สวัสดีครับ
ท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง
ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ
มีท่านผู้ฟังก็ได้เขียนมาบอกผมว่า น่าจะให้ผมพูดทางเรื่องของ การวิจารณ์สังคม
เสนอแนะแนวทางซึ่งสังคมควรจะเป็น หรือวิจารณ์การเมืองเสนอแนะต่าง ๆ ที่มันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อสังคม
ผมก็อือ พอดีผมเนี่ยความสามารถด้านนั้นมันมันไม่ค่อยมีน่ะท่านผมก็ ย้าก
อยาก อยากจะพูดนะ พยายามน่ะแล้วก็มัน ผมก็คิดว่ามันเป็นประโยชน์มากมายต่อสังคมเรา
แต่ถ้าให้ผมพูดนะท่านนะ ทำในสิ่งที่ไม่ถนัดเนี่ยผมคิดว่าแทนที่จะเป็นสิ่งที่ดีอาจจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่ดีไปก็ได้ท่าน
แล้วผมก็มีความรู้ทางด้านวรรณกรรมแบบนี้น่ะนะท่านนะ แล้วผมก็คิดว่าวรรณกรรมต่างๆเนี่ย
จริงอยู่ท่าน มันไม่ทำให้เราอิ่มหรอก ทางกายน่ะนะครับ แล้วมันก็ไม่ได้ไปทำอะไรมาก
ในเรื่องของที่จะทำให้เห็นๆเป็นรูปธรรม แต่มันเป็น เป็นอาหารใจนะท่านนะ
มันเป็นอาหารใจ เป็นส่วนที่ทำให้เราเนี่ยเกิดความสุข แล้วความสุขทางใจก็เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่นะท่าน
ถ้าใจสงบถ้าใจสุข กายจะสงบ ใจสุขไปด้วย
วรรณกรรมมันก็มีหน้าที่ของมันอยู่นะท่านนะ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ชัดเป็นรูปธรรม
แต่มันก็เป็นนามธรรม ในชีวิตเราเนี่ย เรามีทั้งอาหารกาย อาหารใจและอาหารวิญญาณ
นะครับ เพราะฉะนั้น ผมก็คิดว่าที่ผม เอ่อ พูดเนี่ย มันก็คงมีส่วนช่วยสังคมได้บ้างล่ะครับ
มันอาจจะไม่มากไม่เห็นชัด แต่หากว่า นักวิชาการก็ดี หรือว่ายุวชนก็ดี หรือแม้แต่ท่านผู้ฟังใดๆนะครับ
ฟังแล้ว แล้วก็ท่านพอมองเห็นทางที่มันจะเป็นไปได้ ตามที่ท่านคิดเอง แล้วก็นำความสุขมาให้ท่าน
สิ่งนั้นล่ะครับเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา
วรรณกรรมนั้นเป็นสมบัติของผู้อ่าน เป็นสมบัติของผู้ฟัง นะครับ วรรณกรรมไม่ใช่สมบัติของผู้พูดหรอกท่าน
ผมพูดไปแล้ว ถ้าหากว่าท่านฟัง แล้วท่านเกิดความสุขน่ะครับ ก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐ
ส่วนผมพูดไปแล้วถ้าผมเป็นสุข เป็นสิ่งที่ประเสริฐพอสมควรเหมือนกัน แต่มันเป็นเรื่องเฉพาะตัว
เพราะฉะนั้นที่ผมพูดเรื่องวัด พูดเรื่องต้นไม้ เรื่องต่าง ๆ เนี่ยมันก็จะมีประโยชน์อยู่
แล้วก็สิ่งที่พูดนั้น ก็จะพูดเพื่อให้เกิดความแตกฉานทางสติปัญญา เพื่อให้เกิดความคิดด้วยท่าน
เพราะผมไม่ได้พูดเพื่อต้องการให้เอ่อ ให้เด็ก ๆ เนี่ย เชื่อตามผม ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ
ในกาลามสูตรนั้น
พระพุทธองค์ตรัสไว้มีอยู่ข้อนึงน่าฟังมากเลยครับ เป็นภาษาบาลีว่า มาสมโน
โน ครุติ อย่าเชื่อโดยอ้างว่า ผู้พูดหรือสมณะนั้นเป็นครู โอ อันนี้
แล้วที่ผมพูดเนี่ยยังไงก็แล้วแต่ ผมก็คิดว่า แม้เค้าจะเป็นเด็ก แต่เด็กที่ฟังก็คงจะใช้สติปัญญามากมายน่ะครับ
ไม่หลงไปในเรื่องของผี ไม่หลงไปในเรื่องของ เอ่อเรื่องตลกอะไรบางอย่างหรอก
ผมคิดอย่างนั้นนะครับ แล้วก็คงจะต้องต่อเรื่องวัด โอเดี๋ยวเรื่องวัดยังไม่ได้วันนี้
เพราะเรื่องยังมีเรื่องผี (หัวเราะ) เข้ามาแทรกอยู่อีก
ก็มีหลายท่านที่เขียนมาว่าอยากฟังเรื่องผี อยากฟังเรื่องเอ่อเทวดา อยากฟังเรื่องขุนช้างขุนแผนก็
(หัวเราะ) มันหลายเรื่อง ถ้าเอาเรื่องผี นี่ก็ยังไม่จบนะครับ ไม่งั้นดูมันจะสับสนกันไปหมดเลยครับ
วัดก็ยังไม่เสร็จเลยครับ ตอนนี้อยู่กับวัดมั่งผีมั่งอยู่ตรงนี้ล่ะครับ
ผีในตอนที่แล้วนี่มันไปถึง มัน มันๆ มันไปถึงผีดูดเลือดนะท่านนะ ตอนที่แล้วนี่นะท่านนะกล่าวถึงแดรกคูล่าเชียวล่ะ
เคาต์นแดรกคูล่านี่เป็นข้อเขียนของ บราห์มนะครับเค้าเขียนขึ้น แต่เผอิ๊ญเหลือเกิน
บราห์ม นี่ก็เป็นนักเขียนที่เขียนดีมาก แกเขียนให้เห็นฉากถนนอันมืดครึ้มท่าน
มืดครึ้มนี่ในอังกฤษนะท่าน ฉากถนนอันมืดครึ้ม เขียนถึงสุสานอันน่าสยองขวัญ
กับถนนหนทางในนครลอนดอน ในตอนที่มันมืดเนี่ย ก็เลยทำให้เกิดเรื่องที่น่ากลัวของเคาต์นแดรกคูล่าเพิ่มขึ้นอีก
เพราะฉากไง จัดฉากน่ากลัว
คำว่าฉากเนี่ยในภาษาอังกฤษเชิงละคร
เค้าเรียกว่า Setting ฉาก Setting ซึ่งประกอบด้วยสองอย่างคือ เวลา Time
และก็สถานที่ Space Time and Space รวมกันก็เป็น Setting ถ้าจัดฉากดี ๆ
นี่ คนอ่านก็ไปตามฉากด้วยน่ากลัวนะท่านนะ อ่านเรื่องแดรกคูล่าตอนกลางคืนเนี่ย
กำลังอ่าน ๆ อยู่ดี ๆ ไฟดับ อู้หู ท่านเอ๊ยมันจะสนุกขนาดไหนคิดดูเถอะ
เหมือนสมัยก่อนตอนที่เป็นเด็กเนี่ย เวลาที่ผู้ใหญ่เค้าเล่าเรื่องผีให้ฟัง
ถ้ามันมืด ๆ ครึ้ม ๆ หน่อย เพราะเด็กแต่ก่อนก็นอนหัวค่ำหรอกครับ ประมาณซักหกโมงกว่า
ถ้ามืด ๆ ผู้ใหญ่เล่าเรื่องผี เด็ก ๆ ที่นั่งอยู่จะไม่กล้านั่งตรงหน้าต่างท่านนะ
นั่งอยู่ตรงหน้าต่างก็กลัวจะมีมืออะไรยื่นมา และในชนบทมันมีร่องกระดานนะท่านนะ
เด็กยังกลัวอีก ไม่ใช่กลัวเฉพาะผีมันจะยื่นมือมาจับน่ะ แต่ยังกลัวมันจะเอานิ้วแทงมาทางร่องกระดานอีกด้วย
เด็ก ๆ หลายคนเวลาได้ยินเรื่องผี ก็ขึ้นไปนั่งบนตักของผู้ใหญ่เลย นั่นก็เป็นความปลอดภัยของเด็ก
ผู้ใหญ่ก็ดีอกดีใจเล่าเรื่องผี
ที่จริงผีนี่น่ะ
เด็กเค้าก็กลัวไประยะหนึ่งหรอกท่าน พอโตขึ้นเค้าก็หายกลัว แต่ถ้าผู้ใหญ่ยังกลัวผีติดอยู่จนเดี๋ยวนี้นี่
เป็นเรื่องแปลกประหลาดนะท่านนะ ไอ้อย่างผมนี่ก็มีเด็กมาถามผมเรื่อยเลย
อาจารย์กลัวผีมั้ยคะ ผมก็บอกเด็กเค้าไป ไปกลัวอะไรล่ะ อายุก็หกสิบกว่าแล้ว
นี่อีกหน่อยผีก็ได้รับน้องใหม่อยู่แล้ว ก็คือผมนี่แหละ เพราะงั้นก็ไม่กลัวอะไรกันหรอก
เพราะฉะนั้นถ้าอ่านแดรกคูล่าหรือดูภาพยนตร์เรื่องแดรก-คูล่า เนี่ยก็เฉย
ๆ ภาพยนตร์เรื่องแดรกคูล่าเนี่ย ดูเหมือนดารานำแสดงจะมีสองคนนะ มี คริสโตเฟอร์
ลี กับปีเตอร์ คูชชิง คู่นี้ก็ผูกขาดแสดงเป็นแดรกคูล่า แล้วคนแสดงเป็นแดรกคูล่าหน้าตาต้องหล่อนะท่านนะ
ไปเอาประเภทผีปั้นหลุดมือมาแสดงนี่ไม่ได้หรอก ต้องหล่อทีเดียว เอ้อ แปลกนะ
หนังผี ทำไมพระเอกต้องหล่อถึงขนาดนี้ทำไมก็ไม่ทราบ เดี๋ยวนี้ไม่ทราบแดรกคูล่ามีเรื่องใหม่นี่ใครเป็นดารานะครับ
เพราะปีเตอร์ คูชชิง กับคริสโตเฟอร์ ลี นี่ก็แสดงมาตั้งสี่สิบ ห้าสิบปีแล้ว
นี่ละไม่ทราบว่าตอนนี้ยังอยู่รึเปล่า รึไปเป็นแดรกคูล่าไปแล้วก็ไม่ทราบ
ดาราเนี่ย
คราวนี้เรื่องแดรกคูล่าเนี่ยต่อมา มากลายเป็นละคร พอกลายเป็นละครก็ยิ่งทำให้ตำนานผีดูดเลือดนี่เด่นชัดขึ้นท่าน
มีการสร้างเป็นละครเสร็จก็ทำเป็นภาพยนตร์ เดิมทีเดียวเป็นวรรณกรรมนะท่านนะ
จากวรรณกรรมก็มาเป็นละครน่ะฮะ เป็น Drama น่ะเดิมทีเดียวมันก็เป็นวรรณกรรมเป็น
Literature แล้วก็มาเป็น Drama พอเป็น Drama แล้วก็นำไปเล่นฮะ แล้วจัดเป็นประเภท
Drama and Theater พอต่อมาก็มาเป็นภาพยนตร์เป็น Film น่ะครับติดต่อกันมาจนเดี๋ยวนี้
ก็เป็น เป็น ภาพยนตร์เป็นหนังนี่แหละ
คราวนี้ก็ดูกันไป ก็มีการโจษจันกันไปน่ะครับ ก็มีคนเล่าขยายความต่อตามธรรมดาของวรรณกรรม
บ้างก็บอกว่าผีดูดเลือดนี่ มันเป็นเรื่องของโรคระบาด โรค-ระ-บาด นี้ผมออกเสียงตัว
ร ชัดนะท่านนะ ถ้าไปบอก โรค-ละ-บาท หลายท่านบอก อู้ราคาถูก โรคนึงก็บาทนึง
แต่เสียค่ารักษาตั้ง30 เชียวรึ อะไรทำนองนี้ อันนี้ไม่ใช่ อันนี้เป็นโรคระบาด
( หัวเราะ )
ผีดูดเลือดเป็นโรคระบาด
ถ้าพูดถึงผีเมื่อไหร่นี่ก็อาจเป็นเชื้อโรคก็ได้ บอกว่าโรคระบาดเนี่ยทำให้คนถึงแก่ความตายมากทีเดียว
แต่พอตายเสร็จมัน มีกรณีพิเศษ ตายเสร็จ แล้วก็กลับฟื้นคืนมาอีก อันนี่น่ากลัวนะ
ตายแล้วฟื้นคืน เอ้าหลายเรื่องนะท่านนะ
หลายท่านคงเคยอ่านเรื่องความพยาบาท ซึ่งคนที่แปลมาคือแม่วันนะครับ ความพยาบาทนี่เป็นหนังสือภาษาอังกฤษ
ชื่อว่า The Vendetta คนที่แต่งคือ แมรี่ คอเรลลี่ อันนั้นก็แต่งก็ให้
ฟาบิโอ โรมานี ตัวเอกเนี่ย มันตายที่จริงไม่ตายหรอก แล้วมันก็ ฟื้นขึ้นมาแต่ฟื้นขึ้นมาแล้วหัวมันหงอกเลย
แปลว่าไอ้เรื่องตายแล้วฟื้นเนี่ย มีมากนะท่านนะในวรรณกรรมของฝรั่งเค้าเนี่ย
งั้นฝรั่งก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นผีดูดเลือดเนี่ย
มันเป็นโรคระบาดมั้งทำให้คนตาย ตายเสร็จก็กลับฟื้นขึ้นมา มามีชีวิตอยู่หลังความตาย
ไอ้ชีวิตหลังความตายเนี่ยกินอาหารแบบธรรมดาไม่ได้ ต้องกินเลือดคนกินโลหิตมนุษย์เป็นอาหาร
โห นี่ก็บริโภคเหลือเกิน บรรดาซุปไก่เขาดี ๆ ก็ไม่เอานี่ จะมาเล่นเลือดเป็นอาหาร
เขาเรียกพวกนี้ว่า ซอมบี้ ซอมบี้ผีดูดเลือด (หัวเราะ) ซอมบี้ น่ากลัว
แต่นั่นก็เป็นเพียงข้อสังเกตเท่านั้นนะท่านนะ
พวกเขาสันนิษฐานได้แค่ตั้งข้อสังเกต เพราะยังไม่เคยปรากฏว่ามีโรคระบาดแบบนี้มาก่อนเลยในโลกเรา
ว่าพอตายเสร็จเรียบร้อยก็ฟื้นฟื้นเสร็จก็เที่ยวไล่เลือดดูดเลือดคนเนี่ย
ก็ไม่เคยเห็นว่างั้นเถอะ ก็เป็นข้อสันนิษฐาน
ก็มีผู้ที่ให้ทัศนะเกี่ยวกับผีดูดเลือดนี่ไว้หลายคน ฝรั่งเขาสนใจก็มีนายคนนึงชื่อ
โฮป รอบบิน พ่อโฮป รอบบินนี่ก็เป็นคนอังกฤษนะครับ เค้าก็ให้ทัศนะของเค้าเกี่ยวกับผีดูดเลือดเนี่ย
เจ้าคนนี้มันเป็นนักจิตวิทยานะท่านนะ เอ่อ มันมาสายของพวกจิตวิเคราะห์
พวก psychoanalysis ก็เป็นสายซิกมันด์ ฟรอยด์ น่ะเจ้าคนเนี้ยะนะ ใช้สายเดียวกับพวกอีริค
ฟรอมม์นั่นแหละ
เจ้าโฮป
รอบบินนี่ก็ให้ทัศนะเกี่ยวกับผีดูดเลือดว่า ผีดูดเลือดนี่นะมันเป็นการสะท้อนภาพของพวกซาดิสต์
โอ๋ ฟังดูแล้วน่ากลัวนะพวกซาดิสต์เนี่ย ระวังนะเนี่ย บางคนแต่งงานไปไม่ทันรู้เลย
ว่าแฟนตัวเป็นซาดิสต์เงี้ย ยุ่งเลย ไปอยู่ด้วยกันถึงรู้ เพราะพวกซาดิสต์นี่ชอบทำให้คนอื่นเค้าเจ็บปวดเนี่ย
มีความสุขจากความเจ็บปวดของคนอื่น และไอ้การแต่งงานนี่เราก็ต้องตรวจดูดี
ๆ ง่ะ
การแต่งงานไม่เหมือนกับการบวชนี่ใช่ไหม บวชนี่พระท่านถามน่ะได้ใช่ไหมครับ
มนุสโสสิ อะไรทำนองเนี้ยะ เวลาท่านถาม มนุสโสสิ นาคก็เป็นมนุษย์ ก็ตอบเลย
อามะภันเต อามะ ก็ I am นั่นแหละ อามะ Im (หัวเราะ) ใช่แล้วท่านผู้เจริญ
ถ้าไม่เป็นก็ นัตถิ นัตถิ ก็ not ไงท่าน n-o-t not นั่นล่ะ นัตถิ ล่ะ
ตอนนี้
ซาดิสต์นี่ เราไม่ได้ไปถามกันอย่างนั้น ถามได้ก็คงจะดีพอเป็นแฟนกันก็ถามเป็นภาษาบาลี
เลียนแบบพระท่านก็ได้ ซาดิสโตสิ (หัวเราะ) เป็นซาดิสต์หรือไม่อย่างนี้หนิ
เอาทำแบบพระนี่ ต้องระวังนะเดี๋ยวบาปอีก ยุ่งอีกเลย
ก็พวกซาดิสต์นี่มันชอบทรมานคนอื่นให้เจ็บปวด รอบบินก็เลยบอกว่าไอ้ผีดูดเลือดเนี่ยก็เป็นอย่างนี้ล่ะ
ทรมานคนอื่นให้เจ็บปวด นะครับ มันเป็นการสำเร็จความใคร่ให้ตัวเองนะ รอบบินแกว่างั้น
ก็ต้องทำให้คนอื่นเจ็บไม่งั้นมันไม่สมใจอยาก ผีดูดเลือดจึงมีพฤติกรรมที่เป็นซาดิสต์
อย่างแรงทีเดียว เป็นสัญลักษณ์แห่งความผิดปรกติทางเพศ ผีดูดเลือดนี่ผิดปรกติทางเพศ
นะท่านนะ
อยู่ ๆ ไปเที่ยวดูดนิ้วเท้าเค้ากัดเอาเลือดออกอะไรทำนองนี้ หรือกัดคออะไรทำนองนี้
ทำให้เป็นเป็นรอยนี่ เป็นพวกผีดูดเลือดเนี่ย นี่ก็ซาดิสต์ชนิดหนึ่ง ตามความเห็นของโฮป
รอบบิน
เรื่องผีดูดเลือดนี่ ผมว่าจบเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน ผมว่ายิ่งพูดมันจะยิ่งไปไกลเลยนะเนี่ย
ผีดูดเลือดเนี่ย
มาถึงผีเมืองไทยมั่งล่ะ
เอาใกล้ ๆ ตัวเราเนี่ย เพราะปัจจุบันเรากำลังเพิ่มอุทยานแห่งชาติมั่ง อะไรมั่ง
ก็ควรพูดถึงผีประจำอุทยาน ผีประจำป่าสงวนเนี่ย เขาเรียกว่า ผีเจ้าป่า เจ้าเขา
เนี่ยล่ะ โอ้ย เราวิงวอนขอให้ท่านกลับมาอีกเทิ้ด ผีเจ้าป่าเจ้าเขาเนี่ย
ขอให้มามีอำนาจอีกเถอะ มันจะได้ช่วยให้ประเทศนี้น่าอยู่อย่างที่สุด คือ
ผีเนี่ยว่าตรงๆ มันก็มีทุกหนทุกแห่งในโลกนี่แหละ
นี่ว่าตามทัศนะชาวบ้านนะ เดี๋ยวท่านจะถามผมว่า เหรอ เคยเห็นเหรอไปพูดไปเนี่ย
ผีเนี่ยมันมีอยู่ทุกหนทุกแห่งในโลก ชาวบ้านเขาเชื่ออย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นตามบ้านเรือนก็มีผีบ้านผีเรือน
ตามทุ่งหญ้าป่าเขาก็มี ในห้วยหนองคลองบึงก็มี เจ้าป่าเจ้าเขาเนี่ย เนี่ย
อันนี้สำคัญ ใช้ว่าเจ้าป่าเจ้าเขา นี่ถือเป็นผีระดับบิ๊ก ระดับหัวหน้านะท่านนะนี่นะ
ผีระดับสำคัญเนี่ย ผีประเภทนี้เป็น เป็น somebody ไม่ใช่เป็น nobody ว่างั้นเถอะ
ก็เป็นผีระดับหัวหน้านะ เป็นผีที่ใหญ่กว่าผีป่าผีดงทั้งหมด
ผีป่าผีดง ท่านฟังดี ๆ นะ คำนี้ใช้มานานแล้วนะครับ แม้แต่ในลิลิตโองการแช่งน้ำซึ่งเป็นวรรณกรรมที่แต่งขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น
ก็ยังกล่าวถึงเลย ตอนเชิญผีป่า ผีดง เข้ามาในพิธีแช่งน้ำเนี่ย ...ผีดงผีถ้ำ
ล้ำหมื่นผา... บอกอย่างนี้เลย ผีดงผีถ้ำ ตามถ้ำตามดง มีป่ามีผีนะครับ ถึงแม้ดงจะเล็กก็มี
ก็เลยตั้งข้อสงสัยสิถ้าอย่างงั้น อำเภอหางดง เชียงใหม่นี่ น่าจะไม่มีผีมากเพราะหางดงแล้ว
แปลกนะ อ. หางดงอยู่เชียงใหม่ แต่หัวดงอยู่ พิจิตร นี่ท่านน่ะ เนี่ย หัวดงอยู่พิจิตร
ปากดงอยู่ กำแพงเพชร ท่านดูดี ๆ สิ ส่วนกลางดงไปอยู่ระหว่างสระบุรีกับนครราชสีมาน่ะ
ตัวดงนี่มันเบี้ยว ๆ ชอบกลนะท่านนะ แต่เป็นอันว่าถ้าเป็นดงล่ะก็ต้องมีผีล่ะท่าน
เป็นดงนี่ต้องมีผีอยู่เรียกว่า ผีดงอยู่
ก็เหมือนกับผีตามป่าช้าวัดต่าง
ๆ เนี่ย ก็คือต้องมี มีผีเป็นนาย ป่าช้าเป็นหัวหน้า เพราะฉะนั้นผี ที่อาศัยอยู่ตามป่าเขาก็ต้องมีเจ้าป่าเจ้าเขา
เป็นผู้บริหาร เป็นผู้ให้ความสะดวกแก่ผีที่อยู่ในนั้น เป็น facilitator
งั้นเถอะ และก็เป็นผู้ควบคุมดุแลผี ประสานงานในป่านั้น ผีเล็ก ๆ น้อย ๆ
ก็ต้องเชื่อ
เรียกว่าเป็น facilitator ไม่พอ ยังต้องเป็น co - ordinator อีกด้วย (หัวเราะ)
ผีประเภทเนี่ยควบคุมอยู่นะเนี่ย ผีประเภทนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
พระพนัสบดีนะฮะ ก็แปลว่าผู้เป็นใหญ่แห่งป่าน่ะ พระพนัสบดี จากผีก็กลายเป็นเทพแล้ว
ท่านดูสิ เติมต้วยคำว่า พระเข้าไปข้างหน้า มีคำว่า บดี ต่อท้าย แปลว่า
เป็นใหญ่
บดี นี่หมายถึง เป็นใหญ่นะท่านนะ นะอย่างคณบดี ก็แปลว่า เป็นใหญ่ในคณะ
น่ะอย่างนี้เป็นต้น เสนาบดีก็เป็นใหญ่เหนือเสนาทั้งหลาย คราวนี้บางทีเราจะไปแปลแปลก
ๆ ไม่ได้ สมัยหนึ่งเขาบอกว่ามีเสนาบดีไปตรวจงาน พอดีคนที่อยู่แถวนั้นก็เป็นคนที่
เอ่อ เขาฟังคำว่า บ ก็แปลว่าไม่ไงฮะ โอ้ย เห็นจัดต้อนรับดีอย่างเต็มที่เลย
เขาก็พึมพำว่า นี่ขนาดเสนา "บ่" ดีเด้อ ยังรับขนาดนี้ นี่ถ้าเสนาดีสิฮับเปิ้ลขนาดไหน
ถ้าเสนาดี ๆ คงจะรับได้เยอะ
เออ ที่จริง บดี มันแปลว่าเป็นใหญ่ มันไม่ได้แปลว่า ไม่ดี มันไม่ใช่อย่างนั้น
อ่ะ มันก็แล้วแต่นะท่านนะ แล้วแต่เราจะฟังแบบไหน
แต่บดีในที่นี้ พระพนัสบดี แปลว่าผู้เป็นใหญ่แห่งป่า ผู้เป็นใหญ่แห่งป่าหรือเจ้าป่าเนี่ย
เป็นผู้หญิงก็ได้ เป็นผู้ชายก็ได้ เพศชายก็ได้ เพศหญิงก็ได้นะท่านนะ แต่ก็จะเป็นตุ๊ด
เป็นกระเทยมีหรือไม่ ผีป่าเนี่ย อันนี้ผมไม่ยืนยัน เพราะในตำราทั่วไปที่ผมได้ร่ำเรียนและค้นคว้ามาก็มิได้มีเรื่องกล่าวเช่นนั้น
บอกว่ามีแต่ เพศหญิง เพศชาย ก็เหมือนกับมีเจ้าพ่อ เจ้าแม่ ทำนองนี้ เจ้าแม่อยู่ในป่านั้น
เจ้าพ่ออยู่ป่านั้น
แล้วถามเจ้าพ่อ
กับเจ้าแม่ใครใหญ่กว่ากัน อันนี้ตอบยากนะท่านนะ อะไรที่ใหญ่เนี่ย เราใช้คำว่าแม่
นำหน้านะท่านนะ น่ะ เหมือน งู เนี่ย พออยู่ ๆ ก็ยืดคอออกเรียกว่า แผ่แม่เบี้ย
เราไม่เรียกว่าพ่อเบี้ย ถ้าพ่อเบี้ยแผ่ได้ไม่มาก เหมือนกับน้ำ น้ำทั้งหลายเนี่ย
น้ำปิง น้ำยม น้ำน่าน น้ำวัง ไหลมาธรรมดาก็เรียกว่าน้ำแต่พอมารวมกันให้ใหญ่เข้าจึงเรียกว่าแม่น้ำ
นะ ตอนหลังมาเติมเจ้าพระยาเข้าไปของเรา
ที่จริงแม่น้ำก็คือ
น้ำขนาดใหญ่นะท่าน ถ้าเราไปดูแผนที่ของโปรตุเกสที่เขียนเกี่ยวกับเมืองไทย
ไม่ได้เรียก แม่น้ำเจ้าพระยาว่า แม่น้ำเจ้าพระยา แต่เรียกเฉย ๆ ว่า แม่น้ำ
แปลว่าเป็นแม่ของน้ำ แม่ทัพท่านดูสิ เรายังใช้คำว่า แม่ทัพ เห็นไหม เพราะฉะนั้น
เพศหญิง เพศเป็นใหญ่นะท่านนะ ผู้นำที่เป็นหญิงนี่เป็นใหญ่นะท่าน แม่ทัพ
เป็นอย่างนี้เลย
เนี่ยแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของคำของเพศแม่ แม่พระธรณีหยั่งเงียะ ใหญ่ใช่ไหมฮะ
แม่พระคงคา เงียะ ใหญ่ เป็นเรื่องที่สำคัญน่ะ อะไรที่เป็นเรื่องเป็นเรื่องตาย
แล้วยิ่งใหญ่ เราจะใช้คำว่าแม่นำหน้า งั้นเจ้าแม่ในป่าเนี่ยก็ต้องมีล่ะ
เค้าก็ต้องยิ่งใหญ่ เจ้าพ่อก็มี เจ้าพ่อก็ต้องกลัวเจ้าแม่ เหนือเจ้าพ่อยังมีเจ้าแม่
นี่เขาใช้คำนี้คำนี้นะครับ
ก็ไม่มีข้อมูลอะไรให้เราได้ค้นคว้ามากมายนักหรอก เกี่ยวกับเจ้าป่าเจ้าเขาเนี่ยน่ะท่าน
ก็ไปค้นกันก็มีแต่ข้อมูลมุขปาฐะนั่นน่ะครับ มุขปาฐะทั้งนั้น เวลาเข้าไปแถวหมู่บ้านที่อยู่ชายป่า
ถามชาวบ้าน ดู เรื่องเจ้าป่าเจ้าเขา ชาวบ้านรู้ทั้งนั้นน่ะครับ ก็จะพูดตรงกันไม่ค่อยแตกต่างกันหรอกเรื่องชาวป่าชาวเขา
ก็พอจะเชื่อได้ว่า บรรดาผีป่าผีเขาทั้งปวงเนี่ย เมื่อรวมกันอยู่เป็นหมู่มาก
ก็ต้องมีการคัดเลือกหัวหน้า นะเนี่ย ต้องมีการคัดเลือกหัวหน้า จะใช้วิธีสรรหาหรือว่าโหวตอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกันล่ะอันเนี้ยะ
ผมก็ไม่ได้ดู แต่ว่าเขามีการคัดเลือก หัวหน้าหรือผู้ควบคุมความสงบเรียบร้อย
เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบ เนี่ย
ผีก็จัดสังคมผีคล้ายกับสังคมคน แต่จะมีการจัดระเบียบผีหรือไม่ จัดระเบียบสังคมผีหรือไม่ก็ต้องตรวจสอบดู
ที่จริงวิชานี้มันก็ไม่ใช่วิชาเล่นๆนะท่าน วิชา Ghost Lore เนี่ย มันศึกษาจากคนนี่แหละ
มันศึกษาจากผีไม่ได้ แต่มันทำให้เห็นความคิดของคนเกี่ยวกับผี ว่าจะเอาผีมาทำอะไรเพื่อจะได้เป็นเครื่องมือให้คนอยู่อย่างเป็นสุข
คนกลุ่มนั้นเขาคิดอย่างนั้น มันก็เลยเกิดเรื่องของผีขึ้นน่ะครับ ถ้าจะไปบอกว่าเค้าเคยพบตัวจริง
ๆ ไหม อันนี้ก็แล้วแต่ เพราะถามชาวบ้านเขาก็ว่าเขาพบ พอให้จับเป็นตัวตนขึ้นมาก็มันก็หายไป
มันก็คงจะหายแหละ ถ้ามันพบอยู่ตลอดมันจะเป็นผีได้อย่างไรล่ะนะท่านนะ
นี่ผีก็มีการจัดระเบียบสังคมผีว่างั้นเถอะ เพราะอะไร เพราะว่าผีนั้นส่วนใหญ่
แต่เดิมก็เคยเป็นคนมาก่อน ในเมื่อเป็นคนมาก่อน ผีก็ย่อมจะนำเอาวิธีการปกครองของคนในสังคมมนุษย์เนี่ยไปใช้
ไม่มากก็น้อยแต่ผีต้องเอาไป เพราะอะไร เพราะผีมันก็รูปร่าง มันก็ใกล้ๆกับคน
เวลาหลอกก็ต้องพูดภาษาตามที่ตัวเคยพูด
นี่ยังสงสัยเลยว่า
คนไทยนี่น่ะ ถ้าไปอยู่ที่รัฐเท็กซัส ทางตอนเหนือนะ แถวเมืองเดนตัน แถวเมืองเกนวิว
เนี่ย แถวนั้นมันเป็นแดนของหมอผีเอกซอซิส แสดงว่ามีผีมาก ก็ถ้าผีมันหลอกเนี่ยจะเข้าใจกันหรือไม่
ในเมื่อเราพูดภาษาหนึ่งแล้วผีก็หลอกด้วยอีกภาษาหนึ่ง ก็คงจะลำบาก หรือจะใช้วิธีการแสดงกริยาท่าทางหลอกหรืออย่างไร
ในเมื่อภาษามันไม่ตรงกัน
ธรรมดานะเมื่อภาษามันไม่ตรงกันเนี่ย
คิดได้มากนะ ไม่ใช่เฉพาะผีหรอก แม้แต่ท่านแสงทอง ท่านแต่งนิราศ นิราศรอบโลก
ท่านยังบอกเลยว่า
"สมมุติว่าหมาไทยไปเมืองฝรั่ง มันจะฟังกันเห่าเข้าใจไหม" เนี่ยนะ
แมวไทยก็เหมือนกันล่ะ "แมวไทยจะเข้าใจภาษาแมวแหม่มแจ่มหรือแมว"
(หัวเราะ) น่าคิดนะ แล้วผีไทยล่ะ เกิดผีไทยเกิดจับพลัดจับผลูไปอยู่เมืองนอกอะไรทำนองนี้
ไปเจอผีฝรั่งเข้าจะทำประการใด จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน discuss กันแบบไหน
เอ้า ว่ามาถึงเจ้าป่าเจ้าเขาเถิด ว่าอิทธิฤทธิ์ของเจ้าป่าเจ้าเขาเนี่ยก็มีมากมายทีเดียวแหละ
กล่าวว่าสามารถให้คุณให้โทษแก่ผู้ที่ล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตแห่งป่าได้
นี่เป็นอาณาจักรของป่าเขาน่ะฮะ ถ้าเข้าไปปั๊บจะให้คุณให้โทษได้ แต่ไม่ให้คุณให้โทษแก่ผู้ที่ออกนอกป่าแล้ว
เพราะอะไร เพราะหมดขอบเขตของตัว
ผีก็ต้องมีขอบเขตจะพูดเป็นภาษาอังกฤษว่าต้องมี
territory เหมือนกันน่ะ สัตว์ที่มีขอบเขต มี territory ก็ได้แก่ ไก่ หมา
ปลากัด พวกนี้มีขอบเขตนะ ท่านเคยสังเกตไหมครับ บางทีเวลาเราขี่จักรยานหรือ
มอเตอร์ไซด์ผ่านเขตบ้าน ๆ นึง อู้ย หมาเป็นฝูงเลยไล่เห่าครับ แต่พอสุดเขตของหมา
หมาหยุดนะ หยุดปึ้กเลย แล้วก็หันกลับให้เป็นหน้าที่ของหมาในเขตต่อไป ทำหน้าที่ไล่กัด
หมาบ้านนี้หมดหน้าที่แล้ว เขารู้ขอบเขตเค้า
หมานี่เขารู้ขอบเขตเค้า
เขาปักปันขอบเขตเค้าด้วยการปัสสาวะนะ ไปดมๆดู แล้วก็ปักหลักเขตปัสสาวะลงไป
ถ้าตัวไหนไม่ ๆชอบถือว่า ตัวนี้ล้ำเขตก็ปัสสาวะรดลงไปอีก นั่นล่ะแล้วก็กัดกันเพื่อแย่งขอบเขต
ปลากัดก็แย่ง ไก่ป่าก็แย่งนะท่าน เขามีขอบเขต เพราะฉะนั้นผีก็มีขอบเขต
ผีป่าจะเข้ามาในเมืองไม่ได้นะท่านนะ มันแปลกนะท่านนะ
แม้แต่ผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้ว เจ้าของบ้านบ้านหนึ่งถึงแก่กรรม เขาก็นำไปฌาปนกิจศพน่ะ
จะเป็นที่สุสานใดก็ตามทีเถิด จากนั้นพอฌาปนกิจเสร็จในวันรุ่งขึ้นเนี่ย
ถ้าญาติเค้า เอ่อ ยังอาลัยอาวรณ์ เค้าก็จะนำโกฐไปนะครับ ไปรับเอาอัฐิมา
อัฐินี้นะท่านนะ เวลาจะนำกลับบ้านนะ นำผ่านศาลหลักเมืองก็ไม่ได้ ถามว่า
ทำไม เค้าบอก ก็เขาห้าม แล้วทำไมเขาห้ามก็เขาห้าม เขาว่าอย่างนั้น
จากนั้น
ไอ้ที่มันน่าสงสารก็คือ เวลาเจ้าของบ้านนั้นจะกลับเข้ามาในบ้านของตัว แต่กลับมาอยู่ในโกฐเนี่ย
อัฐิเนี่ยต้องจุดธูปบอกเจ้าบ้านเจ้าเรือนก่อนนะท่าน ตอนนั้นถือว่าตัวเป็นผีแขกซะแล้ว
ไม่ใช่เจ้าของบ้านนะ โอ๊ น่าสงสาร พอตายไปปัปก็หมดเลยท่าน ผีบ้านผีเรือนเขาไม่ให้เข้านะ
ใน territory เขานะ ต้องกลายเป็นผู้อาศัย
แหม นึกถึงอย่างนี้ นึกถึงตอนที่ดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง เรื่อง ดอกเตอร์ชิวาโก
นะท่านนะ เรื่องนั้นน่ะเหลือเกินเลย ดอกเตอร์ชิวาโกแกเป็นเจ้าของปราสาทน่ะ
ปราสาทของแก แต่พอลัทธิคอมมูนิสต์เข้ามาจัดเสร็จเรียบร้อย แกกลับมา แกถูกแบ่งห้องให้อยู่
น่าสงสารเจ้าของปราสาท อากาศหนาวแกจะเอาฟืนไปก่อไฟในห้องแกอยู่ พวกนั้นบอกไม่ได้
ฟืนเนี่ยมันเป็นของส่วนรวมต้องแบ่งกัน
นี่ผีก็คงจะเหมือนกันนะเนี่ยนะ
เนี่ย เพราะนั้นเวลาเราไปเที่ยวป่า นิสิตนักศึกษาเนี่ยชอบเที่ยวป่านะ บางคนก็ไปโน่น
เขาหลวง สุโขทัยโน่น อุทยานแห่งชาติรามคำแหง ก็ไปเดินขึ้นเสียตั้งแต่เชิงเขาจนถึงยอดเขา
มีระยะทางตั้ง 3,996 เมตร ความลาดชันเฉลี่ยประมาณ 45 องศา อยู่ ๆ ก็เดินให้เจ็บเท้าไปนอนถูกอากาศหนาวหรือฝน
กลับมาก็มีความสนุก
คนเราก็เป็นอย่างนี้ล่ะครับ สนุกไม่ว่าล่ะ เจ็บก็ไม่ว่า แต่ขอให้สนุกเข้าไว้
เป็นเกณฑ์ว่างั้นเถอะ มันก็ดี เพราะคนเราใฝ่ธรรมชาติ
คนแก่คนเฒ่าหรือคนที่ไม่มีปัญญาจะไปปีนเขาหลวงที่สุโขทัยแล้ว
ก็สร้างบ้านของตัว สร้างเสร็จก็ทำสวนหย่อมให้มีน้ำตก มีเป็นป่า นั่นนะนั่นนะ
แสดงว่าตัวเองก็อยากกลับไป แต่ไม่มีปัญญาไปเลยเอาสวนมาสร้างไว้ในบ้าน ทุกคนใฝ่หาธรรมชาติทั้งนั้นล่ะครับ
เขาบอกว่าการใฝ่หาธรรมชาติเนี่ย เกิดจากความเรียกร้องของมนต์จากป่า ป่ามีมนต์นะครับ
ป่าก็ดี ทะเลก็ดีมีมนต์ ทะเลนั่นยิ่งน่ากลัวใหญ่ เหมือนจะมีกวีชาวอังกฤษคนหนึ่ง
ถ้าผมจำชื่อไม่ผิดคือ เจมส์ แมทฟิวส์ อันนี้ท่านที่ใฝ่วรรณคดีอังกฤษ ถ้าผมพูดพลาดกรุณาช่วยแก้ด้วย
เพราะผมก็อ่านเรื่องนี่มาตั้ง โอ 40-50 ปีละมั้งเนี่ย อันนั้นเขาเขียน
เขียนโคลงบทนึงชื่อ sea fever แปลว่า ความไข้อันเกิดจากทะเล เจ็บไข้ได้ป่วยเพราะอยากกลับไปทะเล
ในโคลงบทนั้นเขียนเพราะนะครับ
เขียนบอกเป็นบรรทัดแรกเลยว่า I must go down to the sea again อยากกลับไปทะเลอีกครั้งนึง
ป่าก็เหมือนทะเล ป่าก็มีมนต์ท่าน เรียกเราให้เข้าไป อยากไป อยากไปฟังเสียงลมพัดในป่า
อยากฟังเสียงนกร้อง อยากได้กลิ่นป่า อยากเหนื่อยแล้วก็เดินอยู่ในป่านั้น
อยากได้รับความร่มเย็นจากป่า อยากเห็นน้ำตกที่อยู่ในป่า แม้จะเป็นน้ำไหลริน
ๆ ก็อยากจะดู อยากเห็นต้นไม้ในป่าบางต้น แม้ต้นไม้เล็ก ๆ นะครับ อยากเห็นแม้แต่พวกไลเคน
พวกอะไรล่ะ พวกที่เป็น อะไรสีเขียว ๆ จับอยู่ตามหน้าผา พืชเล็ก ๆ น่ะฮะ
มองดูแล้วก็บอกว่าสวยเป็นตะไคร่น้ำ
อยากดูแม้แต่ตะไคร่น้ำนะท่านนะที่อยู่ในป่าในเขา
นั่นเขาเรียกว่าถูกมนต์ของป่าเรียกเข้าไปท่าน ป่า มีมนต์นะ แต่คราวนี้เวลาเข้าป่า
เวลาไปเที่ยวป่าเนี่ย ถ้าท่านไปในดินแดนที่มันไม่ใช่อุทยาน เดี๋ยวนี้ไม่ได้นะ
ไปเนี่ยต้อง จะไปเที่ยวไปเองไม่ได้ สมัยก่อนเนี่ยเวลาไปป่าเนี่ย จะมีพรานผู้นำทาง
พรานหรือผู้รู้ รู้ทางเดินในป่านั้นเขาก็จะนำไป
เวลานำไปเนี่ย
พรานสมัยนั้น โอ้ เดี๋ยวนี้พรานสมัยนั้น ถ้าจะนับอายุหรือพวกที่นำผมเดินก็
90 กว่าทั้งนั้นน่ะ อยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้ล่ะ เพราะผมก็ 60 กว่าแล้ว สมัยผมเดินตอนอายุ
24 เนี่ย ตอนนั้นพรานนำเนี่ยอายุ 55-60 เดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้คงร้อยกว่าแล้วมั้ง
ถ้าท่านยังอยู่ พรานเหล่านั้น พรานเหล่านั้นจะเตือนนะว่าจะทำอะไรในป่าเนี่ย
ที่เป็นการดูหมิ่นดูแคลนเจ้าป่าไม่ได้ พูดจาตลกคะนองมาก ๆ ไม่ได้ น่ะ ต้องให้ความเคารพเจ้าป่าเจ้าเขา
เพราะถือว่าเจ้าป่าเจ้าเขานั้นเปรียบเสมือนกับเจ้าของสถานที่ น่ะนะ เข้าไปในเขต
เขาเนี่ยต้องทำตามกฏเกณฑ์ของเค้า น่ะ
สมมติว่ามีความจำเป็นจะต้องตัดไม้มาใช้ประโยชน์
ก็ต้องบอกกล่าวนะครับ จุดธูปบอกนะครับ ไม่ใช่อยู่ ๆ เที่ยวตัดของเขามาเฉย
ๆ ไม่ได้นะเจ้าป่าเขาโกรธนะท่านนะ ต้องเอ่ยขอ ซะก่อนนา เอ่ยขอแล้วอาจจะเอ่ยรับเองนะว่าให้
ขอไม้ไปทำบ้านนะท่านเจ้าป่า แล้วในใจก็คิดว่า อ่อ เจ้าป่าให้แล้ว อะไรทำนองนั้นนะ
แต่ถ้ามีเสียงตอบว่า เอาไปเถอะ อันนี้ล่ะรับรองว่าวิ่งหนีเลยท่านเอ๊ย
แล้วยิ่งถ้าเป็นการตัดต้นไม้ใหญ่ ๆ เป็นต้นไม่ใหญ่ ๆ ที่มีอายุยืนเนี่ย
ต้องทำพิธีนะสมัยก่อนน่ะ ไปตัดเล่นตัดหัวไม่ได้หรอกท่าน ท่านเชื่อไหมว่า
ตอนสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพ นคร ราชสีมาน่ะ ช่วงที่ตัดผ่านแถวที่เรียกว่า
สถานีมวกเหล็ก สถานีกลางดง สถานีบันไดม้า สถานีปากช่อง แถวนี้น่ะท่าน ต้องตัดไม้ขนาดใหญ่นะท่านนะ
ตัดออกเนี่ย ปรากฏว่า คนงานที่ตัดน่ะล้มตายกันเป็นร้อยเลยท่าน ตายกันนะท่าน
ที่ตายน่ะเขาบอกว่าเป็นไข้ตาย
ถ้าคิดแบบผมเดี่ยวนี้นะครับ ก็ตรงนั้นมันแดนไข้ป่านี่ท่าน มาเลเรียทั้งนั้น
เพราะตรงนั้นเขาเรียกว่าดงพญาไฟนะท่าน รถไฟสายกรุงเทพ-นครราชสีมานี่ผ่านดงพญาไฟนี่
เลยสระบุรีมาหน่อยแค่นั้นน่ะท่าน จากสระบุรีเข้าแก่งคอย หินลับทับกวางพวกนี้นะท่าน
นั่นดงพญาไฟไข้ป่ารุนแรงที่สุด ตอนหลังถึงเปลี่ยนเป็นดงพญาเย็นไง เพราะค่อยยังชั่วลงหน่อยแต่ไข้ป่าก็อาจจะมีเหลืออยู่นะเดี๋ยวนี้
ตอนนั้นล่ะตัดต้นไม้ขนาดใหญ่ต้น
มีคนงานตายมากต้องทำพิธีบวงสรวงนะท่าน ถึงกระนั้นถึงกับบอกว่าต้องนำพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครับ
สมเด็จพระปิยมหาราชเนี่ย นำพระบรมฉายาลักษณ์ไปตั้งเอาไว้ แค่นั้นล่ะครับ
จึงตัดต้นไม้นั้นได้ครับ คนงานก็ไม่ตาย
นั่นต้องแสดงว่าเป็นการบอกกล่าว
เพราะว่าเจ้าป่าตรงนั้นเค้าใหญ่ แต่มีพระบรมฉายาลักษณ์นี่ พระองค์ทรงเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในสมัยนั้น
เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เพราะงั้นเจ้าป่าเจ้าเขาก็อนุญาต ยอมให้ทั้งหมด เพราะว่าพระองค์เป็นพระเจ้าแผ่นดิน
นะครับ พระเจ้าแผ่นดินเนี่ย แม้แต่พระพนัสบดีก็ต้องยอมตามคำเรียกร้องนะครับ
เนี่ยตัดต้นไม้ใหญ่
อย่าไปตัดเล่นนะท่านนะ ทำพิธีดีๆก็แล้วกัน ใครอย่าไปเที่ยวตัดเดี๋ยวนี้ตัดไม่ได้หรอก
ทำพิธีเถอะป่าไม้จะได้เล่นงานเอา หรือเจ้าหน้าที่อุทยานเขาจะได้เล่น ไปเที่ยวตัดของเขาเล่นได้หรือ
ไม้เล็ก ๆ ก็ตัดไม่ได้ ไม่ใช่เฉพาะไม้ใหญ่นะครับ เดินไปในเขตอุทยานแห่งชาติเนี่ย
อย่าไปเที่ยวมือซนนะครับ เห็นใบไม้เด็ดมาดม ดูมั่ง เห็นดอกไม้เด็ดมาดมมั่ง
ผิดกฎนะครับ ผิดกฎหมายทีเดียวแหละ
ในอุทยานแห่งชาตินี่ไม่ได้หรอก เดี๋ยวนี้ นำโฟมเข้าไปยังไม่ได้ เค้าปรับ
มีระวางปรับนะ ค่าปรับน่ะ กล่องโฟม พวกถุงพลาสติกนี่อย่านำเข้าไป เพราะอะไร
เพราะเดี๋ยวนี้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเนี่ย ได้รับมอบหมายจากพระพนัสบดี
(หัวเราะ) นี่ ๆ ว่าในเชิงของผีแล้วนะ เขาได้รับมาน่ะ มีใช้อำนาจรัฐแล้วตอนนี้
สมัยก่อนเป็นอำนาจของพระพนัสบดี เป็นอำนาจของผีป่าเจ้าป่า เดี๋ยวนี้ใช้อำนาจรัฐ
นะท่านอย่าเที่ยวไปเด็ดใบไม้เขาเล่นนะในอุทยานน่ะ
เดี๋ยวไปเที่ยวภูกระดึงน่ะไปเที่ยวเด็ดเอาดอก ดอกอะไรล่ะ ดอกหม้อข้าวหม้อแกลงลิงลงมาน่ะเขาปรับเลยนั่นนะ
นั่นปรับด้วยอำนาจรัฐ สมัยก่อนนี้ปรับด้วยอำนาจของพนัสบดี พระพนัสบดี มันก็เปลี่ยนอำนาจไงท่าน
จากอำนาจของผีก็มาเป็นอำนาจที่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ผีก็ถ่ายโยงอำนาจมาอย่างนี้แหละไม่งั้นจะไปคุ้มป่าได้ยังไง
เพราะฉะนั้นไปเด็ดอะไรนี่บอกกล่าวนะ ขออนุญาตเค้าก่อน แต่ถ้าดีอย่าไปขอเลยเดี๋ยวนี้
ป่าเค้าอยู่ส่วนป่าดีๆแล้วไปเด็ดใบไม้เค้ามา เด็ดดอกไม้เค้ามา ตัดต้นไม้เค้ามานี่ไม่ดีหรอก
นอกจากจะบอกเจ้าป่าแล้วสมัยก่อนเนี่ย นอกจากบอกเจ้าป่าแล้ว ยังต้องบอกบรรดานางไม้ด้วยนะท่านนะ
นางไม้ พวกรุกขเทวดานี่ต้องบอกเค้า บอกเค้าว่าจะขอตัดนะ เพราะอะไร
เพราะต้นไม้แต่ละต้นนางไม้ประจำ
มีรุกขเทวดาประจำ หลายคนบอก อุ๊ย นางไม้มีเฉพาะต้นตะเคียน ไม่จริง ต้นประดู่ก็มี
แล้วรุกขเทวดาและนางไม้พวกเนียะ เขาสิงสถิตอยู่บนต้นไม้นั้น ท่านไปตัดของเขามาเนี่ย
เขาไม่มีที่อยู่นะนั่นน่ะท่านนะ ถ้าไม่บอกเขาล่วงหน้าล่ะเหมือนกับเราน่ะ
อยู่ ๆ มารื้อบ้านเราไม่บอกล่วงหน้าจะไปอยู่ไหนล่ะ นั่นน่ะไปตัดวิมานของท่านนะ
รุกขเทวดา ไม่มีที่อยู่ท่านสาปแช่งนะครับ เพราะนั้นไม่ได้หรอกต้องบอกทันที
ขอ เนี่ย
แต่เดี๋ยวนี้ขอไม่ได้ เดี๋ยวนี้เค้าห้ามตัดอยู่แล้ว อย่าไปขอนะโดนอำนาจรัฐ
ทีเดียวแหละ เพราะฉะนั้นเวลาเข้าป่าเนี่ยไปทำอะไรส่งเดชไม่ได้นะ ไปเที่ยวล่าสัตว์เล่นก็ไม่ได้
เดี๋ยวเห็น ไปเห็นตัวตะกวดเงียะ พออกพอใจจะไปยิงเค้า ไปตีซะตะกวดตายตามอำเภอใจนี่หาได้ไม่
เพราะอะไร เพราะสัตว์พวกนี้นั้นเป็นลูกน้องของเจ้าป่านะท่าน เค้าคุ้มครองเขาอยู่เนี่ย
ดีไม่ดีไปเที่ยวฆ่าลูกน้องเค้าเข้าน่ะ ไปเจอนก ไปฆ่านกเข้าเนี่ย อาจจะพบอาถรรพณ์ถึงขนาดหลงทาง
กลับออกจากป่าไม่ได้เนี่ยมีกันเยอะนะ
คนเที่ยวป่าเนี่ยมากมายเลย
เขาหลวงที่อ.ลานสะกา นครศรีธรรมราช นั่นก็เที่ยวแล้วก็หลงมา เอาอีแค่ตรงนี้ล่ะ
อุทยานแห่งชาติแม่วงก์นี่ก็เสร็จล่ะครับหรือแค่คลองลานนี่ก็หลงมาเยอะแล้ว
หลายคนบอกว่าที่หลงนี่เพราะไปข้ามเถาชนิดนึง เถาวัลย์ชนิดนึง ชื่อว่าเถาหลงหรือสาวหลง
ไปข้ามเข้าก็เลยหลง วิธีที่จะออกมาได้ก็ต้องเปลือยกายเดินนำ
เอ้า ผู้หญิงเปลือยกายเดินนำหรือถึงจะออกได้ โอ้ อะไรจะขนาดนั้น เจ้าป่าท่านไม่ได้ชอบนะของพรรค์นั้น
หรือท่านจะชอบก็ไม่ทราบ
จะไปทำอะไรเล่นในป่าเนี่ยไม่ได้หรอก ไปทำเป็นดูถูกดูหมิ่นท่านเนี่ย อาจจะโดนภูติผีปีศาจ
บริวารของเจ้าป่าหลอกหลอนก็ได้ เจ้าป่าท่านไม่เล่นงานเองน่ะ ภูติผี ปีศาจบริเวณนั้นของท่านมีอยู่
บริวารของท่านอยู่บริเวณนั้นมีอยู่ ไม่แน่ บางทีป่วยนะ กลับมาเป็นไข้เลยก็ได้
ก็คือไข้ป่านะแหละ เพราะไปเป็นมาจากป่า แต่เวลาเป็นที่บ้านไม่เรียกว่าไข้บ้าน
นะฮะ
แต่ถ้าเป็นในป่ากลับมาอยู่บ้านก็ยังเรียกไข้ป่าถ้าผีป่าเอาจริง
หรือแม้แต่เข้าไปในป่าถ้าอยากจะปัสสาวะเนี่ย ถ้าเป็นผู้ชายเรียกว่าอยากจะยิงกระต่าย
ผู้หญิงเรียกว่าอยากไปเก็บดอกไม้เนี่ย ต้องยกมือขออนุญาตก่อนนะท่านนะ ดีไม่ดีไปทำพลาดเห็บเหิบกัดเอาอีกอะไรทำนองเนียะ
ต้องขอเขาซะก่อน
จะได้ในขณะที่ทำธุระน่ะ
เก็บดอกไม้ก็ดี เด็ดดอกไม้ก็ดี ยิงกระต่ายก็ดี นอกจากจะขออนุญาตเจ้าป่าเจ้าเขาแล้ว
ก็ยังต้องมองซ้ายมองขวาด้วย ไม่ใช่ว่าตัวอะไรเนี่ย ไปเที่ยวทำไปทำมา เกิดมีคนเก็บแถว
ๆ เดียวกันตรงนั้นด้วย
นอกจากนั้น เครื่องเซ่นสังเวยตอนเดินป่า เนี่ยตอนเนียะนะ ต้องมีเครื่องเซ่นสังเวยนะ
เช่น เข้าไปในป่า เวลาเราหยุดจะรับประทานอาหาร จะต้องนำอาหารแบ่งออกมาส่วนหนึ่ง
ก่อนที่เราจะรับประทาน ก่อนนะครับ ก่อนเราจะรับประทานเนี่ย ใส่ใบไม้ไปวางไว้ในที่สูงพอควร
เค้าเรียกว่าเป็นการถวายแก่เจ้าป่าเจ้าเขา และบรดาผีป่าผีดงทั้งหลาย
ก็เรียกว่าเป็นการคารวะกันตามธรรมเนียม
เราเป็นผู้เยือนเข้าไป นะก็มีข้าวมีกับอะไรก็วางเล็กน้อยไม่ต้องไปเอามากหรอกเพราะท่านมาด้วยอะไรล่ะอำนาจของพลังงาน
เพราะงั้นก็วางอาหารเล็กน้อยนั้นไว้ ไว้บนใบไม้พอสมควรในที่สูง จากนั้นก็เริ่มกินได้
แสดงว่าเรานี่ก็เป็นผู้ที่อะไร เป็นผู้มาเยือนที่ดี ให้เกียรติเจ้าของบ้าน
เช่นนี้ก็จะทำให้เกิดความสบายใจแค่นั้นล่ะครับ
เพราะได้ทำตามถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ทั้งของป่าและของเมืองไม่ได้ละเมิดไม่ได้ดูหมิ่นเจ้าที่เจ้าทางเจ้าป่าเจ้าเขา
เพราะฉะนั้นหากจะมีอะไรผิดพลั้งไปบ้าง เจ้าป่าเจ้าเขาก็อย่าโกรธนะ ให้อภัยเถอะ
เจ้าป่าเจ้าเขาท่านได้ยินเช่นนั้นเห็นการกระทำเช่นนั้น ท่านก็พอใจ
ไม่ว่าจะเป็นคนหรือพระพนัสบดี
เจ้าป่าเจ้าเขาอะไรก็แล้วแต่เถอะ ย่อมจะพออกพอใจ ผู้ที่มีความนอบน้อม มีสัมมาคารวะ
รู้จักกาเละกาละเทศะ ชอบทั้งนั้นล่ะท่าน นะครับ เพราะนั้นก็จะไม่เจ็บไม่ป่วยแหละ
คราวนี้ถ้าหากจะมีการล่าสัตว์สมัยก่อนนะ
เดี๋ยวนี้ไปล่าล่ะเสร็จเลย สมัยก่อนนี่เวลาเราไปล่าสัตว์เนี่ย ถ้าล่ามาได้
พรานเขาจะตัดเนื้อสัตว์ ส่วนที่ล่าได้ส่วนนึงเนี่ย วางไว้ในที่อันควรนะท่านนะ
เป็นการถวายเจ้าป่าเจ้าเขา นะงั้นพรานสมัยก่อนเนี่ยเขาล่าสัตว์และตัดไม้ตามความจำเป็นเพื่อเอามาใช้
เอามากิน เขาไม่ได้ตัดมาขาย ป่าจึงคงอยู่ท่าน
เจ้าป่าท่านก็ไม่ว่าอะไร
ล่าสัตว์เอาไปกินก็ไม่ว่าหรอกก็เป็นการอะไรล่ะ ก็เป็นการปรับปริมาณสัตว์ให้มันอะไรล่ะให้มันบาลานซ์มีสมดุลว่างั้นเถอะ
ตัดไม้ก็เหมือนกันตัดมาพอใช้สอย ป่านั้นพอตัดก็ขึ้นได้ ลูกไม้หล่นลงมาก็เกิดเป็นต้นได้
หรือที่ตัดมาไม้มันไม่ใหญ่เค้าก็แตกออกมาได้ มันก็ยังคงสภาพป่าอยู่
ถ้าใช้โดยบันยะบันยัง
ใช้โดยไม่มีกิเลสหรือใช้โดยที่ไม่ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า
greedy เราทำอะไรทำตาม need ฝรั่งว่างั้น need n - e e - d เนี่ยฮะ ทำตามความจำเป็นอย่าทำตาม
greed g r - e e - d อันนี้ทำตามกิเลส ทำตามความอยาก นี่ไม่ได้ ทำตาม
need เจ้าป่าไม่ว่า ตัดไม้และล่าสัตว์ตาม need ตามความจำเป็นเจ้าป่าไม่ว่า
เจ้าป่าก็คงรู้ภาษาอังกฤษนี้แหละ แต่ถ้าติ๊งต่างทำตาม greed เจ้าป่าเอาเรื่องนะ
โอ ไม่ได้หรอก ทำตามความงกความโลภนี่ไม่ได้ ถ้าพอเลี้ยงชีพ ได้ ไม่ใช่ตัดจนเหี้ยนป่า
ล่าสัตว์จนสูญพันธ์
นี่สงสัยว่าเจ้าป่าในปัจจุบันนี้อาจจะไม่ดุร้าย ไม่เฮี้ยนหรืออย่างไร หรือเจ้าป่านั้นได้มอบอำนาจอันชอบธรรมนั้น
ให้เป็นอำนาจของรัฐ ให้เป็นอำนาจของกรมกองต่าง ๆ ที่สังกัดอยู่ กรมอุทยานอะไรก็ว่ากันไปเถอะ
กรมอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้คงจะมอบอำนาจมาแล้วเจ้าป่าเนี่ย หรือไม่ก็ท่าจะเป็นไม่ค่อยเอาจริงเอาจัง
เหมือนเจ้าป่ายุคก่อนมั้ง เลยทำให้ เพราะเจ้าป่าไม่เอาจริงเนี่ย พระพนัสบดีไม่เอาจริงเลยทำให้ป่าเนี่ยก็เลยไม่ค่อยจะเหลือ
อยากให้ท่านกลับมาอีกนะนี่นะ อ่ะ คราวนี้มันเกือบจะท้าย เกือบจะจบแล้วนะเนี่ยนะท่านนะ
ไอ้จะจบเนี่ยก็คือมันจะหมดเวลาน่ะท่าน ผมก็ชอบพูดไปเรื่อยเลยเนี่ย
เจ้าป่าเจ้าเขาที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ๆ เลยในบรรดาวรรณกรรม หรือวรรณคดีเนี่ยก็มีหลายคน
นะท่านนะ พวกรุกขเทวดาเนี่ยมีมากท่าน แต่มีอยู่คนนึงที่มีชื่อเสียงมาก
และก็เป็นคนที่เลื่องลือในวงวรรณคดี นะ จากเรื่องพระลอ คนนี้คือ ปู่เจ้าสมิงพราย
โอ นี่เจ้าป่าแท้ๆ เลยปู่เจ้าสมิงพรายเนี่ย ในเรื่องพระลอน่ะเขาบรรยายรูปร่างไว้
โอ้โฮ ....บ่ผอมบ่พีทาง บ่หนุ่ม งามนา น่ะฮะ บ่แก่ ผมผิวเนื้อปากคิ้วตาตรู.....
ไม่ผอมไม่อ้วน ปากก็สวย คิ้วก็สวย ตาก็สวย โอ หนุ่มนะเนี่ย หุ่นแบบนี้เนี่ยไม่ใช่ธรรมดานะท่านนะ
แต่ถ้าถามว่าอายุเท่าไรล่ะ
โอ๋ ในนั้นบอกไว้เลย ตอนที่พระเพื่อนพระแพงเข้าไปนี่ ปู่เจ้าสมิงพรายบอกไว้เลยว่า
.... เรานี้เราเทพเจ้า จอมผา ไส้นา เขาใส่สมญาเรา ปู่เจ้า .... แล้วโคลงบาทที่สี่บอกอายุท่าน
.... เสวยพิภพ ล้านเข้า จวบฟ้าล่มกัลป์.... อายุหนึ่งกัลป์
หนึ่งกัลปะนี่ท่าน
ถามว่าเวลาหนึ่งกัลป์ยาวสักเท่าไหนล่ะ ก็ตอบได้ว่าหนึ่งกัลป์นั้น นานขนาดไหนลองคิดเอาว่า
มีก้อนหินก้อนหนึ่ง สูงหนึ่งโยชน์ กว้างหนึ่งโยชน์ ยาวหนึ่งโยชน์ เป็นแท่งเรียกว่า
หนึ่งลูกบาศก์โยชน์ ในเวลาหนี่งร้อยปีทิพย์ หนึ่งร้อยปีทิพย์นี่มันตั้งกี่แสนปีมนุษย์ก็ไม่รู้
ถึงหนึ่งร้อยปีทิพย์มีเทวดานำผ้าบาง
เป็นผ้าทิพย์บางประดุจควันไฟไปลูบนะฮะ
เอาผ้านั้นไปลูบหิน ก้อนที่หนึ่งลูกบาศก์โยชน์นี่แหละ
ร้อยปีทิพย์เอาไปลูบทีนึง
อีกร้อยปีทิพย์เอาไปลูบทีนึง เมื่อหินก้อนนั้นสึกหรอหมดไปเมื่อไหร่ ถือว่าเป็นเวลานานหนึ่งกัลป์
อู้หูเจ้าประคุณเอ๊ย นี่ถ้าจะคำนวณเครื่องคิดเลข พังหลายเครื่องทีเดียวแหละ
ก็คำนวณเอาเถอะ
แต่ปู่เจ้านี่อายุหนึ่งกัลป์ท่านคิดดู แต่หล่อฮ่ะ ก็จัดว่าเป็นผีที่เป็นอมตะน่ะแบบเนียะ
ถึงเป็นปู่เจ้าไงเนี่ย หล่อกว่าแด๊กคูล่าอีกด้วย แล้วข้อสำคัญไม่เป็นผีที่เที่ยวไปกินอะไรเสีย
ๆ หาย ๆ นะครับ
แต่ปู่เจ้าสมิงพรายเนี่ยกินหมากท่าน ก็ตอนพระเพื่อนพระแพงไปขอให้ปู่เจ้าสมิงพรายทำเสน่ห์ให้เนี่ย
นำเชี่ยนหมากไปด้วย พอไปขอปั๊บก็เลื่อนเชี่ยนหมากให้ปู่เจ้า ปู่เจ้ารับเชี่ยนหมาก
แค่นั้นแหละพระเพื่อนพระแพงยิ้มหัวร่อเลย รู้ทันทีว่าปู่เจ้ารับทำเสน่ห์ให้
เป็นอันว่าปู่เจ้านี่ชอบกินหมากนะท่านนะ ไม่ได้นำอาหารอย่างอื่นไปเท่าไหร่หรอก
แต่นำหมากไปนี่ท่านชอบ ก็แปลว่าท่านเป็นคนรุ่นเก่าน่ะ นี่ขนาดผีรุ่นอายุหนึ่งกัลป์ยังกินหมากเลยท่าน
แสดงว่าหมากนี่ต้องมีอะไรดี ๆ นะท่านนะ
นี่ก็เผอิญมันใกล้เวลาจะหมดเสียแล้วล่ะท่าน
ก็จะต่อเรื่องไปถึงเรื่องของผีประเภทอื่นอีกในตอนต่อไป ก็คงจะเป็นพวกอะไรดีล่ะ
ผีสำคัญ ๆ เนี่ย ก็มีเปรต เปรตเนี่ยผมจะต้องพูดถึง ก็คงจะต้องเป็นในคราวต่อไปนะท่านนะ
สำหรับวันนี้ รายการวรรณกรรมสองแคว ก็คงจะขอจากท่านไปก่อน ผมนายประจักษ์
สายแสง กราบลาท่านผู้ฟังครับ สวัสดีครับท่าน