สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ
รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบอีกครั้งหนึ่ง กระผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ
ในคราวที่แล้วเรายังอยู่ที่การตอบคำถามเกี่ยวกับสามก๊ก ผมทวนคำถามนิดหนึ่ง
คำถามจากท่านสุภาพสตรีท่านหนึ่งถามว่า สามก๊กทำไมจึงมีหลายสำนวน เพราะเคยเห็นทั้งฉบับวนิพก
ของยาขอบ ฉบับนายทุน ของหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ฉบับของสังข์ พัฒโนทัย
นะครับ แต่ว่าฉบับของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เนื้อหาอ่านยากมากและมีหลายตอนเหลือเกิน
ในคราวที่แล้วผมได้ตอบคำถามไป โดยเริ่มตั้งแต่กล่าวถึง ตั้นสิ่ว ซึ่งได้แต่งเรื่องบันทึกสามก๊ก
ไปจบลงตอนที่ว่าในขณะที่ทำเรื่องสามก๊ก เขียนเรื่องสามก๊กอยู่นั้น เวลาเขียนเรื่องก๊ก
ก๊กของโจโฉ สืบค้นได้ง่าย ตั้นสิ่วก็สืบค้นได้ง่าย เรื่องก๊กของเล่าปี่
ตั้นสิ่วก็พอรู้อยู่มาก เพราะสืบถามได้ง่าย แต่พอตั้นสิ่วจะเขียนเรื่องก๊กของ
ซุ่นกวน เท่านั้นแหละ ต้องค้นหาสืบหาด้วยความยากลำบาก เพราะตำแหน่งของตั๊นสิ่วก็ไม่ใหญ่พอที่จะขอดูหลักฐานจากหน่วยงานอื่นได้
แต่อย่างไรก็แล้วแต่เถอะ ตั้นสิ่วเขียนบันทึกสามก๊กออกมาถึง 65 เล่ม ไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้ดีขนาดนี้
แต่ถึงแม้บันทึกสามก๊กของตั๊นสิ่วจะดีขนาดไหนก็แล้วแต่เถอะครับ ตั้นสิ่วก็ถูกโจมตีอีกแหละ
เพราะมีผู้กล่าวหาตั้นสิ่วว่า ในบันทึกสามก๊กของตั้นสิ่วนั้น ตั้นสิ่วตำหนิขงเบ้ง
เพราะข้อเท็จจริงที่มีอยู่ว่า ขงเบ้งสั่งลงโทษพ่อของตั้นสิ่ว กลายเป็นเรื่องส่วนตัวไปแล้ว
เพราะฉะนั้นตั้นสิ่วจึงได้เขียนตำหนิ ซึ่งความจริงแล้วในบันทึกสามก๊กนั้น
ตั้นสิ่วเขียนยกย่องขงเบ้งมาก ทั้งที่ขงเบ้งลงโทษพ่อของตั้นสิ่วแต่เขาก็เขียนยกย่อง
ผีซ้ำด้ำพลอยเข้าไปอีก เรื่องส่วนตัวกลับมาพันกับเรื่องงานอีกแล้ว เพราะต่อมาแม่ของตั้นสิ่วถึงแก่กรรม
ตั้นสิ่วก็จัดการฝังศพที่นครลกเอี๋ยงตามคำสั่งของแม่ แม่บอกว่าถ้าตายก็ให้ฝังศพไว้ที่นครลกเอี๋ยง
นะลูกนะ แต่ปรากฏว่าคนทั่วไปนั้นหาว่าตั้นสิ่วเป็นคนไม่กตัญญู เป็นคนเนรคุณ
เพราะอะไร ไม่นำศพของแม่ไปฝังไว้ที่บ้านเดิม นี่เรื่องใหญ่นะครับสำหรับคนจีนในยุคนั้น
คนจีนถือว่าเป็นความผิดอย่างมาก ถ้าไม่นำศพของพ่อแม่ไปฝังไว้ที่บ้านเดิม
เพราะฉะนั้นก็น่าสงสารตั้นสิ่ว ซึ่งอุตส่าห์ทำเรื่องบันทึกสามก๊กไว้ให้เป็นบันทึกประวัติศาสตร์หลวง
ก็เลยไม่มีโอกาสนำเสนอไปเป็นบันทึกประวัติศาสตร์หลวง
เพราะอะไร เพราะว่าคนทั่วไปในยุคนั้นมองดูว่าตั้นสิ่วเป็นคนอกตัญญู เป็นคนเนรคุณ
ไม่เอาศพแม่ไปฝังที่บ้านเกิด
เรื่องล่วงเลยมาจนกระทั่งสิ้นสุดราชวงศ์ของซุ่นกวน
พอสิ้นสุดราชวงศ์ซุ่นกวน ตั้นสิ่วก็ได้ต่อเติมก๊กซุ่นกวนเข้าอีกมากมายเลยในบันทึกสามก๊ก
และก็เป็นประวัติสามก๊กฉบับสมบูรณ์ เพราะมีครบทั้งสามก๊ก เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในยุคนั้นจึงเรียกตั้นสิ่วเข้าไปทำงาน
แต่ตั้นสิ่วแก่มากแล้วก็ไม่สามารถเข้าทำงานได้
และในปีพุทธศักราช 841 คือปีต่อมา ตั้นสิ่วก็ถึงแก่กรรม เป็นปีเดียวกับที่ทางการรับรองบันทึกสามก๊กเป็นประวัติศาสตร์หลวง
และก็เก็บเอาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติของจีน นี่ก็น่าสงสารตั้นสิ่ว ทำงานเขียนสามก๊กอย่างเต็มที่
จนกระทั่งได้เป็นประวัติศาสตร์หลวง แต่ท่านตั๊นสิ่วก็ถึงแก่กรรมเสียก่อนที่จะเห็นความรุ่งเรืองของผลงานของตน
ต่อมาสมัยราชวงศ์ซ้อง ในราชวงศ์ซ้องนี้ถือว่านิทานเป็นศิลปะพื้นบ้านอันเป็นที่นิยมกันมาก
อาชีพที่สำคัญในยุคนั้นคืออาชีพนักเล่านิทาน เป็นอาชีพที่มั่นคงมาก ผู้เล่าต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเล่าเรื่องประเภทใดประเภทหนึ่ง
ใน 4 ประเภท คือ เรื่องรักสมจริง ประเภทที่หนึ่ง หรือเรื่องฆาตกรรมประเภทที่สอง
นิทานพื้นบ้านและชาดกประเภทที่สาม และเกร็ดประวัติศาสตร์นี่เป็นประเภทที่สี่
พอความนิยมเรื่องนิทานมีขึ้น สามก๊กตอนสั้น ๆ ก็ถูกถ่ายทอดเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะ
นักเล่านิทานนำเรื่องอิงประวัติศาสตร์และเกร็ดวรรณคดีมาขยาย ต่อเติมรายละเอียดในสามก๊กนั้นอีกมาก
มีการพรรณนาให้สมจริงยิ่งขึ้นตามจินตนาการของผู้เล่า
ในยุคราชวงศ์ซ้อง ที่จริงในยุคนั้นในสมัยนั้น ทั่วโลกก็นิยมเหมือนกัน สำหรับการเล่านิทาน
และบางทีก็ต้องเล่านิทานให้เป็นทำนองด้วยซ้ำ ผู้ที่เล่านิทานเป็นทำนอง
หรือขับนิทานหรือแม้แต่บทเพลงเขาเรียกว่าพวกวณิพก วณิพกชื่อเสียงจะดังไปขับบทเพลงในราชสำนักต่าง
ๆ และมีค่าตอบแทนให้สูง เขาเรียกว่าให้รางวัล
วณิพกภาษาอังกฤษใช้คำว่า
Means tale ภาษาฝรั่งเศสใช้คำว่า ทูบาดัว ผมอ่านออกเสียงไม่ชัดนะครับคำนี้
ประเดี๋ยวออกเสียงผิดไป ต้องขอความกรุณาท่านที่เชี่ยวชาญทางภาษาฝรั่งเศสได้ทักท้วงด้วยครับ
ก็เป็นอันว่าบรรดาวณิพกหากินกันทั่วไปในจีน วณิพกก็ขับสามก๊กออกมา อาจจะเป็นกลอน
เป็นเรื่องเล่า หรือเป็นแบบมุขปาฐะก็ว่ากันไป เพราะยุคนั้นเราไม่ได้เกิดในยุคนั้น
ครั้นถึงสมัยราชวงศ์ถัง นี้ประมาณพุทธศักราช 1161 1449 มีผู้นำเอาบางตอนของสามก๊กจี่มาแต่งเป็นนิทาน
แต่งในลักษณะของหนังสือนิทาน เป็นประเภทหนึ่งของวรรณกรรม เขาเรียกหนังสือนิทาน
ภาษาจีนใช้คำว่า ฮว่าเปิ่น ฮว่าเปิ่น ก็คือหนังสือนิทาน ถ้าพูดในศัพท์ทางวรรณคดีปัจจุบัน
เรียกว่า genres หนึ่ง
เป็นประเทหนึ่งของวรรณกรรมเรียกว่า หนังสือนิทาน โดยมีผู้นำเอาสามก๊กจี่มาแต่งเป็นหนังสือนิทาน
หรือฮว่าเปิ่น
นิทานที่เล่าอย่างมีศิลปะโดยนักเล่านิทาน และนิทานที่เรียนเป็นหนังสือนิทานหรือฮว่าเปิ่น
มีโครงเรื่องนำมาจากชีวิตจริง และนิทานพื้นบ้าน ลักษณะของวรรณกรรมแบบนี้นะครับ
สะท้อนความวุ่นวายในสังคม เรื่องเหล่านี้มีอิทธิพลต่อนิยายคลาสสิก ในยุคยิ่งใหญ่แต่ก่อนเสมอ
เทียบดูได้จากเรื่องสามก๊ก หรือซ้องกั๋ง หรือไซอิ๋ว เนือ้หาบางเรื่องแม้จะมุ่งความบันเทิงแต่มุ่งศีลธรรมด้วย
ครั้นถึงสมัยราชวงศ์หยวนก็ประมาณ ปีพุทธศักราช 1820 1910 ปี 1910
นั้นก็ตรงกับสมัยสุโขทัยของเราแล้ว ในสมัยราชวงศ์หยวนการละครเจริญมาก ก็เลยมีผู้นำเอาสามก๊กบางตอน
มาแต่งมาปรับปรุงให้ประณีตขึ้น เพื่อเป็นบทละครใช้สำหรับเล่นงิ้ว ในเมืองจีนนำเอามาทำบทละครก็คือนำเอามาเล่นงิ้ว
ในสมัยนั้นชาว
มองโกลได้เข้ามาครอบครองจีนในยุคแรก ชาวมองโกลยกเลิกการสอบจอหงวน การสอบจอหงวนบางคนต้องใช้เวลาสอบถึง
60 ปีก็มี หนักมากสำหรับการสอบจอหงวนแบบขงจื้อ ให้ยกเลิกการสอบจอหงวนเสีย
ก็เลยทำให้ปัญญาชนตกงาน ปัญญาชนที่จะสอบจอหงวนตกงานไปตาม ๆ กัน เพราะเรียนหนังสือแล้วไม่ทราบว่าจะไปทำงานอะไร
เรียกว่าตกงาน
ไม่น่าเชื่อการตกงานมีมาตั้งแต่พระพุทธศักราช 1820 แล้ว สมัยสุโขทัยของเรา
ปัญญาชนจีนเขาตกงานกันมาแล้ว ภาวะว่างงานนั้นเกิดขึ้น พวกปัญญาชนพอตกงานก็หันมาเขียนบทละครแทน
ก็เป็นปัญญาชนนี้ ไม่ได้เป็นจอหงวน ก็หันมาเขียนบทละครก็ได้ มันก็เลยกลายเป็นผลดีของวรรณกรรมของคนทั่วไป
เพราะอะไร เพราะแต่เดิมการเขียนบทละครต้องอยู่ในกรอบของสมาคมหนังสือ อาชีพแสดงงิ้วเป็นงานต่ำมันไม่คู่ควรกับปัญญาชน
แต่พอถึงยุคนั้น ปัญญาชนหันมาเขียนบทละครเพื่อจะยังชีพ หรือจะทำเพื่อชื่อเสียงก็แล้วแต่
ปรากฏว่าพระราชสำนักเลยหันมาสนับสนุน เพราะพระราชสำนักรู้คุณค่าของการละคร
ดนตรี การขับร้องด้วย บทละครจึงเจริญมาก สามก๊กก็ถูกนำมาเขียนเป็นบทละครในสมัยนั้นถึง
14 ตอน
พอดีที่ผมนำมากล่าวนี้ไม่ปรากฏในข้อเขียนทางภาษาไทยเท่าใดนัก มีบางคนเขียนไว้บ้างเพราะฉะนั้นผู้ฟังฟังแล้วอาจจะรู้สึกแปลกหูไปบ้าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อ่านสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
พระองค์มีคำอธิบายไว้แล้ว และอาจจะต่างกับที่ผมพูดหลายตอน
สามก๊กที่เรารู้จักกันในปัจจุบันไม่ใช่ฉบับของตั้นสิ่ว
สามก๊กที่เรารู้จักกันไม่ใช่ฉบับของตั้นสิ่ว แต่มันเป็นหนังสือมีชื่อว่าบรรยายความเรื่องสามก๊ก
บรรยายความเรื่องสามก๊กฉบับที่คนไทยรู้จัก มันไม่ใช่เรื่องสามก๊ก แต่เป็นบรรยายความเรื่องสามก๊ก
แต่งโดยล่อกวนตง
ล่อกวนตงอันนี้ผมออกเสียงเหมือนพวกฮกเกี้ยน ถ้าออกเสียงแบบภาษาจีนกลางก็จะเป็นล่อกวนจง
หรือ หลอกวานจง แต่ถ้าจะให้ถูกต้องเป็น หลอกว้านจง แต่ถ้าออกเสียงแบบฮกเกี้ยน
ก็เป็นล่อกวนจง
บรรยายความเรื่องสามก๊ก
ของล่อกวนตง แต่งในปลายสมัยราชวงศ์หยวน ตอนต้นราชวงศ์เหม็ง ก็ประมาณพระพุทธศักราช
1911-2186 ประมาณนั้น ล่อกวนตงได้นำบทละครที่ 14 ตอนมาแก้ไข บทละคร 14
ตอนมาแก้ไข เขียนขึ้นใหม่โดยใช้ภาษาที่อ่านง่ายเป็นตอนทั้งหมด 120 ตอน
ต่อมา เม่าจงกัง ได้อธิบายเพิ่ม และให้กิมเสียถ่างอ่านตรวจ และก็เพิ่มคำนำ
และนำไปตีพิมพ์ ตั้งแต่นั้นจึงได้พิมพ์เผยแพร่ขึ้น แล้วมีการแปลเป็นภาษาต่าง
ๆ หลายภาษา เช่น ภาษาญี่ปุ่น สเปน ฝรั่งเศส เกาหลี มลายู ยวน อังกฤษ และภาษาไทย
ก็แปลเยอะทีเดียว
ถ้าจะว่าไปแล้วล่อกวนตงต่อเติม ต่อเติมเรื่องสามก๊กเดิมที่มาทำเป็นเรื่องบรรยายความเรื่องสามก๊ก
ฉบับที่คนไทยเราอ่านนี่นะครับของเจ้าพระยาพระคลัง(หน) ล่อกวนตงคงได้ต่อเติมผิดแผกไปจากต้นฉบับหลายเรื่องทีเดียว
เช่น การสาบานเป็นพี่น้องของ เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย นี่ก็ต่อเติม
บางตอนให้เรื่องผิดแผกไป
เรื่องนางเตียวเสี้ยน นี่ที่ผิดแผกไป แต่การต่อเติมนั้นก็มีจุดประสงค์เพื่อให้ความสนุกสนาน
ก็เลยทำให้หนังสือที่ชื่อว่า บรรยายความเรื่องสามก๊ก ของล่อกวนตง เป็นที่นิยมแพร่หลายมาก
ก็จัดว่าถูกแปลเป็นภาษาต่างประเทศมากมายที่สุดเรื่องหนึ่งของหนังสือในโลกนี้
ขณะเดียวกันหนังสือบรรยายความเรื่องสามก๊กที่ล่อกวนตงเขียนขึ้น เป็นฉบับคนไทยอ่านก็ทำให้ผู้อ่านเกิดทัศนะต่อคนในสามก๊กผิดเพี้ยนไปมาก
ๆ เช่น โจโฉ คนนี้เป็นนักการเมืองและนักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ เรามอง โจโฉไปเป็นพวกกังฉิน
ไม่ยักกะมองเป็นนักการเมืองและเป็นนักประพันธ์ที่ยิ่งใหญ่เสียแล้ว
ส่วนโจผีซึ่งเป็นลูกของโจโฉ คนนี้เป็นนักรบและนักประพันธ์ผู้ที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโจโฉหรอก
แต่ก็กลายเป็นลูกกังฉินที่ชุบมือเปิปราชบัลลังก์ นี่ความเห็นของคนไทย
ขงเบ้งเป็นนักปกครองและนักเขียนร้อยแก้ว
เลยกลายเป็นเซียนไปเลย ส่วนสุมาอี้แม่ทัพที่ยอดเยี่ยมที่รบกับขงเบ้ง ขงเบ้งนั้นไม่มีทางเอาชนะสุมาอี้ได้เลย
แต่ในทัศนะของคนไทย ซึ่งอ่านบรรยายความเรื่องสามก๊กของล่อกวนตง คนไทยมองดูว่าสุมาอี้กลายเป็นตัวตลกของขงเบ้งไปเสียแล้ว
นี่ทัศนะของผู้อ่านเลยต่างกัน
ยกตัวอย่างเรื่องที่มีการต่อเติมเพื่อนำเสนอผู้ฟังไว้เป็นบางตอน เช่น เรื่องราวของลิโป้กับเตียวเสี้ยน
เรื่องนี้สำคัญ แต่งเป็นเพลงมากเสียด้วย เรื่องราวของลิโป้กับเตียวเสี้ยน
ซึ่งนักเล่านิทานของจีนและพวกงิ้วนิยมนำมาเล่า นิยมนำมาเล่นเป็นงิ้วมากเหลือเกิน
และเป็นที่จับใจมาก ในประวัติศาสตร์นั้นไม่ปรากฏชื่อของนางเตียวเสี้ยนแต่ประการใด
ท่านผู้ฟังครับไม่มีชื่อของนางเตียวเสี้ยนในประวัติศาสตร์จีนจริง ๆ ส่วนในประวัติศาสตร์ของตั๋งโต๊ะ
ประวัติศาสตร์ตอนที่กล่าวถึงตั๋งโต๊ะ ก็บอกว่าตั๋งโต๊ะนั้นให้ลิโป้เป็นผู้จัดการบ้านของตน
คือดูแลฝ่ายใน อันได้แก่ ภรรยา ลูก และสาวใช้ ส่วนลิโป้ก็ถือโอกาสลวนลามสาวใช้ทำให้ตั๋งโต๊ะไม่พอใจมาก
เรื่องก็มีแค่นี้แหละครับในประวัติศาสตร์ แต่ฉบับของไทยเราที่อ่านไม่ใช่เช่นนั้น
มาดูชื่อคำว่า เตียวเสี้ยน ซักหน่อย เตียวเสี้ยน เตียวนำหน้าก็เป็นแซ่
แซ่เตียว ส่วนคำว่าเสี้ยนเป็นคำที่นิยมเรียกเด็กสาวทั่ว ๆ ไป ในยุคนั้นเด็กสาวทั้งหลายเราก็เรียกว่าเสี้ยน
แต่เตียวเสี้ยนในเรื่องสามก๊ก คำว่าเสี้ยนนั้นไปพ้องเสียงกับคำที่แปลว่า
ตัวมิ้ง ตัวมิ้งก็คือสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีขนนิ่ม งดงามมากมักนำขนมาทำเสื้อกันหนาวราคาแพง
เรียกว่าเสื้อขนมิ้ง ตกลงเสี้ยนตัวนั้นมันไปพ้องกับคำว่าตัวมิ้งนะท่านนะ
นอกจากนี้คำว่าเสี้ยนในภาษาจีนยังพ้องเสียงกับคำที่แปลว่า
จั๊กจั่น ซึ่งในกวีนิพนธ์ในกวีพจน์สัญลักษณ์ของจีนนั้น เขาใช้ความหมายของจั๊กจั่นว่า
เป็นความเย็นสบายในฤดูร้อน เป็นความน่าเอ็นดู
ฉะนั้นหากเรารวมความคำว่า เตียวเสี้ยนและให้ความหมายก็จะมีนัยว่าเตียวเสี้ยนหมายความว่า
มีความอบอุ่นในฤดูหนาว และเย็นสบายในฤดูร้อน ทั้งประกอบกับความน่ารักน่าเอ็นดู
โอ้ชื่อนี้ฟังแล้วสำคัญนะท่านนะ นี่น่าจะชื่อเตียวเสี้ยนกันเยอะ ๆ เพราะอะไร
เพราะให้ความอบอุ่นในฤดูหนาวไม่ต้องใช้ฮิตเตอร์ ความเย็นสบายในฤดูร้อน
ไม่ต้องใช้แอร์คอนดิชั่น ยิ่งตอนนี้ค่าไฟราคาแพงด้วย ประกอบด้วยความน่ารักน่าเอ็นดูอยู่ด้วยนี่เตียวเสี้ยน
เมื่อพูดถึงสามก๊ก ก็คงต้องสอดแทรกเรื่องราวของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อีกคนที่น่าสนใจมาก
และชื่อของบุคคลนี้ไปปรากฏใน สามก๊กครับ ชื่อของผู้นี้คือ หมอฮัวโต๋
คราวนี้เป็นแพทย์แล้ว
หมอฮัวโต๋ได้ชื่อว่าเป็นหมอเทวดาในเรื่องสามก๊กทีเดียวละ มันก็เป็นที่น่าสงสัยว่าบุคคลผู้นี้มีจริงในประวัติศาสาตร์หรือไม่
หมอฮัวโต๋ที่ว่าเป็นหมอเทวดาในเรื่องสามก๊กนั้น
หมอเทวดาฮัวโต๋นี้เป็นที่รู้จักทั่วไปของคนจีน ว่าคนจีนโดยทั่วไปรู้จักหมอฮัวโต๋กันทั้งนั้นครับ
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รู้จักหมอฮัวโต๋กันทั้งสิ้น และถือว่าเป็นนายแพทย์ที่มีความสามารถมากคนหนึ่ง
ในสมัยปลายราชวงศ์ฮั่นเป็นหมอที่มีความสามารถมาก
ในสมัยปลายราชวงศ์ฮั่นหมอในสมัยนั้น หมอในสมัยนั้นคือปลายราชวงศ์ฮั่น มีวิธีการรักษาโรคโดยนำไสยศาสตร์เข้ามาร่วมด้วย
อันนี้จะเรียกว่าการแพทย์อะไร ผมไม่พูดนะเดี๋ยวจะเรียกว่าการแพทย์ทางเลือก
เพราะผมไม่มีความรู้ในด้านนี้ หมอในสมัยนั้นในสมัยปลายราชวงศ์ฮั่นมีวิธีการรักษาแบบนำไสยศาสตร์เข้ามาร่วมด้วย
นั่นคือมีการเซ่นไหว้เพื่อส่งเสริมกำลังใจให้ผู้ป่วยนะท่านนะ มีการเซ่นไหว้
มีการสั่นติ้ว
การสั่นติ้ววิธีการก็คือการเขย่าไม้ติ้ว
ไม้ติ้วก็คือไม้เซียมซีนี่แหละครับ ถามว่าเขย่าติ้วไปทำไมล่ะ เขย่าแล้วพอไม้อันไหนตกก็เอามาอ่านดู
ในนั้นจะมีการทายสูตรยาจากใบเซียมซี เป็นโรคอะไรก็ไม่ว่าแหละแต่พอเขย่าออกมา
ติ้วตกมาบอกว่าเป็นยาสูตรอะไร เอายาสูตรนั้นไปกินก็จะหาย ขึ้นอยู่กับโชคของการเขย่านะท่านนะ
แต่หมอฮัวโต๋นะครับเป็นคนแรกนะครับ ที่ไม่ใช้การรักษาอย่างนั้น แต่เป็นคนแรกที่สามารถผ่าตัดคนไข้ได้
โดยมีการวางยาสลบ คือ นำยาเมาชนิดหนึ่งมาให้คนไข้ดื่ม คนไข้ดื่มก็สลบไป
พอสลบหมอฮัวโต๋ก็จัดการผ่าตัด
ดูจากประวัติศาสตร์จีน
ก็บันทึกว่าหมอฮัวโต๋เป็นคนแรกที่สามารถผ่าตัดได้ ในวงการแพทย์อันมีชื่อเสียงของจีนในยุคนั้น
หมอฮัวโต๋เป็นหมอยุคใหม่ในสมัยนั้น เพราะการวิเคราะห์โลกด้วยการเขย่าติ้ว
เขย่าใบเซียมซี แต่หมอฮัวโต๋ใช้วิธีใหม่ ถ้าจะพูดไปหมอฮัวโต๋เป็นผู้บุกเบิกการแพทย์ปัจจุบันในจีน
นี้ผมพูดเองจากการอ่านมันเป็นอย่างนั้นนะท่านนะ
ในประวัติศาสตร์ฉบับหลวงของจีน เขากล่าวถึงการรักษาของหมอฮัวโต๋ไว้มากทีเดียว
แปลว่านักประวัติศาสตร์ในยุคนั้นสนใจในเรื่องการรักษาพยาบาลของหมอฮัวโต๋มาก
ก็เลยน่าเชื่อได้ว่าหมอฮัวโต๋เป็นบุคคลที่มีอยู่ในประวัติศาตร์ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าหมอฮัวโต๋
ตามที่ปรากฏในเรื่องสามก๊กมีจริงไหมในประวัติศาสตร์ คำตอบก็คือน่าจะมีจริงได้
เพราะอะไร
เพราะปรากฏชื่อในประวัติศาสตร์หลวง ประวัติศาสตร์หลวงว่าด้วยการรักษาโรคของหมอฮัวโต๋
แล้วเขียนไว้มากเสียด้วยนะท่าน ถ้าจะถามว่าความเป็นมาของหมอฮัวโต๋นี่อยู่ตรงไหน
ยังไง พอจะตอบได้ว่าหมอฮัวโต๋นี้เป็นชาวตำบลเดียวกับโจโฉ
ชาวตำบลเดียวกัน แล้วก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับโจโฉ ก็แสดงว่าหมอฮัวโต๋
มีชีวิตอยู่ประมาณพระพุทธศักราช 690-770 ประมาณนั้นก็เรียกว่าเป็น contemporary
person บุคคลยุคเดียวกับโจโฉนี่เอง อยู่ในยุคนั้นแหละ หมอฮัวโต๋นี้
นอกจากจะได้รับการยกย่องว่าเป็นหมอเทวดาแล้ว
ยังเป็นนักการเมืองที่มีความสามารถอีกด้วย เป็นหมอแต่ก็มีความสามารถในทางการเมืองเป็นพิเศษนะท่านนะ
หายากนะอย่างนี้ ของเราก็มีหมอหลายท่านที่มีความสามารถทางการเมืองเก่ง
ๆ มากมายเลย
หมอฮัวโต๋ถือกำเนิดในตระกูลนักศึกษา จีนเขามีตระกูลเรียกว่าตระกูลนักศึกษาทำหน้าที่
ร่ำเรียนไปตลอดเลย สมัยก่อนเพื่อจะสอบจอหงวน หรือจะทำอะไรก็แล้วแต่ จะเป็นตระกูลนักศึกษา
ของเรานี่ก็ตระกูลหลายตระกูล แต่มาเป็นนักศึกษา แต่ของเขาเป็นตระกูลนักศึกษาโดยตรง
ถ้าเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยนเรศวรก็น่าดูเลยตระกูลนี้ คงจะเก่งมาก
หมอฮัวโต๋เคยถูกเสนอชื่อให้สำรองตำแหน่งเจ้าเมืองนะท่านนะ
มีคนขอให้ท่านสำรองตำแหน่งเจ้าเมือง แต่หมอฮัวโต๋ก็ถอนตัว ก็หมอเขาไม่สันทัดน่ะ
ที่จริงเขาสันทัด แต่เขาไม่อยาก เพราะจะว่าไม่สันทัดก็ไม่ได้ เพราะใน ประวัติศาสตร์หลายตอน
ผมก็กราบเรียนไปเมื่อสักครู่ที่ว่ามีความสามารถทางการเมืองด้วย แต่พอเสนอสำรองตำแหน่งเจ้าเมืองให้
เขาไม่รับเพราะไม่สันทัดจะเป็นเจ้าเมือง เพราะเจ้าเมืองนั้นมีอะไรนอกเหนือจากตำราการเมืองตั้งเยอะ
เขาถอนตัวเลยครับไม่รับตำแหน่ง
แล้วอีกครั้งหนึ่งเขาถูกเรียกให้เข้ารับราชการที่กระทรวงกลาโหม เรียกทั้งกระทรวงมหาดไทย
ทั้งกลาโหม หมอฮัวโต๋คนนี้ แต่หมอฮัวโต๋ก็ปฏิเสธ ท่านไม่ยอมรับราชการเลย
ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม ก็คงอยู่สาธารณสุขแบบเดิม เป็นหมอฮัวโต๋ไป
หมอฮัวโต๋เนี่ยท่านรักวิชาการแพทย์มาก
ก็มีวิธีวินิจฉัยโรค มีการให้ยาที่ถูกต้องกว่าหมออื่น ๆ เขาเรียกว่าวางยาได้ถูกต้อง
ตอนหลังวางยาเป็นศัพท์ไม่ค่อยดี เป็นวางยาพิษ อันนี้วางยาได้ถูกต้องก็คือให้ยานั่นแหละ
จะเรียกเป็นภาษาปัจจุบันว่า Prescribe ยาได้ถูกต้อง
ตามประวัติเนี่ยเขามีวิธีรักษาที่น่าศึกษามาก เขารักษาโดยวิธีใช้เข็มแทงเพียง
3 ครั้งโรคก็จะหาย ฟังดูแล้วหมอฮัวโต๋นี่ก็จัดเป็นต้นกำเนิดของการแทงเข็มทีเดียวละ
ปัจจุบันเรียกว่าฝังเข็ม และถ้าใช้ความร้อนประคบก็จะใช้ความร้อนประคบคนไข้เพียง
8 ครั้งเท่านั้น หรือถ้าให้กินยาก็กินเพียง 5 ห่อเท่านั้น โรคก็จะหาย โอ๊ะ
วางยา 5 ห่อโรคหาย ถ้าประคบ 8 ครั้งก็หาย เลือกเอาเถอะ ถ้าอยากหายเร็วก็แทงเข็ม
3 ครั้งก็หาย จะปานกลางก็ให้ประคบ 8 ครั้งก็หาย แต่ถ้าจะช้าหน่อยก็กินยา
5 ห่อ ก็หาย เลือกเอาหมอฮัวโต๋ทำได้ทั้งนั้น
หมอฮัวโต๋ยังสามารถผ่าตัดด้วย เขาให้คนไข้ดื่มน้ำยาเมาชนิดหนึ่ง เพื่อให้หมดความรู้สึกและก็ผ่าท้องเอาสำไส้ออกมารักษา
โอ้โฮนี่ผ่าท้องและเอาลำไส้ออกมารักษา แล้วจึงนำกลับ เอาลำไส้เข้าไปในท้อง
เย็บหน้าท้องให้เข้าที่ใหม่ เมื่อคนไข้ฟื้นความเจ็บป่วยก็หายไป ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้ชื่อว่าหมอเทวดา
ก็ทั้งผ่าตัด ทั้งแทงเข็ม ทั้งประคบทั้งให้ยา ได้ทุกชนิดเลย หมอเทวดาก็ในยุคโน้นน่ะ
ถามว่าเกิดเมื่อไรก็มีชีวิตประมาณ
690-770 รุ่นเดียวกับโจโฉนี่แหละหมอฮัวโต๋ ถึงได้มีชื่อไปปรากฏในเรื่องสามก๊กซึ่งคนไทยก็ได้อ่านทั่วกัน
แม้ว่าหมอฮัวโต๋นี้จะมีความสามารถแต่ว่าในสมัยนั้น
อาชีพหมอไม่ใช่อาชีพที่มีเกียรตินะท่านนะ มันแปลกนะปัจจุบันเป็นอาชีพที่มีเกียรติมากเลย
แต่ในยุคนั้นไม่ใช่ อาชีพที่มีเกียรติหรอก หมอฮัวโต๋เป็นนักศึกษาแต่มาหากินทางรักษาโรค
จึงเป็นที่รังเกียจของ นักศึกษาด้วยกัน
แปลว่านักศึกษานี่ก็
..ทำไมไปเที่ยวรังเกียจหมออย่างนี้ก็ไม่รู้ อย่างว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาเกือบ
2000 ปี อาจมีความนิยมแตกต่างจากสมัยเรานะท่าน ดังนั้นในเมื่อมี นักศึกษารังเกียจมาก
หมอฮัวโต๋จึงไม่ยอมออกไปรักษาคนไข้ ไม่ออกไปรักษานอกจากคนไข้จะมาหาเขาด้วยตนเอง
มาให้หมอรักษาที่บ้าน ไม่ออกไปรักษาเพราะคนเขารังเกียจหมอ ทำไมจึงรังเกียจหมอ
เป็นไปได้ไหมว่าก็ไปใช้วิธีการรักษาแบบใหม่มั้ง เขาจึงไม่ชอบ
โจโฉนั้นในเรื่องสามก๊กนั้นบอกชัด โจโฉมีโรคประจำตัวคือ โรคปวดศีรษะ จะพูดว่าปัจจุบันอาจจะพูดว่าโจโฉอาจจะเป็นไมเกรน
ไมเกรนนะฮะ ซึ่งก็คงเป็นพวกที่ภาษาทางจิตวิทยาเขาเรียกเป็น psychosomatic
disorder พูดเป็นศัพท์ไปเลยเนาะ โจโฉ เป็น psychosomatic disorder โรคทางกายที่มีสาเหตุมาจากจิตใจ
เช่น พวกความเครียด โจโฉเนี่ยต้องเป็นโรคความเครียดแน่เลย
ถ้าให้ผมวิเคราะห์เพราะอะไร เพราะเป็นโรคยอดฮิตเลยนะ เป็นโรคยอดฮิตของนักบริหารทั้งหลาย
ผู้บริหารมีความเครียดประจำตัวนะท่านนะ อาการก็คือเวลาเป็นจะปวดหัว ปวดหัวไม่พอตาลาย
ตาลายหมายความว่าเวลามองเห็นภาพไม่ค่อยจะดี ตาลายไม่ใช่อย่างนั้น ตาลายเป็นรูปลายแบบเสือ
ไม่ใช่ตาลายนะ ปวดหัวเสร็จไม่พอตาลายใจหวิว ใจหวิว ๆ
หมอฮัวโต๋สามารถรักษาโรคได้ โดยการฝังเข็ม ถ้าฝังก็หายทันที นี่ในประวัติอย่าไปพันกับเรื่องสามก๊กเดี๋ยวกันไปใหญ่เลย
ใน ประวัติศาสตร์เขาบอกว่าฮัวโต๋รักษาด้วยการฝังเข็มให้โจโฉ โจโฉจะหายปวดศีรษะทันที
ฉะนั้นโจโฉจึงขอให้หมอฮัวโต๋ประจำอยู่ที่นครหลวง แต่ปรากฏว่าหมอฮัวโต๋ไม่ยอม
หมอฮัวโต๋บอกว่าโรคของโจโฉทำอย่างไง ๆ ก็ไม่สามารถรักษาให้หายขาด ยกเว้นโจโฉจะไม่เป็นผู้บริหาร
พูดอย่างนั้นโจโฉก็โกรธซิ
ระยะหลังไม่ยอมเดินทางไปรักษาให้โจวโฉวเลย
ไม่ไปฝังเข็มให้โดยเด็ดขาดเลย โดยอ้างว่าภรรยาของตัวน่ะป่วย เพราะฉะนั้นตัวต้องอยู่ดูแลรักษาภรรยา
ไม่มีเวลาไปรักษาให้โจโฉ หลังพอพูดอย่างนั้นโจโฉก็ให้คนมาตาม หมอฮัวโต๋ก็ไม่ยอมไปเพราะต้องรักษาภรรยา
โจโฉโกรธจึงสั่งประหารชีวิตหมอฮัวโต๋ ฐานขัดคำสั่งแม่ทัพใหญ่ในยามสงคราม
โจโฉใช้กฎอัยการศึก
แกเป็นแม่ทัพใหญ่ยามสงคราม ให้หมอฮัวโต๋เข้ามาในกรุง หมอฮัวโต๋ไม่มาเลยสั่งประหารชีวิต
ทั้ง ๆ ตอนที่สั่งมีข้าราชการผู้ใหญ่หลายคน ช่วยขอร้องไว้ เพราะถือว่าหมอฮัวโต๋เป็นบุคคลที่มีค่
าเพราะฉะนั้นไม่ควรจะไปประหารชีวิต แต่โจโฉก็ไม่ยอม เพราะโจโฉถือว่าหมอฮัวโต๋นั้นไม่อนุเคราะห์ตัว
ตัวก็ปวดหัวเต็มที่อยู่แล้ว เหตุใดจึงไม่ยอมมารักษา จะรักษาแต่ภรรยาแต่ผู้เดียว
เลยสั่งประหารชีวิตไปเสีย
แต่ในนิทานและเรื่องสามก๊กของ
ล่อกวนตงกล่าวว่า หมอฮัวโต๋จะรักษาโรคให้โจโฉโดยการผ่าตัดสมอง ฉบับของภาษาไทยเป็นอย่างนี้นะครับ
ไม่เหมือนกับในประวัติศาสตร์หลวงที่ผมนำมา ที่กราบเรียนเมื่อสักครู่
ในฉบับภาษาไทยฉบับที่ล่อกวนตงเขียนขึ้น
และก็แปลขึ้นโดยท่านเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นแม่กองแปลบอกว่า หมอฮัวโต๋จะรักษาโรคให้โจวโฉวด้วยการผ่าตัดสมอง
โจวโฉวก็เลยไม่พอใจ และกล่าวหาว่าหมอฮัวโต๋นั้นออกอุบายจะฆ่าตนในทางอ้อม
ก็เลยสั่งให้ประหารชีวิตเสีย
เพราะฉะนั้นเรื่องที่ปรากฏในเรื่องสามก๊กที่เราอ่านเนี่ย ความจริงนั้นคลาดเคลื่อนไปจากประวัติศาสตร์ฉบับ
หลวงของจีน เพราะความจริงเขาถูกประหาร เพราะขัดคำสั่งของท่านแม่ทัพ ขัดคำสั่งของโจโฉ
ไม่ใช่เพราะจะรักษาโจโฉด้วยการผ่าตัดสมอง
ก็เป็นธรรมดาครับเพราะพอมาเป็นนิทาน นิทานก็ต้องตัด เสริม ต่อ สับที่ ย้ายที่
ตามกฎการแพร่กระจายของนิทาน ตามทฤษฎีที่เรียกว่า ทฤษฎี ภูมิศาสตร์-ประวัติศาสตร์
Historical Geographic บางทีเราเรียกว่า Finnish Method วิธีการของชาวฟินแลนด์
นักวิชาการชาวฟินแลนด์ซึ่งศึกษาการแพร่กระจายของนิทาน
เรื่องสามก๊กก็เช่นเดียวกันครับ
ในประวัติศาสตร์หลวงเป็นแบบหนึ่ง พอผู้นำออกมาเป็นละคร มาเป็นนิทานก็ทำอีกแบบหนึ่ง
พอล่อกวนตงนำมาก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง เรียกว่ามีการ ตัด เติม เสริม ต่อ สับที่
ย้ายที่ นี่เป็นของธรรมดา
กล่าวกันว่าในระหว่างที่หมอฮัวโต๋ถูกจำขังอยู่นั้น
หมอฮัวโต๋นี้ได้มอบตำราแพทย์ที่ตนได้แต่งขึ้นให้กับผู้คุม ตำราแพทย์เรียกว่าไม่ใช่หมอธรรมดานะเนี่ย
เป็นหมอทำวิจัยด้วยนะเนี่ย ถึงกับมีตำราแพทย์เกิดขึ้น วิจัยเสร็จก็นำมาทำเป็นตำรา
และตอนถูกจำขังก็มอบตำราแพทย์ให้ผู้คุม
แต่ผู้คุมไม่กล้ารับเพราะเห็นหมอฮัวโต๋เป็นนักโทษประหาร ตนไปรับตำราแพทย์เอาไว้ก็จะถูกลงโทษด้วยกัน
นี่ก็กลัวกันเดี๋ยวเกรงภัยจะมาถึงตัวว่างั้นเถอะ ผู้คุมก็กลัวว่าภัยจะมาถึงตัว
ทั้งที่ตำราที่ให้ไว้นั้น เป็นตำราที่สำคัญมาก
ฮัวโต๋จึงเห็นว่า
ถ้าไม่มีคนรับตำราของเขาก็ช่างเถอะ หมอฮัวโต๋จึงเผาตำรานั้นทิ้งทั้งหมด
นับว่าน่าเสียดายมาก ไม่อย่างนั้นในวงการแพทย์ของจีน ก็จะมีตำราของจีนฉบับหมอฮัวโต๋ขนานแท้และดั้งเดิม
แต่อย่างไรก็ตามหมอฮัวโต๋ก็มีลูกศิษย์ถึง 2 คน ที่เป็นแพทย์ร่ำเรียนวิชาการแพทย์จากหมอฮัวโต๋
มีอยู่สองคน คนแรกชื่อ โงโพ้ คนที่สองชื่อฮ่วมอา ทั้งคู่ก็มีชื่อเสียงทั้งโงโพ้และฮ่วมอา
โงโพ้นั้นได้รับการถ่ายทอดวิธีรักษาพยาบาลโดยการดัดตน ดัดตนนั้นเป็นศาสตร์สำคัญนะครับ
วิธีการดัดตนที่จารึกวัดโพธิ์ของเรา มีฤาษีดัดตนนะท่านนะ นี่โงโพ้เขาเรียนวิชาดัดตนมาโดยตรงเลย
มาจากหมอฮัวโต๋ หมอฮัวโต๋เก่งหลายอย่าง สอนวิชาดัดตนก็ได้
ส่วนหมอฮ่วมอาได้รับการถ่ายทอดวิธีการรักษาด้วยการฝังเข็ม หมอฮ่วมอาฝังเข็มเก่ง
นอกจากฝังเข็มแล้วยังประคบด้วยความร้อน หมอฮ่วมอาเรียนรู้วิธีประคบความร้อน
ท่านดูวิธีการรักษาการดัดตน การฝังเข็ม การประคบด้วยความร้อน ทั้งสามวิธีนี้เป็นศาสตร์ที่หมอจีนใช้รักษากันอยู่ในปัจจุบัน
รักษาและถ่ายทอดมาจนปัจจุบัน หมอจีนจะเก่งทางด้านดัดตนก็ดี การฝังเข็ม
การประคบด้วยความร้อน เป็นการรักษาพยาบาลของเขา
เรื่องของหมอฮัวโต๋ถ้าหากศึกษาในฐานะการแพทย์พื้นบ้าน วิชา Folk Medicine
เป็นสาขาหนึ่งของวิชาคติชนวิทยาหรือวิชา Folklore ก็จะมีเรื่องของหมอฮัวโต๋อีกมากมาย
แต่ว่าถ้าผมพูดก็ดูจะออกนอกเรื่องเกินไป เพราะเขาถามแต่เรื่องสามก๊ก แล้วไปออกเรื่องหมอฮัวโต๋
ออกเรื่องหมอฮัวโต๋ไม่พอยังออกไปเรื่องแพทย์พื้นบ้าน มันจะมากไป ก็เลยจำจะต้องกล่าวเพียงสังเขปก็คงพอแล้วนะท่านนะ
สำหรับเรื่องหมอฮัวโต๋
ทีนี้มาสรุปเรื่องสามก๊กกันสักหน่อย
หรือโดยสรุปสามก๊กที่เรารู้จักนั้น เป็นหนังสือซึ่งเรียกชื่อกันเต็ม ๆ
ว่า บรรยายความเรื่องสามก๊ก ผู้ที่แต่งก็คือล่อกวนตง บรรยายความเรื่องสามก๊กนี้จัดเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์
จะมาเป็นนวนิยาย (Novel) ก็ยังไม่เชิง แต่ถ้าเรียกในยุคนั้นมันก็เป็นนะครับ
เพราะมันยังใหม่อยู่นะท่านนะ
นวนิยายนั้นเรามากำหนดรูปแบบของเรา
ทีนี้ถ้ามีรูปแบบอย่างที่เราเรียกว่านวนิยาย ถ้าแบบอื่นก็ไม่ใช่ แต่ถ้าไปคิดในสมัยของล่อกวนตง
เรื่องที่ล่อกวนตงเขียน ล่อกวนตงก็คงจะพยายามให้มีรูปแบบเป็นนวนิยายอยู่หรอก
เพียงแต่ไม่ใส่เครื่องหมายคำพูดเวลาพูด ก็เป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์เน้นถึงวีรบุรุษ
เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประมาณหนึ่งศตวรรษ เรื่องยาวเกิดขึ้นเป็นร้อยปีเลย
ในประวัติศาสตร์สมัยราขวงศ์ฮั่น ก็ประมาณคริสตศักราช 1084 จนถึง สมัยราชวงศ์จิ้น
ประมาณคริสตศักราช 265-316 ในตอนนั้นจีนก็รวมเป็นปึกแผ่นแล้ว
เรื่องนี้จะกล่าวถึงตอนที่บ้านเมืองถูกแบ่งแยกทางนโยบาย ทางการ เมือง มีการต่อสู้ทางการทหาร
ถือว่าศิลปวัฒนธรรมเสื่อมโทรมได้รับความเสียหายมากในยุคสามก๊ก ชีวิตของชาวประชาก็ยากลำบาก
เป็นชีวิตที่ยากลำบาก แต่ก็เป็นสมัยที่มีเหตุการณ์ตื่นเต้นมาก มีการรบและเกิดวีรบุรุษมากมาย
ก็จัดว่าเป็นเรื่องที่ให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ แพร่หลายในหมู่สามัญชน
ขณะเดียวกันก็ให้ความสนุกรื่นเริงด้วย
ทีนี้เรามาดูสามก๊กในประเทศไทยบ้าง วรรณกรรมจีนเข้ามามีบทบาทในวรรณกรรมไทยตามที่ปรากฏหลักฐานชัดเจนมาก
ๆ อยู่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนี่เอง เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ได้ทรงดำริที่จะปรับปรุงสุขภาพจิตของคนไทย
ตอนนั้นคนไทยสุขภาพจิตเสียมาก จากการกรุงแตกครั้งที่สองทำให้คนไทยเสียไปหมดเลย
สุขภาพจิตก็เสียด้วย ก็โปรด ฯ ให้ปรับปรุงสุขภาพจิตของคนไทย ให้ยกระดับสุขภาพจิต
จะมีอะไรดีเท่ากับวรรณคดี
ดนตรี และศิลปะ ละท่าน คนเราถ้าจิตใจบอบช้ำแล้ว ก็ต้องอาศัยวรรณคดี ดนตรี
ศิลปะ ทั้งหลายพวกนี้เป็นตัวช่วยเรา ถ้าเราไม่ซาบซึ้งใน วรรณคดี ไม่ซาบซึ้งในดนตรี
ไม่ซาบซึ้งในศิลปะ เมื่อเกิดความทุกข์ยากในจิตใจ จะเอาอะไรเป็นตัวเยียวยารักษาให้หายยากนัก
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ก็โปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเจ้าหลานเธอกรมพระราชวังหลัง
หรือเจ้าฟ้าทองอินทร์ เจ้าฟ้าทองอินทร์ เราเรียกกรมหลวงอนุรักษ์เทเวศ อำนวยการแปลพงศาวดารจีนเรื่อง
ไซ่ฮั่น และทรงโปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาพระคลัง(หน) อำนวยการแปลพงศาวดารจีนเรื่อง
สามก๊ก
นับแต่นั้นมาการแปลพงศาวดารจีน
ก็เป็นที่นิยมเรื่อยมา เช่นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ก็มีการแปลวรรณคดีจีนเรื่อง
เลียดก๊ก เรื่องฮ่องสิน ตังฮั่น และต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ก็โปรดฯให้มีการแปลพงศาวดารอีกหลายเรื่อง เช่น เรื่องไซจิ้น ตังจิ้น น่ำซ้อง
ซุยถัง ซวยงัก ซ้องกั๋ง เหล่านั้นแปลในสมัยรัชการที่ 4 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
ฯ เจ้าอยู่หัว
ครั้นถึงในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ก็มีการแปลเรื่อง
ไคเน็ก ซิยิ่นกุ้ย ไซอิ๋ว จนกระทั่งถึงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ก็มีการแปลเรื่อง ง่วนเฉียว เชงเฉียว บูเช็กเทียน อีกหลายเรื่องเลย แปลในยุคนั้น
สามก๊กที่เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นแม่กองแปล แปลมาเมื่อประมาณ พ.ศ.2345
ตั้งต้นแปลตอนนั้น ก็เป็นร้อยแก้วของไทยที่ได้รับการตีพิมพ์ ตั้งแต่พระพุทธศักราช
2417 พิมพ์มาก่อนร้อยแก้วฉบับนี้ ก่อนที่คนไทยจะได้อ่านนวนิยายแปลเรื่อง
Vendetta ของ แมรี่ คอร์แลริค ซึ่งแม่วันแปลให้ชื่อว่า ความพยาบาท เราอ่านสามก๊กมาก่อน
ก่อนที่เราจะอ่านวรรณกรรมเล่มแรก ๆ ของวรรณกรรมไทย คือ ละครแห่งชีวิต ของ
หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง ระพีพัตน์
เพราะฉะนั้นเราก็ถือว่าสามก๊กนั้น
เป็นวรรณกรรมร้อยแก้วที่เก่าแก่ที่สุดในสังคมไทย ในเชิงของนิยายร้อยแก้วที่เก่าแก่กว่านั้นก็น่าจะมีอยู่
แต่เป็นเรื่องของตำรายา เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในพงศาวดาร
ถ้าร้อยแก้วที่เป็นนิยายก็เรื่องนี้แหละครับที่เก่าแก่ที่สุด
ว่าด้วยเรื่องสำนวนภาษาตลอดจนค่านิยมดั้งเดิม ล้วนปรากฏอยู่ในเรื่องสามก๊ก
ชนชั้นนำของไทยแต่เดิมนั้นถือว่าสามก๊กเป็นตำราการเมืองเสียด้วยซ้ำ เป็นตำราการเมืองพอ
ๆ กับคนในยุคหลังที่มายึดเอาหนังสือของ แมคควิอาร์เวนรี่ เช่น เรื่อง ดีส
คอร์ส ออฟ เดอะ เฟิร์ส เท็น บุ้ค ออฟ ติตัส ลิวิอัส นั้นเป็นตำราการเมือง
หรือไปดูว่าหนังสือชื่อ The prince of we are Kenry เป็นหนังสือตำราการเมือง
คนในยุคของเรานั้น รัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 1, 2, 3 ถือว่าสามก๊กเป็นตำราการเมือง
และก็เป็นคติทางสังคมหลายอย่าง คติสังคมหลายอย่างของไทย ถอดแบบมาจากสามก๊ก
ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงน่าอ่านและน่าศึกษาไปพร้อม ๆ กัน จะวิจัยก็ได้
ทำวิจัยได้ เรื่องสามก๊กนี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นหนังสือที่มาแต่งที่หลังโดยล่อกวนตง
ไม่ใช่ฉบับเดิมที่เราพูดว่าเป็นประวัติศาสตร์
การแปลสามก๊กนั้นซินแสผู้รู้ภาษาจีนชาวฮกเกี้ยนเป็นผู้แปล
ผมเคยกราบเรียนท่านผู้ฟังไปครั้งหนึ่งแล้วว่า คนไทยสมัยนั้นชอบชาวจีนฮกเกี้ยนถือว่าเป็นผู้มีปัญญา
ถ้าหากกล่าวถึงจีนอื่น ก็ไม่ถือว่ามีปัญญามากนัก
จากนั้นบรรดาทีมของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ก็เรียบเรียงเป็นภาษาไทยอีกด้วย
เมื่อเทียบกับภาษาอื่นแม้แต่ภาษาอังกฤษ เนื้อความหลายตอนจึงคลาดเคลื่อนไป
หากเราเทียบสามก๊กที่อ่านปัจจุบัน และฉบับที่สังข์ พัฒโนทัย แปลออกมา ในตำราพิชัยสามก๊ก
หรือสามก๊กฉบับนายทุน ของ หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ และสามก๊กฉบับวณิพก
ของ ยาขอบ ซึ่งเทียบกับภาษาอังกฤษของ บริวิต เทเลอร์ และยังมีสามก๊กฉบับแปลใหม่ของวรรณไว
พัฒโนทัย ซึ่งแปลจากต้นฉบับของล่อกวนตง และก็เรื่อง อินไซท์สามก๊ก ของ
อ.ร.ด.
สามก๊กฉบับร้อยกรองก็มี เช่น สามก๊กคำกลอนของขุนเสนานุชิต (เจต) สามก๊กกลอนสุภาพตอนนางเตียวเสี้ยนลวงตั้งโต๋
ของ หลวงธรรมาภิมณฑ์ หรือ ถึก จิตรกถึก บทละครร้องเรื่อง สามก๊ก ชุดตั๋งโต๊ะหลงนางเตียวเสี้ยน
ของ เหม็งกุ่ยบุ้น หรือ สามก๊กกลอนบทละคร ของ ขุนจบพลรักษ์ (ทิม) ยังมีบทความ
บทวิเคราะห์ วิจารณ์อื่น ๆ อีกมากมาย
ในการแปลจากภาษาจีนมาเป็นภาษาไทย
ในสมัยของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) นั้น จะมีปัญหาเรื่องการถ่ายเสียงภาษาจีนเพราะ
สัทศาสตร์ของไทยกับจีนแตกต่างกัน ดังนั้นเมื่อเขียนชื่อบุคคล ชื่อเมือง
ชื่อสถานที่ จึงผิดเพี้ยนไป เพราะเราใช้การสะกดแบบไทย สำเนียงฮกเกี้ยนก็ต่างจาก
สำเนียงจีนแต้จิ๋ว สำเนียงจีนกลางอยู่แล้ว พอเป็นสำเนียงไทยก็เลยเปลี่ยนไปเยอะ
เช่น หลือป๋อ ในสำเนียงจีนกลาง เราก็เขียน ลิโป้ คำว่า คงหมิง ก็เป็นขงเบ้ง
ต่างจากปัจจุบันมีเสียง
Phonetic ในการกำหนดเสียงจึงออกเสียงได้ง่าย
นอกจากนั้นเรายังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอันเนื่องจากปริบท อันแตกต่างกัน
เช่น ตอนที่สามสหาย เล่าปี่ เตียวหุย และกวนอู สาบานเป็นพี่น้องกันในสวนท้อ
ภาษาจีนเรียก ท้อ ว่า โถว คนไทยอาจจะยังไม่รู้จักผลไม้ชนิดนี้ในสมัยนั้น
คือ ลูกท้อ มากนัก สามก๊กฉบับของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) จึงแปลว่า ทั้งสามสาบานกันใต้ต้นยี่โถ
ทั้งที่จริงแล้วมันเป็นต้นโถว ซึ่งแปลว่าต้นท้อนะท่านนะ เลยกลายเป็นยี่โถไป
หรืออย่างคำว่า สุมาเต็กโช อาจารย์ของขงเบ้ง ในต้นฉบับของเจ้าพระยาพระคลัง
(หน) นั้นกล่าวว่า สุมาเต็กโช เป็นผู้ชาญอาโปกสินธ์ อาโป คือ น้ำ กสินธ์
คือการเพ่ง ซึ่งความจริงสุมาเต็กโช เป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับฮวงจุ้ย หรือเฟิงสุ่ย
ซึ่งเป็นศาสตร์ด้านธรรมชาติของจีน ฮวงหรือ เฟิง แปลว่า ลม จุ้ย หรือ สุ่ย
แปลว่าน้ำ นั่นก็คือ สุมาเต็กโชเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติวิทยา
เกี่ยวกับลมเกี่ยวกับน้ำ แต่เมื่อผู้แปลได้พบคำอธิบายแล้วก็เข้าใจเอาว่า
ฮวงจุ้ย หรือ เฟิงสุ่ย เป็นโหราศาสตร์แบบที่เกี่ยวข้องกับการเพ่งน้ำ จึงกล่าวในนั้นว่าสุมาเต๊กโช
เป็นผู้ชำนาญอาโปกสิณ
แต่เนื้อความจีนจะเป็นอย่างไร ไทยจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่เถอะครับ ถือว่าสามก๊กเป็นเพชรเม็ดงามของวรรณกรรมร้อยแก้วในยุคแรก
ๆ ที่ทรงคุณค่าควรศึกษาเป็นอย่างยิ่ง นอกจากสำนวนภาษาแล้ว เนื้อเรื่องยังได้แสดงตัวละครในลักษณะที่มีความซับซ้อนหลากหลาย
ความเปลี่ยนแปรในจิตใจของมนุษย์ ตลอดจนเบื้องหลังอุปนิสัยตัวละครที่สัมพันธ์อย่างยิ่งกับการเดินเรื่อง
สามก๊กจึงเป็นยอดในแบบของนิยายที่แสดงให้เห็นชีวิตด้วยเหตุนี้
นี่เป็นคำตอบของคำถามข้อ 2 ก็พอดีหมดเวลา รายการวรรณกรรมสองแควก็ต้องขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน
พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีครับ