วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 110 เรื่อง Ghostlore : เรื่องผีพื้นบ้าน 4
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม 2547 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

    สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านผู้ฟังอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

     มีจดหมายเข้ามาตอนนี้ 2 ฉบับ จะดูแค่ฉบับเดียวนะครับ อ้า! ก็กรุณาเขียนมาว่ามีวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Spa หรือไม่ Spa น่ะ S-P-A Spa หรือไม่ อื้อ! มัน ก็ไม่มีนะท่านนะ เกี่ยวกับ Spa เนี่ย คือ ถ้าจะให้ผมพูดถึงคำว่า Spa ผมก็ทราบแต่เพียงว่าคำว่า Spa เนี่ยนะครับมันเป็นชื่อเมืองนะท่านนะ เป็นชื่อเมืองในประเทศเบลเยี่ยม แล้วที่เมืองนี้เนี่ย เขามีการบำบัดผู้เจ็บป่วยหรืออาจจะไม่เจ็บไม่ป่วยก็ได้ เข้าไปบำบัดเพื่อความหาย… หาย เพื่อจะหายเครียด เขาบำบัดด้วยน้ำเห็นจะพูดเป็นภาษาเราว่า “วารีบำบัด” อะไรทำนองนั้นแหละ

     คราวนี้แนวคิดเรื่อง Spa เนี่ย คนไทยเราก็รับเขามา แล้วพอรับเข้ามาเนี่ยเราปรับปรุงได้ดีทีเดียวล่ะครับ ผมว่าจะดีกว่าของเบลเยี่ยมที่เขาทำอีกกระมัง ที่ผมพูดอย่างนี้ผมใช้คำว่ากระมัง เพราะผมก็ไม่เคยไป Spa ที่เบลเยี่ยมหรือ Spa ที่เมืองไทย ตั้งแต่เกิดมาก็ได้ยินแต่ชื่อเท่านั้น

     แต่ตามหลักการจริงๆ ของ Spa เนี่ยท่าน เขาจะต้องมีการบำบัดให้ครบทั้งประสาทสัมผัสทั้ง 6 นะท่านนะ นั่นก็คือถ้าเข้าไปเรื่องเกี่ยวกับ Spa สมมติว่าเราจัดที่ใดที่หนึ่งเพื่อจะให้มีการบำบัดเนี่ย พอเข้าไปก็จะต้องพบสิ่งสวยงาม จะต้องได้กลิ่นหอม จะต้องได้ฟังเสียงที่ไพเราะ จะได้รสที่ดีจากอาหารนะครับ แล้วก็มีสัมผัสอันนุ่มนวล ในขณะเดียวกันก็จะทำให้เกิดความสุขทางใจได้ด้วย

     ผมว่าแนวคิดเรื่อง Spa เนี่ยนะท่านนะมันเป็นแนวคิดทั่วโลกอ่ะครับ มนุษย์นั้นผ่านขั้นตอนทางวัฒนธรรมมาคล้าย ๆ กัน มีความเครียดเหมือนกัน ก็อยากจะลดความเครียดเหมือนกัน สังเกตดูว่าในวรรณกรรมของไทยเนี่ย ถ้าหากว่าตัวเอกซึ่งเป็นอ่ะ ส่วนใหญ่ก็เป็นกษัตริย์ พอเวลาที่มีความกลุ้มใจเนี่ย ก็มักจะเสด็จออกประพาสป่า

      เพราะอะไรล่ะครับ เพราะในป่านั้นมันบำบัดได้ครบทั้ง 5-6 ประสาทที่ว่ามานี้ ตั้งแต่เข้าไปในป่าก็พบภาพงามใช่มั้ยครับ ภาพต้นไม้ อะไรจะงามเท่ากับธรรมชาติล่ะ เพราะว่าธรรมชาติเนี่ยก่อให้เกิดเราเนี่ยเกิดความคิดอิสระ จะมองงามแบบไหนก็ได้ พอ ๆ กับฟังดนตรี Jazz นั่นแหละครับจะฟังให้มันอิสระเต็มที่อย่างไหนก็ได้ ป่าก็เช่นเดียวกัน

      “ ภาคพื้นพนารัญ จรัสแสนสราญรมย์ เนินราบสลับสม พิศเพลินเจริญใจ โขดเขินสิขรเขา ณลำเนาพนาลัย สูงลิ่วระรานนัยน พ้นประมาณหมาย ยอดมัวสลัวเมฆ รุจิเรขเรียงราย เลื่อมเลื่อมศิลาลาย ก็สลับระยับศรี “

      นี่จากเรื่องอิลราชคำฉันท์นะท่านนะ เข้าไปในป่าเนี่ยสัมผัสด้วยตาแล้วนะฮะ เห็นรูป มีป่าสวยงามดูแล้วสบายอกสบายใจ หลายคนชอบขึ้นไปเที่ยวนะครับ ไปภูกระดึง ไปเขาหลวง ไปทะเลอะไรพวกเนี้ย เพื่อจะไปสัมผัสอย่างหนึ่งก็คือ ภาพที่เห็นนั้นสวยงาม ถูกอกถูกใจ มีอิสระในการที่จะชื่นชมกับสุนทรียะเหล่านั้น

      แค่นั้นไม่พอ รูปก็ยังไม่พอ ก็ต้องมีรสสิท่าน สัมผัสด้วยลิ้น สัมผัสด้วยลิ้นนี่ก็เป็นอาหาร เป็นเครื่องดื่ม เข้าไปแล้วก็ได้ดื่ม ถูกอกถูกใจ มีอาหารที่รับประทานแล้วถูกอกถูกใจ ในวรรณคดีเราก็อาหารถูกอกถูกใจมากเลย บางทีถูกใจถึงขนาดอยากให้ทำอยากให้รู้จักคนทำด้วยซ้ำ

      “มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง ชายใดได้กลิ่นแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา”

       เนี่ยได้กลิ่น บางฉบับเป็นได้กลืนแกง โอ! นะ ขนาดกินเข้าไปแล้วนะ นี่เรียกว่าถ้าเข้าไปในที่ใดที่มีอาหารดีอยู่ด้วย ภาพสวยอยู่ด้วยนะครับ อาหารก็ดี อาหารที่ดีหลายคนก็เตรียมไป ไปรับประทานเอาในป่าเอาก็แล้วกัน ก็เรียกว่าอาหารก็ดี ภาพที่เห็นก็สวย

      ขณะเดียวกันบางทีก็เห็นภาพอะไรอีหลายอย่าง เช่น ไปนั่งตามลำธาร มองเห็นปลาอย่างกับเจ้าฟ้ากุ้งหรือเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์อย่างงั้นนะ

      “พิศพรรณปลาว่ายเคล้า คลึงกัน ถวิลสุดาดวงจันทร์ แจ่มหล้า”

      มองเห็นถึงขนาดนั้น บ้างเห็นเป็นแบบท้าวอิลราชไปอีก ปลาธรรมดาสามัญนี่แหละ พอไปนั่งปั๊บที่ลำน้ำก็มองเห็น

      “ชะโดดุกระดี่โดด สลาดโลดยะหยอยหยอย กระเพื่อมน้ำพะพ่ำพลอย กระฉอกฉานกระฉ่อนชล กระสร้อยซ่าสวายซิว ระรี่ริ้วระวาดวน ประมวลมัจฉแปลงปน ประหลาดเหลือจะรำพัน”

      พวกนี้ภาพเห็นด้วยตานะครับแล้วก็นั่งกินอาหารไปด้วย โอ ! อะไรจะสุขขนาดนั้นนะครับ ขณะเดียวกันหูก็ฟังเสียงไพเราะ เสียงไพเราะอาจจะเป็นเสียงน้ำไหล เสียงลมพัด เสียงนกร้องได้ทั้งนั้นแหละครับ เช่น ในเพลงเขมรไทรโยกเงี้ย เสียงน้ำไหลนะครับ เสียงดังจ็อก ๆ ๆ ๆ โครม ๆ มีทั้งไหลเบาและก็ไหลแรงออกมาเป็นเสียง ไหลเบาเสียงจ็อก ๆ ถ้าไหลหนักหน่อยก็โครม ๆ อะไรทำนองนี้ หรือฟังเสียงนกนะฮะ เสียงดังก็อก ๆ ๆ ๆ กะโต้งโฮง อันนี้ก็เสียงนกยูงไงท่านนะฮะ บำบัดทางหูนะอันนี้นะ

      บางทีก็มีเสียงนกเขา อย่างเช่นเพลงเรือซึ่งเป็นวรรณกรรมของเพชรบุรีเนี่ย มีอยู่ตอนหนึ่งเขากล่าวถึงเสียงของนกเขาเพราะมากเลย เขาบอกว่า

      “นกเขาขันรัวว่ากลัวอะไรกับทุกข์ เขาคูเขาคุกขนลุกจริงนะเรา แม่นกเขาไซร้ขนอยู่บนต้นสะเดา แม่คารมไม่เบาจู้ฮุกกรู จู้ฮุกกรู ไอ้ตัวเมียเขาก็คูไอ้ตัวผู้เขาก็ขัน
เหยี่ยวมันเฉี่ยวเอาไปฉีกเหลือแต่ปีกมันยังขัน ใส่เขียงเสี่ยงสับมันยังกลับขึ้นมาคู ใส่แกงลงไปคนมันยังด้นขึ้นมาขัน”

       นะฮะ โอ ! ถึงขนาดนั้น อะไรจะขนาดนั้น ตัวตาย 3 ปี อันนี้พูดมันจะไม่ไพเราะ ตัวตาย 3 ปี เหลือแต่ขี้มันยังคู รู้มั้ยอย่างงั้นนะ กลืนลงไปในท้องมันยังย่องขึ้นมาคู อะไรทำนองนี้ นั่นก็เป็นเสียงเพราะของนกเขา จู้ฮุกกรู ๆ เนี่ย

      นี่ต้องระวังนะ เคยมีวรรณกรรมมุขปาฐะเรื่องหนึ่ง เรื่องชายผู้หนึ่งนัดกับแฟนไว้ว่าจะกลับมาตอน 5 ทุ่ม แต่ก็หาได้กลับไม่ คงเที่ยวหลงระเริงอยู่ในราตรี ก็ได้ไปร้องเพลง ณ ที่หนึ่งกับนักร้องเข้า ขึ้นไปร้องเพลง เพลงที่ร้องก็จุ๊กกรู ๆ ๆ อะไรทำนองเนี้ย ภรรยาเขาตามไปประเคนเสียด้วยไม้ แค่นั้นแหละกลายเป็น กูจุก เขาก็ว่ากันอย่างงั้น ฟังแล้วก็ น่าเกลียดนะท่านนะ นี่ผมไม่ได้พูดหยาบ พูดคำหยาบคายเลยนะท่านนะ ตามเรื่องที่เล่ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ

      นี่ก็เสียงก็เพราะ รสอาหารก็อร่อย ตาก็เห็นภาพดี ส่วนจมูกก็ได้กลิ่นดอกไม้ในป่าหอมทั้งนั้นนะครับ

      “สายหยุดหยุดกลิ่นฟุ้ง ยามสาย สายบ่หยุดเสน่ห์หาย ห่างเศร้า กี่วันกี่คืนวาย วางเทวษ ราแม่ ถวิลทุกขวบค่ำเช้า หยุดได้ฉันใด”

     นี่แค่เห็นดอกสายหยุดนะ ได้กลิ่นการบำบัดความเครียด บำบัดความเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งทางกาย ทางใจ แล้วบำบัดด้วยกลิ่นเนี่ยโดยเฉพาะกลิ่นดอกไม้เขาเรียกว่า Aromatic Therapy ใช้นะท่านนะ ใช้กันอยู่ เพราะฉะนั้นบ้านไหนที่ปลูกดอกไม้ไทย หรือดอกไม้อะไรก็แล้วแต่เถอะ หอมเนี่ยดีทีเดียว ยกเว้นไปปลูกเอาต้นตีนเป็ดหรือสัตบรรณมาก ๆ ล่ะระวังให้ดีเถอะ ออกดอกขึ้นมาถึงเป็นลมได้ทีเดียวท่าน มันหอมจัดเกินไป อะไรมากเกินไปไม่ดีหรอกท่าน พอเหมาะน่ะถึงจะดี

     อะไรมากเกินไปไม่ดี อย่างเช่นน้ำดื่มสะอาด ดื่มด้วยปากดี แต่ถ้าดื่มด้วยจมูกตาย (หัวเราะ) นะท่านนะ น่าคิดนะ แล้วก็ดมกลิ่นดอกไม้ ดอกไม้หอม ๆ ก็ดมไปเถอะ หรืออย่าง นสม.เขียนไว้ ดอกไม้หอม ดอกนมแมวไงละครับ

      “นมแมวไฉนนั่น ก็และถันวิฬารไฉน หมื่นแสน ณ แดนไตร อุระหอมบ่ห่อนจะมี”

      นี่ชมดอกนมแมว โอ ! ดีจริง ๆ เลย จากนั้นใน Spa นั้นก็ในป่านี่แหละ กายก็ได้สัมผัสนะฮะ สัมผัสกับความเย็นของน้ำ และสัมผัสสุดท้ายนะครับ ที่จะได้รับจากการไปประพาสป่าของกษัตริย์สมัยก่อนก็คือ ความสบายใจ หายเครียด สบายใจ คนเราอยู่กับธรรมชาติจะสบายใจครับเพราะ ธรรมชาตินั้นเขามีเวลามีสถานที่ของเขา ลมพัด ค่ำลง มืด สว่าง นกร้อง นกกลับมานอนที่รัง ตื่นเช้านกออกไปอีกอะไรทำนองเนี้ยมันก็จะสบาย

      นี่ท่านถามถึง Spa ผมเลยพูดถึงป่าเมืองไทยซึ่งก็เป็นการบำบัดโดยใช้สัมผัสทั้ง 6 ประการ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจนะครับ ก็คาดว่าคงตอบอะไรได้บ้าง ก็อุตส่าห์แทรกวรรณกรรมอะไรเข้าไปตั้งหลายอันนะท่านนะ แต่ถ้าถามจริงๆ ทางเบลเยี่ยมเนี่ยผมก็ต้องค้นนะครับ มันจะมีวรรณกรรมหรือเปล่าก็ยังไม่ทราบเลย

      ก็ย้อนกลับขึ้นมาต่อจากคราวที่แล้ว เรายังคงอยู่ในเรื่องผีอยู่นะท่านนะ ผีนี่หลายสัปดาห์เขาอยากจะฟังอยู่ ผีวันนี้จะเริ่มต้นด้วยผีเปรต ฟังแล้วน่ากลัวเลยท่าน เปรต ถ้าเราไปเปิดในไตรภูมิพระร่วง เขาก็มีภูมิที่อยู่ของเปรตนะท่าน เขาเรียกว่า เปตภูมิ เปตะ ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เปตภูมิก็คือ ภูมิที่อยู่ของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

      เปรตในตำนานของผีไทย ผีไทยนี่มีตำนานนะท่านนะ ในตำนานของผีไทยเนี่ย ก็กล่าวถึงผีเปรตเอาไว้ด้วย แต่วิธีกล่าวนั้นกล่าวอย่างก็โอ! กล่าวยังกับหนังสือ ชีววิทยานะท่าน นั่นคือได้จำแนกผีเปรตออกเป็น 12 ตระกูลใหญ่ๆ ได้จำแนกออกเป็น Family ทีเดียวนั่นนะ เปรตเนี่ย

     โอ ! คนแต่ก่อนเนี่ยเขาไม่ใช่เล่นนะ เขาศึกษาเรื่องผียังกะศึกษาเรื่องพืชเรื่องสัตว์นะท่าน คงจะแบ่งออกเป็น Genius เป็น Species มันจะมี Ghost Kingdom อาณาจักรผี นี่พูดแบบชีววิทยาแบบเก่า ๆ นี่นะ อันนี้ก็ของเราก็ยังไม่มีเนี่ย ท่านดอกเตอร์คงศักดิ์ ท่านเป็น หัวหน้าภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ นี่ท่านก็จัดแต่พืชจัดแต่สัตว์นะท่านนะ

     แต่จัดเรื่องผีเนี่ย ตำนานของไทยเขาจัดนะเนี่ย สำหรับตำนานผีของไทยเนี่ย ถ้าท่านที่สนใจคัมภีร์ที่ว่าด้วยเปรต โดยเฉพาะก็มี อันนี้มันมีรายละเอียดเอาไว้ด้วย คัมภีร์นี้เขามีชื่อว่า นิรยกถา นิรยกถา ข้อความอันว่าด้วยสิ่งอันไม่เจริญ นิรย นี่รากศัพท์นี่มาเป็นนรกได้นะท่านนะ

      หรือถ้าท่านที่สนใจอ่านเห็นง่าย ๆ หน่อย ก็อาจจะดูจากจารึกที่ศาลาการเปรียญ วัดพระเชตุพนหรือวัดโพธิ์ ที่กรุงเทพฯ ก็มี เขาถ่ายทอดมามาก หาอ่านได้จากประชุมศิลาจารึกวัดพระเชตุพนก็ได้ ประชุมจารึกวัดโพธิ์ มีอยู่ครับอันนี้เรื่องเปต เปรต อันที่ต้องอ่านเล่ม 1 นะท่าน ประชุมจารึกเล่ม 1 เนี่ยมีเรื่องเปรต

      คืออย่างนี้เวลากล่าวถึงเรื่องเปรตเนี่ย บอกที่มาจริงๆ น่ะ ตำราพวกนี้มาจาก มาจากทางบาลีนะท่านนะ อันนี้ไม่ทราบว่าถ่ายทอดทางบาลีมา หรือว่ามันเป็นบาลีที่เราแต่งขึ้นกำกับภาษาไทยก็ไม่ทราบ เพราะถ้าท่านไปอ่านประชุมจารึกวัดพระเชตุพนเนี่ย ข้อความเกี่ยวกับเปตรเขาเขียนไว้ดี เขียนไว้เป็นบาลีเลยท่าน

      "หิมวันตประเทเศ วิชาติเปโต นามเวตวิสุโย” กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีประเทศหนึ่งในป่าหิมพานต์" ฮ่า… มีสถานที่แห่งหนึ่งในป่าหิมพานต์ ชื่อว่าวิชาตประเทศ วิชาตประเทศเนี่ย ตั้งอยู่เบื้องบนแห่งนรกขึ้นมา นรกอยู่ล่าง วิชาตประเทศเนี่ยอยู่ข้างบน วิชาตประเทศนั้นเป็นที่อยู่ เป็นที่สิง เป็นที่สถิตของเหล่าเปรตทั้งหลาย

      โดยที่เปรตเหล่านี้เนี่ยเขามีประธานของเขานะครับ ชื่อว่า มหิตถกาเปรตะ มหิตถกาเปรต เรียกว่าเป็นอธิบดีแห่งเปรตทั้งปวง ในนั้นเขียนอย่างงั้นนะ เป็นอธิบดี เป็นผู้เป็นใหญ่แห่งเปรตทั้งปวง และก็กล่าวถึงว่าเปรตที่อยู่ในวิชาตประเทศนั้นแบ่งออกตระกูลต่าง ๆ ถึง 12 ตระกูล

       นี่แบ่งออกเป็น Family นะเนี่ย Family ของเปรตเนี่ย เป็น 12 ตระกูล มีชื่อเป็นภาษาบาลีทั้งนั้นเลยท่าน วันตาสาตระกูล, กูณปขาทตระกูล, คูถขาทเปรตตระกูล, อัคคิชาลมุขเปรตตระกูล, สุจิมุขเปรตตระกูล, ตัณหาชิตา นี่ก็เปรตนะฮะ, นิชฌามก นี่ก็เปรตอีกตระกูลนึง, สัตตังคา, ปัพพตังคา, อัชครังคา, เวมานิกะ, มหิทธิกา นี่ 12 ตระกูลนะท่าน ไม่ได้มีชื่อเป็นไทยเลย ของ Family ของเปรตนะท่าน

      และนอกจากเปรต 12 ตระกูลเนี่ยก็ยังมีเปรตอีก 19 จำพวก อันนี้แบ่งตามประเภท ตาม Type ของเปรต โฮ ! แจกแจงอย่างกับในคติชนวิทยานี่น้อเนี่ย เช่น จุติโลมา นี่เปรตผู้มีขนเป็นเข็ม เปรตอะไรมีขนเป็นเข็ม ฟังแล้วแทงเจ็บนะเนี่ย ขุรโลมา เปรตผู้มีขนเป็นกรด เอกปาทา เปรตผู้เท้าข้างเดียว พิการแล้ว พิการแล้วเนี่ย พิการเหมือนเปรต มีเท้าข้างเดียวงี้เหรอ หรือจะพิการแบบคน อเนกปาทา เปรตผู้มีเท้ามากนะฮะ เอกหตถา เปรตผู้มีมือข้างเดียว อเนกหตถา เปรตผู้มีมือมากนะฮะ เอกเนตตา เปรตผู้มีตาข้างเดียว อเนกเนตตา เปรตผู้มีตาหลายตานะฮะ

      เอ้า ! อันอื่นอีก ชื่อภาษาบาลีนี่เยอะท่าน ถ้าแปลเป็นไทยก็เปรตประเภทที่ 9 เปรตประเภทที่กินมลทินครรภ์เป็นอาหาร ของอันสกปรกอันเกิดจากการที่เขาคลอดออกมาเนี่ย มันจะกิน เปรตประเภท อ่า! ขนหยักเยื่อทูนศีรษะเป็นนิจ ขนเป็นหยักเยื่อทูนศีรษะ ไม่ ๆ ที่เขาทำเอาเจลมาใส่แล้วอะไรล่ะ เป็นหนามหนามขึ้นบนหัวของเด็กรุ่น ไม่ใช่นะ นั่นเดี๋ยวไปคิดว่าอย่างนั้นเป็นเปรต ไม่ใช่คนละอย่างกัน

     เปรตประเภทมีตัวยาว 25 เส้น นอนกลิ้งอยู่บนแผ่นหิน 25 เส้น ยาวนะเนี่ย เปรตจำพวกตัวจมอยู่บนภูเขาเพียงสะเอว ตัวจมอยู่บนภูเขาถึงสะเอวน่ะ โผล่ขึ้นมาไฟไหม้อยู่ตลอด เปรตพวกไถนาทั้งกลางวันและกลางคืน โอ๋! นี่น่าสงสารนะ กรรมหนใดหนอ ไถนาทั้งกลางวันกลางคืน เปรตประเภทมีกายสูง มีกลิ่นตัวเหม็นยิ่งนัก อันนี้ก็ต้องใช้ยาดับกลิ่นกันไปแล้วก็ตัวใหญ่เสียด้วย เปรตประเภทที่มีพืชเป็นเหล็ก มีต้นไม้เป็นเหล็ก เหล็กนี่เป็นเปลวเพลิงรัดศีรษะอยู่ โอ๋! อะไรจะบาปขนาดนี้

     เปรตผู้มีร่างกายผอม ผอมยังไม่พอเปลือยกายอยู่เป็นนิจสิน เปรตประเภทนี้ไม่มีเสื้อผ้านุ่ง เปลือยกายน่าสงสารมากเลย เปรตประเภทรูปชั่วตัวผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ศีรษะนั้นเปื้อนฝุ่นเต็มไปหมด เปรตเมาเหล้าซิเนี่ย เปรตประเภทตัวดำดุจไฟไหม้เหมือนตอไม้ที่ถูกไฟไหม้ เปรตดำเป็นตอตะโกอะไรทำนองนั้น และประเภทที่ 19 เขาเรียกเปรตประเภทที่สูงเท่าลำตาล มีแต่หนังหุ้มกระดูก

      สังเกตให้ดีว่าเปรตนี้ไม่มีอ้วยเลยนะท่านนะ ไม่มีอ้วนเลยล่ะ ที่ไม่อ้วนนี้ไม่ใช่อะไรหรอกเพราะเปรตน่ะไม่มีอะไรจะกิน อดอยากไงท่าน

       นอกจากนี้ก็ยังมีเปรตอีกประเภทหนึ่ง เขาเรียกว่าเปรตที่เฉพาะเรื่อง เปรตไม่สมประกอบเนี่ย เปรตไม่สมประกอบมี 4 ชนิด ชนิดหนึ่งรูปร่างไม่สมประกอบ ร่างกายซูบผอม อดโซ ชนิดที่สองเป็นเปรตรูปร่างพิการ เช่น รูปร่างก็เป็นมนุษย์แต่หัวเป็นสัตว์ เช่นตัวเป็นคนหัวเป็นกา ตัวเป็นหมูหัวเป็นหมา ยังงี้ก็มี

       เปรตประเภทนี้พิลึก ไม่ทราบว่าผสมออกมาได้อย่างไง มันผสมข้าม Species นะเนี่ย แต่เปรตนี่มัน มันไม่ใช่เกิดจากการผสมนะท่านนะ มันเป็นอุปติกะหรือโอปาติกะนะท่านนะ มันเกิดขึ้นมาเอง เปรตก็ดี เทวดาก็ดี เกิดปุ๊บโตอย่างงั้นเลย เราไม่มีเปรตเด็ก ๆ เปรตเฒ่าไม่มีนะท่านนะ โตแค่นั้นอยู่แค่นั้นน่ะ จนกว่ามันจะหมดกรรม

       นี่ก็เปรตที่มีรูปร่างพิกล เขาเรียกว่าเสวยกรรม กรรมกรณะนะฮะ รับกรรมรับโทษ อันนี้ก็เกิดขึ้นเพราะอะไรล่ะ บาปกรรมที่ตัวทำไว้ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์เนี่ย ทำบาปทำกรรมไว้มากมาย พอตายไปก็ไปเกิดเป็นเปรต มี รูปร่างพิกลพิการตามกรรมนั้น ๆ

       จากนั้นก็มีเปรตชนิดนึงเป็นเปรตชนิดพิเศษ ฟังแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะมีได้เปรตชนิดนี้ คือ รูปร่างเหมือนมนุษย์ปกตินี่แหละแล้วก็เป็นผู้มีวิมานอยู่ มีความสุขสบายมากเลยเปรตประเภทนี้ แต่ว่าจะสบายเนี่ยสบายเฉพาะตอนกลางวันนะท่าน ครั้นพอแสงอาทิตย์ตกแค่นั้นน่ะจะต้องออกจากวิมานไปเสวยกรรม ไปรับกรรมจนกว่าจะรุ่งเช้าจึงจะหมดกรรม นี่ เปรตชนิดนี้ภาษาบาลีเรียกว่า วิมานิกเปตะ วิมานิกเปตะ เปรตซึ่งมีวิมานอยู่ด้วย เออ!

       คำว่าเปรตเนี่ยมันจะเป็นสัญลักษณ์อะไรกระมั้งเนี่ยนะ กลางคืนเนี่ยลำบากพอเช้าสบาย เปรตผอม เปรตอะไรต่างๆ เนี่ย ฟังๆ ดูแล้วนี่ต้องตีความนะ

       ที่จริงถ้าใครจะทำวิจัยเรื่องกะเปรตแต่ไม่ใช่ไปเที่ยวดูเปรตนะ หมายถึงว่าดูจากตำราต่าง ๆ ที่เขียนเรื่องเปรต แล้วมีการตีความออกมาเนี่ยน่าคิดนะท่านนะ มันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ นะเรื่องใหญ่มากทีเดียว

       เปรตนี่ก็จัดว่าเป็นผีจำพวกหนึ่งจึงเรียกว่าผีเปรตไงท่าน จะถามว่าผีจำพวกนี้มีอะไรพิสดาร คำตอบก็คือตัวเคยทำบาปทำกรรมเอาไว้เมื่อตอนที่ตัวยังมีชีวิตอยู่เป็นคนเนี่ย ครั้นตายลงไปแล้วก็ต้องมารับผลกรรมที่ตัวได้สร้างเอาไว้ กรรมใครก่อมันก็ถึงคนนั้นนะครับ ก็เลยทำให้ต้องมีความเป็นอยู่อย่างอดอยากท่าน ไม่มีอะไรจะกินเนี่ย ผอมโซเชียวล่ะ ชอบส่งเสียงร้อง ร้องขอส่วนบุญเขา หรือบางครั้งก็ปรากฎตัวให้ชาวบ้านเขาเห็นเพื่อเขาจะได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้บ้าง เพราะอะไร เพราะเขาอกอยากหิวโหยมาก ที่จริงเขาก็เป็นคนที่ตายไปแล้วนั่นเอง

       นี่ผมพูดตามความเชื่อนะ ไม่ใช่พูดตามหลักวิทยาศาสตร์นะ โดยทั่วไปเนี่ยคนทั่วไปก็เข้าใจว่าเปรตซึ่งเป็นผีชนิดหนึ่งเนี่ยมีลำตัวสูง หลายคนก็บอกเปรตเนี่ยตัวสูงเท่าลำตาล และต้องตาลที่สูงมากนะ ตาลเตี้ยไม่ได้นะ วัดตาลเตี้ยเนี่ยเปรตจะไม่อยู่ถ้าเปรตอยู่ก็ต้องสูงกว่าตาลของวัดนั้น สูงเท่าลำตาล สูงเท่าต้นตาล สูงขึ้นไปจนถึงยอดตาล

       ถ้าพวกอยู่กรุงเทพฯ บอก โอ! มันสูงขนาดเสาชิงช้านั่นน่ะ ใกล้ที่ว่าการเลย สูงเท่าเสาชิงช้าวัดสุทัศน์นั่นน่ะ บางคนบอกมันสูงเท่ายอดธงเนี่ย ถ้าสมัยนี้ก็เปรียบให้เห็นว่ามันสูงเท่าตึก 5 ชั้น หรือสูงเท่าคอนโดมิเนียมที่อยู่ริมน้ำ หรือสูงเท่ากับ Worldtrade Center ที่โดนบอมไปด้วยเครื่องบินนั่นกระมัง นั่นส่วนสูงของเปรตมันน่าจะสูงได้ถึงขนาดนั้น มันจึงมีคำพูดของคนบางคนที่เรียกคนสูงๆ ผอมๆ ว่าสูงยังกะเปรตแน่ะ ใช้คำนี้ คนที่ถูกเรียกก็จะโกรธ เพราะไม่ได้ให้ความดีงามเลยพูดว่าสูงยังกะเปรต เปรียบเทียบไม่ดี แต่สูงยังกะวิมานอย่างเงี้ยจะดีกว่า

      ถ้าจะพูดสรุปก็คือเปรตเนี่ยมีรูปร่างสูงนะฮะ ทำกรรมชั่วร้ายไว้เลยเกิดเป็นเปรตต่างๆ มีหลายประเภท ใครก็แล้วแต่ชอบดุ ชอบด่า ตบตีพ่อแม่ผู้มีพระคุณ ด่าว่าครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณ ว่าอาจารย์เขาหัวล้าน ท่านหัวล้านทำนองนี้น่ะนะ เวลาตายไปจะไปเกิดเป็นเปรตชนิดหนึ่ง มีปากเท่ารูเข็ม อันเป็นผลกรรมที่ได้ด่าพ่อแม่ด่าและครูบาอาจารย์มาก่อน ภาษาบาลีเรียกเปรตชนิดนี้ว่า คุปาสิกะเปตะ คุปาสิกะเปรต เปรตปากเท่ารูเข็ม

       นอกจากปากจะเท่ารูเข็ม มือยังโตเท่ากับใบตาล โฮ! อันนี้แย่เลย เวลาจะกินอาหารนี่มือหยิบอาหารได้มากแต่ปากเท่ารูเข็มป้อนเข้าไม่ได้ พวกนี้จะอดอยากหิวโหยอยู่เป็นนิจทีเดียวท่าน ทางภาคใต้เขากลัวมากทีเดียวล่ะ เขากลัวว่าบรรพบุรุษเขาที่ทำกรรมไว้นั้นตายไปไปเกิดเป็นเปรตปากเท่ารูเข็มเนี่ย เขาก็เลยได้ทำอาหารชนิดหนึ่งคือ ขนมรา ขนมรานี่ก็เป็นเส้น ๆ นะครับ สำหรับเปรตปากเท่ารูเข็มจะได้กินได้

      ที่จริงแล้วพวกขนมจีนพวกบะหมี่สำเร็จรูป ก็จัดอยู่ในขนมประเภทนี้เหมือนกันนะ หรือบะหมี่เส้นเล็กเนี่ยก็สามารถจะทำอุทิศไปให้เปรตเหล่านี้ได้เช่นเดียวกันนะ ถ้าเปรตปากเท่ารูเข็มกินอะไรก็ต้องเอาใส่เข้าไปทีละเมล็ด ๆ เนี่ยทรมานนะ อันนี้ก็เป็นคำขู่เป็นคำเตือนของคนโบราณว่าให้ลูกหลานเนี่ยมีความกตัญญูนะ ให้เลี้ยงดูพ่อแม่เมื่อยามแก่ชรา อย่าทำร้ายพ่อแม่ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ดุด่าไม่ได้ กับครูบาอาจารย์ก็เช่นเดียวกันนะฮะ

       ขืนเป็นคนที่ไม่ดีดุด่าว่าบิดามารด าคนแก่คนเฒ่ารวมทั้งครูบาอาจารย์เนี่ย แล้วยังไปเที่ยวทำเกกมะเหรกง่ะ ชาวบ้านเขาจะด่าประณาม มีคำนำหน้าอะไรก็แล้วแต่ตามท้ายด้วยเปรต คำนำหน้านั้นก็บอกเพศชายเพศหญิงได้ด้วยทำนองนี้เป็นต้น

       นี่ก็บอกว่าคนที่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนี่นะ ทั้งฆ่าคน ฆ่าสัตว์ เชือดเขา แทงเขาเนี่ยตายแล้วก็จะเกิดเป็นเปรต ฆ่าสัตว์อะไรไว้ก็เถอะ หัวก็จะเป็นสัตว์ประเภทนั้น แล้วแต่ผลกรรมไปทำอย่างไงก็ได้ผลกรรมนั้นสนองด้วยเหตุนี้ล่ะครับ ก็คนเรานี่ก็สัตว์หลายชนิด เกิดไปก็เลยพอตายไปก็ไปเกิดเป็นเปรตซึ่งมีหัวหลายอย่าง ก็เกิดเป็นเปรตประเภทต่าง ๆ

      ถ้าจะถามว่าแล้วเปรตน่ะมันอยู่ที่ไหนบ้างล่ะ โอ้โห ! มันบอกว่าแล้วแต่ประเภทและเผ่าพันธุ์รวมทั้งคติและความเชื่อที่บอกต่อและสืบทอดกันมา บางตำราว่าเปรตอยู่ตามวัด เชื่อมั้ย มันอยู่ตามไหนเนี่ย โห ! เปรตอยู่ตามวัด

      ที่จังหวัดตากนี่นะ จังหวัดตากเรานี่ลูกศิษย์ผมนี่นะหลายปีมาแล้ว หลายสิบปีแล้ว เคยเล่าให้ผมฟังว่าวัดแห่งหนึ่งที่อยู่เชิงเขาน่ะ มีคนได้ยินเสียงเปรตวิ่งเสมอ เมื่อตอนตี 2 บอกอยากให้ผมไปช่วยดู พอดีผมก็ไม่มีเวลาไป เปรตอะไรมาวิ่งเล่นตอนตี 2 เนี่ยอยู่ตามวัด จริงไม่จริงก็ไม่มีใครเคยเห็นน่ะ

      มันจะเหมือนกับใครที่ไปถ่ายรูปเปรต เปรตอะไรออกมาหลอกเขา ก็น่าดู หรือเปรตที่อยู่ตามวัดเขาบอกว่าเคยปรากฏตัวออกมาเพื่อจะหลอกหลอน ที่จริงเขาไม่อยากหลอกหรอก เขาแสดงร่างเพื่อขอส่วนบุญ แต่บางคนบอกเปรตนี่อยู่ตามท้องทุ่งที่เปล่าเปลี่ยวนะ ที่เปล่าเปลี่ยว นี่เปลี่ยว ๆ ทางเปลี่ยวนี่เปรตเขาจะอยู่ ตามทางสายเปลี่ยวเนี่ยอยู่นะฮะ

      เขาว่ากันนะท่านนะ เพราะฉะนั้นใครที่ชอบเที่ยวดึก ๆ เนี่ย กลับบ้านคนเดียวตอนตี 1 ตี 2 เนี่ยระวังเชียวแหละ ขี่มอเตอไซค์ผ่านวัดน่ะ วัดร้าง ศาลาวัด วัดร้างไม่ร้างก็แล้วแต่เถอะหรือคามทางแยกเนี่ย ถ้าแจ็คพอทก็อาจจะพบเปรตได้นะท่านนะ มันอาจจะเดินตามมาส่งท่านถึงบ้านก็ได้ หรืออาจจะเดินมาเป็นเพื่อนตลอดทาง

     แต่ถ้าหากท่านไปพบเข้าไม่ต้องตกอกตกใจอะไร ไม่ต้องไปกลัวเลยครับ วิ่งหนีมันก็พอแค่นั้นแหละ หรือหากว่ามีเปรตหรือผีชนิดใดมาขวางหน้าเราอยู่ อ้าว! นี่เขาบอกว่ามีเปรตมีผีชนิดใดมาขวางหน้าอยู่นี่ฮะ โบราณว่าอย่าได้วิ่งกลับโดยเด็ดขาด อย่าหันหลังกลับนะเพราะมันจะหันกลับไปดักไว้อีก แล้วครวนี้ท่านเสร็จมันแน่เลย เขาบอกว่าถ้ามันวื่งตามมา ขอโทษ วิ่งมันขวางเราอยู่เนี่ยให้วิ่งเข้าใส่เลยท่าน วิ่งฝ่าเข้าไปเลย พูดภาษาปัจจุบันเรียกว่า เตะผ่าหมากนั่นเอง

     นี่ก็แปลกนะครับ ผีเนี่ยให้วิ่งเข้าไปหาไม่เหมือนหนีช้างนะท่านนะ ถ้าช้างไล่ท่านให้หลบข้างทาง เขาเรียกหลบฉากไง วิ่งตรงมาเราหลบขวาหรือซ้าย ช้างมันตัวโตไงท่าน วิ่งเข้ามาแล้วมันก็กลับตัวยาก หนีง่าย

      เหมือนกับหนีหมี โบราณเขาบอกนะพวกชาวป่า ถ้าหมีควายเนี่ยมันไล่เรามาเนี่ย ท่านว่าให้หา ไม้ง่ามขนาดใหญ่ อย่าไปกลัวมัน เวลาหมีมันเดินมันเดิน 2 ขา ชูคอขึ้น จงเอาไม้ง่ามนั้นดันที่คอของมันแล้วมันก็จะดันเรามา เราก็ถอย จับไม้ง่ามอย่างมั่นคง ถอยมาจนถึงโคนไม้ เอาไอ้ปลายข้างหนึ่งของไม้ค้ำที่คอหมีเนี่ยใส่ไว้ตรงโคนต้นไม้ หมีมันก็จะดันนะท่านนะ มันดันไม้ง่ามนั้นเรื่อย เราก็วิ่งหนีไปด้วยความปลอดภัย นี่หนีหมีเขาว่าอย่างงั้น

    ผมก็ไม่เคยนะท่านนะ ส่วนหนีหมาเหรอ (หัวเราะ ฮะฮะ) หมาไล่เนี่ย หมาไล่นะท่านว่าให้วิ่งอย่างเต็มที่ หนีมาแล้วทรุดตัวลงนั่งทันทีท่าน นั่งทันทีเนี่ยหมาที่ไล่มาเป็นพรวนเนี่ย มันจะตกใจที่เห็นเรานั่ง อาจจะเบรก หมานั่นเบรกนะ พอเบรกไม่อยู่เข้า คะมำ ร้องเอ๋งแล้วก็วิ่งหนีกลับไป

     เพราะอะไร เพราะการนั่งนั้นมันเป็นท่าการต่อสู้ของสัตว์ทั้งหลาย เสือเนี่ยเวลามันกระโดดเข้าตะครุบเหยื่อมันนั่งนะท่านนะ ไม่ใช่ยืนนะ นั่งก่อนแล้วพุ่งเข้าใส่นะ นี่น่าคิด เนี่ยหนีหมา หนีหมี หนีช้าง หนีผีนี่ต่างกัน หนีผีนี่เจอเปรตเนี่ยเข้าก็พุ่งเข้าใส่เลย เรียกว่าเตะผ่าหมากเลย มันจะกลัวเอง

    ถ้าถามว่าเปรตนี่กินอะไรเป็นอาหาร ก็มีความเชื่อกันว่าเปรตเนี่ยก็จะกินสิ่งที่ลูกหลานทำบุญไปแล้วก็รับส่วนบุญนั้นอิ่มไปคราวหนึ่งๆ แล้วก็อดอยากต่ออีก นี่น่าสงสารเขาทีเดียวนะครับ นอกจากพวกอาหารคาว อาหารหวาน ของขบเคี้ยวแล้วเนี่ย บางทีลูกหลานเขาเห็นอกเห็นใจเปรตซึ่งต้องแก้ผ้าอยู่เขาก็จะถวายผ้าป่า ถวายผ้าพระกฐินเนี่ย อันนี้ก็เป็นเครื่องนุ่งห่มแก่พระสงฆ์ไงฮะ ก็จะทำให้อานิสงส์ครั้งนี้ผีญาติ ๆ ที่เป็นเปรตเนี่ยก็จะสบายไม่ต้องเปลือยกายล่อนจ้อน ด้วยอานิสงส์ก็จะมีผ้านุ่งเช่นเดียวกัน ทำให้เปรตทั้งหลายมองดูว่า อ้อ ! เป็นเปรตที่มีวัฒนธรรมดีอะไรทำนองนี้

    มันเป็นความเชื่อนะท่านนะ อันนี้ก็ไม่ได้มีใครไปพิสูจน์หรอกเรื่องเนี้ย คราวนี้ถ้าหากว่าเปรตหรือผีนั้นเขาไม่มีญาติเลยล่ะท่านหรือมีแต่ว่าญาติเขาไม่ทำบุญให้ล่ะ ลูกหลานเนี่ยถ้าคอยทำกุศลอุทิศให้เนี่ย ถ้าเขาไม่ทำเลยจะทำไง เปรตเหล่านี้ก็จะหิวโหย ร้องด้วยเสียงอันโหยหวนครวญคราง

     เสียงร้องของเปรตเนี่ยไม่มีใคร ยืนยันได้หรอกว่ามันมีเสียงดังยังไง แต่ตามตำราเขาบอกว่ามันร้องเสียงดังส่วนใหญ่มักเป็นเสียงกรี๊ด มันๆๆ ก็จะกรี๊ดเหมือนเวลาเราไปฟังนักร้องเขาร้องเพลงแล้วถูกอกถูกใจ กรี๊ดอย่างงั้น จะเหมือนเสียงเปรตหรือเปล่าก็ไม่ทราบ

     บางคนบอกมันเป็นเสียงหวีดหวิวนะท่านนะ ฟังแล้ววังเวง แล้วเสียงที่ดังกรี๊ดๆ เนี่ยมันเกิดเพราะอะไร เกิดเพราะแรงดันจากท้องผ่านช่องปากที่เล็กเท่ารูเข็มไงท่าน มันก็ดังสนั่นหวั่นไหวเป็นเสียงแหลม เป็นเสียงแบบที่ผมพูดนี่แหละ

     คราวนี้ถ้าพวกเปรตที่หัวมันเป็นสัตว์ล่ะ มันก็คงจะร้องตามเสียงของสัตว์นะท่านนะ หัวเป็นควายก็ร้องเสียงควาย ควายนี่ร้องแง้เหมือนเด็กร้อง ถ้าหัวเป็นวัวก็ร้องเสียงวัว มอ แต่ถ้าเปรตหัวเป็นไก่ก็คงจะขัน เอ้กอี้เอ้กเอ้ก นะท่านนะ ยกเว้นตอนไข้หวัดนกระบาด ก็แล้วแต่เถิด อันนี้

     ถ้าเรามีการทำบุญ ทำบุญไป ถ้าจะอุทิศส่วนกุศลให้เปรตหรือผีทั้งหลายเนี่ยก็ต้องออกนามนะท่านนะ ออกชื่อผีนะ อุทิศให้ผีชื่อะไร บรรพบุรุษผู้ไหนหรือบอกกันนี่ให้รวม ๆ เป็นผีไม่มีญาติ ผีทั้งหลายเนี่ยก็รวม เวลาอุทิศส่วนกุศลเนี่ยเปรตก็จะได้ด้วย ที่ทำ ๆ บุญไปก็เพื่อเปรตและผีเหล่านั้นจะได้ไม่หิวโหย ร่างกายจะได้ไม่ ผอมโซจนน่าสงสาร

     คราวนี้มาดูจากวรรณคดีไทยนะท่านนะ วรรณคดีไทยเนี่ยตอนที่กล่าวถึงที่ว่าพระพันวษาสั่งประหารชีวิตนางวันทอง เออ ! ตอนนี้เป็นขุนช้างขุนแผนตอนที่ อือ… ขุนช้างขุนแผนตอนที่ 40 ท่าน ตอนที่ 40 จำได้แล้ว ประหารชีวิตนางวันทองเนี่ย ผมเคยจำไว้ได้หลายเลย บทกลอนเนี่ยตอนนั้นนางวันทองก็กลายเป็นผีเปรต คอขาดนะท่าน เป็นเปรตหัวขาดเนี่ยแหละ

      แล้วก็ครั้งหนึ่งนางทราบข่าวว่าพระไวยเนี่ยลูกชายของนางเนี่ยกำลังจะไปรบกันกับพ่อ คือ ขุนแผนกับพลายชุมพลซึ่งเป็นน้อง เพราะอะไร เพราะขุนแผนกับพลายชุมพลนั้นปลอมตัวเป็นกองทัพมอญยกมา พอนึกออกมั้ยครับมอญดูดาว “นุ่งผ้าตาหมากรุก ชะเออเอ้อเอย ของรามัญ” นั่นแหละ พลายชุมพลล่ะนุ่งยังงั้นแหละ แล้วก็บอกเป็นกองทัพมอญยกมา

      ทางพระพันวษาก็ให้พระไวยยกทัพไปปราบ นางวันทองเนี่ยรู้ทันทีว่า ถ้าพระไวยไปเจอกับขุนแผนเข้าก็เสร็จแน่ ขุนแผนกำลังโกรธอยู่ด้วย พลายชุมพลโกรธอยู่ด้วย ต้องเล่นงานกันเด็ดขาดเลย เปรตนางวันทองกลัวลูกกับพ่อ พี่กับน้องจะฆ่ากันเป็นบาปติดตัวไปอีกก็เลยออกมาห้ามทัพ โดยแปลงกายเป็นสาวงามนั่งเล่นชิงช้านะท่านนะ

      ที่แปลงตัวเป็นสาวงามเพราะอะไร เพราะรู้ว่าพระไวยเนี่ยแกเป็นคนเจ้าชู้เหมือนพ่อแกนั่นแหละคือขุนแผนนั่นน่ะ ฝ่ายพระไวยก็ไปเจอสาวงามนั่งเล่นชิงช้าเข้า หารู้ไม่ว่าเป็นแม่ของตัวแปลงตัวมา เป็นเปรตนางวันทองแปลงมาก็เข้าไปจีบ นี่เรียกว่าลงตามล็อคเลยแหละ ไปจีบสาวงามผู้นั้น สาวงามผู้นั้นก็เล่าความจริงให้ฟัง พระไวยก็ไม่ยอมเชื่อทำเป็นจีบต่อนะครับ

      ทำให้นางวันทองบอกนี่นี่ขยับมือมานะ อย่าทำเป็นยังงั้นนิ เอามงเอามือมาถูกตัวฉัน พอพูดกันไม่เชื่อก็เกิดอะไรขึ้น บทกลอนในเรื่องขุนช้างขุนแผนบอกว่า

.....ครานั้นนางเปรตอสุรกาย

แยบคายเชิงดีไม่มีสอง
เห็นลูกชายและเลียมเทียมคะนอง ก็โผนผาดแผดร้องระงมไพร
ตวาดมาว่าเหวยพลายงามลูก มาดูถูกข่มเหงหาเกรงไม่
ลุ่มหลงโลภว่าประสาใจ กูไซร้สาธารคือมารดา
ชื่อว่าวันทองที่ต้องโทษ ธ กริ้วโกรธสั่งให้ไปเข่นฆ่า
ตายไปใจผูกด้วยลูกยา ตามมาจะบอกซึ่งร้ายดี
แล้วก็บอกลูกนะครับเนี่ย  
    ตัวเจ้าจะยกออกไปทัพ น่าจะยับเยินย่อยถอยหนี
ศึกนี้หนักหนาสง่ามี ไพรีเรี่ยวแรงจะรุกราน
เพราะฉะนั้นก็บอกพลายงามไว้ เปรตนางวันทองบอกพลายงามว่า
   รอรั้งระวังให้จงดี จะเสียทีอย่างโหมเข้าหักหาญ
พอพูดเสร็จเปรตก็ทำไมครับเนี่ย  
   ว่าแล้วเผ่นโผนโจนทะยาน เสียงสะท้านทั่วท้องพนาวัลย์
สูญหาย… สูญหายจากผู้หญิงที่สวยเมื่อกี้  
   สูญหายกลับกลายไปตามเพศ เป็นเปรตสูงเยี่ยมเทียมสวรรค์
ไม่มีหัวตัวทะมื่นยืนยัน เหียนหันหายวับไปกับตา

      นี่ก็ในวรรณคดีไทยเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนที่ 40 นี่เองนะท่าน ก็มีเรื่องพรรณนี้อยู่ทีเดียวแหละครับ ท่านมีโอกาสอ่านก็ลองอ่านดู จากวรรณกรรมเรื่องขุนช้างขุนแผนเนี่ยว่ากันว่านอกจาก เปรตจะมีรูปร่างผอมโซจนเห็นกระดูกทุกซี่แล้ว ก็มีความสูงขนาดฝรั่งยังอายเลย เปรตยังมีความสามารถพิเศษ สามารถแลบลิ้นได้ยาวเท่ากับความสูงของตัวเองอีกด้วย

      ลิ้นนี่เป็นอุปกรณ์สำคัญนะ เป็นอวัยวะสำคัญส่วนส่วนสำคัญที่สุดที่เปรตที่ผีใช้ในการหลอกคน เพราะแลบลิ้นยาวนี่เป็นการหลอกด้วย เพราะฉะนั้นหลายคนเวลาไปเที่ยวหลอกน้องหลอกอะไร ก็ไปเที่ยวแลบลิ้นเนี่ยน้องก็กลัว ตอนหลังการแลบลิ้นให้กันนี่เป็นการ เป็นการด่ากันเหมือนกันนะ แต่ด่าโดยไม่ใช้คำพูด

      เป็นภาษาท่าทาง ไปเที่ยวแลบลิ้นให้กันไม่ได้ เขาจะแลบลิ้นก็ต่อเมื่อ ต่อเมื่อหลายคนจะแลบลิ้นเมื่อไปพบคนตาแดงเข้า คนตาแดง เป็นตาแดง คนที่ไม่ได้ป่วยเป็นตาแดง เห็นคนตาแดงก็แลบลิ้นเข้าไป แล้วตัวก็จะไม่เป็นตาแดง

      ถามว่าเพราะเหตุใดก็เชิญพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีดูเองก็แล้วกัน ถ้าถามผมผมก็ตอบแบบชาวบ้านว่าเพราะว่าตาแดงนั้นเป็นเชื้อไวรัส ถ้าเราเห็นคนตาแดงเราก็แลบลิ้นออกไป ลิ้นของเราก็มีทั้งแบคทีเรียและไวรัส มันก็คงจะลอยขึ้นไปสกัดเชื้อไวรัสที่จะเข้าตาเรา อ้า ! ไวรัสนั้นก็ถูกกินด้วยไวรัสที่ออกจากลิ้นเรา ลักษณะอย่างกับทำสงครามแบบ Starwar อะไรทำนอนนั้นน่ะ น่าคิดทีเดียวนะท่านนะ

      เปรตนี่น่าจะเหมือนกับผีธรรมดาสามัญ ทั่วไปนั่นแหละ ผีทั้งหลายก็กลัวพระ ทั้งพระเครื่องและพระภิกษุเนี่ย ไม่ใช่กลัวเฉพาะพระนะ จีวรพระเนี่ยผีก็กลัว เปรตก็กลัว กลัวพระ กลัวเครื่องลางของขลัง ผีกับพระนี่เป็นของที่ไม่ถูกกันนะท่านนะ เหมือนกับงูเหลือมกับเชือกกล้วยเนี่ย งูเหลือมเจอเชือกกล้วยพันเข้าแค่นั้นน่ะ เลื้อยไม่ไหวเลยท่าน หมดแรง ผีก็เช่นเดียวกันมองเห็นพระเดินมา หรือเห็นจีวรพระ หรือเห็นพระเครื่อง หรือเห็นเครื่องลางของขลังผีก็กลัว

     ก็มีผู้รู้แนะนำว่าถ้าหากใครไปพบเปรตเข้าระหว่างทาง หรือจะพบที่ไหนก็แล้วแต่ให้รีบบอกเปรตว่าไปที่ชอบที่ชอบเถอะ ไปผุดไปเกิดซะเถอะ แล้วจะอุทิศส่วนกุศลไปให้ เท่านี้แหละ พูดแค่นี้แหละ เปรตและผีทั้งหลายก็จะหายตัวแว้บไปเลยไม่มายุ่งมาตอแยให้เราลำบากหรอกท่าน

     คราวนี้ถ้าผีเช่นเปรตเนี่ย เราบอกเขาว่าให้ไปที่ชอบที่ชอบ แล้วเขาก็หายไปนี่นะ อย่าลืมทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเปรตหรือผีนะท่านนะ เพราะถ้าไม่อย่างงั้นถ้าพบกันเป็นครั้งที่ 2 เนี่ย ระวังเปรตและผีเหล่านั้นจะทวงสัญญา เปรตเขาผูกใจเจ็บเป็นนะ โกหกคนไม่พอ ไปโกหกผีโกหกเปรตเนี่ย เสียหนักเป็นหลายเท่า

     คนอีสานนั้นเรียกผีเปรตว่าผีเผด แล้วก็บอกอีกว่า ผีเผดถือกำเนิดขึ้นตามผลกรรมที่ได้เคยทำเอาไว้ เมื่อสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ ทางอีสานโบราณเขาบอกว่าเวลาที่เปรต ตัวเดิมจะพ้นจากกรรม ไปผุดไปเกิดเนี่ย จะต้องมีเปรตตัวใหม่มารับตำแหน่งแทน (หัวเราะ) แหม ! ทำยังกับว่าพอออกจากตำแหน่งอันนี้ ไม่คืนตำแหน่งให้เขา ต้องมีตำแหน่งนี้อยู่ เกษียณไปแล้ว เปรตนั้นเกษียณแล้ว เกษียณอายุแล้ว แต่ยังไม่ ยังมีตำแหน่งอยู่ ก็ต้องมีเปรตมาทำตำแหน่งนั้นแทน

      ทั้งนี้ทั้งนั้นมันมีเค้านะท่านนะ มีเค้าจากนิทานพระมาลัยเรื่องหนึ่งเล่าว่า ครั้งหนึ่ง อันนี้ไม่ต้องบอกนานมาแล้ว นิทานพระมาลัยนี่ก็ต้องนานแน่ ครั้งหนึ่งมีมานพผู้หนึ่งมีนามว่า มิตวินทุ นี่ก็ชื่อเป็นบาลีอีก มิตวินทุเนี่ย มิตวินทุนั้นอยากจะไปเที่ยวทะเลกับพ่อค้าสำเภา

     ก็เด็กธรรมดาเด็กหนุ่มมันก็ต้องอยากเที่ยวนั่นแหละ แต่ไอ้อยากเที่ยวเสร็จเด็กหนุ่มคนนี้มันไม่ดีท่าน มันอยากเที่ยวก็เที่ยวไปสิ แต่นี่มันไปเที่ยวเข็ญเอาเงินทองจากแม่ครับ บอกแม่ขอเงินเที่ยว โธ่เอ๋ย ! ผู้เป็นแม่นี่ก็เป็นม่ายใจบุญ อันนี้ก็ไม่หวงหรอกสตางค์น่ะ แม่น่ะไม่หวงสตางค์ลูกหรอก แต่เป็นห่วงลูกชายจะไปเที่ยวทะเลกับเขาเนี่ย ก็กลัวว่าถ้าไปแล้วประสบอุบัติเหตุ มันจะยุ่งนะลูกนะ คืบก็ทะเลศอกก็ทะเล เนี่ยโบราณเขาก็บอกไว้แล้ว ก็ไม่อยากให้ไปก็ห้ามปรามลูก

     มิตวินทุนั้นเนี่ย ก็ปกติเป็นคนเกกมะเหรกเกเร นิสัยเสียอยู่แล้ว เนี่ยไม่ได้เคารพผู้หลักผู้ใหญ่เลย พอแม่ห้ามแค่นั้นแหละ มิตวินทุก็ลืมตัวครับ โดดใช้เท้าถีบแม่จนล้มลงอ่ะ แม่เจ็บแม่ป่วยเลย ไปถีบแม่ได้ยังไงเนี่ย จากนั้นหนีไปเที่ยวทะเลเลย ทำร้ายมารดาเสร็จไปเที่ยวทะเลครับ

     ผลกรรมที่ทำร้ายมารดาเนี่ยใช้เท้าไปถีบมารดาผู้ให้กำเนิด ผู้เลี้ยงตัวมาโดยไม่สำนึกบุญคุณเนี่ย กรรมก็ตามทัน ไปเที่ยวเรือกับพ่อค้าสำเภาเรือแตกท่าน เรือโดนพายุขนาดหนักเรือแตกเลยแหละ พอเรือแตกปั๊บ ตัวก็ว่ายน้ำ ว่ายเต็มที่ไปขึ้นฝั่งที่เกาะแห่งหนึ่งท่าน

     ขึ้นไปบนเกาะปรากฎว่าเกาะนั้นเป็นที่อยู่ของพวกเปรต เป็นสำนักเปรตทีเดียวแหละท่าน ก็ขึ้นไป ขึ้นไปก็พบเปรตรูปร่างแปลก ๆ มีเปรตพวกหนึ่งครับ มีกงจักรหมุนผ่าศีรษะของเปรตเหล่านี้

    ผ่าหัวเปรตนี่ฮะ ไอ้ชายผู้นี้นี่นะไอ้ความบาปของแกเนี่ย อีตามิตวินทุเนี่ยแกไปเห็นเปรตที่มีกงจักรกำลังตัด เอ่อ… เลื่อยหัวอยู่เนี่ย แกบอกไอ้… อันนั้นเป็นดอกบัว เป็นดอกบัวที่ประดิษฐ์ไว้อย่างสวยงาม แกไปเห็นว่าอย่างงั้นเข้าได้ไงก็ไม่รู้อ่ะนะฮะ

     ครั้นเห็นไอ้เลือดที่ไหลย้อยลงมาเนี่ยตามตัวเปรตแกบอกว่า โอ้ ! อันนั้นเป็นสายสร้อยสังวาลย์ที่สวยมาก เห็นเปรตที่ร้อง ครวญคราง ยกมือยกไม้ชักดิ้นชักงอด้วยความเจ็บปวด โอ้ ! แกนึกว่าเปรตเหล่านั้นกำลังร้องรำทำเพลง เต้นตามจังหวะต่าง ๆ อย่างมีความสุข

      มิตวินทุก็เลยเอ่ยปากขอเปรตว่า ขอดอกบัวบนหัวเถอะ ข้าอยากจะเป็นแบบเอ็ง พวกเปรตทั้งหลายเหล่านั้น ก็รู้ทันทีว่า ใช่แล้วเราหมดกรรมละ เพราะมีผู้มารับกรรมรับตำแหน่งแทนเรา ก็เลยดีใจยกให้เลยเอาไปเลยกงจักรเนี่ย ไม่ลังเลหรอก

      นี่แหละครับมิตวินทุก็เลยรับเอากงจักรมานึกว่าเป็นดอกบัว ก็เลยมีคำพังเพยติดอยู่กับปากคนไทยเสมอ เขาจะว่าคนที่ไปเห็นสิ่งไม่ดี แล้วบอกว่าดีเนี่ย เขาบอกว่าเจ้าคนนี้ "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว"

      อันนี้ในพจนานุกรมฉบับต่าง ๆ เนี่ยจะกล่าวถึงเปรต กล่าวถึงเปรตรวมความว่าเปรตเนี่ย เป็นสัตว์เปตภูมิซึ่งอยู่ในอบายภูมิ แดนแห่งความทุกข์ เป็นผีเลวหลายชนิด พจนานุกรมว่างั้น สูงโย่งยังกับลำตาลเนี่ย คอยาว ผมยาว ผอมโซ อดอยาก ปากเท่ารูเข็ม มือโตเท่าใบตาล กินเลือดกินหนอง เวลาร้องมีเสียงกรี๊ด ๆ เนี่ย แล้วยังมีครึ่งเปรตครึ่งเทวดา ครึ่งผีครึ่งคนก็มี

      ในไตรภูมิพระร่วงบอกว่า เปรตบางจำพวกอยู่ในมหาสมุทร บางจำพวกอยู่บนยอดเขา บางจำพวกไหล่เขา บางจำพวกอยู่ในปราสาทพวกนี้สบายมีช้าง ม้า ข้าทาสเป็นบริวาร บางคนข้างแรมเป็นเปรต ข้างขึ้นเป็นเทวดาแล้วแต่บุญแต่กรรม

      ภาคใต้ก็มีผีชนิดหนึ่งเป็นผีหลังกลวงท่าน นี่ก็โอย… มองเห็นภายในหลังหมดเลยเป็นผีหลังกลวง นี่ก็เปรตประเภทหนึ่ง ผีประเภทนี้ก็หลอกคนเสมอ แต่หลอกเพื่อความสนุกสนาน เพื่อผ่อนคลายความเครียดนะท่าน

      ก็พอดีหมดเวลา เรื่องเปรตก็จบลงพอดีท่าน รายการวรรณกรรมสองแคววันนี้ก็จบแค่นี้ครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับผม สวัสดีครับ

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>