วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 115 เรื่อง อาณาจักรน่านเจ้า : 2
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม 2547 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

  • ภาพประกอบ / สืบค้นเพิ่มเติม / อ้างอิงเรื่อง "น่านเจ้า" จาก: ประวัติศาสตร์ไทยก่อนสมัยสุโขทัย หอมรดกไทย 

         สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพครับ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

         ไม่มีคำว่าสายไปสำหรับความปรารถนาอันดีนะครับ ท่านใดที่ไม่ได้พักการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เริ่มต้นได้นะครับ วันอาทิตย์ก็เริ่มได้ไม่ใช่ว่าพอเข้าพรรษาแล้วจะเริ่มไม่ได้ เริ่มเมื่อไหร่ก็ได้ การเริ่มทำความดีนั้นเมื่อไหร่ดีทั้งนั้นครับ ร่างกายจะได้พักผ่อน จิตใจจะได้แจ่มใสนะครับ ใจแข็งซะวันนี้พักเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เอาไว้นะครับ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถนะครับ

         ผมจะได้พูดถึงอาณาจักรน่านเจ้าต่อ แต่ก่อนที่จะพูด ก็มีจดหมายเล็กอยู่สองฉบับครับผม สองฉบับนี้ฉบับหนึ่งถามมาว่าอาจารย์พูดเรื่องเมืองจีนตั้งนาน สงสัยว่าผักบุ้งจีนนี้มีมาจากจีนเหรอ แล้วถ้ามาจากจีน จีนเขาเรียกผักบุ้งจีนว่าอะไร และมันต่างจากผักบุ้งไทยอย่างไร

         คืออย่างนี้นะเกี่ยวกับคำว่าผักบุ้งเนี่ยะ ผมได้เปิดพจนานุกรมจีน-ไทยดู แต่คราวนี้มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับภาษาโดยตรง ผมก็ขอเรียนให้ทราบซะก่อนว่า ไม่สันทัดภาษาจีน ถ้าหากออกเสียงผิดหรือตีความผิด ผมขอความกรุณาท่านผู้ทราบภาษาจีน กรุณาได้ทักท้วงหรือว่าให้ความรู้ผ่านมาด้วยก็แล้วกันนะครับ จะขอบพระคุณมาก

         ผมสันนิษฐานด้วยวิธีการทางคติชนวิทยาก็แล้วกันนะครับ ผักบุ้งจีน ผักบุ้งเราเปิดพจนานุกรมดู พจนานุกรมฉบับภาษาจีน-ภาษาไทยจะพบว่า "คง" หมายถึง "อากาศ" หมายถึง "ความว่างเปล่า หรือสูญญตา" กับพบอีกคำหนึ่งคำว่า "ซิน" หมายถึง "ใจ" ส่วนคำว่า "ไช่" หมายถึง "ผัก" หรือ "กับข้าว" หากสังเกต ดี ๆ เราจะพบว่าผักบุ้งเป็นผักที่
    ใจกลางของผักเนี่ยะจะกลวง คำว่า "คงซินไช่" ก็น่าจะมาจากลักษณะของผักที่ตรงกลางกลวง เรียกว่า "ผักใจว่าง หรือ ผักใจกลวง" นะครับนี่ก็เป็น คงซินไซ่ แปลว่า ผักบุ้งหมายถึง ผักใจว่าง ผักใจกลวง เพราะข้างในของผักบุ้งนั้นกลวง

         ในวรรณกรรมจีนนะก็มีอยู่เรื่องหนึ่ง ก็จำไม่ได้ว่าเรื่องอะไรตัวเอกมีชื่อว่า คงซินไซ่ ตัวเอกมีชื่อว่าผักบุ้งนี่เอง ซึ่งตรงกับบุคลิกภาพของเขาตัวเอกนั้น เป็นคนจิตใจซื่อตรงแล้วก็ออกจะไม่ค่อยทันคนหรอกนะฮะ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอุบายเขาเลยเรียกตัวเอกนั้นว่า คงซินไซ่ คือ เป็นคนใจว่าง ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่มีเลศนัยกับใคร และก็ไม่คิดว่าใครจะมีเล่ห์เหลี่ยมกับตนด้วย เพราะฉะนั้นคำว่าผักบุ้งในภาษาจีนนั้นใช้คำว่า คงซินไซ่ เป็นคำที่มีความหมายลึกซึ้ง และน่าสนใจมากทีเดียวครับ

         นี่ละคงพอจะตอบได้ คราวนี้ผักบุ้งจีนละนะ ผักบุ้งจีนทั้งก้านทั้งใบเขียวทั้งหมดเลยต่างจากผักบุ้งไทย ผักบุ้งไทยก้านแดง กินเข้าไปตาจะดีทีเดียว เพราะมียางมาก ผักบุ้งจีนไม่ค่อยมียางมากเท่าไหร่ แต่ผักบุ้งจีนนี้ก็เถอะ ถ้าเราเอามาปลูกใกล้ ๆ กับริมหนองแล้วก็ปล่อยไว้ก็จะกลายพันธุ์เป็นผักบุ้งไทย ถึงแม้ว่าก้านจะเป็นสีแดง แต่ก็จะเป็นสีเขียว ๆ ออกมาได้เหมือนกันแหละ แล้วก็เลื้อยไปในน้ำได้ด้วย ก็เป็นธรรมดาเหมือนกับคนจีนอยู่ในเมืองไทย ก็เลยกลายเป็นคนไทยจากคนผิวสีขาว ๆ ก็เลยกลายเป็นผิวสีคล้ำ ๆ ได้ไม่แปลกประหลาดอะไร

         คำว่าผักบุ้งก็มีสำนวนมากทีเดียวในภาษาไทย มีคำว่าน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง แปลว่า ปราศจากสาระใด ๆ คือ พูดไปเรื่อยเฉื่อยแฉะ สาระไม่สู้จะมี เรียกว่าน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง ผักบุ้งนั้นแทนคำว่าสาระ หรือเป็นสัญลักษณ์ของสาระ

         เราคงเคยได้ยินว่าในสมัยรัชกาลของพระเจ้าเอกทัศน์ ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา ในยุคนั้นมีการเก็บภาษีผักบุ้งด้วยนะครับ โอ ! ราษฎรเดือดร้อนกันมากถึง ร้องว่ามีการเก็บภาษีผักบุ้ง มันก็น่าคิด

         คำว่าผักบุ้งในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนให้เรียกว่าผักทอดยอด ไม่ให้เรียกผักบุ้ง เพราะคำว่าผักบุ้งนั้นไม่สู้จะเพราะ อาจจะเป็น
    คำผวนก็ได้นะครับ ก็เปลี่ยนเป็นผักทอดยอดไปเสีย

         ก็เป็นของที่คู่กับคนไทยมานานทั้งคนไทยจีนแหละครับ เรามีอาหารหลายชนิด เช่น ผักบุ้งดอง อันนี้ทำยากนะท่านนะ ไม่ใช่ง่าย ๆ นะ ผักบุ้งไฟแดงอันนี้ก็เคยกินด้วยกันทุกคน ยำผักบุ้งอันนี้นาน ๆ จะได้กินซักที ปัจจุบันมีเยอะเลย ผักบุ้งทอดอันนี้ก็ใช้แป้งชุบแป้งทอด น้ำพริกผักบุ้งวันนี้ใช้น้ำพริกปลาร้า หรือแม้แต่เวลาที่พวกเรากินขนมจีนน้ำพริก เขาก็จะมีผักบุ้งต้มหั่นใส่ลงไป นี่ก็เป็นอานิสงส์ของการกินผักบุ้ง ตาก็จะดีนะครับ

         ถ้าผักบุ้งฝรั่งอาจจะตรงกับผักบุ้งชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนผักบุ้งทีเดียวหรอกครับ ฝรั่งเรียกว่าวอเตอร์เคส แต่ถ้าจะเป็นผักบุ้งจริง ๆ แปลเป็นภาษาฝรั่งให้แปลว่า สแวมแคพเบส นี่ท่านถามเรื่องผักบุ้ง ก็เลยต้องพูดเรื่องผักบุ้งซะเป็นเวลาหน่อยหนึ่ง ก็เป็นคำถามแรก

         คราวนี้คำถามที่สอง โอ้ ! อันนี้เขียนมายาวเขียน บอกเลยว่า ฟังรายการวรรณกรรมสองแควเป็นประจำ ยกเว้นตื่นไม่ทัน เพราะให้ข้อคิดเรื่องภาษาเรื่องวรรณกรรมมาก กำลังสนใจอยู่ ท่านนี้ก็บอกว่าอย่างงี้ แล้วก็มีหลายเรื่องที่น่าสนใจมาก ไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน ก็ไม่เคยได้ยินหรอกครับบางทีผมก็สันนิษฐานของผมเอง แล้วก็ชอบเรื่องวรรณกรรมชาติต่าง ๆ ที่เอามาเปรียบเทียบกัน เช่น เรื่องนรสิงห์ของชาติต่าง ๆ เรื่องพระจันทร์ของชาติต่าง ๆ หรือพวกเทพเจ้า

         อันนี้ฟังไปแล้วก็สงสัยอยากจะทราบว่า สิ่งที่ผู้จัดรายการนำมาเล่าเนี่ยะ มันมีสอนอยู่ในวิชาสาขาใดในมหาวิทยาลัยนเรศวรบ้างหรือไม่นะครับ มีไหมวิชาที่กำลังพูดเนี่ยะ แล้วก็ได้วัตถุดิบมาจากไหน อยากจะลงเรียนมั่ง

         นี่แสดงว่าเป็นนิสิตอยู่นะครับ ก็ดีทีเดียวแหละ รายการนี้จะอธิบายจะได้ขยายความสักนิดหนึ่ง คำถามแรกนะครับ เรื่องราวเกี่ยวกับวรรณกรรมพื้นบ้านที่เป็นวรรณกรรมมุขปาฐะ หรือเป็นวรรณกรรมที่ถ่ายทอดทางปาก เป็นต้นว่าเรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้าต่าง ๆ หรือแม้แต่เรื่องผี ดังที่นำเสนอในรายการวรรณกรรมสองแคว ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ เรื่องไม่ใช่เพ้อฝัน หรือเรื่องไร้สาระ เรื่องเหล่านี้มันเป็นศาสตร์สาขาหนึ่งทางมนุษยศาสตร์ และศาสตร์สาขานี้ก็มีความสำคัญมากด้วย เพราะมันเป็นวิธีการศึกษาพื้นฐานของความเป็นมนุษย์อีกรูปแบบหนึ่ง มันก็เท่า ๆ กับการศึกษาความเป็นมนุษย์ทางจิตวิทยา สังคมวิทยา หรือแม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ตามเถอะ เพียงแต่ว่าระเบียบวิธีการที่ใช้ในการศึกษามันมีความแตกต่างออกไปเท่านั้น

         โดยรวมแล้วสิ่งที่เราเรียกนี้มันเป็นสาขาหนึ่งของคติชนวิทยา ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความคิดที่ว่า ประการแรกเลยเนี่ยะ ทางวิชาคติชนวิทยาเขาถือว่า วรรณกรรมเป็นเครื่องบอกวัฒนธรรมการศึกษาวรรณกรรมของชนชาติใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมที่เขียนขึ้น หรือเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะก็แล้วแต่เถอะจะช่วยให้เข้าใจค่านิยม เข้าใจจารีตประเพณีวัฒนธรรมความคิดอ่าน ความเชื่อ เรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้า ชนชาติต่าง ๆ เนี่ยะก็เป็นสาขาหลักของคติชนวิทยา เขาเรียกว่าเป็นวิชา ปรัมปรา หรือ Mythology

         ที่บอกว่ามันเป็นสาขาสำคัญก็เพราะว่า พื้นฐานปรัชญาแรกเริ่มของมนุษย์ชาตินั้นคือ เรื่องของความเชื่อ เป็นสาขาหนึ่งของคติชนวิทยา เขาเรียกสาขาความเชื่อ หรือ beliefes นะฮะ ความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นวิชามายาวิทยา หรือ Magic หรือวิชาปีศาจวิทยา หรือ Ghothlore นี่มันเป็นความคิดพื้นฐานของ
    มนุษย์ชาตินะครับ เกี่ยวกับความเชื่อพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังการกำหนดค่านิยม จารีตประเพณี และวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นวิชา Mythology หรือวิชาเกี่ยวกับปรัมปรานี่ จึงทำให้เราเข้าใจโลกทัศน์ของ
    ชนเผ่านั้น ๆ ของชนชาตินั้น ๆ ก็ถือว่าเป็นวิชาสำคัญนะครับ

         ในต่างประเทศเขาให้ความสำคัญเกี่ยวกับวิชาคติชนวิทยามากเลยนะครับ ในระดับชาติเลยของสหรัฐอเมริกา หลายมหาวิทยาลัย ยกตัวอย่าง มหาวิทยาลัยจอร์จเมสันยูนิเวอร์ซิตี้ เขาใช้วิชาคติชนวิทยาหรือ Folklore เป็นวิชาบังคับ เรียนในระดับปริญญาตรีของทุกสาขาวิชา เขาถือว่าผู้เรียนเป็นตัวกลางในการติดต่อกับชนชาติที่ต่างวัฒนธรรมกัน ผู้ที่เรียนวิชานี้จะเข้าใจชนชาติต่าง ๆ เป็นอย่างดี ถ้าเขาศึกษา Mythology หรือปรัมปราของชาตินั้น ๆ
    เผ่านั้น ๆ ของกลุ่มชนนั้น ๆ

         เช่น ถ้าเราเข้าใจวิชาปรัมปราของคนมุสลิม เราจะเข้าใจจารีตและวัฒนธรรมของเขา ทำให้เราสามารถสื่อสารกับเขาได้เข้าใจอย่างดีเป็นอันมาก แล้วจะเกิดความรักความสามัคคี ความเข้าใจซึ่งกันและกัน Mythology หรือปรัมปราของมุสลิมนั้นปรากฏอยู่มากมายที่สุดในคัมภีร์อัลกุรอาน งั้นถ้าเราอ่านคัมภีร์อัลกุรอานให้เข้าใจ เราก็จะเข้าใจมุสลิมได้เป็นอย่างดี แล้วจะเกิดความรักเขา เกิดความเป็นพี่น้องซึ่งกันและกัน นี่ประการที่หนึ่ง

         ประการที่สอง เมื่อวรรณกรรมสะท้อนวัฒนธรรม ทำให้เห็นวัฒนธรรมความแตกต่างกันของวรรณกรรมของชนชาติต่าง ๆ มันขึ้นอยู่กับบริบท หรือสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมของชนชาตินั้น ๆ ความเหมือนของวรรณกรรมต่าง ๆ อาจจะมาจากการแลกเปลี่ยนกันก็ได้ การถ่ายทอดวัฒนธรรมกัน หรืออาจจะเหมือนกันเพราะมนุษย์ผ่านสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม ผ่านอารยธรรมมาคล้าย ๆ กัน เช่น วัฒนธรรมทางการเกษตร วัฒนธรรมทางการเลี้ยงสัตว์ ผ่านมาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นนิทานหรือวรรณกรรมต่าง ๆ Mythology ต่าง ๆ จึงเหมือนกัน

         แต่จะสันนิษฐานอย่างไรก็สุดแล้วแต่เถอะครับ จะใช้ทฤษฎีใดเข้ามาตีความ ตีความปรากฎการณ์ที่เป็นปรัมปรา เป็นนิทานแนววรรณกรรมอาศัยทฤษฎีทางคติชนวิทยาใด ๆ มาตีความก็แล้วแต่เถอะมันก็ได้ทั้งนั้น แล้วถ้าตีความได้หลายทฤษฎี ทั้งสังคมวิทยา มนุษย์วิทยา จิตวิทยา หรือแม้แต่
    วิทยาศาสตร์ด้วย เอามาตีความพวกที่เป็นปรัมปราหรือ Mythology ก็จะดียิ่งขึ้นนะครับ

         เขานิยมมากที่จะใช้วิทยาการหลายสาขา มาตีความพวกนิทานพวกวรรณกรรม เพราะอะไร เพราะวิชาที่เกี่ยวกับพวกนิทาน เกี่ยวกับวรรณกรรมเรียกว่า วิชาคติชนวิทยา เป็นวิชาสหวิทยาการครับ ภาษาอังกฤษใช้คำว่าวิชา Interdisciplinary

         ถ้าจะถามว่าวิชาพวกนี้เรียนแล้วได้ประโยชน์อะไร คติชนวิทยาเกี่ยวกับนิทาน เกี่ยวกับนิยาย เกี่ยวกับปริศนาคำทาย เกี่ยวกับภาษิต เพลงพื้นบ้านอะไรพวกนี้ ยาพื้นบ้าน อาหารพื้นบ้าน เทศกาลพื้นบ้าน เหล่านี้เรียนไปแล้วจะได้อะไร ก็จะต้องย้อนกลับไปตอบว่า วิชา
    เหล่านี้ เป็นวิชาที่สำคัญในระดับนานาชาติ เขาเรียกว่า อินเตอร์ นะครับ

         หากท่านเรียนสาขานี้ในต่างประเทศ แน่นอนเลยท่านจะมีงานทำแน่ เงินเดือนสูงด้วยนะครับ เพราะว่าคนที่เรียนด้านนี้อย่างเชี่ยวชาญ ก็จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการประสานงานต่างวัฒนธรรมในระดับชาติ เผอิญเหลือเกินในประเทศไทยเรา ไม่มีอัตราในระบบราชการไทยยังไม่มี แต่เราใช้หลักการนี้มาหลายสมัยหลายหลักการนะครับ ครั้งหนึ่งท่านคงจำได้นะครับ เราต้องการกู้เงินจากรัฐบาลญี่ปุ่น เราเลยตั้งรัฐมนตรีกระทรวงการคลังที่จบการศึกษาจากประเทศญี่ปุ่น ยังอยู่นะครับ เดี่ยวนี้มีชื่อเสียงมาก ผมจะไม่เอ่ยนามท่านหรอก ท่านจบจากญี่ปุ่นครับ แล้วก็ตั้งท่านผู้นี้ละเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เพื่อไปสร้างความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น เพราะท่านผู้นี้อยู่ในญี่ปุ่นอยู่นาน จะเข้าใจญี่ปุ่นเรียนวัฒนธรรมญี่ปุ่น
    มาอย่างดี เพราะฉะนั้นท่านผู้นี้จะเจรจาอะไรได้ดี

         ชาติตะวันตกเขาอาศัยผู้เชี่ยวชาญทางด้านคติชนวิทยา เพื่อทำความเข้าใจกับชนชาติทางตะวันออก เพื่อ เป็นประโยชน์ทางการปกครอง ถ้าหากท่านสังเกตดี ๆ ท่านจะพบว่า มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกาจะเปิดหลักสูตรทาง Thai Study หรือ
    ไทยศึกษา หรือแม้แต่ Chinology จีนวิทยา หรือ อาเซียอาคเนย์ศึกษา หรือ Indiology อินเดียวิทยา วิชาพวกนี้เปิดถึงระดับปริญญาเอกนะครับ เขาเปิดไปทำไมครับ

          เขาเปิดมาเพื่อที่จะให้ผู้ที่เรียนจบมาทางนี้ ได้เข้าใจพื้นฐานทางวัฒนธรรมของชาติต่าง ๆ เช่นให้เรียน Indiology หรือ ภารตะวิทยา คนที่เรียนจบแล้วก็จะเข้าใจคนอินเดียนะครับ เมื่อเข้าใจแล้วเขาก็จะติดต่อกับอินเดียได้อย่างมั่นคง เพราะอะไร เพราะรู้ปรัชญาแท้จริงของคนอินเดีย จากทางที่เขาได้เรียนทาง Indiology หรือ ภารตะวิทยา ในประเทศของเขามาแล้ว

          แต่ถึงแม้ในประเทศไทยจะไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการประสานงานต่างวัฒนธรรมในระดับชาติ แต่เราก็ไม่หมดหวังไปเลยทีเดียวนะครับ เพราะอะไร เพราะแนวโน้มนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบันนี้จะเล็งเห็นความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นทุกยุคทุกสมัยครับ มองเห็นและเห็นเรื่องความเข้มแข็งทางวัฒนธรรม ในฐานะที่เราจะใช้สร้างชาติ สร้างแรงผลักดันให้ความเข้มแข็งเกิดขึ้นในท้องถิ่น ในชุมชน ผู้ที่เรียนคติชนวิทยา ย่อมสามารถนำวิชาการทางคติชนวิทยา ไปประยุกต์ใช้กับศาสตร์ทุกสาขา ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง การทหาร การท่องเที่ยว การศึกษา การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เหล่านี้ล้วนอาศัยพื้นฐานความรู้ทางคติชนทั้งสิ้น

         ในมหาวิทยาลัยนเรศวร เราก็มีวิชาพวกนี้เรียนครับสูตรคติชนวิทยา ก็มีสอนในคณะมนุษยศาสตร์นะครับ ของมหาวิทยาลัยนเรศวร และก็คาดว่าท่านคณบดีคณะมนุษยศาสตร์ คงมีแผนที่จะให้เปิดการเรียนการสอนวิชาคติชนวิทยาเนี่ย ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกต่อไป เราคาดว่าเช่นนั้นนะครับ เพราะอะไร เพราะว่าเป็นวิชาที่มีประโยชน์เหลือเกิน ในประเทศไทยเรายังไม่มีหลักสูตรปริญญาโท และปริญญาเอกทางคติชนวิทยานะครับ แต่คาดว่าท่านคณบดี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ท่านรองศาสตราจารย์พูนพงษ์ งามเกษม นี่ท่านคงมีแผนที่จะให้เปิดวิชาที่สำคัญและก็มีประโยชน์อย่างมากต่อประเทศชาติขึ้นให้ได้แน่นอน ผมคาดว่าอย่างนั้น นะครับ

         ถ้าจะถามว่าวิชาพวกนี้มันไปต่างจากวิชาอื่นอย่างไรล่ะ ในแง่ของการวิจัย วิชานี้น่ะครับเป็นวิทยวินัยอีกแขนงหนึ่ง นะเป็น disciplin หนึ่ง ที่มีระเบียบวิธีการค้นคว้าศึกษาวิจัยของตนโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นศัพท์ที่ใช้ในการศึกษาวิจัยของวิชาคติชนวิทยา จึงค่อนข้างจะมีความแตกต่างไปจากศัพท์ในสาขาวิชาอื่น ถึงแม้ว่าจะมีความหมายอย่างเดียวกัน เช่น สมมุติว่าการวิจัยทางสัวคมศาสตร์เรียกว่าประชากร หรือจะสุ่มตัวอย่างเป็น sample ประชากรเขาเรียก population ส่วนคติชนวิทยาไม่เรียกว่าประชากร ไม่เรียกว่ากลุ่มตัวอย่าง แต่เรียกว่า วิทยากร ใช้คำว่า Informant การที่จะได้วิทยากรมานั้น ก็ต้องมีการสืบเสาะนะครับ สืบเสาะโดยการถามข้อมูลที่เราต้องการลงไป สืบไปจนกว่าจะได้วิทยากรมา ซึ่งการสืบเสาะโดยถามต่อ ๆ กันเนี่ย ทางศาสตร์บางศาสตร์ เรียกว่า snow ball sampling แต่ทางเราใช้การเสาะแสวงหาวิทยากร

         และในการเสาะแสวงหาวิทยากรนั้น เราต้องมีการตรวจสอบวิทยากรด้วย คือ เราไม่ตรวจสอบ validity ของข้อมูล แต่เราตรวจสอบว่าวิทยากรนั้น เป็นวิทยกรปลอม คือ fault informant หรือวิทยากรจริง true informant เขามีระเบียบวิธีการโดยเฉพาะ

         และพอได้ข้อมูลมาเนี่ย ก็มีการวิเคราะห์ข้อมูล โดยวิเคราะห์ข้อมูลในสนามก่อน วิเคราะห์เสร็จแล้วก็นำไปตรวจสอบ ไปสอบถามวิทยากรก่อนว่า ถ้าเราตีความอย่างนี้จะได้หรือไม่ แล้วจากนั้นจึงนำไปวิเคราะห์อีกเป็นครั้งที่สอง อันนี้พูดแบบผิวเผินนะครับ ถ้าสนใจก็มีวิชาที่ชื่อว่า การวิจัยทางคติชนวิทยา ก็ปรากฏอยู่ในหลักสูตรระดับปริญญาโท ในคณะมนุษยศาสตร์

        นี่ก็เป็นการตอบคำถามที่เขียนถามมาของทั้งสองท่าน ตั้งแต่เรื่องผักบุ้ง และก็ตั้งแต่เรื่องที่สงสัยว่าที่ผมบรรยายอยู่นี่มันอยู่ในสาขาวิชาอะไร

         พอตอบคำถามแล้วก็จะได้ย้อนกลับมาเรื่องของ อาณาจักน่านเจ้าตามที่ได้พูดไปในคราวที่แล้วนะครับ ผมกราบเรียนท่านผู้ฟังเสียก่อนนะครับว่า ที่ผมนำเสนอนี้ผมถือว่าเป็นวรรณกรรมนะครับ จะเป็นวรรณกรรมทางประวัติศาสตร์หรือประการใดก็แล้วแต่ การที่จะวิเคราะห์วิจัยทางประวัติศาสตร์นั้น เขาก็คงต้องคำนึงถึงเรื่องนี้อยู่พอสมควร เพราะที่ผมกราบเรียนมานี่ มันมีในจดหมายเหตุของจีนอยู่หลายส่วน และก็มีในข้อเขียนของคนทางตะวันตกอีกด้วย ก็นำมาประมวลกัน แต่ถ้าจะทำเป็นประวัติศาสตร์ ก็ต้องมีผู้ที่เรียนทางประวัติศาสตร์โดยตรงนะครับ มาวิเคราะห์วิจัยอีกที่หนึ่ง ที่ผมพูดนี่ก็พูดในฐานะของวรรณกรรมเท่านั้น

         ก็จะกล่าวถึงวรรณกรรมเกี่ยวกับอาณาจักรน่านเจ้า ในเรื่องความเจริญของอาณาจักรน่านเจ้า ตามบันทึกของจีนโบราณเนี่ย เขาก็กล่าวไว้ว่านอกจากน่านเจ้าจะเป็นอาณาจักรใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่นแล้ว ยังมีความเจริญรุ่งเรืองขั้นสูงทีเดียว

         ทางด้านการปกครองนั้นอาณาจักรน่านเจ้าก็ได้แบ่งการปกครองอาณาจักรของตัวเนี่ยออกเป็น 9 กระทรวง คือ กระทรวงว่าการทหาร กระทรวงจัดการสำมะโนครัว กระทรวงราชประเพณี กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย
    กระทรวงโยธา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงการต่างประเทศ แบ่งไว้เป็น 9 กระทรวงทีเดียว

          มีเจ้าพนักงานสำหรับสอบคัดเลือกผู้เข้ารับราชการของอาณาจักร มีเจ้าพนักงานเลย ทำเรื่องนี้โดยตรง เรียกว่ามีการ recrut คนเข้ามา

          ส่วนทางการทหาร กองทหารก็จัดเป็น หมู่ เหมือนกองทหารปัจจุบันของเหล่าหมู่หนึ่งก็มี 9 คน ของน่านเจ้าไม่ได้บอกว่ากี่คน ก็มีหมวด หมวดของเราปัจจุบันมี 27 คน ของน่านเจ้าไม่ทราบว่ากี่คน มีแนวคิดว่ากองทหารของน่านเจ้านั้น จัดเป็นหมู่ หมวด กองร้อย กองพัน มีธงประจำกอง

          ทหารเหล่านั้นแต่งกายด้วยเสื้อกางเกงทำด้วยหนังสัตว์ สวมหมวกสีแดงมียอด ถือโล่ห์หนังแรด เนี่ยโล่ห์นี่ทำด้วยหนังแรดทีเดียวนะท่านนะ มีหอกหรือขวานเป็นอาวุธ มีหอกมีขวานเป็นอาวุธ น่าคิด

           ถ้าหากใครมีม้าก็ให้เป็นทหารม้านี้ว่าด้วยการทหารนะครับ แล้วมีคำกล่าวไว้เหมือนกันนะว่าทหารของไทยสมัยก่อนมีเกราะที่ลอยน้ำได้นะท่านนะ สวมเกราะ เวลาตกน้ำไม่จมลอยน้ำได้คงเป็นเสื้อผ้าที่เป็นหนัง แล้วคงใส่อะไรให้มันลอยน้ำได้แล้วก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

          ที่จริงเรื่องนี้ก่อนหน้าอาณาจักรน่านเจ้า ในสมัยที่ขงเบ้งยกกองทัพไปตีเบ้งเฮก กล่าวเหมือนกันว่าทหารเบ้งเฮกนั้น สวมเกราะลอยน้ำได้ ชนเผ่าไทนี่ไม่ใช่เล่นนะท่านนะ เกราะของทหารอังกฤษยังพวกของอัศวิน ของคิงอาร์เทอร์ ตกน้ำแล้วก็จมเลยนะท่าน เพราะเกราะเป็นโลหะโลหะก็หนักมาก แต่เกราะของไทยนี่เบาเข้าใจว่าจะเป็นหนังสัตว์ เลยลอยน้ำได้ของเรานี่น่าดูนะ สะเทินน้ำสะเทินบกเลยทีเดียว

          คราวนี้ถ้าจะถามว่ารัฐอาณาจักรน่านเจ้านี่ มีทรัพย์สินอะไรที่เป็นแก่นสาร ก็บอกแล้วว่าทรัพย์สินของรัฐนั้นมียุ้งฉาง ยุ้งฉางนี้สำคัญเพราะเป็นที่รวมเสบียงนะท่านนะ สำหรับเสบียงของหลวง มียุ้งฉางเสบียงของหลวงเอาไว้ ถ้าจะพูดเป็นภาษาทหารปัจจุบัน ก็มีการสูทกรรมโดยเฉพาะของเขานะครับ คือ มีทางด้านครัว ด้านชนพลาธิการ ด้านสูทกรรม มีโรงม้าหลวงเป็นแหล่งพาหนะ สมัยก่อนใช้ม้าเป็นยานพาหนะ ก็เลยมีโรงม้าหลวง

          ทางด้านของภาษีอากร ก็กล่าวถึงว่ามีการเก็บภาษีอากร มีการแบ่งปันที่นาให้ราษฎรบางส่วน อาชีพทั่วไปของราษฎรคือ การเกษตรกรรม การเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ เมื่อมีการปลูกฝ้ายก็มีการทอผ้า นอกจากนั้นก็มีการอุตสาหกรรมเหมืองแร่ มีอาชีพขุดทองในยุคน่านเจ้า นี่พอพูดอย่างนี้มองเห็นความรุ่งเรืองทีเดียวนะท่านนะ

           

    ถ้าจะถามว่าอาณาจักรน่านเจ้ามีศาสนาอะไรเป็นศาสนาประจำชาติ อันนี้ตอบง่ายก็มีพระพุทธศาสนา แต่เป็นพระพุทธศาสนานิกายมหายานนะท่านนะ

           นอกจากจะมีพระพุทธศาสนานิกายมหายานแล้วก็ยังมีความเชื่อดั้งเดิม เป็นความเชื่อดั้งเดิมคือ การนับถือบรรพบุรุษ หรือ ancester woreship เนี่ยะ มีอยู่นะครับ

           ในเรื่องของการศึกษา จากบันทึกของจีนโบราณเขากล่าวว่า ชนชาติไทยในสมัยน่านเจ้านั้น มีภาษาใช้ประจำชาติโดยเฉพาะแล้ว แต่ภาษาตัวหนังสือนั้นเรายังไม่ทราบ เพราะอะไร เพราะจารึกน่านเจ้าที่เรารู้จักกันในนามของกิมเจียะซุ่ยผิ่น หรือ ศิลาจารึกที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนั้น จารึกเป็นภาษาจีน เพราะคนจารึกคือ หว่างฉัน ซึ่งเป็น
    ขุนนางจีน แต่เราทราบว่าอย่างน้อยเรามีภาษาพูด

           อันนี้เราก็มาดูถึงอีกในแง่มุมหนึ่ง ในแง่มุมของใต้อาณาจักรน่านเจ้าลงมาเนี่ยะ ก่อนที่น่านเจ้าจะอพยพลงมานั้น มีชนชาติอะไรบ้างละ ที่อาศัยอยู่ในสุวรรณภูมิ ก่อนที่ไทน่านเจ้าจะลงมา

          จากจดหมายเหตุของทั้งจีน และจากบันทึกของฝรั่งชาติตะวันตกเนี่ยะ โดยเฉพาะหมอจอจจ์ หรือ ดร.จอจจ์ ก็กล่าวว่าชนชาติดั้งเดิมที่อยู่ในสุวรรณภูมิมีหลายพวก พวกที่มีความเจริญน้อยหน่อย คือ กำลังพัฒนา คือ พวกนิกรอย นิกรอย เป็นบรรพบุรุษของพวกเงาะ เช่น พวกเซมัง พวกซาไก ปัจจุบันชนชาตินี้ก็ยังเหลืออยู่ แต่มีเหลือน้อยเต็มที แถวปักษ์ใต้ก็ยังมีเหลืออยู่บ้างกระมัง

          และในเวลาต่อมาชนชาติที่มีอารยธรรมสูงกว่าเช่น มอญ ขอม ละว้า ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในสุวรรณภูมิ ขอมมีถิ่นฐานทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของสุวรรณภูมิ ของแหลมสุวรรณภูมิหรือของแหลมไทยเนี่ยะ ในบริเวณแม่น้ำโขงตอนใต้ และบริเวณทะเลสาบเขมร

          ส่วนลาวหรือละว้ามีถิ่นฐานอยู่บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา คำนี้ฟังดี ๆ นะฮะ ลาวละว้า ลัวะ มันใกล้กันเหลือเกินนะท่านนะ ทั้งที่มันคนละชาติพันธุ์ กันนี่นะครับ แต่พวกนี้ตั้งถิ่นฐานบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา นี่ก็เป็นดินแดนตอนกลางระหว่างขอมและมอญ เพราะมอญนั้นมีถิ่นฐานอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำสาละวิน และลุ่มแม่น้ำอิระวดี ทั้งสามชาตินี้ทั้งขอมทั้งลาว หรือละว้า หรือมอญ ทั้งสามชาติมีความละม้ายคล้ายกันมาก รูปร่างหน้าตา ขนบธรรมเนียมประเพณี สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นชนชาติเดียวกันมาแต่เดิม

          ทีนี้เราจึงสงสัยว่าภาษาก็จะใกล้เคียงกันด้วย เราอย่าไปคิดเดี๋ยวนี้นะครับว่า ฝ่ายหนึ่งภาษาตระกูลมอญ เขมร ฝ่ายหนึ่งตระกูลอะไรนี่ แต่คิดเสียว่าคนแต่ก่อนเนี่ยะ น่าจะสื่อสารกันได้

          จะกล่าวถึงแต่ละอาณาจักรเสียก่อน อาณาจักรละว้าเมื่อประมาณพุทธศักราช 700 ชนชาติละว้าซึ่งเข้ามาครอบครองบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้ตั้งอาณาจักรใหญ่ขึ้นสามอาณาจักร อาณาจักรแรก คือ อาณาจักรทวาราวดี นี่ก็มีอาณาเขตประมาณตั้งแต่ราชบุรีถึงพิษณุโลกทีเดียวแหละ มีนครปฐมเป็นเมืองหลวง ก็มีอาณาจักรใกล้ ๆ ติดทะเลบ้าง แต่ส่วนมากขึ้นมาด้านบน พวกนี้จะเจริญทางด้านของพวกศาสนามาก

          อีกอาณาจักรหนึ่งคือ อาณาจักรโยนก หรือ ยาง ตัวนี้ทำให้คิดมากนะครับ เพราะยางปัจจุบันของเรา หมายถึง กระเหรี่ยงยาง หร่าง กระหร่าง กระเหรี่ยง นี่ผมไม่ได้พูดว่าโยนกเป็นกระหร่าง หรือ
    กระเหรี่ยง นะท่านนะ เดี๋ยวท่านเข้าใจผิด ผมพูดเทียบเสียงให้ฟัง

          อาณาจักรโยนกหรือยาง เป็นอาณาจักรทางตอนเหนือ ในเขตพื้นที่เชียงราย เชียงแสน มีเมืองเงินยางเป็นเมืองหลวง นครเงินยาง

          ส่วนอาณาจักรโคตรบูรอาณาจักรที่ 3 มีอาณาเขตตั้งแต่นครราชสีมาไปถึงอุดรธานี มีนครพนม เป็นเมืองหลวง พวกนี้เป็นอาณาจักรด้านในสุด พวกนี้จะเจริญทางด้านศาสนา

          น่าสังเกตนะครับอาณาจักรใดติดทะเล จะเจริญทางด้านค้าขาย ถ้าอาณาจักรใดไกลทะเลจะเจริญทางด้านพระพุทธศาสนา

          คราวนี้อารยธรรมที่นำมาเผยแพร่ แหลมสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางทางด้านการค้าของจีนและอินเดียมาเป็นเวลาช้านานแล้ว จนกลายเป็นดินแดนแห่งอารยธรรม เพราะอะไร เพราะดินแดนนี้มีความสมบูรณ์เหลือเกิน ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ จึงเป็นเหตุดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยและติดต่อ
    ค้าขาย

          ตั้งแต่พุทธศักราช 300 เป็นต้นมา ก็ได้มีชาวอินเดียเข้ามาอยู่ในสุวรรณภูมิเป็นจำนวนมากขึ้นตามลำดับ รวมทั้งพวกที่หนีภัยสงครามทางอินเดียตอนใต้ เพราะในประมาณพุทธศักราช 300
    พระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์แห่งแคว้นโกศล ได้กรีฑาทัพไปตีแคว้นกลิงคราช ชาวพื้นเมืองอินเดียใต้ที่ถูกโจมตี จึงอพยพมาอยู่ที่พม่าลงมาจนถึงทางแหลมไทย และแหลมอินโดจีน พวกนี้มีความเจริญอยู่แล้ว จึงได้นำเอาวิชาความรู้และความเจริญต่าง ๆ มาเผยแพร่มากทีเดียวนะครับ

          คนจากแคว้นกลิงคราช พวกเราก็คงจะอ่านจากประวัติศาสตร์ว่า ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ประมาณพุทธศักราช 300 พระองค์เข้าโจมตีแคว้นกลิงคราช ฆ่าฟัน ชาวกลิงคราช ตายไปนับสองแสนคน ชาวกลิงคราชที่เหลือก็เดินทางมานะครับ มาขึ้นที่บริเวณมอญมากมาย บริเวณพม่าในปัจจุบัน พวกนี้เรียกตัวเองว่าพวก กลิงค หรือไตลิงค กลิงค กาลงค ตาเลง เรียกนาน ๆ ก็กลายเป็น ตเลง จาก
    กลิงคราช ก็กลายเป็น "ตะเลง" พวกนี้ไม่ใช่เข้ามาอยู่เฉพาะที่พม่า ก็เข้ามาอยู่บริเวณด้านที่เป็นสุวรรณภูมิปัจจุบันอยู่ด้วย

          พวก กลิงค หรือตะเลง ที่ถูกพระเจ้าอโศกรุกรานเขา ก็มีอารยธรรมของเขาอยู่แล้ว สิ่งที่เขานำมาเผยแพร่ทางดินแดนนี้ก็คือ ศาสนาพุทธ พระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่เหมาะสมในการอบรมจิตใจ เพื่อให้ความสว่างไสว ห่างไกลจากบาป ให้คนรู้จักบาปบุญคุณโทษ สันนิษฐานว่าพระพุทธศาสนาจะเข้ามาเผยแพร่เป็นครั้งแรก มาสู่สุวรรณภูมิโดยการนำมาของ
    พระโสณเถระ และพระอุตรเถระ นี่ก็อยู่ในประมาณสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งอินเดีย

         ไม่ใช่เฉพาะศาสนาพุทธเท่านั้นที่เข้ามา ศาสนาพราหมณ์ก็เข้ามาด้วย ศาสนาพราหมณ์มีความเหมาะสมมากทางด้านการปกครองซึ่งต้องอาศัยความศักดิ์สิทธิ์เด็ดขาด ศาสนาก็สอนให้เคารพภักดีต่อพระเจ้า สามพระองค์ คือพระอิศวร พระพรหม และพระนารายณ์ นี่เป็นรากฐานทางการปกครองในดินแดนสุวรรณภูมิ

         อีกด้านหนึ่งที่นำเข้ามาคือด้านอักษรศาสตร์ พวกอินเดียตอนใต้ก็ได้นำเอาตัวอักษร คฤน เข้ามาเผยแพร่ ต่อมาภายหลังก็ได้ปรับปรุงมาเป็นอักษรมอญ อักษรขอมแล้วก็เชื่อว่าพ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทย โดยดัดแปลงมาจากอักษรขอมเมื่อปี พุทธศักราช 1823 ก็เกิดมีจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ขึ้น ปัจจุบันก็มีปัญหาขัดแย้งโต้แย้งกันอยู่ปัญหา
    ขัดแย้งกันในเรื่องจารึกหลักที่ 1 นั้น

          มีขัดแย้งกันเข้าก็เกิดความแตกฉานทางสติปัญญานะท่านนะ ที่เรียนได้คิด ได้ตรวจสอบ ได้ทบทวนดูว่าควรจะมีความเป็นมาประการใด ก็เป็นความงอกงามทางปัญญา

          อีกสาขาหนึ่งที่นำมาเผยแพร่บริเวณนี้ก็คือ เรื่องของศิลปศาสตร์ ก็ได้แก่ฝีมือในการก่อสร้างพวกสถาปัตยกรรม แพร่มาจากอินเดียมากทีเดียว มาปรากฎอยู่มากก็คือ พวกปราสาทหินทั้งหลายของขอม การก่อสร้าง การแกะสลัก ทั้งสถาปัตยกรรม ทั้งปฏิมากรรมทีเดียว ก็ก่อให้เกิดการก่อ
    พระสถูปเจดีย์ แล้วก็ต่อมาจนมาถึงหล่อพระพุทธรูป นี่ก็มาจากอินเดียเป็นส่วนใหญ่

         ทีนี้ก็การแผ่อำนาจของขอมและพม่า ทีนี้น่าจะพูดถึงว่าพม่ากับขอม แผ่อำนาจเข้าสู่สุวรรณภูมิได้อย่างไร กล่าวกันว่าประมาณปีพุทธศักราช 601 โกณทัญญะซึ่งเป็นชาวอินเดีย ได้สมรสกับนางพญาขอมแล้ว
    ต่อมาได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ครอบครองดินแดนของนางพญาขอม จัดการปกครองบ้านเมืองด้วยความเรียบร้อย นี่ก็เป็นการทำนุบำรุงวัฒนธรรม กิจการทหาร และการเมือง ก็ทำให้ขอมเจริญขึ้นตามลำดับ
    มีอาณาเขตแผ่ขยายออกไป ในที่สุดก็ยกกำลังไปตีอาณาจักรโคตรบูรซึ่งเป็นอาณาจักรที่อยู่ทางตอนเหนือของละว้าได้ และถือโอกาสเข้าตีอาณาจักรทราวดีอีกด้วย

          ต่อมาประมาณปีพุทธศักราช 1600 กษัตริย์พม่าที่มีความสามารถองค์หนึ่ง คือ พระเจ้าอโนรธามังช่อ โดยยกกองทัพมาตีอาณาจักรมอญ เมื่อตีอาณาจักรมอญได้ไว้ในอำนาจแล้ว ก็ยกกองทัพล่วงเลยมาตีอาณาจักรทวาราวดีแล้ว ก็มีอำนาจครอบครองไปตลอดทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา อำนาจของขอมที่เคยมีอยู่ก็สูญสิ้นไป แต่เมื่อสิ้นสมัยของพระเจ้าอโนรธามังช่อ อำนาจของพม่าในลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็พลอยเสื่อมโทรมดับสูญไปด้วย เพราะกษัตริย์พม่าในสมัยหลัง เสื่อมความสามารถ และสามารถแย่งชิงอำนาจซึ่งกันและกัน

          ในเมื่อแย่งชิงอำนาจซึ่งกันและกัน มันก็เลยเปิดโอกาสให้แว่นแคว้นต่าง ๆ ที่เคยเป็นเมืองขึ้นของพระเจ้าอโนรธามังช่อ เขาก็มีโอกาสตั้งตัวเป็นอิสระได้อีก ในระหว่างนี้พวกไทยจากน่านเจ้าก็อพยพมาอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิมากขึ้น แล้วก็มากขึ้นทวีจำนวนมากขึ้น

          เมื่อพม่าเสื่อมอำนาจลง คนไทเหล่านี้ก็เริ่มจัดการปกครองกันเองในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ฝ่ายขอมนั้นเมื่อเห็นว่าฝ่ายพม่าเสื่อมอำนาจลง ทอดทิ้งดินแดนพม่าไปเสียแล้ว ขอมก็หวนกลับมาจัดการปกครองในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอีกวาระหนึ่ง โดยอ้างสิทธิ์แห่งการเป็นเจ้าของเดิมเสีย แต่ถึงอย่างไรเถอะครับอำนาจของขอมในเวลานั้นมันก็อ่อนลงมากแล้วละ

          แต่ชาวไทยที่อพยพมาอยู่ก็ยังไม่มีอำนาจเต็มที่ ถึงขอมจะอ่อนอำนาจขอมก็บังคับให้คนไทยส่งส่วยให้แก่ขอมคนไทยก็ส่งส่วยให้แต่โดยดี ทำให้ขอมได้ใจ พอขอมได้ใจขอมก็เริ่มขยายอำนาจไปทางเหนือ เข้าใจว่าขอมพยายามใช้กองทัพเข้าปราบปรามบรรดาเมืองที่
    ขัดขืนไม่ยอมส่งส่วย ทรงอำนาจขึ้นไปถึงแคว้นโยนก แคว้นโยนกถือว่าแคว้นของตนไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของขอมมาก่อน จึงไม่ยอมส่งส่วยให้ตามที่ขอมบังคับ

          นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดาเรื่องอะไรจะไปส่งส่วยในเมื่อตนไม่ใช่เมืองขึ้น ขอมจึงใช้อำนาจเข้าปราบปรามโยนกได้สำเร็จ พระเจ้าพังคราช กษัตริย์แห่งโยนกลำดับที่ 43 ก็ถูกเนรเทศให้ไปอยู่เสียที่เมืองเวียงสีทวง หรือ บางทีเราก็อ่านเป็น เวียงสีทอง

           คราวนี้ก็มาถึงเรื่องราวของแคว้นโยนกเชียงแสน ซึ่งผมพยายามจะเชื่อมโยงกันเข้า เพื่อให้เห็นภาพว่าคนไทยเข้ามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร แคว้นโยนกเชียงแสนมีอยู่ในประมาณพุทธศักราช 1661 จนถึง 1731 ประมาณนั้น

           รายการวรรณกรรมสองแควคราวที่แล้ว กล่าวถึงว่าโอรสของพระเจ้าพีล่อโก๊ะองค์หนึ่งชื่อว่า พระเจ้าสิงหนวัต พระเจ้าสิงหนวัตได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นทางใต ้ชื่อเมืองโยนกนาคนคร เป็นตำนาน เป็นวรรณกรรม เมืองนี้มีอยู่ในเขตของละว้า คืออยู่ในแคว้นโยนก เมื่อประมาณพุทธศักราช1661 จัดว่าเป็นเมืองที่สง่างามมาก

           พอต่อมาได้รวบรวมหัวเมืองที่อ่อนน้อมเข้ามา ตั้งเป็นแคว้นชื่อแคว้นโยนกเชียงแสน มีอาณาจักรทางทิศเหนือตลอดสิบสองปันนาไปเลย ทิศใต้จดแคว้นหริภุญไชย แคว้นโยนกเชียงแสนก็มีเชื้อสายต่อเนื่องกันมา จนถึงสมัยพระเจ้าพังคราช จึงเสียที่แก่ขอม จนพระเจ้าพังคราชต้องไปอยู่ที่เมืองเวียงสีทวง

           ยังไงก็ตามเถอะครับพระเจ้าพังคราชเป็นกษัตริย์ที่มีความสามารถ ก็ตกอับได้ไม่นานนัก ก็กลับฟื้นขึ้นเป็นเอกราชได้อีกครั้งหนึ่ง ที่ฟื้นเป็นเอกราชด้วยพระปรีชาสามารถของพระโอรสองค์น้อย คือ พระเจ้าพรหม พระเจ้าพรหมมีอุปนิสัยเป็นนักรบ มีความกล้าหาญก็ได้สร้างสมกำลังผู้คน ฝึกปรือทหารจนชำนิชำนาญด้านการสงคราม และก็คิดต่อสู้กับขอม เริ่มแรกก็ไม่ยอมส่งส่วยให้ขอม เมื่อขอมยกกองทัพมาปราบปราม ก็ตีกองทัพขอมแตกพ่ายไป แล้วได้แผ่อาณาเขตเลยเข้าไปดินแดนขอม ได้ถึงเมืองเชลียง ถึงล้านนา ล้านช้าง

           จนกระทั่งตำนานหลายตำนาน บอกว่าเมืองกำแพงเพชรก็เกิดในยุคนั้นที่กำแพงเพชรนั้นเกิด เพราะว่าพระอินทร์ท่านเนรมิตกำแพง ขวางมิให้กองทัพของพระเจ้าพรหมมหาราชตีขอม เพราะกลัวว่าขอมจะสูญในยุคนั้น นี่ก็เป็นตำนานนะท่านนะ

           พระเจ้าพรหมมหาราชเมื่อตีขอมได้ ได้ล้านนา ล้านช้างแล้ว ก็อันเชิญพระราชบิดากลับไปครองโยนกนาคนครตามเดิม แล้วเปลี่ยนชื่อเมืองเสียใหม่ว่า เมืองไชยบุรี ส่วนพระองค์นั้นลงมาสร้างเมืองเสียใหม่ทางใต้ชื่อว่า เมืองชัยปราการ แล้วให้พระเชษฐาคือ เจ้าทุกขิตราชดำรงตำแหน่งอุปราช จากนั้นก็สร้างเมืองอื่น ๆ เช่น เมือง
    ชัยนารายณ์ นครพางคำ แล้วให้เจ้านายอื่น ๆ ไปปกครอง เรียกว่าชนเผ่าไทยเริ่มเข้ามามีอำนาจในบริเวณนี้แล้ว

           เมื่อสิ้นสมัยของพระเจ้าพังคราช พระเจ้าทุกขิตราชก็ได้ขึ้นครองเมืองชัยบุรี ส่วนพระเจ้าพรหมและพระโอรสของพระองค์ ก็ได้ครองเมืองชัยปราการในเวลาต่อมา ในสมัยนั้นขอมกำลังเสื่อมอำนาจลงทุกที ไม่กล้ายกกองทัพมาตีไทยอีกแล้ว ฝ่ายไทยแม้จะเป็นฝ่ายได้เปรียบแต่ก็
    ไม่มีกำลังมากพอที่จะแผ่ขยายอาณาจักรลงมาทางใต้

           เพราะฉะนั้นอาณาเขตของไทยในยุคพระเจ้าพรหมมหาราช กับอาณาเขตของขอมจึงประชิดกันเฉย ๆ จนกระทั่งสิ้นรัชสมัยของพระเจ้าพรหมมหาราช กษัตริย์องค์ต่อ ๆ มานั้นอ่อนแอ แล้วก็หย่อนความสามารถ มิใช่แต่ที่นครชัยปราการเท่านั้น แต่ความอ่อนแอของชนเผ่าไทยในยุคนั้น เป็นไปอย่างทั่วถึงกันในนครอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเมืองชัยบุรี
    ชั ยนารายณ์ และนครพางคำ

           เพราะเช่นนั้นพอถึงประมาณพุทธศักราช 1731 เมื่อมอญได้กรีฑาทัพใหญ่มารุกรานอาณาจักรขอมได้สำเร็จแล้ว กองทัพมอญได้ล่วงเลยเข้ารุกรานอาณาจักร
    ไทยเชียงแสน ในขณะนั้นโอรสของพระเจ้าพรหมมหาราชชื่อว่าพระเจ้าชัยศิริปกครองเมืองชัยปราการอยู่ ไม่สามารถต้านทานศึกมอญได้ จึงจำเป็นต้องทิ้งเมือง เผาเมืองทิ้งเสีย เพื่อไม่ให้ข้าศึกเข้ามาอาศัย แล้วพากันอพยพลงมาทางใต้ของดินแดนสุวรรณภูมิ จนกระทั่งมาถึงเมืองร้างแห่งหนึ่ง ในตำนานกล่าวเลยนะมาถึงเมืองร้างแห่งหนึ่ง ในแขวงเมืองกำแพงเพชร ชื่อว่าเมืองแเปบ ก็ได้มาอาศัยอยู่ที่เมืองแปบอยู่ช่วงระยะหนึ่ง เห็นว่าชัยภูมิไม่สู้เหมาะ เพราะอยู่ใกล้ขอม จึงได้อพยพลงมาทางใต้ จนถึงเมืองนครปฐมและได้พักอาศัยอยู่ ณ ที่นั่น นี่ก็เป็นที่มานะครับ

           ส่วนกองทัพมอญหลังจากรุกรานเมืองชัยปราการแล้ว ก็ยกล่วงเลยเข้าไปถึงเมืองอื่น ๆ ในแคว้นโยนก เชียงแสน ทำให้ญาติของพระเจ้าชัยศิริซึ่งครองเมืองชัยบุรี ต้องอพยพหลบหนีข้าศึกเช่นกัน ปรากฏว่า
    ชัยบุรีเกิดน้ำท่วม บรรดาเมืองแคว้นโยนกก็ถูกทำลายหมดแล้ว พวกมอญเห็นว่าหากเข้าไปตั้งอยู่ก็เสียแรง เสียเวลา ทรัพย์สินเงินทองไม่มีพอที่จะจัดการ ก็เลยปล่อยให้เมืองว่างเปล่าขาดผู้ปกครอง

           นี่ก็เล่ามาเป็นเวลานานทีเดียวนะท่านนะ ก็พอดีหมดเวลาละครับ ก็คงจะต่อในตอนหน้าได้อีกสักหน่อยหนึ่ง ให้จบสาระนะครับ แล้วก็จะต่อเรื่องอื่นอีกต่อไป

           สำหรับวันนี้รายการวรรณกรรมสองแควก็ขอจบก่อนนะครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนสวัสดีครับ

    กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>