สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งนึง
ผมนายประจักษ์ สายแสงดำเนินรายการครับ
เรื่องนี้ก็ยังเป็นเรื่องผีอยู่อีกแหละ วรรณกรรมในชุดนี้ หลายท่านก็บอกว่าพูดเรื่องผีตั้งแต่เช้าทุก
ๆ สัปดาห์เลย เด็ก ๆ ฟังแล้วก็คงจะแปลกอกแปลกใจ ถ้าท่านที่เป็นผู้ปกครองที่มีเด็กฟังอยู่ด้วย
เนี่ยนะครับ ก็กรุณาได้บอกเค้าว่า เรื่องผีนั้นมันเป็นเรื่องสมมุติกันขึ้น
เพราะผู้ใหญ่เองนี่จะทราบอยู่แล้วว่า เรื่องผีมันเป็นวรรณกรรม
อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นวรรณกรรมสิ่งนั้นมีจินตนาการ เป็นตัวประกอบหลัก ภาษาอังกฤษเค้าใช้ว่ามันมี
imagination แล้วก็จินตนาการนั้นมันเป็นจินตนาการทางสุนทรียะครับ คือ จินตนาการเรื่องของความสวยงาม
อาจจะเป็นตลก อาจจะเป็นเรื่องที่ เอ่อ ดูแล้ว ฟังแล้ว น่าสะพรึงกลัว หรืออะไรก็แล้วแต่เถอะ
วรรณกรรม จะเป็นจินตนาการ ท่านที่ฟังวรรณกรรมแล้วคาดว่าเป็นเรื่องจริงเนี่ย
ก็ไปอีกเรื่องหนึ่ง เพราะว่าวรรณกรรมที่เป็นจินตนาการนั้น มันเป็นวรรณกรรมสุนทรียะ
บางทีเค้าเรียกว่าวรรณกรรม วรรณคดีสะเทือนใจ เค้าใช้คำนั้นนะครับ มันจะต่างจากวรรณกรรมประเภทที่เป็นเรื่องเป็นเรื่องเป็นราวจริง
ๆ อันนั้นเค้าเรียกว่าวรรณกรรมเหมือนกันน่ะนะครับ ใช้คำว่า literature
กัน แต่เค้าใช้ในงานวิจัยซะส่วนใหญ่
วรรณกรรมของเรา วรรณกรรมสองแควเนี่ย มันมีฐานมาทางวัฒนธรรมมากกว่าจะมีฐานมาทางวิทยาศาสตร์
นะครับ เพราะนั้นก็เป็นฐานจากจินตนาการ เรื่องที่พูดก็เป็นเรื่องจินตนาการ
ซึ่งก็เป็นความคิดของมนุษย์ มนุษย์มีความคิดต่าง ๆ อันเป็นจินตนาการ
แล้วมีขึ้นมาทำไมล่ะ จินตนาการเหล่านี้ ถ้าจะพูดตามทฤษฎีของซิกมันด์ ฟรอยด์
ก็คือ มีขึ้นเพื่อระบายความเครียด เพราะมนุษย์นั้นเครียด จึงต้องระบายความเครียดด้วยการสร้างผลงานทางศิลปะ
โดยเฉพาะวรรณกรรมขึ้น
อ่ะ ถ้าคิดอย่างนี้มันก็ดี เรื่องผีนี่มันก็เป็นการระบายความเครียดของคนที่เค้า
เอ่อ คนแต่ก่อนเค้าคิด เค้าก็เลยเอามาเล่า เพื่อให้หายเครียด นะครับ แต่ไอ้เรื่องที่ทำให้หายเครียดมันเป็นเรื่องสนุก
ถ้าจะให้สนุกได้เป็นอย่างดี ให้เกิดความกลัวกันขึ้นมา ก็ต้องทำให้มันเป็นคล้าย
ๆ เรื่องจริงเรื่องจัง ทั้งๆ ที่มันไม่จริงไม่จัง มันเป็นจินตนาการ
นี่เราจะต้องอธิบายเรื่องนี้สำหรับเด็กเหมือนกันนะครับ ผมก็พยายามพูดกับเด็ก
ๆ ว่าถ้าเด็กเล็ก ๆ เนี่ย เค้าเคยฟังเรื่องนี้แล้วก็ถามว่ามันมีหรือไม่
คำตอบก็คือมันมีไม่มีเนี่ย มันมีอยู่ในจินตนาการ อยู่ในความคิด แล้วก็มาทำให้สนุกเวลาฟังก็ฟังให้สนุก
แล้วก็คิดตามไปด้วย เพราะวรรณกรรมนี่มีคุณค่าหลายประการ อาจจะเป็นคุณค่าทางด้านอารมณ์ก็ได้
อาจจะเป็นคุณค่าทางด้านของสติปัญญาก็ได้ คุณค่าทางด้านศีลธรรมก็ได้ แต่มีคุณค่า
วันนี้จะเริ่มต้นด้วยผีชนิดหนึ่ง ชื่อว่าผีตายทั้งกลม อืม ตายทั้งกลม ตายทั้งแบนไม่มีนะถูกรถทับ
เค้าก็ไม่เรียกว่าตายทั้งแบนหรอก นี่ตายทั้งกลม ตายทั้งกลมหรือตายท้องกลม
นะฮะ ก็เป็นผีที่แม่ตายพร้อมกับลูก หรือเด็กในท้อง นั่นคือคลอด คลอดไม่ออกน่ะ
หรือคลอดออกมาแล้วก็ตายพร้อมกัน
ปกติถ้าคลอดออกมาแล้วแม่ตาย แต่เด็กรอดก็มี ถ้าแม่ตายแล้วเด็กรอด
หรือเด็กตายแล้วแม่รอด อย่างนี้ไม่เรียกว่าผีตายทั้งกลมนะครับ นะ ต้องตายทั้งคู่
แล้วถามว่าถ้าจะเรียกอะไรล่ะ ถ้าเด็กรอดแต่แม่ตายหรือแม่รอดแต่เด็กตาย
ก็แล้วแต่จะเรียกตายพราย ไม่ตายทั้งกลม ตายทั้งกลมมันต้องตายพร้อมกัน
ก็มีตำราหลายตำราบอกว่าที่จริงมันควรจะเรียกว่า ตายทั้ง "กรม"
ก็มี ตายทั้ง "กม" ก็มี เพราะว่า "กรม" เป็นภาษาเขมร
แปลว่า ทั้งหมด แต่ที่จริงแล้วคำว่า "กม" มันก็เป็นคำภาษาไทยโบราณเก่าแก่นะครับ
นะ กม เนี่ยมีรากฐานที่ศิลาจารึกหลักที่ 1ไปดูเขียนอย่างไร จะออกเสียงอย่างไร
แล้วก็มีใช้ในไตรภูมิพระร่วง เพราะคำว่า กม แปลว่า ทั้งหมด กรม กม ก็แปลว่า
ทั้งหมด นะครับ ตอนหลังมันอะไรล่ะฮะ ออกเสียงสับสนกันไปหมด ร เรือกลายเป็น
ล ลิง กลายเป็นไม่มีเสียงควบกล้ำเลย ยังมีใช้อยู่ แต่ถ้าเรียกไป ถ้าเรียกว่าตายทั้งกลมไปล่ะก็แปลว่าทั้งหมด
จะออกเสียงเป็นภาษาใดก็ตามทีเถอะ ตายทั้งแม่ตายทั้งลูกในท้อง ซึ่งนานทีมีหนนะ
ผีตายทั้งกลมที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วประเทศเนี่ย นะ ก็เห็นจะเป็น แม่นาคพระโขนง
ปัจจุบันเรียกย่านาคนะ แสดงว่ามองเห็นว่าแก่แล้ว ก่อนเรียกแม่นาคพระโขนง
เรียกว่าย่านาคพระโขนง นี่ก็มีผู้นำมาเขียนเป็นเรื่องเล่า ขู่กันมา อ่านกันมาสนุกสนาน
อ่านไปด้วยกลัวไปด้วย เอามาสร้างเป็นภาพยนตร์ก็มีมากนะครับ คนสร้างคนเขียนก็ร่ำรวยกันไปละ
นี่เรียกว่าหากินกับผี แล้วกันเถอะ ร่ำรวยกันไปตาม ๆ กัน คนอ่านคนดูก็ชอบ
ทีวีก็มี เป็นภาพยนตร์ฉายในโรงก็มีมาก่อน
ก็ต้องถามว่าผีนี่มันน่ากลัว แล้วทำไมถึงชอบดู คำตอบก็คือว่า เมื่อดูแล้วมันสนุก
ถึงจะน่ากลัวก็น่ากลัวแบบสนุก ก็เลยดู แค่นั้นเองแหละ
ผีตายทั้งกลมเนี่ย พวกพ่อมดหรือหมอผีที่หากินทางทำเสน่ห์ หรือทำน้ำมันพราย
นี่จะชอบมากเลย พวกนี้จะคอยสืบเสาะว่าเมื่อไหร่จะมีผีตายทั้งกลมไปฝังไว้ตรงไหนเนี่ยฮะ
พวกที่เรียนทางด้านไสยศาสตร์ พวกมนต์ดำเนี่ย พอรู้ว่ามีผีตายทั้งกลมก็จะต้องตระเตรียมข้าวของเครื่องใช้ในพิธี
พูดง่าย ๆ ว่าจะไปหาประโยชน์จากผีเหมือนกันล่ะพวกนี้
บางคนก็จัดการหาลูกศิษย์สมัครพรรคพวก
พากันไปที่ป่าช้าที่เค้าฝังศพประเภทนี้ไว้ เอาขุดเอาศพผีตายทั้งกลมนี่ขึ้นมาจากหลุม
แล้วก็ใช้เทียนลนคางผีตายทั้งกลม นะฮะ น้ำมันที่หยดก็มาทำน้ำมันพราย ว่ายังงั้น
บางคนบอกว่าไม่ได้ไปขุดหรอก ใช้คาถาเรียก เสกมันก็ลุกขึ้นมาเอง อันนี้ก็หนักไป
ถ้าทำได้ขนาดนั้นก็น่าดูละ ออกจะเป็นจินตนาการหนักไปซักหน่อย แต่ก็ยังอุตส่าห์มีคนเชื่อคนฟังกันโดยทั่วกัน
น้ำมันพรายเนี่ย ที่ลนเอามาจากคางผีเนี่ย ก็เชื่อว่ามีสรรพคุณหลายอย่าง
นั่นเชื่อกันนะท่านนะ อย่าไปเที่ยวเชื่อตามไปเลย
เค้าบอกว่าถ้าชายคนใดมีน้ำมันพรายนี้ไว้ในครอบครอง เวลาไปพบสาวคนไหนที่ตนชอบอกชอบใจ
หรือเป็นสาวที่ตนหมายปองเค้า แล้วเธอไม่เล่นด้วยเนี่ย ก็ไม่ต้องตามจีบให้เสียเวลาหรอก
เอาน้ำมันพรายใส่นิ้วนิดนึงหยด สองหยด ไปดีดหรือป้ายให้ถูกตัว สาวก็จะเคลิบเคลิ้มหลงใหล
มีใจเสน่หาตามมาถึงบ้านทันที
โอ๊ย
มันเป็นไปได้หรือนี่ มันไป เกี่ยวข้องกันยังไงเนี่ย ฟังแล้วต้องคิดเลยนะคนที่เป็นเด็ก
ๆ เนี่ยนะครับไปเชื่อตามได้ไง อะไรกัน เอาน้ำมันไปดีดแล้ววิ่งตามมา มันมีอะไรในนั้น
ก็มีท่านผู้รู้เคยกรุณาเล่าให้ฟังว่า ถ้าสาวคนไหนถูกน้ำมันพรายเนี่ย จะมีลักษณะคล้ายเป็นคนบ้าใบ้
เสียสติ นะฮะ เสียผู้เสียคนไปเลยก็มี เพราะฉะนั้นผู้ชายคนใดที่ไปชอบผู้หญิงคนไหน
แล้วเอาน้ำมันพรายไปดีดเค้า ถ้าเค้าเสียสติเข้าเนี่ย กลายเป็นคนบ้าเนี่ย
เป็นการสร้างบาปสร้างกรรมนะท่าน ถ้ากลัวบาปกลัวกรรมก็อย่าริทำเป็นอันขาดนะของพรรค์นี้
มิหนำซ้ำบางคนเอาไปทำ
ไปทำพิธีเอง เที่ยวไปขุดศพขึ้นมา ไปเที่ยวลนศพเค้า นี่ถ้าญาติ ๆ เค้ามาพบเข้าก็เจ็บตัวแน่เลยครับเนี่ย
บางทีเค้าจับมัดเข้าไปส่งถึงตำรวจ ก็ต้องติดคุกแน่นอน เพราะไปทำมิดีมิร้ายกับศพ
แต่ที่จริงจะเรียกว่า มิดีนี่มันก็ถูกต้องนะ แต่เรียกว่า มิร้าย มันชอบกลเนาะ
มิร้าย แปลว่าไม่ร้าย (หัวเราะ) เออ ถ้ามิดีแปลว่าไม่ดี ไปทำไม่ดีกับศพ
ก็น่าจะเรียกอย่างนี้ เอ๊ะ ทำไมเราเรียกรวมกัน มิดีมิร้ายหรือว่ามันไม่แน่นอนอย่างไร
เรื่องของน้ำมันพรายเนี่ย มันเป็นเรื่องที่เล่ามาเพื่อเป็นอนุสติเตือนใจกันว่า
อย่าทำร้ายผู้ใดด้วยวิธีใดเลย เพราะกรรมจะตามสนอง เค้าเชื่ออย่างนั้น เป็นการปรามเอาไว้
ไปทำให้เค้าเสียสติ ระวังนะ มันมีบาปมีกรรม บาปกรรมนี่มันมีจริง อย่าทำอะไรโดยเห็นว่าเราเนี่ยเป็นฝ่ายที่ได้ผลดี
แต่ถ้าไอ้ได้ผลดีของเราไปทำให้คนอื่นเค้าเสียหาย เค้าได้ผลร้ายเนี่ย กรรมจะตามมาถึง
ถ้าใครที่เชื่อกฎแห่งกรรม ก็ ก็คงจะไม่ทำสิ่งเหล่านี้
กฎแห่งกรรม
ก็กฎธรรมด๊า ธรรมดา เป็นความจริงนะท่าน มันเรื่องของกิริยา ปฏิกิริยา ตัวนี้
action กับ reaction เนี่ย ทำลงไปย่อมมีปฏิกิริยาสะท้อนกลับมา แต่สะท้อนกลับมา
มันจะสะท้อนด้วยรูปแบบไหนก็แล้วแต่ แล้วสะท้อนเร็วสะท้อนช้านั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เอ้า ย้อนกลับมาว่า ผีตายทั้งกลมเนี่ยมันกินอะไรบ้างล่ะ ก็มีคำตอบว่า ก็ผีพวกนี้ก็กินเครื่องเซ่น
เออ แปลกนะ กินเครื่องเซ่น แปลว่าผีนี่ก็ต้องกินอาหาร นะท่านนะ ตายไปเป็นผีก็ต้องกินอาหาร
มันแปลกประหลาด ถ้าตายแล้ว มันไม่น่าจะกินได้ แต่ผีทั้งกลมนี่ก็กินเครื่องเซ่น
นี่ก็เป็นเรื่องที่เล่ากันมา เครื่องเซ่นนี่ก็ประกอบด้วยอาหารที่พวกญาติ
ๆ นำไปทำบุญถวายพระ
อันนี้ต้องผ่านทางพระนะ ญาติ ๆ นำไปทำบุญถวายพระแล้ว กรวดน้ำ แน่ะ เค้าเชื่ออย่างนั้น
ทำบุญถวายพระ แล้วก็กรวดน้ำเนี่ย กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ ให้ผีตายทั้งกลม
นี่ก็เหมือนกับอุทิศส่วนกุศลให้ผีธรรมดา ทั่ว ๆ ไปแหละ
เรียกว่าวิธีการติดต่อกับผีตายทั้งกลมนั้น ก็ใช้วิธีการเหมือนวิธีการติดต่อกับผีทั่วไป
ก็โดยการ เอ่อ กลัวว่าเค้าจะอดอยากก็ไปทำบุญเสีย ทำบุญกับพระ แล้วท่านก็กรวดน้ำ
ส่วนกุศลนั้นก็จะไปถึงผีตายทั้งกลม มันเหมือนกับ ผีทั้งหลาย
ดังนั้นผีตายทั้งกลมเนี่ยก็ไม่ต้องออกไปหากินอะไร ก็สังเกตดูว่าผีตายทั้งกลม
ไม่ออกไปหากินอะไร เหมือนผีกระสือ ไม่ออกไปเหมือนผีกระ ไม่ออกไปเหมือนผีปอบนะฮะ
แต่จะอยู่เฉย ๆ
ก็มีคนนำของมาให้ มาให้กิน แสดงว่าไม่ค่อยจะหิวเท่าไหร่นัก
หรือถ้าจะออกไป ถ้าผีทั้งกลมจะออกไปเนี่ย ก็ออกไปเพื่อหลอกหลอน นี่ นิสัยไม่ค่อยดีเนี่ย
ออกไปหลอกหลอนสร้างความหวาดผวา ทำให้คนเห็นเข้าขนหัวลุก ขนหัวลุก ไม่เรียกว่าผมลุก
นะ เรียกว่า ขนหัวลุก ออกไปหลอก แสดงว่าผีประเภทนี้มีความเครียดนะท่านนะ
มีความเครียด จึงระบายความเครียดด้วยการไปหลอกเค้า ตัวเองจะได้สนุกสนานแล้วหายเครียด
งั้นคนถูกหลอกก็ไม่น่าตกอกตกใจ อะไร ก็เป็นการระบายความเครียดด้วยกันทั้งสิ้น
ถ้าเราหลอกผีเข้า ผีก็คงตกอกตกใจเหมือนกันแหละ ผมว่า
ผีตายทั้งกลมเนี่ย ตามกิตติศัพท์ทั่วไปว่าก็ค่อนข้างดุนะท่านนะ ดุ แล้วก็น่ากลัว
ผีประเภทนี้น่ากลัว แต่ถึงจะดุ จะน่ากลัวแค่ไหน ผีพวกนี้ก็กลัวพระ นี่นะฮะ
กลัวพระนะท่านนะ กลัวพระ ทั้งพระเครื่อง พระพุทธรูป พระภิกษุ เนี่ย กลัวหมดเลย
ผีพวกนี้กลัว
มันเป็นของคู่กันนี่ท่าน มีสิ่งหนึ่งก็ย่อมมีสิ่งหนึ่งซึ่งสามารถที่จะก่อให้เกิดสมดุลขึ้นได้
ถ้าเกิดผีตายทั้งกลมเกิดมีอำนาจอย่างเดียว ดุอย่างเดียวไม่มีใครปราบได้
โลกนี้ก็คงจะอยู่ไม่ได้หรอกท่าน ผีตายทั้งกลมก็กลัวพระ กลัวเครื่องรางของขลัง
นี่ถ้าเป็นผีตายทั้งกลมของฝรั่ง จะทำยังไงเนี่ย ก็ต้องกลัวพวกหมอผีเอ็กซอซิสอะไรทำนองนี้
ทั้งผีพวกนี้ก็กลัวพระ กลัวเครื่องรางของขลังเนี่ย ของไทยเนี่ย ก็เหมือนผีทั้งหลายเนี่ยแหละ
เพราะฉะนั้น ใครก็แล้วแต่ อยู่บ้าน บ้านเรานี่อยู่ธรรมดาไม่ชอบไปแส่หาเรื่องใคร
ไม่ไปเที่ยวขุดหลุมเอาศพขึ้นมาลนน้ำมันพราย อะไรทำนองนี้ ไม่ไปยุ่งย่ามกับผีพวกนี้
ผีพวกนี้ก็คงไม่มายุ่งย่ามด้วย เพราะแกก็คงไม่อยากมาหลอกใครหรอก
พูดง่าย ๆ ว่าคนก็อยู่ส่วนคน ผีก็อยู่ส่วนผี ถ้าจะเปรียบเป็นทีวี ก็ถ้าผีส่องมาช่องนึง
เอ๊ย ส่งมาช่องนึง แล้วคนไปเปิดอีกช่องนึง ก็ไม่พบกัน ยกเว้นไปเปิดรับด้วยกัน
มันก็ไปพบกันเข้า เป็นทีวีช่องเดียวกัน ฝ่ายนึงส่งฝ่ายนึงรับ ถ้าไม่ไปเล่นกับผี
ผีก็ไม่เล่นด้วย ผีก็เหมือนกัน ถ้าไม่มาเล่นกับคน เค้าก็ไม่ไปเล่นด้วย
ผี ที่พูดไปเนี่ยผีก็ควรจะฟังไว้ด้วยเหมือนกัน ว่าเที่ยวเล่นกับคน ไม่ดี
ก็เคยมีเรื่องเล่ากันว่า เคยมีคนโดนผีตายทั้งกลมหลอก ถามว่าวิธีหลอกทำยังไง
ก็ต้องถามดู ว่าวิธีหลอกก็มานั่งอยู่บนต้นไม้ อ้าว ต้นอะไรล่ะที่ชอบขึ้นไปนั่ง
ก็ต้องมีค่าคบให้นั่ง มีกิ่งยื่นออกมา ถ้าต้นไม้เล็ก ๆ ไปนั่งเข้า ตกลงมา
ผีก็จะเจ็บไปโดยใช่เหตุอีก น่ะ ไปนั่งอยู่บนต้นไม้ บางทีก็ไปนั่งโดยการผูกเปลระหว่างต้นไม้
เห่กล่อมลูกในตอนกลางคืน
อู้ฮู ฟังแล้วสยดสยองน่ากลัว ขนลุกขนพอง ผีอะไรมาผูกเปลกล่อมเด็กตอนกลางคืนอีกง่ะ
ปกติเค้าจะกล่อมกันตอนกลางวัน นี่ก็กล่อมกลางคืน เสียงก็คงจะเย็นเชียวล่ะ
ถ้าหากว่าไปพบผีตายทั้งกลมที่ทำอย่างนี้ ท่านก็ว่า ท่านนี่คือใครล่ะ ท่านก็คือคนโบราณนี่ล่ะ
ท่านก็บอกว่าวิธีจัดการก็ไม่ยาก ถ้ามีผีตายทั้งกลมเฮี้ยนๆออกมาอาละวาดหลอกหลอนเนี่ย
ก็ไม่ยากหรอกก็ไปบอกหมอผี เห็นไหม หมอผีนี่ก็ทำหน้าที่ปราบผีนี่ เดี๋ยวก็เอาหม้อมาเรียกผี
ใส่วิญญาณลงไป ผ้าขาวปิด ถ่วงน้ำ ผีก็จะลำบากไปอีกแหละ ไม่ก็ให้พระ พระอาจารย์ผู้มีอาคมแก่กล้าก็ว่าไป
จะสวดไล่ผียังไงก็ไล่กันไปเถิด
นี่มันเป็นเรื่องของความเชื่อนะครับ แต่อย่าลืมว่าเรื่องของความเชื่อมันก็มี
มีความสำคัญต่อจิตใจนะท่านนะ ถ้าจิตใจที่อ่อน จิตใจที่มีแต่ความกลัว พอได้ยินเรื่องผีเข้า
จิตใจก็จะแปรปรวนได้ สภาพจิตก็จะอ่อน และจะเกิดเป็นอาการเจ็บป่วยทางจิตได้เหมือนกัน
แต่ถ้าจิตเค้ากล้าแข็ง จิตเค้าเชื่อมั่นในความดีงาม จิตเชื่อมั่นในความจริง
พวกนี้ก็คงจะไม่พบกับผีได้ง่าย ๆ หรอกครับ เพราะผีไม่กล้าเล่นอะไรกับคนที่มีจิตใจดีงาม
คนจิตใจดีงามไม่คิดร้ายใคร ไม่คิดอิจฉาริษยา พยาบาทใครเนี่ย ผีมันกลัวนะท่านนะ
ก็พระน่ะท่านถือศีลไง พระนี่เป็นแบบฉบับของคนดี เพราะฉะนั้นผีก็เลยกลัว
ผีนี่กลัวความดีความงามนะท่านนะ กลัวความดีความงาม
ยกเว้นผีบางประเภท
กลัวของแปลก ๆ ตั้งชื่อให้มันแปลก ๆ ผีมันก็กลัว ทำกริยาอาการน่าเกลียดผีก็กลัว
ก็แล้วแต่ผีเถอะ นานาจิตตังของผี ว่าเค้าจะกลัวใคร
แต่โดยทั่วไปนั้น ก็เชื่อว่าผีนั้นกลัวความดีความงาม ความจริง คนที่มีความสัตย์
คนที่มีความดีความงาม ผีก็ไม่กล้าเข้ามารุกราน
ผีอีกประเภทหนึ่ง นี่ ประเภทนี้นี่ ออกข่าวหนังสือพิมพ์บ่อย ออกข่าวทีวีก็มี
ยังหลงเหลืออยู่ในโลกนี้อีกรึ คือ ผีปอบ ชื่อดีนะ ปอบ เป็นคำไทยเป็นคำลาวเลย
ปอบเนี่ย ผีปอบเนี่ยก็เกิดจากความเชื่อของชาวบ้าน นะครับ
เขาเชื่อนะฮะ ถ้าเป็นภาษาทางคติชนวิทยา เค้าเรียกว่า มันเป็น folk believe
มันเป็นความเชื่อพื้นบ้าน ความเชื่อเนี่ยมันเป็นรากฐานของการกระทำ การก่อให้เกิดกิจกรรมต่าง
ๆ งั้นถ้าเชื่อว่ามีผีปอบก็น่าดูทีเดียวแหละ
ชาวบ้านเค้าเชื่อว่าผีปอบเนี่ย มีต้นกำเนิดมาจากผู้มีวิชาอาคมทางไสยศาสตร์
เอ๊า มันเป็นไปได้ เหรอ ร่ำเรียนวิชาอาคมไสยศาสตร์มา เรียนมนต์ดำมาจนแก่กล้า
เรียกว่าเป็นผู้ชำนาญการพิเศษ เป็น expert ด้านมนต์ดำ ด้าน black magic
ทางด้านของไสยศาสตร์ ด้าน superstition นี่ก็เรียกว่าเก่งด้านนี้ คนที่เก่งด้านนี้ก็สามารถใช้อำนาจเวทมนตร์คาถาไปทำร้ายหรือทำลายชีวิตผู้อื่นได้
ทำร้ายเค้า ทำร้ายครอบครัวเค้าให้แตกแยกกัน เช่น ไปทำเสน่ห์ยาแฝด ไปลง
เอ่อ ฝังรูปฝังรอย นี่เป็นศัพท์ทางไสยศาสตร์ทั้งสิ้นนะท่านนะ เสกหนังควายเข้าท้อง
ทำให้เค้าท้องโต ตาย เจ็บปวด แต่ถ้าเสกหนังหมูทอดเข้าท้องนั้น ไม่ใช่ เป็นการกินกันตามธรรมดา
ไม่ใช่ธรรมดา ยังมีการเสกตะปูเข้าท้องด้วย นี่ก็เป็นเรื่องของ ของการไปทำลายเค้าด้วยวิชาที่ตัวเรียนมา
วิชาอันเป็นมนต์ดำที่ตัวเรียนมา
หรือใช้มนต์ของตัวไปบังคับภูติผี
ให้เข้าสิงคนนั้นคนนี้ วิชาพวกนี้เนี่ยที่เรียนมาเนี่ย มันมีข้อห้ามของมันโดยเฉพาะนะท่านนะ
ห้ามเลยว่าถ้าเรียนอย่างนี้ อย่ากินอันนั้น อย่าทำอย่างนี้ อย่ามีพฤติกรรมอย่างนั้นอย่างนี้นะครับ
เช่น ห้ามลอดราวตากผ้า ห้ามไปอยู่ใต้สะพาน ห้ามกินน้ำเต้า ห้ามกินปู ห้ามอะไรมากมายไปหมด
ผู้ที่มีวิชาคาถาอาคม ทางไสยศาสตร์เนี่ย ซึ่งถือว่าเป็น ติรัจฉานวิชา เป็นเส้นขวางเนี่ยนะ
วิชาที่มันกันความไปสู่นิพพาน เรียนแล้วต้องระวังไม่ให้ละเมิดข้อห้ามของเค้า
ถ้าไปละเมิดข้อห้ามของเค้าเข้าเนี่ย คือ อ่า อะไรล่ะครับ เค้ามีข้อห้าม
ข้อปฏิบัติว่า อย่าทำอย่างนั้น อย่างนี้ แต่ตัวไปทำเข้า ทั้ง ๆ ที่เรียนมนต์ดำอันมีข้อห้ามนั้นแล้ว
ถ้าไปทำผิดข้อห้าม ซึ่งชาวอีสานเค้าเรียกข้อห้ามนี้ว่า "ขะลำ"
ถ้าไปทำผิดก็จะเกิดโทษหนัก
โทษหนัก "ขะลำ" ภาษาทั่วไปที่ใช้กันทางภาษากลางใช้ว่า "กลัมพร"
นะตัวเนี่ย แปลว่า "ทำผิด" ดังที่ปรากฏในเรื่อง อิลราชคำฉันท์เนี่ย
กลัมพร นะฮะ ทำผิด เรียกว่าเป็น "ผิดครู" ถ้าหากว่าเป็นอย่างนี้
ไปขะลำเข้าอย่างนี้ วิญญาณของครูก็จะลงโทษ ลงโทษโดยทำให้กลายเป็นปอบ
ก็เป็นอันว่าปอบมีที่มาจากผู้ร่ำเรียนวิชาอย่างแก่กล้า แต่ทำข้อห้ามของวิชานั้นไม่ได้
ถ้าจะพูดเป็นภาษาวิชาการทั่วไปว่าเรื่องของปอบเนี่ย เป็นการสอนเรื่อง จริยธรรมของวิชาชีพนะครับ
นะ เรียนวิชาชีพใด ๆ ก็แล้วแต่ เป็นวิชาชีพชั้นสูงเนี่ย หรือแม้แต่ปัจจุบันวิชาอาชีพเนี่ย
เรียนเพื่อให้เกิดปัญญา เพื่อให้เกิดทักษะ เพื่อให้เกิดปัญญาเกิดทักษะแล้ว
ต้องมี จริยธรรมเป็นตัวกำกับ ต้องมีความเมตตากรุณาเป็นตัวกำกับ
ก็ว่าจริยธรรมนั้นจะเป็นประการใด ไม่ว่าจะเป็นความซื่อตรง เป็นความเมตตากรุณาไม่ทำร้ายใครอย่างนั้นรึ
เนี่ย วิชาทุกวิชามีจริยธรรมของวิชานั้นอยู่แล้ว ถ้าเรานำวิชานั้นมาใช้
แต่มิใช้ตามจริยธรรมของวิชา ก็เรียกว่า นำวิชานั้นไปทำร้ายผู้อื่น นำวิชานั้นไปเอาเปรียบผู้อื่น
ทำอย่างนี้ถือว่าผิดจริยธรรม หรือผิดครู คำว่าครูก็คือจริยธรรม ผิดครูก็คือผิดจริยธรรม
ก็คือผิดข้อห้าม
นะ
เขาห้ามไว้ เขากำหนดไว้ ไปผิดข้อห้ามก็จะถูกลงโทษให้เป็นผีปอบได้ เออ อย่างงี้
วิชาต่าง ๆ ที่เราเรียนใน profession ต่าง ๆ นี่ถ้าผิดจะเป็นผีปอบได้บ้างไหมล่ะ
นี่น่าคิดนะ หรือเฉพาะวิชามนต์ดำเท่านั้น จึงจะเป็นผีปอบ
อีกประการนึงเค้าก็บอกว่า อืม ผู้ที่กลายเป็นผีปอบเนี่ย ก็มีที่มาคือไปเล่นคาถาอาคมอย่างคลั่งไคล้
คลั่งไคล้ไหลหลงในคาถาอาคมนั้น และก็ใช้ความขลังแห่งคาถาอาคมนั้นน่ะไปทำร้ายผู้อื่น
ทำร้ายคนสุจริตโดยไม่กลัวบาปกลัวกรรม
พูดง่าย ๆ ว่าทำความชั่วเนี่ย ถ้าทำบ่อย ๆ เข้าจนติดเป็นนิสัยสันดาน เรียกว่าเป็น
อาจิณกรรมเนี่ยนะครับ ก็จะถูกอาถรรพณ์ของไสยเวทย์เนี่ย ย้อนกลับเข้าตัวเองทำให้เป็นปอบได้
อันนี้น่าคิดนะครับ สอนเรื่องกฏแห่งกรรม นะครับ ใช้วิชาของเราไปทำร้ายเค้าอยู่เสมอเนี่ย
วิชาที่ส่งไปทำร้ายเค้าเนี่ยก็จะทำร้ายตัวเอง ใช้คำว่าเข้าตัวเอง ให้ตัวเป็นปอบ
เราคงไม่อยากเป็นปอบแน่เลย
คราวนี้มาดูสิ ปอบ แบ่งออกเป็นประเภทอะไรบ้างล่ะ อันนี้เป็น classification
of ปอบ นะครับ เป็นภาษาอังกฤษเนี่ยนะครับ ก็แบ่งออกเป็นหลายประเภท อย่างต่ำที่สุดก็ซัก
4 ประเภทนะท่าน ท่านที่ถามว่าใครเป็นคนแบ่งไว้ คนที่แบ่งพวกปอบเนี่ย ส่วนมากเป็นคนอีสาน
นะท่านนะ
คนอีสานเนี่ยเค้ารู้เรื่องปอบดีกว่าคนภาคกลาง คนภาคกลางก็รู้เรื่องปอบดีทีเดียวนะครับ
เนี่ย เพราะมันออกทางทีวีบ่อย (หัวเราะ) ท่านก็เลยรู้ดี อืม มันเป็นอะไรล่ะ
มันออกมาทางด้าน communication ว่างั้นเถอะเนาะ
ประเภทที่ 1 ของปอบ เรียกว่า ปอบธรรมดา (หัวเราะ) จะแปลว่าอะไรดีหนอ
เนี่ย general ปอบ เหรอ หรือยังไง บอกปอบทั่ว ๆ ไป ปอบธรรมดา ก็เป็นปอบที่สิงอยู่ในร่างของคน
นั่นก็คือ เป็นคน พูดง่าย ๆ เป็นคนนี่แหละ แต่ว่ามีปอบสิงอยู่ในร่าง เค้าเรียกว่า
เป็นปอบ
คนประเภทนี้เมื่อตายไปแล้ว ปอบที่สิงอยู่ก็จะหายตามไปด้วย อย่างนี้เรียกว่าเป็นประเภท
ผีไม่ติดต่อ (หัวเราะ) ก็เหมือนโรคไม่ติดต่อนะท่านนะ ก็ผีไม่ติดต่อ แบบนี้เหมือน
เหมือนมะเร็งอย่างนั้นแหละ อย่างเราเป็นมะเร็งเนี่ย พอเราตายไปมะเร็งนั้นก็หายไปกับเราด้วย
มันไม่ได้ไปตรงไหน เนี่ย เพราะนั้นปอบประเภทนี้มันเข้าไปสิงในตัวคน คนนั้นตาย
ปอบก็หายตามไป เรียกว่า ปอบธรรมดา นี่เป็นปอบประเภทที่ 1 โอ๊ย จัดประเภทอย่างนี้ได้
แปลว่าน่าดูทีเดียวล่ะมั้งเนี่ย มันเป็นที่รู้จักทั่วไปนั่นน่ะ
ปอบประเภทที่ 2 เรียกว่า ปอบเชื้อ นี่มีเชื้อเป็นผีประเภทผีติดต่อ
ประเภทโรคติดต่อ ปอบเชื้อเนี่ย กล่าวกันว่า ในครอบครัวใด ถ้าพ่อแม่เป็นปอบเมื่อพ่อแม่ตายไป
ลูกหลานก็จะเป็นปอบต่อไป เพราะเป็นการสืบมรดกความเป็นปอบ ถ้าจะพูดง่าย
ๆ ก็ว่ามันเป็นพันธุกรรมว่างั้นเถอะ เอ่อ พ่อแม่เป็นปอบ ลูกก็เป็นปอบ เป็น
hierarchic อะไรทำนองนั้น ไม่ว่าลูกจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ต้องเป็นปอบ
นี่เรียกว่าปอบต่อเนื่องไม่รู้จักจบ เป็นผี เป็นผีติดต่อ เป็นโรคติดต่อ
เรียกว่า ปอบเชื้อ นะ ต่างจากปอบธรรมดา เพราะปอบธรรมดา ถ้าถูกสิงตายไป
ปอบก็จะหายไป แต่นี้ เมื่อตายไปลูกหลานต้องเป็นตาม นี่ประเภทที่ 2 สองพันธุ์นี้คงผสมพันธุ์ข้ามสปีชี่
ไม่ได้ล่ะเนาะ
ประเภทที่ 3 เค้าเรียกว่าเป็นปอบแลกหน้า เออ ฟังดูแปลกนะ ปอบแลกหน้า เหมือนแลกเปลี่ยนหน้าเนี่ย
เป็นพวกปอบเจ้าเล่ห์ ปอบเจ้าเล่ห์เพทุบาย ถนัดในการนำความผิดไปโยนให้ผู้อื่น
นั่นคือ เวลาไปเข้าสิงใคร เมื่อหมอผีมาสอบถามว่าเจ้าเป็นใคร ผู้ใดเลี้ยงเจ้าหรือบังคับให้เจ้ามา
ปอบพวกนี้จะไม่บอกความจริง
เป็นปอบโกหกเนี่ยพวกเนี้ย โกหก มดเท็จ นะฮะ แต่ตัวจะไปพูดอีกว่า เป็นคนนั้นคนนี้
หมายถึง ไม่บอกความจริงอีกว่าตัวเป็นใคร ใครใช้มาไม่บอกหรอก แต่ไปบอกป้ายความผิดให้ผู้อื่นเค้า
ระบุชื่อคนที่เค้าไม่รู้เรื่องรู้ราวเลย ว่าคนนั้นแหละเค้าใช้ตัวมาสิง
ปอบประเภทนี้เป็นปอบประเภท ปอบใส่ร้าย มายานะเนี่ย ป้ายความผิด เอาตัวรอด
หาเรื่องให้คนอื่นลำบาก นี่จัดเป็นปอบประเภทเลวมากนะเนี่ย ปอบแลกหน้าเนี่ย
นี่ ไม่เป็นปอบสุภาพบุรุษ หรือปอบสุภาพสตรีเนี่ย ไม่เป็นนักกีฬาด้วยเนี่ย
นี่ปอบประเภทที่ 3 ปอบแลกหน้า ซึ่งต่างจากปอบ ไอ้ปอบแลกหน้านี่ผมว่าจะเป็นประเภทปอบเชื้อก็ได้
ปอบธรรมดาก็ได้ แต่มันไม่ได้แลกหน้า ไม่น่าจะเรียกว่าประเภท ควรจะเรียกว่ามันเป็น
เอ่อ รูปแบบหนึ่งของปอบน่ะ พฤติกรรมของมันน่ะนะ ปอบแลกหน้าเนี่ย
ปอบประเภทสุดท้าย ปอบประเภทสุดท้ายนี่ก็อยู่ในอีสาน ชื่อว่า ปอบกักกึก
กักกึก คำว่า "กืก" เนี่ย "กืก" หรือ "กึก"
ในภาษาอีสาน ภาษาทางโคราชเรียกว่า กืก แปลว่า "เป็นใบ้" เป็นกืก
คือ เป็นใบ้ หมายความว่า พูดไม่ได้ เพราะนั้นปอบกักกึก ก็หมายถึง ปอบที่ไม่ยอมพูดยอมจาอะไร
นะ จะขรึมหรือเพราะว่าเป็นใบ้ก็ตาม แต่ขรึมมากกว่า เลยไม่พูด ยกเว้นถูกบังคับ
ไม่ยอมพูดอะไรหรอก เวลามีคนถามนะฮะก็จะไม่พูด จะเฉย จนกว่าคนที่เค้ารำคาญเนี่ย
เค้าจะไปตามหมอผีมาขับไล่ นี่ พอหมอผีมาเนี่ย ไอ้นี่มันกลัว มันก็จะพูดเลยว่า
ตัวเป็นปอบของใคร นะ ถ้าพูดอย่างนี้แปลว่าปอบนี่มีเจ้าของนะ มีคนใช้มานะ
นะนี่นะ บอกเลยตัวเป็นปอบของใคร มีใคร คนไหน เป็นคนใช้ให้มาสิง นี่ไง
ที่นี้ถ้าไอ้ปอบกึกกักเนี่ย มันกลายเป็นปอบแลกหน้า โกหกก็เอากันใหญ่อีกล่ะฮะ
คนที่ถูกระบุชื่อหรือถูกซัดทอดก็จะเสียผู้เสียคนไปด้วย ว่าไปทำร้ายคนนั้นคนนี้
หาเรื่องให้เกิดการทะเลาะกัน เออ ผีประเภทนี้ เป็นผีที่ไม่ดีนะ เป็นผีที่ยุแยกให้แตกความสามัคคีในชุมชนนะเนี่ย
เป็นอันว่าปอบมี 4 ชนิดนะท่านนะ ปอบธรรมดา ปอบเชื้อ ปอบแลกหน้า และปอบกักกึก
ปอบใบ้ แต่ถ้าถูกบังคับแล้วก็พูด อันนี้ก็มาดูว่า คนที่ถูกปอบเข้าสิงเนี่ย
จะมีอาการยังไงล่ะ
คนอีสานนะ คนอีสาน เค้าเรียกพวกที่ถูกปอบเข้าสิงว่า ปอบเข้า โอ๋ คนนั้นโดนปอบเข้าแล้ว
ปอบเข้าไปสิง ผีปอบเข้าไปสิง พวกที่ถูกผีปอบเข้าไปสิงจะมีอาการแตกต่างกันไป
ตามแต่ แต่ละคน
ทีนี้มีความแตกต่างระหว่างกิริยาอาการของคนที่ถูกปอบสิงอีก
บางคนก็แสดงอาการดุร้าย นี่แสดงว่าปอบที่เข้ามาสิงนี่ เป็นผีดุ ดุร้าย
บางคนจะนอนซึมคล้าย ๆ กับป่วยไข้อย่างหนัก เนี่ย หลายคนที่ซึมเซาทำเป็นป่วยอยู่เรื่อย
ตาลอยนี่ มักจะถูกคนอื่นถามเสมอว่า นี่เธอถูกปอบเข้าสิงรึ ถ้าเป็นอีสานก็
คือเจ้าถูกปอบเข้าบ๊อล่ะ นั่นจะถามแบบนั้น
ซึมก็มี ดุก็มี บางคนก็จะร้องไห้ ร่ำไห้รำพันไปต่าง ๆ นา นา นี่ก็อาการของปอบเข้า
แต่ไม่ว่าจะมีอาการท่าทาง กิริยาอย่างไรก็แล้วแต่เถอะ
ผู้ที่ถูกปอบเข้าสิงเนี่ย ก็จะขอร้องให้คนรอบข้างนำอาหารมาให้เค้ากิน มักจะเป็นอาหารสุก
ๆ ดิบ ๆ หรืออาหารดิบไปเลย อ่ะ ประเภทเนื้อสัตว์เป็นส่วนใหญ่ จะเนื้อวัว
เนื้อหมู เนื้อไก่ อยากจะกินของดิบ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเครื่องในนะฮะ
เวลากินก็แสดงอาการตะกละตะกลามมูมมาม ไม่มีมารยาทในการรับประทาน ของพรรค์นี้
เนี่ยเป็นเรื่องของปอบ แล้วข้อสำคัญกินได้จุผิดปกติ ปอบนี่กินจุ กินตะกละตะกลาม
นะฮะ แล้วชอบกินของสุก ๆ ดิบ ๆ หรือของดิบ
เรื่องเล่าเรื่องผีปอบเนี่ย ถ้าจะดูหน้าที่ของเรื่องเนี่ย เราพอจะเดาออกทันทีว่าเป็นการ
เตือนว่าอย่ากินของดิบ ๆ เป็นการปรามคนที่ชอบกินเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์
ดิบ หรือสุก ๆ ดิบ ๆ เพราะถ้ากินเข้าไปจะเจ็บจะป่วย เป็นการปราม แต่ถ้าปรามธรรมดาเค้าไม่เชื่อ
ก็ขู่ซะว่า ถ้าเอ็งกินของพวกนี้ จะมีคนว่าเอ็งเป็นปอบก็ได้นะ
ผมเคยอ่านวรรณกรรมอีสานนะครับ วรรณกรรมอีสานเนี่ยสอนไม่ให้กินของดิบ นะท่าน
ไม่ให้กินนะท่าน พอดีผมจำข้อความไม่ได้ แต่วันหลังผมจะค้นมา เค้าไม่ยอมให้กินของดิบ
แต่ทำไมตอนหลังเรามากินกันก็ไม่ทราบ เค้าก็เลยขู่กันมั้งว่าอย่าไปกินของดิบ
ๆ นะ แล้วถ้ากินอย่างเอร็ดอร่อย อย่างตะกรุมตะกรามเนี่ย คนเค้าจะมองดูว่าเจ้าเป็นปอบ
ใคร ๆ ก็ไม่อยากเป็นปอบทั้งนั้น เพราะเดี๋ยวจะโดนคนเล่นงาน
ฝ่ายญาติพี่น้องนั้น ญาติพี่น้องของคนที่ถูกปอบสิงเนี่ย เมื่อรู้ว่าปอบสิง
หรือมีอาการซึมเซา หรือมีอาการดุผิดปกติ ร้องไห้รำพัน กินแต่ของดิบ ๆ ตลอดเนี่ย
เค้าจะไปตามหมอผีให้มาไล่ปอบ หมอผี ก็เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องผีโดยเฉพาะนะ
จะเป็นประการใดล่ะก็ ไปถามพวกแฮร์รี่ พอตเตอร์ดู ก็คงจะทราบนะนั่น เอามาไล่ปอบเมืองไทยจะได้หรือเปล่าก็ยังไม่ทราบเลย
ที่จริงเรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องไสยศาสตร์และมายาคตินะท่านนะ มันเป็นนิทานน่ะ
ประกอบด้วยไสยศาสตร์และมายาคติ เป็นเรื่องที่เล่ากัน โอ้นานแล้ว แต่ตอนนี้กลับเข้ามาใหม่
ปอบ นี่มันก็กลับเข้ามาใหม่ได้แหละ มันก็ไม่ต่างจากเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์เท่าไหร่นะ
ผมว่าเนี่ย
การไล่ปอบให้ออกจากร่างของคนก็มีหลายวิธี หลายวิธี ตามแนวทางที่หมอผีได้ร่ำเรียนมาจากสำนักต่าง
ๆ หมอผีเค้าไปร่ำเรียนมานะ หมอผีย่อมเรียนจากหมอผี แสดงว่าคนที่สอนนั่นก็เป็นคนที่ไล่ผีเก่งนะฮะ
บางคนเอาพริกแห้งมาเผานะฮะ พริกขี้หนูที่ตากแห้งเนี่ยนำมาเผา ให้ควันเนี่ยไปรมคนที่ถูกปอบเข้า
อู้หู ท่านเอ๊ย ควันพริกนี่โดนเข้าได้เมื่อไหร่ล่ะท่าน สารอะไรก็ไม่ทราบ
โดนเข้าล่ะ สำลักน้ำหูน้ำตาไหลตามด้วย ถึงตายนะท่านเนี่ย ทำเล่นทำหัว รมด้วยควัน
ควันของพริกเผาเนี่ย ผีมันก็ทนไม่ได้ ก็แปลกนะ ผีนี่ กลัวกลิ่นพวกนี้แฮะ
มันไม่น่าจะเป็นผีทนไม่ได้ มันน่าจะเป็นคนทนไม่ได้มากกว่า
ผีทนไม่ได้ ผีปอบทนไม่ได้ก็จะออกจากร่างทันที นะครับ หมอผีก็จะถามว่า เจ้ามาจากไหน
เป็นใครสารภาพมาเดี๋ยวนี้ ไอ้ผีนั่นมันก็กลัวควันพริกที่รมเนี่ย มันก็ยอมรับสารภาพมันสารภาพแล้ว
หมอผีก็จะปล่อยมันไป
แปลกนะฮะ ไม่ทำร้ายอะไรมันหรอก ก็ตีมั่ง สั่งสอนมั่ง เพราะถ้าไปทำร้ายมันจนมันมีอันเป็นไป
พูดง่าย ๆ มันตายซ้ำอีกครั้ง กลายเป็นสางล่ะแย่เลย พวกผีปอบตายไปหมด หมอผีจะหากินกับอะไร
นี่น่าคิดนะ เอ้อ เดี๋ยวหมอผีก็ไม่มีทางทำมาหากินหรอก ถ้าปอบมันหายไปหมด
เพราะงั้นหมอผีก็ไม่ทำอะไรมาก พอไล่มันออกไปได้ก็เฆี่ยนตี สั่งสอนเล็กน้อย
ปอบก็หนีไป พอปอบหนีไปเนี่ย
คนที่ถูกปอบสิงก็จะได้สติ นี่ว่ากันว่าอย่างนั้น
ที่ผมพูดเนี่ย พูดเรื่องที่ว่าด้วยจินตนาการนะท่านนะ เดี๋ยวท่านคิดว่า
โอ๊ เรื่องจริงมันเป็นอย่างนี้ มันเป็นจินตนาการแต่มันก็เกิดขึ้นในสังคมได้
เป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง หรือเป็นอะไรก็ต้องไปถามจิตแพทย์เค้าดู ผมก็ไม่มีความรู้ด้านนั้น
เป็นอันว่าพอไล่ปอบออกไป คนที่ถูกปอบสิงก็ได้สติ หายเป็นปกติ นัยน์ตาที่แดงก่ำ
เพราะพิษควัน ที่เอาพริกเผารมเมื่อกี๊จะหายไปทันที เออ แปลกแฮะ ไอ้คนที่ถูกสิงเนี่ย
ตาหายแดง แต่เค้าบอกว่า เจ้าของปอบจะมีอาการนัยน์ตาแดงก่ำแทน นี่เรียกว่ากรรมสนองกรรมเนี่ย
ทำกับคน ๆ นึง ไปถึงไอ้คนที่ใช้ปอบมาเข้าคน ๆ นั้น ตาแดงก่ำนะฮะ สาย เส้นเลือดเต็มเลย
ไม่กล้าออกไปไหนนะนั่น หลบหน้าหลบตาอยู่ในบ้าน แน่ะ กลัวคนเค้าจะมาพบหน้า
เดี๋ยวเค้าจะรู้ว่าเป็นคนใช้ปอบไปทำร้ายใคร เค้าจะมารุมทำร้ายเอา
นี่มันเป็นการสอนบอกว่า เจ้าอย่านึกว่าวิชาที่เจ้าใช้ทำร้ายเค้าน่ะนั่นนะ
จะไม่มีคนรู้นะ ระวังเค้ารู้ เพราะว่าอาการต่าง ๆ จะกลับมาเกิดกับเจ้าอีก
เป็นการสอนเค้าอย่าทำร้ายกัน ทำร้ายไปเดี๋ยวเค้าก็จับได้หรอก นะฮะ ยิงกันเดี๋ยวก็จับกันได้
ไอ้ไล่กัน ส่งปอบเข้าไปสิงเค้า เดี๋ยวเค้าจับได้จะยุ่งนะ
อีกวิธีนึงที่หมอผีนิยมใช้ในการไล่ผีปอบ ก็คือการใช้หวายเฆี่ยนฮะ หวายนี่ต้องเป็นหวายลงอาคมนะ
ไม่ใช้หวายธรรมดา บางทีชุบน้ำเกลือด้วย ลงอาคมอย่างเดียวยังไม่พอ ชุบน้ำเกลือ
แล้วก็ในขณะที่เฆี่ยน บางคนก็ใช้ข้าวสารซัด ข้าวสารเนี่ย ของใช้สำหรับกินเนี่ยใช้ไล่ผีก็ได้
ทั้งนั้นแหละ ผีก็กลัว ถูกข้าวสารซัดเข้า ผีก็ถูก โอย ยังกับถูกหนังสติ๊กยิงอะไรประมาณเนี้ย
เจ็บนะผีเนี่ย
นี่ก็ใช้หวายเฆี่ยนคนที่ถูกผีเข้า มันก็คือการเฆี่ยนคนเจ็บนั่นเองแหละ
ถ้าหากว่าปอบเนี่ยมันเป็นผีที่กล้าแข็ง หมอผีก็จะเฆี่ยนหนักเข้า ๆ จนเนื้อตัวคนที่ถูกปอบเข้าสิงนั้นจะเจ็บมากทีเดียว
รอยช้ำเต็มไปเลย เมื่อปอบยอมแพ้ออกจากร่างไปก็บอกว่า รอยหวายนั้นจะจางไปทันทีเลย
นะครับ
แต่วิธีไล่ผีแบบนี้เนี่ย เป็นเรื่องเป็นราวมาแล้วนะท่านนะ เพราะว่าคนไข้เค้าไม่ได้ถูกปอบสิงหรอก
แต่พวกหมู่บ้าน ชาวบ้านนั่นแหละไปหาว่าปอบสิงเค้า เจ้าหมอผีก็ไปลงความเห็นว่าเป็นปอบสิง
ก็ไปเฆี่ยนเค้า ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ เค้าป่วยเป็นโรคประสาท หาว่าผีปอบเข้าสิง
เฆี่ยนเค้าจนเค้าได้รับบาดเจ็บ บางครั้งถึงตายเลยก็มีนะท่าน อันนี้ล่ะครับ
ต้องระวังให้ดี ฟ้องร้องกันถึงโรงถึงศาลน่ะ ทั้งหมอผีทั้งญาติเนี่ย โดนกฎหมายเล่นงานแน่เลย
หมอผงหมอผีก็ติดคุกติดตารางไปตามระเบียบ เพราะงั้นบางทีเนี่ยอย่าไปเชื่อ
ว่าไอ้เรื่องปอบเนี่ยมันมากนักนะท่านนะ เชื่อมากบางทีจะมีผลร้ายกับตัวเอง
อีกวิธีนึง หมอผีเนี่ย ตามธรรมดานะ แกจะนำสัตว์ที่น่าเกลียดน่ากลัวบางชนิดมาข่มขู่ให้ปอบกลัว
(หัวเราะ) ปอบมันก็กลัวเนี่ย เช่น เอาแมงมุมเนี่ย แมงมุมมัดกับไม้เนี่ยจี้ผู้ที่กำลังถูกผีเข้า
ปรากฏว่าปอบกลัวแมงมุม (หัวเราะ) ปอบอะไร้ ถูกพวกสไปเดอร์เล่นงานเข้า กลัว
บางทีเอาคางคก คางคกมามัดกับไม้จี้เค้า (หัวเราะ) คนที่ถูกปอบสิงนี่ก็กลัว
บางทีเค้าก็เอางู งูมาเนี่ยก็กลัว ตุ๊กแกก็กลัว ตุ๊กแกจริง ๆ นะ เนี่ย
ตุ๊กแกที่ร้อง ตุ๊กแก้ เนี่ยแหละเอามาไล่ผี ผีก็กลัว
ประเภทนี้แสดงว่า พวกที่ถูกปอบเข้าสิงมักจะเป็นผู้หญิงหรือเป็นเด็ก หรือตัวปอบเป็นผู้หญิง
เพราะนั้นจึงจะกลัวสัตว์ประเภทนี้ ขยะแขยงเนี่ย เวลาเอาของประเภทนี้เข้าไปใกล้
ก็ออกจากร่างเอาง่าย ๆ เลย กลัว เฮ้ย เหนือผีปอบยังมีตุ๊กแก (หัวเราะ)
เหนือผีปอบยังมีแมงมุมและคางคกอีกด้วย
แต่ผีปอบที่มันแก่กล้าวิชาเนี่ย เวลาสิงใครเข้าเนี่ย เค้าว่ามันออกยากนะประเภทนี้
ไม่ยอมออกง่าย ๆ พวกที่ถูกปอบสิงร่างทีมันสิงไปจนตาย หมอผีเนี่ยดำเนินการไล่ผีปอบออกจากร่างแล้วนะฮะ
ไล่ไปแล้ว แต่หมอผีไม่ทันสังเกตว่าไล่เสร็จเนี่ย มันเป็นก้อนกลม ๆ อยู่ใต้ผิวหนังของคนที่ถูกสิง
นั่น บางทีมันก็ปูดนูนขึ้นมา โอ๊ย มันเป็นพวกซีสต์ พวกก้อนไขมันมากกว่านะผมว่านะ
แต่เค้าว่าเป็นปอบน่ะนะ บอกว่าเวลาหมอผีจี้ก้อนกลม ๆ พวกนี้เค้าเอา "พะไล"
จี้ ต้องเอาพะไลที่เสกนะท่านนะ จี้ปั๊บมันจะเลื่อนหนี แล้วก้อนกลม ๆ นี้บางทีก็หายไป
พอเวลามันหายไปเนี่ย หมอผีที่ไม่เก่งก็นึกว่า เอ้า หายไปแล้ว ที่จริงมันไม่ได้หายนะท่านนะ
มันออกไปแต่มันเลื่อน บางทีเลื่อนไปอยู่ที่จักกะแร้ บางทีไปอยู่ที่ซอกขาหนีบ
หรืออวัยวะเพศ
ไอ้ก้อนกลม ๆ พรรค์นี้ เขาว่ากันนะ ก็ทำให้หาไม่พบ นี่แสดงว่าปอบยังอยู่
เพียงแต่ว่ากลายเป็นก้อนเนื้อเล็ก ๆ ส่วนหมอผีรุ่นครูเนี่ยเค้ารู้ เพราะฉะนั้นเวลาจะไล่เนี่ย
เค้าจะจู่โจมเข้าไปเลย จู่โจมเข้าไปคนที่ถูกปอบสิงเนี่ย จัดการมัดข้อมือข้อเท้า
มัดรอบคอ
มัดด้วยด้ายสายสิญจน์นะท่านนะ เพื่อไม่ให้ปอบหนีออกจากร่าง เรียกว่า มัดด้วยสายสิญจน์
เอาไว้ก่อน จากนั้นจึงใช้พะไลที่เสกแล้ว จี้ลงไปที่ก้อนกลม ๆ ใต้ผิวหนัง
ไอ้ก้อนกลม ๆ พวกนี้หนีไปทางไหนก็ตามจี้ไป ไม่ยอมปล่อยนะฮะ
เวลาที่ถูกพะไลเสกจี้นี่ล่ะ ทางอีสานเค้าเรียกว่า แทง เค้าไม่เรียกจี้
แทง นะ แทงปอบ ปอบจะเจ็บจะปวดทรมานแสนสาหัส เขาว่าอย่างนั้น แสดงว่าปอบมันคงมาให้การเหมือนกันนะ
ว่าพอโดนพะไลเสกเข้านี่มีอาการเจ็บปวดแสนสาหัส คงมีคนสัมภาษณ์ปอบอยู่แหละนะครับ
ส่วนคนที่ถูกปอบสิงก็จะร้องโอดครวญลั่นเลย ครวญครางด้วยความเจ็บปวด หมอผีก็จะขู่บังคับ
หมอผีคนนี้นี่ชำนาญเป็นพิเศษ ขู่บังคับถามเลยเจ้าเป็นใครนะฮะ ใครให้เจ้ามา
ใครให้เจ้ามาสิงเค้าสารภาพมาแต่โดยดี พูดไม่พูดเปล่า เอาพะไลนี่เสกนี่จี้ตามก้อนกลมอีก
เรียกว่าทรมานให้ปอบหวาดกลัวเข็ดหลาบ จากนั้น หมอผีจะแก้มัดด้ายสายสิญจน์เพื่อให้ปอบมันออกไป
ออกไปเสีย
นั่นคือมันแพ้แล้ว พอมันแพ้แล้ว หมอผีก็ไม่ไปรุกรานอะไรมันมาก รุกรานมันมากเดี๋ยวมันไม่มาอีก
ก็จะไม่มีกินอีกแหละ หมอผีนี่ ฉะนั้นก็ปล่อยไป
งั้นก็แสดงว่าหมอผีนี่มีน้ำใจนักกีฬานะท่านนะ
เอ้า แพ้แล้วก็แพ้เลย เอาออกไปได้ ไม่ว่าอะไร ปอบก็ออกไปตามธรรมเนียม ไปเข้าที่ใหม่
ก็คงหมอผีคนนี้ก็ตามไปรักษาใหม่ ก็จะได้ค่ารักษา สงสัยต้องได้นะ ถ้าไม่ได้แกไม่ตามหรอก
แต่ว่าหมอผีสมัยก่อน เค้าไม่เอาค่ารักษาหรอกครับ เค้าเอาเกียรติยศชื่อเสียงว่างั้นนะ
คนเค้าจะชมเชย หมอผีบางรายมีวิธีไล่ปอบดุเดือดมาก ทำให้คนเป็นปอบเนี่ยอับอายขายหน้า
นะฮะ โดยไล่ให้เป็นที่เปิดเผยแก่สาธารณชน หมอผีพวกนี้ไปหาเอาหม้อดินมานะท่าน
หม้อดินแม่ม่ายนะ หม้อดินธรรมดาก็ไม่ได้ ต้องเอาหม้อดินแม่ม่าย หรือว่าเอาหม้อดินธรรมดาที่ฝามันแตก
ไม่รู้ฝาหม้อดินแตกมั้ง แต่ในนี้เป็นแม่ม่ายก็แล้วกัน เป็นแม่ม่าย มีเขม่าควันไฟจับหนามาเลย
เอาหม้อดินนี่ครอบศีรษะคนที่ถูกปอบสิง จากนั้นใช้มีดโกนขูดเขม่าควันไฟ
คล้าย ๆ กับโกนผมเนี่ยแต่ขูดไปแค่ครึ่งศีรษะ แล้วก็ปล่อยให้ปอบนั้นหลุดจากร่างไป
วิธีไล่ปอบออกแบบนี้มันแปลก คือ คนที่เป็นปอบนี่ออกไปแล้ว ส่วนไอ้คนที่ส่งปอบมาหรือเลี้ยงปอบเนี่ยก็จะรับกรรมแทน
นั่นคือพอเค้าโกนเอาไอ้ดินหม้อเขม่าควันไฟออกเนี่ย หัวของคนที่ใช้ปอบมาเนี่ยก็จะเส้นผมหายไป
แหว่งไปครึ่งศีรษะตามที่หมอผีเค้าโกน
โอ้โห นี่ทำกับหม้อดินนี่ไปปรากฏเอาตัวคนที่ส่งมา น่าดูเลยท่านเอ๊ย อายเค้าสิทีนี้
ออกไปไหนก็ไม่ได้ หลบอยู่ในห้องเพราะผมหายไปครึ่งนึง ที่จริงตัวจะโกนให้หมดหัวซะก็ออกไปได้
ก็ไม่ทำ นี่ก็เรียกว่า หมอผีนั้นก็ไม่รอบด้านว่างั้นเถอะนะ
ปัจจุบันนี้ก็คงมีหลายอย่าง ๆ ล่ะ เพิ่มวิธีไล่เพราะว่าเทคโนโลยีเจริญขึ้น
อันนี้ใช้ไฟฟ้าช็อตก็มี นี่อย่าเที่ยวไปทำเล่นนะ ไฟฟ้า 220 โวลต์ ช็อตนี่ตายนะน่ะ
ตอนหลังก็เลยกลัวก็เลยใช้ไฟ ไฟจากแบตเตอรี่ของมอเตอร์ไซด์ แบตเตอรี่ของมอเตอร์ไซด์นี่แหละ
เอาไปช็อตผีเข้า ผีก็กลัวก็ออก
บางทีดุเดือดกว่านั้น ใช้ก้านมะละกอเป่าพริกป่นที่ใส่ในก๋วยเตี๋ยวเนี่ย
เป่าพรวดเข้าตาผี นี่ผีก็ออกอีก เอ้อ มันไม่ได้เรื่องได้ราวเลย บางทีน่าเกลียดยิ่งกว่านั้น
เปลือยกาย หมอผีเนี่ยเปลือยกาย พอรู้ว่าปอบที่มาสิงเป็นปอบผู้หญิง หมอผีเปลือยกาย
ปอบผู้หญิงรีบออกทันที มันกลัวหมอผีจะไปทำอะไรที่มิดีมิร้ายกับมัน
ปัจจุบันถ้าผีปอบบางประเภทสิงต้องขู่มันนะขู่มันซะเลยว่า นี่ถ้าเจ้าไม่รีบออกกูจะจับตัวเจ้าไปอยู่ที่กรุงแบกแดด
อิรักซะเดี๋ยวนี้ อะฮ่า ผีก็อาจจะออกทันทีนะครับ
รายการวรรณกรรมสองแคววันนี้ก็หมดเวลาพอดีครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง กราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ
สวัสดีครับผม