สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เครารพ
ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ
ได้มีท่านผู้ฟังอันเป็นที่เคารพนับถือกันเป็นอย่างมากของเรา
และของครูอาจารย์ในพิษณุโลกนะครับ ท่านเป็นผู้มีอาวุโส และมีประสบการณ์สูง
ท่านได้กรุณาให้ผมได้ทราบว่า ถ้าแม้นว่าเราจะจัดรายการวรรณกรรมซึ่งให้คุณค่าทางสติปัญญามากเนี่ยก็จะดีทีเดียว
ทั้งนี้เพื่อให้เห็นว่า วรรณกรรมนั้นไม่ใช่ให้แต่เพียงความสนุกสนาน หรือให้คุณค่าทางอารมณ
์หรือ Emotional Value เท่านั้น แต่ยังให้คุณค่าทางสติปัญญาหรือ Intellectual
Value อีกด้วย ท่านเสนอแนะว่าขอให้บรรยายออกอากาศเรื่อง หิโตปเทศ ก็จะดี
ผมก็กราบขอบพระคุณท่านครับ
ฉะนั้นในวันนี้หรืออีกหลายวันต่อกัน ก็จะเป็นวรรณกรรมเรื่องหิโตปเทศ นะครับผม
หิโตปเทศที่ผมจะนำ อ่า กราบเรียนเสนอผู้ฟัง ถ้าจะแปลแบบง่าย ๆ ไม่ต้องใช้ศัพท์อะไรมากมายนักนะครับ
หิตะ ก็หมายถึง ประโยชน์ นี่ก็มาจากภาษาสันสกฤตนะครับ หิตะ กับ อุปเทศะ
อุปเทศ นี้ พูดเป็นภาษาไทยเข้าใจง่าย ๆ ก็ว่า เข้าไปใกล้เพื่อให้เกิดประโยชน์นะครับ
เข้าไปใกล้เข้าไปนั่งใกล้ ๆ เข้าไปอยู่ด้วย เข้าไปเสวนาด้วย เข้าไปคบค้าสมาคมด้วย
เพื่อให้เกิดประโยชน์ ทั้งนี้มีหลักอยู่ว่า การคบกับบัณฑิตนั้น จะให้ประโยชน์ทางด้านของวิทยา
คือ ความรู้ ทั้งสติปัญญา
ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะผู้ที่เป็นบัณฑิตนั้น จะมีสติปัญญา จะมีความรู้
จะมีคุณธรรม ถ้าเราเข้าไปใกล้เข้านะครับ เขาก็จะได้ทั้งสติปัญญา ความรู้และคุณธรรม
เพราะว่าผู้เป็นบัณฑิตนั้น ย่อมจะสอนให้เราเนี่ยะเกิดสติปัญญา เกิดความรู้
เกิดคุณธรรม ทั้ง 3 อย่างนี้ ถ้าพูดรวมกัน เรียกว่า "วิทยา"
นะครับ
วิทยาก็หมายถึง ปัญญา หมายถึงความรู้ หมายถึงคุณธรรม ถ้าเราไปใกล้กับบัณฑิต
ใกล้กับนักปราชญ์ ไปฟังคำสั่งสอน ไปคบค้าสมาคบกับท่าน ก็จะได้ประโยชน์
อย่างนี้
หิโตปเทศ ก็คือ เข้าไปใกล้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ ฉะนั้นหนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือที่
ถ้าเราได้อ่านก็จะเกิดประโยชน์เป็นอันมากทีเดียวครับ
โดยภาพรวมแล้ว วรรณกรรมเรื่อง หิโตปเทศ ฉบับที่เราได้อ่านกันอยู่นี้ เป็นฉบับที่ได้แปลมาโดยเสฐียรโกเศศ
กับนาคะประทีป ช่วยดัด อ่า ขัดเกลาสำนวนนะครับ ก็มีสองท่าน คือ เสฐียรโกเศศหรือท่านเจ้าคุณอนุมานราชธน
กับอีกท่านหนึ่งคือ นาคะประทีปนะครับ ทั้งคู่ก็ช่วยกัน ให้เกิดหนังสือเรื่องนี้ขึ้น
หิโตปเทศ ที่จริงแล้วถ้าพูดถึงหนังสือเรื่องหิโตปเทศ มันก็มีหลายฉบับนะครับในเมืองไทยเรานี้
ไม่ใช่จะมีเฉพาะฉบับที่เราอ่านอยู่ในปัจจุบันหรอกครับ มีฉบับหนึ่งชื่อเพราะมาก
เป็นภาษาไทยชื่อว่า หิโตปเทศวัตถุปกรณัม
หิโตปเทศวถุปการนัม
ผู้ที่แปลหนังสือนี้มาก็คือ พระอมราภิรักขิต ชื่อจริงชื่อ เกิดนะครับ อยู่วัดบรมมณีวาส
นี้ก็ฉบับหนึ่ง อีกฉบับหนึ่งก็เป็นหิโตปเทศ ที่มีชื่อว่า ปรัสตวนา หิโตปเทศ
ผู้ที่แปลหนังสือเล่มนี้ก็คือ พระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค)
มี 2 ฉบับแล้ว อีกฉบับหนึ่ง อีกเล่มหนึ่ง ชื่อว่า หิโตปเทศคำฉันท์ ผู้ที่แต่งขึ้นคือ
นายนฤธา ฉบับที่ผมจะนำกราบเรียนนี้ ฉบับที่ 4 หิโตปเทศของท่านเจ้าคุณอนุมานราชธนหรือเสฐียรโกเศศ
กับท่านนาคะประทีปนะครับ
โดยทั่วไปแล้วหนังสือนี้เป็นหนังสือสอนสุภาษิต สุภาษิต ก็คือ แนวทางอันดีงามซึ่งเรากล่าวออกมา
ภาษิต ก็คำกล่าวนะครับ สุภาษิต ก็เป็นคำกล่าวที่เป็นแนวทางอันดีงาม หนังสือเล่มนี้จะสอนสุภาษิต
แต่สอนโดยใช้นิทาน
สอนโดยใช้นิทานลักษณะนี้
ถ้าเป็นภาษาทางคติชนวิทยา เขาเรียกว่า เป็นนิทานคติ ใช้เป็นภาษาอังกฤษว่า
Fable และหิโตปเทศ จัดเป็นนิทานที่เก่าแก่ที่สุดของโลก ใช้อย่างนั้นแหละครับ
เดิมทีเดียวเนี่ยะหิโตปเทศมีชื่อเรียกเป็นภาษาสันสกฤตว่า ปัญจตันตระ ปัญจตันตระ
แปลเป็นภาษาไทยง่าย ๆ ว่า หนังสือ 5 เล่มนะครับ เดิมทีเดียวในสันสกฤตเป็นปัญจตันตระ
Dr.Benfey ซึ่งเป็นนักมานุษยวิทยาและเชี่ยวชาญทางวรรณคดีด้วยน่ะ
Dr.Benfey
ได้กล่าวไว้ว่า หนังสือปัญจตันตระนั้นเป็นแนวคิดทางพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่
มีแนวคิดทางพระพุทธศาสนา ก็แปลกอยู่ว่า ก็เขียนโดยมีแนวคิดทางพระพุทธศาสนาแต่เขียนเป็นภาษาสันสกฤต
เพราะปกติเป็นแนวคิดทางพระพุทธศาสนา มักจะเขียนเป็นภาษาบาลีครับ ท่านผู้ฟัง
ถ้าจะถามว่า หนังสือปัญจตันตระมันมีกำเนิดมาตั้งแต่เมื่อไร ฉบับภาษาสันสกฤตที่เราเห็นในอินเดียเป็นฉบับเก่าหรือไม่
คำตอบก็อย่างนี้ กำเนิดจริง ๆ เนี่ยะนะครับ เป็นภาษาสันสกฤต
ปัญจตันตระนี้ ถึง 5 เล่มนี้
คาดว่าแต่งขึ้นประมาณพุทธศักราช 1200 ประมาณนะครับ ประมาณ พุทธศักราช 1200
หิโตปเทศ กำเนิดจริง ๆ ของหิโตปเทศ ซึ่งมาจากปัญจตัน, ปัญจตันตระ นี้ก็เป็นภาษาสันสกฤต
แต่งขึ้นประมาณพุทธศักราช 1200
ครั้นพอถึงพุทธศักราช 1400 นี้ฮะ อาหรับนั้นได้ครอบครองดินแดนที่เดิมมีที่มาทางพระพุทธศาสนา
หรืออิทธิพลของพระพุทธศาสนาไปถึงนี้ฮะ อาหรับเข้าครอบครองดินแดนแถวนั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณแถวแคว้นคันธาระ ซึ่งเราเรียกเป็นปัจจุบันว่าเมืองกันดาฮา
กันนะครับ
กันดาฮาที่อยู่ระหว่างปากีสถานกับอัฟกานิสถาน จริง ๆ นั้นอยู่ในอัฟกานิสถานที่มีพระพุทธรูปสูง
ๆ ที่สุดในโลก 2 องค์ ซึ่งถูกตาลีบันเขาทำลายไปแล้วนะครับ
บริเวณนั้นพระพุทธศาสนานี้รุ่งเรือง พออาหรับเขาเข้าไปมีอิทธิพล เขาก็รับเอาแนวคิด
ปัญจตันตระ ซึ่งมีที่มาทางแนวคิดของพระพุทธศาสนา แต่งเป็นภาษาสันสกฤตนะอาหรับรับไป
อาหรับรับไปก็เอาไปแปลเป็นภาษาอาหรับ ก็เกิดปัญจตันตระ หรือนิทานเป็นภาษาอาหรับมากมายเลย
แต่มีที่มาทางสันสกฤต
ครั้งถึงพระพุทธศักราช
2100 ประมาณนั้น ประมาณ 2100 นี้ ปัญจตันตระ จากภาษาอาหรับนั้นก็ได้มีผู้นำไปแปลเป็นภาษาละติน
จากสันสกฤตเป็นอาหรับ จากอาหรับไปเป็นละตินแล้วก็ไปแปลเป็นภาษาเฮบรู ภาษาฮิบรู
ก็ภาษายิวเรานี้น่ะครับ
แปลออกไปประมาณ
พ.ศ.2100 ปัญจตันตระซึ่งเป็นที่มาของหิโตปเทศนั้น ก็ได้รับการแปลจากภาษาอาหรับเป็นภาษาละติน
เป็นภาษาเฮบรู เป็นภาษากรีก ย้อนกลับไปกรีกอีก ทั้งที่กรีกมาก่อนภาษาละตินนะครับ
แปลเป็นภาษาเยอรมัน หลายภาษาในยุโรปก็แปลเรื่องนี้ออกไป แปลปัญจตันตระออกไปเป็นหลายภาษา
และที่แน่ ๆ คือ ในปี 2000 พระพุทธศักราช 2100 นี้ ได้แปลภาษาอาหรับเป็นภาษาละติน
ส่วนอาหรับนั้นได้มาจากสันสกฤต สันสกฤตกำเนิดขึ้น แต่งขึ้น ประมาณ พุทธศักราช
1200
นี่ก็เป็นที่มาว่า
หนังสือหิโตปเทศของเรา ฉบับที่อ่านกันอยู่ที่มีหลายฉบับ ฉบับที่อ่านกันอยู่ในเมืองไทยนี้
จริง ๆ แล้วเกิดขึ้นประมาณพระพุทธศักราช 1200 เป็นภาษาสันสกฤต 1400 ก็มีการแปลเป็นภาษาอาหรับ
ประมาณพุทธศักราช 2100 ก็แปลเป็นภาษาละติน ภาษาเฮบรู ภาษากรีก และจากนั้นก็เผยแพร่ออกไปเป็นภาษาเยอรมัน
ภาษาอังกฤษ หลายภาษาทีเดียว
ดร.เบ็บฟรายด์ ท่านกล่าวว่า ฉบับที่ใกล้เคียงกับฉบับเดิม 1200 เมื่อพุทธศักราช
1200 ซึ่งเป็นต้นกำเนิดเนี่ยะ ที่ใกล้เคียงที่สุดเป็นภาษาเยอรมันนะท่านนะ
ใกล้เคียงกับภาษาสันสกฤตมาก ผมตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยเห็นต้นฉบับภาษาเยอรมัน
ภาษาสันสกฤตนี้เลย จึงไม่สามารถตอบอะไรได้ ก็พูดตาม Dr.Benfey ไปนี้แหละครับ
ก็ต้องขออภัยนะครับ
ไม่เหมือนกับเรื่องกามนิต ซึ่งผมเห็นต้นฉบับทั้งภาษาเดนมาร์ก และภาษาเยอรมัน
และภาษาอังกฤษ แต่ฉบับนี้ไม่เคยเห็น ก็พูดตาม Dr.Benfey ฉบับภาษาเยอรมัน
ปัญจตันตระซึ่งเป็นหิโตปเทศใกล้เคียงกับฉบับเดิมซึ่งเป็นภาษาสันสกฤตมากที่สุด
ส่วนฉบับภาษาอังกฤษในปัจจุบัน ที่มีอยู่ในประเทศอินเดีย ก็ยังห่างกว่าฉบับเดิมมากกว่าภาษาเยอรมัน
เอ่อก็เป็นเรื่องแปลกนะท่านนะ แต่งเป็นภาษาสันสกฤต เสร็จแล้วปรากฏว่าฉบับที่เป็นสันสกฤตปัจจุบันของอินเดียนั้นห่างจากฉบับเดิม
ที่ใกล้เคียงกับฉบับเดิมภาษาเยอรมัน ฟังดูก็แปลกดีนะครับ
เขาบอกว่า ปัญจตันตระหรือหนังสือ 5 เล่มนั้น ในปัจจุบันเหลือแค่ 4 เล่ม
เท่านั้นแหละท่าน จาก 5 เล่ม เหลือแค่ 4 เล่ม แล้วข้อความเนี่ยะนะครับ
ข้อความของปัญจตันตระที่ปรากฏในวรรณกรรมของชาติต่าง ๆ นั้นคือ แปลเป็นภาษาต่าง
ๆ ก็มีข้อความที่ผิดแผกกันไปมากพอสมควร
เดิมเป็นนิทานเรื่องเดียวกัน พอแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ข้อความก็ผิดแผกกันไป
ที่ผิดแผกกันไป แปลกกันไป คงเป็นเพราะการปรับเข้าตามวัฒนธรรมของภาษาที่แปลไป
เพื่อความสะดวก เพื่อความเข้าใจในการอ่านของคนที่อ่านภาษาที่แปลไปนั้น
จะให้เหมือนสันสกฤตเดิมอาจจะไม่เข้าใจ ถ้ายิ่งเป็นสันสกฤตเมื่อพุทธศักราช
1200 คงจะยิ่งเข้าใจยาก ผมว่ามันก็เลยเปลี่ยนไป
เพราะฉะนั้นเชื่อแน่ว่าภาษาไทย หิโตปเทศภาษาไทยฉบับที่เราอ่านกันอยู่เนี่ยะ
ไม่ว่าจะเป็นฉบับของพระอมราภิลักขิต เรื่องหิโตปเทศวัตถุปกรณัม หรือฉบับของพระยาภาสกรวงศ์
เรื่อง ปรัสตาวนา หิโตปเทศ หรือของนายฤทธา เรื่อง หิโตปเทศคำฉันท์ หรือ
หิโตปเทศของเสฐียรและนาคะประทีป เชื่อแน่ว่า ข้อความหลายข้อความ จะต้องผิดแปลกไปจากฉบับภาษาสันสกฤต
ที่แต่งขึ้นเมื่อพระพุทธศักราช 1200 นี้
ก็เป็นของธรรมดา
ถ้าจะถามว่ามันผิดแผกไป มีทฤษฎีอะไรหนุนบ้างละ ตอนนี้ก็ตอบได้ว่า นิทานนี้นะท่านนะ
ถ้าแพร่กระจายไปมันจะมีสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยมีในฉบับเดิมเกิดขึ้นอยู่เสมอ
ทั้งนี้ก็มีทฤษฎี
ซึ่งทฤษฎีการแพร่กระจายของนิทาน ซึ่งผู้ที่ทำทฤษฎีนี้เขียนเป็นภาษาอังกฤษมีชื่อเพราะครับว่า
Historical - Geographic Approach วิธีทางอย่างนี้บางทีเราเรียก Finish
historical geographical method เพราะเป็นวิธีการของชาวฟินแลนด์ ที่ใช้ในการวิเคราะห์นิทาน
เขาจะบอกว่านิทานนั้นเกิดที่ใดที่หนึ่ง พอแพร่กระจายออกไปก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง
มีการเปลี่ยนแปลงในเนื้อเรื่อง ในแนวคิดอยู่สมควร การเปลี่ยนแปลงไปนั้น
มีลักษณะเป็นคล้าย ๆ กับเราโยนก้อนหินลงไปในน้ำ แล้วมันจะออกเป็นวงคลื่นออกไป
เขาเรียกลักษณะการเปลี่ยนแปลงอย่างคลื่น คลื่นที่เกิดจากก้อนหินตกลงไปในน้ำ
คลื่นเป็นวงนะท่าน พอนึกออกนะครับ
เขาเรียกลักษณะนี้ว่าการแพร่กระจายไปแบบลูกคลื่น
การแพร่กระจายเหมือนลูกคลื่น ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Wave - likediffusion
ใช้ตัวนี้ครับ นี่ก็ตามทฤษฎีการแพร่กระจายของนิทาน อันเป็นเหตุให้หิโตปเทศฉบับที่เราอ่านอยู่เนี่ยะ
มันแตกต่างไปจาก หิโตปเทศที่เกิดขึ้นเมื่อพุทธศักราช 1200 อันนั้นเป็นภาษาสันสกฤต
จะแตกต่างมากขนาดไหนก็คงรอการค้นคว้าเปรียบเทียบกันอีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้ผมยังไม่มีเวลาและโอกาสเลยจริง
ๆ ก็ไม่สามารถเปรียบเทียบได้นะครับ
ก็จะพูดถึงเฉพาะหิโตปเทศ ฉบับตามที่ท่าน อ้า ผู้ฟัง ผู้เป็นที่เคารพของเราเนี่ยะได้กรุณาบอกมา
เริ่มเรื่องจริง ๆ ของเรื่องหิโตปเทศนั้นก็จะเป็นการสรรเสริญผู้มีปัญญา
สรรเสริญผู้มีความรู้ สรรเสริญผู้มีคุณธรรม โดยเรียกรวมๆ เรียกว่า คำว่า
ปัญญา ความรู้ คุณธรรม ทั้งหมดนี้ท่านเรียกว่า วิทยา
ใช้คำว่าวิทยาก็มีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤตนะครับ ถ้าเป็นภาษาบาลีก็จะเป็นวิชาตัวเดียวกันนี้ครับ
วิชาของไทยก็เป็นวิชาซึ่งผมเองอยากจะแปลวิทยานี้ให้ตรงกับภาษาอังกฤษว่า
มันเป็น wisdom นี้เองแหละ wisdom ย่อมประกอบด้วยปัญญา ความรู้ และคุณธรรม
อันนี้ถ้าผมพยายามใช้ในความหมายตรงนี้นะครับ ถ้าท่านผู้ฟังที่เห็นว่ามันน่าจะมีคำอื่นในภาษาอังกฤษในการแปลคำว่า
วิทยา ซึ่งเป็นคำรวมของคำปัญญา ความรู้ และคุณธรรม ก็ขอความกรุณาให้ผมทราบด้วย
จะได้บังเกิดความแตกฉานทางวิทยาการโดยทั่วไปนะครับ
เริ่มต้นก็เป็นการสรรเสริญผู้มีปัญญา
ถ้ามีโอกาสอ่านนะครับ ท่านอ่านตั้งแต่บทนำของหิโตปเทศมาเลย ในบทนำข้อที่
4 จะสรรเสริญผู้มีวิทยาไว้ ข้อความเป็นดังนี้ครับ ผมจะอ่านจากต้นฉบับนะครับ
กล่าวว่า
...ข้อ 4 ระหว่างสรรพทรัพย์ทั้งหลายท่านย่อมว่า วิทยาเป็นทรัพย์ประเสริฐแท้
เพราะตลอดกาลใครจะแย่งเอาไปมิได้ ซื้อขายมิได้ และเป็นสมบัติอันมิทำลาย...
ถ้าพูดเป็นภาษาของเราให้ง่าย ๆ ก็บอกว่าเป็นว่า วิทยา ซึ่งประกอบไปด้วยปัญญา
ความรู้ คุณธรรมนั้น เป็นทรัพย์อันประเสริฐ เพราะเป็นทรัพย์ที่มีแล้วก็มีตลอดไป
เวลาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เวลาไม่มีอิทธิพลต่อวิทยานะครับ และข้อสำคัญ ใครจะแย่งวิทยาจากเราไปก็ไม่ได้
แย่งวิทยา แย่งปัญญา แย่งความรู้ แย่งคุณธรรม เหล่านี้ไปมิได้หรอก ไม่มีใครมาซื้อขายจากเราไปได้นะครับ
และก็เป็นสมบัติซึ่งเป็นสมบัติ ใครทำอันตรายไปไม่ได้
นี้ก็คือข้อความในหิโตปเทศ
ว่าไว้อย่างนี้ หลายท่านก็อาจจะแย้ง เพราะปัจจุบันเรานำเอาวิทยามาซื้อมาขายกัน
มีการแย่งกัน ก็ไม่เกิดการจดสิทธิบัตรอะไรหรอก แต่ในที่นี้เราพูดถึงว่า
ถ้าเป็นวิทยาแท้ ๆ เรามีก็จะอยู่กับตัวเรา ไม่มีใครเอาจากตัวเราไปได้ ในความหมายจริง
ๆ เป็นอย่างนี้นะครับ
ลองฟังอีกครั้งซิครับ เขียนไว้เพราะมาก แปลไว้เพราะมาก ...ระหว่างสรรพทรัพย์ทั้งหลาย
ท่านย่อมว่า วิทยาเป็นทรัพย์ประเสริฐแท้ เพราะตลอดกาล ใครจะแย่งเอาไปมิได้
ซื้อขายมิได้และเป็นสมบัติอันมิทำลาย... เป็นสิ่งซึ่งไม่เสียไม่หาย ถ้ามีไว้ดีที่สุดวิทยา
วิทยาซึ่งหมายถึงปัญญา หมายถึงความรู้ หมายถึงคุณธรรม รวมฉะนี้นะครับ ถ้ามีไว้จะวิเศษสุด
แล้วยังพูดไว้อีกว่า ...อันว่าแม่น้ำไหลมาจากที่สูง ย่อมมาระคนปนกับน้ำในมหาสมุทรฉันใด
วิทยาทำให้บุคคล ร่วมสมาคมกับท่านนฤบดี ซึ่งเข้าถึงได้ยากโดยแท้ และได้รับผลดียิ่งขึ้นได้ฉันนั้น...
นั่นก็หมายความว่า การมีวิทยาคือ มีปัญญา มีความรู้ มีคุณธรรมนั้น จะทำให้เรานั้นได้เข้าถึงกัน
มนุษย์ผู้เป็นใหญ่ กับสติปัญญาของผู้เป็นใหญ่ เห็นจะใช้ภาษาอังกฤษว่า great
minds อะไรทำนองนั้น
นั้นคือถ้าเรามีวิทยา สติปัญญา ความรู้ คุณธรรม
ของคนยิ่งใหญ่ หรือนักปราชญ์ ในโลกนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นนักปราชญ์คนใด จะเป็นนักปราชญ์ตั้งแต่ทั่ว
ๆ ไปที่รู้จักกันดีในซีกโลกตะวันตก จะเป็นโสกราตีส หรืออย่างเพลโต หรือว่าอริสโตเติล
หรือทางนักปราชญ์ฝ่ายตะวันออก อย่างเช่น เม่งจื๊อ ขงจื๊อ นะครับ พระเยซู
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระมะหะหมัด เหล่านี้เป็น great minds
ถ้าพูดเป็นภาษาอังกฤษ
เป็นจิตใจอันยิ่งใหญ่ อันประกอบด้วยสติปัญญา ความรู้ คุณธรรม ถ้าเรามีวิทยาพอเพียง
เราจะสามารถเข้าใจท่านเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เข้าใจในที่นี้คือเข้าใจคำสอนของท่าน
ซึ่งลึกซึ้ง คำสอนของทุกท่านที่ว่ามาลึกซึ้งทั้งนั้นนะครับ เราจะเข้าใจได้เป็นอย่างดี
มีข้อความปรากฏอยู่
อ่านอีกซักครั้งก็ได้นะครับ
ไพเราะมากทีเดียว ...อันว่าแม่น้ำไหลมาจากที่สูง ย่อมมาระคนปนกับน้ำในมหาสมุทรฉันใด
วิทยาอาจทำให้บุคคล ร่วมสมาคมกับพระนฤบดี ซึ่งเข้าถึงได้ยากโดยแท้ และได้รับผลดียิ่งขึ้นฉันนั้น...
นฤบดีในที่นี้
ไม่ได้หมายถึงเทพ ไม่ได้หมายถึงผู้ใหญ่ แต่หมายถึงผู้ซึ่งมีสติปัญญาขั้นสูง
ที่เรียกว่าสติปัญญาอันยิ่งใหญ่ จิตใจอันยิ่งใหญ่ หรือ great minds ในภาษาอังกฤษนะครับ
หิโตปเทศเนี่ยะได้สอนให้มีวิทยา
โดยแบ่งวิทยาเป็น 4 บท สอนให้มี wisdom สอนให้มีปัญญา ความรู้ และคุณธรรม
โดยแบ่งวิทยาออกเป็น 4 บท ได้แก่ การผูกมิตร บทหนึ่งว่าด้วยการผูกมิตร
มีนิทานสุภาษิตประกอบค่อนข้างเข้าใจได้ยากสักหน่อยหนึ่ง แต่ถ้ามีท่านผู้รู้เรื่องนี้อธิบาย
ก็จะเข้าใจง่าย บทที่ 1 ก็เป็นการผูกมิตร
จากนั้นเรื่องการแตกมิตร ผูกมิตร แตกมิตร การแก่งแย่ง แก่งแย่งกันและกัน
การมีไมตรีต่อกัน มี 10 บททั้งหมด ครับ ขอประทานโทษ มี 4 บท ทั้งหมดนะครับ
คือ การผูกมิตร การแตกมิตร การแก่งแย่ง และการมีไมตรีต่อกัน
หนังสือหิโตปเทศนั้น
ถ้าจะพิจารณาดูโดยสำนวน และวิธีใช้นิติเข้ามาสนับสนุนหรือคัดค้านกันนั้น
หิโตปเทศก็เป็นตำรานิติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ตำราหนึ่งทีเดียวครับ มีการใช้นิติ
นิติเนี่ยะ ถ้าจะแปลเป็นภาษาอังกฤษให้แปลว่า this is
"this
is" แปลเป็นไทยได้ว่า "เป็นอย่างนี้" นิติ แปลว่า เป็นอย่างนี้
เพราะฉะนั้น โคลงโลกนิติก็แปลว่า โลกเป็นอย่างนี้ this is the world นิติ
นิติศาสตร์ นะครับ
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือนิติศาสตร์ มีแง่มุมทางกฎหมายน่ากินใจครับ นอกจากหิโตปเทศจะเป็นหนังสือทางนิติศาสตร์แล้ว
ยังเป็นหนังสือทางรัฐประศาสนศาสตร์ อีกด้วย รัฐประศาสนศาสตร์ หรือ public
addministraion
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีทีเดียวแหละครับ
แต่วิธีการนำเสนอนั้น นำเสนอโดยใช้นิทานนะฮะ เป็นสื่อ เป็นอุปกรณ์ ใช้นิทานเป็นสื่อ
เป็นอุปกรณ์
ที่ใช้นิทานมีข้อดีอย่างไรบ้างครับ
ข้อดีก็คือ หนังสือจริง ๆ เป็นวิทยา วิทยาเป็นเรื่องของปัญญา เรื่องของความรู้เป็นเรื่องของคุณธรรม
มันไม่สนุกนะท่าน ยกเว้นคนเรียนถึงขั้นจะบอกว่าสนุก แต่คนทั่วไป พอบอกว่าเป็นเรื่องปัญญา
เรื่องความรู้ คุณธรรม ก็จะไม่สนุกนักหรอกครับ
เขาต้องการสอนสิ่งที่ไม่สนุกนี้แหละครับ
ให้มันรู้ซึ้งเข้าไปถึงผู้เรียน ก็ต้องมีตัวที่เรียกว่าเครื่องล่อ เครื่องล่อเห็นจะใช้เป็นภาษาอังกฤษ
ทางจิตวิทยาการศึกษา incentive นี้ล่ะฮ่ะ ใช้เครื่องล่อมาล่อให้เรียน เครื่องล่อนั้นก็คือนิทาน
นั่นคือผูกเป็นนิทาน เอานิทานซึ่งเป็นของสนุก มาหุ้มห่อวิทยาซึ่งเป็นของที่ต้องใช้สติปัญญาชั้นสูง
แปลว่า จะสอนให้รู้วิทยา ต้องสอนอย่างสนุก ถ้าสอนไม่สนุก ผู้เรียนก็ไม่อยากจะเรียน
ถ้าสอนสนุกก็อยากจะเรียน แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ยาก ก็นำเอานิทานมาล่อใจให้เรียน
พอเรียนเสร็จก็เข้าถึงวิทยาจริง ๆ เขาก็ไม่สนใจนิทาน แต่จะสนใจวิทยา ซึ่งคือปัญญา
คือความรู้ คือคุณธรรม
นี่ก็เป็นวิธีสอนที่ดีมาก สอนโดยเอานิทานมาล่อ มาเป็นเครื่องล่อหุ้มตัววิทยา
ซึ่งเป็นของยาก หุ้มผู้เรียนจะได้เรียนอย่างสนุก ที่จริงวิธีสอนอย่างนี้นั้น
ปรากฏอยู่ในวิธีสอน 9 ประการ ของพระพุทธเจ้านะครับ
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ทรงมีวิธีสอนที่ใช้อยู่ 9 ประการ เรียกเป็นภาษาบาลีว่า
นวังคสัตถุศาสน์ นวังคสัตถุศาสน์ วิธีสอน 9 ประการ และวิธีสอน 9 ประการ
มีอยู่ข้อหนึ่ง ประการหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนโดยใช้ชาดก หรือชาตกะ
นั่นคือ
ใช้นิทานเข้ามาหุ้มสิ่งที่พระพุทธองค์ต้องการจะทรงสั่งสอน เอาสิ่งนั้นเข้ามาห้อมเข้าเรียกว่า
ชาดก หรือ ชาตกะ ซึ่งกล่าวถึงพระชาติต่าง ๆ ในสมัยที่พระโพธิสัตว์ไปเสวยพระชาติ
นั่นก็เป็นวิธีการเรียกว่า ชาดก
เชื่อแน่ว่า หิโตปเทศนั่นก็ใช้วิธีสอนเหมือนกัน แต่เผอิญไม่ใช้ชาดก ใช้นิทาน
โดยทั่ว ๆ ไป นำนิทานนั้นมาสอนแนวทางอันดีงามของชีวิต ซึ่งเป็นคำกล่าวทั่วไป
เรียกว่า สุภาษิต น่ะครับ
คราวนี้ในเมื่อใช้นิทานสอน ก็ธรรมดาครับ หิโตปเทศเป็นหนังสือของวิทยา ถ้านั่นใช้นิทานก็ต้องเป็นนิทานที่ไม่เหมือนกับนิทานอื่น
ๆ นั่นคือ ใช้นิทานซ้อนนิทาน เล่าเรื่องหนึ่งเข้าไปซ้อนกับเรื่องหนึ่ง
เรื่องนี้ยังไม่ทันจบก็มีนิทานซ้อนเข้ามา เล่ายังไม่ทันจบก็มีนิทานซ้อนเข้ามา
อย่างนี้แหละครับ ก่อให้เกิดความสนุก ถึงแม้จะสับสนแต่ก็สนุกนะท่านนะ ถ้าคนที่ตามความสนุกด้วยสติปัญญา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตามด้วยวิทยานี้จะรู้สึกว่าสนุกสนานมาก อ่านแล้วจะเข้าใจทีเดียวแหละครับ
แต่ต้องอ่านช้า
ๆ เพราะถ้อยคำที่ใช้เป็นถ้อยคำที่แปลมา เวลาแปลมาเนี่ยะ ไวยากรณ์ของสันสกฤต
กับ ไวยากรณ์ไทย มันก็ไม่ค่อยจะเหมือนกันซะด้วย นั่นเวลาแปลก็แปลได้ แปลไปติดไวยากรณ์สันสกฤตก็มี
นั้นก็เป็นของธรรมดา
ผมยกตัวอย่างให้ท่านฟังซักบทหนึ่งนะครับ
ฉบับที่แปลมาเนี่ยะ มีข้อความหนึ่งกล่าวว่า ...สันโทสาหปุริเสเนหหาตวาริยาภูตินิชรา
นิทรา ตันทรา ภยันตโรท อาราสยัม ทีคาราตะ สูตะกา...
นี้เป็นภาษาสันสกฤตครับ ในหิโตปเทศแปลไว้ ผมจะไม่แปล ตอนนี้ผมแปลตามใจไปก่อนว่า
แปลสรุปความว่า ...บุคคลผู้หวังความเจริญในโลกนี้ พึงละเว้นความชั่ว 6
ประการ คือ 1.ความง่วงเหงาหาวนอน นิทรา คือ ความง่วงเหงาหาวนอน 2.ตันทรา
ความซึม ความเฉื่อยชา ความช้า 3.ภยัน ความกลัว 4.กโรธ ความเป็นคนโมโหง่าย
5.อารสยัม ความเกียจคร้าน และ 6.ทีคารตะสูตกา การผลัดเพี้ยนเวลา...
ที่ผมพูดมาเป็นสันสกฤตนะครับ จากเรื่องหิโตปเทศซึ่งก็มีคำแปลอยู่ ปรากฏอยู่
แต่ที่ผมพูดแปลเอามาสักครู่นี้ ถ้านั่นจะไม่ค่อยเหมือนในหิโตปเทศเท่าไหร่นัก
ก็เป็นอันว่า หิโตปเทศเนี่ยะสอนให้มีวิทยานะครับ และก็เป็นหนังสือทางนิติศาสตร์อย่างดี
และเป็นหนังสือทางรัฐประศาสนศาสตร์อย่างดี วิธีสอนก็แยบยล นั่นคือ ใช้ความสนุก
ซึ่งเป็นเรื่องของนิทานมาหุ้มเอาวิทยาซึ่งเป็นเรื่องทางสติปัญญาไว้ แล้วก็เป็นเรื่องของนิทานซ้อนนิทานนะครับ
นิทานซ้อนนิทาน นี่ก็กล่าวโดยทั่วไปของหิโตปเทศ ถ้าท่านที่มีอายุน้อยฟังดูคงไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นัก
เพราะเรื่องอย่างนี้นั้น คนที่มีประสบการณ์ฟังแล้วก็จะชอบ คนยังไม่มีประสบการณ์
แต่ถ้าศึกษาก็จะชอบนะครับ ค่อยๆ ตามกันไป
หนังสือเล่มนี้ก็ไม่ค่อยมีคนนำมาพูดเท่าไหร่นักหรอกครับ
ผมจะเริ่มเรื่องเลยครับ เริ่มเรื่องของเรื่องหิโตปเทศเนี่ยะ ก็จะกล่าวถึง
อ้า กล่าวถึงว่า มีเมืองเมืองหนึ่ง
อ้า
เป็นนิทานต้องมีนครหนึ่ง นครัง นคร นครกับกรุง มีคนถามผมว่าเหมือนกันไหม
เมือง นคร กรุง บุรี เป็นคำ ๆ เดียวกันหรือเปล่า คำตอบคือ ก็ความหมายก็คือเมืองใหญ่
ๆ นั่นแหละครับ นครก็เมือง
กรุงนี้ราชาศัพท์เป็นภาษามอญ
ถ้าเอาจริง ๆ กรุงแปลตามตัวว่า มีน้ำรอบ มีน้ำล้อมรอบนะครับ คำว่ากรุง
กรุงศรีอยุธยา กรุงเทพฯ กรุงเป็นรากศัพท์ภาษามอญ แปลว่า มีน้ำล้อมรอบ
ส่วนธานี ธานีก็แปลว่า เมือง ถามว่า ธานี ถ้าเขียนเป็นภาษาอังกฤษ Town
ใส่สระอีเหนือตัวเอ็น ไปอ่านทาวนี่ ก็เป็นธานีก็ยังได้เลย เหมือนสุโขทัยธานี
ธานี ก็ทาวน์เนอะ ตัวเดียวกัน Town
ถ้าถามว่าบุรีล่ะ
บุรีแปลกันจริง ๆ มันแปลว่า กำแพง ได้นะท่านนะ คำว่า ปุระ นี้แปลว่า กำแพง
น่ะท่าน ถ้าทางภาษาอังกฤษใช้คำว่า เบิร์ก ทางเยอรมัน ก็ใช้คำว่า เบิร์ก
เอดินปุระ ใช้เด็นเบิก พวกนี้ กำแพง ปุระ ปุรี พวกนี้ ศัพท์เดียวกันนี้แหละ
เอาเป็นอันว่า
เริ่มนิทานน่ะท่านน่ะ เดี๋ยวจะไปไกลเกินไป มีนครนครหนึ่งชื่อว่า ปาตลีบุตร
อันนี้ก็มีเมือง ๆ หนึ่ง พูดง่ายชื่อเมืองปาตลีบุตร นิทานจะต้องขึ้นต้นอย่างนี้
แล้วนิทานนี้แปลกนะท่านนะ ถ้าบอกชื่อเมืองมักจะบอกว่ามันตั้งอยู่ตรงไหนนะครับ
อันนี้จะบอกว่าเมืองนี้
เมืองปาฏลีบุตร ตั้งอยู่ติดแม่น้ำ ชื่อพาคิรถี โอ้แม่น้ำชื่อ พาคิรถี ฟังดูพาคิรถี
ท่านคงงง ที่จริง พาคิรถี แปลว่า แม่น้ำคงคานั่นเองแหละครับ เป็นคำ ๆ เดียวกันนะครับ
พาคิรถี
เอาเป็นว่าเมือง
ๆ นี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ พอพูดอย่างนี้นะครับ พวกที่เรียน อารยธรรมนี้เกิดริมฝั่งน้ำ
ทำไมเมืองนี้ไม่ตั้งตรงอื่น แน่นอนครับ ไม่มีน้ำ เมืองอยู่ไม่ได้หรอก เมืองปาฏลีบุตร
ก็ต้องอยู่ริมน้ำ ริมน้ำคงคา แต่ตอนนั้นเรียกว่า พาคิรถี
ในเมื่อมีเมืองตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ก็ต้องมีคน แล้วคนที่จะต้องกล่าวถึงต้องเป็นผู้ปกครอง
ไม่งั้นก็ไม่ใช่นิทาน ก็มีพระราชาผู้ครองนคร ปาตลีบุตร ก็มีพระนามว่า ท้าวสุทรรศน์
นี่ก็ตั้งขึ้น
อย่าได้ถามผมนะครับว่าท้าวสุทรรศน์อยู่ในสมัยไหน อะไร อย่างไร มันเป็นนิทานท่าน
ชื่อว่าท้าวสุทรรศน์ ในที่นี้เขาบอกว่าเป็นพระนรบดี นรบดี เป็นใหญ่เหนือคนทั้งปวงนี่น่ะครับ
เป็นผู้ปกครองนครนี้ นครปาฏลีบุตรนะครับ
ท่านก็ปกครองเมืองนี้ อ้า วันหนึ่งน่ะครับ พระเจ้าสุทรรศน์นี้ ซึ่งพระองค์เป็นผู้มีราชจรรยาดีงามมากเลย
วันหนึ่งพระองค์ได้ยินบุคคลผู้หนึ่ง ไม่ได้บอกว่าเป็นใครอีกแหละ เป็นคนหรือว่าเทวดา
ไม่รู้ว่าในนี้มีบุคคล เอาเป็นคนก็แล้วกัน อย่างนั้น มีบุคคลผู้หนึ่งได้ร่ายโศลกสองบาท
โศลกนะครับ เป็นภาษาสันสกฤตครับ เป็นคำประพันธ์ที่มีเสียงหนักเสียงเบา
โศลกในเวลาที่เราเรียนเรื่องรามายณะ เราคงได้ยินว่า ฤๅษีวาลมิกิ ไปพบนกกะเรียน
ซึ่งถูกยิงตาย นกกะเรียนตัวผู้ถูกยิงตาย เหลือตัวเมีย ตัวเมียก็บินรอบ
ๆ ศพของตัวผู้ ท้ายสุดนายพรานก็ยิงนกกะเรียนตายอีก ฤๅษีเห็นเข้าก็เลยสลดใจอุทานเป็นโศลก
ประกอบด้วยเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ
ตกลงผมอธิบายโศลก ก็คือ ร้อยกรองหรือคำประพันธ์หนึ่ง มีเสียงสูง ๆ ต่ำ
ๆ มีเสียงหนัก ๆ เบา ๆ ซึ่งเราเรียกว่า ครุ ลหุ เนี่ยะจะหนัก ๆ เบา ๆ หนัก
ไอแอมบิกเป็นโทเคอิก แบบของวรรณคดีอังกฤษ แต่ก็เถอะเป็นโศลก
เอ้าสรุปย้อนกลับมาว่า พระราชาคือท้าวสุทัศน์นั้นได้ยินคนร่ายโศลก 2 บท
บุคคลมาร่ายโศลก 2 บทนี้ ก็เหลือเกินนะท่านนะ ที่นำมาร่าย ท่านลองฟังดูซิครับ
โศลกฟังดูซิครับ โศลกบทหนึ่งบอกว่า ...ศาสตรวิทยาอันเผยสิ่งลี้ลับ เป็นเครื่องส่องความรู้ทั้งสิ้น
ตัดข้อสงสัยเป็นอเนกให้ศูนย์ทั้งหมด ผู้ใดไม่มีศาสตรวิทยานี้ ผู้นั้นเป็นคนบอดโดยแท้...
ในที่นี้คือบอดทั้งตาและทั้งใจ
นั่นคือสรุปความว่า ใครไม่มีวิทยาคนนั้นบอดทั้งตา บอดทั้งใจ นี้เป็นโศลกบทที่หนึ่ง
แต่ก็เพราะเขาพูดไม่เหมือนกับที่ผมพูดเมื่อกี้ ในที่นี้เขียนไว้ อ่านอีกครั้งก็ได้เพราะมากครับ
...ศาสตรวิทยาอันเผยสิ่งลี้ลับ เป็นเครื่องส่องความรู้ทั้งสิ้น ตัดข้อสงสัยเป็นอเนกให้ศูนย์หมด
ผู้ใดไม่มีคือไม่มีศาสตรวิทยา ผู้นั้นก็เป็นคนบอดโดยแท้... นี่โศลก บทที่หนึ่ง
พระราชาหรือท้าวสุทรรศน์ฟังเข้าพระองค์ก็ทรงเงียบเฉย จากนั้นทรงฟังโศลกบทที่
2 โศลกบทที่สองว่า ...ความหนุ่มคะนองหนึ่ง... ฟังดี ๆ น่ะท่าน ท่านผู้ฟังที่เคารพ
...ความหนุ่มคะนองหนึ่ง ทรัพย์สมบัติหนึ่ง ความเป็นใหญ่หนึ่ง ความไม่ยับยั้งใจหนึ่ง
แต่ละอย่างนี้ ยังสำหรับให้เสียประโยชน์... ทั้ง 4 อย่างนี้ทำให้เสียประโยชน์ครับ
ถ้ามีรวมไว้อยู่ในผู้เดียวบริบูรณ์ทั้ง 4 อย่างแล้ว ไม่ต้องกล่าวถึงผลล่ะ
จะต้องเสียประโยชน์มาก
ฉนั้นใครก็แล้วแต่นะครับ
ถ้ามีความหนุ่มคะนองหนึ่ง หรือมีทรัพย์สมบัติหนึ่ง มีความเป็นใหญ่หนึ่ง
ความไม่ยับยั้งชั่งใจหนึ่ง ของพวกนี้ทำให้เสียประโยชน์ทั้งนั้น ฟังดูเป็นเรื่องแปลกนะครับ
ถ้ามีความหนุ่มคะนองหนึ่ง เอาอันนี้อาจจะทำให้เสียราชทรัพย์สมบัติ สมบัติหนึ่งไม่น่าจะเสียถ้ามีแล้ว
ความเป็นใหญ่หนึ่ง ความเป็นใหญ่หนึ่งก็ดีอยู่แล้ว แต่ความไม่ยับยั้งใจหนึ่งนี่ไม่ดีแน่
ผมมองดูผมก็ว่า ทั้ง 4 อย่างนี้ ก็ใช้ได้อยู่ 2 อย่าง แต่เขาบอกว่าทั้ง
4 อย่างนี้ ทำให้เสียประโยชน์ทั้งนั้น พระราชาคือพระเจ้าสุทรรศน์เนี่ยะ
หรือท้าวสุทรรศน์ พอพระองค์ฟังโศลกทั้ง 2 บทเข้า พระองค์รู้สึกอัดอั้นตันพระทัยทันทีครับ
ฟังแล้วเสียพระทัย
เพราะอะไร
เพราะพระองค์มีพระโอรสครับ แล้วพระโอรสของพระองค์นั้นไม่ใช่ที่จะรับวิทยา
ไม่ใฝ่ที่จะรับปัญญา ความรู้ และคุณธรรม พระโอรสของพระองค์ไม่ใฝ่ wisdom
เลยพูดอย่างนั้น พระองค์ฟังแล้วรู้สึกเสียพระทัยเป็นอันมาก ก็ทรงมีดำริ
อยากให้พระโอรสเนี่ยะมีวิทยา
ทำอย่างไงจะทำให้มีวิทยาได้หนอนี่นะ
เขาไม่ใฝ่อะไรเลยเนี่ยะ ทำไมพระองค์อยากให้พระโอรสมีวิทยาล่ะ ที่เราไปอ่านดู
โอ้โฮ ข้อความยาวเหยียดเลยครับ ตั้ง 40 ข้อ ว่าทำไมอยากให้ลูกมีวิทยา ผมก็อ่านซัก
3 ข้อ แค่นั้น ไม่เช่นนั้นมันก็ยาวเกินไป ท่านผู้ฟังเหนื่อยแน่ครับ
ท้าวสุทรรศน์ดำริว่า
นี่เป็นความคิดของท้าวสุทรรศน์ว่า ...บิดาท่านใดมิได้สั่งสอนบุตรของตน
บิดานั้นก็ไพรี... เป็นศัตรูกับบุตรเสียแล้ว ...มารดาก็เป็นศัตรูของบุตรนั้น...
...เมื่อเข้าที่ประชุมชน บุตรนั้นจะไม่เป็นสง่า ราวกับว่าเป็นนกยางในฝูงหงส์...
เนี่ยะ
เป็นการบอกเลยว่า พ่อแม่ต้องสอนลูก ถ้าไม่สอนลูก ลูกจะไม่เป็นสง่านะ ไปอยู่ที่ประชุมชนจะประดุจนกยางอยู่ในฝูงหงส์
ยังดียังไม่เทียบเป็นกานะ เป็นนกยาง
ฟังตรงนี้ดี
ๆ นะครับ ว่าการศึกษา ในเรื่องการศึกษา เราคิดกันมาตั้งแต่พระพุทธศักราช
1200 ผู้ที่จะสั่งสอนนั้น มันต้องเริ่มแรกจากพ่อแม่นะครับ ครอบครัวเป็นหน่วยพื้นฐานสำคัญที่สุดในการให้การศึกษาแก่บุตรธิดา
นี่ท้าวสุทรรศน์ท่านก็คิดอย่างนี้
ฟังอีกครั้งซิครับ
...บิดา มารดา ผู้ใดมิได้สั่งสอนบุตรของตน บิดานั้นก็เป็นไพรี... ไพรีคือข้าศึก
...มารดาก็เป็นศัตรูของบุตรนั้น เมื่อเข้าที่ประชุมชน บุตรนั้นจะไม่เป็นสง่า
ราวกับว่านกยางในฝูงหงส์... นี่พระองค์ดำริแล้ว ฉะนั้นจะต้องให้ลูก ต้องสอนลูกแน่
แล้วยังมีอีกข้อหนึ่งซึ่งเป็นข้อดำริของท้าวสุทรรศน์ ปรากฏในหิโตปเทศว่า
...แม้ว่ามีอายุอยู่ในดรุณวัย มีรูปงาม เกิดในสกุลอันสูงก็ดี ถ้าปราศจากวิทยาความรู้ก็หามีราศีไม่
เหมือนดอกทองกวาวอันไร้กลิ่นฉันนั้น...
บอกไว้เลยว่าถึงอยู่ในวัยหนุ่มสาว ซึ่งเป็นวัยน่ารัก มีรูปงาม ถูกสเป็คทุกคนแหละ
แต่ถ้าไม่มีวิทยาเสียแล้ว ก็จะไม่มีราศี ใช้คำนั้นเลยครับ ไม่มีคุณค่าอะไรเท่าไหร่นัก
เปรียบเสมือนดอกทองกวาว ดอกทองกวาวที่เราเห็นตอนนี้กำลังออกพอดี สีออกแสด
ๆ สวยเลย ดอกทองกวาวนั้นสวยเสียเปล่า แต่ไม่มีกลิ่นหอม น่าคิดมาก
ท้าวสุทรรศน์อยากให้ลูกได้เรียนวิทยาต่าง ๆ เพื่อลูกจะได้เปรียบเสมือนดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม
จะได้มีสง่าราศี เพราะลูกของตน คือ พระโอรส ก็อยู่ในสกุลสูงอยู่แล้ว อยู่ในวัยควรจะเรียนอยู่แล้ว
จึงอยากให้ลูกมีวิทยา อยากให้ลูกมีความรู้
คนโบราณนี้มองเห็นคุณค่าของการศึกษานานแล้วนะท่านนะ
โอ๊ยตั้งแต่มีโลกมา มองเห็นแล้วนะ การศึกษามีคุณค่าขนาดไหน เขาจะไม่สกัดกั้นลูกเขาไปหาวิทยาหรอกครับ
ต้องการให้ลูกเขามีทั้งปัญญา ทั้งความรู้ ทั้งคุณธรรม ต้องการอย่างนั้นทั้งนั้น
จากเรื่องหิโตปเทศบอกไว้แน่ชัดเลย แล้วยังมีข้อดำริอีกข้อหนึ่ง เป็นข้อที่
40 ครับ ของท้าวสุทัศน์ ผมตัดออกไปตั้ง 37 ข้อนะครับ มานำกราบเรียนแค่
3 ข้อเท่านั้น
ดำรินั้นความคิดนั้นบอกว่า ...แม้ผู้ที่โง่เขลาก็อาจเรืองรุ่งอยู่ในที่ประชุมได้
ตามเครื่องแต่งกายของผู้นั้น อันผู้ที่โง่เขลารุ่งเรืองอยู่ได้นั้น ก็ตราบเท่าที่ยังไม่แย้มปากพูดออกมา...
หมายความว่าในที่ประชุมนักปราชญ์นั้น คนที่ไม่ใช่นักปราชญ์ก็อยู่ได้ล่ะครับ
ถ้าแต่งกายให้เหมือนนักปราชญ์ และจะอยู่ได้ตลอดถ้าไม่พูดออกมา ถ้าพูดออกมาจึงจะรู้ว่าคนคนนั้นไม่ใช่นักปราชญ์
ที่จริงโบราณเราก็พูดอย่างนี้อยู่เสมอนะ ผมนึกถึงโคลงโลกนิติบทหนึ่งบอกว่า
...ก้านบัวบอกลึกตื้น
ชลธาร มารยาทส่อสันดาน ชาติเชื้อ...
บาทที่ 3 นี้น่ารักมาก ...โฉดฉลาดเพราะคำขาน ควรทราบ... จะรู้ว่าโง่หรือฉลาด
ฟังการพูดจาก็รู้อยู่แล้ว เหมือนกับ ...หย่อมหญ้าที่แห้งรื้อ บอกแล้งแสลงดิน... ถ้าหญ้านั้นแห้งไปหมด
ก็เป็นอันว่าหญ้านั้นแสลงกับดิน ดินไม่มีน้ำไม่มีปุ๋ยให้แล้ว
ฉะนั้นจะฉลาดหรือไม่ฉลาด ให้ฟังจากคำพูดจา เพราะฉะนั้นถึงแม้คนไม่ใช่นักปราชญ์
แต่แต่งตัวแบบนักปราชญ์ ไปนั่งในที่ที่ประชุมของนักปราชญ์ ก็จะดูเหมือนนักปราชญ์
และใคร ๆ ก็เชื่อว่าเป็นนักปราชญ์ ตราบใดที่ยังไม่พูดออกมา ถ้าพูดออกมาจึงจะทราบว่าไม่ใช่
นี่แหละครับ ท้าวสุทรรศน์ก็อยากให้พระโอรสของพระองค์นี่แหละครับมีวิทยา
จะได้เป็นนักปราชญ์ จะได้มีความรู้ จะได้เป็นเหมือนดอกไม้อันมีกลิ่นหอม
พระองค์ก็จะต้องสอนนะครับ ต้องสอนลูก พระมารดาก็จะต้องสอนด้วย เท่านั้นยังไม่พอ
ยังอยากให้มีนักปราชญ์มาสอนอีกด้วยนะครับ
พ่อแม่สอนก็ยังไม่พอ ยังอยากให้มีครูสอนอีกด้วยเพื่อช่วยกัน ทั้งนี้เพราะอะไร
เพราะครูนั้นแต่ก่อน ครูนี้เป็นบัณฑิต เป็นนักปราชญ์นะท่านนะ แม้คำว่าบัณฑิตฟังแล้วผมนึกถึงท่านศาสตราจารย์สาโรจ
บัวศรี นะครับ ซึ่งท่านเป็นอดีตอธิการของมหาวิทยาลัยวิชาการศึกษาเนี่ยะ
ท่านให้คำจำกัดความของบัณฑิตไว้ดีมาก
ท่านบอกว่า บัณฑิตของวิทยาลัยการศึกษานั้น จะต้องมีความรู้ ประดุจนักปราชญ์
และต้องมีความประพฤติประดุจผู้ทรงศีล แล้วท่านยังถืออีกว่า บัณฑิตของท่านนั้น
มีค่าสูงกว่าสิทธิเศรษฐกิจ
ท่านสอนลูก ให้พระมเหสีสอนลูก แต่ก็ยังอยากให้มีครูสอน เพราะครูคนนั้นต้องเป็นบัณฑิต
เพราะถ้าลูกท่านคบกับบัณฑิต ก็จะเป็นบัณฑิต ถ้าเราสอน คบกับใครก็จะเป็นอย่างนั้น
ในมงคลสูตร ในเวลาพระท่านเจริญพระพุทธมนต์ มงคลสูตร ลองฟังซิครับ ...อเสวนา
จพาลานัง... การไม่คบกับคนพาล ...บัณฑิตตานัง จเสวนา... การคบกับบัณฑิต
แล้วยังมีต่อไปอีก ...ปูจาจะ ปูชินียานัง เอตามัง คลวุตตานัง... การไม่คบคนพาล
การคบกับบัณฑิต การบูชาคุณควรบูชา เหล่านี้เป็นมงคลสูตรนะครับ
เพราะฉะนั้นก็ท่านอยากให้มีผู้สอน ก็หาอาสาสมัครเลย อยากให้ลูกเนี่ยะได้สอน
เอ้ยได้อยู่กับผู้ที่เป็นนักปราชญ์ จะได้เกิดประโยชน์นะฮะ ไปอยู่กับนักปราชญ์จะเกิดประโยชน์
ไปอยู่กับนักปราชญ์
"อุปเทศ" ย่อมเกิดประโยชน์ ย่อมเกิด "หิตะ" เพราะฉะนั้น
"หิโตปเทศ" ก็คือ "ไปอยู่ใกล้ให้เกิดประโยชน์"
จึงจะหานักปราชญ์อาสาสมัครมาสอน
ก็เผอิญมีอำมาตย์คนหนึ่งซึ่งเป็นนักปราชญ์ชื่อ วิษณุศรมัน นี้รับสอน รับสอนพระโอรส
เพราะมีความเชื่อว่า พระโอรสนั้นรู้ดีรู้ชั่ว เพราะฉะนั้นจะสอน จะสอนให้เลยนะครับ
ถ้าถามว่าทำไมจึงรับสอน วิษณุศรมัน บอกไว้ดีมาก บอกว่า คนดีย่อมรู้ความดีและความชั่ว
แต่ถ้าว่าเสพกับคนชั่วก็กลับชั่ว เปรียบเสมือนแม่น้ำ ต้นน้ำย่อมจืดสนิทเสมอ
ครั้นถึงทะเลกลับดื่มกินไม่ได้ เพราะว่ามันเค็ม
นี่แหละครับ คนดีถ้าไปคบกับคนชั่วจะชั่วตามนะ เหมือนกับน้ำจืดสนิท พอไหลลงทะเลก็เลยไปเค็มเสียแล้ว
ท่านว่าอย่างงั้น เพราะฉะนั้นเชื่อว่าพระกุมารนั้นเป็นคนดี พระโอรสเป็นคนดี
ถ้าเราสอนด้วยวิธีที่ดี ก็จะดีด้วย
และวิษณุศรมัน ก็ยังบอกว่าวิสัยคนมีปัญญา ย่อมใช้เวลาในการศึกษาศิลปวิทยาและโคลง
ฉันท์ กาพย์ กลอน แต่คนโง่เขลา ย่อมใช้เวลาประพฤติการชั่วสำหรับกิน นอน
และก่อการวิวาท แม้วิษณุศรมันพูดมา 1200 ปีนะ ถ้าฉบับนี้ถ่ายทอดฉบับต้นฉบับมา
ก็เลยรับสอนพระราชโอรส
ซึ่งทำให้ท้าวสุทรรศน์
มีความดีใจมาก เพราะเชื่อว่าวิษณุศรมันนั้นเป็นนักปราชญ์ เป็นบัณฑิต ถ้าลูกตัวได้ไปอยู่ใกล้
เรียกว่ามี อุป-เทศะ ถ้าเข้าไปอยู่ใกล้ย่อมเกิด หิตะ คือ เกิดประโยชน์
นะครับ นี่เป็นที่มาของเรื่องหิโตปเทศ ซึ่งวิษณุศรมันเนี่ยะ ก็จะได้สอนพระโอรส
วิธีสอนนั้น
วิษณุศรมัน ก็ใช้นิทานเป็นสื่อ นิทานนั้นนำมาหุ้มวิทยาเอาไว้ จุดหมายจริง
ๆ จะสอนวิทยา แต่ว่านำนิทานมาเป็นสื่อเข้า ก็เลยเกิดเรื่องของหิโตปเทศ
เป็นนิทานเรื่องต่าง ๆ เกิดขึ้นนะครับ ซึ่งผมจะนำกราบเรียนในคราวต่อไป
สำหรับคราวนี้ ผมนายประจักษ์ สายแสง ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ สวัสดีครับผม