วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 109 เรื่อง Ghostlore : เรื่องผีพื้นบ้าน 3
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน 2547 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

     สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

     ในสัปดาห์นี้ได้รับความกรุณาจากท่านผู้หลักผู้ใหญ่มากท่านหนึ่ง ท่านกรุณาบอกผมว่าเวลาที่พูดถึงวรรณกรรมเรื่องผี ขอให้พูดและก็มีการวิเคราะห์ด้วย อาจจะวิเคราะห์ในเชิงของสังคมวิทยาหรือมานุษยวิทยาก็ได้ เพราะจะได้ทำให้เด็ก ๆ ที่ฟังนั้นเข้าใจเรื่องสภาพที่แท้จริงของ… เรื่องที่มันโกหกหรือไม่ก็เรื่องเหลือเชื่อ จะทำให้ทัศนะของเขาเสียไป ท่านก็กรุณาแนะว่าในการจัด เราต้องจัดโดยให้การศึกษาเขา และก็การศึกษาก็หมายถึง การให้ทั้งข่าวสารและให้ทั้งค่านิยม เพื่อให้เขาเกิดการเรียนรู้ไปในทางที่ดีที่งาม

     ผมก็กราบขอบพระคุณมากนะครับ ผมก็พยายามทำตามนั้นครับผม ที่จริงแล้วนี่นะครับ เรื่องของผีเนี่ยมีการค้นคว้าไว้มากทีเดียวล่ะ ดูเหมือนถ้าเป็นนักวิจัยของไทยที่เขียนเรื่อง เขียนงานวิจัยเรื่องผี และก็เขียนได้สนุกมากก็คือ อาจารย์ฉลาดชาย รมิตานนท์ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แหม ! พูดสับสน พอพูดเรื่องผีหน่อยละลิ้นรัวด้วยความกลัวทำนองเนี้ย ท่านก็เขียนเอาไว้นะครับของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขียนได้ดีเรื่องผีเจ้านาย ก็เป็นผีของภาคเหนือตอนบนของเขา

      และจากนั้นก็มีงานวิจัยของนักวิจัยรุ่นใหญ่เลยนะครับ คือของท่าน รองศาสตราจารย์ร้อยตำรวจเอกหม่อมราชวงศ์ดอกเตอร์ อคินทร์ รพีพัฒน์ ท่านก็เขียนเรื่องเกี่ยวกับผีไว้ โดยฉบับนั้นเขียนเป็นภาษาอังกฤษครับ และท่านก็เขียนไว้นานแล้ว ดูเหมือนจะเขียนไว้ 30 กว่าปีแล้ว เป็นงานวิจัย

      คราวนี้ผมจะนำมากราบเรียนท่านผู้ฟังหรือนำเสนอในที่นี้เนี่ย ก็เป็นผีโดยทั่วๆ ไปและก็จะวิเคราะห์ เรากำลังพูดถึงเรื่องที่เราเองก็ไม่ทราบว่ามันคืออะไรเหมือนกัน ผีมันเป็นมายาชนิดหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นพูดถึงเรื่องมายาจะให้มีตัวตนเนี่ย ก็จะต้องใช้ทฤษฎีต่าง ๆ เข้ามาเหมือนกัน

      ดังที่ท่านผู้ใหญ่ท่านได้กรุณาแนะนำมานะครับ ผมกราบของพระคุณมากครับผม วันนี้ก็จะได้พูดถึงเรื่องของผีกองกอย ผีกองกอยก็เป็น เป็นผีป่าชนิดหนึ่งทีเดียวแหละ

      เป็นผีป่าชนิดหนึ่ง ผีป่าก็แปลว่าพบในป่า รูปร่างหน้าตาก็ค่อนข้างจะแปลกประหลาด ผีพันธุ์นี้นั่นคือเวลาออกหากินหรือเดินทางไปไหนเนี่ยก็ให้มี ก็ให้มีรูปที่พิลึกกึกกือ มันปรากฏรูปเป็นตัวที่เขย่ง เขย่งไปเขย่งมาโหยง ๆ น่ะ นะฮะ และก็ชอบร้องด้วยเดินไปก็ร้องกองกอย กองกอย

      เสียงร้องเนี่ย ถ้าจะพูดเป็นภาษา ทางภาษา ทางนิรุกติศาสตร์ เขาเรียกว่ามันเป็นภาษาเลียนเสียงธรรมชาตินะ กองกอย กองกอย เลยชื่อว่าผีกองกอย เพราะมันร้องดังกองกอย เรียกแบบนี้ เรียกว่าตาม ตั้งชื่อตามแบบภาษาเลียนเสียงธรรมชาติ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า anmatopia language

      การร้องกองกอย กองกอยนี่เป็นการบอกเผ่าพันธุ์และประเภทของตัวผีเองว่า ผีนี้คือ ผีกองกอย จัดว่าเป็นผีนักประชาสัมพันธ์ชั้นสูงทีเดียวนะท่านนะ เพราะว่าอะไรล่ะ เพราะว่าร้องบอกเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด

      เรื่องของผีกองกอยนี่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันถึงประวัติของความเป็นมาว่ามีถิ่นกำเนิดที่ไหน กำเนิดอย่างไรไม่มี และก็ยังไม่มีใครเคยเข้าไปในป่า เพื่อไปขอสัมภาษณ์หรือซักประวัติผี ผมว่าอย่างนั้นนะ พวกที่ค้นคว้าด้านนี้ก็ยังไม่เคยทำถึงขนาดนี้เลย เนี่ย ก็จะทำได้ไง มันเป็นผีป่า ชอบอาศัยอยู่ในป่าลึก ป่าลึกป่าดงดิบ

      ไม่แน่ใจว่าเดี๋ยวนี้ยังมีอยู่หรือเปล่า หรือสูญพันธุ์ไปแล้วก็ไม่ทราบ เพราะว่าป่าเราก็สูญไปตั้งเยอะแล้ว ป่าหมดไปผีอาศัยป่าจะไปอยู่ได้ยังไงล่ะ เราไม่ค่อยได้มีดงดิบเดี๋ยวนี้เนี่ย ผีพันธุ์นี้ถ้าอยู่คงโน้นเข้าไปอยู่แถวอุทยานแห่งชาติที่ลึกๆ เข้าไปนั่นนะครับ คงไปหลบอยู่แถวนั้นน่ะ ก็น่าเวทนาอยู่หรอก นี่แสดงว่าใกล้จะสูญพันธุ์เหมือนกันนะ เพราะว่าป่าเราสูญไป ผีก็สูญตามไปด้วย

      มีท่านผู้รู้หลายคนให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผีประเภทนี้ไว้ บอกว่ากองกอยนี่นะ มันน่าจะเป็นสัตว์ป่าชนิดหนึ่ง ซึ่งมันคืออะไรก็ยืนยันไม่ได้ แต่สันนิษฐานว่าเป็นสัตว์ป่า พูดอย่างงี้ก็พูดให้เป็นวิทยาศาสตร์หน่อย เปลี่ยนสภาพจากนามธรรมให้เป็นรูปธรรมเสีย จากผีให้เป็นสัตว์ไป แต่ก็ยังไม่ทราบว่าสัตว์อะไร ทราบแต่ว่าสัตว์ประเภทนี้จะมีพฤติกรรมชอบดูดเลือด ดูดเลือดคน ดูดเลือดสัตว์ทุกชนิดน่ะ ดูดไปทำไมล่ะ ก็ดูดไปเป็นอาหาร กินเลือดเป็นอาหาร

      หลายคนฟังดูตกอกตกใจ อะไรกันกินเลือดเป็นอาหาร มันก็ไม่ได้แปลก ท่านกินเลือดเป็นอาหารนี่ พวกลู่เนี่ย อาหารที่คนที่ดื่มเหล้ากิน มันก็มีเลือดไม่เห็นเสียหายเลย ก็คล้าย ๆ กับผีกองกอย เพียงแต่เขาไม่ดูดแค่นั้น เขาใช้ช้อนตักเข้าปาก พวกลู่นี่ก็ใช้ได้ ก็หลายประเภทนะที่กินเลือดเป็นอาหาร ยุงก็กินเลือดเป็นอาหารเลยท่าน ยุงก็กินเลือดเป็นอาหาร ก็นี่เขาก็กินเลือดเป็นอาหาร

      บ้างก็ว่าพวกนี้คงจะเป็นพวกเดียวกันกับพวกผีโป่งค่าง ผี โป่งค่าง เคยพูดให้ฟังแล้ว โป่งค่างแห่งวังชมพู เพชรบูรณ์ สมัยก่อนนั้นก็ดูดเลือด ซึ่งผีพวกนี้ก็มีรูปร่างคล้ายค่างแต่หางสั้นกว่า ค่างก็เหมือนลิงแหละท่านแต่หางยาว ทำไมค่างหางยาวล่ะ ก็เพราะค่างน่ะใช้หางโหนฮะ หางตวัดกิ่งไม้ก็โยนตัวไป หางถูกใช้บ่อยก็เลยยาว ถ้าไม่ใช้เลยหางก็สั้น ตามหลักของกฎแห่งการใช้และไม่ใช้ทางชีววิทยาไง Law of use and disuse ถ้าไม่ใช้ก็หายไป ถ้าใช้ก็ยาวออกนะฮะ ค่างนี่ก็เป็นอย่างงี้

       เขาก็บอกผีโป่งค่างก็เป็นเนี่ยสัตว์ประเภทเดียวกันแหละ กองกอยก็ผีประเภทนี้แหละ มันก็ชอบอาศัยอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ แล้วก็ชอบดูดเลือดคน ชอบดูดเลือดเอาไปเป็นอาหารเสีย เนื่องจากผีกองกอยนี่ค่อนข้างจะเป็นผีแปลกประหลาดนะท่านนะ ที่แปลกประหลาดก็คือ มีเท้าอยู่เท้าเดียว มีเท้าอยู่เท้าเดียวอ่ะ

       และที่เท้านี่ไม่มีสะบ้า หัวเข่าไม่ใช่ที่เท้าหรอก ที่ขาของมันนี่ไม่มีสะบ้า หัวเข่าท่าน มีเท้าเดียวแข็งๆ ไปอย่างงั้นน่ะ เวลาจะเดินไปไหนก็ใช้วิธีเขย่งไป จึงเรียกว่าเขย่งเกงกอย เขย่งเกงกอย ฉะนั้นถ้าจะพบรอยเท้าของมันก็เป็นเพียงรอยเท้าเดียวนะฮะ และลักษณะของผีนี่ก็รูปร่างก็ประหลาดที่พูดไว้แล้ว

      ผีประเภทนี้หัวกลม หัวกลมดิ๊กเลย หัวโตกลม หัวล้านเลี่ยนเตียนโล่งเลยท่าน ไม่มีผมขึ้นนะ เป็นผีหัวล้าน อันนี้น่ากลัวทีเดียวท่าน นัยน์ตากลมใหญ่สีแดงเหมือนไฟ ไม่รู้ใครเคยไปเห็นแล้วไปบอกมาเนี่ย บอกว่าปากมันเหมือนกับแตร แตรที่เขาเป่าเนี่ย เป็นพวก ทรัมเป็ตหรือทรัมโบนอะไรก็แล้วแต่เถอะ ปากมันเหมือนแตร หรือจะเหมือนแตรฝรั่งทั้งหลายเนี่ย แต่บางคนบอกว่าปากมันเหมือนปากแมลงวัน มีเอาไว้สำหรับดูดเลือดโดยตรง

       แล้วถามว่าอาหารโปรดของมันอะไรล่ะผีกองกอย อาหารโปรดของมันก็คือเลือด เลือดนี่จะดูดจากนิ้ว นิ้วหัวแม่โป้งที่เท้านั่นน่ะ ใครที่ชอบไป ค้างแรมในป่าเนี่ย ในป่าทึบนะ ป่ารรมดาไม่มีหรอก ป่าทึบ ถ้าหากเผลอนอนหลับผีกองกอยก็จะเขย่งมาย่องมาดูดเลือดกินจนตัวซีดจนถึงแก่ความตายได้

        เรื่องนี้เนี่ยคนไทยเล่ากันเนี่ยว่ามาอย่างนั้นน่ะ เวลาออกหากินมันก็จะร้องกองกอย กองกอย ดังโหยหวนทั่วทั้งป่า มันอาจจะแอบมาซุ่มอยู่ในพุ่มไม้บางแห่ง บางตำราว่ามันไม่ได้ร้องกองกอย กองกอย แต่มันจะร้องว่าจุ๊ จ๊ จุ๊ ดังมาแต่ไกล ร้องว่าจุ๊ จุ๊ นี่น่ากลัวเนี่ย เดี๋ยวป้าจุรี โอศิริได้ยิน นึกว่ามันเรียกเข้าไปอีกล่ะ

        จุ๊ จุ๊ ดังมาแต่ไกล พอเราออกเสียงตะเพิดมันจะตกใจ กระโจนออกจากพุ่มไม้เลย ไปซ่อนตัว ซ่อนไปซ่อนมาเห็นท่าไม่ดีแน่ เขย่งเกงกอยหนีไปอีก ฟังแล้วน่าสงสารนะครับ มันจะมามันก็อุตส่าห์ร้องบอก ร้องกองกอย กองกอย ร้องจุ๊ แต่พอตะเพิดปุ๊บหนี หนีไปเลย แปลว่ามันกลัวคนนี่แหละ ผีประเภทนี้กลัวคน

        แล้วเด็กๆ ไม่ต้องไปกลัวมันหรอก มันกลัวคนอยู่แล้วผีพันธุ์นี้ กองกอยหรือผีประเภทชอบดูดเลือดเป็นอาหารเนี่ย มันก็ลักษณะเดียวกับค้างคาวแวมไพร์ของฝรั่ง พวกค้างคาวแวมไพร์ก็เป็นค้างคาวตัวใหญ่ ซึ่งพวกที่เรียนทางด้าน Ghostlore หรือเรียนทางด้านผี ก็จะทราบว่ามันน่าจะเป็นเครือญาติกับท่านเคานท์แดรกคิวล่า เครือญาติกัน แวมไพร์เนี่ยกินเลือดเป็นอาหารจานโปรดเช่นเดียวกัน ผีชนิดนี้จะเขย่งเกงกอยแอบกินเลือดในเวลากลางคืน เลือดของคนที่ไปเที่ยวค้างคืนตามป่าดงดิบ แล้วนอนอย่างไม่ระมัดระวังเนี่ย นี่ก็กองกอยแหละ

        ที่จังหวัดนครราชสีมา เด็ก ๆ เขานิยมการเล่นชนิดหนึ่ง เล่นในตอนหัวค่ำ เรียกว่าเล่นผีกองกอย วิธีเล่นนี่เขาจะเล่นกัน 3-4 คน ต้องยังไม่มืดมากนักนะ พอพระอาทิตย์จะลับไปเท่านั้น เขาค่อยเอามือเนี่ยกวาดลานดินตรงนั้นให้เป็นที่เตียนๆ ไม่ต้องกว้าง กวาดสักฟุตเดียวก็พอ 1 ตารางฟุตให้เป็นที่เรียบเลย จากนั้นเอาเทียนมาจุดไว้ เทียนก็ไม่ต้องโตอะไรมากนัก เทียนขี้ผึ้ง เทียนไขก็ได้ จะเป็นเทียนขี้ผึ้งจะดีที่สุด จุดเอาไว้ ซักพักนึงเท่านั้นแหละเทียนจะดับวุ้บ อีตอนเทียนดับต้องรีบวิ่งออกไปทันที แล้วไปจุดเทียนใหม่ดู จะเห็นเป็นรอยเท้าของผีกองกอย เป็นรอยเท้าคล้าย ๆ นกตัวเล็ก ๆ

        นั่นก็แสดงว่ากองกอยของทางนครราชสีมาหรือโคราชเนี่ยก็เป็นกองกอยที่ไม่มีพิษสงอะไร แล้วก็เป็นผีที่นิยมกินเทียน ผีอะไร ผีปกติมันต้องกลัวไฟ ผีประเภทนี้ชอบกินเทียน นั่นก็เป็นของนครราชสีมา

        แต่โดยทั่วไปเนี่ย เรายังไม่เคยมีข่าวเลยว่าผีกองกอยมันเคยปรากฏ ก็ไม่เคยมีรายงานว่า มันไปเล่นงานพรานป่าแบบเผชิญหน้านะฮะ เจอพบกับพรานกลางป่ามันก็เล่นงานกันแบบเผชิญหน้ากันเนี่ย ไม่เคยหรอกครับ แสดงว่าธรรมชาติของผีกองกอยโดยปกติเนี่ย มันน่าจะเป็นผีที่รักสงบนะท่านนะ เป็นผีประเภทที่รักสงบ มันไม่ค่อยสุงสิงกับใครนัก

       ที่ผมพูดว่ารักสงบในที่นี้คนที่ชื่อสงบก็อย่าไปวิตกว่าอะไร้อาจารย์ประจักษ์ พูดมาได้ยังไงว่าผีกองกอยมันมารักเขา ไม่ใช่อย่างงั้น รักสงบในที่นี้ก็คือ ไม่ค่อยชอบยุ่งกับใคร ไม่สุงสิงกับใคร อยู่เงียบ ๆ อ่ะ ค่อนข้างหาตัวยาก ใครที่หาตัวยากหน่อย เรียกว่าหาตัวยากเหมือนผีกองกอย ก็เพราะอย่างงี้แหละหาตัวยากด้วย รักสงบด้วย มันอาจจะสูญพันธุ์ไปจากป่าเมืองไทยนานแล้วก็ได้นะท่านนะ

       ก็ลักษณะมันเป็นอย่างเงี้ย มันไม่ค่อยปรากฏ ไม่มีใครเห็นแล้วเดี๋ยวนี้ เพราะงั้นเวลาเราเข้าป่ามันก็ไม่ยากอะไรหรอก หากสวมรองเท้านอนในเวลาไปค้างคืนในป่า ผีกองกอยก็ไม่กล้ามานั่ง ไม่ใช่ว่าพอมันอยากจะดูดเลือดเรามันก็มานั่งตรงปลายเท้าเรา ค่อย ๆ แก้เชือกรองเท้าออก ถอดรองเท้าแล้วกัดดูดเลือดเนี่ย ผีมันทำไม่เป็นหรอกผมว่า

       แล้วก็ไม่ยากอะไรหรอกถ้าเข้าป่า ถ้าได้ยินเสียงร้องกองกอย กองกอย หรือจุ๊ เราก็ทำไมครับ ตะเพิดมันมันก็หนี การติดตามล่าผีกองกอย คนโบราณบอกว่า ต้องใช้วิธีตามรอยเท้าที่มันเขย่งเกงกอยหนีไป เพราะมันมีขาอยู่ขาเดียว ไม่มีลูกสะบ้าหัวเข่า ไปไหนก็เขย่งไป เพราะฉะนั้นคงจะตามล่าได้ง่าย

       แต่โดยมากแล้วนะครับผีดูดเลือดทั่วๆ ไปอย่างพวกค้างคาวแวมไพร์ พวกแดรกคิวล่าเนี่ย ถ้าใครโดนดูดเลือดแล้วก็จะกลายเป็นผีแบบเดียวกัน เรียกว่ามันมอบมรดกความเป็นผีดูดเลือดให้ ความเป็นแดรกคิวล่าให้ด้วยการไปดูดเลือดเนี่ย คนที่ถูกดูดก็จะต้องกลายเป็นพวกเดียวกับแดรกคิวล่า ต้องหาเลือดกินเป็นการถ่ายทอดเผ่าพันธุ์ต่อ ๆ ไปไม่รู้จักจบสิ้น

       ไอ้ลักษณะการถ่ายทอดเผ่าพันธุ์ของผีเนี่ย ถ่ายทอดให้กัน ถ้าเป็นผีกระสือจะใช้วิธีบ้วนน้ำลายลงไปในปากของลูกของหลาน กระสือแก่ก็จะเรียกหลานสาว หรือลูกสาวมา บ้วนน้ำลายลงไปในปาก แค่นั้นแหละเป็นการมอบมรดกความเป็นผีกระสือ แต่กองกอยเนี่ยมันเป็นอย่างงั้นหรือเปล่าไม่ทราบ มันจะเหมือนแดรกคิวล่ามั้ยล่ะ ที่ไปกัดใครคนนั้นก็เป็นแดรกคิวล่าด้วย

        นี่ไม่มีหลักฐานอะไรว่ากองกอยเนี่ยจะต้องทำยังไงถึงจะสืบเชื้อสาย ไอ้คนที่ถูกกองกอยดูดเลือดก็คงจะแห้งตายไป ไม่มีกองกอยตัวใหม่ออกมาอาละวาดแต่อย่างใด นี่ก็จัดว่ามันเป็นสมดุลนะของผีเมืองไทย ถ้ากองกอยมันแพร่เผ่าพันธุ์ได้โดยการดูดเลือดเนี่ย ป่านนี้มันคงเยอะแล้ว นี่มันดูดเสร็จคนที่ถูกดูดก็แห้งไป ตัวมันเองก็วิ่งหนี หนีไปก็สูญพันธุ์ไป

        ถ้าจะค้นประวัติกองกอยเนี่ยอาจจะพอดูได้บ้างจากวรรณกรรมบางเรื่องของไทย ที่เป็นวรรณกรรมเขียนขึ้น เช่น ดูจากเรื่องสิงหไกรภพ สิงหไกรภพของท่านมหากวีสุนทรภู่ของเรานี่แหละครับ ถ้าจะดูเรื่องกองกอยก็ดูตอนที่ หลังจากที่สิงหไกรภพได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงสร้อยสุดานี่

        พระเอกนางเอกเรียกว่าแต่งงานกันและก็อยู่ด้วยกันจนมีพระโอรสองค์หนึ่ง มีนามว่าเจ้าชายรามวงศ์ เจ้าชายรามวงศ์เนี่ย ไปได้เจ้าหญิงองค์หนึ่งชื่อเจ้าหญิงเทพกินรี เทพกินรี เจ้าหญิงองค์นี้เป็นธิดาของท้าวเทพาอสูรจอมยักษ์นะฮะ พระรามวงศ์ก็ได้นางเทพกินรีเป็นชายา

        พอได้เป็นชายาเสร็จกะว่าจะทำอย่างไรจะพาหนีจากพ่อตาไปได้ เพราะพ่อตาเป็นยักษ์เนี่ย ท้าวเทพาอสูรเนี่ย ก็พระรามวงศ์ก็ไม่อยากอยู่ด้วย ก็พาเจ้าหญิงเทพกินรีเนี่ยหนีไป หนีพ่อตาไป ไปหาสิงหไกรภพที่ที่เมืองโกญจา

       ไปหาพ่อตัว พาสาวไป สาวลูกสาวยักษ์นี่ พาไปหาพ่อตัวที่เมืองโกญจา ระหว่างทางเนี่ย ได้แวะพักในป่าแห่งหนึ่ง ก็ธรรมดาก็เดินป่าตลอดมันก็ต้องพักแหละ พักในป่าแห่งหนึ่ง ป่าแห่งนี้เป็นที่อยู่ของปีศาจสาว มาแล้วยายคนนี้ ปีศาจสาวมีชื่อว่านางอองออย

       อองออย ยายปีศาจสาวนี้มีลำตัวเป็นผู้หญิงก็จริงแต่มีหัวเป็นจระเข้ เอ้อ ! นี่ก็เหลือเกิน เป็นจระเข้สาว ๆ คอยงับนี่เองนะ พอนาง อองออยได้พบกับพระรามวงศ์แค่นั้นแหละ นางปีศาจอองออยก็เกิดความปฏิพัทธ์ มีจิตรักใคร่พระรามวงศ์ เรียกว่าเป็นอะไรล่ะ พอพบก็รักกันทันที มันจะร้องเพลงอย่างไงนั่นก็แล้วแต่เถอะ นางอองออยก็เกิดความรักท้าวรามวงศ์

       แต่ถ้าตัวปรากฏมารักเขาแต่หัวเป็นจระเข้เนี่ย ใครเขาจะมาเล่นด้วย เขากลัวงาบเขาไปเหมือนกันแหละ นางอองออยก็จัดการแปลงตัว นี่ผีนี่มีฤทธิ์นะ นางอองออยก็แปลงตัวเป็นสาวงาม แน่นอนแปลงก็ต้องเป็นสาวงาม หรือสาวที่นางอองออยคิดว่างามนั่นแหละ ให้มันถูกกับรสนิยมของท้าวรามวงศ์ก็แล้วกัน

       ก็แปลงเป็นสาวงามแล้วไปบอกกับพระรามวงศ์ว่า เรานี่นะคือเจ้าหญิงศรีฟ้า โอ้โฮ! มันบอกเลยว่า I am princess Sri-Fa พูดเป็นภาษาอังกฤษก็ได้อะไรทำนองนั้นนี่นะ บอกเป็นราชธิดาแห่งเมืองกุเวร ไม่ใช่เล่นนะ มันเป็นลูกสาวเจ้าเมืองนะเนี่ย แล้วก็เสด็จประพาสป่า ไม่รู้ประพาสอีท่าไหนเกิดพลัดพรากกับทหารที่นั่น

       นี่ก็สมัยก่อนนิทานก็เล่นเรื่องอย่างงี้ทั้งนั้น ไปเล่นเรื่องอื่นได้ไงล่ะ ต้องบอกว่าพลัดพรากมากับทหาร พลัดพราดจากทหารมา หลงทางอยู่ในป่า แต่ในขนาดหลงนี่นะ ก็ยังรู้นะว่าทางจะไปเมืองโกญจาเนี่ยไปทางไหน

       เนี่ยพอมันรู้ว่าพระรามวงศ์จะไปเมืองโกญจามันก็หลอกสิ นี่ยายนี่เรียกว่าผีหลอกแท้ ๆ เลย คือทั้งหลอกทั้งต้มทีเดียวแหละ มันไปหลอกพระรามวงศ์ว่า มันรู้จักทางไปเมืองโกญจา พระรามวงศ์ก็เอา ก็เชื่อ ก็ให้นางอองออยซึ่งแปลงตัวเนี่ยร่วมทางไปด้วย นางก็เดินทางไป นางผีเนี่ยก็เดินทางไป เดินทางไปกับพระรามวงศ์นะและก็เจ้าหญิงเทพกินรี เดินทางไปด้วยกัน

       พอถึงกลางคืนเท่านั้นแหละ นางปีศาจอองออยก็กลับร่างเป็นปีศาจหัวเป็นจระเข้ จัดการทำร้ายเจ้าหญิงเทพกินรี คาบลงไปในลำธาร ก็เป็นตะเข้นี่คาบลงไปในลำธารเลย แล้วตัวนางปีศาจก็เข้าใจว่าเจ้าหญิงเทพกินรีเนี่ยไม่รอดแน่ ตายแน่แล้ว มันก็เลยแกล้งกลับไปปลุกเจ้าชายรามวงศ์

       เจ้าชายก็เหลือเกิน หลับหลงขนาดเขาพาแฟนไป เอาไป ตะเข้คาบไปลงไปในน้ำแล้วยังไม่ตื่นอีก เจ้าชายประเภทนี้เป็นพระเอกที่ขี้เซามากทีเดียวเนี่ย ก็เลยถูกยัยๆ ๆ เนี่ย ยายอองออยเนี่ยหลอกนะ หลอกว่าบัดนี้เจ้าหญิงเทพกินรีน่ะ ได้หนีตามชู้ไปเสียแล้ว เพราะมีชายผู้หนึ่งรูปร่างหน้าตาสง่างาม ถูกสเปคนางเทพกินรีมาก นางก็เลยตามเขาไป

       ไปว่าอย่างงั้นเข้า พระรามวงศ์ไม่เชื่อนะ อะไรอ่ะ แฟนก็ไม่ใช่คนอย่างงั้นนะ เรื่องอะไรไปตามชายชู้ พระรามวงศ์ก็หล่ออยู่แล้ว ไม่เชื่อ ไม่เชื่อธรรมดาซะที่ไหนล่ะ ชักพระขรรค์ออกมาขู่นางปีศาจ บอกเลย บอกความจริงนะ ว่าตอนนี้เจ้าหญิงเทพกินรีอยู่ไหน เอาพระขรรค์จี้

       นางอองออยเห็นไม่ได้ท่าซะแล้ว ถ้าอีแบบนี้เราตายแน่ก็เลยรีบคืนร่างเป็นปีศาจทันทีเลย พอคืนร่างเป็นปีศาจปั๊บก็จะทำร้ายเจ้าชาย เจ้าชายก็เลยเอาจักร เอาจักรเนี่ยขว้างถูกขาข้างหนึ่งของนางขาดเลย นางก็กระโดดเหยงๆ หนีไป

       นี่ขนาดมีขาข้างเดียวเนี่ยนางอองออยก็ยังอุตส่าห์ไปได้คู่นะ ขนาดมีขาข้างเดียวก็ได้คู่ เกิดลูกหลานซึ่งมีตีนเดียวทั้งสิ้นเหมือนกัน เวลาเดินไปไหนมาไหน ก็ใช้วิธีเขย่งเกงกอย ซึ่งเรารู้จักในชื่อของ ผีกองกอย

       นี่เขาเรียกว่าผีกองกอยทั้งหมด ตามเรื่องสิงหไกรภพเนี่ย ก็มีนางปีศาจอองออยเป็นต้นพันธุ์ของผีตระกูลนี้ ถ้าเราค้นจากวรรณกรรมเรื่องสิงหไกรภพ ก็เป็นอย่างงี้นะท่านนะ แต่ถ้าค้นจากวรรณกรรมบอกเล่าคือมุขปาฐะก็จะไม่ทราบแน่นอน ไม่มีใครบอกที่มาที่ไปของนางปีศาจอองออยแบบนี้ ก็เลยทำให้เราไม่ทราบว่า ผีกองกอยมันมีที่มาอย่างไร

       นี่ก็พูดเรื่องผีกองกอย ก็ไม่มีใครเคยพบเคยเห็นเป็นหลักเป็นฐานและก็พูดกันไปน่ะ หลายเรื่องที่ไม่มีคนเห็นแล้วพูดกันไป ก็มันสนุกเราก็พูดกันไป เพราะว่าฟังแล้วมันก็เพลินดี เขาว่าอย่างนั้น แล้วยังก่อให้เกิดรสแห่งความกลัว

       รสแห่งความกลัวเนี่ยมันเป็นรสๆ หนึ่งในรสทั้ง 9 ของวรรณคดีสันสกฤตนะ ตำราสันสกฤตเขาเขียนอย่างนั้น ก็เรียกว่ามันก็ให้อารมณ์กลัว อารมณ์สนุกเพราะกลัวก็สนุก กลัวก็กลัว สนุกก็สนุก คนฟังก็อยากฟังเหมือนกับดูหนังผี กลัวก็กลัวแต่ก็อยากดู ก็ช่วยไม่ได้นี่ นี่ก็เป็นเรื่องของผีกองกอย

       ต่อมาเป็นผีโขมด คำว่าโขมดเนี่ยภาษาเขมรแปลว่า "ผี" อยู่แล้ว โขมดตัวนี้แปลว่าผี ผีโขมดเนี่ยเราไม่ค่อยพบในวรรณคดีหรือตำนานใด ๆ บ่อยนักนะครับ ไม่ค่อยพบนะ แต่ก็มีเดี๋ยวจะกราบเรียนว่าเรื่องอะไร และก็ประวัติความเป็นมาของผีโขมดก็ไม่ค่อยประจักษ์ชัดนักหรอก คือจู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นมา

       นี่มันต่างจากพวกผีตายทั้งกลม ซึ่งรู้ว่ามันเป็นผีที่คลอดลูกไม่ออกก็เลยตาย หรืออย่างผีนางตานีนี่ เราก็ทราบว่าเพราะมีวิญญาณของผีสาว ไปสิงสถิตอยู่ที่ต้นกล้วยตานี แต่สำหรับผีโขมดนั้นหาที่มาที่ไปไม่ได้เลย ว่ามาจากไหน

       ก็แน่นอนล่ะครับโขมดเนี่ย มันมีที่มาจากภาษาเขมรซึ่งถ้าแปลตามตัวเลย โขมดก็แปลว่าผีทั่วไปแค่นั้นแหละ แต่บางตำราบอกว่า เป็นผีที่มีรูปร่างหน้าตาน่ากลัวเหมือนกับผี เอ้า ! ก็ผีมันก็รูปร่างหน้าตาน่ากลัวเหมือนกับผีนั่นแหละ

       ทางนครราชสีมาไม่เรียกผีโขมดว่าผีโขมด เรียกว่า ผีตะโหม่ อันนี้ก็เป็นการกร่อนเสียงไป ก็บอกว่ารูปร่างน่ากลัว บ้างก็ว่าผีโขมดนี่เป็นเพียงดวงไฟเท่านั้น มีรูปร่างเป็นดวงไฟ ลอยวับ ๆ แวม ๆ วูบวาบเป็นดวงโต มองเห็นในเวลากลางคืนโดยเฉพาะในที่ที่มีน้ำเฉอะแฉะ แต่ไม่ทำอันตรายใครหรอก แต่จะคอยหลอกคอยลวงให้คนหลงทางหรือเดินทางผิด

       นี่ก็ผีนี่ก็มีมิจฉาทิฐิน่ะ ตั้งจุดมุ่งหมายจะเที่ยวหลอกคน เขาเดินทางของเขาดี ๆ ก็ทำให้เขาเดินทางผิด ไอ้ที่คนที่เขาเดินทางผิดก็เพราะอะไร เพราะเขาคิดว่ามีคนถือคบไฟเดินนำหน้าไป เขาก็เดินตามไป แต่พอเข้าไปใกล้ไฟดวงนั้นก็หายไป ไปลอยอยู่ตรงนั้นมั่งตรงนี้มั่ง ข้างหน้าบ้างข้างหลังบ้าง ข้างขวาบ้างข้างซ้ายบ้าง ก็เลยทำให้เขาไปไม่ถูก

      นี่ไปหลอกเขา นี่ถ้าเราพบแบบนี้ไม่ต้องลังเลล่ะวิ่งหนีเลย แสดงว่าผีโขมดเนี่ยเล่นงานเราแล้ว เป็นดวงไฟกลมโตลอยมาแล้วก็หาย เดี๋ยวไปขึ้นตรงโน้นขึ้นตรงนี้

      ในวรรณคดีเรื่องสังข์ทอง มีเรื่องราวของผีโขมดแทรกอยู่เหมือนกันนะท่านนะ คือตอนที่หกเขยไปหาปลาแข่งกับพระสังข์ตามคำสั่งของท้าวสามล ท้าวสามลเขาต้องการขจัดไอ้เงาะนะฮะ ขจัดไอ้เงาะไปให้พ้นทาง ท้าวสามลเลยออกอุบายให้ลูกเขยทั้งหมดไปหาปลามาคนละหนึ่งร้อยตัว

      บอกเลยว่า "...ธ สั่งให้หาปลามาคนละร้อย ใครได้น้อยจะฆ่าให้อาสัญ..." โห ! น่าสงสารนะนี่นะ นางรจนาพูดนะเนี่ย นางรจนาสงสารผัวเพราะผัวเป็นเงาะ โถ ! จะไปยังไงล่ะ หกเขยน่ะเขามีข้าทาสบริวาร เขาออกไปจับปลาคนละร้อย เดี๋ยวเดียวเขาก็ได้ปลามา ส่วนไอ้เงาะคงจะแย่ นางรจนาน่ะสงสารผัวว่าผัวตัวเสร็จแน่คราวนี้

      แม้แต่หกเขยมันก็ยังสงสารเจ้าเงาะนะ มันบอกว่า "...สงสารแต่เงาะป่าประดาเสีย จะพาเมียสุ่มช้อนจนอ่อนหิว เต็มทีจะได้มาแต่ปลาซิว ธ จะกริ้วโกรธาให้ฆ่าฟัน..."

      เนี่ยให้ไปหาปลามา ปรากฏว่าอีตาเจ้าเงาะพอไปถึงชายน้ำมันปึ๊บ ถอดรูปกลายเป็นพระสังข์ แล้วพระสังข์เนี่ย เรียนมนต์เรียกเนื้อเรียกปลามาจากนางพันธุรัตน์ พระสังข์ก็เรียกปลาทันที ปลาทั้งหมดที่มีอยู่ในแหล่งน้ำ มารวมอยู่ต่อหน้าพระสังข์ทั้งสิ้น ที่อื่นไม่มีเหลือเลย

      หกเขยหาปลาตั้งแต่เช้าจนค่ำก็ไม่ได้ พายเรือมาพบพระสังข์เข้า ไอ้พระสังข์ที่แปลงตัวเป็นเทวดาเนี่ยมันก็สังข์ทองอยู่แล้วล่ะ ก็ขอแลกบอก เอ้าจะเอาปลาก็เอาไปเถอะ แต่ต้องแลกนะกับใบหู น่ะหกเขยก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็ยอมให้ตัดหูแลกเอาปลามาให้พ่อตา ถูกตัดหูดีกว่าถูกตัดคอจริงมั้ยครับ

       เนี่ยพระสังข์ก็ไปแกล้งเขา ที่จริงเนี่ยไปแกล้งเขาเนี่ยบาปนะ พระสังข์ทำไมไปทำอย่างนั้น หกเขยกลับเข้าไปในเมือง ไปหาท้าวสามล พร้อมกับกราบทูลท้าวสามลกับหกนางว่า พี่เนี่ยอยู่ ๆ ก็มีผีโขมด มันบันดาลให้มีมีดน้อยลอยมาตัดหูพี่ขาดไป ว่าไปอย่างงั้น

       น่ะคำว่าผีโขมดในที่นี้ ไอ้ตัดหูตัดจมูกนี่ กฎหมายเมืองไทยเราจะมีไหมล่ะนะฮะ ถ้ากฎหมายยิวโบราณเรามีท่านให้ตัดหูตัดจมูก กฎหมายไทยเนี่ยถ้าดูใน ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 45 ว่าด้วยกฎหมายลักษณะโจรดูเหมือนจะบอกไว้ในเรื่องนี้ว่า ว่าทำโทษมีการตัดมือเหมือนกันนะท่านนะ อันนั้นตัดด้วยกฎหมาย แต่อย่างหกเขยนี่ถูกผีโขมดมันโกรธ เลยมีมีดน้อยลอยมาตัด ที่จริงไม่ใช่หรอกพระสังข์นั่นนะเป็นคนตัด

       เอ้า ! ถ้าสรุปจะว่าผีโขมดนี่มีตัวมีตนมั้ยล่ะ มันต้องมีตัวมีตนสิไม่งั้นหกเขยจะบอกได้ไงล่ะ ว่าผีโขมดมันบันดาลให้มีดน้อยลอยมา คงไม่ใช่เป็นดวงไฟวับๆ แวมๆ วูบๆ วาบๆ หรอก และก็อาหารที่มันชอบกินก็คงจะเป็นเนื้อสัตว์ หกเขยจึงเอามาอ้างนะฮะ มาอ้างว่าผีโขมดนี่มีจริง ท้าวสามลจะเชื่อหรือไม่นั้นก็ไม่รู้อ่ะ แต่หกเขยก็ถูกตัดหูไปแล้ว เอามาอ้างทั้ง ๆ ที่ความจริงไม่เป็นอย่างนั้น

       เราก็ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการถ่ายทอดหรือรักษาเผ่าพันธุ์ของผีโขมดเหมือนกันอีกนั่นแหละ แต่ในนิทานปรัมปราบรรยายไว้ว่า พระราหูนั้นสร้างขึ้นมาจากผีโขมด พระราหูนี่ถูกสร้างจากผีโขมดนะท่านนะ ถ้าไปตรวจสอบดูในตำนานการสร้างโลก และกำเนิดของเทพของอินเดียเนี่ย บอกไว้ชัดเลยว่า เมื่อพระอิศวรทรงสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาด้วยอำนาจแห่งฤทธิ์ของพระองค์แล้ว พระองค์ก็ได้นำเอาหัวผีโขมดจำนวน 12 หัว นั่นคือ 1 โหล one dozen พูดให้ง่าย ๆ เข้าใจง่าย เอาหัวพวกนี้มาห่อด้วยผ้าดำ หัวผีโขมดมาห่อด้วยผ้าดำ

       บางตำราว่านำไปบดให้เป็นผงละเอียดแล้วจึงนำมาห่อด้วยผ้าดำนั้น จากนั้นพระอิศวรก็ประพรมด้วยน้ำทิพย์ ประพรมแค่นั้นแหละ หัวผีโขมดทั้งหลายก็เกิดเป็นพระราหูขึ้นมา โอ ! ฟังดูอย่างนี้น่ากลัวนะ พระราหูนี่เกิดจากผีโขมดเนี่ย มิน่าชอบเล่นงานพระอาทิตย์พระจันทร์

        แต่อย่างว่านั่นแหละท่าน กำเนิดของพระราหูเนี่ยมีความเป็นมาหลายสำนวน หลาย version ว่างั้นเถอะ ในตำนานของพระราหูก็กล่าวว่า เทพกึ่งอสูรตนนี้มีกายท่อนล่างเป็นงูและเป็นปลา น่ะหางเป็นงู แยกเป็นหัวผีโขมด 2 หัวอีกด้วย นี่ในตำราว่าไว้แตกต่างกัน นี่ก็ว่าด้วยผีโขมดแหละท่าน

        ทีนี้ผีอีกประเภทหนึ่งที่จะพูดถึงในตอนท้าย ๆ เนี่ย คือผีพราย ผีพรายเนี่ยจากคำบอกเล่าก็บอกว่า ผีพรายเนี่ยเป็นผีประเภทนางไม้ เอ้อ ! พูดว่านางไม้ก็ต้องเป็นผีสาวนะท่านนะ ไม่ใช่ผีผู้ชายแน่ นางไม้เงี้ยนะ แต่ว่ามันเป็นผีผู้ชายก็มี แต่ว่าอย่างงั้นแหละ ผีพรายส่วนใหญ่มักจะเป็นผีผู้หญิง และนิยมอยู่ในน้ำมากกว่าอยู่บนบก นี่จากคำพูดของชาวบ้านนะครับ

        ถ้าจะถามประวัติความเป็นมาและอิทธิฤทธิ์ของผีพรายเนี่ย ก็ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารสาระ นอกจากจะบอกว่าเป็นผีประเภทนางไม้ และชอบอาศัยอยู่ในน้ำก็แค่นั้นแหละ

       แต่ในวรรณคดีไทยจากเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน มีเรื่องราวเกี่ยวกับผีพรายอยู่หลายตอนนะท่านนะ มีทั้งผีสาวทั้งผีหนุ่มนะฮะ มันจะเป็นไปได้ว่าผีผู้ ผีเมีย ผีพรายตัวผู้ ผีพรายตัวเมีย เรียกอย่างนี้น่าเกลียด เป็นผีพรายผู้ชาย ผีพรายผู้หญิงดีกว่า เป็นวรรณคดีนะครับ

       อย่างตอนที่หมื่นหาญเนี่ย หมื่นหาญซึ่งเป็นนายโจร สั่งให้นางบัวคลี่ลูกสาวของตนวาง ยาพิษขุนแผนนะฮะ จะสังหารลูกเขยเสียคือ ขุนแผน เพราะว่าลูกเขยเนี่ยไปเก่งกว่าพ่อตา พ่อตาโมโหเลยจะสังหาร นางบัวคลี่ก็ทำยาพิษใส่ในอาหารให้ขุนแผนกิน แต่เจ้าพวกฝูงพรายผีของขุนแผนที่เลี้ยงไว้รู้ จึงแอบกระซิบบอกขุนแผนว่าอย่าให้ขุนแผนกินนะ

       ขุนแผนนี่แกเรียนวิชาเลี้ยงผีพรายนะท่านนะ นอกจากจะมีคาถาอาคมเครื่องลางของขลังตั้งแต่สมัยบวชเป็นเณรอยู่วัดแคเนี่ย มีโหงพรายสำหรับขี่เป็นพาหนะเหาะไปไหนมาไหนได้ เรียกว่าไม่ต้องทำอย่างอื่น เหาะได้เลย แต่ถ้าจะไปธรรมดาก็ขี่ม้าสีหมอกไป อันนี้ก็เป็นโหงพราย ขี่โหงพรายไป และก็มีพรายซะด้วย กระซิบบอกสิ่งนั้นสิ่งนี้

       นี่ถ้าเรามีพรายกระซิบก็คงดีนะท่านนะ จะทำอะไรสักอย่างที่ไม่รู้พรายก็มากระซิบเรา นิสิตที่ทำข้อสอบไม่ค่อยได้ถ้าเลี้ยงพวกพรายพรรณนี้ไว้ก็จะดี หรือจะไม่ดีก็ไม่ทราบ มันวัดความรู้ไม่ได้

       เนี่ยนี่ก็ผีพราย อย่าว่าแต่ขุนแผนมีผีพรายเลยท่าน ขุนช้างก็มีขนาดชั่ว ๆ ดี ๆ ขุนช้างก็มีผีพรายประจำตัว เพียงแต่ว่าพรายขุนช้างเนี่ยมันเป็นนางพราย มันเป็นพรายตัวเมียน่ะ ไม่ใช่พรายตัวเมียสิ พรายผู้หญิง นี่มีกล่าวไว้ในตอนขุนช้างขุนแผนตอน 17 บอกไว้ชัดเจนเลยท่าน กล่าวไว้ว่า

      "...จะกล่าวถึงพวกพรายนายขุนช้าง..." เนี่ยตอนขุนแผนเข้าไปในบ้านขุนช้างนะ พรายขุนช้างมันรู้ "...ห้านางเที่ยวรายอยู่ที่รอบ..." พอพบขุนแผนเข้ามามันก็ "...บอกกันทันใดในไพรี เราไล่ต่อยตีทำให้หนำใจ..." นางผีพรายทั้งห้าเล่นงานขุนแผน วิธีเล่นงานก็ไม่มีอะไรมาก "...ว่าพรางเผ่นโผนโจนตวาด เอาทรายสาดดินทิ้งวิ่งไล่ ห้อยหัวตัวแกว่งอยู่กวัดไกว แลบลิ้นหลอกให้ละลานตา..." ท่าหลอกก็มีแค่นั้นแหล

       คราวนี้พอพวกพรายของขุนแผนเห็นพรายขุนช้าง ยายนางพรายห้าตนนี่มาหลอกขุนแผน พรายขุนแผนมันไม่ยอมว่ะ มันมากับขุนแผนเรื่องไรมาหลอกเจ้านายมัน
"...ฝ่ายว่าพวกพรายนายขุนแผน ทะลึ่งแล่นทุ่มทิ้งด้วยหินผา..."

       เออ ! เอาก้อนหินทุ่มเข้าใส่นางพรายของขุนช้าง "...โผนผาดฟาดด้วยตำแยยา..." ผีกลัวตำแยนะ เอาตำแยซัดกันผีคงคันอุตลุด เกาเลยเนี่ย ผีของขุนช้างมันคัน เป็นผีผู้หญิงมันกลัวตำแย ไปใส่มันมันคันมากกว่าของผู้ชายเนี่ยของพรรณเนี้ย "...กล้าต่อกล้า แข็งต่อแข็ง แรงณรงค์..." นี่ผีต่อผีเล่นงานกันนะท่านนะ ผีพรายของขุนแผนกับผีพรายของขุนช้าง

       ลักษณะของผีพรายนั้นบางแห่งก็ตอบว่าก็เป็นผีประเภทนางไม้สาวสวย ชอบอาศัยอยู่ในน้ำ แต่ตัวที่พลายแก้วขี่ไปบ้านนางพิมนั่นเป็นผีพรายบนบกนะท่าน ก็ไม่แน่ว่าเป็นเพศอะไร ถ้าเป็นผีพรายหญิงจะไว้ผมยาว หน้าตาสวยงาม มีหุ่น เอ่อ ! เป็นแบบนางแบบน่ะนะไม่งั้นจะไปสวยได้ไงเล่า ผีอ้วนเนี่ยคงไม่ค่อยจะมีหรอก

      ส่วนอาหารและวิธีการออกหากินเนี่ย ผีพรายน่าจะกินพวกเครื่องเซ่นเหมือนผีธรรมดาทั่วไปนี่แหละ มีเครื่องเซ่นให้กินพอกับนางตานี นางตะเคียนนี่แหละ ไม่เคยได้ข่าวว่าผีพรายไปมีรายได้พิเศษ sideline อะไรที่ไหนไม่ปรากฏ ก็กินเฉพาะเครื่องเซ่น ไม่มีทางรวยหรอก มีในทางถ้าจะมีการบอกหงบอกหวยบ้าง คงจะมีคนให้ มันน่าจะบอกได้นะพวกผีพรายเนี่ยนะ

      แต่ไม่รู้ว่าได้เครื่องเซ่นมาวิธีไหน แสดงว่าต้องมีคนได้ประโยชน์จากผีพราย จึงไปเซ่นเขา เพราะอาหารที่เซ่น ก็เป็นอาหารที่ไม่ใช่ธรรมดา อย่างเช่น นางวันทองเนี่ย เคยติดสินบนผีพรายของขุนแผนนะ ว่าถ้าติ๊งต่างว่าผีพรายขุนแผนปลุกขุนช้าง ซึ่งถูกขุนแผนสะกดไว้เนี่ย ถ้าปลุกขึ้นมาเมื่อไรนางจะให้รางวัล

       ในตอน 17 นางบอกไว้เลยเนี่ย บอกว่า "...แล้วปลุกสั่นซ้ำเรียกพ่อช้างเอ๋ย..." วันทองเรียกขุนช้างซึ่งถูกขุนแผนสะกด "...กระไรเลยหลับเหลือที่หลับหนัก ฤาผีพรายร้ายลองคะนองทัก น้องรักจะถวายพลีกาญจน์..." เนี่ยนางติดสินบนผีพราย "...เต่าพล่าปลายำจะทำให้.." โห ! ผีพรายกินของพรรณนี้ เต่าพล่าปลายำปัจจุบันหายากแล้ว "...เป็ดไก่เหล้าเข้มทังของหวาน..." สังเกตให้ดีกินเป็ดกินไก่ แล้วยังกินเหล้าดีกรีสูงนะนางผีพรายเนี่ย

      "...เพียงเงินเพียงทองของตระการ ขอให้ท่านผัวรักข้าตื่นตัว..." ขอให้ขุนช้างตื่นเถอะข้าจะให้ทั้งหมดเลย "...นางพรายได้ฟังน้ำลายไหล..." (หัวเราะ) เต่าพล่าปลายำ นางพรายอาจจะไหลเพราะเหล้าดีกรีสูงก็ได้ "...อยากเป็ดอยากไก่มิใช่ชั่ว..."

       กุมารทองตกใจ เดี๋ยวไอ้ผีพวกนี้มันอยากกิน มันปลุกขุนช้างขึ้นล่ะก็ยุ่งเลย "...กุมารทองร้องห้ามด้วยความกลัว เด็ดหัวเดี๋ยวนี้อย่าโลเล..."

      "...นางพรายรู้ตัวกลัวกุมาร ทะยานถีบขุนช้างจนห่างเห ยึดขาคร่าแขนให้แอ่นเปล ซวนเซหลับไปไม่รู้ตัว..." โอ้ ! น่าสงสาร นางวันทองปลุกเท่าไหร่ก็ไม่รู้ตัว กุมารทองมันไล่นางพรายออกหมด สงสารวันทอง "...วันทองกอดผัวเห็นมัวนิ่ง สิ้นบุญจริงแล้วพ่อทูนหัว หวั่นไหวใจนางระริกรัว เพราะมืดมัวลมจับหลับผล็อยไป..." ผัวก็ถูกสะกดเมียก็เป็นลมตามไป นี่ถ้าผีพรายนะมันรับสินบนแค่นั้นแหละ กุมารทองไม่ทันรู้หรอก ขุนช้างตื่นแน่นอน คงเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกเยอะแยะ

      อันนี้วิธีป้องกันและจัดการกับผีพรายจะทำยังไงล่ะ ก็มันอาศัยอยู่ในน้ำ เวลาลงไปเล่นน้ำเนี่ยลงไปเล่นคนเดียวเฉพาะที่ลึก ๆ ระวัง เขาว่าผีพรายมันจะลากแขนลากขาลงไป อาจจะจมได้ มันเพราะอะไร เพราะผีพรายมันต้องการคนเล่นน้ำเอาไปเป็นบริวาร หรือมันอาจจะเอาไปเป็นเพื่อนก็ได้ มันไม่ค่อยมีเพื่อนอ่ะเนาะ เห็นคนลงไปหน้าตาหล่อ ๆ หน่อย ดึงลงไปซะเลย ถ้าไม่หล่อแบบผมเนี่ยก็คงไม่เอาหรอก ดึงไปได้เพื่อนแก่ ๆ โลกนี้มีแต่ความเหี่ยวย่น เต็มทีเลย

      หรือไม่มันดึงลงไป มันอาจจะดึงไปรับตำแหน่งผีพรายแทนมันก็ได้ เพราะมันถือว่ามันจะได้ไปผุดไป เกิดซะทีไง คือเวลามีข่าวคนจมน้ำตาย มักจะเชื่อว่าถูกผีมันเอาแขนขาลงไปก็จมน้ำตาย วิธีป้องกันก็คือ อย่าไปเล่นน้ำคนเดียวโดยเฉพาะที่ลึก ๆ และในเวลากลางคืน น้ำลึก ๆ ในเวลากลางคืน อย่าไปเล่นนะท่านนะ ส่วนวิธีจัดการกับผีพรายก็ไม่ต้องพึ่งหมอผีหรอก เราไม่ลงไปเล่นมันก็ทำอะไรไม่ได

       คราวนี้ข้อมูลท้ายสุดที่จะนำเสนอก็คือว่า บางคนตื่นนอนขึ้นมาพบว่าตามเนื้อตามตัว แขนขา มีรอยช้ำเป็นจ้ำ ๆ สีม่วงเนี่ย เนี่ยเขาเชื่อว่าเกิดจากการถูกพรายย้ำ ย้ำ กดลงไปไง

        นอกจากผีพรายน้ำจืดที่เรารู้จักกันดีแล้ว ก็มีผีพรายทะเลอีกแหละ ผีพรายทะเลเวลามันอาละวาด ก็จะก่อให้เกิดคลื่นลม ทำให้ท้องทะเลปั่นป่วน ชาวเรือก็ต้องสร้างรูปแม่ย่านางไว้หัวเรือ พอผีพรายทะเลเห็นแม่ย่านาง กลัว ผีมันกลัวผี ก็ต้องเอาผีสู้ผีของพรรณนี้

        เรื่องเกี่ยวกับพรายเนี่ยมี มีเรื่องที่คาดว่าแต่งขึ้นเองสมัยหลังเนี่ย แต่เอาไปอ้างว่าแต่งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโดยกล่าวถึงตอนที่ศรีปราชญ์ ศรีปราชญ์ซึ่งอ้างว่าเป็นกวีในสมัยพระนารายณ์ ศรีปราชญ์ท่านไม่ได้อ้างหรอก หลายคนเอาไปอ้าง บอกว่าศรีปราชญ์เนี่ยได้มีการแต่งโคลงบทหนึ่งกล่าวถึงพราย บอกว่า

                                               อันใดย้ำแก้มแม่         หมองหมาย
                                         ยุงเหลือบฤาริ้นพราย         ลอบกล้ำ (พรายเห็นมะ)
                                         ผิวชนแต่จะกลาย             ยังยาก
                                         ใครจักอาจให้ช้ำ              ชอกเนื้อ เรียมสงวน

       ที่ยกมาเพราะมีคำว่า “พราย” พรายไปลอบกล้ำที่แก้ม อย่างนี้นะครับเป็นไปได้มั้ย ฟังสำนวนดูแล้วเนี่ย โคลงสี่สุภาพบทนี้เนี่ย มันไม่ได้เกิดสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแน่นอนครับ ถ้าให้จับสำนวนดูว่าเกิดสมัยประมาณรัชกาลที่ 5 นี่เองแหละ

       เพราะอะไร เพราะคนที่ค้นพบพวกประวัติแล้วนำเสนอเนี่ย คือ พระปริยัติธรรมธาดา หรือที่ชื่อจริงว่าแพร นามสกุลตลลักษณ์ครับ ก็เป็นคนเเดียวกันกับที่พบเอ่อ… พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ นั่นแหละครับ เพราะฉะนั้นผมว่าสำนวนนี้เป็นสำนวนใหม่ แต่จะใหม่ไม่ใหม่ก็เถอะก็ได้กล่าวถึงผีพรายว่าชอบมาย้ำ

       หลายคนบอกว่าผีพรายจะมาย้ำตามตัว ตามแขน ตามขาเนี่ยเพราะอะไร เพราะเวลานอนสวมเสื้อผ้า เอ่อ แล้วไม่ค่อยประณีตเนี่ย แต่งตัวทำให้ปกคลุมบางส่วนร่างกายไม่เหมาะเนี่ย ผีมันไม่ชอบนะ ผีนี่เกลียดสิ่งที่ ถ้าคนแต่งตัวไม่สวย แต่งตัวชุดโป๊ ๆ นี่ผีก็เกลียดว่าอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเวลามันเกลียดมันก็มักย้ำ

       ที่จริงมันน่าจะย่ำเนอะ ด้วยทงด้วยเท้า ทำให้เกิดรอยสีม่วงเต็มบริเวณหน้าขามั่ง บริเวณแขนมั่ง อะไรพรรณนี้เป็นต้น ก็เป็นการบอกว่าจะนอนก็ต้องแต่งตัวดี ๆ ไม่งั้นเดี๋ยวผีมันมาเล่น โดยเฉพาะผีพรายมันมาย้ำอะไรทำนองนี้

       ผมมองดูแล้วนาฬิกาแล้วก็ดูว่าจะหมดเวลาแล้วพอดีกระมังเนี่ย ก็คงจะจบเอาไว้ตรงเรื่องผีพรายนะท่านนะ ก็พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังครับ สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>