วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 114 เรื่อง อาณาจักรน่านเจ้า : 1
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม 2547 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

    สวัสดีครับ ท่านผู้ฟังที่เคารพ วรรณกรรม 2 แคว กลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

    วันนี้ก็เป็นวันที่หนึ่งสิงหาคมครับ จัดว่าเป็นวันมหากุศล วันฤกษ์ดี วันดีทุกอย่างนะครับ เพราะเป็นวันเข้าพรรษา ก็เป็นวันที่ น่าจะมีการตัดสินใจพักการดื่มแอลกอฮอล์ไว้สัก 3 เดือนนะท่าน ใช้คำว่าตัดสินใจพักการดื่มแอลกอฮอล์

    ทำไมต้องไปพักล่ะ ประโยชนมันมีอะไรบ้างล่ะครับ ท่านว่าร่างกายจะได้พักผ่อนนะ หยุดแอลกอฮอล์ไป 3 เดือน นี่ ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่ จิตใจก็จะแจ่มใสเบิกบาน เพราะฉะนั้นถ้าใจแข็งเสียในวันนี้นะครับ พักแอลกอฮอล์ไว้ 3 เดือน ถือว่าเป็นกุศลต่อสังคมต่อประเทศชาติและต่อตัวเองด้วย และก็สามารถที่จะถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้อีกด้วยครับผม

     ผมคิดว่า น่าพักนะ จะมีคนหยุดพักแอลกอฮอล์ 3 เดือน เป็นจำนวนมากครับ นับว่าเป็นนิมิตอันดี เริ่มวันที่ 1 สิงหาคมนะครับ ท่านที่ตื่นขึ้นมาก็วันนี้ต้องใจแข็งสักหน่อย ไม่ต้องแข็งใจมาก ใจแข็ง ก็สามารถหยุดดื่มแอลกอฮอล์ 3 เดือน ก็เป็นการเริ่มต้นวันเข้าพรรษาหน้าฝนนะ

     อ่า...มีจดหมายน้อยมาถึงผม กล่าวว่า เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผมได้พูดถึงเมืองไต้ลี้ หรือ อาณาจักรน่านเจ้า ก็อยากจะทราบเรื่องนี้อย่างละเอียด ขอทราบอย่างละเอียด จะเป็นในเชิงประวัติศาสตร์ หรือในเชิงวรรณกรรมก็แล้วแต่ ว่าเมืองไต้ลี้ หรืออาณาจักรน่านเจ้า ซึ่งเคยเรียนในวิชาประวัติศาสตร์นั้นเป็นต้นตระกูลของไทย จริงหรือไม่

     ที่จริงการเล่าเรื่องอาณาจักรน่านเจ้าหรือเรื่องเมืองไต้ลี้นี่นะครับ ถ้าจะว่าเป็นประวัติศาสตร์ นักประวัติศาสตร์จำนวนมากในปัจจุบันก็คงไม่เห็นด้วยหรอก คงจะบอกว่า คนที่พูดเรื่องนี้นั้นนำเอาข้อเขียนของ ดร.ยอจจ์ หรือ หมอจอจจ์มาพูด

     ที่จริงเนี่ย ผมก็ไม่ได้อยากจะนำข้อเขียนของหมอจอจจ์มาพูดเท่าไรนักในเชิงประวัติศาสตร์หรอกครับ แต่ผมคิดว่า เรื่องเมืองไต้ลี้หรืออาณาจักรน่านเจ้า มันก็มีหลักฐานหลายประการนะท่านนะ

     ไม่ใช่อาศัยเฉพาะของชาติทางตะวันตกอย่างเดียวหรอก อาศัยจารึกน่านเจ้าที่นั่นก็ได้ "จารึกน่านเจ้า" นี่ ภาษาจีนใช้ว่า "กิมเจี่ยะซุ่ยผิ่น " นะฮะ แปลตามตัวว่า จารึกที่แตกเป็นชินเล็กชิ้นน้อย ขุนนางจีนคนหนึ่งชื่อ หว่างฉัน หว่างฉันเป็นคนจารึก จารึกอันนี้ขึ้น มันมีข้อความที่กล่าวถึงเมืองไต้ลี้หรืออาณาจักรน่านเจ้านั่นเองแหละ

      คราวนี้ ถ้าหากผมพูดอย่างนี้ ผมก็ต้องออกตัวไว้ก่อนว่า ผมนั้นไม่สันทัดทางประวัติศาสตร์ ถ้าจะพูดเรื่องเมืองไต้ลี้ที่ท่านเขียนมานี่ ข้อสันนิษฐานมันมีมากมายนะครับ มันมีมากมายพอ ๆ กับที่กล่าวถึงชนชาติไทย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยืนยันที่มาของชนชาติไทย จะจริงเท็จประการใดก็ค่อยว่ากันอีกที ก็คงต้องฟังหูไว้หู ฟังด้วยความคิด ฟังด้วยเหตุผล เพราะว่าไม่มีใครเกิดสมัยนั้นที่จะมายืนยัน

       คนเกิดสมัยนั้นไม่มี เขาหายไปนานแล้ว ส่วนมากที่เราพูดกันอยู่ก็เพราะใช้หลักฐาน และใช้จินตนาการอันมีเหตุผลด้วยกันทั้งนั้นล่ะในเชิงประวัติศาสตร์ มันก็มีเหตุผลด้วยกันทั้งนั้น

       ที่มาของชนชาติไทย มันก็พูดยากนะท่านนะ มีหลายกระแส บ้างก็ว่าเป็นชาวพื้นเมืองที่มีมาก่อนในแถวสุวรรณภูมินี้แหละ บอกอยู่ตรงนี้แหละ มีนักประพันธ์บางคน ถึงกับว่าจะเอาดาบขีดลงไปเลยว่าตรงนี้ คือ ที่อยู่ของชนชาติไทย ไม่ได้มาจากไหนหรอก ทั้งนี้เพราะมีหลักฐานเป็นศิลาจารึกมั่ง หลักฐานทางนิรุติศาสตร์

       บางคนก็บอกว่า คนไทย คงจะมาจากทางอินโดนีเซีย แล้วก็ขึ้นมาตอนใต้ ขึ้นมาทางอินโดนีเซีย ทั้งนี้เพราะศึกษาทาง DNA บางครั้งก็มีผู้อยากทราบเรื่องนี้ว่า เป็นไปได้ไหมว่าคนไทยมาจากจีน มีผู้ถามเรื่องนี้กันอยู่เสมอ

       ที่จะกล่าวต่อไปนี่ก็เป็นข้อสันนิษฐานในเรื่องนี้ ซึ่งท่านที่เรียนวิชาประวัติศาสตร์ จะมีความเห็นประการใดก็โปรดทักท้วงด้วย เพราะผมพูดประวัติศาสตร์แบบยุคเก่า ๆ หมายถึงว่า ใช้หลักฐานเก่า ๆ และจะกล่าวว่าถิ่นไทยเดิมตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาอัลไต แล้วอพยพมายังดินแดนสุวรรณภูมิ

       ที่ผมพูดอย่างนี้ เพราะผมพูดในเชิงที่ว่า ประวัติศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับเหตุผลอันได้มาจากหลักฐาน และต้องมีจินตนาการประกอบ ผมมองดูว่า ความจริงจะเป็นอย่างไร อันนี้ขึ้นอยู่กับ นักวิชาการ แต่ผลจากการใช้ประวัติศาสตร์จะเป็นประการใด อันนี้ละครับเป็นผลในปัจจุบัน

      ผมยังนึกถึงข้อความที่ครูบาอาจารย์ของผม ตั้งแต่สมัยอยู่เรียนอยู่โน้น ท่านบอกว่า เราเรียนประวัติศาสตร์นั้นก็เพื่อจะมองเหตุการณ์ย้อนหลัง มองไปเพื่อจะมองไปข้างหน้า ท่านพูดอย่างนั้น โดยท่านใช้ภาษาอังกฤษว่า To learn History is to look back in older to look forward ท่านพูดไว้ดีนะท่านนะ เพราะฉะนั้น เราก็มองเหตุการณ์ย้อนหลัง มันจะชัดมันจะมัวยังไงก็แล้วแต่ มันมีกระแสที่จะมองได้หลายกระแส

      มองแบบที่เขาเคยมองกันมาบอกว่า บริเวณเทือกเขาอัลไตคนไทยเคยอยู่ มันก็อาจจะมีส่วนถูกอยู่นะท่านนะ มันก็ไม่ถึงกับผิดหมดหรอก ที่ผมจะกราบเรียนต่อไป ผมไม่ได้ยืนยันว่า ที่ผมพูดนี่มันถูกต้องอะไรนะครับ เพียงแต่ให้เห็นแนวทางตามที่ท่านถามมา เพื่อจะสืบเข้าสู่อาณาจักรไต้ลี้หรืออาณาจักรน่านเจ้า

      คำว่า ไท คำนี้ ไท ที่ไม่มี ย (ยอยักษ์) มันเป็นชื่อรวมของชนเผ่าพื้นเมืองเผ่าหนึ่งนะ เป็นชื่อรวม ๆ ของชนเผ่าพื้นเมืองเผ่าหนึ่ง บริเวณมองโกลตะวันตกเฉียงเหนือของจีนนี่ ซึ่งมันประกอบด้วยหลายสาขา ไทพวกนี้มีทั้งไทอาหม ในแคว้นอัสสัม ตอนหลังมาเรียกกันมีไทอีกหลายพวก เช่น ไทใหญ่ ไทน้อย อันนี้คนภาคกลางนะ
ทางโน้นเขาเรียกว่า ไต อย่างเดียว

       เรียกว่า ไทใหญ่ บางทีอาจจะเรียกพลาดไป ที่จริง สาเหตุที่จะเป็นคำว่า ไทใหญ่ นั้น และก็มีพงศาวดารไทใหญ่ ก็เพราะว่า มีไตเผ่าหนึ่ง คนไตเผ่าหนึ่งอพยพมาจากเมืองลุง หรืออาณาจักรลุง พอเขาลงมาอยู่เขาก็เรียกตัวเองว่าไตลุง เรียก ไตลุง บางครั้งเสียงอุ มันเป็นเสียงโอได้ ก็เป็นไตโหลง พอมันเป็นไตโหลง แค่นั้นเราก็เรียกก็ใส่ เป็นไตหลวงซะเลย พอมันกลายเป็น หลวง เราก็ใส่เป็นไตใหญ่ ที่จริงเป็นคำที่เราเรียกกันเอง ตัวเขาเองยังเรียกไตอยู่นะฮะ

      เอ้า ก็เป็นอันว่า ไทในแคว้นอัสสัมก็มี ของอินเดียนี่ฮะ อัสสัม ที่จริง คำนี่น่าคิดนะท่านนะ อัสสัม มีคำ ๆ หนึ่ง ใช้ว่า สยาม คำว่า สยาม พอไปออกเสียงแบบแขกอินเดีย อินเดียไม่สันทัดในการออกเสียง ส ข้างหน้า เช่น คำว่า สตรี เขาก็ยังเรียกว่า อิสตรี คำว่า สินธุ เขาเรียกว่า อินเดอส แม่น้ำสินธุ เขาเรียก แม่น้ำอินเดอส เพราะฉะนั้น คำว่า สยาม เขาออกไม่ได้ เขาต้องเอาเสียง อ มานำ เหมือนกับออกเสียง สตรี เป็น อิสตรี อย่างนั้นแหละ พอเอาเสียง อ มานำ จากสยาม ก็กลายเป็น อัส ซา ยัม, อัสซายัม กลายเป็น อัสสัม ใช่ไหมฮะ น่าคิดนะคำนี้

      อัสสัม มาจากสยามนี่แหละ คราวนี้ขนาดมันเป็นอัสสัม แขกหลายพวกก็ยังออกเสียง ส ไม่ได้ ส ซึ่งเป็นพยัญชนะเสียดแทรกที่เกิดที่ปุ่มเหงือก ถ้าหากว่าออกพลาดไป จะกลายเป็นเสียงเสียดแทรกที่เกิดจากลำคอ ทางภาษาศาสตร์เขาใช้ว่า glottal fricative เสียงเสียดแทรกลำคอ คือ เสียง เหอะ - ห (หอหีบ) เพราะฉะนั้น อัสสัม ก็เลยกลายเป็น อะหัม อาหม อันนี่น่าคิดนะ นี่ว่ากัน เชิงนิรุกติศาสตร์นะท่านนะ

      เอาอย่างนี้ ย้อนกลับมาว่า ชนเผ่าไตมีหลายสาขาเผ่าไท มีไทอาหม ในแคว้นอัสสัม มีไทโท้ ในตังเกี๋ย ซึ่งเดิมทีเดียวเป็นนักรบที่เป็นเผ่าสำคัญมากทีเดียว เป็นเผ่านักรบที่มีความสามารถมากในการรบ กล่าวว่าชนเผ่าไทแต่เดิมนี้นิสัยค่อนข้างโหดเหี้ยมนะท่านนะ เพราะอะไร

      เพราะอยู่ท่ามกลางภูมิประเทศและสภาพภูมิศาสตร์ที่กันดาร และก็หนาวเย็น เพราะฉะนั้นดุร้ายทีเดียว อยู่ท่ามกลางสงครามแย่งชิงอาหารและดินแดนอันอุดมสมบูรณ์กัน เพราะดินแดนแถวนั้นเนี่ย ไม่อุดมสมบูรณ์มากมายนัก เพราะฉะนั้นที่ใดอุดมสมบูรณ์ที่เป็นที่ราบลุ่มที่เพาะปลูกได้ ก็จะเข้ามาแย่งชิงเป็นของธรรมดา

      แต่ครั้นชนเผ่าไทเนี่ย ได้อพยพลงมาอยู่ในที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ อุปนิสัยก็เปลี่ยนเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รักสันติและรักความเป็นอิสระ เหมือนที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน กระมังนี่ ผมใช้ คำว่า กระมัง และที่พูดนี่ก็พูดหยั่งลงไปในสิ่งที่คิดว่า ควรจะจริง

     ความเจริญของชนชาติไท สันนิษฐานกันว่า มีมาตั้งแต่ประมาณ 5,000-6,000 ปี มาแล้วนะท่านนะ นี่เป็นข้อสันนิษฐาน ถ้าจะพูดง่าย ๆ ชนเผ่านี้มีอายุไล่เลี่ยกับความเจริญของชาวอียิปต์ ชาวบาบิโลเนีย ชาวอัสซีเรีย พวกอยู่บริเวณเมโสโปเตเมีย น่าจะมีความเจริญมาก่อนจีน และก่อนชาวยุโรป ซึ่งในตอนนั้นชาวยุโรปยังเป็นพวกอนารยธรรม หรือเป็นพวก บาบาเรียนอยู่

     บริเวณที่ชนเผ่าไทยได้เคยมีที่ทำกินเป็นหลักฐานมีการปกครองเป็นปึกแผ่น และมีหลักมีระเบียบแบบแผนอยู่ ณ ดินแดนที่เป็นประเทศจีนในปัจจุบัน นี่ก็เป็นข้อสันนิษฐานหนึ่ง ซึ่งก็พูดกันมาเป็นเวลานานทีเดียว และก็สมัยหลังไม่ค่อยจะเชื่อตามข้อสันนิษฐานนี้

      ผมก็ว่า เคยเชื่อระยะหนึ่ง ต่อมาไม่เชื่อ มันก็ต้องกลับไปเชื่อได้อีกเหมือนกันแหละท่าน เพราะว่ามันเป็นกงเกวียนล้อเกวียน บางทีกลับไปเชื่อแบบเดิมได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดหรอก

       เมื่อประมาณ 3,500 ปี ก่อนพระพุทธศักราชเนี่ย ชนชาติไทยได้อพยพข้ามเทือกเขาเทียนชานเข้ามาถึงที่ราบลุ่มอันอุดมสมบูรณ์ ซึ่งอยู่บริเวณต้นแม่น้ำฮวงโห ต้นแม่น้ำฮวงโหและต้นแม่น้ำแยงซีเกียง แล้วก็ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ ณ ที่บริเวณนั้น เริ่มลดอาชีพการเลี้ยงสัตว์แต่เดิม แต่ก่อนเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ ตอนนี้ก็เริ่มจะไม่เร่ร่อนเลี้ยงสัตว์แล้ว แต่เปลี่ยนมาทำการกสิกรรม มีการเพาะปลูก cultivation ก็เป็น culture ไงท่าน เป็นวัฒนธรรม ศัพท์เดียวกันนั่นแหละ

      ในช่วงนั้นพอเปลี่ยนมาเป็นกสิกรรมนี่ ความเจริญก็ยิ่งทวีมากขึ้น ก็มีการปกครองเป็น ปึกแผ่นและได้ขยายที่ทำกินออกไปทางตะวันออกตามลำดับ ที่ผมกราบเรียนอย่างนี้ กราบเรียนเพื่อจะได้เกิดความคิดขึ้น เด็กฟัง เขาก็เกิดความคิดขึ้น ไม่มีใครเขาเชื่อผมหรอกครับ แต่อย่างน้อย ครั้งหนึ่ง เราก็เคยเชื่อกันอย่างนี้มาก่อน ซึ่งอาจจะจริงก็ได้

       ในขณะที่ชนชาติไทยมีความเป็นปึกแผ่น ณ ดินแดนที่กล่าวแล้วเนี่ย ตอนนั้นเนี่ยชนชาติจีนยังเป็นพวกเลี้ยงสัตว์อยู่นะท่านนะ ยังเร่ร่อนพเนจรอยู่ตามทะเลสาบแคสเปียน
ต่อมาประมาณกว่าหนึ่งพันปี ที่ชนเผ่าไทนี้อพยพเข้ามาอยู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำเรียบร้อยแล้ว และชาวจีนจึงอพยพเข้าสู่ลุ่มแม่น้ำดังกล่าวบ้าง และก็พบว่า
ชาติไทยได้ครอบครองบริเวณนั้นอยู่ และก็มีความเจริญมาก่อน

       ในระหว่างระยะเวลานั้น เนี่ยครับ คนไทย เรียกตัวเองว่า อ้ายลาว หรือ พวกมุง ก็ประกอบกันขึ้นเป็นอาณาจักรใหม่ถึง 3 อาณาจักรด้วยกัน
อาณาจักรแรกเรียกว่า อาณาจักรลุง อันนี้ก็ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของบริเวณต้นแม่น้ำเหลืองหรือแม่น้ำฮวงโหนี่แหละ นี่แหละครับ

       อาณาจักรนี่แหละที่แตกแล้ว คนไทยที่อพยพหนีลงมาจากอาณาจักรนี้เรียกตัวเองว่า ไต จากเมืองลุง หรือ ไตลุง ซึ่งได้เป็น โตโหลง แล้วมาเป็น ไตหลวง แล้วเราไปเรียกเขาว่า ไทใหญ่ นี่แหละครับ ที่มีอยู่ตรงนี้ นี่ในเชิงนิรุติศาสตร์

       อาณาจักรที่สอง ต่อจากอาณาจักรลุง คือ อาณาจักรปา ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ลงมาบริเวณพื้นที่ทางเหนือของมณฑลเสฉวน อาณาจักรปานี่ก็จัดว่า เป็นอาณาจักรที่สำคัญกว่าอาณาจักรอื่น เพราะมีความเป็นปึกแผ่นทั้งกำลังทหาร และความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารรวมทั้งวัฒนธรรม ของชนที่อยู่ในอาณาจักร

       อาณาจักรที่สาม เรียกว่า อาณาจักรเงี้ยว นี่ก็ตั้งอยู่ทางตอนกลางของลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง ตั้งอยู่ทางตอนกลางของแม่น้ำแยงซีเกียง
ทั้งสามอาณาจักรนี้ มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาตามลำดับ ประชากรก็เพิ่มมากขึ้น

      ในเมื่อประชากรเพิ่มมากขึ้น ก็มีการแผ่ขยายอาณาเขตไปทางทิศตะวันออก โดยมีแม่น้ำแยงซีเกียงเป็นแกนหลัก แผ่อาณาเขตไปทางทิศตะวันออกของลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง จากความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ที่อยู่ใหม่ ก็มีอิทธิพลทำให้เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของคนไทแต่ดั้งเดิม เพราะแต่ดั้งเดิมนั้นเราเป็นพวกที่เลี้ยงสัตว์ออกจะโหดเหี้ยม ดุร้ายและชอบรุกราน พอมาอยู่ที่ ๆ มีการเพาะปลูกเข้าก็กลายเป็นชนชาติที่มีใจกว้างขวาง รักสงบ พอใจความสันติ อันนี้ ก็เป็นอุปนิสัยที่ถ่ายทอดมาจนถึงคนไทยในรุ่นหลัง

       จากนั้นเมื่อแหล่งทำมาหากินทางแถบตะวันตกคือ ทางทะเลสาบแคสเปียนเกิดอัตคัดขาดแคลน ก็ทำให้ชนชาติจีนนั้นต้องอพยพเคลื่อนย้ายมาทางตะวันออก เหมือนไทเหมือนกัน ทั้งนี้ก่อนประมาณ 2,500 ปีก่อนพระพุทธศักราช ก็ประมาณ 5,000 ปีมาแล้ว ที่ชนชาติจีนได้อพยพเข้ามาเทือกเขาเทียนชานที่ราบสูงโกบี คนมาถึงลุ่มแม่น้ำไหว ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณนั้นและมีความเจริญ รุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ ปรากฏว่าจีนนั้น มีปฐมกษัตริย์ของจีน ชื่อว่า ฟูฮี ปฐมกษัตริย์ฟูฮีได้มีการสืบวงศ์กษัตริย์กันต่อ ๆ มาอีก

      แต่ขณะนั้น จีนกับไท ยังไม่รู้จักกัน ล่วงมาจนถึงสมัยของพระเจ้ายู้ จีนกับไทจึงได้รู้จักกันเป็นครั้งแรก รู้จักเป็นครั้งแรกนี่ โดยมีสาเหตุมาจากการที่ พระเจ้ายู้ได้รับสั่งให้มีการสำรวจพระราชอาณาเขตของพระองค์ขึ้น ว่ามันมีดินแดนไปถึงแค่ไหน

      ก็มีการสำรวจอาณาเขต ชาวจีนจึงได้มารู้จักชาวไทย ได้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรอ้ายลาว จึงได้ยกย่องนับถือถึงกับให้สมัญญานาม อาณาจักรอ้ายลาวว่า อาณาจักรไต๋ ไต้ หรือ ไท้ ซึ่งมีความหมายว่า อาณาจักรใหญ่ อาณาจักรไต๋ อาณาจักรไต้ หรือ ไท้ แปลว่าอาณาจักรใหญ่ สันนิษฐานว่า เป็นสมัยแรกที่จีนกับไทย ได้แลกเปลี่ยนสัมพันธไมตรีต่อกัน มาพบกันก็ตอนที่อาณาจักรอ้ายลาวนี่แหละ จีนก็ต้องเริ่มรู้จักไทเป็นครั้งแรก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาประมาณ 2,500 ปีก่อนพระพุทธศักราช

      ครั้นถึงประมาณ 390 ปี ก่อนพระพุทธศักราช ชาวจีนก็ถูกชนชาติ ตาด หรือ ตาต้า รุกราน ตาต้าหรือตาดเข้ารุกรานจีน พวกตาดได้ล่วงเลยเข้ามารุกรานถึงอ้ายลาวด้วย
อาณาจักรลุงซึ่งอยู่ทางตอนเหนือก็ต้องประสบภัยสงครามอย่างร้ายแรง ในที่สุดก็ต้องทิ้งถิ่นฐานเดิม อพยพลงมาทางนครปาซึ่งอยู่ทางใต้ ก็ปล่อยให้พวกตาดเข้าครอบครองนครลุง ซึ่งมีอาณาเขตประชิดติดแดนจีน ฝ่ายอาณาจักรจีนในเวลาต่อมาก็เกิดการจลาจล ราษฎรก็พากันอพยพหนีภัยสงครามเข้ามาในนครปาเป็นอันมากเหมือนกับไทนั่นแหละ

     เมื่ออพยพมาอยู่กันมากเข้า คนจีนที่มาก็จัดการเบียดเบียนชนชาติเดิมในการครองชีพ ชนชาติไทยเห็นจะสู้ไม่ไหว เพราะตัวเองเป็นคนรักสงบ จึงได้อพยพจากนครปาลงมาหาที่ทำกินใหม่ทางใต้ อพยพมาครั้งใหญ่เมื่อประมาน พระพุทธศักราช 175 อยู่ถึงประมาณนั้น

     พระพุทธศักราช 175 ตอนนั้นอาณาจักรจีนเกิดมีแคว้น ๆ หนึ่ง คือ แคว้นจิ๋น แคว้นจิ๋นมีอำนาจขึ้น กษัตริย์จิ๋นซีฮ่องเต้ได้ใช้แสนยานุภาพเข้ารุกรานอาณาจักรอ้ายลาว นับเป็นครั้งแรกที่ไทกับจีนได้รบพุ่งกัน ในที่สุดชนชาติไทก็เสียนครปาให้แก่จีน เมื่อพระพุทธศักราช 205 ทำให้ชาวนครปาที่ยังตกค้างอยู่ในถิ่นเดิม อพยพเข้ามาหาพวกเดียวกันที่อาณาจักรเงี้ยว ซึ่งขณะนั้นยังเป็นอิสระอยู่ ไม่ได้อยู่ในอำนาจของใคร

     แต่ฝ่ายจีนยังคงรุกรานลงทางใต้สู่อาณาจักรเงี้ยวต่อไป เพราะเป็นดินแดนมีความอุดมสมบูรณ์ ในที่สุดชนชาติไทก็เสียอาณาจักรเงี้ยวให้แก่จิ๋นซีฮ่องเต้ เมื่อพระพุทธศักราช 328

      ระหว่างพระพุทธศักราช 400 ถึง 621 เมื่ออาณาจักรอ้ายลาวถูกจีน รุกรานทั้งวิธีรุกเงียบและรุกรานแบบเปิดเผยโดยใช้แสนยานุภาพรุกรานจนกระทั่ง ชนชาติไทย อ้ายลาวสิ้นอิสรภาพ จึงอพยพอีกครั้ง เป็นการอพยพครั้งใหญ่แยกย้ายกันไปหลายทิศหลายทาง เพื่อหาถิ่นที่อยู่ใหม่ ได้เข้ามาในแถบลุ่มแม่น้ำสาละวิน ลุ่มแม่น้ำอิรวดี บางพวกก็ไปถึงแคว้นอัสสัม บางพวกก็ไปถึงแคว้นตังเกี๋ย

      พวกที่ไปอยู่ทางตังเกี๋ยก็เรียกตัวเองว่า ไทแกว บางพวกก็เข้าไปอยู่ที่แคว้นฮุนหนำ พวกนี้มีจำนวนมากหน่อย ในที่สุดเมื่อไปอยู่ในแคว้นฮุนหนำก็ได้ตั้งอาณาจักรขึ้น เมื่อประมาณพุทธศักราช 400 เรียกว่า อาณาจักรเพงาย หรืออาณาจักรแป๊ะไง้

       อาณาจักรแป๊ะไง้ หรือ เพงาย อ้า...ท่านผู้ฟังที่ได้ติดตามรายการนี้ คงพอจำได้ว่า วรรณกรรมสองแควเมื่อสองครั้งก่อน ได้เคยกล่าวถึง อาณาจักรเพงาย หรือแคว้นแป๊ะไง้ ว่า แคว้นแป๊ะไง้ หรือ อาณาจักรเพงาย ในยุคสามก๊ก ประมาณพระพุทธศักราช 761-823 ได้มีผู้นำที่มีความสามารถมาก ผู้นำของแคว้นแป๊ะไง้หรืออาณาจักรเพงายก็คือ เบ้งเฮ็ก ซึ่งขงเบ้งต้องยกไปตีถึง 7 ครั้ง 7 หน กว่าจะตีสำเร็จ เมื่อตีสำเร็จแล้วจึงเปลี่ยนชื่อแคว้นนี้เป็นเกียเล้ง ซึ่งนี่ก็เป็นช่วงสมัยปลายอาณาจักรเพงาย ต่อกับอาณาจักรน่านเจ้าแล้วนะครับ อาณาจักรเพงายหรือแป๊ะไง้ ก็เปลี่ยนชื่อเป็น เกียเล้งหลังจากที่ขงเบ้งตีได้ ตีในสมัยของเบ้งเฮ็กนี่แหละ

      แต่ก่อนยุคสามก๊ก จีนกับอาณาจักรเพงายก็มีการรบพุ่งกันมาแล้วหลายครั้งนะท่านนะ ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ในสมัยพระเจ้า ขุนเมืองกษัตริย์อาณาจักรเพงาย ได้มีการรบระหว่างไทยกับจีน สาเหตุที่รบกันก็เนื่องจากว่า อาณาจักรจีนนั้นมีฮ่องเต้ คือ พระเจ้าวู่ตี่ พระเจ้าวู่ตี่ เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้จัดสมณทูตไปอัญเชิญพระพุทธศาสนา ที่ประเทศอินเดียมาจีน การเดินทางของสมณทูตนั้นต้องผ่านเข้ามาในอาณาจักรเพงาย พ่อขุนเมือง ไม่ไว้ใจสมณทูตเหล่านั้น จึงขัดขวางทำให้กษัตริย์จีนขัดเคือง จึงส่งกองทัพมารบ ในที่สุด อาณาจักรเพงายก็พ่ายแพ้เมื่อปีพระพุทธศักราช 456

      ต่อมาอาณาจักรจีนเกิดจลาจล ชาวนครเพงายจึงได้โอกาสแข็งเมือง พอจีนเกิดจลาจล พวกที่เพงายก็แข็งเมืองขึ้นตั้งตนเป็นอิสระ จนถึงประมาณ พระพุทธศักราช 621 ฝ่ายจีนก็ได้รวบรวมกันเป็นปึกแผ่น ก็มีกำลังเข้มแข็งขึ้นก็ได้ยกกองทัพมารุกรานเพงายอีกครั้งหนึ่ง

      สาเหตุของการรุกรานครั้งนี้ เพราะว่าพระเจ้ามิ่งตี่หรือเม็งเต้ พระเจ้ามิ่งตี่ อาณาจักรจีนได้วางแผน ขยายอาณาเขต โดยใช้ศาสนาพุทธเป็นเครื่องมือ โดยส่งคณะทูตไปเผยแพร่พระพุทธศาสนายังประเทศใกล้เคียง ก็ใช้วิธีรุกรานวิธีนี้

      สำหรับนครเพงายนั้นเมื่อพระพุทธศาสนาแผ่ไปถึงก็ปรากฏว่ากษัตริย์ของนครเพงาย คือ พ่อขุน ลิวเมาก็เลื่อมใส ชาวนครเพงายโดยทั่วไปก็ยอมรับนับถือศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติ เพราะต่างก็ประจักษ์ในคุณค่าของพระธรรมอันวิเศษยอดเยี่ยม ธรรมะอันวิเศษยอดเยี่ยม คนในนครเพงายก็ยอมรับ พ่อขุนลิวเมาก็ยอมรับ นับว่า สมัยนี้เป็นยุคสมัยที่สำคัญ สำคัญเพราะ ศาสนาพุทธได้แผ่ขยายมาถึงอาณาจักรไทย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นประมาณพระพุทธศักราช 612

       เมื่อเป็นเช่นนั้น ฝ่ายจีนเห็นว่า ไทยยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาก็เลยถือว่า ไทยเป็นเมืองขึ้นของจีนด้วย จึงได้ส่ง ขุนนางเข้ามาควบคุมการปกครองนครเพงาย เมื่อฝ่ายไทยเห็นเช่นนั้นก็ไม่ยอม เพราะถือว่าจีนเข้าใจผิด พอเห็นว่าจีนเข้าใจผิด จึงผิดใจกับจีน ฝ่ายจีนก็ได้กรีธาทัพใหญ่เข้าที่นครเพงาย นครเพงายจึงเสียอิสรภาพเมื่อปีพระพุทธศักราช 621

      หลังจากนครเพงายเสียแก่จีนแล้วเนี่ย ชนชาติไทยในตอนนั้นก็มีการอพยพครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง จากนครเพงายอพยพลงมาทางตอนใต้ และออกไปทางตะวันตกก็มี ส่วนใหญ่มักจะไปตั้งอยู่ตามลุ่มน้ำ

      ในเวลาต่อมา ชนเผ่าไทย ก็ไปตั้งเมืองใหญ่ ตั้งเมืองใหญ่ถึง 6 เมือง ทั้ง 6 เมืองนี้ต่างก็เป็นอิสระแก่กัน ไม่ขึ้นแก่กัน ทั้ง ๆ ที่แต่เดิมก็มาจากนคร เพงายเดียวกันนั่นแหละ แต่ต่อมาก็ไม่ขึ้นแก่กัน ประกอบกับในตอนนั้นเนี่ย กษัตริย์จีนเสื่อมอำนาจลงมาก จีนแยกออกเป็นสามก๊ก ก๊กของเล่าปี่อันมีขงเบ้งเป็นผู้นำเนี่ยครับ ตอนนี้เองครับ ขงเบ้งได้ยกออกมาปราบนครอิสระของไทย บริเวณแคว้นแป๊ะไง้ ซึ่งมีเบ้งเฮ็กเป็นหัวหน้าได้สำเร็จ ชาวไทยกลุ่มนี้จึงต้องอพยพหนีภัยจากจีนมาเช่นเดียวกัน

      ต่อมาประมาณพระพุทธศักราช 850 พวกตาด ได้ยกกำลังเข้ามาอาณาจักรจีนทางตอนเหนือ ตาดหรือตาต้าก็เข้ารุกรานอาณาจักรจีนอีก เมื่อตีได้แล้วก็ตั้งตนขึ้นปกครองทางเหนือของจีน มีปักกิ่ง เป็นเมืองหลวง ส่วนอาณาจักรทางใต้ กษัตริย์เชื้อสายจีนก็ยังคงปกครองเมืองน่ำกิงครับ

      ทั้งหมดที่พูดมาจะเป็นประวัติศาสตร์หรือวรรณกรรม ขอความกรุณาท่านผู้ฟังวิเคราะห์เองก็แล้วกันนะครับ ทั้งสองพวกคือระหว่างไทยกับจีน ระหว่าง ตาดกับจีน หลายพวกด้วยกัน จะว่าสองก็ไม่ได้นะ ได้รบพุ่ง เพื่อแย่งความเป็นใหญ่ ทำให้เกิดการจลาจลตามอาณาจักร

      ผลแห่งการจลาจลครั้งนี้ก็เลยทำให้ อาณาจักรไทยทั้ง 6 นครอิสระ คือ ซีล่ง ม่งเส ล่างกง มุ่งซุย เอี้ยแซ และเท่งเซี้ยง กลับคืนเป็นเอกราชตามเดิม 6 อาณาจักรเป็นเอกราชตามเดิม

      นครม่งเส จัดว่าเป็นอาณาจักรสำคัญ เป็นนครที่ใหญ่กว่านครอื่น ๆ และก็ตั้งอยู่ต่ำกว่านครอื่น ๆ จึงมีฐานะมั่นคงกว่านครอื่น ๆ เพราะมันต่ำ มันห่างจากจีนสักหน่อย ประกอบกับมีษัตริย์จีนที่มีพระปรีชาสามารถไม่เข้มแข็งนัก จะสู้กษัตริย์ของไทยที่มีปรีชาสามารถมากกว่าไม่ได้ เพราะฉะนั้น กษัตริย์ของชนชาติไทยในช่วงนั้นจึงเข้มแข็ง

     กษัตริย์ที่เข้มแข็งมาก คือ กษัตริย์โซยโนล้อ โซยโนล้อ หรือสีนุโลได้รวบรวมนครรัฐทั้งหกเนี่ย อาณาจักรทั้งหกเข้าเป็นอาณาจักรเดียวกัน เรียกว่า อาณาจักรม่งเส หรือ หนองแส ฝ่ายจีนเรียกอาณาจักรนี้ว่าอาณาจักรน่านเจ้า จีนเรียกว่าอาณาจักรน่านเจ้า

     จากนั้นพระเจ้าสีนุโล หรือโซยโนล้อ ได้วางระเบียบการปกครองอาณาจักรอย่างแน่นแฟ้น พระองค์ก็ได้ดำเนินนโยบายผูกมิตรกับจีน เนี่ยเริ่มแล้ว เห็นว่ายังไง ๆ จีนก็เป็นอาณาจักรใหญ่มาก สู้รบก็คงจะลำบากจึงมีนโยบายผูกมิตรกับจีน เพื่อป้องกันการรุกราน เนื่องจากในระยะนั้นไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาสร้างตัว ก่อร่างสร้างตัวจนมีอำนาจ

     ในตอนนั้นสร้างตัวไม่นานนักก็เป็นอาณาจักรใหญ่ ที่มีอาณาเขตประชิดติดกับจีน ตอนนั้น จีนตรงกับสมัยของกษัตริย์ถังไทจง ซึ่งกำลังสร้างความเป็นปึกแผ่น หลังจากสงครามแย่งอำนาจกันเองเช่นเดียวกัน

      อาณาจักรน่านเจ้าสืบมาถึงกษัตริย์องค์ที่ 3 คือ กษัตริย์ เซ่งล้อพี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากราชวงศ์ถังให้เป็นเจ้าปกครองจังหวัด

      จีนพยายามสร้างวิธีเทโศบายให้ไทยเป็นเมืองขึ้นอีก ต่อมากษัตริย์องค์ที่ 4 คือ พระเจ้าพีล่อโก๊ะได้ยึดดินแดนรอบ ๆ ได้มากขึ้น ก็ทำให้อาณาจักรน่านเจ้านั้นเจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าเดิม อาณาเขตก็กว้างขวางกว่าเก่า

      งานชิ้นสำคัญของพระองค์อย่างหนึ่งก็คือ รวบรวมนครไทยอิสระ 5 นคร เข้าด้วยกัน และอีกประการหนึ่งก็คือ การสัมพันธไมตรีอันดีกับจีน ในสมัยนี้อาณาจักรน่านเจ้านั้นมีอาณาเขต เขตทิศเหนือจรดมณฑลฮุนหนำ ทิศใต้จรดมณฑลยูนาน ทิศตะวันตกจรดทิเบตและพม่า ตะวันออกจรดมณฑลกวางไส บรรดาอาณาจักรใกล้เคียงต่างพากันหวั่นเกรงอำนาจ และก็ยอมอ่อนน้อมอาณาจักรน่านเจ้าโดยถ้วนหน้ากัน

      พระเจ้าพีล่อโก๊ะนั้นมีอุปนิสัยเป็นนักรบจึงโปรดการสงคราม ปรากฏว่า ครั้งหนึ่งพระองค์เสด็จเป็นจอมทัพไปช่วยจีนรบกับชาวอาหรับที่มณฑลซินเกียง และพระองค์ได้รับชัยชนะอย่างงดงาม กษัตริย์จีนถึงกับยกย่องและให้สมญานามพระองค์ว่า ยูนานอ๋อง คือ เจ้าแห่งแคว้นยูนาน นี่กษัตริย์พีล่อโก๊ะจีนยกย่องเลยว่า ยูหนานอ๋อง หรือเจ้าแห่งแคว้นยูนาน เพราะได้ช่วยจีนรบกับชาวอาหรับที่บริเวณซินเกียน และก็ได้ชัยชนะอย่างงดงามทีเดียว

      พระองค์เป็นพระมหากษัติย์ที่ทรงเห็นการณ์ไกล มีนโยบายในการแผ่อาณาเขตและนโยบายนั้นฉลาดสุขุม วิธีการของพระองค์ก็คือ พระองค์ส่งพระราชโอรสให้แยกย้ายไปตั้งบ้านเมืองขึ้นใหม่ทางทิศใต้ และทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ บริเวณหลวงพระบาง ตังเกี๋ย สิบสองปันนา สิบสองจุไท หรือสิบสองเจ้าไท รวมทั้งบริเวณหัวพันทั้งห้า หัวพันทั้งหก

      กาลต่อมา ปรากฏว่า โอรสพระองค์หนึ่งได้ไปสร้างเมืองชื่อว่า โยนกนคร ขึ้นทางใต้ เมืองต่าง ๆ ของโอรสเหล่านี้ต่างก็เป็นอิสระแก่กัน

      ครั้นสิ้นสมัยพระเจ้าพีล่อโก๊ะ ประมาณพระพุทธศักราช 1289 โก๊ะล่อฝง ผู้เป็นพระราชโอรสได้ครองราชย์สืบต่อมา และดำเนินนโยบายมีไมตรีกับจีนมาโดยตลอด จนถึงประมาณพระพุทธศักราช 1293 ไทยกับจีนจึงมีเหตุขัดเคืองใจกันขึ้น มูลเหตุเนื่องจากว่า เจ้าเมืองฮุนหนำได้แสดงความประพฤติดูหมิ่นกษัตริย์ไทย พระองค์จึงขัดเคืองพระทัย ถึงขั้นยกกองทัพไปตีเมืองฮุนหนำ และหัวเมืองน้อยใหญ่อื่น ๆ ถึงสามสิบสองหัวเมือง แม้ว่าทางฝ่ายจีนจะพยายามโจมตีกลับคืนมาหลาย ๆ ครั้งก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดฝ่ายจีนก็เข็ดขยาดและเลิกรบไปเอง

      ในขณะที่ไทยทำสงครามกับจีน ไทยก็ได้ทำการผูกมิตรกับทิเบต เพื่อหวังกำลังรบเข้ามาช่วยเหลือ และเป็นการป้องกันอันตรายทางด้านทิเบตอีกด้วย

      ครั้นสิ้นสมัยของพระเจ้าโก๊ะล่อฝง พระราชนัดดาของพระองค์คือ เจ้าอ้ายเมืองสูง หรือ อีเหมาซุน อีเหมาซุนได้ขึ้นครองราชย์ต่อมา เหตุการณ์ในตอนต้นรัชกาลก็คือ ไทยกับทิเบตเป็นไมตรีกัน และก็รวมกำลังกันไปตีแคว้นเสฉวนของจีน แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ

      ครั้นในเวลาต่อมา ทิเบตถูกรุกรานและขอกำลังจากไทยไปช่วยหลายครั้งมากเกินไป จนฝ่ายไทยชักไม่พอใจ ประจวบกับในเวลาต่อมา จีนก็ได้แต่งทูตมาขอเป็นไมตรีกับไทย เจ้าอ้ายเมืองสูงหรืออีเหมาซุนก็คิดจะเป็นไมตรีกับจีน เมื่อทางทิเบตทราบระแคะระคายเข้าก็ไม่พอใจไทย จึงคิดอุบายหักหลังไทย แต่ฝ่ายไทยไหวทันจึงสวมรอยเข้าตีทิเบตย่อยยับ ก็ตีหัวเมืองทิเบตได้ 16 แห่ง ทำให้ทิเบตเข็ดขยาดฝีมือของไทย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

      ครั้นในเวลาต่อมา กษัตริย์น่านเจ้าเริ่มอ่อนแอและไม่มี มีน้อยเป็นนักรบดังปรากฏในตามบันทึกของฝ่ายจีนที่ว่า ในสมัยที่พระเจ้าฟ้าขึ้นครองราชย์ ในอาณาจักรน่านเจ้า เมื่อปีพระพุทธศักราช 1420 พระเจ้าฟ้าได้มีพระราชสาส์นไปถึงอาณาจักรจีน ชวนให้เป็นไมตรีกัน ทางฝ่ายจีนก็ตกลงเพราะยังเกรงในฝีมือและความเข้มแข็งของไทย

      แต่กระนั้นจีนก็ยังไม่ละความพยายาม รุกรานอาณาจักรน่านเจ้า ปรากฏว่ากษัตริย์จีนยุคนั้นใช้วิเทโศบายฉลาดมาก ส่งพระราชธิดา หงางฝ่ามาให้อภิเษกสมรสกับพระเจ้าฟ้า เพื่อหาโอกาสรุกรานเงียบในเวลาต่อมา

      ลักษณะที่พระเจ้ากรุงจีนได้ส่งพระราชธิดาหงางฝ่า ให้มาอภิเษกกับพระเจ้าฟ้านั้น เป็นเรื่องที่กษัตริย์ทางยุโรปเขาใช้กันเสมอในยุคหลัง เขาใช้กันเรื่อยเลย
ท่านที่เรียนประวัติศาสตร์ทางยุโรป ก็คงจะรู้จักซีซาร์พอเจียนะฮะ ซีซาร์พอเจียจะเที่ยวส่งลูกสาวไปให้กษัตริย์องนั้นองค์นี้ตลอด เพื่อขยายราชอาณาจักร

      ไม่เหมือนของเรา พระร่วงเจ้านั้น พระธิดาคือ พระนางเทพสุดาสร้อยดาวไปเป็นมเหสีมะกะโท ไทยก็เลยได้พม่าเป็นเมืองขึ้นในยุคนั้น ของเราไม่ต้องไปแผ่อำนาจแบบนั้น แต่ได้มาเอง แต่พระเจ้ากรุงจีนถึงกับส่งพระราชธิดาเพื่อให้มาสมรสกับพระเจ้าฟ้านะฮะ

      จากนั้นได้พยายามผันแปรขนบธรรมเนียมประเพณีในราชสำนัก ให้มีแบบแผนไปทางจีนทีละน้อยทีละน้อย นี้เรียกว่า ใช้วัฒนธรรมเป็นอาวุธ แล้วจีนใช้ได้ผลสำเร็จด้วยครับ ราษฎรในน่านเจ้าก็พากันนิยมตามจีนกันไปหมด ในที่สุด อาณาจักรน่านเจ้าก็มีลักษณะคล้ายอาณาจักรจีน นี้เรียกว่าถูกรุกรานทางวัฒนธรรมได้หมดแล้ว

      แม้จะสิ้นสมัยพระเจ้าฟ้า กษัตริย์น่านเจ้าองค์หลัง ๆ ก็ยังคงปฏิบัติตามรอยเดิม ประชาชนจีนก็เข้ามาปะปนอยู่ด้วยมาก แม้กษัตริย์เองก็มีสายเลือดจีนปะปนแทบทุกพระองค์ ก็เลยก่อให้เกิดความเสื่อม ความอ่อนแอขึ้นภายในอาณาจักรน่านเจ้า เกิดกบฎภายในบ่อยครั้ง มีการแย่งชิงราชสมบัตกันหลายครัง ในที่สุดเกิดการแตกแยกกัน

     ความเสื่อมดำเนินต่อไปตามลำดับ ราชวงศ์สุดท้ายของน่านเจ้า คือ ราชวงศ์ต้วน ราชวงศ์ต้วน ต้วนซือเพ้งได้ปราบกบฎได้ ต้วนซือเพ้งปราบกบฎที่มีอยู่ทั้งหมดในน่านเจ้า เพราะตอนนั้นแตกเป็นก๊กเป็นเหล่า แย่งชิงอำนาจกันอยู่ตลอดเวลา ต้วนซือเพ้งปราบกบฎได้แล้ว เปลี่ยนชื่อประเทศเสียจากอาณาจักรน่านเจ้า เป็นประเทศไต้ลี้

     นี่แหละครับที่ท่านถามถึงประเทศไต้ลี้เมื่อสักครู่ ก็มาถึงคำตอบแล้วว่า ประเทศไต้ลี้ก็เป็นประเทศที่เปลี่ยนชื่อมาเท่านั้นแหละครับ เปลี่ยนชื่อจากอาณาจักรน่านเจ้า เปลี่ยนในสมัยราชวงศ์ต้วน เมื่อต้วนซือเพ้งซึ่งเป็นกษัตริย์ได้ปราบกบฎทั้งหมดได้สำเร็จ เปลี่ยนชื่อประเทศเป็นไต้ลี้หรือตาลีฟู ไต้ลี้หรือตาลีฟู

     สกุลต้วนเนี่ยปกครองไต้ลี้มีกษัตริย์ถึง 22 รัชกาล มีกษัตริย์มากมายถึง 22 รัชกาล จัดว่าเจริญมากเลยประเทศไต้ลี้ จนถึงประมาณปีพระพุทธศักราช 1823 ตอนนี้แหละครับที่กุ๊บไลข่านแห่งราชอาณาจักรจีนก็โจมตี ประเทศไต้ลี้หรืออาณาจักรน่านเจ้าแตกดับลงไปในครั้งนั้น

     นี่เป็นการตอบคำถามของท่าน ที่ได้ถามมาเรื่องของประเทศไต้ลี้ หรืออาณาจักรน่านเจ้า จะเห็นว่า เราจะมีชื่อกษัตริย์น่านเจ้าที่เราคุ้นบ้างไม่คุ้นบ้างนะครับ เช่น ต้วนซือเพ้ง หรือกษัตริย์ราชวงศ์ต้วน อันนี้ที่ทำให้อาณาจักรน่านเจ้าเจริญขึ้นมาก หรือเราจะได้ยินชื่อกษัตริย์พระเจ้าฟ้า องค์นี้คือพระเจ้าฟ้านะครับ ที่พระเจ้ากรุงจีนได้ส่งพระราชธิดา คือพระนางหงางฝ่ามาให้อภิเษกสมรสกัน พระเจ้าฟ้านี่เราก็ได้ยินอยู่บ่อยครับ คาดว่าคงจะมีคนนำไปแต่งนิยายอิงประวัติศาสตร์อยู่หรอก

     หรือแม้แต่กษัตริย์ที่ชื่อว่า อีเหมาซุน หรือ อ้ายเมืองสูง เราก็เคยพอได้ยินนะฮะ อ้ายเมืองสูง หรือ อีเหมาซุน ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าโก๊ะล่อฝง เนี่ยเราก็รู้จักกัน หรือพระเจ้าพีล่อโก๊ะ เราก็รู้จัก อย่างนี้เป็นต้นครับ

      ที่จริงแล้ว ถ้าจะสอบทวนกลับกันไปดี ๆ ก็จะเห็นว่า ในช่วงที่กำลังเกิดเรื่องราวการล่มไปของอาณาจักรน่านเจ้านี้ อาณาจักรสุโขทัยก็มีอันเกิดขึ้นล้วนะฮะ แล้วมีชนเผ่าไทยอยู่บริเวณสุโขทัย บริเวณพิษณุโลก มีขึ้นแล้ว เพราะเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นประมาณปีพระพุทธศักราช 1823 นี้เอง แต่ไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่ว่า พอสิ้นน่านเจ้า คนก็อพยพลงมาเพื่อมาอยู่ใหม่ ก็ไม่ใช่นะครับ เพราะคนไทยที่นี่เดิมก็มี ส่วนคนอพยพลงมาก็มี

     แต่หลายท่านก็บอกว่าคนไทยที่อยู่เดิมนี่ฮะ เป็นคนไทยที่ส่งลงมาสมัยพระเจ้าพีล่อโก๊ะนะท่านนะ เพราะพระเจ้าพีล่อโก๊ะเนี่ย ทรงเห็นเหตุการณ์ไกล พระองค์ก็เลยส่งพระราชโอรสแยกย้ายไปตั้งบ้านเมืองใหม่ ทางทิศใต้และทิศตะวันออกเฉียงใต้ เช่น บริเวณหลวงพระบาง ตังเกี๋ย สิบสองปันนา สิบสองจุไท กลุ่มหัวพันทั้งห้า หัวพันทั้งหก

      ถ้ามาตั้งอย่างนี้ เป็นไปได้ไหมว่าจะมีคนเผ่าเดิมอยู่ แล้วเผ่าใหม่ก็เข้ามา แล้วมีการกลมกลืนกันขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าจะบอกว่า ชนเผ่าไทยลงมาจากจีนก็ไม่ผิดหรอกครับ แต่ว่าก็เป็นส่วนหนึ่ง ชนเผ่าไทยมีอยู่เดิมก็ไม่ผิดหรอกครับ ก็เป็นส่วนหนึ่ง ชนเผ่าไทยอยู่ทางใต้แล้วขึ้นไป ก็น่าจะมีส่วนอยู่ เพราะมาทางเรือ เป็นไปได้ทั้งนั้นแหละท่าน

      นักประวัติศาสตร์น่ะเขาก็จะมีความใจกว้าง แล้วก็จะดูหลักฐาน ดูข้อสันนิษฐานต่าง ๆ เท่าที่มีอยู่ แล้วก็จะได้รวมเขียนเป็นเรื่องขึ้น ที่ผมกราบเรียนมา ถ้าจะถามว่า มันเป็นประวัติศาสตร์หรือไม่ พวกข้อเขียนต่างๆ นี้ คำตอบก็คือ ผมมองว่ามันเป็นวรรณกรรม ว่ามันเป็นวรรณกรรม เพราะมันมีจินตนาการอยู่ด้วยนะครับ แต่หลักฐานที่มีตามจารึกต่าง ๆ นั้นก็อ้างกันไป แล้วก็หาความสมเหตุสมผล เพื่อให้จินตนาการนั้นดูเป็นเรื่องเป็นราวขึ้น

      แล้วผมเรียนไว้ตั้งแต่ตอนแรกแล้วว่า ก็ไม่มีใครหรอกที่เกิดในสมัยนั้น แล้วมาเล่าให้เราฟัง เราศึกษาประวัติศาสตร์ เราก็พยายามที่จะทวนกลับไปในยุคก่อนๆ โดยอาศัยหลักฐานเท่าที่มีอยู่ เป็นตัวเขียน และเท่าที่มีอยู่เป็นหลักฐานทางวรรณคดี เราก็ดูอย่างนี้แหละครับ พอดูอย่างนี้ก็เขียนเป็นเรื่องอย่างนี้ขึ้น และผมก็ถือว่า เรื่องอย่างนี้จะเขียนเป็นวรรณกรรมก็ได้ หรือท่านจะมองเป็นอย่างอื่นก็แล้วแต่ ผมมองเป็นวรรณกรรม

      บางทีเรามองสิ่งเหล่านี้ เราก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเนื้อหามากนักหรอกครับ แต่เรามองเห็นถึงความคิดของคนที่ได้คิดและเขียนเรื่องพวกนี้ขึ้น ว่าเขามีความคิดประการใด ถ้าเขาคิดอย่างนี้และเขามีหลักฐาน ก็แปลว่าคนส่วนใหญ่ก็เชื่อตามเค้า ถ้าเชื่อตามกันขึ้นมา มันก็เป็นประวัติศาสตร์ได้ เราอาศัยความจริง แต่ว่าความจริงที่ว่าเป็นความจริงอันได้จากหลักฐานเหตุผล และจินตนาการด้วยเหมือนกัน

      มันก็ไม่ได้ใช้เหตุผล มันก็ไม่ได้ใช้หลักฐานที่มองดูแล้วจะทำให้สมจริงอย่างที่สุด เหมือนกับการเกิดจริงๆ น่ะ มันคงจะไม่ได้หรอกท่าน เราศึกษาความเป็นมนุษย์ของคนในยุคแต่ก่อน ในยุคพัน ๆ ปี สองพันปี ถึง หกพันปี ดังที่พูดมาเนี่ย เราศึกษาเขาไม่ได้จากการไปถามเขาหรอก เพราะฉะนั้นให้ ดูจากบันทึกที่พอมี กับอีกอย่างหนึ่งก็คือ หลักฐานทางโบราณคดี นี่ก็เป็นข้อสันนิษฐาน

     วิชาพวกนี้นั้นอาศัยวิทยาศาสตร์เข้ามาได้เป็นบางสิ่งนะครับ อาศัยวิธีการทางประวัติศาสตร์ได้ แต่ขณะเดียวกันมันก็มีได้ จินตนาการอยู่นั่นแหละครับ และเมื่อไรที่มีจินตนาการอยู่ เราก็เรียกว่าเป็นวรรณกรรมได้เช่นเดียวกัน

      ที่เรียนมาทั้งหมดก็เพื่อจะให้ผู้ฟังที่เยาว์วัยหน่อยได้มองเห็นแนวทาง มองเห็นวิธีคิดนะครับ ว่ามันก็มีวิธีคิดอย่างนี้อยู่เหมือนกันนะท่านนะ

      สำหรับวันนี้นะครับวรรณกรรมสองแคว ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการ ขอกราบลา ครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>