วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 118 เรื่อง "กีฬาโอลิมปิค" กีฬาพื้นบ้านจากวรรณกรรม : 2
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม 2547 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

    สวัสดีครับ ท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแคว กลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผม นายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

   คราวที่แล้วก็ยังตอบคำถามเรื่องของวรรณกรรมเกี่ยวกับโอลิมปิค และมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้า ที่เปิดกีฬาโอลิมปิคของกรีซที่กรุงเอเธนส์ในปีนี้ค้างไว้

   พูดไปถึงเมืองเอเธนส์ คือ เมืองหลวงของกรีก ก็นึกถึงวรรณกรรมประกอบ ตอนที่สร้างเมืองนี้ ขึ้นมา จะขอเล่าสักหน่อยหนึ่ง เมืองเอเธนส์นี้ตั้งชื่อตามนามของเทพี Athena ซึ่งชาวเอเธนส์บูชาในฐานะ เป็นเทพีประจำนครเมือง

     เอเธนส์ เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงทางศิลปวิทยาการ เป็นเมืองแห่งนักปราชญ์จึงเป็นเหตุให้ชาวเอเธนส์นับถือเทพีอธีนา เพราะนางเป็นเทวีแห่งปัญญา

     ตามตำนานเล่าว่า ก่อนที่เทพซีอูส หรือ ซูส จะตั้งราชวงศ์โอลิมปัสนั้น ราชวงศ์ไตตันได้ปกครองดินแดนนี้มาก่อน คู่ครองคนแรกของซีอูส คือ นางมีทิส มีทิสเป็นอัปสรพวกโอเซียนีส หมายถึง เป็นธิดาของโอเชียนัส

    เนื่องจากโอเชียนัส เป็นพวกราชวงศ์ไตตันซึ่งซูสเป็นกบฏ แย่งชิงบัลลังก์มา เมื่อนางมีทิสตั้งครรภ์ เทพซูสเกรงว่าลูกของนางจะเป็นกบฎต่อตน จึงจับนางกลืนลงท้องไปเลย เอ้า นี่ก็เหลือเกินจับเมียกลืนลงไปในท้อง

    ต่อมาวันหนึ่ง ซูสเกิดปวดหัวอย่างรุนแรงมาก จึงขอให้วัลแคน เทพเจ้าช่างโลหะและช่างตีเหล็ก ชื่อของวัลแคนก็เป็น วัลคาโน แปลว่า ภูเขาไฟ นั่นเอง

    ซูสปวดหัวรุนแรงก็ขอร้องให้วัลแคนเอาขวานจามหัวของตัวแยกออกจากกัน ทันใดนั้น พอหัวของซูสแยกออก เทพีอธินา ก็ผุดออกมาจากหัวของซูส

     เมื่อนางอาทินาร์ออกมา ก็เป็นเทพีร่างสูงโปร่ง ดวงตาสีเทาเป็นประกายแวบวาบ เรียกว่ามี flashing-eyed สรวมเสื้อเนื้อหยาบคลุมด้วยชุดเกราะ ใส่หมวกสีเงินแวววาว ถือหอกและโล่ครบมือ

    ปากก็เปล่ง ปากก็เปล่งเสียงร่ายโศลกสรรเสริญชัยชนะแห่งสงครามเป็นเสียงกัมปนาท ทั่วทั้งพื้นพสุธา และมหาสมุทรก็บังเกิดความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก

    การอุบัติขึ้นของเทพีอาทินาร์ ก็ก่อให้เกิดสันติสุขขึ้นในโลกขจัดความโฉดเขลา ที่ครองโลกอยู่หลบลี้หนีไป เพราะเทพีแห่งความโฉดเขลาเนี๊ยะ กลัวนางอธีนาหนีไปหมดเลย

    มีเทพีแห่งความโง่ด้วยนะ ถ้าเราให้อธีนาขึ้นมาที่นี่ อุ้ย มหาวิทยาลัยเราน่าดูเลย อันนี้แหละดีนะ นิสิตเราจะได้ฉลาดกันนะ ฉลาดกันไปทุกคนเลย

    นางจึงได้รับการยกย่องเป็นเทพีผู้ครองปัญญา นอกจากนี้ยังเป็นผู้ปกป้องอารยธรรม ปกป้องเรื่องช่างฝีมือเย็บปักถักร้อย ปกป้องเรื่องการเกษตร ปกป้องหลายกระทรวงทีเดียวนางคนนี้

    เป็นผู้ประดิษฐ์บังเหียนม้า เป็นผู้สอนให้มนุษย์ฝึกม้า นำมาใช้งาน ในบทกวีชั้นหลังกล่าวว่า นางเป็นผู้ครองความฉลาด ครองเหตุผล และความบริสุทธิ์ เรียกว่า เป็นผู้ครอง wisdom, reason and purity ด้วยในเวลาเดียวกัน

    หลังจากอธินาอุบัติไม่นาน ก็มีหัวหน้าเผ่า ชาวฟินีเชียคนหนึ่งชื่อซีโครบส์ พาพรรคพวกอพยพมาอยู่ในกรีซ เลือกเอาชัยภูมิในแคว้นอัตติกา แล้วก็ก่อสร้างบ้านเรือนขึ้นอย่างสวยงาม พวกนี้คือบรรพบุรุษของกรีซ

    บางตำนาน กล่าวถึง ซีโครบส เป็นปฐมกษัตริย์ของอัตติกา บอกว่าไม่ใช่เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ แต่เป็นอมนุษย์ มีท่อนล่างเป็นมังกร ท่อนบนเป็นคน

    จากบทกวีนี้ว่า

     ...Cecrops, load and hero,
     Born of a dragon,
     Dragon-shaped below...

      แปลว่า ท่อนล่างเป็นมังกร ความสวยงามของแคว้นซึ่งซีโครบส์ปกครองอยู่ สวยงามมาก ทำให้เทพทั้งหลายหลงใหลและเลื่อมใสชื่นชมเมืองนี้มาก ต่างก็ปรารถนาอยากเป็นเทพประจำเมืองอัตติกา

      อธีนาเป็น เทพีแห่งปัญญากับโพซิดอน เป็นเทพแห่งท้องทะเล จึงประชันขันแข่งกัน เพื่อจะได้เป็นเทพประจำเมืองนี้ ท้ายสุด ซูส เทพซูสเนี๊ยะ หรือซีอูสก็ตัดสินว่า หากผู้ใดสามารถเนรมิตของซึ่งมีประโยชน์ที่สุดแก่มนุษย์ ผู้นั้นจะเป็นผู้ชนะ

     โพซิดอน เทพแห่งทะเลยกตรีศูลชึ้นกระแทกพื้น ม้าตัวแรกของโลกก็เกิดขึ้นทันที โดยการกระแทกสามง่าม โฟซิดอนยกเหตุผลและอธิบายผลประโยชน์ว่า ม้าจะช่วยทำสงครามให้ได้ชัยชนะ จึงเป็นเครื่องหมายแห่งสงคราม

     ส่วนเทพีอาทินาร์ เนรมิตต้นมะกอกแล้วอธิบายคุณประโยชน์ของมะกอก ตั้งแต่เนื้อไม้ ผล กิ่ง ก้าน ใบ ที่มนุษย์นำมาใช้ รวมทั้งดอกด้วย และกล่าวว่า มะกอก เป็นเครื่องหมายแห่งสันติภาพ และความรุ่งเรือง

     จากบทกวีตอนนี้กล่าวว่า

...The gray-gleaming olive
Athena showed to men,
The glory of shining Athens,

Her crown from on high...

     ต้นมะกอกก็พลันปรากฏขึ้น อาธีนาได้แสดงให้มนุษย์เห็นถึง เกียรติยศและความรุ่งเรืองวัฒนาของเอเธนส์ ซึ่งเธอจะประสิทธิ์ประสาทให้ ด้วยมงกุฎแห่งใบมะกอก

     ด้วยเหตุนี้มนุษย์ก็พออกพอใจ ถือว่าสิ่งที่ เนรมิตรนี้เป็นประโยชน์ ก็เลยเป็นผลให้อาธีนานั้นได้รับการตัดสินเป็นฝ่ายชนะ เพราะทั้งมนุษย์และเทพ ก็ลงมติเป็นเอกฉันท์ ด้วยต่างก็ปรารถนาสันติภาพมากกว่าสงคราม

      เพราะอะไร เพราะม้า ซึ่งเกิดจากการเอาตรีศูลของโพซิดอนกระแทกลงไป ม้าเป็นสัญญาลักษณ์ของสงคราม ส่วนมะกอกนั้นเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ มนุษย์ย่อมชอบสันติภาพมากกว่าสงคราม เพราะฉะนั้น อาธีนา ซึ่งนำสันติภาพเข้ามาเสนอจึงได้รับชัยชนะ ตามทัศนะของเทพซูส

      นี่ก็เป็นเรื่องราวของการกำเนิดของ กรุงเอเธนส์ เมืองหลวงของกรีก และที่มาของมงกุฎใบมะกอกในกีฬาโอลิมปิก ค่อย ๆ อธิบายมาแล้วนะท่านนะ เพราะมะกอกเป็นเครื่องหมายแห่งสันติภาพ ก็ตามคำถามข้อหนึ่งได้แล้ว แหม คำถามนี้ใช้เวลาตอบถึง 2 สัปดาห์เลยนะ

      คำถามข้อที่ 2 ของที่ท่านถามมาว่าท่านอยากทราบเรื่องมนุษย์ที่มีตัวครึ่งคนครึ่งม้า โดยจำชื่อไม่ได้และตอนเปิดตัวสวยมาก และเป็นตัวแทนมนุษยชาติทีเดียวละ

     มนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้าของกรีกตัวนี้เป็นมนุษย์ของชนเผ่าหนึ่ง คือชนเผ่า เซนทอร์ (Centaures) มีร่างบางส่วนบนเป็นคนเพศชาย ส่วนล่างตั้งแต่เอวลงไปเป็นม้า พวกเซนทอร์อาศัยเต็มไปหมดตามแถบเขา ของเขาของอาคาเดียและเธสสะลีในกรีซ

     แต่พวกนักคติชนสาขา mythology ปรัมปราวิทยา เขาสันนิษฐานว่าเซนทอร์เป็น คนเผ่าหนึ่งซึ่งใช้ม้าเป็นพาหนะ ในภูเขาแถบนี้ เนื่องจากคนกรีซไม่เคยชินกับการเห็นคนบนหลังม้า เพราะคนในสมัยก่อนไม่ค่อยขี่ม้าจะใช้รถศึกเทียมม้าเท่านั้น พอเห็นคนขี่ม้ายิ่งเห็นระยะไกล ๆ ก็เลยจินตนาการว่า เป็นอมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้า เพราะเป็นจินตนาการ พอ ๆ กับอังคาร กัลยาณพงษ์ ศิลปินแห่งชาติของเรา เขียนถึงสภาพคนในกรุงเทพฯว่า เป็นสัตว์ครึ่งคนครึ่งรถยนต์

    กำเนิดของเซนทอร์ตามปรัมปราทางเทพเจ้าของกรีกมีอยู่ 2 เรื่อง เซนทอร์นิสัยชั่วร้ายกับเซนทอร์นิสัยดี มี 2 พวก

     ทางพุทธศาสนาเรียกความชั่วกับความดีว่า ยมก แปลว่า ของคู่กัน เป็นแบบไดคอร์โทมี แต่ในบทสวดพระอภิธรรมกล่าวถึง ของมากกว่าคู่ เพราะในนั้นกล่าวถึง กุศลาธรรมา นั่นคือ ความดี อกุศลาธรรมา คือ ความไม่ดี และมีอัพยากตาธรรมา คือ ความกลาง ๆ  กล่าวถึงเซนทอร์ดี กับเซนทอร์ไม่ดี แต่เซนทอร์กลาง ๆ ยังไม่มี

     ประการแรกจะกล่าวถึง เซนทอร์ตระกูลอิคซอน อิคซอน ก็เป็นมนุษย์กึ่งเทพแต่มีนิสัยอันธพาล อันธ แปลว่า มืด บอด พาล แปลว่า อ่อน

     ซูสเห็นอิคซอนเนี่ยเป็นอันธพาลจึงเชิญไปยอดเขาโอลิมปัส เพื่อจะว่ากล่าวตักเตือน พวกคนธรรพ์ครึ่งเทพครึ่งคน พวกวิทยาธรก็เป็นครึ่งเทพครึ่งคนเหมือนกัน

    อิคซอนนั้นแทนที่ได้รับคำว่ากล่าวตักเตือนจะละสันดานเดิม กลับไปไล่ปล้ำเทพีเฮราซึ่งเป็นชายาของเทพซูส แต่พระนางแปลงกายเป็นเมฆเหาะหนีไปได้ แล้วอิคซอนก็ไล่ตามไปแล้วพบกับ เนฟิลี ซึ่งเป็นเทพีแห่งเมฆเข้าก็หน้ามืดเลย เข้าไปปล้ำ

    เซนทอร์ตัวแรกก็เลยถือกำเนิดขึ้น เซนทอร์ที่กำเนิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่มีชีวิตพันธุ์ใหม่ สืบเผ่าพันธุ์จนมีจำนวนมากขึ้น และมีนิสัยอันธพาลเหมือนบรรพบุรุษ มันมาตามสายของพันธุกรรม

    ไม่น่าเชื่อนิสัยนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้รึนี่ คนเป็นซิฟิลิสลูกก็เป็นด้วยนะ คนเป็นเอดส์ลูกก็เป็นด้วย นิสัยจะถ่ายทอดกันได้อย่างนี้หรือเปล่า ก็ไม่รู้นะ

    ก็เป็นอันว่าเซนทอร์ที่กำเนิดขึ้น เป็นสิ่งที่มีชีวิตพันธุ์ใหม่ มีพละกำลังเหมือนม้า มีความ ป่าเถื่อน เหมือนมนุษย์ผู้ชายที่ไม่ดี เซนทอร์พวกนี้ป่าเถื่อน ชอบดื่มของมึนเมาพวกไวน์พวกอะไรเนี๊ย แล้วเวลาเมาก็ชอบก่อการทะเลาะวิวาท ชอบไล่ปล้ำผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือเทพธิดา หรือบรรดานางพราย พอเห็นเซนทอร์เท่านั้นแหละก็วิ่งหนีกันวุ่นวาย กลัวมันไล่ปล้ำเอา

      ครั้งหนึ่งบุตรซึ่งเป็นมนุษย์ของอิคซอนได้จัดงานแต่งงานขึ้น พวกเซนทอร์ก็ไปในงานญาติของตัว พอเมาได้ที่ ก็บุกเข้าไปจับเอาเจ้าสาวมากระทำมิดีมิร้าย ดีที่เจ้าชายธีซูสและไพริธูสมาช่วยกันขับไล่พวกเซนทอร์พวกนี้ออกไป

      อีกตอนหนึ่งที่กล่าวถึงความชั่วร้ายของพวกเซนทอร์ คือ ตอนที่ เฮราคลิส วีรบุรุษของกรีกได้นางเดียไนรา มาเป็นคู่ครองขณะ เดินทางกลับแคว้นอีโทเลีย ก็ไปถึงลำธารแห่งหนึ่ง ขณะนั้นเป็นฤดูน้ำหลาก เดินข้ามไปได้เพราะอาจจะถูกน้ำพัดเข้าไปก็ได้

     ก็มีเซนทอร์ตัวหนึ่งชื่อว่า เนสซัส อาสาพานางเดียไนราขี่หลังข้ามน้ำ แล้วก็ให้เฮราคลีสว่ายน้ำตาม เซนทอร์มันมีใจชั่วช้าอยู่แล้ว พอนางเดียไนราถึงฝั่ง มันก็พานางเดียไนราควบหนีไปเลย

     เฮราคลีสเมื่อถึงฝั่งก็วิ่งไล่ตามไป ยิงธนูซึ่งอาบยาพิษไฮดรา ไฮดรา เป็น นางนาคน้ำ ที่มีหัวเป็นงู 100 หัว เฮเลครีสเคยฆ่านาง แล้วเอาปลายลูกศรชุบเลือดนาง ปลายลูกศรจึงมียาพิษ ไฮดรา ในปัจจุบันเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ทางชีววิทยาส่องดู ไฮดราสมัยก่อนน่ากลัว เดี๋ยวนี้ตัวมันเล็กซะแล้ว

     ปรากฏว่าเฮราคลิสขึ้นฝั่งวิ่งตาม แล้วยิงธนูซึ่งอาบยาพิษไฮดรา เมื่อลูกศรถูกเนสซัสพิษไฮดราก็เข้าสู่เลือดของเนสซัส เลือดของเนสซัสเลยกลายเป็นพิษ ก่อนตายเนสซัสเจ้าเล่ห์ ได้คิดแผนการชั่วร้ายโดยกล่าวลวงนางเดียไนราว่า เจ้าจงเอาเสื้อคลุมที่เปื้อนเลือดของข้าไป เพราะเลือดของข้าเป็นยาเสน่ห์ วันหนึ่งท่านอาจได้ใช้มัน

     นางเดียไนราครองรักกับเฮราคลีสจนมีบุตร 3 คน วันหนึ่งเฮราคลีสยกทัพไปรบ แล้วก็ได้ส่งเชลยศึกลูกสาวของเจ้าเมืองที่รบแพ้ ชื่อนางไอโอลี ซึ่งมีความงามมากกลับมาที่แคว้นอิโทเลีย

     นางเดียไนราคิดว่าสามีจะแต่งงานใหม่กับนางไอโอลี เพราะตามประเพณีชาวกรีซนั้น หากสามีแต่งงานใหม่ ภรรยาเก่าจะกลายเป็นหญิงไร้เกียรติที่ถูกเหยียดหยามมาก นางนึกถึงเสื้อคลุมที่ เนสซัสมันเคยให้ไว้ก่อนตายว่า เลือดที่ติดอยู่นั้นเป็นยาเสน่ห์ ถ้า สวมให้สามีสวมใส่ไปจะได้หวนกลับมาหานาง

     นางก็เลยส่งเสื้อคลุมนั้นให้สามี เพื่อใช้สวมใส่ในพิธีบวงสรวงเทพเจ้า วันเฉลิมฉลองชัยชนะ โดยไม่รู้ว่าเป็นกลลวง พอเฮราคลีสสวมเสื้อคลุม ก็ถูกพิษชำแรกเข้าผิวกายเจ็บปวดทรมานยิ่ง พยายามถอดเสื้อก็ยิ่งรัดร่างแน่นเข้า

     เฮราคลิสทนทรมานไม่ไหว จึงกระโดดเข้ากองไฟตายในที่สุด ในภาษาอังกฤษมีสำนวนว่า“The Robe of Nessus” แปลว่า เสื้อคลุมของเนสซัส ซึ่งหมายถึง เล่ห์อุบายที่ร้ายกาจ ที่ไม่สามารถแก้ไขได

    ตามความเชื่อของชาวกรีซ เขามักจะเล่าว่า ถ้าใครเห็นฝูงเซนทอร์ ควบขับกันมาอย่างเมามัน โดยมี Eros คือ Cupid หรือ กามเทพคอยถือแส้กำกับ แล้วมี ไดโอนิซุส เทพแห่งเมรัยเมาแอ่นอยู่บนรถทรง ใครก็ตามที่เห็นฝูงเซนทอร์มาอย่างนี้ละก็ ขอให้พวกผู้หญิงทั้งที่สาวและไม่สาวซ่อนตัวให้ดี และให้เอาไม้ตีปิดถังไวน์ไว้ด้วย ซ่อนให้ดีนะถ้าซ่อนไม่ดีก็น่าดู

    เพราะอะไร เพราะอีรอส เป็นกามเทพ เทพแห่งความรัก ถ้ามาแปลว่า จะเกิดความรักท่วมท้นทนไม่ไหว ด้วยเทพแห่งเมรัยเดี๋ยวจะมาดื่มไวน์หมด

     ความเชื่อเหล่านี้ชี้ให้เห็นอะไร ในทางคติชนวิทยาเชื่อว่า จิตใจของมนุษย์ย่อมมี 2 ด้าน ด้านหนึ่งเป็นมนุษย์ ด้านหนึ่งอยู่กับวิญญาณของสัตว์ร้ายที่คึกคะนองอย่างม้า ซึ่งจะผุดออกมาเมื่อเกิดความรักขึ้น และเมื่อเกิดความเมาขึ้นเช่นกัน

     คือ ถ้าเมาก็ไม่มีสติยั้งคิด และเอาแต่ใจตัวเองคิด ๆ ดูแล้วทั้งคนที่มีความรักและคนที่เมาเหล้าเนี๊ย พอ ๆ กันแหละท่าน นั่นคือขาดสติทั้งคู่ คนถูกพิษของความรัก เข้าไปอัดแน่นอยู่ในใจพวกนี้ไร้สติ เกิดความเมาหนึ่ง เกิดความรักหนึ่ง จะไม่มีสติยั้งคิด จะเอาแต่ใจตัวเอง

     นี่นึกถึงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชนิพนธ์ตอนหนึ่งในมัทนพาธาที่บอกว่า

.... ความรักเหมือนโรคา บันดาลตาให้มืดมน
ไม่ยินและไม่ยล อุปสรรคใดใด
 ความรักเหมือนโคถึก กำลังคึกผิขังไว้
ก็โลดออกจากคอกไป บ่ยอมอยู่ ณ ที่ขัง...

       คิวปิดของกรีกกับกามเทพของแขกไม่เหมือนกัน ทั้งที่มีหน้าตาเหมือนกัน กามเทพมีอีกชื่อหนึ่งว่า อนงค์ หรือ Un แปลว่า ไม่มีตัวตน เพราะถูกพระศิวะลืมพระเนตรดวงที่ 3 เผากามเทพ เพราะกามเทพยิงศรให้พระศิวะรักกับนางปราวตี

      เพื่อนที่ไปด้วยคือพระวสันต์ไม่โดนเผา พระวสันต์เนรมิตให้เป็นฤดูใบไม้ผลิ เพราะฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูของความรัก หรือ spring ฝรั่งพอถึงฤดูใบไม้ผลิจะเกิดความเจ็บป่วยชื่อ สปริงฟีเวอร์ คือ ความเจ็บป่วยในฤดูสปริง ก็คือเกิดความรัก

      พระวสันต์ก็เนรมิตเป็นสปริง กามเทพยิงศรพระศิวะลืมเนตรขึ้น มองเห็นกามเทพมาทำลายตบะ เลยลืมเนตรที่ 3 เผากามเทพซะ กามเทพนั้น เป็นอมตะเพราะเป็นเทพ ฉะนั้นจึงไม่ตาย ก็ยังอยู่ ถึงแม้ไม่มีตัวตน

      ทั้งยังถือศร คันศรก็ทำด้วยต้นอ้อ สายศรทำด้วยตัวผึ้ง ลูกศรทำด้วยดอกไม้ไล่แผลงใครต่อใครอุตลุด “ศรสกปรกทำหัวอกเป็นแผล” ก็เกิดขึ้นมาแล้วไม่ใช่ธรรมดา นี่ว่าด้วยเซนทอร์ก็ออกไปถึงกามเทพออกไปโน่น

      มีเซนทอร์อีกพวกหนึ่ง เป็นตระกูลเซนทอรัส เซนทอรัสเป็นบุตรของ อพอลโล และได้ไปเสียกับนางม้าแห่งแมกนีเซีย ก็เลยเกิดลูกเกิดหลานขึ้นเป็นครึ่งคนครึ่งม้า เป็นการผสมข้ามพวก

      เนื่องจากอพอลโลเป็นสุริยเทพ และเป็นเทพแห่งศิลปวิทยาการ ด้วยเหตุนี้ เซนทอร์เผ่าพันธุ์นี้ จึงมีความเชี่ยวชาญวิทยาการต่าง ๆ เหมือนกับบรรพบุรุษ เหมือนเลย เพราะอะไร การถ่ายทอดพันธุกรรม เพราะอพอลโลเป็นสุริยเทพ และเป็นเทพแห่งศิลปวิทยาการ เทพของกรีกจะชอบศิลปวิทยาการ ชอบกีฬา

     ในวรรณกรรมของกรีก กล่าวถึง เซนทอร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งชื่อ ไครอน (Chiron) ปรากฏในวรรณกรรมของกรีก เป็นเซนทอร์ตัวเดียวกับที่ยิงธนูในพิธีเปิดโอลิมปิกครั้งนี้ ที่อุดมพรเรา ได้เหรียญทองนั่นแหละ เพราะอะไร

     เพราะในวรรณกรรมของกรีซ ไครอนเป็นเซนทอร์ผู้คงแก่เรียน ไม่ใช่เซนทอร์อันธพาล เป็นครูอาจารย์ผู้เปรื่องปราชญ์ มีความรู้กว้างขวาง ลึกซึ้ง มีปัญญาเฉียบแหลม เฉลียวฉลาดลึกซึ้ง มีความรู้มากมาย

     ถามว่า มีความรู้อะไรบ้าง มีความเชี่ยวชาญทางด้านดนตรี เช่น ดนตรีที่มีการการขับร้อง หรือดนตรีเฉย ๆ โวคอน มิวสิค อินสทรูเมนทอล มิวสิค เชี่ยวชาญทางด้านศาสตร์ทางดนตรี และการเล่นดนตรี เรียกว่า การปฏิบัติเครื่องดนตรีต่าง ๆ

     ถ้าดูให้ดีเทพของกรีกเล่นดนตรี เพราะดนตรี ศิลปะทั้งหลาย ช่วยปลอบใจมนุษย์ ช่วยทำให้มนุษย์มีความละเอียดอ่อน ช่วยทำให้มนุษย์เข้าใจมนุษย์ด้วยกัน ใครเกลียดดนตรี ใครเกลียดศิลปะ เกลียดวรรณกรรม ถ้าท่านเกลียดสิ่งเหล่านี้ เวลาท่านมีความทุกข์ จะอะไรปลอบใจท่านได้ละ คนมีความทุกข์ดนตรีสามารถปลอบใจได้ วรรณกรรมหรือวรรณคดีปลอบใจได้ ศิลปะต่าง ๆ ปลอบใจได้ ถ้าเกลียดของพวกนี้ จะเอาอะไรปลอบใจ ในพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 ทรงกล่าวว่า

....ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก
อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์
คืออุบายมุ่งร้ายฉมังนัก มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรี
อันดวงใจย่อมดำสกปรก เหล่านรกชนที่กล่าวมานี่
ไม่ควรใครไว้ใจในโลกนี้ เจ้าจงฟังดนตรีเถิดชื่นใจ....

     ดนตรีละเอียดอ่อน และเป็นภาษาสากล เพลงในปัจจุบันนี้เป็นภาษาสากล ฟังแล้วเกิดความสุนทรีย์ ใครไม่มีดนตรีในหัวใจ ชีวิตจะหยาบกระด้าง ชีวิตเขาจะหาความสุขได้ยาก อาจจะร่ำรวยเงินทอง มีอำนาจวาสนาเท่าไรก็แล้วแต่ หากไม่สัมผัสกับสุนทรียได้ เขาจะเกิดมาเสียชาติ หรือใครไม่ชอบก็ไม่ได้ว่าอะไร

     ก็เป็นอันว่า เซนทอร์เก่งทางด้านดนตรี อาจจะเป็นพิณหรือ Harp หรืออะไร ค่อยพูดต่อ นอกจากเก่งด้านดนตรีแล้ว แล้วก็เก่งทางด้านเภสัชกรรมวิทยา (pharmacology) เกิดมาเพื่อช่วยให้มนุษย์พ้นทุกข์ ให้อยู่ดีมีสุข แล้วยังเก่งในวิชาธนูศิลป์ จึงมีกีฬา ยิงธนู (archery) เหมือนการแข่งขันฟันดาบ (fencing ) เป็นหนึ่งในศิลปะ 18 ประการ

     วิชายิงธนู ดนตรี จะละเอียดอ่อน ขณะเดียวกันก็เก่ง pharmacology เป็นวิชากลาง ๆ ธนูศิลป์ เป็นวิชาหนัก ๆ สังเกตได้ว่า ชาวกรีก ถ้าเขาเรียนวิชาอ่อนแล้ว จะต้องเรียนวิชาแข็งคู่กันไป ถ้าเรียนอ่อนหรือแข็งเกินไป บุคลิกภาพก็จะไม่สมบูรณ์

     ปรัชญาของกรีก เขาถือว่า ถ้าให้คนนั้น เล่นกีฬาหรือพลศึกษาอย่างเดียว จะทำให้คน ๆ นั้น มีบุคลิกแข็งเกินไป จะต้องเรียนวิชาอ่อน จะได้สมดุล วิชาอ่อน เช่น วิชานาฏศิลป์ วิชาดนตรี ใครเรียนพลศึกษาเป็นนักกีฬาวิเศษมาก ในขณะเดียวกัน ชาวกรีกจะไม่นิยมให้ผู้ชายเรียนเฉพาะดนตรี หรือ นาฏศิลป์อย่างเดียว เพราะกิริยาจะกระเดียดไปทางผู้หญิง และจะไม่ให้ผู้หญิงเรียนพลศึกษาอย่างเดียว เพราะกิริยาจะกระเดียดไปทางผู้ชาย เพราะฉะนั้น จึงให้เรียนวิชาแข็งกับอ่อนพร้อมกัน เพื่อให้เกิดความสมดุล แนวคิดนี้ กรีกเขาคิดมาหลายพันปีแล้ว

     เพราะฉะนั้น เซนทอร์ที่มีชื่อว่า ไครอน จึงรู้ทั้งดนตรี รู้ทั้งกีฬา รู้ทั้งเภสัชศาสตร์ ขณะเดียวกันก็รู้วิชาธนูศิลป์ ก็เกิดเป็นบุคลิกภาพที่สมบูรณ์ จึงได้นำมาเป็นผู้ยิงธนู ในการเปิดกีฬาโอลิมปิกตอนเปิดกีฬา

     เพราะ เพลงกีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ เป็นเพลงวิเศษสุด แก้กองกิเลสทำคนให้เป็นคน เขาไม่ได้ฝึกกายอย่างเดียว แต่ฝึกใจด้วย ทั้งกาย ทั้งใจ สมาธิ นักกีฬาที่เก่ง นั้นต้องเก่งทั้ง กาย จิต สมาธิ ดูเวลาเขายกน้ำหนัก ไม่ใช่ใช้แรงอย่างเดียว ใช้สมาธิ ใช้ความพอเหมาะพอดี ใช้จังหวะใช้อะไรหลายอย่าง

     กรีกให้บทเรียนอะไรมากมาย ให้ความรู้ในเรื่องกีฬาไว้มาก ดังนั้น กีฬาโอลิมปิก ก็จะเน้นทั้งด้าน ใจ กาย

     ในเวลาเดียวกัน แบบอย่างของไครอน ผู้ซึ่งมายิงธนูในการเปิดกีฬาโอลิมปิก มีครึ่งล่างเป็นม้า ครึ่งบนเป็นคน เป็นบุคลิกภาพที่สมบูรณ์เพราะเชี่ยวชาญทั้งวิชา ธนูศิลป์ วิชาเภสัชศาสตร์ วิชาการดนตรี

    ไครอนเป็นที่นับถือของกรีกมากเลย พวกกรีกโบราณนับถือไครอนมาก ถือว่าเป็นผู้สอนมนุษย์ให้รู้จักใช้พืชสมุนไพร สมุนไพรได้จากทั้งพืชและสัตว์ และแร่ธาตุ ให้รู้จักการทำยา เป็นอาจารย์ของเหล่าวีรบุรุษคนสำคัญ ๆ ของกรีซมากมาย เช่น อคิลลิส เจสัน พีลูส อีเนียส เหล่านี้เป็นลูกศิษย์ของไครอนทั้งสิ้น

     บรรดาศิษย์ของเขาก็ประพฤติตัวตามแบบอย่างของอาจารย์เป็นอย่างดี ศิษย์คนสำคัญของไครอน คือ เอสคิวเลปิอัส เป็นบุตรของเทพอพอลโลกับนางโคโรนิส คือแม่ของเขามีข้อเสียคือเป็นผู้หญิงหลายใจ

     ในตอนที่นางตั้งครรภ์ อพอลโลได้ให้นกดุเหว่าขนขาวเฝ้านางไว้ พอนางคบชู้ นกดุเหว่า ก็บินไปบอกข่าวแก่อพอลโล อพอลโลบันดาลโทสะ จึงสาปให้นกดุเหว่า มีขนสีดำ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อ้าวทำไมถึงทำถึงขนาดนี้ นกดุเหว่าขนขาวอยู่ดี ๆ ตัวโมโหคนอื่นทำไมมาสาปนกดุเหว่าได้ หรือจะเป็นเพราะมันปากเสีย เอาเรื่องที่ไม่ดี ไม่สมควรมาพูด

     จากนั้นแล้วอพอลโลก็กลับมาฆ่านางโคโรนิส ฆ่าเสร็จเรียบร้อยนำบุตรในครรภ์ไปฝากให้ไครอนเลี้ยง

     บุตรนางของเขาคือ เอสคิวเลปิอัส มีความเฉลียวฉลาดมาก ไครอนถ่ายทอดวิชาอะไรจำได้หมด วิชาที่ไครอนถ่ายทอดให้ คือวิชาแพทย์ (medicine) ทำให้เขาสามารถรักษาโรคได้ทุกชนิด แม้แต่คนที่ตายแล้ว ยังรักษาให้ฟื้นได้

     มีคนนำคนที่ตายแล้วมาให้เขารักษามากมาย เพื่อจะได้ฟื้น เมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษา คนตายก็ไม่ตายเยอะขึ้น ไม่ตายกันสักที ผู้ที่เดือดร้อนมากที่สุดก็ คือ เทพพลูโต เพราะเทพพลูโต เป็นเจ้าแห่งนรกภูมิ พระยามัจจุราช เทพทั้งปวงก็พากันริษยา เกรงว่าอำนาจบารมีของ เอสคิวเลปิอัส จะทำให้มนุษย์เป็นอมตะ ถ้ามนุษย์เป็นอมตะเมื่อใด จะกำเริบเสิบสานเล่นงานเทพเจ้า ทำให้เทพกลัว

     ดังนั้นซูส จึงสังหารเอสคิวเลปิอัส ด้วยอสนีบาต ใช้สายฟ้าฟาด ถ้าสมมติว่าซูสยังปล่อยให้เอสคิวเลปิอัส มีชีวิตอยู่ จะทำให้ลำบาก คนจะไม่ตาย โลกคงล้น คนคงออกไปตามดาวต่าง ๆ มากมาย ยิงกันก็ไม่ตาย

     ของเรามีวีรบุรุษที่เป็นกษัตริย์ต้องสายฟ้าฟาดคือ พระเจ้าเม็งรายมหาราช ซึ่งเป็นปฐมกษัตริย์ของอาณาจักรเชียงใหม่ บริเวณที่ต้องอัสนีบาต จะทำเป็นศาลขึ้น ถ้าท่านไปเชียงใหม่ คือ ศาลของพระเจ้าเม็งรายมหาราช

      เทพของเราที่มีมือเป็นสายฟ้าก็มี เทพของฮินดูที่ไทยรู้จักก็มี พระอินทร์ มีมือมีพระหัตถ์เป็นสายฟ้า เรียกว่า ท้าววชิรปาณี ปาณี แปลว่า มือ วชิรปาณี แปลว่า มีมือเป็นสายฟ้า นั่นคือชี้นิ้วปราดแสงแปลบ ฟ้าผ่าเปรี้ยงเลย ที่มือเป็นสายฟ้า มีไว้สำหรับทำไม มีไว้สำหรับชี้ที่ให้พระพิรุณ คือ ฝน ตก

      เพราะพระอินทร์นั้น บังคับบัญชา ถ้าเป็นอธิบกรมอุตุนิยมวิทยา ก็บังคับบัญชากอง 2 กอง คือ กองฝนซึ่งพระพิรุณเป็นผู้อำนวยการกอง กองลมที่พระพายเป็นกองลม นี่ก็ได้ ซี 9 ไปแล้ว ปริมาณงานดี ส่วนกองฝนนะพระพิรุณยังไม่ได้ซี 9 นะ เพราะอะไรเพราะปริมาณงานยังไม่พอ เนื่องจากผู้ที่ทำฝนเทียม แย่งปริมาณงานกันซะเยอะแล้ว

     นี่พระอินทร์ก็ปกครอง เวลาจะชี้ที่อยากจะชี้ที่ที่หนองอ้อ พระอินทร์ก็ชี้เปรี้ยงมา ฟ้าแลบแปลบดังเปรี้ยงมา พระพิรุณก็รู้ทันทีว่าพระอินทร์ชี้ให้ตกตรงไหน ก็ปั้นเมฆมา พระพายพัดมาแล้วฝนก็ตกบริเวณหนองอ้ออย่างนี้เป็นต้น

     นี่ว่าด้วยเทพของเราที่มีมือเป็นสายฟ้า คือ พระอินทร์ ย้อนกลับเข้าไปถึงคำถามเรื่องไครอนนี่แหละ
ตอนปลายอายุของไครอนนั้น ไครอนถูกเฮราคลีส ยิงด้วยธนูอาบพิษไฮดรา ระหว่าง เฮราคลิส ตามฆ่าเซนทอร์พวกหนึ่ง แต่พอไปเห็นไครอนเข้า เห็นแต่ไกล สำคัญผิดว่าเป็นเซนทอร์ ตัวที่ตัวตามมา เลยยิงธนูไปถูกไครอน

     แม้เฮราคลิสจะช่วยแก้ไข แม้ไครอนเองจะเป็นหมอ แต่ก็ไม่สามารถถอนพิษได้ พิษทำให้ไครอนเจ็บปวดทรมาน จนกระทั่งไครอนก็ตาย

     ซูสก็เลยบันดาลให้ไครอนกลายเป็นหมู่ดาว Sagitarius คือ ดาวราศีธนู เชื่อกันว่า ชาวราศีนี้ จะมีความเฉลียวฉลาดเหมือนอย่างไครอนเจ้าประจำราศีด้วย

     ก็พอดีหมดเวลานะครับ รายการวรรณกรรมสองแคว ก็ยุติไว้เพียงเท่านี้ ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>