สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ
วรรณกรรมสองแคว กลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสงดำเนินรายการ
วันนี้ก็มีจดหมายน้อยเขียนมาวางไว้ที่โต๊ะว่า
อาจารย์ครับ ผมเห็นพวกคนเลี้ยงช้างนำช้างออกมาเร่ร่อนตามเมืองใหญ่ ทำให้นึกสะท้อนใจว่าบรรดาช้างเหล่านี้เคยมีประวัติศาสตร์คู่กับประเทศไทยยาวนาน
และก็นึกถึงชนชาติพันธ์หนึ่งที่มีชีวิตผูกพันธ์กับช้างมาแต่อดีตก็คือชาวกูย
อาจารย์กรุณาเล่าเรื่อง ชาวกูย ให้ฟังได้หรือไม่ครับ ว่ามีวรรณกรรมเกี่ยวข้องกับช้างอย่างไร
ผมก็เลย วันนี้จะเล่าถึงวรรณกรรมนิทานของชาว กูย หรือ กวย หรือส่วย
สักเรื่องหนึ่ง ก่อนอื่นต้องอธิบายภูมิหลังให้ฟังว่าชาวกูยนี้คือพวกใด
ถิ่นเดิมของชาวกูยอยู่ทางตอนเหนือของ กำปงธม ประเทศกัมพูชา
ปัจจุบัน
กูย (Kui) หรือ โกย (Kuoy) เป็นคำที่สุภาพและพวกเขาก็ยอมรับ เพราะถ้าเรียกเขาว่า
ส่วย (Suay) จะเป็นคำที่ใช้เรียกแรง ๆ เรียกว่าจิกหัว เพราะแปลว่า เขาต้องส่งส่วยให้แก่อยุธยา
หรือกรุงศรีอยุธยา หรือกรุงรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันเขาก็ไม่ได้ส่งส่วยแล้ว
เขาเรียกตัวเองว่า กุย กวย หรือ โกย
ชาวกูยเคยเป็นรัฐอิสระ
และเคยเป็นรัฐใหญ่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 เขายังยิ่งใหญ่อยู่และมีอำนาจมาก
20 เคยส่งทูตมาค้าขายกับอยุธยาและเคยช่วยกษัตริย์เขมรปราบขบถ ต่อมาเขมรได้ใช้อำนาจทางทหารปราบชาวกูย
และผนวกอาณาจักรเข้าไป เป็นส่วนหนึ่งของเขมร
ถ้าไปค้นหนังสือต่าง ๆ ของอาจารย์ชื่น ศรีสวัสดิ์ หรืออาจารย์ธวัช ปุณโณทก
หรืออาจารย์ไพฑูรย์ มีกุศล แม้แต่ของจิตร ภูมิศักดิ์ ของคุณโสฬส และคณะ
หรือทุนวิจัยอาจารย์สมมาตร ผลเกิด ของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์เขียนเอาไว้
มีข้อความคล้าย ๆ กันคือ จะบอกเอาไว้ว่า พวกกูย ส่วย หรือโกย เป็นชนเผ่าหนึ่งที่พูดภาษาในตระกูลมอญ
เขมร หรือออสโตรเอเชียติก
พวกนี้มีเลือดผสมระหว่างพวกเว็ดดิ กับพวกเมลาเนเชียล พันธุ์ผสมหน้าตาคล้ายพวกเงาะ
หรือพวกเซมัง ลักษณะเด่น คือ ผมหยิก ผิวคล้ำ จมูกบาน ริมฝีปากบาง พวกนี้เป็นชาติพันธุ์เดียวกับละว้า
ข่า ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย ซึ่งพูดภาษา มูลตะ คล้าย ๆ กับภาษาในแคว้นอัสสัมในประเทศอินเดีย
พวกส่วย หรือ กุย ถิ่นฐานปัจจุบันกระจายกันอยู่ตามป่า ตามภูเขาสูง เพราะเคยปิดกั้นตัวเองไม่ยอมรับวัฒนธรรมใหม่
หรือไม่ก็ถูกรุกรานจากชนชาติที่อพยพเข้ามาใหม่ เขาเลยไม่ทราบว่าจะไปไหน
ก็เลยหนีเข้าไปอยู่ในป่า คือที่ใดที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ พืชพรรณธัญญาหารไม่ต้องเพาะปลูกก็มีมา
ทั้งเผือก ทั้งมัน ทั้งผัก เขาก็อพยพเข้าไป หรือถ้ามีการเพาะปลูกก็ขอให้ดินนั้นเป็นดินปุ๋ย
ปลูกผัก ปลูกต้นไม้ขึ้นงอกงาม เป็นอาหารได้ เขาก็ไปอยู่
ด้วยเหตุที่ชอบอพยพ พวกกุยซึ่งเดิมมีพื้นฐานอยู่เมือง กำปงธม ของกัมพูชาก็อพยพเข้ามาทางเมือง
อัตตะบือ เมืองแสงปาง จำปาศักดิ์ และเมืองสารวัน ทางปากเซ บ้องไฟของลาว
แล้วข้ามน้ำโขงเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของลาวทางแก่งสะพือ ทางเขตของอำเภอโขงเจียม
ข้ามเข้ามาทางด้านนั้น
พอข้ามเข้ามาก็กระจายออกไปอยู่ทั่วไป แยกย้ายกันไปตั้งบ้านเรือน หรืออพยพเข้ามา
คาดว่าตั้งแต่ประมาณปลายกรุงศรีอยุธยา ประมาณพระพุทธศักราช 2245 2326
อพยพเข้ามา โดยพวกนี้มีหัวหน้าของเขาเอง
คนไทยทั้งหลายเรียกพวกกุยด้วยถ้อยคำที่ไม่ค่อยไพเราะ เรียกว่า เขมรป่าดง
เรียกว่า ส่วย แต่พวกเขาเรียกตัวเองว่า กูย ซึ่งแปลว่า คน ในภาษาของกุย
ชาวกุยเองไม่ค่อยยอมรับชื่อ ส่วย และไม่ยอมรับชื่อที่เรียกเขาว่า เขมรป่าดง
เขาอยากให้เรียกเขาว่าพวก กูย หรือ โกย
ในปัจจุบันพบชาวกูยมากในเขตตั้งแต่จังหวัดนครราชสีมาขึ้นไป
จังหวัดบุรีรัมย์ อุบลราชธานี มหาสารคาม สุรินทร์ ศรีสะเกษ หรือแม้แต่ที่สุพรรณบุรีก็มี
หลักฐานที่ว่า พวกกูย เคยอยู่แถวนั้นก็คือ ชื่อของสถานที่ต่าง ๆ ที่ยังมีชื่อของภาษากูยอยู่
เช่น จากนครราชสีมาออกมา ทางรถไฟที่จะไปอุบลราชธานี จากสถานีชุมทางบ้านจิระ
สถานีแรกจนถึงสถานีบ้านพะไล กูยยังใช้อยู่ และไทยก็ใช้
แต่พอถึงสถานีที่ 2 ชื่อสถานีบ้านพะเนา ภาษากูยโบราณ แปลว่า มะตูม ภาษาเขมรใช้ว่า
พะโนง ตอนหลังพะเนา ก็กระจายออกไปมากมาย เลยเป็นนามสกุลของคนหลายคนที่ลงท้ายด้วยพะเนา
แต่คนบ้านพะไล บ้านพะเนา บ้านพระพุทธไม่มีใครพูดภาษาส่วย ภาษากูย ได้เลย
พวกที่พูดได้ก็ไปอยู่จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ บางส่วนก็อยู่ที่ศรีสะเกษ
อุบลราชธานี บางส่วนเข้าไปถึงมหาสารคาม บางส่วนเข้าไปถึงร้อยเอ็ดก็มี
แปลกประหลาดก็คือ
กุย หรือโกยจำนวนมากอยู่ที่สุพรรณบุรี ก็เป็นอันว่ามีอยู่ทั่วประเทศ เขตภาคอีสาน
หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมากที่สุด ภาคกลางเท่าที่เห็นก็ที่สุพรรณบุรี
ปัจจุบัน กุย หรือโกย หรือ ส่วย ทั่วประเทศพูดภาษาไทยแล้วก็ไปทำงานอยู่ทั่วไป
บางคนก็พูดภาษาส่วยไม่ได้ก็มี
พวกกุย โกย หรือส่วย เข้ามาอยู่ในไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแต่ศาตราจารย์
ธวัช ปุณโณทก ท่านพยามค้นจากตำราใบลานว่า ในสมัยที่ขุนบรมได้ส่งขุนลองไปสร้างอาณาจักรใหม่ที่เมืองหลวงพระบางนั้น
ได้มีอาณาจักรอยู่ก่อนแล้ว คือ ขุนลองต้องต่อสู้กับพวกข่าจนได้ชัยชนะ และขับไล่ข่าหนีไปอยู่ที่อื่น
นี่เป็นการบอกชัดเจนว่าข่าหรือส่วยที่เป็นชนกลุ่มน้อยถูกขับไล่ออกไป นั่นก็หมายความว่าจริง
ๆ แล้วเขาก็เคยอยู่ทั้งฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงก็เยอะ ไม่ใช่เฉพาะกัมพูชาแต่รวมไปถึงที่ลาวด้วย
ดร.ไพฑูรย์ มีกุศล ได้เคยกล่าวไว้ว่า หลังจากที่ท่านได้ไปอ่านพงศาวดารเมืองละแวก
จะพบข้อความที่กล่าวถึงพวกกุยไว้เช่นเดียวกัน บอกว่าในครั้งหนึ่งพระเจ้าแผ่นดินของ
กัมปูเจียหรือกัมพูชา ได้เคยร้องขอให้พวกกษัตริย์ของกุย เข้ามาปราบข้าศึกซึ่งเข้ามารุกรานกัมปูเจีย
หรือกัมพูชา กษัตริย์ของกุยก็ได้ยกทัพเข้าไปช่วยรบจนได้รับชัยชนะ
ถ้าพูดอย่างนี้ก็แปลว่ากุยเคยมีอาณาจักรอยู่ก่อนแล้ว และก็มีพระเจ้าแผ่นดินเหมือนกัน
จะอำนาจมากหรือไม่มากถึงกับพระเจ้าแผ่นดินกัมพูชาเคยขอความช่วยเหลือ ถ้าดูจากนี้เขาก็คงเป็นชาติที่ไม่ป่าเถื่อนเหมือนสมัยนี้
สมัยนี้หมายถึงพวกกุยที่ยังอยู่ในป่าสูง ถ้าเชื่อตามพงศาวดารก็ต้องเชื่ออย่างนี้
คนกุยหรือคนส่วย คนไทยแต่ก่อนถือว่าเป็นคนละชาติกัน ค้นจากข้อเขียนของจิตร
ภูมิศักดิ์ ซึ่งเขียนไว้ในเรื่องความเป็นมาของคำสยามไท ลาว ขอม และลักษณะทางสังคม
เขาบอกว่าอาณาจักรไทยเราเคยมีกฎหมายฉบับหนึ่งชื่อว่า กฎหมายลักษณะอาญาหลวง
กฏหมายนี้
ประกาศห้ามไพร่ฟ้าประชาชนชาวไทยสยามทั้งหลาย ห้ามยกลกสาวให้กับคนต่างชาติต่างศาสนาเหล่านี้
ฝรั่ง
ในที่นี้คงจะเป็นฝรั่งเศส อังกฤษ วิลันดา ก็ ฮอลันดา หรือเนเธอร์แลนด์
หรือ ดัชช์ นั่นเอง พวกกุลา คือ ไต หรือ ไทใหญ่
สมัยก่อนจะเรียกคนต่างชาติว่า "กุลา" คำเดียวเท่านั้น เช่น เรียกฝรั่งก็เรียก
กุลาขาว สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มาลายู แขก กวย แกว แสดงว่า คนชาติพันธุ์กวยก็ยิ่งใหญ่มาก่อน
อาจารย์ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม สันนิษฐานย้อนหลังไปถึงประมาณพระพุทธศักราช
2103 เป็นปีที่สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช ซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งล้านนา ครองเชียงใหม่
ล้านช้าง พระองค์ทรงย้ายเมืองหลวงพระบางมาอยู่นครเวียงจันทร์ มีหลักฐานทางพงศาวดาร
บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงตอน
ที่ตั้งจากเวียงจันทน์ลงมาเคยเป็นบ้านเป็นเมืองไว้เก่าแก่โบราณพอสมควร
สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชเวลาเสด็จลงมาตรงนั้น ก็ต้องทำสงครามเพื่อจะปราบปรามพวกที่อยู่บริเวณนั้นมาก่อน
คนอยู่บริเวณนั้นได้แก่พวก ข่าเผ่าต่าง ๆ ซึ่งสร้างบ้านสร้างเรือนอยู่แถวฝั่งแม่น้ำโขง
ใต้เวียงจันทร์ลงมา เสด็จยกทัพปราบพวกนี้ จนในที่สุดพระองค์เองก็ทรงสาปสูญไปในคราวที่ยกทัพไปปราบปรามพวกข่าที่เมืองอัตตะบือ
ชาวกุยที่ยกอพยพมาจากเมืองกำปงธม ของกัมปูเจีย ประมาณพระพุทธศตวรรษที่
23 มีพระครูหลวงซึ่งอยู่ที่วัดโพนเสม็ด ได้นำเอากษัตริย์องค์หนึ่งชื่อ
เจ้าหน่อกษัตริย์ ไปเมืองจำปาสัก คำว่าหน่อ แปลว่า เชื้อสาย อาจจะเป็นโอรส
เป็นหลาน เรียกว่าหน่อได้ทั้งนั้น เหมือนท้าวหน่อคำ ก็มีเชื้อสายมาจากทองคำ
เมื่อนำเจ้าหน่อกษัตริย์ไปเมืองจำปาสัก ในตอนนั้นมีผู้ครองนครอยู่แล้วเป็นผู้หญิง
ชื่อว่า เพา พระนางเพาปกครองชาวข่าทั้งหลาย ซึ่งน่าจะรวมถึงชาวกุยหรือชาวส่วยนี่ด้วย
นางมองเห็นเจ้าหน่อกษัตริย์ก็คงมีความพอใจ นางจึงยกนครจำปาศักดิ์ให้เจ้าหน่อกษัตริย์ขึ้นปกครอง
แล้วนางก็ได้สถาปนาเป็นเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธากูร คนที่สถาปนาคือเจ้าหน่อกษัตริย์
นางเพาปกครองข่าเป็นจำนวนมาก
ถ้าย้อนกลับไปดูในระหว่างพระพุทธศตวรรษที่ประมาณ 18 20 มีเอกสารหลายเรื่องที่กล่าวถึงอาณาจักรของชนเผ่ากุย
บางเล่มก็กล่าวว่าตั้งอยู่ในเขตแม่น้ำโขงทางตอนใต้ คือใต้กัมพูชา เข้ามาทางเวียดนาม
ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่ม โดยอาณาจักรดังกล่าวเคยมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรอยุธยาด้วย
แต่หลังจากพระพุทธศตวรรษที่ 18 -20 ไม่มีเอกสารฉบับใดที่กล่าวถึงอาณาจักรของชนเผ่ากุยอีกเลย
ที่เป็นอย่างนี้เป็นไปได้ไหมว่า เมื่อชนเผ่าไทยได้อพยพเข้าสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง
ยังคงมีการต่อสู้ทำสงครามกัน กับชนพื้นเมืองดั้งเดิม คือ กุย แล้วกุยก็สู้ไม่ได้ก็แตกกระจัดกระจาย
เข้าไปในป่า กลายเป็นชนชาติพันธุ์กลุ่มเล็ก ๆ อยู่ในป่าทั่วไป
พวกที่เข้ามาอยู่ในเมืองก็ได้ชื่อใหม่ว่า ส่วย คงจะส่งส่วยให้อยุธยาและรัตนโกสินทร์
ถึงชื่อว่าส่วย ส่วยที่สุรินทร์เลี้ยงช้างเก่งมาก ย้อนดูประวัติศาสตร์ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ประมาณพระพุทธศักราช 2200 ในช่วงนี้กล่าวถึงว่า มีชนเผ่ากุยอพยพมาจากอัตตะบือ
แสนปาง แห่งแคว้นจำปาศักดิ์ เข้ามาอยู่ตามภูเขาสูงไม่ยอมขึ้นกับใคร
แล้วมีบันทึกเอาไว้ว่าในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์ หรือ
ขุนหลวงเอกทัศ กษัตริย์องค์สุดท้ายของอยุธยา ประมาณพุทธศักราช 2302 ช้างเผือกซึ่งอยู่ในอยุธยา
ซึ่งเป็นช้างเผือกของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ แตกโรงหนีออกไปทางเขตของอีสาน
เข้าไปยังเขตเมืองพิมาย
ช้างเผือกหนีออกไปก็เป็นคำเล่าลือกันว่าจะเป็นการสิ้นบุญหรืออย่างไร เพราะว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีบุญญาธิการอำนาจวาสนาสูงยิ่ง
มีพระบารมีแผ่ไปนั้น ย่อมจะมีช้างเผือกเข้ามาประดับบารมี
ช้างเผือกก็เข้าไปถิ่นที่อยู่กับพวกชาวกุย เจ้าเมืองพิมายก็พากันติดตามช้างเผือก
ไปพบกับหัวหน้ากลุ่มชาวกุย หัวหน้ากลุ่มชาวกุยก็ใจดี มีไมตรีจิต ได้ช่วยเจ้าเมืองพิมายติดตามช้างเผือก
ท้ายสุดก็จับส่งลงมาถวายพระเจ้าเอกทัศได้
ชาวกุยเหล่านั้นก็ได้รับพระราชทานความดีความชอบ
หัวหน้าก็ได้เป็นหัวหน้าปกครองหมู่บ้านชาวกุย
ให้ขึ้นตรงกับเมืองพิมาย ระยะเวลาต่อมา พวกเจ้าเมืองที่มีเชื้อสายกุยก็มีโอกาสได้สนองรับใช้เบื้องยุคลบาทตลอดมา
พวกไทกุยก็กระจายพื้นที่ทั่วไป มักเป็นที่สังเกตว่าจะตั้งหลักแหล่งอยู่ระหว่างแม่น้ำมูลกับเทือกเขาดงรัก
อาจจะเป็นได้ว่าเป็นที่อุดมสมบูรณ์ มีป่าซึ่งสะดวกในการเลี้ยงช้าง เพราะช้างกินอาหารในป่า
มีน้ำให้ช้างเล่น
ในบรรดาจังหวัดในเขตอีสานแถวศรีสะเกษ
สุรินทร์ บุรีรัมย์ มีชาวกุยอาศัยอยู่หนาแน่นกว่าจังหวัดอื่น ๆ เพราะแถวนี้มีอาหารให้ช้างกิน
จนกระทั่งเดี๋ยวนี้อาหารชักจะเริ่มขาดแคลน ชาวกุยหรือส่วยจึงมักจะพาช้างเข้ามาในกรุงเทพ
หรือในจังหวัดต่าง ๆ ก็เป็นการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด เพราะขณะนี้ต้องมีการปรับตัว
เชื่อว่าจำนวนพวกกุยที่เหลืออยู่ในปัจจุบันจะเหลือไม่ถึงร้อยละ 20 ของประชากรในเขตอีสาน
ทางเขตอุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ จะมีอยู่น้อยและเริ่มกลายเพราะต้องปรับตัวรับวัฒนธรรมอื่นที่สูงกว่า
ต้องเข้าไปอยู่กับกลุ่มชนที่เจริญกว่า ก็เลยกลายเป็นกลุ่มที่มีวัฒนธรรมหลายอย่างรวมกันในตัว
เรียกว่า มีสหวัฒนธรรม คือกุยทั้งหลายพูดภาษาลาวได้ พูดภาษาเขมรได้ พูดภาษาไทยกลางได้
ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี
ปัจจุบันกุยค่อย ๆ หายไปจนกลายเป็นไทยเสียเกือบทั้งหมด ยังคงเหลืออยู่ตามป่าเขาก็ยังพอมีอยู่บ้าง
ที่พอสังเกตได้ แล้วยังพูดภาษาของเขาอยู่
ที่จริงถ้าเราจะฟังภาษาของกุยจริง ๆ หลายคำก็ได้ไปจากคำไทย แล้วไปเพี้ยนเสียงเสีย
โดยที่ไทยเองก็รับมาจากต่างชาติเหมือนกัน แล้วเสียงก็เพี้ยนไป ยกเว้นคำที่มันไม่เพี้ยน
โดยใช้ภาษาของเขาเอง และไม่ได้ยอมรับจากไทยเลย เช่น มะเขือเปาะ เรียกว่า
เกือง , ต้นกล้วย เรียก คนเปรี๊ยด , มะขาม เรียก คนพรัน , แม่ เรียก อาแมะ
, พ่อ เรียก อานุ , ช้อน เรียก บวง , ช้าง เรียก อาเจียง , ไก่ เรียก ใคร่
, ลิง เรียก อะว้อก กระต่าย เรียก กระตาย
กุยจะมีลักษณะภาษา วัฒนธรรมโดยเฉพาะ ลักษณะบ้านเป็นบ้านใต้ถุนสูง เพื่อวางหูกทอผ้า
วางกระด้งไหม วัตถุเครื่องสาน บ้านจะเป็นบ้านเรียบง่าย ไม่มีการฉลุ ถ้าเป็นกระท่อมจะไม่มีใต้ถุน
วัสดุที่หาง่าย ใช้ตอไม้ไผ่ที่แก่จัด มาทำเป็นเสาบ้าน ปูด้วยพื้นไม้ไผ่ผ่าครึ่งตามยาว
เหมือนฟาก ใช้ค้อนทุบออก ใช้ไม้ยืนต้นมาผ่าทำเป็นพื้นก็ได้ พื้นจะขรุขระ
ส่วนฝาบ้านก็ทำด้วยไม้ขัดแตะ
ใบยาง หลังคาบ้านทำเป็นรูปจั่วมุงด้วยหญ้าคา
เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นเสาปูน พื้นปูน มีหลายห้อง แสดงว่ามีการปรับวัฒนธรรมด้านวิถีชีวิตให้เข้ากับความเจริญขึ้น
จากนั้นพวกเสื้อผ้าก็มีพวกผ้าฝ้าย เขาจะปลูกฝ้ายไว้เองทอเป็นเสื้อ กางเกง
ผ้าถุง ผ้าขาวม้า สีที่ย้อมมีสีน้ำเงินได้จากต้นคร้าม สีดำ เอามาจากผลมะเกลือ
สีเหลือง เอามาจากขมิ้น แก่นขนุน และ เข สีแดง จากครั่ง เปลือกหว้า
ส่วนผ้าไหมเป็นที่น่าสนใจว่า พวกกุยที่เข้ามาในหมู่บ้าน มีความสามารถทอผ้าไหมได้ดี
และค่อนข้างจะซับซ้อนในกระบวนการผลิต จึงทำให้ผ้าไหมของกุยมีราคาแพง ผู้ใช้ผ้าไหมต้องเป็นผู้มีฐานะดี
ชาวบ้านไม่นิยมใช้ เพราะดูแลรักษายาก เขาจะใช้ในกรณีพิเศษ
ส่วนยารักษาโรค ส่วนใหญ่ใช้ยาสมุนไพร ใช้หมอยากันบ้าง เรียกหมอยาว่า ครูเอ้กเจ้ก
โรคที่เกิดก็หลายโรค แม้แต่ผีปอบเข้าก็รักษา การรักษาพยาบาลจะให้กำลังใจ
เอาใจใส่ดูแลเหมือนญาติพี่น้อง มีการถ่ายทอดความรู้ รักษาโรคกระดูก แผลเรื้อรังต่าง
ๆ ก็มีคนสอนอยู่ คนที่สอนก็เป็นพวกทิดหรือพวกจาน คือได้บวชเรียนกันมาแล้ว
มีหมอดู หมอตำรา หมอสะเดาะเคราะห์
ทีนี้ก็มาถึง
วรรณกรรมของชาวกุย มีนิทานอยู่เรื่องหนึ่งที่แสดงถึงความผูกพันธ์ระหว่างชาวกูยกับช้าง
ชื่อ "ลูกพญาช้างเผือก"
นิทานก็เล่าว่า
มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งตั้งอยู่กลางป่า เผอิญในหมู่บ้านเป็นหมู่บ้านแห้งแล้งกันดาร
พวกผู้หญิงมีหน้าที่เข้าป่า เก็บผัก หักฟืน ขุดกลอย ขุดมันมาเป็นอาหารอยู่เสมอ
ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งมีนิสัยไม่ดี ชอบเอาเปรียบเพื่อน เวลาเข้าป่าไม่เอาเสบียงไปด้วย
ถึงเวลาก็ไปขอคนอื่นเขากิน เพื่อนก็สงสารและให้กิน ก็เลยทำให้ได้ใจ
ต่อมาพวกเพื่อนเขารู้ก็เลยดัดนิสัยโดยไม่ให้กินด้วย วันหนึ่งนางหิวจัด
ไปพบแอ่งน้ำเล็ก ๆ แอ่งหนึ่ง น้ำที่ขังในแอ่งไม่ใช่น้ำฝน แต่เป็นน้ำปัสสาวะของพญาช้างเผือก
ความหิวทำให้เธอวักน้ำดื่มจนอิ่ม
พอหลายเดือนต่อมาเธอตั้งครรภ์ขึ้น
ลูกที่คลอดออกมาก็มีหน้าตาคล้ายช้าง เด็ก ๆ ในหมู่บ้านต่างก็ล้อว่าเป็นลูกไม่มีพ่อ
เด็กชายคนนี้ก็เลยไปถามแม่ แม่ก็เลยบอกว่าเป็นลูกของพญาช้างเผือก
เด็กชายฟังแล้วก็เกิดสนใจอยากจะไปพบพ่อ
จึงลาแม่ออกติดตามพ่อในป่า พอเข้าไปในป่าก็พบเสือนอนขวางทางอยู่ เสือพอเห็นเด็กก็อยากกิน
เด็กจึงอ้อนวอนเสือ และบอกว่าเป็นลูกของพญา
ช้างเผือก เสือได้ยินชื่อพญาช้างเผือกก็นึกเกรง ไม่กล้ากิน และชี้บอกทางไปพบพญาช้างเผือกให้
เด็กจึงเดินทางต่อไป ไปพบหมีขนาดใหญ่นอนขวางทาง หมีก็อยากจะกินเด็ก เด็กก็อ้อนวอนเหมือนเดิม
และบอกว่าเป็นลูกของพญาช้างเผือก และก็ชี้ทางให้
เด็กก็เดินต่อไปพบสิงโต
สิงโตก็ไม่กล้ากิน แล้วก็ชี้ทางให้ เดินทางต่อไปพบสุนัขจิ้งจอก สุนัขจิ้งจอกก็เกรงอีกและชี้ทางให้
เด็กชายก็เดินทางต่อไปอีกหลายวัน จนพบพญาช้างเผือก
พญาช้างเผือกเห็นก็จะเข้ามาทำร้าย
เด็กก็ตะโกนว่าอย่าทำร้ายเพราะเป็นลูกของพญาช้างเผือก พญาช้างเผือกก็งง
และไม่เชื่อและก็พิสูจน์ว่า ถ้าเป็นลูกจริงก็จะต้องขึ้นหลังของพญาช้างมาจากทางหางให้ได้
แล้วขึ้นไปอยู่บนคอให้ได้ ถึงจะสะบัดอย่างไรก็ไม่หล่น ถ้าทำได้จึงจะเชื่อ
ถ้าทำไม่ได้แสดงว่าไม่ใช่ลูกก็จะเหยียบให้ตาย
เด็กก็ตกลงและไต่ขึ้นไป
ถึงแม้ว่าพญาช้างเผือกจะสะบัดเท่าใดก็ไม่ตก พญาช้างเผือกจึงเชื่อ เด็กก็เลยชวนพญาช้างเผือกให้ไปอยู่ในหมู่บ้านกับแม่ของเขา
เมื่อพญาช้างเผือกเข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน หมู่บ้านนั้นก็เกิดความอุดมสมบูรณ์
ฝนตกต้องตามฤดูกาล ข้าวปลาอาหารก็อุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านก็เป็นสุข ให้ความเคารพพญาช้างเผือกทั่วกัน
นี่แหละที่ทำไมช้างจึงมีความเกี่ยวพันกับกุยนักหนา เพราะเชื้อสายของกุยมีนิทานประกอบ
นิทานพื้นบ้าน
มีความสำคัญอย่างไร ในทางคติชนวิทยานั้นมีพื้นฐานความคิดที่ว่า นิทานมีคุณค่า
หรือมีหน้าที่ (function) หลายประการ เช่น
1. คุณค่าด้านการให้ความบันเทิง เล่าให้เกิดความสนุกสนาน ผ่อนคลายความตึงเครียด
2. คุณค่าด้านการปลูกฝังความประพฤติและค่านิยมในสังคม
รวมทั้งระเบียบแบบแผนของสังคม - ในนิทานพื้นบ้านมักจะแทรกคติสอนใจ คุณธรรมความดี
สิ่งที่ควร-ไม่ควรประพฤติ และค่านิยมของสังคมนั้น
3. คุณค่าด้านสะท้อนโลกทัศน์และภาพของสังคม
ในนิทานพื้นบ้านจะแสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของสังคม ชุมชนนั้น ว่าพวกเขาประกอบอาชีพอะไร
มีประเพณี พิธีกรรมความเชื่อ ความคิดเกี่ยวกับตนเองอย่างไร
นิทานเรื่องนี้พบว่ามีคุณค่า
คือ
1.
คุณค่าด้านการให้ความบันเทิง เป็นประการแรก สร้างความสนุกสนาน บันเทิงใจให้ผู้ฟัง
2. คุณค่าด้านการปลูกฝังความประพฤติและค่านิยมในสังคม
- เราจะพบคติแทรกอยู่ในเรื่องก็คือ สอนไม่ให้คนเห็นแก่ตัว เพราะจะไม่มีใครเขาคบ
(แม่ของตัวเอก) ต้องเป็นผู้ให้เสียบ้าง ไม่ใช่รับแต่ฝ่ายเดียว , และยังสอนให้เป็นคนกล้าหาญ
เผชิญกับภัยอันตราย (ตัวเอก)
และ 3. คุณค่าด้านสะท้อนโลกทัศน์และภาพของสังคม
ในนิทานเล่าตามบริบทของชาวกูย ซึ่ ง ใช้ชีวิตอยู่กับช้าง จึงยกย่องผู้ที่มีความสามารถในการขี่ช้าง
และการให้ความเคารพนับถือช้าง ว่าเป็นที่มาแห่งความอุดมสมบูรณ์และความสุข
ตัวเอกของเรื่องก็คือตัวแทนของชาวกูยนั่นเอง
นิทานจึงบอกว่า เหตุใดชาวกุยจึงผูกพันกับช้างนักหนา มีนิทานหลายเรื่องของเขาเกี่ยวข้องกับช้างโดยตรง
เพราะฉะนั้นเขาจึงเป็นคนที่เรียกว่ามีความถนัดและเชี่ยวชาญที่สุดในการเลี้ยงช้าง
เราคงได้ยินเสมอว่า ส่วยเมืองสุรินทร์ พวกส่วยเลี้ยงช้างพวกนี้แหละคือ
พวกกุย หรือโกย
ก็พอดีหมดเวลา
รายการวรรณกรรมสองแควขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีครับ