วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 91 เรื่อง นรสิงห์ : วรรณกรรมจากชาติต่าง ๆ
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2547 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

       สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

       มีโทรศัพท์มา แล้วก็ผู้ที่รับก็ได้เขียนจดหมายน้อยเอาไว้ให้ผม ก็เป็นเรื่องของคนที่ เอ่อ ท่านอยู่นอกเขตเทศบาล แต่ท่านอยากจะติดต่อกับทางเทศบาล ที่จริงรายการนี้มันก็ไม่ค่อย ไม่เป็นไรหรอกครับ ก็มองดูว่า ดี ไม่เป็นไรเราพอช่วยได้ วรรณกรรมสองแควเนี้ย ยังไงก็เป็นเรื่องเมืองสองแคว เราถือยังงั้นแล้วกันครับ

        ผมว่าอย่างนี้ครับท่านที่โทรศัพท์มานี่ เอ่อ เป็นไปได้ท่านโทรมาใหม่ กรุณาบอกชื่อผมให้ผมได้ทราบชื่อท่าน แล้วก็หมายเลขโทรศัพท์ของท่านนิดนึง แล้วผมจะโทรถึงท่านเป็นการส่วนตัว แล้วคราวนี้ ท่านก็ได้โทรมาแล้วยังงี้ เสนอแนะท่าน ท่านอยู่นอกเขตเทศบาลก็จริงนะครับ แต่ท่านสามารถโทรติดต่อ นายกเปรมฤดี ชามพูนุช ก็ไม่ลำบากหรอกท่าน โทรเข้าไปเลยนะครับ

        แล้วก็เรื่องที่ท่านบอกว่า อยากจะให้มีสะพานสูงข้ามตรงระหว่างที่จอดรถตรงสถานีรถไฟ เวลาข้ามมาลำบากอะไรทำนองนั้นน่ะ ท่านโทรทำนองนี้ล่ะน่ะ ผมก็พูดได้แต่เพียงแค่นี้ครับ อันนี้ก็ถือว่ามันเป็นเรื่องสองแควนั่นละครับ ผมก็ว่าท่านโทรไปเถอะ เพราะท่านเปรมฤดีก็รับฟังท่านแหละ จะได้ไม่ได้ ก็เป็นเรื่องของท่านอีกทีก็แล้วกัน

        นี่เรื่องที่หนึ่ง เรื่องที่สองที่อยากกราบเรียนคือ มีท่านผู้ฟังโทรมาบอกว่าออกอากาศไปเมื่อวันอาทิตย์เนี่ย คำว่า จักจั่นซึ่งถือว่ามันเป็นอมตะมันไม่ตายน่ะ ผู้พูดไม่ได้อธิบายว่าทำไมเป็นอย่างนั้น แล้วยังบอกไม่ทราบซะอีกด้วย

        ผู้ฟังก็เลยเสนอมาครับ ไม่ใช่เสนอแนะท่านก็บอกมาว่า บอกต่อ ๆ ไปด้วยว่าจักจั่นมันลอกคราบได้ ถ้าลอกคราบได้แปลว่ามันไม่ตาย มันก็เหมือนงูนั่นแหละ เพราะนั้นจึงเอางูมาเป็นเครื่องหมายของสาธารณสุข มีงูพันคบเพลิงงี้ เพราะงูมันลอกคราบได้ มันไม่แก่ไม่เฒ่าอะไรทำนองนั้น

        ก็ผมก็ออกอากาศเรื่องนี้จะได้เป็นที่ทราบทั่วกันไป ผมก็ออกอากาศน่ะท่านน่ะ ว่าจักจั่นลอกคราบได้ เป็นเครื่องหมายอมตะ นี่ นี่ ท่านผู้ฟังที่กรุณาเสนอมา ผมก็ขอบพระคุณท่านมากนะครับ ถ้ามีอะไรเสนอแนะมาบอกผมด้วยครับ ผมก็จัดโดยที่พูดเร็วเกินไปบ้าง หรือว่าบางครั้งพูดได้ไม่ครบตามข้อความที่ท่านต้องการ ท่านต้องการให้พูดเรื่องอะไรได้ทั้งนั้นเลยนะท่านนะ

       ในส่วนเกี่ยวกับวรรณกรรม เอ่อ ก็มีอันนี้เป็นจดหมายน้อย อยากทราบเรื่องนรสิงห์ อะ ท่านก็บอกว่าผมพูดเรื่องพืช เรื่องสัตว์ที่มันอยู่ในไฟลัมนั้น ไฟลัมนี้ ชีววิทยาแบบเก่า ๆ เนี่ย คราวนี้ท่านอยากจะฟังเรื่องสัตว์ซึ่งมันจัดเข้าในแบบชีววิทยาได้บ้าง เช่น นรสิงห์อย่างนี้ ว่ามันหมายถึงอะไร

       ก็ไม่ยากอะไร อันนี้ท่าน เพราะว่านรสิงห์มันอยู่ในวรรณกรรมของชาติที่มีวัฒนธรรมสูง อารยธรรมสูงทั้งหลาย มีทั้งนั้นละครับตัวนรสิงห์ นรสิงห์ครึ่งมนุษย์ นร แปลว่า มนุษย์ สิงห ก็ราชสีห์ นรสิงห์ก็ครึ่งคนครึ่งสิงห์ กึ่งคนกึ่งสิงห์

       เนียะ ไอ้ของอะไรมันครึ่ง ๆ เนี่ย น่าดู เรากลัวกัน ครึ่งผีครึ่งคน ก็น่ากลัวเหมือนกัน นี่ก็ครึ่งคนครึ่งสิงห์

       หลายชาติเลย ที่เป็นชาติที่เจริญมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ เขามีเรื่องของสัตว์ประเภทนี้อยู่ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอินเดียน่ะ อินเดียซึ่งมีอารยธรรมสูงอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุเนียะ นี่เค้าเจริญมา 5,000 กว่าปี เค้าก็มีเรื่องนี้ อินเดียนะท่านน่ะ

       คำว่า อินเดียเนียะ ที่เรียกว่าอินเดียก็เพราะว่าประเทศนี้ตั้งอยู่ที่แม่น้ำ Indus อินเดิส เราเรียกว่าแม่น้ำสินธุ ท่านอย่าสงสัยนะว่าทำไมอินเดิส ไปเป็นสินธุ คือว่าถ้าเราออกสินธุ แขกบางคนเค้าออกเสียงตัว ส ข้างหน้าไม่ได้เลยต้องเอาเสียง อ มานำ เหมือนคำว่า สตรี ต้องออกเป็น อิสตรี แล้วเป็น อิตถี ทำนองนี้

       ฉะนั้น อินเดิส กับ สินธุ เป็นคำเดียวกันท่าน ชื่อของ อินเดิส แม่น้ำอินเดิส แม่น้ำสินธุ ก็มาเป็นชื่อของประเทศอินเดีย ดูดี ๆ ว่ามีเทพที่เป็นพระอินทร์ก็มีอยู่ แสดงว่าเป็นเทพดั้งเดิมจริง ๆ ของถิ่นนี้ อ้าวนี่พูดถึงอินเดียว่ามีนรสิงห์ ก็เลยอธิบายรายละเอียดของอินเดียออกไปนั่นแหละ

       เพราะฉะนั้นตามปราสาทของขอม ขอมก็เป็นชาติที่ปัจจุบันก็เรียกว่าสูญพันธุ์ไปแล้วมั้ง ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนคงเป็นขอมดำดินไปแล้วน่ะท่านนะ แต่ร่องรอยที่เหลือมีรูปนรสิงห์ อยู่ตามปราสาทของขอม ปราสาทของขอมมีอยู่มากมาย แม้แต่ปรางกู่ก็มี ปราสาทใหญ่ ๆ ก็มี อยู่ในประเทศกัมพูชา ใหญ่ ๆ บางส่วนอยู่ในเรา

       จากนั้นก็ในอาณาจักรดึกดำบรรพ์ของเมโสโปรเตเมียเนี่ย เช่น อาณาจักรอัสซีเรีย อยู่ในเมโสโปรเตเมีย นี่ก็ดึกดำบรรพ์มาก มีพวกนรสิงห์อยู่ แม้แต่ของอียิปต์ อียิปต์หรือไอยคุปต์นี่ ซึ่งมันเจริญไล่เลี่ยกับอัสซีเรียมัน ก็มีเรื่องนรสิงห์ อาณาจักรกรีกโบราณก็มีนรสิงห์ท่าน

       แล้วใกล้ ๆ เรา คือ พม่าตามปูชนียสถานจะมีนรสิงห์ ของเราเองก็มีที่วัดพระแก้วท่าน นรสิงห์นี่ มีนรสิงห์เหมือนกันแหละ

       แต่ร่างของนรสิงห์แตกต่างกันไปเป็นธรรมดาท่าน ตามเอ่อวัฒนธรรม ตามความนิยมของเค้า ของอินเดีย ของขอม รึของอัสซีเรีย ของ เอ่อ อียิปต์ ของกรีก นรสิงห์จะมีหน้าตาแตกต่างกัน

       ถ้าท่านจะถามผมว่าทำไม แตกต่างกันล่ะ นรสิงห์นี่ มันก็ตอบได้ไม่ยากหรอกท่าน ท่านดูพระพุทธรูปสิครับ พระพุทธรูปเนี่ย จะของคันธาระแบบคันธาระหรือกันดาฮา อาฟกานิสถาน ติดเขตปากีสถานก็มีพระพักตร์อย่างหนึ่งครับ ลักษณะนิยมก็เป็นประทับยืนก็มี แบบทราวดีก็อีกอย่างหนึ่ง

        เอ้า ใกล้ตัวที่สุดของไทยเราเนียะ พระเชียงแสนจะมีวรกายอวบอ้วนน่ะท่านน่ะ พระเกศมาลาเป็นต่อม อะ ฮะ น่าคิด ส่วนสุโขทัยพระวรกายบอบบาง โอษฐ์แบะงี้ฮะ ช่างศิลป์จินตนาการไปเป็นอย่างนั้น แม้นนี้พระพุทธรูป พระพุทธเจ้าองค์เดียวกันเรายังมองต่างกัน นี่ขนาดนรสิงห์ โอ อียิปต์กะไทยจะมองเหมือนกันก็เกินไป มันก็มองแตกต่างกัน

       คราวนี้วรรณกรรมที่ประกอบมันก็มีวรรณกรรมแตกต่างกัน ถ้าเป็นของอินเดียล่ะ นรสิงห์ของอินเดียเนียะ มีวรรณกรรมประกอบหลายเรื่องเลยน่ะท่านนะ รูปร่างนรสิงห์ของอินเดียเนียะก็มีหัวเป็นสิงห์ในที่นี้ก็คือ คล้ายสิงโตน่ะ อย่าไปปนกับงูสิงห์น่ะ คนละเรื่องน่ะ

        อ่า มีหัวเป็นสิงห์ มีตัวเป็นมนุษย์ เป็นคนเนียะคนไทยเราที่เรียนวรรณกรรมก็รู้จักดี เรื่องของนรสิงห์เนียะ รู้จักจากคัมภีร์วิษณุปุราณะบ้าง รู้จักเรื่องนารายณ์สิบปาง เนียะก็เป็นเรื่องราวของการอวตารลงมาปราบยุคเข็ญบนพื้นโลกของพระนารายณ์ซึ่งมี 10 ครั้ง

        เราก็ทราบก็มี 10 ครั้ง แรกตั้งแต่ ปางอวตารมาเป็นปลามั้ง มัสยาตาร ปางที่ 2 เป็นเต่า กุรมาวตาร แล้วก็มาเป็นอะไรหลายอย่าง จนมาถึงเป็นนรสิงห์ นรสิงห์หาวตารเนียะ มีทั้งหมด 10 ครั้ง

        แล้วมีครั้งไหนไม่ทราบ ครั้งที่ 9 รึปล่าวที่เป็นพระพุทธเจ้าน่ะ เอ่อ อันนี้ก็แปลกดี พระนารายณ์อวตารมาเป็นพระพุทธเจ้า แสดงถึงว่า ฮินดูพยายามจะปรับศาสนาของตัวเนียะให้เป็นที่จับอกจับใจแก่ชาวพุทธ แล้วก็ให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าเป็นพระนารายณ์อวตารมา นั่นคือพยายามกลมกลืน 2 อย่างนี้เข้าด้วยกัน เรื่องนี้มีปรากฏในนารายณ์สิบปาง

        ส่วนเรื่องนรสิงห์ นรสิงห์หาวตารเนียะ นี่กล่าวถึงมียักษ์ตนหนึ่ง ยักษ์นี่ยักษ์ดี ๆ ก็มีน่ะท่านนะ ยักษ์ไม่ดีก็มี ยักษ์นักเลงเนียะมีเยอะ ยักษ์นักเลงโตเนียะ ยักษ์ตนนี้ก็ชื่อ หิรันตยักษ์

       นี่ก็หิรันตยักษ์ หิรันตยักษ์นี่นักเลงทั้งนั้นน่ะท่านน่ะ เหมือนหิรันตยักษ์ก็ยังม้วนแผ่นดินเลย พระนารายณ์ต้องอวตารมาเป็นหมู อวตารมาปราบ

       อ่ะ นี่ก็หิรันตยักษ์เหมือนกัน แกไปขอพรจาก น่าจะเป็นพระอิศวร หรือพระศิวะอะไรก็ว่ากันไปเถอะ แต่สมัยของเรามักจะเรียกว่า พระอิศวร ถ้าเป็นของฮินดู ของสันสกฤต จะเรียกว่า พระศิวะ หรือ ศว

       จะถามว่าทำไมเรียกต่างกันอย่างนั้นเล่า อิศวร ศิวะ เนียะ คำตอบก็คือ เรียก ศิวะ หรือ ศว แขกบางพวกออกเสียง ศ ไม่ได้ต้องเอา อ มานำ เลยเป็น อศวร เป็น อิศวร ..( ไอ ).. ประทานโทษนะท่านน่ะ มีไอ สลับฉากเล็กน้อย

       กล่าวถึงพระอิศวร ก็เป็นอันว่า หิรันตยักษ์ขอพรจากพระอิศวร ขอนี่แปลกนะท่านนะ อย่าให้ตัวต้องตายด้วยอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นคมหอก คมดาบ ถ้าเป็นสมัยนี้ก็มีปืนกับระเบิดแถมเข้าไปด้วยมั้ง อีตอนนั้นที่ขอยังไม่มีนะ อย่าให้ตายด้วยคมหอก คมดาบ รึอย่าให้ตายด้วยสัตว์ร้ายมาฆ่าไม่เอา รึอย่าให้ตายตอนกลางวัน อย่าให้ตายตอนกลางคืน อย่าให้ตายนอกบ้านอย่าให้ตายในบ้าน

       โห มันมันขอพรป้องกันตัวไว้หมดเลย พูดง่าย ๆ ก็คนก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่ตายในตอนกลางวัน ไม่ตายในตอนกลางคืน ไม่ตายนอกบ้าน ไม่ตายในบ้าน ขอพรรอบคอบจริง ๆ คนนี้น่ะ ว่ายังไง ยังไงก็ไม่ให้ตัวตาย

        อ่ะ ยักษ์เนียะ พอได้พรแล้วก็ธรรมดาครับได้พร ได้ตำแหน่ง ได้อำนาจเนอะ จะพูดสมัยปัจจุบันก็คือได้ตำแหน่ง ได้อำนาจ พอได้พรแล้วหิรันตยักษ์ก็กำเริบ คนเรามีอำนาจมักจะกำเริบนะท่านนะ

        ธรรมดา รุสโซยังกล่าวไว้ว่า เพาเว่อร์ อีส คอรัส ระวังให้ดี ถ้ามีอำนาจเดี๋ยวเน่าได้ อะไรพวกนี้ หิรันตยักษ์แกเกิดก่อนรุสโซ เรื่องนี้มันไม่สัมพันธ์กันหรอก

       หิรันตยักษ์ก็กำเริบ ออกมารังควานทั่ว 3 โลกเลย ทั้งสวรรค์ มนุษย์ บาดาล 3 โลกกลัวแกหมดเลย ไตรภพกลัวแกหมด ไตรภพในที่นี่ไม่ใช่คนที่เป็นโฆษกอะไรนั่นน่ะ ไตรภพในที่นี่ คือ ทั้ง 3 โลก ก็กลัวหิรันตยักษ์ เดือดร้อนกันหมดทุกหย่อมหญ้า

        พอเดือดร้อนกันนี้ ฤาษี ชีไพรทั้งหลาย มนุษย์มานาก็ขอพระอิศวรให้ช่วยปราบ ปราบคนที่พระองค์ให้อำนาจมาเนียะ พระอิศวรจะทำยังไงล่ะทีนี้ ก็ต้องขอพระนารายณ์เพราะพระนารายณ์ท่านมีหน้าที่ในการบริหารโลกโดยตรง ในการปราบปรามโดยตรง

        อ่ะนี่พระนารายณ์ก็รับหน้าที่ เอ่อ เอาเถอะ ให้ปราบหิรันตยักษ์ก็ปราบได้น่ะครับ ก็เลยอวตารลงมาปราบยักษ์ตนนั้น จะได้สงบซ่ะที เค้าเรียกว่าหายซ่าน่ะ ภาษาปัจจุบันน่ะ ตอนนั้นก็มีอำนาจน่าดูทีเดียวหิรันตยักษ์เนี่ย

        พระนารายณ์นี่ก็ทรงคิดดูเหมือนกันน่ะ จะลงมาปราบมันยังไงล่ะ คนก็ฆ่ามันไม่ได้ เทวดาก็ฆ่ามันไม่ได้ มันได้พรมาอย่างนั้น สัตว์ก็ฆ่ามันไม่ได้ หอก ดาบก็ทำอะไรมันไม่ได้ มันไม่ตายนอกบ้าน ไม่ตายในบ้าน ไม่ตายกลางวัน ไม่ตายกลางคืน จะทำยังไงดีจึงจะฆ่ามันได้ อ่า เพราะมันป้องกันไว้ทุกทาง

        พระนารายณ์ก็เลย อา ทรงคิดได้ว่า ถ้าแม้นว่ามันไม่ตายด้วยสัตว์ ไม่ตายด้วยคนเนียะก็ไม่เป็นไร เราก็แปลงตัวซะเป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ถ้าจะดี สัตว์ที่แปลงก็เป็นสิงห์ เราก็เป็นคนด้วยทั้งคู่ก็มันครึ่งสัตว์ครึ่งคน

       นี่ ตกลงขอพรไปไม่รอดตรงนี้ หมดท่าเลย เค้าเรียกว่ามีช่องโหว่ แต่ไม่ใช่ช่องโหว่ของกฎหมายน่ะ ช่องโหว่ของการขอพร ว่าขอไม่ตายด้วยคนหรือสัตว์ อันนี้ครึ่งคนครึ่งสัตว์ ไม่ได้ขอเอาไว้นี่อันนี้อ่ะ มันจะเรียกว่ายังไงดี ครึ่งคนครึ่งสัตว์ หัวเป็นสิงห์ตัวเป็นคน หิรันตยักษ์ก็จะสู้ไม่ได้แน่ เพราะอันนี้ขอพรไม่ได้คลุมเรื่องนี้นี่ครับ

       จากนั้นก็ลงมา แถมเวลาเสด็จลงมาจะฆ่าหิรันตยักษ์ ปราบหิรันยักษ์นี่ พระนารายณ์ลงมาตอนสายัณหสนธยา ต้องใช้ตัวนี้ สายัณหสนธยา นั่นคือ เวลาทไวไลต์โซน มันจะสิ้นแสงตะวันก็ไม่ใช่ กลางคืนก็ไม่เชิง เพราะฉะนั้นคำขอพร จะไม่ตายในกลางวัน จะไม่ตายในกลางคืนนั้นก็มีช่องโหว่อีกแหละ

        ขอให้ตายเวลาสิ้นแสงตะวัน สายัณหสนธยา ทไวไลต์โซนเนียะ ไม่ได้ขอไว้ก็เสร็จเลย ครึ่งคนครึ่งสัตว์ลงมา ไม่ได้มาฆ่ากลางวัน ไม่ได้มาฆ่ากลางคืน แต่ฆ่าอีตอนกลางวันต่อกลางคืน มันมีช่องว่างอยู่เนียะ

       ก็ลงมาถึงปราสาทยักษ์ ทรงใช้อุ้งเล็บสิงห์ลากตัวหิรันตยักษ์มาที่ธรณีประตูวังนี่ น่ากลัวน่ะนรสิงห์นี่นะ ลากเอายักษ์ออกมา เอาเล็บอ่ะสิ ในนั้นบอกว่าไม่ตายด้วยคมหอกคมดาบก็เอาเล็บลากออกมา อยู่ตรงธรณีประตู

      พอมาถึงตรงนั้นก็ถามยักษ์ว่าอีตรงนี้เขาเรียกว่าอะไร พระนารายณ์ก็ถามนะ ถามอย่างนี้ ยักษ์ตอบด้วยเสียงอ่อย ๆ ว่าเขาเรียกธรณีประตูพระเจ้าข้า สงสารมันนะหิรันตยักษ์ตัวนี้เสียท่าล่ะ ธรณีประตูนี้อยู่ในบ้านรึนอกบ้าน พระนารายณ์ถามไปอีก มันก็บอกว่าไม่ใช่ในบ้านรึนอกบ้านพระเจ้าข้า

      พูดงี้ก็เสร็จสิเพราะตัวขอพรว่าไม่ตายในบ้านและไม่ตายนอกบ้าน แล้วบริเวณธรณีประตูเราถือว่าไม่ใช่ทั้งในบ้าน ไม่ใช่ทั้งนอกบ้าน มันอยู่ตรงกลางพอดี เพราะฉะนั้นพระนารายณ์ก็บอกว่าถ้างั้นเอ็งจะต้องโดนฆ่าตรงนี้ ไม่ผิดกติกาหรอก ทางฝ่ายยักษ์ก็บอกว่า ใช่ ตอบแค่นั้นแหละ พระนารายณ์ก็ใช้กรงเล็บฉีกลงไป

      นี่ก็เป็นเรื่องเล่าซึ่งคนสมัยก่อนก็ให้เห็นสติปัญญา ให้เห็นช่องว่าง ซึ่งเราพูดแล้วว่ามีช่องว่าง เราไปขออะไรไว้ เค้าดูว่าเราไม่ได้ขออะไร ยังงี้ เหมือนบางคนเค้าบอกว่า อ่านข้อบังคับเนี่ย อย่าไปอ่านว่าเค้าบังคับอะไร แต่อ่านว่าเค้าไม่บังคับอะไร เอ่อ ยังงี้ก็มีอ่านแบบพระนารายณ์เล่นงานหิรันตยักษ์นี่แบบนี้น่ะ

      นี่ก็เป็นเรื่องในลิลิตนารายณ์สิบปาง ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงแต่งเป็นโคลงดั้นครับ ข้อความดำเนินเรื่องรวดเร็วมากทีเดียว

      ถ้าเรามีโอกาสไปอ่าน วิษณุปุราณะ พวกปุราณะ พวกตันตระต่าง ๆ อันนี้เป็นปุราณะนะครับ เป็นเรื่องทำนองเดียวกัน ก็คือกล่าวถึงพระนารายณ์อวตารมาปราบขุนยักษ์ชื่อว่า หิรัณยกศิปุ โห นี่ชื่อน่าดู หิรัณยกศิปุ คนนี้เป็นน้องชายฝาแฝดของหิรัณยากษะ

      หิรัณยากษะ อยู่ในปางที่ 3 ตอนที่เรียกว่า วราหาวตาร ตอนที่โลกสลายเป็นแผ่นดิน วราหาวตารเนียะ ระวังจะพันกับรามเกียรติ์นะ มันคล้าย ๆ กันน่าน่ะ นี่ในวิษณุปุราณะ แตกต่างกันบ้าง เดี๋ยวท่านที่อ่านรามเกียรติ์ในตอนหิรันตยักษ์ม้วนแผ่นดินจะงงใช่มั้ยครับ

      ...มาจะกล่าวบทไป หิรันตยักษ์แกล้วกล้า ที่บอกว่า กำแหงอิ่มเอิบกำเริบใจ จะผลาญให้บรรลัยทั้งไตรจักร สำแดงแผลงฤทธิ์ฮึกฮัก ขุนยักษ์ไล่ม้วนแผ่นดิน ชมพูอุดรรกาโลก มรโคญาณีก็ได้สิ้น หนีบใส่รักแร้อสุรินพาไปแผ่นดินไปบาดาล...

      นั่นในรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธ เอ่อ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช คราวนี้ที่ยกมาเนียะ มันก็เป็นตอนเดียวกันนั่นแหละครับ คือ พระนารายณ์อวตารเป็นหมู แต่เรื่องที่เล่ามันต่างกันเล็กน้อยในวิษณุปุราณะ

      ชื่อของยักษ์ก็ใกล้เคียงกัน อันนี้เป็นหิรัณยกศิปุนะ อ้า ซึ่งเป็นน้องชายฝาแฝดของหิรัณยากษะ หิรัณยากษะ ที่รามเกียรติ์ของเราใช้หิรันตยักษ์

      คือในเรื่อง วราหาวตาร ผมขอทวนนิดนึง นิดนึงนะที่พูดถึงว่าอวตารเป็นหมู บอกว่าตอนนั้นโลกสลายเป็นแผ่นดิน จมหายไปในมหาสมุทร โลกสลายเป็นแผ่นดินนะครับ อันนี้แหละครับที่เราบอกว่าม้วนเป็นแผ่นดินไปบาดาล แต่ในของวิษณุปุราณะบอกว่าโลกสลายแผ่นดิน ไม่ใช่โลกสลายเป็นแผ่นดินน่ะ โลกเนี่ยสลายแผ่นดิน จมหายไปในมหาสมุทร

      พระนารายณ์จึงแปลงเป็นหมูป่า เขี้ยวแหลม ยาว เขี้ยวออกมาข้างนอกเนียะ มีกายใหญ่กว้าง 10 โยชน์ สูง 100 โยชน์ อะนี้สูงมาก เทียบเท่าสูงยังกะหิมาลัย ถ้าเทียบกะเอฟเวอเลสก็ 200 เท่าถึงจะถึงมั้ง

      นี่ก็หมูป่า หมูป่าก็ดำผุดดำว่ายในมหาสมุทรนั่นน่ะนะ เอ่อท่าน หมูนี่มันว่ายน้ำได้รึป่าวหือ หมูกับอูฐนี่ เค้าบอกว่าว่ายน้ำไม่เป็นนะ หมูนี่ดำผุดดำว่ายน้ำได้ มันเป็นหมูวิเศษเนี่ย หมูพระนารายณ์อวตารมาเนี่ย ถึงดำผุดดำว่ายในมหาสมุทรได้

      ถามว่าดำไปทำไม ดำไปค้นหาแผ่นดิน พอพบแผ่นดินก็เอาเขี้ยวงัดขึ้นมา งัดแผ่นดินขึ้นมา ครั้งนั้นมียักษ์อันธพาลตนนึง ว่ามันเป็นแทตย์ก็ได้ คือ พวกตระกูลยักษ์ ตระกูลครึ่งยักษ์ครึ่งผีนี่มีเยอะนะท่านนะ พวกรากษส พวกแทตย์ พวกยักษ์เนี่ย อันนี้มันเป็นยักษ์อันธพาล ชื่อ หิรัณยกษะ มาขัดขวางอิจฉาไม่อยากให้มนุษย์มีแผ่นดินอยู่

      หมูป่าซึ่งเป็นพระนารายณ์อวตารอุตส่าห์เอาเขี้ยวงัดแผ่นดินขึ้นมา ไปคุ้ยหาเอาดำผุดดำว่ายในมหาสมุทร พอเอาแผ่นดินขึ้นมายักษ์นี่ก็ขวาง หิรัณยกษะนี่มาขวาง อื่อ ไม่ยอมให้มนุษย์มีแผ่นดิน เพราะงั้นเลยขัดขวางการกระทำของหมูป่าเนี่ย หมูป่าก็เลยขวิด เสร็จเลย

      เพราะหมูป่าเป็นหมูพระนารายณ์อวตารเลยขวิดยักษ์ตนนี้ตายเนียะ นี่นี่ ผมย้อนเข้าไปถึงว่า วราหาวตารตามแบบของวิษณุปุราณะนะท่านนะ มิได้กล่าวตามเรื่องในที่ปรากฏในลิลิตนารายณ์สิบปางนะท่านนะ

       เอางี้ย้อนกลับไปเสีย ย้อนกลับไปเรื่องอะไรล่ะ เรื่องนรสิงห์ คราวนี้ไม่เอาละเรื่องหมู เรื่องนรสิงห์กะหมูเนี่ย บอกว่าพระนารายณ์อวตารมาปราบขุนยักษ์ชื่อหิรัณยกศิปุนะฮะ คือ หิรัณยกศิปุเนี่ย แกโกรธ อะไรล่ะ ที่พี่ชายของแก คือ เอ่อ หิรัณยกษะนี่ถูกพระนารายณ์หรือหมูเนี่ยขวิดตาย แกก็อาฆาตพระนารายณ์สิเนี่ย มีความอาฆาตมาดร้ายพระนารายณ์มาก การอาฆาตมาดร้ายนั้นเป็นเหตุให้หิรัณยกศิปุ บำเพ็ญตบะ นะท่านนะ

       บำเพ็ญตบะ แปลว่า เผากิเลส คือไม่ให้มีเรื่อง ไม่ให้มีความเครียด ไม่ให้มีเครื่องเศร้าหมองอยู่ไงท่าน คนเราถ้าไม่มีความเครียด ไม่มีเครื่องเศร้าหมองไปบดบังสติปัญญานะท่านนะ เชื่อแน่ว่าจะมีอำนาจวิเศษน่ะท่าน เขาจึงบำเพ็ญตบะ ตบะ แปลว่า เผากิเลส นะครับ ซึ่งผู้ที่มีบุญวาสนาเนี่ยจะต้องเผากิเลสตัวทั้งนั้นแหละ ตปัง เขาใช้คำว่า ตปัง คือ ตบะ ตัวเดียวกัน

        นี่แกบำเพ็ญตบะ แล้วขอพรจากพระพรหม ขอพรว่าอย่าให้เทวดาหรือมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉานสังหารตนให้ตาย สัตว์ก็สังหารตนไม่ได้ เทวดาก็สังหารตนไม่ได้ มนุษย์ก็สังหารตนไม่ได้ ขออย่าให้ตายด้วยอาวุธใดใด อย่าให้ตายในเวลากลางวัน อย่าให้ตายในเวลากลางคืน อย่าให้ตายในบ้าน อย่าให้ตายนอกบ้าน

       นี่ขอเหมือนกันข้อความนี้เป็นเรื่องที่ปรากฏในวิษณุปุราณะ ซึ่งก็คล้าย ๆ กับเรื่องที่พูดไปเมื่อสักครู่นี้นะครับ ได้พรแล้วหิรัณยกศิปุก็กำเริบเนี่ย มีอำนาจอีกล่ะ มีพาวเวอร์น่ะ กำเริบทีเดียว

       กำเริบเนี่ยทำไงล่ะ ตั้งตัวเป็นพระอินทร์ก็ได้ เป็นพระอาทิตย์ก็ได้ พระจันทร์ก็ได้ ทำเป็นพระจันทร์ พระอาทิตย์ส่องโลกเอง แค่นั้นยังไม่พอ ยังตั้งตัวเป็นพระอัคนีเนี่ย อัคนีเนี่ยเจ้าแห่งไฟ แค่นั้นไม่พอมีอำนาจแล้ว แย่งตำแหน่งพระพิรุณ เจ้าแห่งน้ำ

        โอย มันรวบอำนาจหมดเลยนี่ ตัวเป็นทั้งพระอินทร์ เป็นพระอาทิตย์ พระจันทร์ แล้วก็ทราบอยู่แล้วพระอินทร์เป็นผู้กำหนดฤดูของโลกเรา กำหนดฝน กำหนดลมเนี่ย พระอินทร์นั่นก็มีลูกน้องคนสำคัญพระพายกับพระพิรุณไง ถึงเวลาก็จะให้ฝนตกตรงไหนก็ใช้นิ้วชี้ลงไป ใช้ฝ่ามือชี้ให้ตกตรงนี้ คือชี้ที่ไหนก็มีฟ้าแลบ แปร้บ ๆ เพราะพระอินทร์นั้นท่านมีชื่อ วชิรปาณี แปลว่า มีฝ่ามือดังสายฟ้านั่นแหละ

        ตานี้นะตาหิรัญยกศิปุ มันทำหน้าที่ทั้งของพระอินทร์ พระอาทิตย์ ทั้งของพระจันทร์ แล้วยังเจ้าแห่งไฟ ไปแย่งตำแหน่งพระพิรุณเจ้าแห่งน้ำ ไปแย่งตำแหน่งท้าวกุเวร ท้าวกุเวรเนี่ยเป็นหนึ่งในจตุโลกบาลนะท่านนะ จตุโลกบาลมี 4 องค์นะ เทพประจำทิศนะ คือท้าวกุเวร ท้าวทศรถ ท้าววิรุณหก ท้าววิรูปักษ์ ท้าวกุเวรนี่เป็นเจ้าแห่งทรัพย์ จะไปแย่งตำแหน่งของท่านเนี่ย แย่งตำแหน่งพระยม เจ้าแห่งชีวิต

        เรียกว่าใครมีอำนาจคนนี้รวบเอาไว้หมดเลย เวลาใครบูชา บรวงสรวงเทพทั้งหลาย ตัวก็รับไว้เองหมด เทพทั้งหลายก็เดือดร้อนสิ เพราะหมดอำนาจ เนื่องจากนี่มันแย่งเนี่ย ทั้งพระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอินทร์ พระอัคนี พระพิรุณ ท้าวกุเวร พระยม พวกนี้เรียกว่าเสียหมดเลย โดนแย่งอาชีพโดยยักษ์ซึ่งได้พรจากพระพรหมเนี่ย

        ทั้งหมดก็เลยไปฟ้องพระนารายณ์ ทูลเชิญพระนารายณ์ลงมาปราบ อำนาจมันเกินไปซะแล้ว คนนี้ อำนาจมันล้นฟ้าเกินไป เชิญปราบมันเถิด อ่า คราวนี้ หิรัณยกศิปุ เค้ามีลูกชายนะ ตาคนนี้มีลูกชายนะครับ เป็นยักษ์ที่มีลูกชาย ชื่อ ประหลาท

        ประหลาท แต่ไม่ได้หมายความว่าแปลกประหลาดหรอก ชื่อประหลาทซึ่งดูแตกต่างจากพ่อ เพราะพ่อนั้นเกลียดพระนารายณ์นะครับ แต่ประหลาทคือลูกเนี่ย นับถือพระนารายณ์ พ่อก็ไม่ชอบน่ะสิ พ่อเกลียดใครก็อยากให้ลูกเกลียดคนนั้น นี่ลูกกลับไปนับถือคนที่พ่อเกลียดพ่อก็ไม่ชอบ

       พ่อก็บอกให้พราหมณ์เอาลูกตัวไปฆ่าเสีย โอ้ คนนี้ไม่ถูกกับลูก เอาลูกไปฆ่า เอ่อ จริง ๆ นะ แม้แต่เรื่องของยักษ์ เรื่องของเทพยังมีการฆ่าลูก ฆ่าพ่อกันเหมือนกันนะ แต่ก่อนนี้น่ากลัวนะเอาลูกไปฆ่า

       ของเรานี่ที่เอาลูกไปฆ่าใน เอ่อ ประวัติศาสตร์ของเราเห็นมีสมัยนึงคือ สมัยของพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์เมืองเชียงใหม่ ที่ให้สำเร็จโทษหนานบุญเรือง ซึ่งเป็นลูกของตนเอง พระโอรสของพระองค์ เพราะเกรงว่าหนานบุญเรืองจะแย่งราชสมบัติของพระองค์เนี่ย กลัวหนานบุญเรืองซึ่งเป็นลูก เพราะพระเจ้าติโลกราชก็แย่งราชสมบัติจากพระเจ้าสามฝั่งแกน ซึ่งเป็นพระราชบิดา เรื่องนี้ก็ต้องดูในประวัติศาสตร์เชียงใหม่

       เอาเป็นว่าเรากลับมาเถิดว่า หิรัณยกศิปุเนี่ยไม่ชอบลูกชาย ลูกชายไปบูชาพระนารายณ์ ตัวน่ะเกลียดพระนารายณ์ ก็เลยให้พราหมณ์เนี่ยฆ่าลูกของตัวเสีย ปรากฎว่าพราหมณ์นั้นฆ่าเท่าไหร่ประหลาทก็ไม่ตาย ที่ไม่ตายก็เพราะประหลาทเนี่ย มีความศรัทธาในพระนารายณ์ แล้วความศรัทธานั้นได้ช่วยให้แกรอดพ้นไม่ตาย มิหนำซ้ำพวกพราหมณ์ไปฆ่านี่ตายซะเอง

      พอตายเข้าไปนี่ จากที่พราหมณ์ตายนี่ หิรัณกสิปุก็เลยเยาะเย้ยลูกชายว่า อะไร อะไรก็พระนารายณ์ ว่าลูกน่ะ ในเสานี่ก็คงจะใช่พระนารายณ์ด้วยล่ะสิ พูดเสร็จหิรัณยกศิปุก็ชี้ไปที่เสา บอกพระนารายณ์ด้วยมั้ง

      ข้างฝ่ายลูกชายชื่อประหลาทก็ตอบว่า ถูกแล้ว ในเสานั้นพระนารายณ์ก็สถิตอยู่ พอหิรัณยกศิปุได้ยินดังนั้น ฉุนกึกขึ้นมาทันที ชี้หน้าด่าลูกว่า แกนี้น่ะ ทำไมแกถึงได้เป็นคนชั่วร้ายอย่างนี้ เอาเถอะถ้าพระนารายณ์มีอยู่ในเสาจะฆ่าให้แกดู พระนารายณ์จะแน่ขนาดไหน

     พูดเสร็จก็เอาตะบองฟาดลงไปที่เสาทันที พอฟาดลงไปปรากฏว่าเสาแยกออกฮะ พระนารายณ์อวตารเป็นนรสิงห์ออกมาจากเสาพอดี ตรงเข้าจับหิรัณยกศิปุลากไปที่ธรณีประตู หิรัณยกศิปุก็คงจะงง ไม่เคยเห็นอะไรตัวเป็นอย่างนี้มาก่อน ถามว่าแกนี่ตัวอะไร นะถามอย่างนี้นะฮะ

      นรสิงห์ก็บอกว่า นี่ล่ะ พระนารายณ์ที่เอ็งท้าอยู่ทุกวันไงล่ะ พูดเสร็จก็จับหิรัณยกศิปุฉีกอก เนี่ย ฉีกอกยังกะเสียบไปเลย ยังกะไก่ย่าง เอ่อ อันนี้ไก่ย่าง ไข้หวัดนกเค้าหมดไปแล้วนะเนี่ยนะ กินได้แล้ว นี่เสียบไปล่ะ เสร็จเลย หิรัณยกสิปุก็เลยตาย

      นี่ก็เป็นวรรณกรรมของอินเดีย ที่มีคล้าย ๆ ก็ยังมีอีกหลาย ๆ แหล่ง หลายสำนวนท่าน มากมายเลยชื่อก็ไม่ค่อยจะต่างกันละ นำด้วยหิรัณ หิรัณอะไรทำนองเนียะ เป็นยักษ์ที่เป็นนักเลง ทำนองนั้น ก็ตายซะถูกนรสิงห์ฉีก นี่ผมพูดมาสองเรื่องเนี่ยจากวรรณกรรมนรสิงห์ก็เล่นงานไปทั้งนั้น

      อะ คราวนี้นรสิงห์ของชาติอื่น ๆ นี่ก็มีท่าน เอ้าไปเอาเกี่ยวกับนรสิงห์ของอินเดียนะฮะ เราไปดูนรสิงห์ที่มันเกี่ยวข้องกัน มันก็ต้องอินเดียนั่นแหละ แต่มันแพร่หลายไปถึงขอม ขอมนี่มีรูปนรสิงห์ตามปราสาทหิน เช่น ปราสาทหินนครวัด อันนี่มีรูปนรสิงห์อยู่ครับ

      ส่วนพม่าเนียะเค้าสร้างรูปนรสิงห์ แต่มีลักษณะคล้าย ๆ สฟิงก์ของอียิปต์นะท่าน ไอยคุปต์นี่คล้าย ๆ กัน คือ หัวเป็นคนแต่ตัวเป็นสิงห์ เอ่อ มันก็ครึ่งเหมือนกัน ครึ่งบนครึ่งล่างต่างกัน

       ของไทยเราก็มีที่วัดพระแก้ว หน้าเป็นคนตัวเป็นสิงห์ แต่ที่วัดพระแก้วนี่สวยนะท่านน่ะ นรสิงห์ของเราดูอ่อนช้อยอย่างกะกินรีนั่นแหละ มันแสดงถึงนิสัยของคนไทย จะทำอะไรดุ ๆ ก็ดุแบบอ่อนช้อย ดุแบบน่ารักน่ะ คนไทยนี่ไม่ดุแบบน่ากลัวนะ ดุแบบน่ารัก อะ ดูนรสิงห์สิ วัดพระแก้วนะท่านลองไปดู น่ารักทีเดียวละ อ่อนช้อยดีทีเดียว สวยด้วย

       แต่นรสิงห์ที่น่าเกรงขามก็เป็นนรสิงห์ของพวกอัสซีเรีย จากภาพเขียนหรือรูปสลักของชนเผ่าอัสซีเรียนี่ นรสิงห์มีหน้าตาน่ากลัวครับ เคร่งขรึม น่าเกรงขามมาก นรสิงห์นี่ไว้ผมเผ้าหนวดเครายาวดำสนิท หยิกเป็นคลื่น ตาคม หน้ายาว จมูกโด่ง นรสิงห์ของอัสซีเรียจึงมีหน้าตาอย่างยังงี้ ทำให้เราคิดว่าอัสซีเรียมันก็อย่างนี้ด้วย ไม่งั้นจะทำนรสิงห์หน้าตายังงี้ได้ยังไง

       แต่บางครั้งเนี่ยนรสิงห์เค้าก็มี 2 หัว หัวนึงเป็นคน หัวนึงเป็นสิงห์ นี่ของอัสซีเรีย มีตัวเป็นสิงห์ กำยำล่ำสัน ปีกขนาดใหญ่ มีสิงห์นี่มีปีกเข้าไปอีก ทำให้มองดูน่าครั่นคร้ามยิ่งนัก เค้านิยมสร้างรูปปั้นอย่างนี้ไว้ตามหน้าพระราชวัง ไว้เพื่อพิทักษ์รักษาป้องกันอันตราย ใครเข้าไปก็กลัวมองเห็นสัตว์อย่างงี้ คนครึ่งสิงห์ มีปีก ครึ่งนกเข้าไปอีก น่ากลัวมาก นี่ของอัสซีเรียเค้า

        ส่วนของอียิปต์รุ่นเก่าคือ ไอยคุปต์นี่หรืออียิปต์เก่านี่ พวกนี้เค้ามีแนวคิดในการสร้างตัวสฟริงก์ รูปร่างเป็นสิงห์หมอบ ใบหน้าเป็นผู้ชาย มีผ้าคลุมศีรษะแบบชาวไอยคุปต์ เอ่อ นี่นี่มีของประดับนะ ผ้าคลุมหัวนะ นรสิงห์ของเค้าเนี่ย

         บางครั้งก็สร้างเป็นรูปสิงห์ แต่มีหัวเป็นแกะ นี่จะเรียกอะไรดี สิงห์ก็มีหัวเป็นแกะ เข้าท่าดีเหมือนกันแฮะ จะเป็นอะไรสิงห์ดีเนียะ ตั้งชื่อไม่ออกเหมือนกัน นี่ก็หมอบเฝ้าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

         สฟิงก์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของไอยคุปต์ก็คือ สฟิงก์ของเมืองกีเซ นี่ก็หมอบเฝ้าอยู่หน้าหมู่มหาปิรามิดของกีเซ ซึ่งเป็น 1 ใน 7 ของสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคโบราณ นี่ก็เป็นนรสิงห์ของไอยคุปต์และนรสิงห์ของอียิปต์รุ่นเก่าเค้า

         ส่วนนรสิงห์ของกรีกเนียะ รับเอาอารยธรรมจากไอยคุปต์เข้าไปนะท่านนะ เพราะฉะนั้นในพวก เอ่อ ปรัมปราที่เป็นเทวนิยายของกรีกเนี่ย จึงปรากฏเรื่องของสฟิงก์อยู่ด้วย

         สฟิงก์ของกรีกจะมีหน้าเป็นผู้หญิงนะท่านนะ มีปีกเหมือนสฟิงก์ของอัสซีเรีย คือ เอานรสิงห์ของ 2 ชาติ คือ ไอยคุปต์กับอัสซีเรียมารวมกัน แล้วก็แปลงเพศให้เป็นผู้หญิงเสีย เอ่อ น่าคิดนะ พอเป็นผู้หญิงความน่าครั่นคร้ามก็จะเหลือน้อยอยู่หน่อยนึงนะครับ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะน้อยนะ บางทีอาจจะน่ากลัวกว่าเดิมอีกซ้ำ

         ตามตำนานของกรีกเล่าว่า สฟิงก์เนี่ยมันเป็นสัตว์ เอ่อ เป็นสัตว์ที่ชอบถามปัญหาคน ชอบหมอบอยู่เหนือประตู หรือเหนือหน้าผาสูง หรือหน้าประตูเมืองเนี่ย คอยถามคนที่ผ่านไปมา ผ่านมาสฟิงก์ก็ถาม ถ้าใครตอบไม่ได้ก็จะฆ่าเสีย

         เอ่อ เจ้านี่มันส่งเสริมปัญญาดีน่ะ ถ้าตอบไม่ได้ฆ่าเลย น่ากลัว ปริศนาของสฟิงก์ สฟิงก์ที่เป็นตัวเมียเนี่ย เรียกว่าแม่สฟิงก์ว่างั้นเถอะ ปริศนานี่น่าดู กลายเป็นปริศนาคำทายในยุคหลัง ๆ จนถึงปัจจุบัน เพราะเค้าบอกว่ายากมาก ไม่เคยมีใครตอบได้มาก่อนเลยนะฮะ แล้วทุกคนถูกจับฆ่าไปหมดเลยล่ะ

         คำถามที่เค้าถามยังงี้ฮะ ...อะไรเอ่ย ตอนเช้าเดินสี่ขา ตอนกลางวันเดินสองขา และตอนเย็นเดินสามขา... แค่นี้ไม่มีใครตอบได้เลย โดนกิน โดนฆ่าหมดเลย ก็อย่างว่าละครับ เหนือฟ้าก็ย่อมมีฟ้า มีอยู่วันหนึ่งชายหนุ่มคนหนึ่งคนนี้ชื่อว่าอีดิปัส แกผ่านมา แล้วแกตอบปัญหาได้

        แกตอบว่ามนุษย์นี่แหละ คำตอบคือมนุษย์ เช้าก็เปรียบเหมือนวัยทารกต้องคลานสี่ขา ตอนกลางวันคนที่เติบโตแล้วเดินสองขา พอตอนเย็นเปรียบเหมือนคนชรา ต้องอาศัยไม้เท้าพยุงตัวเดินเหมือนมีสามขา นี่อันนี้ตอบดีทีเดียว เพราะฉะนั้นมีคำถามที่ว่า อะไรเอ่ย ตอนเช้าเดิน 4 ขา กลางวันเดิน 2 ขา ตอนเย็นเดิน 3 ขาคำตอบก็คือมนุษย์เนี่ยเพรามนุษย์คลานบ้าง ตอนเด็กเดินตอนโต และใช้ไม้เท้าตอนแก่เนี่ยนะครับ

       พอตอบได้อย่างนี้สบายไปเลย นี่ดีนะไม่ดีคำถามพิสดาร ถ้าปัจจุบันเรามีไม้เท้ายันจักแร้ก็กลายเป็นกี่ขาก็ไม่รู้อะ ก็ไม่แน่ใจซิอีกขาก็จะเดินไปได้ เพราะ3 ขาหละมั้ง เพราะคิดพิสดารไปอีก

       อีดิปุสตอบปัญหานี่ได้ สฟิงก์ก็เสียท่าแบบนี้อ่ะครับ เสียท่าแกก็เสียใจ กระโดดหน้าผาลงมาตาย ร่างก็เลยกลายเป็นหินอยู่ตรงนั้น นี่แหละสฟิงก์เนี้ย ที่อยู่เป็นอย่างนี้เพราะมันกระโดดหน้าผาลงมา มีคนตอบปัญหาได้มันเสียใจ ไม่ได้ฆ่าเค้า ยายนี่เป็นนักฆ่าขนตางอนเนี้ย อย่างงี้เป็นสฟิงก์ผู้หญิงพอเค้าตอบได้ก็เสียใจนะฮะ

       เมื่อสักครู่คนตอบปัญหาอีดิปุส ถ้าพูดถึงอีดิปุสมันก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับอีดิปุสออกมาเหมือนกัน เรื่องเล่าอันนี้มันมาเล่าเป็นมุขปาฐะ คือ ปากต่อปากทีหลัง แต่เรื่องจริง ๆ มันก็เป็นละครนะครับ คนที่แต่งเรื่องนี้ชื่อโซโฟคริส เป็นคนกรีกนะครับ แต่งไว้เมื่อสัก เอ่อ ประมาณเมื่อใกล้ ๆ สมัยพระเยซู ประมาณนั่นแหละ

       เรื่องก็มีอยู่ว่า อิดิปุสเป็นบุตรของพระเจ้าเลเอียสกับนางโจคัสตา แห่งกรุงธีบส์ ตามเรื่องนี้ พระเอกนี่ก็มีเรื่องที่จะต้องเดือดร้อนตั้งแต่เด็กนั่นแหละ

        เรื่องก็มีอยู่ว่าตอนที่อิดิปุสเค้าเกิดมาเป็นลูกพระเจ้าเลเอียสนี่ ใช่มั้ยครับมันมีคำทำนายจากวิหารเดลฟี เดลฟีนี่แหละ ทำนายว่า เด็กที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้แหละจะทำปิตุฆาต คือ จะฆ่าพ่อ

        พระเจ้าเลเอียสฟังดังนั้นก็เลย เอ้อ ตกใจนะจะฆ่าพ่อ ปิตุฆาตนี่นะ คือเรื่องฆ่าพ่อนี่น่ะพวกเราพอจะจำได้ เอ่อ
ประทานโทษ ท่านผู้ฟังพอจะจำได้ เอ่อ คำพยากรณ์ของพระเจ้าอพอลโล ที่มาจากวิหารเดลฟีเหมือนกันเนี่ย
ถึงออกอากาศในวรรณกรรมสองแคว ก็บอกว่าอพอลโลเป็นเทพแห่งการไม่พูดปด เพราะฉะนั้นถ้าหากคำทำนายของพลอลโลเป็นอย่างนี้ก็ เลเอียสก็ตกใจ ทำนายว่าลูกจะฆ่าพ่อ เลเอียสก็เลยให้เอาลูกชายนี่ไปฆ่า ไม่งั้นเดี๋ยวจะฆ่าเรา เอาไปฆ่าเพื่อไม่ให้คำทำนายนั้นเป็นความจริง

        เวลาจะเอาไปฆ่า ก็ให้เจาะเท้าทารกด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าทารกตายจริง เจาะเท้าเค้านี่ฮะ ถ้าพระเอกตายเรื่องมันก็จบแล้วแหละ ถ้าอีดิปุสตาย แต่เรื่องมันไม่จบอ่ะสิ ปรากฏว่าคนเลี้ยงแกะช่วยไว้ฮะ แล้วนำไปที่เมืองคอรินธ์ เลี้ยงไว้ที่นั่น

        แล้วก็ตอนนั้นแหละตอนที่ไปเลี้ยงไว้นี่ ทารกเค้าถูกเจอะเท้า เท้าก็เลยบวม บวมครับ จึงมี เอ่อ ให้ชื่อว่า อิดิปัส แปลตามตัวว่า เท้าบวม หรือ เท้าพอง นี่นะฮะ

        อิดิปัสก็โตขึ้นแล้ว เป็นหนุ่มแล้ว วันหนึ่งก็ไปเสี่ยงทายที่วิหารเดลฟี ได้คำทำนายแบบว่าจะทำปิตุฆาตก็ตกใจ เพราะคิดว่าตัวเป็นลูกเจ้าเมืองคอรินธ์ เพราะฉะนั้นจะไม่อยู่กับพ่อล่ะ เจ้าเมืองคอรินธ์คิดว่าเป็นพ่อตัว ที่จริงไม่ใช่ พ่อตัวจริง ๆ คือ เป็นพระเจ้าเลเอียส

        เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าตัวฆ่าพ่อก็คิดว่าคือ เอ่อ เจ้าเมืองคอรินธ์ อิดิปุสก็เลยหนีออกจากเมืองเสีย หนีไป ระหว่างเดินทางหนีไปนั้น พบกับพระเจ้าเลเอียสเข้า เลเอียส บางทีผมก็ออกเสียงเป็น อีเลียสเข้าไปนั่นสิ เลเอียสนะ ขอประทานโทษบางทีก็ออกเสียงพลาด ๆ

        ไปพบกับพระเจ้าเลเอียสบิดาแท้ ๆ ของตัวก็เกิดการต่อสู้กัน ตัวไม่ได้ทราบเลยว่าเป็นบิดาของตัว ต่อสู้กันขึ้น และตัวก็สังหารพระเจ้าเลเอียสตาย ตรงกับคำทำนายของวิหารเดลฟีไว้ว่า ลูกชายของพระเจ้าเลเอียตเนี่ยจะฆ่าพ่อก็ตรงกัน เพราะอิดีปุสได้ฆ่าพระเจ้าเลเอียสตาย

        ตอนที่อิดีปุสเดินทางมาถึงกรุงธีบส์เนี่ย ซึ่งเป็นเมืองของบิดามารดาของตัวนี่นะครับ เค้าได้พบกับสฟิงก์ สฟิงก์เนี่ยมันคอยจับคนเดินทางที่ตอบปริศนาไม่ได้ จับกินเสียฆ่าทิ้งเสียเยอะ แต่พอปรากฏเค้ามาตอบปัญหา แก้ปริศนาได้แค่นั้นแหละครับ สฟิงก์กระโดดลงมาจากหน้าผาฆ่าตัวตาย ในที่นี้เป็นนางสฟิงก์นะฮะ เป็นสฟิงก์ผู้หญิงเนี่ย สิงห์ครึ่งคนแต่เป็นผู้หญิง เอ่อ นี้ค่อยยังชั่วมันก็ฆ่าตัวตาย

        พอสฟิงก์ฆ่าตัวตาย ชาวเมืองทั้งหลายก็ดีใจ สฟิงก์นี้ตายไปแล้ว จึงพร้อมใจกันให้อิดีปัสเนี่ย อีดีปัสมาตอบปัญหาได้ สฟิงก์ก็ตายชาวเมืองยกบัลลังก์ให้ แล้วตามประเพณีนั้น ถ้าจะขึ้นครองบัลลังก์ก็ต้องทำพิธีอภิเษกกับราชินีคนเก่าของเมืองนี้ด้วย

       โอ้ เนี่ยเป็นกฏเป็นประเพณีของเค้า เพราะฉะนั้นอีดีปัสก็เลยอภิเษกกับโจคัสตาซึ่งเป็นแม่ของตัว โดยตัวไม่รู้แต่งงานกะแม่นี่ เอ่อก็เรื่องพิลึก แต่งงานกับแม่จนกระทั่งมีลูกชายกะแม่ 2 คน ลูกสาว 1 คน นี่เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น

        พอมาทราบตอนหลังเข้าแค่นั้นแหละครับ โจคัสตารู้ตัวว่าตนแต่งงานกับลูกเลยเสียใจผูกคอตาย ข้างฝ่ายอิดิปัสก็เสียใจควักดวงตาทั้งสองของตนออก แล้วเนรเทศตัวออกไปอยู่ป่า ตายอย่างน่าอนาถในที่สุด

       เหมือนกันนี่ก็เป็นเรื่องของ สฟิงก์ที่เล่ามา เรื่องนี้ที่จะมาเปรียบเทียบกับไทยมันก็คงมีเรื่องต่ออีก เรื่องอิดิปัสนะเทียบกับพระยากง พระยาพานก็ได้นะครับ

        ก็พอดีหมดเวลานะท่าน นะครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>