สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพรายการวรรณกรรมสองแควได้กลับมาพบท่านอีกครั้ง
ผมได้รับอีเมลล์จากอาจารย์
เข้าใจว่าจะเป็นท่านใดท่านหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก ท่านได้ติดตามวรรณกรรมสองแควตั้งแต่
พุทธศักราช 2545 ท่านทวนความจำว่าเมื่อวันแม่ปี 2545 ผมได้เล่านิทานเรื่องแม่สามีกับลูกสะใภ้
ได้เปรียบเทียบคุณความดีระหว่างแม่กับภรรยา มารดากับภรรยา และ
ท่านได้ทวนกลับไปว่าในปี 2546 ผมได้กล่าวถึงกำเนิดของวันแม่ในสหรัฐอเมริกา
และเทพธิดาซีริส เทพีแห่งการเก็บเกี่ยว ซึ่งเศร้าโศกถึงการสูญเสียลูกสาว
จนทำให้พืชพันธ์ธัญญาหารพลอยเหี่ยวแห้งตายกันไปหมด
คราวนี้พอมาถึงปี 2547 ท่านก็เลยถามผมว่า ปีนี้จะเล่าเรื่องอะไร ก็พอดีวันที่ออกอากาศก็เป็นวันที่
15 ก็เลยวันแม่มาแล้ว แต่ยังอยู่ในเดือนแห่งแม่ สัปดาห์แห่งแม่ เขาเรียกอย่างนั้น
ก็ไม่ได้ลืมหรอกครับ ก็จะได้เล่าทีเดียวละครับ มีอยู่หลายเรื่องเลยที่เกี่ยวกับแม่
วรรณกรรมที่เกี่ยวกับแม่มีมากมายเลย
ในมงคลสูตรกล่าวไว้ชัดเลยนะครับ มาตา ปิตุ อุปถานํ ตัวนี้ผมตัดตอนเลย มาตา
ปิตุ อุปถานํ เอตำมํ คะลามุสตะมํ การดูแลบิดามารดา เป็นมงคลอันสูงสุด เพราะฉะนั้นใครยังไม่ได้ปรนนิบัติดูแลแม่
ก็รีบปรนนิบัติดูแลเสีย จะได้มีกุศล เข้าใจอย่างนั้น หรือดูแลท่านก่อนที่ไม่มีโอกาสได้ดูแลท่านนะครับ
ต้องรีบดูแลเอาไว้
ในวรรณกรรมที่เป็นลายลักษณ์
หรือวรรณกรรมที่เขียนขึ้น จนถึงว่าเป็นวรรณคดีไทยมีหลายเรื่องทีเดียวที่เป็นเรื่องแม่
จะลองยกตัวอย่างสัก 3 เรื่อง เรื่องแรกน่าจะยกตัวอย่างมากที่สุดคือ เรื่องขุนช้างขุนแผน
เสภาขุนช้างขุนแผน ตอนที่ผมจะยกนี้ จัดอยู่ในตอนที่ 24 ตอนกำเนิดพลายงาม
ซึ่งท่านมหากวีสุนทรภู่ได้รจนาเอาไว้
มีข้อความตอนที่นางวันทองนี้เขาจะต้องพรากจากพลายงาม
บอกว่าถ้าให้พลายงามอยู่กับตัวนี้ ก็จะถูกขุนช้างฆ่าเสีย เพราะฉะนั้นก็เลยจะส่งลูกชายคือพลายงามนี้
ไปอยู่กับย่าคือทองประศรีที่เมืองกาญจนบุรี ก็จะส่งลูกจากสุพรรณไปเมืองกาญจน์
โดยที่ให้ลูกเดินทางไปเอง ตอนนั้นลูกก็อายุได้ 10 ขวบแล้ว เด็ก 10 ขวบแต่ก่อนนี้เก่งนะ
เดินทางผ่านป่าผ่านดงไปได้ พอรู้ทางก็ออกไปได้เลย นางวันทองก็ไปส่งลูกชายที่ชายป่า
ท่านสุนทรภู่ท่านเขียนเอาไว้ไพเราะมาก ถึงความรู้สึกระหว่างแม่กับลูกที่ต้องจากกัน
ท่านลองฟังดูสักหน่อยนะครับ สำนวนจะไม่สู้จะเก่านักหรอก ประมาณสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ๆ นี่เองแหละ
| นางครวญคร่ำร่ำว่าน้ำตาตก
|
เหมือนหนึ่งอกพุพองเป็นหนองฝี |
| แม่อุ้มท้องครองเลี้ยงถึงเพียงนี้
|
ได้สิบปีเศษแล้วจะแคล้วกัน |
| เคยกินนอนวอนแม่ไม่แหห่าง
|
จะอ้างว้างเปล่าใจในไพสัณฑ์ |
| ทั้งจุกไรใครเล่าจะเกล้าพัน |
จะนับวันนับเดือนจะเลือนลับ |
| นับปีมิได้มาเห็นหน้าแม่
|
จะห่างแหหายเหมือนเมื่อเดือนดับ |
นี่ความทุกข์ใจของคนที่เป็นแม่ที่ลูกจะจากไป
ใครจะดู จะเกล้าผมให้ลูก ใครจะแต่งตัวให้ลูก นับวันนับเดือนก็จะห่างกัน
จะได้กลับมาพบกันหรือไม่ นี่นางวันทองนะ ก็เรียกว่าหัวอกคนเป็นแม่เวลาลูกจะจากไปก็เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น
ส่วนคนเป็นลูกละพลายงามตอนนั้นอายุ 10 ขวบ พลายงามนี่เป็นผู้ใหญ่เกินตัวนะอายุ
10 ขวบเนี่ย แต่เป็นคนตั้งสติดีมาก แล้วก็มีความสามารถสูงทีเดียวละครับ
พอเขาเห็นแม่ เห็นนางวันทองเศร้าโศกมาก พลายงามก็บอกว่า
| แม่รักลูกลูกก็รู้อยู่ว่ารัก |
คนอื่นสักหมื่นแสนไม่แม้นเหมือน |
|
จะกินนอนวอนว่าเมตตาเตือน
|
จะจากเรือนร้างแม่ไปแต่ตัว |
ไปนี่ก็ไปแต่ตัวหรอกแต่ใจนี้ยังอยู่กับแม่
พูดเพราะทีเดียวละครับเด็กสิบขวบนะ
จากที่ผมนำมากราบเรียนนี่
มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกอย่างลึกซึ้งทีเดียวละครับ พอแต่ลูกไม่อยู่นั่นแหละนางวันทองมีอาการอย่างไรบ้างละ
| ทุกเย็นเช้าเศร้าหมองนั่งร้องไห้ |
ด้วยอาลัยพลายงามทรามถนอม |
|
ถึงยามกินสิ้นรสสู้อดออม |
จนซูบผอมผิวพรรณทุกวันคืน |
ลูกไม่อยู่คิดถึงลูกไม่ได้กินได้นอนสักเท่าไหร่หรอก
ผอมไปเลย น่าคิดนะความรักระหว่างแม่กับลูก
ในวรรณคดีอีกเล่มหนึ่งที่น่าจะยกมากล่าวถึงในเรื่องนี้ก็คือลิลิตพระลอ
ลิลิตพระลอเนี่ยะ นางบุญเหลือมารดาของพระลอนั้นพอเห็นพระลอถูกเสน่ห์ ถูกเสน่ห์ที่ปู่เจ้าสมิงพลายเขาทำมาเนี่ยะ
มีอาการคลุ้มคลั่ง อาการทุกข์โศกทุกประการ พระลอถูกพิษของเสน่ห์เล่นงานเข้า
แม่เป็นทุกข์มากกว่าลูกอีก นางบุญเหลือมาหาพระลอ แล้วก็พูด คราวนี้ที่ผมจะว่าให้ฟังผมจะไม่ท่องให้ฟังเหมือนเมื่อสักครู่
เพราะจะฟังจะเข้าใจยากสักเล็กน้อย เนื่องจากว่าเป็นภาษาโบราณตีความค่อนข้างยาก
นางบุญเหลือพูดกับพระลอว่า
เจ้าไข้ทุกข์แม่เพี้ยง
ภูเขา ลูกเฮย - เจ้าไม่สบายเจ้าเจ็บเจ้าป่วยเนี่ยะ
แค่เจ้าเจ็บเจ้าป่วยนั้น ก็เทียบกับความทุกข์ของแม่ ความทุกข์ของแม่ที่เห็นเจ้าเจ็บเจ้าป่วยเนี่ยะ
ความทุกข์มันหนักยังกับภูเขาทีเดียวนะลูก
เจ้าเคลื่อนทุกข์เบา บางสว่างร้อน - แต่ถ้าเห็นว่าเจ้านั้นไม่เป็นทุกข์เป็นร้อน
ขอโทษเถอะไม่เป็นทุกข์มีความสุขเนี่ยะ แม่ก็สบายหายทุกข์หายร้อน
แต่พอมาเห็นลูกมีอาการอีก - มาเห็นพ่อเงียบเหงา
หนักกว่า อื่นนา - ลูกมีอาการหนักกว่าคราวที่แล้ว
เสน่ห์เนี่ยะแรงมากนะ ของปู่เจ้าสมิงพรายเนี่ยะ ทำให้พระลอที่เรียกว่าเจ็บป่วยทั้งกายทั้งใจทีเดียวแหละ
พอนางบุญเหลือมาเห็นว่าพระลอนั้นมีความทุกข์ยิ่งกว่าเดิมอีกเนี่ยะ
ทุกข์เร่งซ้อนเหลือซ้อน
ยิ่งฟ้า ทับแด - ทุกข์ของแม่ซ้อนหนักเข้าไปอีก
ยิ่งกว่าฟ้ามาทับหัวใจ แม่นั้นมีทุกข์มากกว่าลูกหลายเท่า ลูกทุกข์ ไม่ใช่แม่ทุกข์เท่ากับลูกหรอก
ลูกทุกข์แม่ทุกข์ยิ่งกว่าลูกหลายเท่ายิ่งนัก ใครที่เป็นลูกอย่าทำให้แม่ทุกข์ใจนะ
เฉพาะที่แม่เห็นลูกทุกข์ใจ แม่ก็มีความทุกข์มากกว่าลูก หลายร้อยหลายพันเท่ายิ่งนัก
อีกข้อความหนึ่ง อีกโคลงบทหนึ่งบอกว่า
หญิงชายหลายแหล่งหล้า
ฤายล ยากนา - ผู้หญิงผู้ชายมีมากไปทั่วแผ่นดินเนี่ยะหาได้ง่าย
เห็นแต่เราสองคน คู่ม้วย - แต่ถ้าคนจะตายด้วยกันก็เห็นแต่เพียงลูกกับแม่เท่านั้น
ฉันใดพ่อกลับตน
เป็นดั่ง นี้นา - ทำไมพ่อจึงมาเจ็บป่วยทางกายทางใจอย่างนี้ละลูก
แม้พ่อตายตายด้วย พ่อแล้จอมใจแม่เฮย - ถ้าลูกตายแม่ก็จะตายด้วย
ใช้คำนี้ทีเดียว นี่ความรักของแม่กับลูก
มาดูวรรณคดีอีกเล่มหนึ่ง เล่มนี้นะครับหลายคนยังไม่ได้อ่านหรอก เพราะเป็นวรรณคดีที่ไม่เก่าอะไรเลย
เพราะว่าเป็นพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่
5 ชื่อเรื่องนิทราชาคริต เรื่องนี้ผมคงจะต้องกล่าวถึงภูมิหลังสักนิดหนึ่ง
นิทราชาคริตเป็นเรื่องของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยะมหาราชทรงแปลงมาจากนิทานอาหรับในฉบับภาษาอังกฤษ
พระองค์พระราชนิพนธ์ไว้ว่าเรื่องนี้ทรงแปลงมาโดยตรงเลยนะฮะ
กล่าวว่า
...จักบรรยายนิทานมา ในเรื่อง อาหรับ ฉบับอังกฤษแปลแปลง แสดงใน สยามภาค...
ไว้อย่างนี้ และกล่าวถึงเหตุการณ์ในสมัยพระเจ้าฮาอูลอัลลาชิค ซึ่งในนิทราชาคริต
ฉบับของพระองค์ใช้คำว่า ฮาอูลอัลราชกิจ ...ฮาอูลอัลราชกิจอ้าง จอมนรินทร์
นามลือ... ใช้อย่างนี้
จากนั้นก็กล่าวถึงว่ามี
ชายคนหนึ่งว่าชื่อ อาบูหะซัน ร่ำรวยมาก วันหนึ่งก็ไม่ต้องทำมาหากินอะไร
เพราะเงินทองมีมากมาย พอตอนเย็นแค่นั้นก็จัดการเลี้ยงดูคนที่มาหาตัว และจะเลี้ยงแขกไม่ซ้ำหน้า
เลี้ยงดูแขกโดยตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งกาหลิบแปลงตัวเป็นคนสามัญทั่วไป ไปที่บ้านอาบูหะซัน
อาบูหะซันก็เลี้ยงดูเป็นอย่างดี กาหลิบนั้นก็ได้นำเอายานอนหลับ ใส่ลงในแก้วของอาบูหะซัน
พออาบูหะซัน ดื่มเข้าไปเท่านั้นอาบูหะซันก็นอนหลับ กาหลิบก็ให้ทหารนำอาบูหะซัน
เข้ามาในวังแล้วให้ประทับบนพระราชบัลลังก์
พระนางโซบีเดซึ่งเป็นพระมเหสี
ประทับอยู่ข้าง ๆ ก่อนที่จะนำขึ้นไปประทับบนพระราชบัลลังก์ พระราชอาสน์นั้น
ก็ให้แต่งตัวอาบูหะซันเป็นกาหลิบไปเลย อาบูหะซันพอตื่นขึ้นมาก็งง เพราะเมื่อกี้ดื่มอยู่ดี
ๆ กับแขก ปรากฏว่าตอนนี้มาอยู่บนพระราชอาสน์ได้อย่างไงละเนี่ย แล้วก็แต่งตัวของตัวก็ไม่เคยแต่ง
อย่างนี้ว่าเป็นกาหลิบ ก็ว่าเอนี่ฝันหรือเปล่า แต่ก็ไม่ใช่ฝัน เพราะพระนางโซบีเดก็ประทับอยู่ข้าง
ๆ อาบูก็เลยกลายเป็นพระเจ้ากาหลิบไปเลยละครับ เพราะใจคิดว่าเป็น ก็เป็น
คราวนี้ก็ถึงเวลาก็เสวยพระกระยาหาร
ตรงนี้ต้องใช้ศัพท์ตัวนี้ ปรากฏว่าเขาก็เอายานอนหลับใส่อีก อาบูก็หลับ
พอหลับเสร็จ ก็กลับมาถึงบ้าน เขาก็เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวชุดกาหลิบเอากลับมาส่งบ้าน
เป็นอาบูหะซันตามเดิม อาบูหะซันพอตื่นขึ้น ยังนึกว่าตัวเองเป็นกาหลิบนะครับนั่นนะ
โอ้โหได้พูดถึงเรื่องอะไร พูดถึงเรื่องแม่ตัว พูดกับแม่ตัวอย่างไม่ดีไม่งามทุกอย่างเลยละครับ
ทำให้แม่เสียใจมากเลย แม่ก็เสียใจมาก ท้ายสุดอาบู รู้ตัวว่าตัวนั้นพลาดไปเสียแล้ว
แม่ก็เลยสอน สอนลูกด้วยความรัก ท่านลองฟังดูนะครับ พระราชนิพนธ์บทนี้เพราะมาก
| ลูกเอยยามยากแล้
|
ยามมี |
|
บรรพตเถ้าธุลี |
เปรียบไว้ |
อันนี้ท่านตีความนะครับ
ยามที่ยากจนกับยามที่มั่งมี ยามยากจนเปรียบกับภูเขา ยามมั่งมีไม่ใช่ภูเขาเสียแล้ว
มันกลายเป็นเศษดิน เศษผงเสียแล้ว นี่คือคนเรา
| ลูกเอยยามยากแล้
|
ยามมี |
|
บรรพตเถ้าธุลี |
เปรียบไว้ |
| สุภาษิตพาที |
ท่านกล่าว |
|
ี ดั่งแม่จักว่าให้ |
ลูกน้อยจงยิล |
จากนั้นสอนลูกไม่โกรธลูกเลยที่ลูกทำอะไรตัวไป
สอนลูกว่า
| เพื่อนกินสิ้นทรัพย์แล้ว
|
แหนงหนี |
|
ีหาง่ายหลายหมื่นม |
ี
มากได้ |
| เพื่อนตายถ่ายแทนชี-
|
วาอาตย์ |
| หายากนัก
|
... |
ผมไมว่าให้จบ
เพราะว่าเป็นคำสอนนะครับ เป็นคำสอนลูก แม่ไม่โกรธลูกเลยลูกว่าแม่ยังไงก็แล้วแต่
นี่ก็เป็นเรื่องที่ 3 นะครับ
อ้าวคราวนี้พูดของไทยไปพอประมาณแล้วลองไปพูดดูของต่างประเทศก็ได้ เพราะท่านที่ขอมาก็คงถามเรื่องของต่างประเทศมากทีเดียว
ความรักแม่ในวรรณกรรมมันมีทั้งนั้นแหละครับ ทุกชาติทุกภาษา เล่าเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักหมดหรอกท่าน
เพราะอะไรล่ะ เพราะความผูกพันระหว่างแม่กับลูกนี่ มันเป็นความสัมพันธ์ขั้นแรกสุดของชีวิตมนุษย์
ฉนั้นในวรรณกรรมของทุกยุคทุกสมัย ของทุกชาติต้องมีเรื่องราวเหล่านี้อยู่เสมอ
ความรักของแม่กับลูกมีมาในอดีต วรรณกรรมนี้มีมาในอดีต วรรณกรรมความรักของแม่มีมาในอดีตแล้วมากมาย
ปัจจุบันก็มี อนาคตก็มีต่อไปอีกไม่รู้จักจบสิ้น ตราบใดที่ยังมีคำว่าแม่ยังมีคำว่าลูก
เรื่องที่ผมจะนำเสนออีกเรื่องหนึ่งก็เป็นเรื่องของอียิปต์นะครับ เป็นเรื่องของเทพมารดาไอซิส
เขาเรียกว่าเป็นเทพมารดาว่างั้นเถอะครับ ในวรรณกรรมอียิปต์โบราณซึ่งเขียนด้วยอักษรเฮียโรกริฟฟิก
ทั้งที่แกะสลักตามเสาโอบิลิส และที่ปรากฏอยู่ในแผ่นกระดาษปาปิรุส กล่าวถึงเทพนิยายหรือ
Mythology ของโลกของจักรวาล ตามแนวความคิดของคนอัยคุปย์ หรือคนอียิปต์โบราณ
มีหลายเรื่องทีเดียว
ที่กล่าวถึงเรื่องความรักของแม่ที่มีต่อลูก
กล่าวไว้หลายเรื่องหลายที่ เช่นจะยกตัวอย่างซักเรื่องหนึ่ง เรื่อง "ความเป็นมารดาของเทพธิดาไอซิส"
เรื่องนี้จะกล่าวความรักของแม่กับลูกไว้หลายตอน เป็นต้นว่าตอนที่ไอซิสได้ตามหาศพของเทพโอซิลิส
ผู้ซึ่งถูกเทพเซ็ตมาสังหาร เทพองค์หนึ่งชื่อเซ็ตมาสังหารโอซิลิสนะครับ
ปรากฏว่าไอซิสตามหาเทพโอซิลิส เรื่องนี้ปรากฎในจารึกเฮียโรกริฟฟิกของอิยิปต์โบราณ
มีรายละเอียดนะ ผมจะได้นำกราบเรียนในคราวต่อ ๆ ไปเกี่ยวกับ Mythology ของชาติต่าง
ๆ แบบนี้
อย่างนี้ดีกว่าผมคิดว่าจะสรุปให้ฟังสักนิดหนึ่งก่อน
ในตอนนี้ตามเทพนิยาย หรือ Mythology ของอิยิปต์เนี่ยะ โอซิลิสเป็นฟาโรห์องค์ที่
4 ของอียิปต์ ทำหน้าที่ปกครองมนุษย์ต่อจากเทพเจ้ารา ราเป็นชื่อเทพเจ้า
เทพเจ้าราเป็นสุริยเทพ ปกครองมนุษย์มา แล้วต่อมาก็โอซิลิสมาเป็นฟาโรห์องค์ที่
4 ปกครองมนุษย์ต่อจากสุริยเทพรา เหตุการณ์ก็อยู่ประมาณสัก สี่พันปีก่อนคริสตกาล
เป็นเรื่องเล่านะท่านนะ ไม่มีใครทราบหรอก มันจริงหรือไม่จริง เพราะตอนนั้นยังไม่มีใครเกิด
เมื่อ สี่พันปีก่อนพระเยซู รวมแล้วก็ หกพันปีมาแล้ว
โอซิลิสเป็นกษัตริย์ที่เที่ยงธรรมมาก ยุติธรรม และเป็นกษัตริย์ที่สอนให้มนุษย์ทำการเกษตร
มนุษย์เริ่มทำการเกษตร จากการที่พระองค์สอนนี่เองแหละ คือสมัยนั้นคนยังกินคนอยู่นะท่านนะสมัย
หกพันปีมานะ แต่ว่าโอซิลิสก็สอนให้ทำการเกษตร ไม่ให้คนกินคน ประชาชนทั้งหลายก็รักเทพโอซิลิส
ซึ่งเป็นฟาโรห์นี่รักมากทีเดียว เรียกว่าเป็นผู้ให้ทั้งความรู้ ให้ทั้งจริยธรรมแก่ประชาชน
เป็นห่วงความเป็นอยู่ของประชาชน ได้สนับสนุนเรื่องเกษตรกรรม โอซิลิสจึงเป็นที่รักที่โปรดปรานของประชาชนที่สุด
ที่รักที่บูชาใช้คำนั้นนะครับ
ส่วนไอซิสก็น่าจะได้ชื่อว่าเป็นมารดาของแผ่นดินทีเดียวละ
เรียกว่าเป็นมารดาของแผ่นดิน เพราะว่าเป็นผู้ปกปักรักษาความเป็นแม่ ไอซิสได้สอนการเย็บปักถักร้อย
เห็นไหมฮะ ฝ่ายหนึ่งก็สอนการเกษตร นี่ก็สอนเย็บปักถักร้อย การทำอาหารนี่เป็นคุณสมบัติของผู้หญิงโดยแท้เลยนะทำอาหาร
เย็บปักถักร้อย อาหารก็ได้แก่พวก ขนมปัง ไวท์ พวกเครื่องดื่มนะ นางก็สอนให้แก่มนุษย์
นี่ก็กล่าวถึงไอซิส
กล่าวถึงโอซิลิส จากนั้นกล่าวถึงเทพที่ชื่อว่า เซ็ต เซ็ต เป็นน้องชายของโอซิลิส
ไม่ชอบโอซิลิส เรียกว่า น้องชาย อิจฉาพี่ พออิจฉาเสร็จก็ก่อกบถขึ้นเลย
โดยลวงเอาโอซิลิสไปฆ่าเสีย ลวงเอาพี่ไปสังหารเสีย เอาศพไปทิ้งในแม่น้ำ
ลอยน้ำไป นำศพทิ้งไป ไอซิสก็ออกตามหาศพ เพื่อนำเอาศพมาทำพิธีทางศาสนา ตามหาไป
รอนแรมตามหาศพไปว่าไปอยู่ที่ไหน


Osiris
& Isis
เดินทางรอนแรมไปถึงเมืองบีโบลส ก็ไปพบกับราชินีเอเธนไนซ์
ซึ่งโอรสของราชินีองค์นี้ป่วยหนัก เออ ! นางก็กำลังตามหาคน ๆ หนึ่งตามหาศพ
พบกับผู้หญิง
คนหนึ่งซึ่งลูกก็กำลังป่วยหนัก ไอซิสก็เลยอาสาช่วยเหลือ เพราะนางเห็นใจคนเป็น
แม่เข้าใจหัวอกของความเป็นแม่ด้วยกัน เมื่อลูกป่วยลูกเจ็บแม่มีความรู้สึกอย่างไร
นางเข้าใจ นางรับเป็นผู้ช่วยเหลือรักษา นางเป็นผู้มีอำนาจวิเศษอยู่แล้ว
อยู่เหนือความตายอยู่แล้ว นางอยู่เหนือความตายความป่วยไข้ นางเลยตั้งปณิธานไว้ว่านางจะช่วยให้โอรสของราชินเอเธนไนซ์เป็นอมตะให้ได้


นางคิดดังนั้น
ก็ทำไปตามพิธีกรรมของนาง เพราะอะไร เพราะนางเป็นผู้มีอำนาจวิเศษ วิธีการช่วยของนางคือ
ทุกวันนางจะปิดประตูเงียบทำพิธีรักษาทารก โอ๋ ! อันนี้ทำอย่างไม่เปิดเผยนะ
เพราะมันเป็นมายาชนิดหนึ่ง เป็นไสยศาสตร์ เป็นของวิเศษอะไรก็แล้วแต่เถอะ
บรรดาพวกนางกำนัลทั้งหลายก็พยายามไปดู ไปแอบดูนะว่าพิธีนี้เขาทำอย่างไร
พอแอบดูก็มาทูลพระราชินีเอเธนไนซ์ว่า ทุกวันเลยไอซิสไม่ยอมให้พระโอรสได้ดื่มได้กินอะไรเลย
แล้วก็ทุกคืนก็จะสุมฟืนก่อไฟ แล้วก็ได้ยินแต่เสียงร้องของนกนางแอ่น ส่วนตอนกลางวันไม่ให้พระโอรสดื่ม
ไม่ให้พระโอรสกินอะไรเลย
พระราชินีเอเธนไนซ์ได้ยินอย่างนั้น
ก็เลยค่อย ๆ ไปซ่อนตัวอยู่ในห้องโถง ไปแอบดูพิธีกรรมของเทพีไอซิสผู้นั้น
พอนางมองเห็นว่าเทพีไอซิส วางพระโอรสของพระนางลงไปในกองไฟที่กำลังลุก ไฟลุกท่วมเลยนะ
แล้วจากนั้นเทพีไอซิสก็แปลงร่างเป็นนกนางแอ่น โอบรอบเสาในห้องโถงนั้น พลางร้องไห้คร่ำครวญอย่างโศกเศร้าอาลัย
พระราชิน เอเธนไนซ์เห็นอย่างนั้น ก็ทรงกรีดร้องด้วยความกลัว ใครจะไม่กลัว
ในเมื่อเขานำเอาพระโอรสของตัว ไปวางไว้ในกองไฟ ก็หวีดร้องขึ้นมาเลย ด้วยความกลัว
เรียกว่ากรีดร้องใช้คำนี้เลย แล้วก็รีบไปคว้าตัวพระโอรสออกมาจากกองไฟ
โธ่ ! ก็แม่กับลูกนี่ นั่นก็เป็นวิธีการรักษาของเขานี่ นำไปใส่ในกองไฟ
และคนรักษาก็แปลงเป็นนกนางแอ่นด้วย นี่ก็ไม่ยอมละครั บวิ่งคว้าตัวพระโอรสออกมาจากกองไฟ
จนกระทั่งนางเองตัวพุพองไปหมด เพราะถูกไฟลวก เนี่ยะรักลูกก็เลยตัวพุพองไปหมดเลย
ไอซิสเห็นดังนั้นก็เลยกล่าวว่า โธ่เอ๋ย พระราชินีเอเธนไนซ์ ก็อีกเพียงไม่กี่วันแค่นั้นเองนะ
เชื่อเถอะว่าโอรสไม่เหลือความเป็นมนุษย์แล้ว จะถูกเผาไหม้ไปแล้ว แล้วจากนั้นจะเป็นอมตะ
จะเป็นอมตะแห่งเทพเจ้าเข้ามาแทนที่ พระราชินีไม่น่าจะมาทำลายพิธีนี้เลย
ไม่เช่นนั้นโอรสจะเป็นอมตะนะ หลังจากถูกเผาไปอีกไม่กี่วันก็จะเป็นอมตะ
ไม่ทราบจะทำอย่างไรเนี่ยะ
เอาละด้วยเหตุที่โอรสเคยอยู่ในอ้อมแขนของพระมารดาที่ดีเลิศเหนือมนุษย์อย่างเทพีไอซิส
พระโอรสจึงเจริญวัยขึ้นเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ มีอำนาจสูงและก็มีความฉลาด
เชี่ยวชาญความฉลาดในศิลปะวิทยาการทั้งหลาย มีอำนาจสูงมีความสามารถในการรบ
เรื่องนี้สำคัญมากเลย เพราะอะไร เพราะเคยอยู่ในอ้อมแขนของพระมารดาที่ดีเลิศเหนือมนุษย์อย่างเช่นไอซีส
และราชินีเอเธนไนซ์ ก็เลยไม่ตายแต่เป็นมนุษย์นะ จะเป็นอมตะอยู่ตลอดนะนี่นะ
เออตกลงเลยไม่ได้เป็นอมตะ
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่อง "แมงป่องของไอซีส" ไอซีสเทพมารดาเมื่อกี้นี่นะ
เทพีไอซีสนอกจากจะมีอภินิหารต่าง ๆ และเป็นเทพมารดาแล้วนี่ ยังเป็นผู้มีอำนาจด้วยนะ
มีอำนาจควบคุมเวทย์มนต์ แล้วเป็นเจ้าแห่งแม่มดทั้งปวง
ท่านทั้งหลายก็คงรู้จักแม่มดนะ คือใครก็แล้วแต่ที่รู้อะไรโดยที่ตัวมองไม่เห็น
แต่รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน รู้อนาคต คนนั้นแหละเรียกว่า มด มด คือ คนที่รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน
โดยตามองไม่เห็น เป็นผู้หญิงให้เรียกว่าแม่มด ถ้าเป็นผู้ชายก็เรียกว่าพ่อมด
ถ้าไม่รู้แต่ทำเป็นรู้ ให้เรียกว่ามดเท็จอย่างนั้นเป็นต้น
บรรดาแม่มดทั้งปวงมีอำนาจควบคุมเวทย์มนต์ทั้งหมด
เฉพาะเสียงของนางสามารถปลุกคนตายให้ฟื้นคืนชีพได้ โอ้ ! ของอียิปต์นี่สำคัญนะ
เทพีไอซิสแค่ใช้เสียง ใช้พลังงานเสียงแค่นั้น ปลุกคนตายให้ฟื้นคืนชีพได้เลยเนี่ยะ
เรียกว่าจะมีอำนาจทางด้านอะคูสติกอย่างแรงเลยนะ มีเสียงที่สามารถบำบัดคนตายให้ตื่นขึ้นม
ามีชีวิตได้นี่ ถ้าเกิดในสมัยนี้ก็คงจะน่าดูเลย เทพีไอซิส
เนี่ยะ
แล้วก็ไม่ทราบว่าพระนางอยู่ตรงไหนมั่งนะตอนนี้นะ ตามตำนานนั้นกล่าวว่า
เมื่อก่อนมีเทพเซ็ต จะก่อการกบถ นางคือเทพีไอซิสได้หนีออกจากวังไปเสียแล้ว
หนีไปไม่หนีไปคนเดียวนะครับ แต่มีแมงป่อง 7 ตัวเป็นองครักษ์
แมงป่องคงจะตัวโตนะ
คงโตกว่าแมงป่องช้างของเรา เพราะแมงป่องของเรามี 2 อย่าง แมงป่องธรรมดาอยู่ตามบ้านทั่ว
ๆ ไป บ้านรก ๆ หน่อยก็มีแมงป่อง กับมีแมงป่องช้างตัวโตอยู่ในดิน ทางเชียงใหม่เรียกแมงเวา
แมงป่องเราก็คงเคยเห็นเวลาเดินนี่ทำไมครับ
ชูหางขึ้นมาเชียวละ เป็นการขู่ให้คนกลัว ถึงมีคนบอกว่าแมงป่องนี้พิษไม่เท่าไหร่หรอก
แต่แหม ! อวดเหลือเกิน ไม่เหมือนกับพระยานาคพิษร้าย เขาไม่เห็นอวดเลย ในโคลงโลกนิติบอกไว้เลยว่า
"นาคีมีพิษเพี้ยง
สุริโย" พระยานาคมีพิษยังกับพระอาทิตย์งั้นแหละ "เลื้อยบ่ทำเดโช
แช่มช้า" เวลาเลื้อยไปไม่ค่อยแสดงอำนาจหรอกครับเลื้อยอย่างช้า ๆ "พิษน้อยหยิ่งโยโส
แมลงป่อง" ไอ้พิษน้อยแต่หยิ่งเหลือเกิน ทั้งที่ไม่มีพิษเท่าไรก็คือแมงป่อง
"ชูแต่หางเองอ้า อวดอ้างฤทธี" มีฤทธิ์น้อยแต่ว่า
แหม ! โชว์เหลือเกิน ไม่เหมือนกับพระยานาคมีพิษมากแต่ก็ไม่มีอะไร
อ้าว ! นี่พูดถึงแมงป่องหรอก โดยสรุปก็ว่าเทพีไอซีสมีแมงป่อง 7 ตัวเป็นองครักษ์
เรียกแมงป่องนะ มันไม่เป็นแมลง มันเป็นแมงเหมือนแมงมุมนี่มั้ง เพราะมันมี
8 ขา ถ้าแมลงจึงจะมี 6 ขา
ในยามค่ำคืนที่เดินทาง
นางจะร้องเรียกแมงป่องเหล่านั้น สื่อสารกับแมงป่องรู้เรื่อง และสั่งแมงป่องสั่งว่า
"อย่าได้ทำร้ายเด็ก ๆ หรืออย่าไปทำร้ายสัตว์เล็ก ๆ ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้นะ"
นี่ถ้าเทพีไอซิสไม่สั่งไว้ แมงป่องต่อยเด็กตายเลยนะนี่นะ นี่เทพีไอซีสสั่งไว้
เพราะฉะนั้นแมงป่องเลยไม่ทำร้ายเด็ก ๆ ที่น่ารัก "เลอองฟอง รูบาดิเยอร์"
เด็ก ๆ ที่ดีของ พระผู้เป็นเจ้า ก็จะปรากฏว่ าจะไม่ถูกแมลงป่องต่อย เพราะเทพีไอซิสสั่งไว้
วันหนึ่งเทพีไอซิส ได้เสด็จมาถึงบ้านในชนบทแห่งหนึ่ง หญิงเจ้าของบ้านชื่อว่ากลอรี่
นางกลอรี่เป็นคนที่มีความเมตตากรุณาครับ พอเขาเห็นนางเหน็ดเหนื่อยและอิดโรย
ก็เลยอยากจะเชื้อเชิญนางเข้ามาในบ้าน ก็ทำท่าจะเชื้อเชิญนางให้เข้าไปพักผ่อนในบ้าน
เพราะสงสารนาง แต่ปรากฏว่าพอจะเชิญนางเท่านั้น นางเห็นแมงป่อง 7 ตัว ที่ติดตามมาแค่นั้นแหละ
นางคงจะเกลียดและก็รู้สึกสะอิดสะเอียน กลัวแมงป่องมั้ง นางก็ไม่รู้จะทำไง
นางก็เลยปิดประตูใส่หน้าเทพีไอซีส
ปิด
ปัง ! ก็จะทำอย่างไรได้ มาก็ไม่ได้มาคนเดียว มีแมงป่องมาด้วยนางเกลียด
นางกลัวแมงป่อง นางก็ปิดประตูใส่หน้าเทพีไอซิส เทพีไอซิสไม่ได้ถือโทษอะไรหรอก
ไม่โกรธอะไรนางกลอรี่หรอก แต่บรรดาแมงป่องทั้ง 7 นี้ โมโหที่เขาไม่ต้อนรับเจ้านายของตัว
แล้วก็ตัวก็เป็นองครักษ์เสียด้วย หารู้ไม่ว่าที่เขาไม่ต้อนรับ ก็เพราะตัวเนี่ยะละ
ตัวมันน่าเกลียดเนี่ยะ พอโมโหขึ้นมาก็รวมกันถ่ายพิษให้แมงป่องตัวหนึ่ง
6 ตัวก็ถ่ายเข้าไปให้ แมงป่องตัวหนึ่ง แล้วแมงป่องก็แอบเข้าไปในช่องว่างธรณีประตู
แล้วก็ปล่อยเหล็กไนใส่ลูกชายของนางกลอรี่
ต่อยเหล็กไนใส่เข้าไปเลยพิษมีความแรง 7 เท่า เพราะอะไร เพราะแมงป่อง 7
ตัว รวมกันถ่ายพิษไว้ในนั้นหมดเลย พิษนั้นก็เผาไหม้เด็กจนตาย แล้วไฟก็ลุกไหม้บ้านทั้งหลังเลยบ้านของนางกลอรี่
เออ!
สงสารนางกลอรี่นะ แกก็อยากต้อนรับเทพีไอซิสหรอก แต่ว่าแกเกลียด แกกลัวแมงป่องเลยปิดประตูใส่หน้าเทพี
แมงป่อง 7 ตัวโกรธที่เขาไม่ต้อนรับตัว ก็ถ่ายพิษใส่รวมพิษ ตัวเดียวแอบเข้าไปทางธรณีประต
ูต่อยเอาลูกเขาตายไปเลย
ตาย
! เขาไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ไปต่อยลูกเขาตาย แล้วพิษของมันแรงจนกระทั่งไฟของพิษไหม้บ้านทั้งหมด
นางกลอรี่เห็นดังนั้นก็เศร้าโศกเสียใจมาก เพราะลูกของตัวตายนี่ใช่ไหมครับ
ใครจะไม่เสียใจละ นางร้องไห้เสียใจที่ลูกตาย ร้องไห้จนกระทั่งน้ำตากลายเป็นน้ำ
ท่วมดับไฟในบ้านหมดเลย
โอ!
นี่ก็เหลือเกินนะร้องจนกระทั่งน้ำตาดับไฟที่กำลังไหม้บ้านหมด ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเป็นฤดูแล้งนะ
แปลว่าเสียใจมากครับ ลูกตายเสียใจ
ของเรานี้ร้องไห้อย่างมากก็น้ำตาเป็นเต่าเผา เป็นเต่าเผาขอโทษ เต่ามันถูกเผา
น้ำตามันจะไหลนะท่านนะ คนแต่ก่อนเวลาจะกินเต่า ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยเอาเต่าไปนอนหงายท้องขึ้น
แล้วก็เอาไม้สี่อันตอกเอาไว้ ไม่ให้มันพลิกกลับ แล้วก็ก่อไฟตรงนั้นเผามัน
มันก็ร้องไห้ไม่รู้จะทำอย่างไร น้ำตาไหลออกมา เขาเรียกว่า น้ำตาเป็นเต่าถูกเผา
น้ำตาเต่าเผาก็ไม่มาก
แต่น้ำตานางกลอรี่นี่มากเลย ดับไฟในบ้านได้หมดเลย จากนั้นนางนึกได้ว่านางเคยปิดประตูใส่หน้าหญิงผู้หนึ่ง
นางสำนึกผิด แปลว่านางนี่เป็นคนดีมากเลยนะ นี่มีทั้งความเมตตาและสำนึกผิด
ความสำนึกผิดของนางทำให้นางเศร้าโศกเสียใจ ความเศร้าโศก เสียใจนี่ ลอยได้นะท่านนะ
ลอยไปถึงหูเทพีไอซิส เพราะนางสำนึกผิดเนี่ยะ
เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากนะท่านนะ เวลาพูดถึงความรักของแม่กับลูก
มันจะมีเรื่องละเอียดอ่อนแทรกเข้ามามาก เทพีไอซิสก็เกิดการสงสารนาง และลูกของนางซึ่งถูกแมงป่องปล่อยเหล็กไนใส่
จนกระทั่งไหม้ตายไปเลยเนี่ยะ เห็นใจนางเข้าใจหัวอกของคนเป็นแม่ที่ลูกเขาตายไป
เทพีไอซีสจึงย้อนกลับไปช่วยเหลือนางกลอรี่
นี่ก็จิตใจละเอียดอ่อนพอ ๆ กันแหละ เข้าใจความรักของแม่ที่มีต่อลูก ก็ย้อนกลับไปช่วยเหลือนาง
เทพีไอซิสอุ้มเด็กชายขึ้นไว้แล้วสั่งให้พิษของแมงป่องทั้ง 7 ออกจากร่างของเขา
นางไม่ใช่ธรรมดานี่ นางเป็นเจ้าแห่งแม่มด มีอำนาจควบคุมเวทย์มนต์ สั่งอะไรได้หมด
แล้วอุ้มไว้แล้วก็สั่งพิษแมงป่องทั้ง 7 ออกจากร่างของเด็กชายคนนั้น พิษของแมงป่องก็ออกไป
นางสั่งแล้วไม่ออกก็น่าดูละ
พอพิษออกไปหมดนางก็ให้พรเด็กชายคนนั้นว่า
...เมื่อเทพเจ้าฮอรัส ซึ่งเป็นลูกชายของไอซิสยังแข็งแรงดีอยู่เพื่อรอข้าผู้เป็นมารดาฉันใด
เด็กคนนี้ก็จะต้องแข็งแรงดีเพื่อมารดาของเขาฉันนั้น... แปลว่า รักลูกของนางกลอรี่เหมือนกับรักลูกของตัว
ให้พรนางกลอรี่ให้พรลูกนางกลอรี่ว่า ให้แข็งแรงเพื่อมารดา ให้แข็งแรงเพื่อนางกลอรี่
เหมือนกับเทพเจ้าฮอรัสซึ่งเป็นลูกของตัว แข็งแรงดีเพราะตัวซึ่งเป็นมารดา
เด็กคนนั้นพอได้พรเช่นนั้น
หลังจากถูกเรียกพิษของแมงป่องออกไปแล้ว ก็ได้พร ก็ฟื้นขึ้นมาทันทีเลย
นับตั้งแต่นั้นมาเมื่อมีผู้ถูกแมงป่องต่อย
ชาวอียิปต์เขาจะนวดแป้งสาลีผสมกับเกลือวางบนแผล แล้วเปล่งถ้อยคำแห่งอำนาจของเทพีไอซิส
ก็ถูกถอนพิษของแมงป่องออกได้หมด ของไทยเราคงไม่ต้องมาทำนะ
เพราะว่ามันเป็นเรื่องของลุ่มแม่น้ำไนล์เขานู่น ของเราลุ่มเจ้าพระยา ปิง
วัง ยม น่าน มูล ชี บางปะกง ตาปี คงจะไม่มีถึงขนาดนี้หรอก
นี่ก็ที่นำมาเสนอท่าน
เพื่อให้เห็นว่าความรักของแม่ที่มีต่อลูกนั้น มีพลังนะท่านนะ แม้ลูกตายไปแล้วก็ยังฟื้นขึ้นมาได้นะครับ
มีพลัง เรื่องนี้เป็นเรื่องซ้อน เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เรื่องของแมงป่องของเทพีไอซีส
อีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะนำมากราบเรียนเสนอมาก คือเรื่อง ข้อเท้าของอาคิลเลส
เพราะเรื่องนี้อยู่ในมหากาพย์ของอีเลียด ของโฮเมอร์กวีชาวกรีก ในวรรณกรรมของกรีกมีเรื่องเกี่ยวกับความรักของแม่ที่มีต่อลูกหลายเรื่องเหลือเกิน
ยกตัวอย่างของโฮเมอร์ ในมหากาพย์อีเลียด ตอนที่กล่าวถึงสงครามกรุงทรอย
ท่านคงนึกออกนะฮะสงครามกรุงทรอยเมื่อประมาณ 1,400 ปี ก่อนคริตส์ศักราช
ในเรื่องสงครามกรุงทรอย มีวีรบุรุษของสงครามคนหนึ่งชื่อว่าอาคิลเลส อาคิลเลสเป็นผู้ที่มีความเข้มแข็งมากที่สุด
กล้าหาญที่สุด และมีความอยู่ยงคงกระพัน อาวุธใด ๆ ไม่สามารถทำร้ายเขาได้เลย
ไม่มีของมีคมใด ๆ ทำอันตรายเขาได้ เพราะอะไร เพราะเขามีมารดาคอยปกป้องคุ้มครอง
มารดาของอาคิลเลสคือ เทธิส เทธิสเป็นหนึ่งในห้าสิบ ของนางพรายเนเรียดแห่งท้องทะเล
นางพรายอยู่ในท้องทะเล นางพรายเหล่านี้จะคอยช่วยเหลือลูกเรือที่ประสบภัยทางทะเล
คนเดินทะเลแต่ก่อนถ้าประสบภัยทางทะเล จะมีนางพรายคอยช่วยเหลือนางพรายมีทั้ง
50 นาง คงช่วยเหลือได้ไม่หมดมั้ง ถึงได้มีเรือแตกลูกเรือตายเยอะเลย
นางพรายเหล่านี้มีความงามมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทธิสมีความงามมาก จนกระทั่งเทพเจ้าซุส
หรือ ซีอุสนี้หมายปองเธอ แต่นางไม่เล่นด้วย นางไม่ชอบไม่สมัครรักใคร่ ซุสก็โกรธเลยสาบให้นางหมดสิทธ์ที่จะแต่งงานกับเทพองค์ใด
ๆ เทธิสท้ายสุดเลยถูกบังคับให้แต่งงานกับมนุษย์ ไม่ให้แต่งงานกับเทพ มนุษย์นั้นก็เป็นกษัตริย์ชื่อ
เพเลอุส เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักร
เมอร์มิเดิ้น
แต่งงานเสร็จเทธิสก็มีลูกชายคนแรก นางคิดเสมอว่าสามีซึ่งเป็นมนุษย์จะต้องแก่ลงทุกวัน
แต่นางเป็นเทพธิดาเยาว์วัยอยู่เสมอ เพราะบรรดาเทวดา บรรดาทวยเทพทั้งหลายไม่มีแก่
เป็นโอปาติกะ เขาเกิดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น สาวอยู่เสมอ แล้วก็เป็นอมตะด้วย
นางเป็นอมตะ นางไม่มีทางตายและก็สวยอยู่เสมอ นางอยากให้บุตรชายเป็นอมตะเหมือนนาง
นางไม่อยากให้บุตรชายเป็นเหมือนพ่อ เพราะพ่อเป็นมนุษย์ อย่างไรก็ต้องแก่ต้องตาย
แต่ลูกชาย
นางไม่อยากให้แก่ อยากให้เป็นอมตะ
ก็เลยอุ้มลูกชายไปที่แม่น้ำสติกซ์
แม่น้ำสติกซ์เป็นน้ำซึ่งไหลวนผ่านยมโลกมาด้วย นางไปถึงนางก็จับเท้าของลูกชูขึ้น
และก็หย่อนหัวและตัวของลูก ลงไปในแม่น้ำสติกซ์ ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ไหลวนผ่านยมโลกมาแล้ว
เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ทำเช่นนี้จะทำให้บุตรชายของนางเป็นอมตะ
แต่ตอนที่นางหย่อนลงไป นางลืมข้อเท้าของลูกชายที่นางจับเอาไว้ เพราะหย่อนลงไปแต่ไม่ถูกน้ำ
มันจึงกลายเป็นจุดอ่อนของอาคิลลิสในเวลาต่อมา เพราะฉะนั้นทั้งตัวเป็นอมตะหมด
ยกเว้นตรงข้อเท้าเท่านั้น ถ้าแม้นว่าถูกอาวุธใด ๆ ก็จะไม่สามารถทำร้ายเขาได้
ซึ่งเธทิส ลืมไปมั้ง เพราะเขาเป็นอมตะ
แต่ถ้าจะทำร้าย ก็ทำร้ายที่ข้อเท้าของเขา นี่เป็นจุดอ่อนของอาคิลลิส ฝ่ายเพเลอุสรู้เรื่องที่มเหสีทำเช่นนั้นก็โมโห
เพราะอยากให้ลูกเป็นมนุษย์ธรรมดา ก็เลยขอหย่ากับนาง และก็พาลูกไปอยู่ที่อื่น
พาลูกหนีไปก่อนที่เทธิสจะมีโอกาสให้นมลูกเป็นครั้งแรกด้วยซ้ำ ยังไม่ทันให้นมลูกเลย
ด้วยเหตุนี้ทำให้ริมฝีปากของลูกน้อย ไม่เคยได้สัมผัสกับทรวงอกของมารดาเลย
ทารกน้อยจึงได้ชื่อว่า "อาคิลลิส" แปลว่า "ปราศจากริมฝีปาก"
เพราะไม่เคยได้ดูดนมของแม่เลย
แม้ว่าเทธิสจะยอมให้เพเลอุสพรากลูกไปจากนาง
แต่นางก็อุทิศตนเพื่อลูกของนางจนวาระสุดท้ายของลูก นางล่วงรู้คำทำนายดี
นางรู้ว่าในสงครามกรุงทรอย อาคิลลิส จะเป็นคนที่เข้มแข็งและกล้าหาญที่สุด
"...แต่วันใดที่เขาล่องเรือสู่กรุงทอยส์ เขาจะไม่ได้กลับมาอีก..."
นางรู้คำทำนายนี้ เทธิส ก็นำอาคิลลิส ไปแต่งกายเป็นหญิงเสียในตอนนั้น และซ่อนเอาไว้ในหมู่สตรีในราชสำนักแห่งกษัตริย์ไซรอส
ในตอนนั้นในกองทัพกรีกมีคำทำนายว่า "...กรุงทรอย จะไม่มีวันแตก ถ้าปราศจากอาคิลลิส
มาร่วมทำสงคราม..." เขาเลยมอบหมายให้โอดิซิอุส เดินทางไปหาอาคิลลิสที่
ไซรอส เพื่อจะเอามาตีกรุงทรอยให้แตก
โอดิซิอุส ก็เดินทางไปสู่อาณาจักรของกษัตริย์ไซรอส ก็ไปพบพวกผู้หญิงท่ามกลางราชสำนักของกษัตริย์ไซรอส
หาอาคิลลิสเท่าไหร่ก็หาไม่พบ เพราะอะไร เพราะอาคิลลิสอยู่ในหมู่ผู้หญิง
ก็ไม่ปรากฏตัวออกมา โอดิซิอุสก็เลยใช้กลอุบาย
กลอุบายที่ว่าก็คือว่า โอดิซิอุสได้ส่งนางกำนัลประกอบด้วยแพรพรรณ อัญมณี
น้ำหอมเป็นจำนวนมาก แล้วก็มีโล่ห์กับดาบอีกหนึ่งเล่ม ส่งเข้ามาเป็นของกำนัลเข้ามาด้วย
พอส่งเข้าไปก็แกล้งส่งสัญญาณให้ทหารเข้ามาบุก ผู้หญิงก็อยู่เต็มพวกผู้หญิงเห็นดังนั้น
ก็กรีดร้องตกใจ แต่ในนั้นปรากฏว่ามี อาคิลลิส คว้าโล่ห์กับดาบกระโดดออกมา
โอดิซิอุส ก็เชิญเข้าไปร่วมทัพได้สำเร็จ
ในสงครามนั้นเทธิสคอยตักเตือน
และช่วยเหลือบุตรของนางตลอด เพื่อรักษาชีวิตเขาไว้ไม่ให้เป็นไปตามคำทำนาย
แต่สุดท้ายก็เอาชนะชะตากรรมไม่ได้ เพราะอคิลลิสถูกลอบยิงที่ข้อเท้า ตรงที่ไม่ถูกน้ำจากแม่น้ำสติกซ์
ทำให้เขาเสียชีวิตในตอนท้ายของสงครามกรุงทรอยนั่นเอง
เขาสิ้นใจบนตักของมารดาในความมืดใต้แสงดาว พร้อมกับความเศร้าโศกของมารดาผู้อุทิศเวลาชั่วชีวิตเพื่อลูก
แต่ก็ไม่สามารถรอดพ้นชาตากรรมได้ น่าสงสารเหลือเกิน นี่แหละความรักของแม่
ก็เป็นอันว่ายังไม่ทันจบเรื่องราวเกี่ยวกับแม่ของชาติอื่น
ๆ อีกหลายชนชาติทีเดียว หากถึงโอกาสวันแม่อีกครั้ง ก็คงจะได้นำมาเสนอให้ฟังอีก
สำหรับวันนี้สวัสดีครับ