สวัสดีครับ
ท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง
ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ
มีท่านผู้ฟังถามมาว่า ได้พูดถึงลำไย คำว่า ลำไย นี้เป็นผลไม้ที่เรากำลังส่งออกได้ผลดีทีเดียว
มีการรับซื้ออย่างมากมาย ถามว่า ลำไย นั้น ผมพูดว่า มาจากคำว่า หลงเหยี่ยน
ในภาษาจีนที่แปลว่า ตามังกร ท่านผู้ฟังบอกว่าท่านทราบแล้วแหล่ะ แต่ท่านอยากทราบว่า
ลำไย เป็นคำภาษาอะไร มันก็เป็นภาษาไทยนั่นแหละครับ แปลงมาจากคำว่า หลงเหยี่ยน
คือมันไม่ใช่คำไทยแท้ฟังดูแล้ว เพราะถ้าเป็นคำไทยแท้ มันแยกได้ คำว่าลำไย
ก็ต้องเป็น 2 คำ แต่นี้
แยกเสร็จแล้วมันไม่เข้ารูปเข้าร่าง เพราะฉะนั้นมันก็เป็นคำที่เราเรียกเลียนเสียงภาษาจีน
คำว่า หลงเหยี่ยน
ประวัติความเป็นมามันเป็นมาอย่างไร ลำไย เนี่ย ในสมัยกรุงศรีอยุธยาไม่เห็นมีกล่าวถึงเลย
และในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ๆ ก็ไม่มีนะครับ ในวรรณคดีมากมายก็ไม่ได้กล่าวถึงลำไย
พึ่งจะมากล่าวถึงเมื่อไม่นานมานี้เอง ที่จริงมันก็นานพอสมควรนะท่านนะ คำว่า
ลำไย เนี่ย
คำว่าลำไย เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่
5 เป็นผลไม้ที่นำมาจากจีน นำมาถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
คนจีนนำมาถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้ปลูก ต้นหลงเหยี่ยน
ที่คนจีนนำมาปลูกไว้ที่ตรอกจันทร์ ที่กรุงเทพฯครับ ปลูกไว้ที่นั่น
หลังจากปลูกไว้จนสามารถแพร่พันธุ์กิ่งตอนได้ หรือใช้เมล็ดเพาะบ้างอะไรบ้างหลายอย่างเนี่ย
สามารถแพร่พันธุ์ได้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงพระราชทานพันธุ์ลำไยจำนวนหนึ่งให้แก่สมเด็จพระราชชายาเจ้าดารารัศมี
นำไปเชียงใหม่ เจ้าดาราฯก็เสด็จกลับเชียงใหม่ ทรงนำเอาพันธุ์ของลำไย คือทั้งกิ่งตอนและเมล็ดไปด้วย
เจ้าราชชายาดารารัศมีก็นำลำไยไปปลูกที่อำเภอหางดง ตอนนั้นก็ยังไม่มีชื่อเสียงอะไรมากนัก
ก็นำไปปลูกที่อำเภอหางดงของเชียงใหม่แห่งหนึ่ง หลายต้นทีเดียว แล้วก็ทรงนำไปปลูกที่ลำพูน
คาดว่าจะเป็นบริเวณหนองช้างคืนในปัจจุบัน ก็ปลูกที่ลำพูนอีกหลายต้นทีเดียว
ลำไยที่ทรงนำไปในครั้งนั้น ก็แพร่หลายออกมาจนเป็นลำไยในปัจจุบัน
จะเห็นได้ว่าถิ่นกำเนิดของลำไยนั้นอยู่ในจีน และก็เข้ามาโตในกรุงเทพฯนี้เอง
บริเวณตรอกจันทร์นี่แหละครับ และจากนั้นจึงไปปลูกที่เชียงใหม่แล้วก็เอามาเผยแพร่
ได้มาเพราะอะไร เพราะอากาศที่เชียงใหม่คล้ายคลึงกับที่จีนตอนใต้ครับ ลำไยจึงเติบโตได้เร็ว
คนในยุคเก่า ๆ โดยเฉพาะยุคกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็คงไม่เคยได้กินลำไยหรอกครับ
เขาว่ากันอย่างนั้น แต่ผมว่าไม่แน่นะท่านนะ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระองค์ติดต่อค้าขายกีบจีนมาตลอด อาจจะได้ทรงนำลำไยเข้ามาแล้ว แต่นำเข้ามาเพื่อการบริโภคไม่ได้นำมาปลูก
พอ ๆ กับกะหล่ำปลีนั่นแหละครับ กะหล่ำปลีเองก็เข้ามานานแล้วละครับ แต่นำมาปลูกในเมืองไทยจริง
ๆ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยผู้ที่นำกะหล่ำปลีไปปลูกคือ
สมเด็จพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ทรงนำกะหล่ำปลีไปปลูกที่เชียงใหม่ แล้วก็แพร่หลายไปทั่วประเทศในปัจจุบัน
เหมือน ๆ กับลำไย
ที่จริงประวัติของต้นไม้แต่ละชนิด ผมคาดว่าทางกรมป่าไม้ก็ดี กรมวิชาการการเกษตรก็ดี
ก็คงรวบรวมเอาไว้แล้ว ผมคาดว่าน่าจะหาอ่านได้จากหนังสือเหล่านั้น แต่ถ้าจะตรวจสอบจากประวัติที่เขียนเอาไว้
โดยเฉพาะที่หอจดหมายเหตุ ก็อาจจะพบเรื่องราวทำนองนี้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นลิ้นจี่
เงาะ เหล่านี้นะครับ อาจจะเป็นไม้ที่นำมาจากที่นั้นที่นี้ และเฉพาะอย่างยิ่งไม้ประดับทั้งหลายจะเป็นต้นพวงคราม
พวงแสด หรือต้นอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเปิดดูจะพบว่าถิ่นที่เดิมของเขามันไม่ได้มีอยู่ในประเทศไทยนะท่านนะ
เอาง่าย ๆ ไม้ผลที่ชื่อว่า ฝรั่ง เนี่ย ฝรั่งนี้ไม่ใช่ของไทยแน่ ๆ เลย
เพราะดูแล้วก็เป็นลักษณะต้นไม้ตระกูลโบราณ เนื่องจากผลัดเปลือกได้ และถ้าฝรั่งเป็นของไทย
ก็คงจะเรียกเป็นคำไทยทั้งหมด แต่นี่ฝรั่งที่เอามากินเนี้ยเรียกไปไม่เหมือนกันหรอกท่าน
ที่อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย ก็เรียกว่า ขี้ปุ้น ต่อไปถึงลำปางก็เรียกย่ามั่น
เชียงใหม่เรียกบ่ากล้วย พะเยาเรียกบ่าแก๋ว หรือ บ่าแก๋วก๋า อะไรก็แล้วแต่
พอไปถึงอีสานก็เรียก สีดา นะครับ พอไปถึงใต้ก็เรียกตั้งสองอย่างคือ ชมพู
กับ ย่ามู๊ เรียกเป็นสองอย่าง
แสดงว่าไม่ใช่ผลไม้ไทยหรอก
มันเข้ามาก็เลยเรียกตามเสียงต่างประเทศ คล้าย ๆ กับสับปะรดนี้แหละครับ
ตอนเอามาแรก ๆ ก็เอามาทางสายของเปอร์เชีย โปรตุเกส อะไรทำนองนี้แหละ ซึ่งเขาเรียกสับปะรดว่า
อะนานัส ในภาษาเยอรมันกับฝรั่งเศสก็ใช้ แต่อาจจะออกเสียงต่างจากผมเล็กน้อย
แต่ลงท้ายด้วย นัสแน ่ๆ ละครับ ไทยเราเอาเข้ามา ทางเหนือก็เรียก บักขะนัด
ทางอีสานก็ บักนัด ใต้ก็ ย่านัด ก็ยังเรียกแบบเดิม แต่ว่าภาคกลางเราไปรับเอาคำภาษาอาหรับเข้ามา
จากคำว่า ซาฟารี ที่แปลว่า ผลไม้อพยพ แล้วจึงมากลายเป็น สับปะรด
นี้พูดถึงลำไย ก็เลยแตกออกไปมากเลยทีเดียว ในขณะเดียวกัน ท่านเดียวกันเนี่ยก็เขียนถามผมว่า
คำว่า กิ๊ก ที่เด็กวัยรุ่นใช้อยู่ในปัจจุบันมันแปลว่าอะไร มันมีที่มาอย่างไร
ที่จริงผมว่า คำแปลท่านก็ทราบดีอยู่แล้ว ในความหมายของเด็กวัยรุ่นว่า กิ๊ก
แปลว่าอะไร ถ้าไปถามเด็กวัยรุ่น เด็กนิสิตเราก็ได้ นิสิตของเราทั้งหลายนี่นะ
ขอคำจำกัดความว่า กิ๊ก เขาก็จะให้คำจำกัดความเป็นภาษาของเขาว่า ไม่ใช่แฟน
และไม่ใช่ชู้ นั่นเป็นคำจำกัดความ
แล้วก็มีคนถามว่า กิ๊ก นี้มันมาจาก กุ๊กกิ๊ก หรือเปล่า หลายคนก็บอกว่า
ไอ้ กิ๊ก นี้มันมาจากรถมือสอง ผมเคยได้ยินพวกขายรถมือสองว่า กิ๊ก หรือว่าจะเป็น
กุ๊กกิ๊ก คำนี้นะท่านนะ
คำจริง ๆ มาสู่กิ๊กภาษาไทย มันมาจากนักเรียนนอกท่าน นักเรียนอเมริกานี่แหละครับ
พวกนี้นั้นเขาจำเอาศัพท์จิตวิทยาสองคำ เข้ามาในเมืองไทย มาทางวิชาการนี้แหละ
คำแรกคือ เพื่อนที่อยู่ด้วยกันแล้วสามารถที่จะรักกัน เรียกว่าเป็นคู่รักกันได้
เพื่อนที่อยู่ด้วยกันแล้วรักกันได้เราเรียกว่า คลิกค์ (Clique)
อีกกลุ่มเขาเรียก
ฌัม เป็นศัพท์ทางจิตวิทยา แต่ฌัมเป็นพวกที่รักกันแบบธรรมดา แต่คลิกค์นี้รักกันแบบเพื่อน
แต่มาแต่งงานกันได้ ไอ้คำว่า คลิกค์ นี้นักเรียนนอกนำมาใช้ธรรมดา เสียงอะไรที่มันควบกล้ำในภาษาเรานี้นะ
เราก็เปลี่ยนมันไม่ควบไม่กล้ำเสียหมด คำว่า คลิก ก็เลยกลายเป็น กิ๊ก
ไปเสียเฉย ๆ
พอ
ๆ กับคำว่า จิ๊กโกโล่ ยิกโกโล่ มาเป็น จิ๊กโก๋ แล้วก็มาเป็น โก๋
ในเมืองไทย ส่วนคำว่า จิ๊กโกเลต ซึ่งเป็นเพศหญิง ไม่ยักกะเป็น เลต
แฮะ แต่มากลายเป็น จิ๊กกี๋ ฟังพิลึกกึกกือนะท่านนะ นั้นก็ที่มาของคำต่างประเทศเข้าสู่ไทย
และก็มีการแปลงไปอีกมากมาย ที่จริงมีคำอีกหลายคำ แต่ผมไม่สมควรนำมาพูด
เพราะมันค่อนข้างจะหยาบไปบ้าง หรือมันไม่เหมาะสำหรับเด็กที่ฟังอายุไม่มากนัก
ก็เลยจะผ่านคำพวกนั้นไป
ที่ท่านเขียนมาเนี้ย เช่นคำว่า ชอกเกอรี ที่จริงคำพวกนี้สายเดียวกัน
คำว่า ชอกเกอรี ก็มาจากคำว่า จิ๊กโกเลต คำเดียวกันนั้นแหละ ตอนหลังตัดเอาคำว่า
ชอก ออก จากคำว่า ชอกเกอรี ถ้าตัดเสียงหน้าต้องถ่วงเสียงหลัง ท่านก็ถ่วงเสียงหลังเอาเองก็แล้วกัน
คำว่า ชอกเกอรี ตัดเอาคำว่า ชอก ออกแล้วเหลือคำว่าอะไร นี้ท่านที่เป็นผู้ใหญ่ก็คิดได้อยู่หรอก
แต่ถ้าเด็ก ๆ เขาคิดไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะไม่จำเป็นต้องคิดแต่ประการใด
แต่ศัพท์จริง ๆ ก็มาจากคำว่าจิ๊กโกเลต เป็นผู้หญิงที่ทำหน้าที่ปลอกลอก
คำ ๆ นี้นั้นรากศัพท์จริง ๆ เป็นภาษาฝรั่งเศส แล้วผู้ที่เป็นคนแรกที่นำเข้ามาใช้ในเมืองไทยก็คือ
หม่อมเจ้าอากาศดำเกิงครับ ก็นำคำนี้มาใช้ ตอนหลังก็กลายเสียงมาเป็น จิ๊กกี๋
ไปได้ นี้ก็ช่วยไม่ได้
นี้ผมก็ได้พูดมาจะผิดจะถูกประการใด ก็ขอความกรุณาท่านนักภาษาท่านนิรุกติศาสตร์ได้ช่วยตอบแทนบ้างก็ได้
ผมก็จะมีความขอบพระคุณเป็นอันมาก
จากนั้นก็มีคำถามมาอีกหลายคำถามทีเดียวแหละ คำถามนั้นก็บอกว่า ผมเคยให้สัญญาว่าจะเล่านิทานเป็นภาษานครไทย
สัญญามาเป็นปีสองปีแล้วก็ไม่เห็นจะเล่าสักทีหนึ่ง ผมก็จะฝึกเล่านะครับ
ผมฝึกแล้วเสียงก็ไม่ค่อยดีเท่าที่ควรนะครับ แล้วก็คำบางคำที่เล่าถ้าออกไม่เพราะ
มันก็เลยจะกลายเป็นคำไม่ดีหยาบ ๆ คาย ๆ ไปเสียก็มี เพราะมันเป็นเสียงภาษาอีสานตระกูลหนึ่งเหมือนกันแหละ
แต่ผมก็จะเล่าในครั้งต่อ ๆ ไป แต่ตอนนี้ขอเวลาเตรียมอีกสักเล็กน้อยนะท่านนะ
ในนี้เองก็เขียนมาว่า ผมพูดถึงวรรณกรรมที่มันวรรณกรรมของคนภาคกลางใช้ภาษากลาง
ถ้าเป็นวรรณกรรมของล้านนาก็ใช้ภาษาล้านนาก็มี เป็นของอีสานก็มี เป็นของม้ง
ของเย้า เผ่าต่าง ๆ ก็มี แต่ทำไมไม่พูดถึงวรรณกรรมของภาคใต้บ้างล่ะ ซึ่งมีมากมาย
เรียกว่า รุ่มรวย ก็ร่ำรวยนั่นแหละครับ
ภาคใต้วรรณกรรมเขามากมายเหลือเกิน ทำไมไม่พูดถึงมั่งละ ทำไมถึงไม่พูดภาษาใต้บ้าง
ผมก็พยายามจะพูดนะท่านนะ อันนี้มันไม่ค่อยมีโอกาส
และในที่นี้ขอให้ผมช่วยค้นวรรณกรรมของใต้ที่ค่อนข้างทันสมัยออกมาด้วย ก็คงไม่ต้องนำเรือนวันทานเรื่องอะไรมาพูดใหม่ก็ได้ครับ
ผมก็พยายามค้นเพื่อนำมาเสนอท่านนะครับ
และที่ค้นมาก็เรียกได้ว่าเป็นวรรณกรรมที่ใหม่เอี่ยมที่สุดเลยละครับ
และก็มีประโยชน์มากสำหรับนักภาษาที่ต้องการศึกษาภาษาพูด มิได้ลึกซึ้งไปถึงขั้นภาษาศาสตร์
นั้นคือศึกษาว่าคำนี้ภาษากลางใช้ว่าอะไร ภาษาใต้ใช้ว่าอะไร อย่างนี้นะครับ
ที่จะนำกราบเรียนเสนอก็เป็นวรรณกรรมของภาคใต้ มีชื่อวรรณกรรมเป็นวรรณกรรมลายลักษณ์นะครับ
ชื่อว่ากลอนศัพท์ภาษาถิ่นภาคใต้ (สงขลา) ที่วงเล็บอย่างนี้ เพราะว่าภาษาใต้มีมากมายเหลือเกิน
เฉพาะจากงานวิจัยที่จากจังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น มีภาษาถึง 4 ภาษา
ไม่ใช่ว่าจะพูดกันง่าย ๆ นะ จะพูดข้ามภาษากันก็ยาก ใต้เหมือนกันนะครับ
แต่ 4 ภาษา แค่เฉพาะจังหวัดสุราษฎร์ฯจังหวัดเดียว แล้วภาคใต้ทั้งหมดตั้งเท่าไร
จะมีสักกี่ภาษา อันนี้ไม่ได้พูดภาษามลายูถิ่นนะครับ ภาษาใต้แบบไทยนี่แหละ
ใต้สงขลาก็อีกอย่างหนึ่ง ใต้นครฯก็อีกอย่างหนึ่ง ใต้สุราษฎร์ฯก็อีกอย่างหนึ่ง
ระนองก็อีกอย่างหนึ่ง
ฉะนั้นกลอนศัพท์ภาษาถิ่นภาคใต้นี่เขาจึงวงเล็บว่า
สงขลา ท่านที่แต่งก็คือพระครูเทศธรรมาภรณ์ พระครูนิเทศธรรมาภรณ์ อ่านเพราะๆดีกว่าเนาะ
พระครูนิเทศ
ธรรมาภรณ์ ท่านใช้นามปากกาว่า น.อุไรกุล ท่านพระครูนิเทศธรรมาภรณ์ ท่านเคยอยู่วัดฌิมาวาส
วัดฌิมาวาสวรวิหาร จังหวัดสงขลา เรื่องกลอนศัพท์ภาษาถิ่นภาคใต้
ถ้าท่านสนใจที่จะค้นคว้าก็จะพบได้ในหนังสือชื่อ พระราชรัตน์มงคลโกศลอนุสรณ์
หนังสือชื่อยาวพระราชรัตน์มงคลโกศลอนุสรณ์ ก็เป็นอนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพพระราชรัตน์มงคลโกศลนะครับ
ชื่อจริงท่านก็ขาว อุทยเถระ นี่ก็พระราชเพลิงเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2546
นะครับ ปีที่แล้วเองนะครับ ณ เมรุชั่วคราววัดฌิมาวาสวรวิหาร
กลอนศัพท์ภาษาถิ่นภาคใต้ จังหวัดสงขลา ซึ่งเขียนโดยพระครูนิเทศธรรมาภรณ์ก็อยู่ในเล่มนี้นะแหละครับ
ก็ใช้นามปากกา น.อุไรกุล ในนี้ก็จะเขียนเอาไว้ถึงว่า นี่เป็นกลอนลองอ่านดูสักนิดครับว่า
ตอนเริ่ม เริ่มต้นเขียนเป็นกลอนภาษาไทยกลางไว้นี่แหละ บอกไว้ว่า
บัดนี้ภาษาใต้มีหลายศัพท์ คำหลายศัพท์ หลาย Vocabuary ที่เหมือนกับหนีหน้าเข้าป่าใหญ่
คือศัพท์นั้นหายไป พอโผล่มาให้คนเฒ่าพูดเข้าไล้ คนรุ่นใหม่ฟังดูไม่รู้ความ
นี่ก็ธรรมดาครับ ภาษาคนเก่า ๆ นี่ คนรุ่นใหม่จะฟังไม่เข้าใจหรอก คนรุ่นใหม่เด็กใหม่
ๆ นี่พูด คนรุ่นเก่าก็ฟังไม่เข้าใจ
ไม่ใช่เฉพาะใต้หรอกครับ ทางของล้านนาก็เช่นเดียวกัน อีสานก็เช่นเดียวกันครับ
ผมเคยให้เด็กอีสานบอกเขาว่า ไหนลองพูดซิว่า ช้อน 1 คันเนี่ย ภาษาอีสานพูดว่าประการใด
คนนั้นพูดทันที ซ้อน 1 คัน ผมบอกว่า โอ้ บ่ แม่น ไม่ใช่หรอก ช้อน 1
คัน ภาษาอีสานพูดว่า บ่วง 1 ดวง เขาเรียกช้อนว่า บ่วง เรียก อัน ว่า ดวง
นะครับ เด็กคนนั้นบอกว่า ไม่เคยมีใครเขาเรียกที่อาจารย์พูด ภาษารุ่นไหนมิทราบ
นี่ก็เหมือนกันครับ
ปักษ์ใต้ก็เหมือนกัน ศัพท์หลายคำก็หายเข้าป่าแล้วเนี่ย มันก็หายไปธรรมดา
นอกจากนั้นท่านยังเขียนอีกว่า
ชื่อถิ่นที่หลายแปลไม่ออก ถาขุดลอกให้ละเอียดไม่เหยียดหยาม
พบเป็นภาษาเทศหลายเขตคาม เปลี่ยนรูปตามลิ้นไทยไปหมดลาย
อันนี้ชื่อถิ่นหลายถิ่น แปลไม่ออกนะครับ พอตรวจสอบดูก็เป็นภาษาต่างประเทศก็มี
แต่คำต่างประเทศนั้น มันเปลี่ยนเสียงไปเสียเป็นแบบลิ้นของคนไทย ซึ่งเราฟังดูก็คงจะคิดว่ามันไม่ใช่ภาษาต่างประเทศ
แต่เรื่องนี้ยังถกเถียงกันอยู่นะท่าน แม้แต่ชื่อสงขลาก็เถอะครับ มันเป็นไปได้ตั้งหลายอย่าง
ทั้งลากเข้าความก็มี ที่มีเหตุผลก็มี
บ้างก็ว่า
สงขลา มาจากซิงกอลา บ้างก็บอก สงขลา มาจากภาษาเขมร คำว่า ซองเกรีย แปลว่า
พายุใหญ่ บ้างก็บอกว่า สงขลาก็ธรรมดานี่แหละ มาจากเมืองที่ส่งปลาออกไปขาย
ส่งปลา เขียนนาน ป.ปลา มันหดลง ก็เลยกลายเป็นสงขลา อันนี้ลากเข้าความเต็มที่เหมือนกันนะท่านนะ
คล้าย ๆ กับภูเก็ต ก็เรียกว่า บูกิต ช่องแคบมะละกา ก็มาจาก อะมะละกะ ที่แปลว่า
มะขามป้อม นี่ก็แล้วแต่ท่านจะว่ากันไปเถิด เพราะว่าชื่อจริง ๆ ก็สันนิษฐานเอานะครับ
คนที่จะสันนิษฐานเก่งก็คือคนที่ร่ำเรียนมาทางวิชานิรุกติวิทยา หรือ เอ็ดจิโมโลจี
ก็พอจะสันนิษฐานกันได้
แต่ในนี้ เขาบอกไว้ว่าในปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่เขาไม่ค่อยเข้าใจแล้วว่า อะไรคืออะไร
แต่ท่านก็อุตส่าห์เขียนไว้ว่า ทางวิทยาลัยครูสงขลา ซึ่งปัจจุบันก็เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฎไปแล้วนะครับ
ของสงขลาเนี่ย เขาได้รวบรวมเอาไว้นะครับ ประชุมทำเป็นพจนานุกรมเอาไว้
คราวนี้หนังสือที่จะนำเสนอในวรรณกรรมที่จะนำเสนอเนี่ย
ท่านพระครูนิเทศธรรมาภรณ์ท่านเขียนไว้ อันนี้ไม่เป็นพจนานุกรมแต่เป็นคำกลอน
เป็นคำกลอนที่อธิบายความหมายของคำภาษาใต้กับภาษากลาง ว่าถ้ากลางพูดอย่างนี้
ใต้จะว่าอย่างไร ถ้าใต้พูดอย่างนี้ กลางจะว่าอย่างไร แต่อธิบายเป็นคำกลอน
โอ้! อันนี้เนี่ย เล่มนี้จำนวนหน้ามากทีเดียว ผมไม่เคยเห็นการอธิบายที่ไหนที่มากมายขนาดนี้
จัดว่าเป็นวรรณกรรมที่น่าสนใจมากเล่มหนึ่งเลยล่ะครับ วรรณกรรมนี้ชื่อ กลอนศัพท์ภาษาถิ่นภาคใต้เนี่ยครับ
ของพระครูนิเทศธรรมาภรณ์เนี่ย นี่จะลองพูดก็หลายวันกว่าจะจบ
จะเป็นประโยชน์เพราะอะไร เพราะขณะนี้หลายคนที่อยู่ในภาคต่าง ๆ กำลังลงไปทำงานในภาคใต้นะครับ
ก่อนจะไปถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กำลังมีปัญหาอยู่บ้างเล็กน้อย ที่กำลังมีปัญหาอยู่เนี่ยก็จะผ่านจังหวัดที่พูดภาษาไทย
ภาษาไทยแบบใต้มากมาย ถ้าท่านฟังวรรณกรรมเรื่องนี้ไปสักหน่อยหนึ่งก็จะเป็นความรู้ที่ดีนะครับ
สำหรับนำไปใช้ได้
สำหรับท่านใดที่ไม่ได้ลงไปทำงานฟังไว้ก็ดี
มีเพื่อนภาคใต้ ก็จะฟังกันได้รู้เรื่องในบางคำ หรือไม่ก็ฟังพอเป็นเครื่องประดับสติปัญญา
หรือจะฟังแบบสนุกสนานก็ตามทีเถอะ มาเริ่มกันตรงกลาง ๆ เรื่อง เขียนเป็นกลอนบอกอย่างนี้นะครับ
ฟังดูเพราะและได้ความรู้มาก
ขอขึ้นต้นด้วยคำว่า ทำพรื้อ คำนี่คือทำอย่างไรไฉนหนา นี่บอกคำแปลไว้เลยว่า
ทำพรื้อ ในภาษาใต้นั้น ภาษากลางว่า ทำอย่างไรไฉนหนา
น้ำคลำใต้ถุนเรือนเรียก ขี้กรา เรียกน้ำครำที่อยู่ใต้ถุนครัว ปัจจุบันบ้านเราติดกับพื้น
ใต้ถุนครัวก็ไม่มีน้ำครำเสียแล้วนะท่านนะ แต่บ้านโบราณนะใต้ถุนครัวสูงขึ้นมา
เพราะฉะนั้นใต้ถุนครัวพอเทน้ำลงไปก็เป็นน้ำครำ ภาษาใต้เรียกว่า ขี้กรา
อันนี้ต้องกราบเรียนว่า ใต้สงขลานะท่านนะ เดี๋ยวใต้พัทลุงจะสงสัย น้ำครำใต้ถุนครัวเรียกขี้กรา
หวันเวลาก็ใกล้ค่ำอยู่รำไร หวันเวลา เวลาใกล้ค่ำเนี่ย พลบค่ำหรือเวลาสายัณห์
สนธยา หรือทไวไลท์โซน ภาคใต้เรียกว่า หวันเวลา เพราะดีนะท่านนะ
อยู่ไม่สุข
ว่า ปัดปัด หรือ กายหลาย ปัดปัด คนอยู่ไม่สุข นั่ง ๆ อยู่ก็ต้องทำนั้นทำนี้
เขาว่าอยู่ไม่สุข ภาษาทางใต้สงขลาว่า ปัดปัด หรือบางทีก็ว่า ปัดหลัด
หรือบางทีเรียก กายหลาย อยู่ไม่สุขเรียก กายหลาย บางทีเรียก กายแลน
ก็ได้ ผมได้ยินคำว่า ปัดปัด กับ กายแลน นะครับ อยู่ไม่สุขว่า ปัดลัด
หรือ กายหลาย
ปรับเอาค่าเสียหายว่า ไหม ไหมหมายถึงปรับ คำนี้เป็นคำโบราณก็ใช่นะท่านนะ
ไหม ทางเหนือก็ใช้ครับ ทางล้านนา หื้อไหม 1 หมื่นเบี้ย ไหม ก็เป็นคำโบราณ
แสดงว่าคำโบราณเอาไปใช้ที่ภาคใต้ ที่สงขลามีอยู่หลายคำ
ได้แรงอก คืออร่อยได้สะใจ คำว่า อร่อย เรียกว่า หร่อย เรียกว่า ได้แรงอก
แต่จะแปลว่าสะใจก็ได้ สะใจจริง ๆ แปลว่า ได้แรงอกจริง ๆ
ไส้ เท่ากับ ทำไม
กัดว่า แกด คำว่า กัด กิริยาที่ใช้ฟันกร่อนทีละน้อยเนี้ย เช่น แมลงกัดผ้า
แมลงแกดผ้า กัดว่าแกด
แนด
คือ ชา แนดก็คือเหน็บชา เป็นแนด ก็คือเป็นเหน็บชา
ดาวศุกร์ขึ้นหัวค่ำ เรียก ดาวนำ ดาวศุกร์ที่ขึ้นตอนหัวค่ำเรียก ดาวนำ
ของเราเรียกว่า ดาวประจำเมือง หรือดาวพระศุกร์ อีสานเรียก ดาวหมูซึง
ว่าหมูมันเกลียด ดาวศุกร์ขึ้นหัวค่ำเรียก ดาวนำ
ส่วนคู้ลันนั้นได้แก่ เลียงผา เลียงผาเรียก คู้ลัน ทางเหนือเรียกว่า เยียน,เอียน,เยือง
เลียงผาเนี้ย ที่คล้ายๆแพะ เลียงผานี้ชอบอยู่ตามหน้าผานะท่านนะ เลียงผาหน้าขาเรียงโลดโดดโจน
ชอบมิน้ำช้ำงือ นี้ปรากฏอยู่ในแบบอ่านภาษาไทย เลียงผา ภาษาใต้แถบสงขลาเรียก
คู้ลัน ส่วนคู้ลันนั้นได้แก่ เลียงผา
นกเขาเล็กคือนกเขาชวา นกเขาชวานั้นทางสงขลาเรียกว่า นกเขาเล็ก
อากรนกเรียก
รายนก ค่าหง้อนงะ ถ้าอากรนก ให้เรียกว่า รายนา เก็บอากรค่านา เรียก
รายนา
คำว่า ถ่างออก หรือ ฉีกออก หรือ แหกออก ให้เรียกว่า งะ นะครับ
ตรงกับภาษาอีสานว่า ตี่
กินอาหารนั้นไซร้ใช้แปลก ๆ เช่น จุก แดก แปลก เลือด และพาหะ แต่ทั้งสี่คำนี้เป็นคำหยาบนะท่านนะ
คำธรรมดาใช้ว่า กิน นี้แหละ อย่าไปใช้คำว่า จุกนะ คำว่า จุก แดก แปลก
เลือด พาหะ นี่เป็นคำหยาบ เขาไม่ใช้กันหรอก แต่ว่าถ้าไม่รวมกันไว้เดี๋ยวก็จะลืมกันหมด
เด็กรุ่นใหม่นี้พูด พาหะ ก็ชักจะหลง ๆ ลืม ๆ และไม่เข้าใจละ ในสงขลานี้ทั้งหมดใช้ว่า
กิน
ยักหน้าที่ หรือ ตกหนัก เท่ากับ มอบภาระ เราจะมอบธุระให้ใครหรือมอบงานให้ใคร
เขาเรียกว่า ตกหนัก หรือ หยัดหน้าที่ ฟังดูแล้วเป็นคำหนักนะท่านนะ
ตกหนัก หยัดหน้าที่ นี้นะ แปลว่า มอบธุระ
เจอะ แปลว่า เจอกัน พบกัน เจอะ ว่า ทะ ทะ แปลว่า เจอกัน เจอะกัน
ครัว เรียกว่า ไฟ ไกว ว่า เว มีอยู่ 3 คำ พบกันว่า ทะ ครัว
เรียกว่า ไฟ ไกว ว่า เว นี่ภาษาสงขลานะ ท่านที่อยู่นครศรีธรรมราช
หรือสุราษฎร์ธานี พัทลุง หรือตรัง ภูเก็ต ระนอง ชุมพร ฟังเสร็จอาจจะบอกว่า
ไม่ใช่ พังงาบอกว่า ไม่ใช่ อันนี้เป็นภาษาสงขลานะ ที่ผมกำลังพูดนี้นะเป็นใต้สงขลา
ลายลุกขี่ คือน้อยนิดพอปิดก้น ลายลุกขี่ คือ น้อยนิดพอปิดก้น
สัปดนหยาบโลน เรียกว่า เถ พูดจาสัปดี้สีประดน พูดจาหยาบโลนเนี้ย เรียกว่า
เถ พระมะเหลเถลไถ จะมาจากตัวนี้ไหมหนอ ไม่ยืนยันนะ แต่ว่า เถ ภาษาสงขลา
แปลว่า สัปดน หยาบโลน แปลว่า สัปดี้สีประดน นะฟังดู ฟังดูจักจี้ดี
ของมากมายก่ายกองว่า กองเอ กองเอ แปลว่า มากมายก่ายกองเลย ถ้าทางเหนือเรียกว่า
สับป๊ะ มากมายก่ายกอง ทางสงขลาเรียกว่า กองเอ ภาคเหนือเรียก สับป๊ะ
ที่ว่าเถถี่ยิบให้เรียกว่า เถ ตาข่ายนี่เถก็คือ ถี่
ขันชะเนาะ เรียกว่า แหละ
พูดบนพร่ำซ้ำซากว่า ย้ำแยะ พูดบ่นนั่นแหละ ทีนี้เขียนว่า บน ผมก็อ่าน
บน พูดบนพร่ำซ้ำซากว่า ย้ำแยะ
พูดย้ำแยะคือพูดซ้ำซาก
พูดเหลาะแหละ ในภาษากลาง ทางสงขลาเรียก หลกแล็ก พูดเหลาะแหละก็เป็น
หลกแล็ก
ส่วนคำว่า หางเปีย ใช้คำว่า แซ็ก แซ็ก แปลว่า หางเปียนะครับ
ซั้งกั้ง คือ มักกะ คือ เกะกะ ไอ้สิ่งที่มันมาตั้งเอาไว้เกะกะเต็มไปหมด
เดินไปก็ลำบากจะชนเอาเนี้ย ทางสงขลาเรียกว่า ซั้งกั้ง หรือ มักกะ
มะระ ก็เรียกว่า มะระ ตัวเดียวกัน แต่ทางโน้นอ่าน หระ ถ้าผมอ่านผิดท่านที่พูดใต้สงขลากรุณาทักท้วงด้วยนะครับ
ตัวเมีย เรียกว่า เหมีย
เหนื่อย นั้นแปลว่า หิว หรืออ่อนเพลีย คำว่าเหนื่อย ในภาษาสงขลา แปลเป็นภาษาไทยกลางว่า
หิว หรือ อ่อนเพลีย
แคะ ว่า เขี้ย ดม ว่า ดุม นุ่ม ว่า นวล ไปแคะ เรียกว่า เขี้ย แคะฟันว่า
เขี้ยฟัน ดม ว่า ดุม ดมต้นไม้ ก็ ดุม ภาษาโบราณว่า ดอม ดมดอม นุ่มว่านวล
มันนุ่มดี นุ่มนวลชวนฝัน ที่นวลก็เป็นนวล
เหยียบหรือทับ เอาไปเหยียบหรือทับ ว่า เห็น เร่งว่า แขบ ถ้าทับว่า เหง
เป็นภาษาโคราชเขาใช้ แต่ไม่ได้ใช้เหงอย่างเดียว ใช้เตงด้วย ดังนั้น ข่มเหง
ก็มาจากคำนี้หละ เหยียบหรือทับ ว่า เหง เร่ง ว่า แขบ แต่ภาษาล้านนาไม่เรียกว่า
แขบ เรียก ขะจ๋าย แบบว่า เร่ง
แฝดว่า แฝบ เป็นคู่ รัดตัวแปลว่า อ้วน เสื้อตัวนี้รัดตัว รัดตัวแปลว่า
อ้วน
กบกับคือ รีบด่วน ทำอะไรกบกับ แปลว่า ทำให้ไรให้รีบด่วน
รวน อย่ามายวน ฉัน ทางนู้นเรียกว่า ฮวน แปลว่า เสียง ร เป็นเสียง ฮ นะท่านนะ
อันนี้เหมือนกับ รัก แปลว่า ฮัก ทีเดียวล่ะ ไร่ก็ไฮ่ รักภาษาเหนือ อีสานว่า
ฮัก ไร่เป็นไฮ่ ภาษาสงขลานั้น รวน เป็น ฮวน
คำว่า หมวน คือ ตะกอน
ตอนที่หมายถึงการทำลายอวัยวะการสืบพันธ์ ภาษาสงขลาเรียกว่า เอาไปรด
ไก่รังทึง คือ ไก่ไข่ไม่เป็นที่ คนที่ไม่เคยเลี้ยงไก่จะไม่ค่อยเข้าใจนะว่า
ไก่รังทึง แปลว่าอะไร
คนบ้าจี้เรียก ล้าต้า ม้วนว่า ขด อันนี้อย่าเอาไปปนกับ เจ้าจงเอาหูตา เป็นล้าต้าส่องดูลม
คนละอย่างกันนะ ไอ้ล้าต้านี้เป็นภาษาสงขลาเขา
หมูขวิดกัน เรียกว่า แปะ แทะว่า ครด คำว่า แทะ ข้าวโพดนี้ว่า ครด กลิ่นเรียก
รส
นกระปูด
เรียก นกคูด อันนี้เป็นภาษาสงขลานะ แต่ผมเคยได้ยินคนใต้เรียกนกกระปูดว่า
นกปูดนะ หรือจะเป็นคนรุ่นใหม่ก็ไม่ทราบ ที่เขามีกลอนคนที่พูดให้ผมฟังเป็นพัทลุง
นี้เสียงผมเป็นเสียงแบบพัทลุง ผมจะพูดแบบเสียงทองแดงดู กลอนบทหนึ่งเขาบอกว่า
บุหงาตันหยงนามใดละน้อง ชื่อดอกละมุด เลหลวงกว้างใหญ่ ใครมาขุด อะไรทำนองนี้แหละนะ
ซุงซุดใครมาพูนภูเขาสูงสุดนี้ใครมาพู้น นกยางตัวขาวใครหนอทาแป้ง ผมจะพูดภาษาทองแดงมากไป
พูดภาษาไทยกลางดีกว่า นกปูดตาแดงใครหนอทาปูน นกกระปูดตาเป็นสีแดงเนี้ย
ใครเอาปูนไปทา แต่เขาก็เรียกนกกระปูดว่า นกปูดนะท่านนะ แต่สงขลา นกกระปูดเรียก
นกคูด ฟังตามนี้ก็ท่านแต่งมาเช่นนี้
ทำงานหนักหักโหมว่า
ก็องแหมง เขกว่า แข็ง เขกหัวเนี้ย เรียกว่า แข็ง แข็งหัว โคลนเรียก หลุด
ตุดคือ
หูด คนเป็นหูด เรียกว่า เป็นตุด อย่าทำเสียงเป็นตุ๊ดนะท่านนะ คลอดว่าเกิด
ตะเพิดว่า ทูด ตะเพิดออกไป ว่า ทูดออกไป ไปหายหูด ภาษาใต้ว่า ไปเสียไกลลิบ
ทำเป็นไม่สนใจว่า ทำไหน วูบโทสะขึ้นทันใดว่า คุกหวิบโมโหขึ้นทันใด หรือโกรธเนี้ยว่า
คุกหวิน ท่านลองฟังดูนะ คลอดว่าเกิด ตะเพิดเรียกว่าทูด ไปหายหูดคือไปเสียไกลลิบ
ทำเป็นไม่สนใจว่า ทำไหน วูบโทสะขึ้นมาทันใดว่า คุกหวิบ
ศาลาเท่ากับ หลา ส่วนกริบตาคือ กระพริบ ปากมุบมิบว่า งอบแงบ คำว่า ทราบ
เท่ากับ แอบฟัง ทราบนอกจากจะแปลว่า แอบฟังแล้ว จะแอบดูก็ได้ ไปแยงเนี้ยเขาว่าไปดู
ต่างจากไปซอมเบิงนะ ซอมเบิงของอีสานว่า พิจารณา แต่แยงแปลว่าดูนี้นะ ส้มเนื้อน้อยเม็ดมากว่า
ขี้โดก ส้มลูกหนึ่งเนื้อมีไม่เท่าไหร่ มีแต่เม็ด เรียก ขี้โดก เปื้อนโสโครกว่า
หรุหระ
อัง ว่า หัง เอาไปอังไฟ ว่า หังไฟ อ เป็น ห นี้เป็นเสียงโบราณนะท่านนะ
ไม่ใช่เฉพาะที่สงขลาหรอก คำว่า ออม เป็น หอม เนี้ย เพราะฉะนั้น เก็บหอมรอมริบ
ก็ หอม ก็คือ ออม เสียง อ ที่เขาเรียกทางภาษาศาสตร์ว่า Gottal Stop บางทีก็เปลี่ยนเป็นเสียง
Gottal Ficgative คือเสียงเสียดแทรกที่ลำคอได้เหมือนกัน อ เป็น ห นี้ก็มีเปลี่ยนกันได้พอประมาณนะครับ
เปื้อนโสโครกว่า หรุหระ อังว่า หัง ราร่า คือ รุ่มร่าม หรือ รุงรัง แต่งตัวรุ่มร่ามรุงรัง
เรียกว่า ราร่า เข่งเรียกหลัง เข่งที่ใส่ของเรียก หลัง ตระหนี่ว่า ขี้ชิด
คนสงขลา คนตระหนี่ว่า ขี้ชิด ถ้าเป็นภาษาล้านนาเชียงใหม่ ตระหนี่เรียก
ขี้จิ๊ ขี้จิ๊ว่าขี้ชิด แสดงว่าคำคำนี้เป็นคำโบราณ คำไทยมีว่า ตระหนี่ถี่เหนียว
ถี่เหนียว จิ๊ ชิด คำเดียวกัน เข่งเรียกหลัง ตระหนี่ว่าขี้ชิด
ไฟแช็กเรียกไฟบีบ ครีบเรียกแลบ คด ขด แคบ คือ คด ท่านเคยเห็นไหมครับ อย่างคดกริช
ชวารำกริชเนี้ย คดแบบกริชเนี้ยเขาว่า คดขกแค็ด หีบ แยก แต็ด สามคำนี้แปลว่า
นิด หนี้ว่าติด คำว่าเป็นหนี้เนี่ยว่า ติด มิดว่าแม็ด ถ้ามิดด้ามเนี้ยว่า
แม็ด แควก ไม่ตรง
บ่อย ๆ นั้นพูดกันว่า เลือน เลือน แทนที่จะพูดกันว่า บ่อย ๆ ก็พูดกันว่า
เลือน เลือน หลง หรือ เฟือน ว่า ฟั่นเฝือ คำว่า เฟือนในภาษาสงขลา ถ้าเป็นภาษาไทยกลางว่า
ฟั่นเฝือ หรือ นับหลง อย่างผมนี้อายุ 60 กว่า เริ่มหลงแล้ว พูดเป็นภาษาใต้นะ
เริ่มเฟือนละ คือ นับหลง เริ่ม ฟั่นเฝือไปละ
แยะที่นั่ง คือล้มก้นกระแทกลง ปะพะชิโคง แปลว่า ตายวายชีวา คำนี้เป็นคำที่ยาวมาก
ปับพะชิโคงตายวายชีวา หม้อซี่ซี้ หม้อซี่แซก เอี้ยวก็ล้วนเป็นสำนวนว่า
อาสัญทั้งนั้นหนา คำว่าตายมีหลายคำนะ นอกจาก ปัปพะชิโคง คำว่า หม้อซี่ซี้
คำว่าหม้อซี่แซก คำว่า เอี้ยว ในภาษาสงขลาเป็นสำนวนแปลว่า ตาย ทั้งนั้นนะท่าน
ของจีนก็ ซี้ ไง ฉันจะตายนี้ อั๊วไอ้ซี้ เป็นภาษาแต้จิ๋ว เป็นภาษาแคะ ก็อั๊วอ้อยซี้นะครับท่าน
เนี้ยผมก็ไปจำแต่คำดี ๆ ทั้งนั้นแหละ
ฉด หมายความว่า เกินเปรียบเทียบพจนา ไอ้ดำทำงานกล้าใครฉดมัน เรียกว่า ไอ้ดำทำงานขยัน
ใช้ว่า ฉด คำว่า ฉด เทียบเป็นวลีว่า ไอ้คำทำงานขยันไม่มีใครสู้มัน อย่างใครก็แล้วแต่ทำงานขยัน
อย่างผมนี้แต่ก่อนก็ฉดนะ ทำงานขยัน พอแก่เข้าก็ทำงานช้า เฉื่อยเป็นธรรมดา
นอกจากจะช้าแล้วยังหลงด้วย เฟือนด้วย เป็นภาษาสงขลา แปลว่า ฟั่นเฝือ นับหลง
ๆ ไป
คนหัวไม้เรียก คนด้น ก็นักเลงเนี่ย เรียกคนด้น ปล้นว่า อุก ไปปล้นเนี้ยว่า
ไปอุก แต่ถ้าอุก ภาษาล้านนาเชียงใหม่ แปลว่า รก นะท่านนะ เช่น ป่ามันอุก
แปลว่า มันรก ย ว่า ฉ นางช่างยุ ชอบไปยุให้เขาแตกกันเนี่ย ยุ ว่า ฉุ หรืออย่าง
ไปยุ ให้หมาไล่กันเพื่อนเนี้ย ยุ แปลว่า ฉุ
ตูด
เรียก วาน ทวารหนัก เรียก วาน วานก็มาจากทวาร
อานเท่ากับเป็นหมัน
อานก็คือเป็นหมัน ที่จริงอานเนี้ย เขาใช้เรียกกับสัตว์นะ เช่น วัวตัวเมียที่ไม่มีลูก
ก็เรียกว่า งัวอาน งัวเป็นหมันเรียกว่า งัวอาน ขุนว่า ออย ด้วยว่า ด้อย
หรือว่า กัน ออย - ค้อย ด้วย ด้อย เหนือ ว่า โตย ไปโตย ไปด้วย อันนี้ก็เป็นไปด้อย
ส่วนครึ่งวันนั้นเรียกกันว่า งาย แต่ว่า งายในภาษาเชียงใหม่ แปลว่า ตอนเช้า
กินข้าวงายแล้วก่อ แปลว่า กินข้าวเช้าหรือยัง แต่งายในภาษาสงขลาที่ในกลอนเขียนไว้
แปลว่า ครึ่งวัน
ล้านจังฮู้คู่ขายลุยลาสาคู่คี่ แปลว่า มากเหลือหลาย มากเหลือหลายนี้ใช้ได้หลายคำนะ
ลุย ลาสา คู่คี่ จ้าน จังหู คำประกอบมากมายเลยคำนี้
จาน เรียก ชาม เพราะฉะนั้น จานข่าว เรียก ชามข่าว
ลามปามว่า ลายมาย เป็นคนพูดจาลามปามเนี้ย เรียกว่า ลายมาย รื้ออกเรียกว่า
ลาย ไฟไหม้ว่า ไฟกิน ไฟไหม้ก็ตะโกนว่า ไฟกิน หมาร้า เรียก หมาบ้า ไล่ ว่า
ยิก ฉาดไอ้ดิก ฉาดไฉน คือ หมดสิ้น แมวหมาร้า เรียก หมาบ้า คำว่า ไล่ ให้ใช้ว่า
ยิก
ส่วนคำว่า หมดสิ้น ให้ใช้ว่า ฉาดไอ้ดิก ฉาดไฉน ซึ่งภาษาล้านนาว่า เซี่ยง
โคราชก็ มด หมดสิ้นได คือ ติดนิสัย เคยชิน คำว่า ได แปลว่า ติดนิสัย หรือคำว่า
เคยชิน คำนี้ภาษาเขมร แปลว่า มือ บาด แปลว่า กิน โดนมีดบาด ก็โดนมีดกิน
ตลาดนัด เรียกว่า นัด ตลาดนัดทางเหนือ เรียก กาดมั่ว ทางใต้เรียกว่า นัด
เพชรบุรีก็เรียก ตลาดนัดนะครับ นัดหาดเจ้า ก็มีตลาดนัดที่หาดเจ้าสำราญ
นัดเขื่อนขันธุ์ ตลาดนัดที่บนศาลาเลือน เพชรบุรีเรียกว่า นัด ใต้ก็เรียกว่า
นัด ในคำว่า ตลาดนัดนะครับ
แกกทาใน คือ ดิ้นซบสลบเหมือด ส่วนไข้เหือดนั่นได้แก่ ไข้ออกหัด ผ้าคาดพุงเรียกว่า
ผ้ารัดพัด ปริว่าเประ แปลว่า แยกออก เตะว่าฉัด ซิดอือปา แตะว่าฉัด ซัดคือปา
เอาอะไรไปซัด ก็หมายถึง เอาอะไรไปปา ไม่ระมัดระวังว่า
ร่าหลาม
กินมูมมามไม่น่าดูว่า ซู่ซ่า ซู่ซ่าภาษาสงขลา ว่ากินมูมมาม ซึ่งจะเทียบกับภาษาอีสานว่า
ซวดลวด คือเจ้านี้กิ๋นซวดลวด แปลว่า ตะกละมากกว่านะ สอหลอคือนกต่อหรือหน้าม้า
บ้างก็ว่า สปาย หรือสายลับ ถ้าภาษาอังกฤษว่า Spy หรือสายลับ
หลาเหิน คือ เดิน ไม่มองเตะของแตก แตกเงินเรียกว่า สืบ หมายถึงเอาเงินไปแตก
10 บาท หมายความว่า เอาไปแลกมา 5 บาท แตกเงินเรียกว่า สืบ มั่นแข็งแรงหรือถนัด
เรียกว่า ฉั้บ ก็กระฉับนั่นแหละครับ สะบัก เรียก หัวบัก เตี้ยว่า แมด ลักษณะอ้วน
ๆ เตี้ย ๆ เนี้ยเรียกว่า แมด
ออกรสหรือส่งรส คือส่งกลิ่น มากคือหมิ่น กินไม่หมด เรียกว่า แหยะ ผึ่งถากไม้คล้ายจอบ
เรียกว่า แมะ ฆ่าว่าแมะ เช่น แมะงัวคั่วแห้งกิน ฆ่าวัวคือแมะวัวคั่วแห้งกิน
เอามาผัดเผ็ดนี่เอง อยู่ม่อต้อข้อรำว่า ร่ำทอก ศรีษะเถิกเรียกหัวฉอก คนปอกลอกเรียกว่า
คนปลิ้น
ก็พอดีหมดเวลานะท่านนะ ก็จะนำมาต่อในเวลาต่อไป ครับวันนี้ ผมนายประจักษ์
สายแสง ขอกราบลาทุกท่านไปก่อน พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีครับ