขาต้องพบกับความวินาศ
เพราะฉะนั้นจึงต้องขอร้อง
ขอร้องหนูว่า นี่วิธีพูดนะฮะ วิธีพูดของพญานกพิราบพูดกับพญาหนูว่า "ปราชญ์ย่อมสละทรัพย์สมบัติ
แม้ชีวิตก็สละได้ เพื่ออุปการะแก่ผู้อื่น เมื่อความตายเป็นของที่จะมีเป็นของแน่แท้แล้วก็จงสละชีวิต
ในทางที่ควรที่ดี" นะครับ นั่นก็คือยังไง ๆ เกิดมาก็ต้องตายแล้ว ถ้าเราจะตายก็ขอให้ตายเพราะทำความดีเถิด
เพราะเรานั้นพร้อมจะสละทรัพย์สมบัติ สละชีวิต เพื่ออุปการะแก่ผู้อื่น
โอ นี่ความเด็ดเดี่ยวนะของพญานกพิราบ บอกว่าเรายอมตาย แต่ขอให้ลูกน้องเราตายเลย
ไหน ๆ เราก็จะตาย แต่ถ้าจะตายก็ขอให้ตาย โดยที่มันดีกว่าจะตายธรรมดา แล้วยังบอกอีกว่า
"ในระหว่างบริวารของข้าพเจ้าเหล่านี้ ก็มีชาติเชื้อ มีโภคะและกำลังเสมอแก่ข้าพเจ้า"
บอกเลยว่ามีบริวารของตัว เขาก็มีชีวิตอะไรเสมอเท่ากับเราทุกอย่างแหละ เพียงแต่เขามาเป็นลูกน้องเราแค่นั้น
เราจึงบอกให้พญาหนูทราบซะก่อนว่า เมื่อไหร่และอะไรเล่าที่พาให้ข้าพเจ้ามีตำแหน่งเป็นหัวหน้าของเขา
เมื่อไหร่ และเพราะอะไร พูดง่ายๆ ว่า แจน แอน วาย นะฮะ
อะไรล่ะจะทำให้เรามีตำแหน่งเป็นหัวหน้าของเค้า
ถ้าหากว่าไม่ใช่การสละชีวิตเพื่อช่วยเขา แล้วพญานกก็บอกอีกว่า "โดยความจริงแล้ว
บริวารเหล่านี้ ไม่ได้รับอะไรจากข้าพเจ้า และยังไม่ทิ้งข้าพเจ้าไป เพราะฉะนั้นขอให้ช่วยชีวิตพวกเขาเหล่านี้ไว้ก่อน
ถึงแม้ข้าพเจ้าจะเสียชีวิตก็ตามที"
แล้วยังบอกอีกว่า ถ้าบุคคลเอาร่างกายซึ่งไม่ใช่ของจีรังยั่งยืนแน่นอนอะไรนัก
มาแลกเกียรติยศอันเป็นของถาวรนะครับ นึกมั้ยว่าร่างกายนั้นเป็นของบรรจุแต่สิ่งที่ไม่ดีทั้งหมดเอาไว้
เอามาแลกกับเกียรติยศ ซึ่งเป็นของดีมันจะเหมาะไหม ควรจะแลกกันไหมระหว่างสรีระกับเกียรติคุณ
มีส่วนผิดกันไกล สรีระคือร่างกาย จะสูญสิ้นในเวลาเดี๋ยวเดียวก็ได้ แต่เกียรติคุณนั่นสถิตสถาพรชั่วกัลปาวสาน
บอกไว้เลยว่า ตัวยอมสละชีวิตเพื่อให้บริวารทั้งหมดรอดพ้นจากความตายครั้งนี้
ตัวไม่กลัวอะไรหรอก เพราะตัวนั้นถือว่าเกียรติยศสำคัญกว่าร่างกายตายก็ตายไป
ขอให้มีเกียรติยศอยู่ โอยนี้ความคิดสำคัญทีเดียว มีความคิดอย่างกับจามรีในธิเบตอย่างนั้นแหละ
เคยมีข้อความปรากฏในโคลงโลกนิติ นะท่านนะ เขาบอกว่า ...จามรีขนข้องอยู่
หยุดปลด ชีพบ่รักรักยศ ยิ่งไซร้... เออจามรีก็เหมือนกันขนไปติดอะไรอยู่เนี่ยะ
ตัวจะตายก็ยอมแต่ไม่ยอมให้ขนตัวไปติดกับอะไรทั้งนั้น เพราะเขารักความสวยงาม
ส่วนพญานกพิราบไม่ได้รักความสวยงาม
รักเกียรติของตัว ในฐานะของตัวนั้นเป็นที่พึ่งของลูกน้องของบริวาร ฉะนั้นตัวยอมตายเพื่อบริวาร
จะได้ไม่มีใครเขาด่าว่าหลังจากตายไปแล้ว จะมีแต่คนสรรเสริญในเกียรติคุณ
ที่ยอมตายเพื่อบริวาร เพราะบริวารนกพิราบทั้งหลายเนี่ยะ พญานกพิราบเองไม่เคยให้อะไรเขาหรอก
แต่เขามาอยู่ด้วยเพราะเขาเคารพนับถือ ถ้าเคารพนับถือเรา เราก็ควรยอมตายเพื่อเขาได้
พญานกพิราบว่าอย่างนั้นนะท่านนะ
ฝ่ายพญาหนูหรือหิรัณยกะ ได้ฟังถ้อยคำเช่นนั้นก็ปลาบปลื้มใจ
ปลื้มใจที่บอกว่า เพื่อนของเราเนี่ยะ เป็นคนที่โอบอ้อมอารีในบริวารในลูกน้องนักหนา
คนอย่างนี้แหละเหมาะที่จะเป็นผู้ปกครอง มีการช่วยเหลือลูกน้อง
สมัยก่อนเขาคิดอย่างนั้นนะท่านนะ
เขาคิดอย่างนั้น แม้แต่ช่วยเหลือลูกน้อง สมัยก่อนเขาคิดอย่างนั้นนะท่านนะ
เขาคิดอย่างนั้นแม้แต่ในภาษิตของไทยเขาบอกว่า "อันข้าไทได้พึ่ง เค้าจึงรัก"
บอกไว้เลย ถ้าเขาพึ่งเราไม่ได้ เขาก็ไม่รักเราหรอก
พญานกพิราบคงคิดอย่างนั้น จึงจะยอมตาย เพื่อให้บริวารรอดตาย ฉะนั้นจึงขอให้หิรัณยกะกัดข่ายที่มันคลุมบริวารนกพิราบออกเสียก่อน
ส่วนตัวเองจะเป็นอย่างไงก็ไม่ว่า ปรากฏว่าหิรัณยกะตกลงกัดข่ายทั้งหมดออกเลย
นกพิราบทั้งหมดก็เป็นอิสระ
พอนกเป็นอิสระแล้ว หิรัณยกะก็พูดกับนกทั้งหลายด้วยความสุภาพ แสดงความยินดี
แล้วหันไปพูดกับพญานกพิราบว่า "เพื่อนของเราเอ๋ย ที่ต้องมาติดข่ายเช่นนี้ก็เพราะเวรกรรม
อย่าได้ไปคิดน้อยใจว่าเป็นความผิดของท่านนะ ที่จริงไม่ใช่ความผิดหรอก แต่มันเป็นเวรกรรม"
แล้วก็ยกข้อความอันเป็นข้อความที่แถลงความจริงขึ้นมาว่า "ในโลกนี้นกซึ่งแลเห็นมังสาหารได้แต่ไกลนับร้อยกว่าโยชน์
ครั้นถึงคราวเคราะห์ แม้นแต่บ่วงบาศหามองเห็นไม่"
บอกไว้เลย
คนเรามันเคราะห์ มันเคราะห์มันถึงเวร ฉะนั้นถึงแม้จะมีความสามารถขนาดไหน
เหมือนกับนกมองเห็นอาหารที่เป็นเนื้ออยู่ไกลเป็นร้อยโยชน์ แต่พอเคราะห์ร้ายจริง
ๆ มาติดบ่วงบาศที่อยู่ใกล้ ๆ กับเท้า ไม่น่าเชื่อเลย
ช่างมันเถอะมันมีเคราะห์ของเรา เวลาทำอะไรก็แล้วแต่พอมีเคราะห์ ก็จะใช้คำนี้ปลอบใจได้กระมังว่า
"ในโลกนี้ นกซึ่งแลเห็นมังสาหารได้แต่ไกลนับเป็นร้อยกว่าโยชน์ ครั้นถึงคราวเคราะห์นั้นแต่เชือกบ่วงบาศก็หาเห็นไม่"
ลงไปติด
เออ! แม้วิหคอันเห็นเหตุโดดเดี่ยวในโพยมหน โธ่นี่ใช้ศัพท์เพราะน่ะครับ
แม้นกซึ่งเห็นอยู่บนท้องฟ้า เนี่ยะ ก็ไม่พ้นถึงอันตรายได้ ไม่น่าเชื่อเลย
อยู่ขึ้นไปสูง ไม่น่าจะไปโดนอะไรเล่นงาน โดนจนได้ มัศยาชาติ อันอาศัยห้วงสมุทรนั้นจนสุดลึกเท่าไหร่
ชาวประมงก็ยังลงไปจับเอาปลานั้นขึ้นมาได้
ถ้าหากว่าไม่มีบุญเกื้อหนุนล่ะก็ เราคงจะอยู่ไม่ได้หรอกถึงขณะนี้ก็เถอะความจริงแล้วพระกาฬ
พระกาฬผู้มีพระกรเหยียดไปไกล เหยียดไปในความพินาศ ถึงใครจะอยู่ไกลแค่ไหนก็คว้าตัวเอาไปจนได้
พระกาฬผู้กำหนดว่าชีวิตเราควรจะอยู่ไปได้สักแค่ไหน ถึงเวลาก็เอามือยื่นไปกระชากเอาชีวิตของเราไปจนได้
เพราะฉะนั้นอย่าไปเสียอกเสียใจอะไรเลย ไม่ใช่ความผิดของท่านหรอก ท่านพญานกพิราบ
ท่านพาบริวารมาติดข่าย บัดนี้เรากัดให้หมดเรียบร้อยแล้ว เป็นสุขทั้งนั้นแหละ
จากนั้นก็พูดกับพญานกพิราบว่า "ผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งควรคบเป็นมิตร ก็พึงคบไว้และให้มีตั้งร้อย
จงเห็นนกพิราบเป็นตัวอย่างที่หลุดพ้นจากข่ายได้ ก็เพราะความเป็นมิตรกับหนู
หรือ มูลิกะ"
นี้ครับ ข้อความที่พูดเนี่ยะก็เป็นข้อความที่วิษณุศรมัน พูดกับพระโอรสนะครับ
พูดกับพระโอรสเป็นการสอนให้รู้จักการคบเพื่อน บอกไว้เลยว่า "ผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งควรคบเป็นมิตร
ก็พึงคบไว้ และขอให้มีมิตรมีเพื่อนเหล่านี้ไว้สักร้อยหนึ่งไว้ก็จะดี"
นะฮะ
ดูตัวอย่างอย่างนกพิราบ เมื่อครู่นี้นะ หลุดออกจากข่ายได้ก็เพราะอะไร เพราะมีเพื่อน
เพราะมีมิตร เชื่อเถอะว่าถ้ามีมิตร มิตรจะช่วยแก้ปัญหาใช้ได้นะครับ มิตรจะช่วยเหลือในคราวเคราะห์ร้าย
นี่ถ้าเป็นความเชื่อของ อ้า.. เป็นคำสั่งสอนซึ่งวิษณุศรมันเนี่ยะ ได้เล่าเป็นนิทานถวายพระโอรส
ที่เล่านิทานท่านคงจะนึกออกนะครับ ว่ามันตั้งต้นตั้งแต่ไหนนะครับ มันตั้งต้นเล่ากันตั้งแต่ว่า
กาตัวหนึ่งมีชื่อว่า ละฆุปะตะนะกะ เนี่ยะ ตื่นเช้าขึ้นมาก็มองเห็นนายพรานเดินออกไป
กานั้นเกลียดและกลัวนายพราน มองเห็นว่านายพรานนี้ก็คือ พญายมบาลนั่นเองแหละครับ
ก็รู้สึกว่ามัน แม้มันอัปมงคลจริง ๆ เลย ตื่นขึ้นมาเจอแต่ของทำให้ตัวตาย
แต่กาก็มีความสงสัยว่านายพรานคนนี้จะเดินไปไหน กาก็บินตามไปห่างๆ แล้วก็เห็นว่านายพรานคนนี้แบกข่ายไปด้วย
ตาข่ายสำหรับดักนกนี้ เขาแบกตาข่ายดักนกไป
พอไปถึงที่ที่เหมาะก็วางข่ายดักนกออกแล้วก็เอาเมล็ดข้าวหว่านลงไป
พอหว่านเสร็จก็ไปแอบอยู่ ในตอนนี้แหละครับ ก็มีนกพิราบฝูงหนึ่งบินมา นกพิราบที่เป็นหัวหน้าฝูงหรือพญานกนี้มองเห็นเมล็ดข้าว
ฉะนั้นก็พาบริวารร่อนลงมา แต่แล้วก็หยุดบอกบริวารว่า อย่าพึ่งลงไปเก็บเลย
อย่าโลภเลย เราอาจจะเคราะห์ร้ายก็ได้ เพราะอะไร เพราะความโลภ ทำให้เคราะห์ร้ายได้
แล้วพญานกพิราบก็เล่าเรื่องให้ฟังว่าชายคนหนึ่งเดินผ่านไปทางหนองน้ำหนึ่ง
พบเสือเฒ่าตัวหนึ่งนอนอยู่ เสือเฒ่านั้นไม่สู้มีเรี่ยวมีแรงนัก ออกหาสัตว์กินเป็นอาหารคงไม่สะดวกหรอก
เสือเฒ่าก็เอาหญ้าคามาไว้ในอุ้งเท้า แล้วตะโกนหลอกชายคนนั้นว่า เจ้าจงมาเอากำไลทองที่นี่เถิด
ลงมาอาบน้ำแล้วจะได้กำไลทอง
ชายผู้นั้นอยากได้กำไลทอง นี่มีความโลภครับแต่ก็ยังกลัวอยู่แล้ว เสือแก่มันก็แสดงให้เห็นว่าเป็นเสือที่ดี
ร่ำเรียนมามีการศึกษามาอยู่กับฤๅษี ถือศีลกินเจมาตลอด ฉะนั้นอย่าว่าอะไรเราเลย
เราก็แก่ไม่ทำอะไรหรอก ชายคนนั้นไปเชื่อเสือเฒ่านะครับ
เสือนั้นมีวิธีพูดนะ โอนอ่อนจิตใจจนชายคนนั้น มีความโลภอยากได้กำไลทองเป็นที่ตั้งอยู่แล้ว
ก็เลยลงไปอาบน้ำ ปรากฏตกลงไปในปลักโคลนนะครับ ขึ้นไม่ได้ ส่วนเจ้าเสือเฒ่าทำท่าทีว่าจะช่วย
แต่หาช่วยไม่ ที่จริงก็ช่วยหรอกช่วยเข้าไปให้ตกใจ แล้วก็จะกิน
ก่อนที่จะกินชายคนนั้นรำพึงรำพันว่า
เพราะความโลภจึงทำให้เราเป็นเช่นนี้ เราไม่น่าจะโลภเลย อะไรอย่างนี้นะครับ
เนี่ยเรื่องก็เป็นอย่างนี้
ปรากฏว่าพอพญานกพิราบเล่าเสร็จแค่นั้นแหละ นกพิราบทั้งฝูงก็ชักจะเห็นด้วย
แต่มีนกพิราบตัวหนึ่งบอกว่า ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องกินอะไรกันแล้ว มัวแต่กลัวอยู่ไม่ต้องกินหรอกลงไปเถอะ
ลงไปกิน ว่าแล้วก็บินลงไป นกพิราบก็เห็นด้วยทั้งฝูง
พญานกก็จำเป็นต้องบินลงไป
จะไปจิกข้าวก็ติดข่ายของนายพรานทันทีเลยครับ พอติดข่ายแค่นั้นแหละ นกพิราบทั้งหลายก็โมโห
กล่าวตำหนิติเตียน เจ้านกพิราบตัวที่ชวนลงมาติดข่าย แต่พญานกพิราบก็บอกว่า
อย่าไปทะเลาะเบาะแว้งกันเลย เราช่วยกันดีกว่า ช่วยกันบินขึ้นไปดีกว่าเพื่อนำเอาข่ายที่คลุมเรานี้ให้มันขึ้นไปเสีย
พอคิดได้ดังนั้นก็บินดันขึ้นไป นกพิราบทั้งหมดทั้งหมดมีความสามัคคีบินขึ้นไป
ก็ทำให้ข่ายของนายพรานลอยขึ้นไปด้วย นกบินไปไกล นายพรานก็วิ่งตาม ท้ายสุดนายพรานก็ไม่สามารถที่จะ
ไม่สามารถที่จะตามได้นะครับ
นกก็พาข่ายนั้นไป พอไปเนี่ยะพญานกพิราบก็เห็นว่า การจะเอาข่ายออกจาก ออกจากนกพิราบทั้งหมดนั้นค่อนข้างจะยาก
ก็เลยบินไปหาเพื่อนของตัวซึ่งเป็นหนู ซึ่งอาศัยอยู่ในโพรง
พอบินลงไป หนูก็มาช่วยเอาข่ายออกให้ แต่กว่าหนูจะกัดขาดไปได้ก็โอ้โฮ มีการพูดจาหว่านล้อมกันแสดงนิติศาสตร์อย่างมากมายเลย
ข้อความในพระธรรมศาสตร์ปรากฏมากมาย
ที่เอาข้อความอย่างนี้ออกมาเนี่ยะก็เพื่อจะสอนให้พระโอรส วิษณุศรมันก็เอาข้อความซึ่งเป็นเรื่องสัตว์พูดจากัน
มีนิทานประกอบ นำมาสอนพระโอรสนะครับ พระโอรสได้ฟังจะพอพระทัยมากทีเดียวล่ะ
สอนกับข้อความตอบโต้กันระหว่างพญานกพิราบกับพญาหนู ก็เป็นปรัชญาหลายอย่าง
โดยเฉพาะเป็นอภิปรัชญา คือ ความจริงของชีวิต ความจริงของโลก หลังจากตอบโต้กันแล้ว
ปรากฏว่าพญาหนูเห็นด้วย แล้วก็พอใจที่พญานกพิราบนั้นถึงกับยอมสละชีวิต
จะยอมสละชีวิตเพื่อช่วยลูกน้อง พญาหนูก็พอใจ ก็จัดการกัดข่ายออก นกพิราบทั้งหมดก็เป็นอิสระ
พอนกพิราบเป็นอิสระนี่ฮะ ก็มีการขอบอกขอบใจกัน แล้วก็ลากันไป นี้แหละครับ
เรื่องก็มาจบแค่นี้ คนที่ดู ไม่ใช่คนเขาโทษกาที่ดูเหตุการณ์นี้อยู่ก็มองเห็น
เห็นพฤติกรรมทั้งหมด ทั้งของหนู ทั้งของนกพิราบ
กาตัวที่ชื่อยาว ๆ ชื่อ ละฆุปะตะนะกะ ก็อยากจะได้หนูตัวนั้นเป็นเพื่อนนะครับ
จึงขอผูกมิตรกับหนู เผอิญเหลือเกิน ยังผูกมิตรตอนนี้ไม่ได้ เนื่องจากหมดเวลานะท่านผู้ฟังนะ
ก็คงจะพบกันใหม่อีกในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนนะครับ
สวัสดีครับผม