สวัสดีครับ
ท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแคว ได้กลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง
ผม นายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ
ผมเพิ่งกลับจากบรรยาย เรื่องความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ที่พิจิตร กลับมาในเว็ปก็มีคำถาม
มีข้อเสนอแนะ หลายอย่างเลยนะครับ วรรณกรรมสองแคว และก็มีจดหมายน้อยด้วย
อีกหลายฉบับ คราวนี้ผมก็กะว่าจะได้ตอบทุกฉบับ นะครับ
แต่ก็จะนำฉบับ ที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ปัจจุบันมาพูดซะก่อน คือ มีจดหมายฉบับหนึ่ง
อ๋อ! ประทานโทษ ไม่ใช่จดหมายแต่ถามมาทางอีเมลล์ นะครับ ก็บอกว่า เมื่อคืนวันศุกร์เนี่ย
ผู้ถามนี่นะครับ เป็นชาย ในนี้เขาเขียนว่า อาจารย์ครับเมื่อคืนวันศุกร์ที่
13 สิงหาคม ได้เปิดดูพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิก เห็นมันสวยงามยิ่งใหญ่จริง ๆ
ก็มีความประทับใจมาก และจากนั้นก็ได้เห็นภาพตอนที่มีมนุษย์ ครึ่งคนครึ่งม้า
พุ่งแหลนหรือยิงธนู ว่าดูไม่ถนัด เขาเขียนมาอย่างนี้นะครับ แล้วจากนั้นก็กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
ก็เลยนึกถึงวรรณกรรมสองแควขึ้นมา ก็จำได้ว่า ผมเคยพูดเรื่องวรรณกรรมของกรีก
โรมัน ให้ฟังอยู่หลายตอน
ก็ได้ตั้งคำถามมาว่า มีวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง กับกีฬาโอลิมปิกที่กรีซมั่งหรือไม่
นี่คือ คำถามที่ หนึ่ง นะครับ
และคำถามที่สอง
อยากทราบเรื่องมนุษย์ที่มีตัวครึ่งคนครึ่งม้าตัวนี้มาก จำชื่อเรียกไม่ได้
เพราะเขาเปิดงานเนี่ย อลังการมากเลย เห็นว่าเป็นตัวแทนของมนุษยชาติเลยทีเดียว
หวังว่าคงจะให้ความกระจ่าง นี่ก็เป็นมาคำถามจากอีเมลล์นะครับ
ก็จะตอบไป คราวนี้เวลาตอบ อาจจะตรงบ้าง ไม่ตรงบ้าง นะครับ ก็กำลังนั่งคิดอยู่
และในขณะเดียวกัน ถ้ามีเรื่องใดแทรกขึ้นมาผมก็จะแทรกก่อน เพราะฉะนั้น กว่าที่จะตอบ
เรื่องกับกีฬาโอลิมปิกเกี่ยวกับวรรณกรรม คงจะกระท่อนกระแท่นสักเล็กน้อย
ในตอนนี้นะท่านนะ


คำถามแรก จะถามว่า มีวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับกีฬาโอลิมปิกที่กรีซหรือกรีกเนี่ย
มีไม๊ คำตอบคือ มีมาก ทีเดียวแหละครับ เพราะอะไร เพราะกรีซ หรือ กรีก เนี่ย
เป็นต้นกำเนิดของกีฬาโอลิมปิก
กรีกสมัยโบราณนี่นะครับ เขาก็มีวรรณกรรมบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ช่วงที่กรีกบันทึกวรรณกรรม
ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ก็จะอยู่ช่วงเวลาประมาณสัก 600 ปีก่อนคริสตกาล 600
ปีก่อนคริสตกาล นี้ก็ใกล้เคียงกับยุคที่พระพุทธศาสนากำเนิดมาเหมือนกันละ
พระพุทธศาสนาเกิดก่อนคริสตศาสนาประมาณสัก 543 ปี เพราะฉะนั้นช่วงนี้ก็เกิดในเวลาเดียวกัน
ตอนที่มีวรรณกรรมเกี่ยวกับกรีกนี่นะครับ ก็ศาสนาพุทธก็ได้เกิดขึ้นแล้ว
ในสมัยนั้นคือในสมัย 600 ปี ก่อนคริสตกาลเนี่ย คนกรีกในยุคนั้นเขามีความคิดในเรื่องของเทพเจ้ามากมายนะท่านนะ
แล้วความคิดนั้น เกี่ยวกับเทพเจ้าหลายองค์ คือ พหุเทวนิยม (Polytheism
) คือมีความเชื่อในเรื่องเทพเจ้าหลายองค์

เทพเจ้าองค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรียกว่า เป็นเทพพระบิดร ก็คือ ซูส
หรือ ซีอุส ซูสเนี่ย ถ้าโรมันจะไม่เรียกว่าซูส แต่จะเรียกว่า จูปิเตอร์
ก็เป็นเทพองค์เดียวกันนั่นแหละ เพราะใช้สัญลักษณ์อันเดียวกันคือ ดาวพฤหัสบดีเป็นสัญญาลักษณ์
ซูสกับเหล่าทวยเทพทั้งหลายจะมีเทวสภานะครับ แล้วก็จะ ประทับอยู่ที่เทือกเขาโอลิมปัส
อันเป็นสถานที่ที่มีต้นมะกอกขึ้นมากมาย ท่านฟังชื่อดูนะครับ โอลิมปัส โอลิมปิก
ใกล้กันแล้ว แต่จะเห็นว่ามีต้นมะกอกอยู่มาก เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าอุดมพร
ของเราเนี่ย พอได้เหรียญทอง เขาก็มีมงกุฎเป็นใบมะกอก ช่อมะกอกสานมาสวมที่ศีรษะ
ก็มอบให้ เพราะอะไร เพราะแถวเขาโอลิมปัสมันมีแต่มะกอก ก็ไม่ต้องใช้อย่างอื่น
ให้กันแล้ว มีตรงมี อย่างไงก็เอาอย่างงั้นให้กัน เพราะฉะนั้นก็เลยเอาช่อมะกอกมาประดับบนศีรษะ
นี่คือที่มาของมันเป็นอย่างนั้น นะครับ


พิธีกรรมในการบูชาเทพเจ้าในยุคนั้น มีเรื่องของการบวงสรวงด้วยวรรณกรรมต่างๆ
การสังเวยด้วยสิ่งของต่างๆ การเต้นรำ เต้นถวาย ร้องเพลงถวาย เดินเป็นขบวนแปรแถวถวาย
ทำยังกับทหารหัดแถวเป็นขบวนที่สวยงาม หรือ ปั้นรูปสวยงามเพื่อบูชา
นอกจากนี้ที่สำคัญก็คือมีการแข่งกีฬา แข่งขันกีฬา เพื่อเป็นการถวายแด่เทพเจ้า
คนในสมัยโบราณหลายชาติ หลายภาษา จะมีการบูชาเทพเจ้าด้วยการเต้นรำ เราก็ทราบอยู่แล้ว
ปัจจุบันนี้พวกที่บูชาผีในอัฟริกา ก็ยังเต้นรำกันอยู่เลย เต้นไปเต้นมาตามจังหวะของชนเผ่าวาตูซีมั่ง
อะไรพวกนี้นะครับ
มีการแข่งขันกีฬาเพื่อบูชาเทพเจ้าหรือบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บูชาสิ่งที่ตนเคารพนับถือ
ในทางคติชนวิทยา มีวิชาที่ศึกษาเฉพาะเลยเกี่ยวกับเรื่องกีฬาพื้นบ้าน มีเรื่องกีฬาและการละเล่นพื้นบ้าน
เรื่องงานเทศกาลและงานเฉลิมฉลองพื้นบ้านก็มี นาฏศิลป์พื้นบ้าน
ของพวกนี้เกี่ยวพันกันเวลามองต้องมองไปพร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นการละเล่นกีฬาพื้นบ้าน
งานเทศกาล งานเฉลิมฉลอง ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า Festivel Cerebration หรือนาฏศิลป์พื้นบ้าน
Folk Dance พวกนี้ใช้บูชาเทพเจ้าได้ทั้งนั้น
ไม่เอาอื่นไกลหรอก ยกตัวอย่างใกล้ ๆ ในพงศาวดารอยุธยาของเราเขาเขียนไว้
ตอนที่พระเจ้าสรรเพ็ชร ที่ 8 หรือ พระเจ้าเสือ เสด็จมาที่ จังหวัดพิษณุโลก
พระเจ้าเสือก็ได้เสด็จไปบูชาพระพุทธชินราช แต่วิธีที่จะบูชาของพระองค์นั้น
ไม่ได้นำธูป เทียน ไปจุดกราบไหว้มีดอกไม้ไม่ใช่อย่างนั้น พระองค์ได้ทรงรำดาบถวายพระพุทธชินราช
3 เพลง รำตรงต้นโพธิ์ข้างหน้าโบสถ์
เป็นเรื่องที่น่าคิดแปลว่า
การรำดาบซึ่งเป็นเรื่องการผสมระหว่างนาฏศิลป์และกีฬา สามารถนำเข้ามาเป็นเครื่องบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้เช่นเดียวกัน
เรียกว่า ทรงรำดาบถวาย ทรงเล่นกีฬาถวาย
ด้วยความคิดพื้นฐานที่ว่า กีฬาพื้นบ้านก็ดี งานเทศกาลและเฉลิมฉลองพื้นบ้านก็ดี
หรือนาฏศิลป์พื้นบ้านเหล่านี้ เกิดขึ้นมาเพื่อสนองวิธีคิดอะไรบางอย่าง
ที่กล่าวมาแล้ว มีบทบาทอะไรบางอย่างต่อกลุ่มชนในสังคมนั้น ๆ
อะไรบางอย่างที่เรากำลังพูดถึงนี้นะครับ กิจกรรมเหล่านี้ มิใช่จัดขึ้นเพื่อความสนุกสนานอย่างเดียวนะครับ
จะเป็นนาฏศิลป์ และเทศกาลงานเฉลิมฉลองเรื่อง กีฬาพื้นบ้าน ในบางกิจกรรม
มีปรัมปราเกี่ยวกับเทพเจ้า ซึ่งเราเรียกว่า Myth มาประกอบ เพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ขึ้น
กฏเกณฑ์บางกิจกรรมหรือพิธีกรรมบางอย่าง ช่วยให้เกิดการจัดระเบียบสังคมขึ้นได้
เพราะเป็นระเบียบสังคม ( social order) หรือไม่ก็เป็นการแสดงนัยของกฎเกณฑ์บางอย่างในสังคม
การเล่นกีฬา กีฬาพื้นบ้าน การละเล่นพื้นบ้าน นาฏศิลป์พื้นบ้าน งานเฉลิมฉลองพื้นบ้าน
งานเทศกาลต้องเหมาะกับเวลาของเขาจึงเรียกว่า เทศกาล มีเวลา มีสถานที่เป็นตัวกำหนด
มีอะไรบางอย่างอยู่
ก็เพราะมีอะไรบางอย่างเกี่ยวข้องกับเทพนี่เองแหละ ปรัมปราเกี่ยวกับเทพเนี๊ยะ
จึงเกิดมีครูในเรื่องของนาฏศิลป์ ของฝรั่งเขาก็มี สมัยก่อนไม่ใช่ไม่มี
โดยเฉพาะของแขกเนี๊ยะ เพราะคนที่ชอบเต้นชอบรำมากก็คือ พระศิวะ ของพรรค์นี้มันเกี่ยวกับวิธีคิดอะไรบางอย่าง
ผมก็จะกราบเรียนเป็นตอน ๆ ไป
เริ่มแรกก่อนที่จะไปถึงกรีกเนี๊ยะ ขอเริ่มเรื่องที่ใกล้ ๆ ตัวก่อน สักนิดหนึ่ง
ก็จะดี เท่าที่ผมพอจะนึกได้นั้นในขณะนี้
มีการละเล่นพื้นบ้านของอินเดีย ศึกษาจากหนังสือเล่มหนึ่ง คนแต่งเป็นชาวเดนมาร์ก
แต่แต่งการละเล่นของอินเดีย มีหลายอย่างที่ถ่ายทอดออกไปจากอินเดียจริง
ๆ
ในวรรณกรรมเรื่องกามนิต ของคาร์ล เจเรอรอป ชาวเดนมาร์ก มีการกล่าวถึงการละเล่นพื้นบ้านที่สำคัญอยู่หลายแห่ง
ยกตัวอย่าง 2 กิจกรรมของการละเล่นพื้นบ้าน ตอนที่ยก บางทีผมอาจจะกล่าวไปถึงวรรณคดีเรื่องอื่นอีกสักหน่อย
นะท่านนะ มันก็จะบานปลายไปบ้าง
ตอนต้นเรื่องของกามนิต กามนิตได้พบกับวาสิฏฐีครั้งแรก ในเวทีการเล่นเดาะคลี
เล่นเดาะคลี เขาเล่นกันทำไมละ เล่นถวายใคร ลองฟังดูนะครับ จากในเรื่องกามนิต
"...
พวกนางงามที่สุดของกรุงโกสัมพี เดินมาเป็นหมู่..." นี่เป็นสำนวนแปลนะครับ
ภาษาจริง ๆ ของ เขานั้น จริง ๆ แล้วแต่งเป็นเดนมาร์ก และก็ทำเป็นเยอรมัน
และทำเป็นอังกฤษ อันนี้ผมมีหลักฐาน นะครับ แล้วก็ท่านเสถียรโกเศศ แปลมาเป็นภาษาไทย
นาคะประทีปก็เป็นผู้ขัดเกลาสำนวนให้ไพเราะ ฉบับที่ผมอ่านเป็นของเสถียรโกเศศ
หรือ ท่านเจ้าขุนอนุมานราชธน ท่านแปลมา แล้วนาคะประทีปก็จัดการปรับปรุงสำนวนให้เพราะ
เพราะฉะนั้นที่อ่านจึงเพราะไง
"...
พวกนางงามที่สุดของกรุงโกสัมพี เดินมาเป็นหมู่ สตรีเหล่านี้ล้วนเป็นพรหมจาริณี
เลือกสรรเอามาจากพวกมั่งมีและชั้นสูง สำหรับมาเล่นคลีบูชาพระลักษมี เทวีแห่งเขาวินธัย
..."



เล่นคลีไม่ใช่เล่นธรรมดา
เขาเล่นบูชาพระลักษมีนะท่านนะเนี๊ยะ "... ต่อนั้นไปเหล่านางผู้มีเนตรดั่งตาทราย
ก็ยักย้ายท่าทางต่าง ๆ ในยามไขว่คว้าลูกคลี ครั้นแล้วนางเหล่านั้นก็ถอยออก
คงเหลืออยู่กลางเวทีแต่นางเดียว ทันใดนั้น นางเริ่มเดาะคลีบูชาพระศรีเทวี
(เป็นอีกชื่อหนึ่งของพระลักษมี)..."
ก็แปลว่าการเดาะคลี ไม่ใช่เดาะกันเพื่อความสนุกสนาน หรือเอามารับแขกบ้านแขกเมืองเท่านั้น
แต่เป็นการบูชาพระลักษมี ใช้กีฬาบูชา แล้วเดาะคลีก็ไม่ใช่เดาะธรรมดา มันมีท่ามีทางประกอบนะครับ
พอ ๆ กับรำดาบของเรา แต่อยู่ ๆ ก็ไม่ใช่เอามาฟันกันเฉย ๆ รำก็สวย เดาะคลี
ก็เช่นเดียวกัน
พูดถึงคลี ผมก็นึกถึงวรรณกรรมไทยอีกเรื่องหนึ่ง เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
คือเรื่องสังข์ ทอง (รัชกาลที่ 2) กล่าวถึงท้าวสหัสนัยต์ ให้พระวิษณุกรรมลงมาล้อมเมืองสามน
แล้วก็เข้าไปเฝ้าท้าวสามล แล้วก็บอกว่าที่ยกทัพมานี้ไม่ได้มาทำสงคราม แต่ต้องการจะมาเล่นกีฬา
คือ ตีคลี
แปลกดีนะ
ยกทัพมาบังคับให้มีการเล่นกีฬา ในนั้นบอกไว้เลยว่า
| ...ในศาลาว่าองค์พระทรงเดช |
มงกุฎเกศกษัตริย์เป็นใหญ่ |
| ยกทัพมาประชิดติดเวียงชัย |
มิใช่จะณรงค์สงคราม
|
| ให้พระยาสามลคนดี |
มาตีคลีพนันในสนาม...
|
กองทัพพระอินทร์บอกอีกว่า ...
| ถ้าเราแพ้แก่ท่านในการเล่น |
จะยอมเป็นเมืองขึ้นไม่ขัดขวาง |
| เราชนะจะริบไม่ระวาง |
สาวสรรกำนันนางเป็นของเรา |
พระอินทร์ขู่ด้วยว่า ...
| วันนี้แม้มิออกไปตีคลี |
จะเข้าตีกรุงไกรเอาไฟเผา
|
| ท้าวสามลแม้ไม่รู้อย่าดูเบา |
จะวอดวายตายเปล่าทั้งเวียงชัย |
ท้าวสามลต้องให้หกเขยออกไปตีคลี
ก็แพ้พระอินทร์อีก จึงต้องไปง้อให้เจ้าเงาะให้ถอดรูปออกมาเป็นพระสังข์
ไปตีคลีกับพระอินทร์ พระอินทร์ก็ตีคลีกับพระสังข์ เห็นท่าจะสู้ไม่ได้ ก็ชักม้าเหาะขึ้นไป
พระสังข์ก็เหลือเกิน ชักม้าสีกะเรียวตามขึ้นไปอีก ไปตีคลีกันบนอากาศ เห็นแล้วน่ากลัวทีเดียวนะแบบนี้นะ
ท้าวสามลเชียร์ลูกเขย ฉากการเชียร์เนี๊ยะ ก็เหลือเกินลองดูสักนิดสักหน่อยเนี๊ยะ
ท้าวสามลเวลาเชียร์การตีคลีเป็นยังไง
| เมื่อนั้น
|
ท้าวสามลร้องรับให้ดีพ่อ |
| ตบมืออือเออชะเง้อคอ |
เห็นลูกเขยเป็นต่อหัวร่อคัก |
| ลุกขึ้นโลดเต้นเขม้นมุ่ง |
ผลัดผุ๋งลงมาขาแทบหัก
|
| มึนเมื่อยเหนื่อยบอบหอบพัก |
พิงพนักนั่งโยกตะโพกเพลีย
|
| ฉวยคนโฑถมยามาดื่มน้ำ |
หกคว่ำสำลักแล้วบ้วนเสีย |
| จุดบุหรี่ถูกไฟไหม้ลามเลีย |
วัดถูกจมูกเมียไม่รู้ตัว |
นี่คือฉากการเชียร์การตีคลีระหว่างพระสังข์กับพระอินทร์
ผมก็เลยดูทีวีข่าวของช่อง 7 เมื่อวันก่อนนี้ ก็เห็นเขาฉาก เขาเชียร์ คุณวันดี
ซึ่งเป็นชาวบุรีรัมย์ ยกน้ำหนัก คนที่เชียร์อยู่ คือท่านผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์
อู้ย ท่าทางการเชียร์ของท่าน ซาบซึ้งมากเลย ท่านซึ้งในอารมณ์ ของกีฬายกน้ำหนักเป็นอันมาก
เวลาวันดี ยกท่านก็ยกตาม เวลาค่อย ๆ ยกขึ้นท่านก็ยกตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นท่าสแน็ก
และคลีน แอนด์ เจิร์ก ท่านทำตามเหมือนไม่มีผิดเลย มันเป็นเรื่องของคนเชียร์กีฬา
นี่ก็ว่าถึงการเดาะคลีหรอกนะครับ ออกไปไกลทีเดียวละ คราวนี้พูดถึงเรื่องสังข์ทองตีคลีไปแล้ว
พูดถึงเรื่องกามนิตเดาะคลีบูชาพระลักษมี ไปแล้ว ก็จะพูดถึง การเล่นกระทุ่ม
เล่นเอาดอกกระทุ่มมาตีกัน การเล่นกระทุ่ม ใช้บูชาอะไร ...การเล่นกระทุ่มนั้น
ผู้เล่นในชั้นต้นแบ่งเป็น 2 พวก ... แปลว่ามีการเล่นเชิงกีฬา ...เอากิ่งกระทุ่มซึ่งมีช่อสีเหลืองอร่ามดังสีทอง
เอามาตีกัน สมมติว่าเป็นอาวุธ เอามาตีกัน ข้างใดก็แล้วแต่ที่ถูกเกสรดอกกระทุ่มติดตัวมากจนเหลืองพราวไป
จะถูกตัดสินว่าแพ้... เออ ถ้าเหลืองมากก็แพ้มาก ถ้าเหลืองน้อยก็ไม่แพ้
ก็เป็นฝ่ายชนะ
การละเล่นพื้นบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการเดาะคลี หรือ เล่นกระทุ่ม มันมีนิทานปรัมปรา
หรือ Myth กอปรอยู่ให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ การเดาะคลีเป็นการละเล่นเพื่อบูชาพระลักษมี
ซึ่งเป็นชายาพระวิษณุ หรือพระนารายณ์ ส่วนการเล่นกระทุ่มนั้น จะใช้ดอกกระทุ่มซึ่งเป็นดอกไม้ประจำองค์พระกฤษณะ
เป็นเรื่องเทพทั้งนั้นเลย
มิใช่เล่นกันธรรมดา
ไม่ใช่เล่นหัว คือเล่นไปก็หัวร่อไป
กระทุ่มเป็นดอกไม้ประจำองค์พระกฤษณะ ซึ่งก็คือปางหนึ่งของพระนารายณ์ที่อวตารลงมา
นะครับ ก็ว่ากันว่า ต้นกระทุ่มเป็นไม้อมตะนะครับนะ
ผมผ่านบางกระทุ่มมาเมื่อสักครู่นี้
สักพักหนึ่งเอง มันเป็นไม้อมตะทีเดียวเลยละท่าน เพราะว่าในสมัยหนึ่ง เขาเล่ากันว่า
ตอนที่มีการกวนน้ำอมฤตในเกษียรสมุทร กำลังกวนน้ำกันอยู่ พระยาครุฑซึ่งเป็นพาหนะของพระนารายณ์
ก็ไปดื่มน้ำอมฤตนั้นด้วย จากนั้นก็บินมาเกาะที่ต้นกระทุ่ม น้ำอมฤตที่จงอยปากหยดลงมาถูกต้นกระทุ่ม
เลยทำให้ต้นกระทุ่มเป็นอมฤตไปด้วย
คนอยู่บางกระทุ่มฟังแล้วจะเกิดความสบายอกสบายใจ
ไม่ว่าจะเป็นกระทุ่มน้ำกระทุ่มบก หรือกระทุ่มก้านแดง กระท่อมอะไรก็แล้วแต่เถิด
แต่มันเป็นอมฤตนะ แปลกนะ กระทุ่มทั้งหลายเป็นอมฤต เพราะว่าครุฑเนี๊ยะ ไปดื่มอมฤตมาแล้วน้ำอมฤตติดที่จงอยปาก
พอมาเกาะที่ต้นกระทุ่มแค่นั้นแหละ น้ำหยดลงถูกกระทุ่ม กระทุ่มก็เป็นอมฤต
ก็เหมือนกับตอนที่น้ำอมฤต ก็หกลงในหญ้าคา หญ้าคาก็เป็นอมฤตไปด้วย ฆ่าอย่างไรก็ไม่ตาย
เกิดขึ้นมาใหม่เรื่อย ๆ พม่าเรียกหญ้าคาว่าหญ้าโยเดีย หญ้าอยุธยาแปลว่า
ปราบลำบากทีเดียว
หากสังเกตดี ๆ อีกสักครั้ง ในพิธีโล้ชิงช้า ดู ๆ แล้วก็เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งของฮินดูเช่นกันแหละ
คือวิธีเล่นโดยสรุปก็คือ ผู้เล่นกลุ่มหนึ่ง ขึ้นไปอยู่บนชิงช้าแล้วพยายามโล้ให้สูงที่สุดเท่าที่จะสูงได้
เพื่อขึ้นไปฉวยห่อรางวัลที่อยู่บนยอดสุดของเสาอีกด้านหนึ่งให้ได้
การโล้ชิงช้านี้ก็เป็นการบูชาเทพเจ้าเช่นกัน
มันจะมีปรัมปราเกี่ยวกับเทพเจ้าหรือ Myth อยู่นะครับ ถ้าท่านที่สนใจเรื่องนี้ก็กรุณาเปิดอ่านดูในหนังสือ
พระราชพิธีสิบสองเดือน ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 5 จะกล่าวถึงพิธี ตรียัมพวาย กับพิธี ตรีปวาย
พิธีตรียัมพวายก็คือ พิธีโล้ชิงช้าเพื่อถวายพระอิศวร ส่วนพิธีตรีปวาย ก็เป็นพิธีโล้ชิงช้าถวายพระนารายณ์
พระอิศวรท่านโปรดการสังคม นะครับ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ท่านพระราชนิพนธ์ไว้ว่า พระอิศวรนั้นโปรด sociality ทรงใช้คำนี้แหละครับ
แต่เขียนเป็นภาษาไทย ส่วนพระนารายณ์โปรดการ privacy
เพราะฉะนั้นก็จะจัดพิธีบูชาพระอิศวรต้องจัดในคืนเดือนหงาย พระอิศวรจะเสด็จในคืนเดือนหงาย
ทรงเสด็จมาโลกเป็นเวลา 10 วัน ในตอนขึ้น 7 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันเสด็จลง
พอแรม 1 ค่ำ ก็เสด็จกลับ
ส่วนพระนารายณ์เสด็จมาในเดือนมืด จึงมีคำพูดว่าพระอิศวรเดือนหงาย พระนารายณ์เดือนมืด
พระนารายณ์เสด็จมาในเดือนมืดไม่โปรด ให้มีการแห่แหนเพราะชอบส่วนพระองค์
รัชกาลที่ 5 ยังทรงกล่าวอีกว่า ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้นเสด็จไปรับพระอิศวร
พระรูปนะ พระอิศวรและพระนารายณ์ด้วย แล้วเสด็จไปส่งด้วยนะครับ
นี่ก็เป็นเรื่องของการเล่นชิงช้าบูชาเทพเจ้า เรียกว่าพิธีโล้ชิงช้า คล้าย
ๆ กับยิมนาสติก ดูแล้วเหมือนเล่นกลด้วย อะไรหลายอย่าง เหมือนกีฬาเหมือนละครที่คนจีนเล่น
อะไรทำนองนั้น



ของเราโล้ชิงช้านั้น น่าดูเลย ผู้ที่ขึ้นไปโล้ เขาเรียกว่า นารีวรรณ ไหนจะมีพระยายืนชิงช้าอีกด้วยนะท่าน
นี่ก็พูดแบบอะไร ตัด ๆ ไป เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เห็นว่าการบูชาเทพด้วยการเล่นกีฬาเนี๊ยะ
หรือใช้การละเล่นต่าง ๆ มันเป็นเรื่องของทุกชาติ นะท่าน นะ ที่ยกตัวอย่างอินเดียเทพในฮินดู
เราจะได้อะไรจากการศึกษาการละเล่นเหล่านี้
จะได้อะไรบ้างละ นอกจากจะได้ทราบที่มาที่ไปของการละเล่น ได้ทราบเรื่องเกี่ยวกับปรัมปราของเทพเจ้า
หรือ Myth
แล้วเราอาจจะ วิเคราะห์ต่อไปอีกได้ไหมละว่า การละเล่นเหล่านี้ จะเป็นวรรณกรรมเรื่อง
กามนิต จะเขียนขึ้นในยุคที่ได้รับอิทธิพลของลัทธิศักติ นั่นคือ ยุคที่มีการบูชาเทพเพศหญิง
ศักติ ถ้า บูชาเทพเพศชายไปเป็นลัทธิภักดี
อันนี้ลัทธิศักติบูชาพระอุมา
บูชาพระรัศมี พระสุรัสวดี เป็นยุคที่ได้รับอิทธิพลจากพระคัมภีร์ภควัตคีตา
เนื่องจากมีเรื่องปรัมปรา เทพเกี่ยวกับพระกฤษณะ เพราะทั้งพระกฤษณะ พระนารายณ์
และดอกกระทุ่มต่างมีส่วนเกี่ยวข้อง กับพระนารายณ์ทั้งสิ้น



วิธีตีความ สามารถตีความได้มากมายท่าน ปรัมปรา (Myth) ของคนโบราณกล่าวถึงอะไรก็แล้วแต่การให้ตีความ
ต้องการให้คิด เขาไม่ต้องการให้เชื่อตามไปตลอด
แม้แต่พวกเราเวลาอ่านไตรภูมิพระร่วง อ่านไปหน่อยหนึ่ง ต้องคิดตามนะครับ
ไม่ได้ให้เชื่อ เช่นเขาบอกว่า ในสุนัขนรกนั้น หมาตัวโตเท่าช้างสาร อันนี้แหละคนอ่านก็ต้องคิดว่าหมาอะไรตัวโตเท่าช้างสาร
เสียงเห่ามันไม่ดังสนั่นหวั่นไหวเชียวรึ
ขนาดหมาพันธุ์
เชา เชา เราก็กลัวแล้ว เดี๋ยวนี้กลัวแม้กระทั่ง เซนต์เบอร์นาร์ด ซึ่งกัดหลาน
ย่าเลี้ยงไว้เซนต์เบอร์นาร์ดมากัดหลาน ทั้งที่เซนต์เบอร์นาร์ดเป็นหมาใจดี
ทำไงได้ ใจดีคุ้มดีคุ้มร้ายก็มีเหมือนกัน เหมือนคนใจดีถ้าเกิดคุ้มดีคุ้มร้าย
พูดไปก็ลำบากนะท่านนะ
นี่หมาตัวโตเท่าช้างสาร คนอ่านเขาคิดนะท่าน เพราะฉะนั้นอ่านเรื่องเทพเจ้า
อ่านแล้วก็คิด เทพองค์นี้มีมือตั้งพันอัน หรือแม้แต่อ่านเรื่องรามเกียรติ์
อุ้ย ทศกัณฐ์มีสิบหน้า เกมทศกัณฐ์มีสิบหน้ามันเวลาแปรงฟันไม่ลำบากหรือเธอ
สิ่งเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่จะคิด ก็ไม่เป็นไร มีถึงตั้งยี่สิบมือ เวลาหัวร่อเสียงก็คงจะดัง
พระพรหมท่านมีถึงสี่พักตร์ มีสี่หน้า เพราะฉะนั้นท่านจึง ต้องถืออุเบกขา
ไม่ค่อยยิ้มไม่ค่อยหัวเราะ สังเกต ไหมครับ ถ้าหัวเราะทีหนึ่งก็เสียงสนั่น
เพราะเทพเจ้าหัวเราะเสียงดัง ในเรื่อง กนกนคร กล่าวถึงเสียงหัวเราะของพระศิวะ
นี้ฟังแล้วน่าดูเลย
| ตรึกพรางสุรีย์อิศวร |
สำรวญก้องหล้าฟ้าลั่น
|
| ชาวดินยินเสียงเยี่ยงนั้น |
สำคัญใจว่าฟ้าร้อง |
นี่จากเรื่อง
กนกนคร ของ น.ม.ส.
เทศกาลพื้นบ้านของไทยเรา
ก็ มีเรื่องหลายเรื่องที่เกี่ยวกับการบูชา ยกตัวอย่าง เทศกาลปีใหม่ของม้ง
บ้านเข็กน้อย มีการไหว้ผี ผีทางด้านบรรพบุรุษ แสดงให้เห็นถึงกฎเกณฑ์ทางสังคมหลายประการ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเคารพผู้อาวุโส แต่ต้องมีความปรองดองใน หมู่ญาติโกโหติกาของเขา
ความปรองดองในหมู่เผ่าชนเดียวกัน กับการแบ่งแยกบทบาทชายหญิง


เช่น มีการเล่นลูกช่วง เล่นสะบ้า ไม่ได้เล่นเพื่อความสนุกอย่างเดียว แต่เป็นการเปิดโอกาสให้คนทั่วไปรู้ว่า
ใครเป็นหนุ่มเป็นสาวกันแล้วในสังคมของเรา ครอบครัวที่ห่างกันก็ได้มาดูกัน
ว่าลูกบ้านนั้นพึ่งเกิด ตอนนี้เป็นสาวแล้ว กำลังเล่นลูกช่วงกับชายหนุ่ม
จะเป็นการเลือกคู่กัน การเล่นก็เป็นการเลือกคู่
สงกรานต์ของเราก็เป็นการเลือกคู่เหมือนกัน นาน ๆ ทีจะได้มาเจอกัน เพราะฉะนั้นในเรื่องของเทศกาล
เรื่องของงานต่าง ๆ มันมิได้อยู่เฉพาะความสนุกสนานอย่างเดียว แต่มีนัย
หลายอย่างแฝงอยู่ในโครงสร้างของงานเทศกาล
พูดแบบเก่า ๆ คนที่คิดถึงทฤษฎีก็คิดว่ามันเก่าเหลือเกิน เช่น ทฤษฎีของพวกโครงสร้างนิยม
คติชนสาขาที่เกี่ยวกับกีฬาพื้นบ้าน
เทศกาลพื้นบ้านมีรายละเอียดน่าศึกษามากมาย อาจจะศึกษาเรื่องความคิดที่มาที่ไป
มันมาอย่างไร ดูบทบาทหน้าที่ของกีฬา ของเทศกาล
ถ้าหากพูดออกไปจะนอกคำถามมากเกินไป
เราย้อนกลับมาที่โอลิมปิกดีกว่า นี่เรายังไม่ได้ตอบคำถามเลย
ในทางคติชนจะศึกษาเกี่ยวกับกีฬาพื้นบ้าน ในฐานะที่เป็นตัวแทนความคิด เกี่ยวกับปรัมปราของเทพเจ้าหรือ
Myth ก็ได้ กีฬาพื้นบ้านของกรีซ หรือกรีก ที่ชัดเจนที่สุดในเรื่องนี้
ชัดเจนมาก
เพราะการแข่งขันกีฬาของกรีซ หรือกรีกนั้น จะมีเทพเจ้า Myth จะประกอบอยู่เสมอ
เป็นการก่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์



การเล่นกีฬาโอลิมปิกสมัยก่อนนั้น
เป็นการบูชาเทพเจ้า ในขณะเดียวกันก็มีหน้าที่ทางสังคม คือ เป็นตัวกำหนดกฏเกณฑ์ทางสังคม
เหนือสิ่งอื่นใดคือ ก่อให้เกิดสุขภาพอนามัยอันดี และ เกิดสันติภาพ เกิดความสามัคคีในหมู่ชนขึ้น
แต่ลึก ๆ จริง ๆ ในกีฬาโอลิมปิกนั้น เป็นการบูชา เทพเจ้า การเล่นกีฬาบูชาเป็นพิธีบูชาเทพเจ้า
ที่สำคัญ ชาวกรีกถือว่าใครที่เล่นกีฬาเก่ง และเป็น คนดีมีกฎเกณฑ์ มีมารยาทดี
คนกรีกจะนำใบมะกอกมาสานเป็นวงกลม คล้ายมงกุฎ มาคล้อง ที่ศีรษะ ถือว่า เป็นการให้เกียรติยศอย่างสูง
หากสังเกตจะเห็นว่า การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรีซครั้งนี้ นอกจากจะมอบเหรียญให้แก่ผู้ชนะแล้ว
ยังมีการมอบมงกุฎมะกอกมาสานเป็นวงกลม สวมที่หัวนักกีฬาด้วย
ชาวยุโรปถือว่า มะกอกเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ อีกสักครู่จะได้กล่าวถึงชื่อเมือง
อะไรต่าง ๆ แล้วจะได้มาขยายเรื่องนี้ 
สถานที่ที่เขาเล่นกีฬาก็คือ บริเวณโอลิมเปีย โอลิมเปีย นี่ก็เป็นตำบลในเทือกเขาโอลิมปัส
หรือโอลิมปุส ก็แล้วแต่ สถานที่นี้จะมีความสำคัญเพราะ แต่ก่อนชาวกรีซโบราณจะอยู่แบบรวมกันเป็นรัฐ
เรียกว่า นครรัฐหรือ City stat
มีเมืองหลวงชื่อ
เมืองเอเธนส์ มีชื่อเสียงทางด้านศิลปวิทยาการ และเป็นเมืองที่มีนักปราชญ์
แต่ก็มีการรบพุ่งกับเมืองสปาต้าอยู่บ่อย ๆ สปาต้า ก็มีชื่อเสียงทางทหาร
คือ เป็นนักรบ
รัฐทั้งหลายทุก ๆ 4 5 ปีจะหยุดรบกันชั่วคราว สงสัยเหนื่อย แต่ละรัฐจะส่งตัวแทนเป็นนักกีฬามาแข่งกันที่สนามโอลิมเปีย
เป็นการบวงสรวงต่อเทพเจ้า ซูส หรือ ซีอูส หยุดรบก็แข่งกีฬากัน เพราะมีเทพองค์เดียวกัน
กีฬา ที่เล่นนั้นเรียกว่า แพนเฮเลนิก เกมส์ ซึ่งต่อก็เป็นที่มาของโอลิมปิกเกมส์ในปัจจุบัน



ชาวกรีกในยุคนั้น เรียกตัวเองว่า เฮนเลนิก นอกจากนี้ ชาวกรีกยังเชื่อว่า
เทพเจ้านิยมชมชอบกีฬามาก ทุกครั้งที่มีการแข่งขันกีฬาเทพเจ้าจะลงมาเล่นด้วยเสมอ
เทพของกรีกจะมีลักษณะคล้ายมนุษย์ โมโหง่าย อิจฉา มีหมด เมื่อเล่นกีฬา จึงเล่นด้วย
เป็นการเสริม ความ ศักดิ์สิทธิ์ ในพิธีกรรมเพราะเทพยังลงมาเล่นเลย
ที่จริงเทพชอบฟังนิทาน ในทางวิชา คติชนวิทยา เทพชอบฟังนิทาน ถ้าใครเล่านิทานแล้วเทพไม่ได้ฟังจะโกรธ
นอกจากจะฟังนิทานและเล่นกีฬาเก่ง ในพิธีสำคัญจะมีการแข่งขันกีฬาด้วย ตัวอย่าง
ปรากฏในมหากาพย์เรื่อง อีเลียด ของโฮเมอร์ กล่าวถึงการแข่งขันกีฬาเพื่อเป็นเกียรติแก่นักรบ
ถึงสองครั้ง ครั้งแรก แข่งขันกีฬาในพิธีศพของ ปาโตครุส
ปาโตครุส
เป็นลูกพี่ลูกน้องของ อาคิลลิส ซึ่งเป็นวีรบุรุษสำคัญ ของสงครามกรุงทรอย
การตายไปของเขา ช่วยให้สงครามยุติเร็วขึ้น เพราะเดิมนั้นตามคำทำนายกล่าวว่า
กรุงทรอย จะไม่มีวันแตก ถ้าปราศจากอาคิลลิสร่วมรบ

ปรากฏว่าในช่วงกลาง ๆ สงคราม อาคิลลิส เกิดผิดใจกับอักกาเมมนอน ซึ่งเป็นผู้นำกรีก
เพราะอักกเมมนอน เป็นผู้ละโมภ และไร้ความเป็นธรรม อาคลิลลิสจึงถอนตัวไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรด้วย
เป็นเหตุให้กองทัพของกรีก ถูกเฮกทอร์ หรือเฮกเตอร์ เจ้าชายฝ่ายทรอย ตีจนพ่ายแพ้หลายครั้งหลายหน
อักกาเมมนอนสำนักผิดจึงส่งคนมาเจรจากับอาคิลลิสหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ
สุดท้ายจึงขอร้องให้ปราโตครุส ลูกพี่ลูกน้องของอาคิลลิส ไปขอยืมเสื้อเกราะของอาคิลลิสมาร่วมรบ
ทำให้ทหารเกิดกำลังใจ คิดว่าอาคิลลิสมาร่วมรบด้วย
ส่วนทหารของทรอยเห็นเสื้อเกราะของอาคิลลิสก็ตกใจ
ถอยทัพไม่เป็นขบวน แต่สุดท้ายก็ถูกจับได้ว่าโดนหลอก เฮกเตอร์หรือเฮกทอร์
ก็เลยสังหาร ปราโตครุส
เมื่ออาคิลลิสรู้ข่าวการตายของปราโตครุส จึงตัดสินใจกลับมาช่วยกองทัพกรีกรบอีกครั้งหนึ่ง
สรุปว่า
ความจริงต้องการจะกล่าวเรื่องพิธีศพ โดยในมหากาพย์ อีเลียดกล่าวโดยย่อดังนี้
คือ
...ซากศพของเขา ถูกชโลมน้ำมันหอม แล้วแห่แหนมาวางบนเชิงตะกอน ที่ล้อมรอบด้วยเครื่องเซ่นสังเวย
ประกอบด้วย ไหน้ำผึ้ง ไหน้ำมัน อย่างละ 2 ไห เหยือกบรรจุสุราอย่างดี มีม้า
4 ตัว และก็สุนัขของผู้ที่สิ้นชีพปแล้ว 2 ตัว วางลงข้างกายของเขา แล้วอาร์คิวลิสก็สังหารเชลยชาวทรอย
12 คน แล้ววางศพเชลยทั้ง 12 คน ลงบนเชิงตะกอน ก็เดินทางไปสู่ปรโลก พร้อมกับปราโตครุส
กองไฟลุกโพลง ตลอดช่วงบ่าย ประหนึ่งลุกไหม้เพื่อเป็นเกียรติสหายรักของอาคิลลิส
กีฬาถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ตาย...
ในมหากาพย์อีเลียด กล่าวไว้ในขณะเผาศพก็จัดกีฬาเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ตาย
อาร์คิวลิสตื่น แต่เช้าทุกวัน เทียมม้าใส่รถลากร่างของเฮกเตอร์ ไปรอบสุสานของปราโตครุส
ที่อยากจะเน้นคือ ในพิธีศพเขามีกีฬา ฟังแล้วคงจะงง เหมือนของไทยเราก็มี
การเล่นโขน มันก็เกือบ ๆ เป็นกีฬา แต่ไม่ใช่ เป็นการฝึกเพื่อกีฬา แต่มีลักษณะนาฏศิลป์
และนำไปในงานศพ คือการเล่น โขนหน้าไฟ
โขนอย่านึกว่าเป็นนาฏศิลป์ธรรมดานะท่านนะ
มีที่มาทางการกีฬาใช้ฝึกร่างกาย เกี่ยวกับการสงครามได้ด้วย เพราะฉะนั้น
โขนหน้าไฟ ดูแล้วจะเป็นนาฏศิลป์เชิงกีฬาพอ ๆ กับพิธีศพของปราโตครุส ในมหากาพย์อีเลียด
ก็ต้องมีการเล่นกีฬา เพื่อให้เกียรติแก่ผู้ตาย พิธีศพของ ปราโตครุส
ก็ตอบคำถามได้แล้วนะครับว่า
กีฬานี้ ใช้เล่นให้เกียรติกับผู้ตายก็ได้ พิธีศพของ เฮกเตอร์ หรือ เฮกทอร์
มีการแข่งขันกีฬาเช่นกัน เจ้าชายเฮกเตอร์บุตรราชาแห่งทรอย เป็นแม่ทัพคนสำคัญของฝ่ายทรอย
การตายของเฮกเตอร์ หรือ เฮกทอร์ ก็ทำให้ทรอยหมดผู้นำที่เข้มแข็งไป และท้ายสุด
ทรอยก็ถูกตีแตก


สืบเนื่องจากเฮกเตอร์ ไปสังหารปราโตครุส
ทำให้อาคิลลิสมาแก้แค้นอย่างโหดเหี้ยม เมื่อเขาสังหารเฮกเตอร์ได้แล้ว ก็เอาเชือกหนังร้อยเอ็นข้อเท้าด้านหลัง
ทั้งสองข้างของเฮกเตอร์ เหมือนกับร้อยหวายที่พวกนั้นบอกพม่าร้อยเชลยไทย
นี่ก็ร้อยลงไป โยงกับรถศึกลากร่างที่ไร้วิญญาณไปทั่วสมรภูมิรอบกำแพงกรุงทรอย
3 รอบ และปล่อยซากศพให้สุนัขกัดแทะ เพื่อสร้างความเสื่อมเสียเกียรติแก่ศัตรู
ราชาพริอัม ซึ่งเป็นกษัตริย์ของฝ่ายทรอยนี่นับว่าเป็นบิดาผู้ประเสริฐคนหนึ่ง
เขานำสมบัติล้ำค่ามาใส่เกวียนบุกเข้าไปในแคมป์ ของฝ่ายกรีซเพียงลำพัง คุกเข่าต่อหน้าอาคิลลิส
และจูบมือ ผู้ซึ่งสังหารบุตรของเขา เพื่อขอร้อง และไถ่ถอน นำศพของบุตรชายไปทำพิธีอย่างสมเกียรติแบบลูกกษัตริย์
การจูบมือนี่นะครับ เป็นกริยาการแสดงความจงรักภักดีของสุนัขต่อเจ้านายของมัน
จึงนับว่าราชาพริอัม ยอมเสียเกียรติ เพื่อรักษาเกียรติของบุตรชายที่ตนรัก
เพราะบุตรชายของเขา มีความกล้าหาญและความเสียสละ พริอัมได้ทำให้อาคิลลิสนับถือ
และเห็นใจยอมคืนศพเฮกเตอร์ให้แก่เขา
ตามที่บรรยายไว้ในมหากาพย์ของอีเลียส ตอนนี้ กล่าวโดยสรุปว่า
...
ทั้งสองฝ่ายคือ กรีซกับทรอย ทำสัญญาสงบศึกชั่วคราวระหว่างพิธีศพของเฮกเตอร์
พิธีศพของเฮกเตอร์ ซึ่งถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ 9 วัน แห่งท่ามกลางความโศกเศร้าอาลัย
และพวกเขาก็วางร่างของเฮกเตอร์ ลงบนเชิงตะกอนอันสูงส่งเท่าหอคอยของกรุงทรอย
แล้วก็จุดไฟ เอาไวน์ประพรมเถ้าถ่านให้ไฟดับ แล้วเก็บอัฐิลงในโกศทองคำ ห่อด้วยผ้าสีม่วง
นำไปฝังยังหลุมศพ แล้วกองหินขนาดสูงใหญ่ เป็นอนุสาวรีย์ เหนือหลุมนั้น
นี่คือ สุสานของเฮกเตอร์ ซึ่งเป็นนายแห่งอาชาศึก...
จากนั้นข้อความนี้ อีเลียดบันทึกไว้ ตรงนี้แหละครับที่ผมต้องการนำเสนอ
...
จากนั้นก็มีการแข่งขันกีฬา ที่ริมฝั่งแม่น้ำสคามานเดอร์ฝั่งกรุงทรอย กีฬานั้นประกอบด้วยมวยปล้ำ
พุ่งหลาว วิ่งแข่ง และ แข่งรถ...
ของไทยนี่จะมีกีฬาเพื่อความสนุกสนานซะส่วนใหญ่ ส่วนในงานศพ อาจจะมีหรือไม่มีก็ค่อยว่ากันไป
เมื่อกี้พูดถึงโขน ของเราก็จะมีกีฬาหลายอย่าง กีฬาหัวล้านชนกัน เราก็เล่น
ปรากฏในสมุทรโฆษคำฉันท์
ดังที่กล่าวมาจะเห็นว่า การแข่งกีฬา มันอยู่ในฐานะพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวกรีซ
นี่ก็พอดีหมดเวลา เอาไว้ตอบคำถามต่อในคราวหน้า สวัสดีครับ