วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 105 เรื่อง ภูมินามวิทยา : ชื่อวัดในจังหวัดพิษณุโลก 5
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม 2547 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

     สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสงดำเนินรายการครับ

     วรรณกรรมเรื่องชื่อวัดซึ่งมีจำนวนหลายสิบวัด เป็นหกสิบวัดในพิษณุโลกเราเนี่ย ในวันนี้จะได้กล่าวถึงวัดที่อยู่ในเขตตำบลในเมืองอีกวัดหนึ่ง คือวัดท่ามะปราง

     วัดท่ามะปราง มีผู้ที่สนใจศึกษากันมากมายเลยนะครับ เขียนเป็นหนังสือไว้เลยก็มี มีเอกสารที่เกี่ยวกับวัดท่ามะปราง เขียนรวม ๆ ไว้กับวัดหลาย ๆ วัดด้วยกัน แต่วัดนี้เด่นทีเดียว

     ถ้าผมจำไม่ผิดน่ะท่านที่เขียนคือท่านอุดม บูรณาเขต ถ้าจำไม่ผิดนะครับ ผมเคยอ่านมาเมื่อซักหลายปีมาแล้ว เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ และจากนั้นก็เคยสัมภาษณ์ท่านที่มีความรู้เกี่ยวกับวัดโบราณในพิษณุโลก

     หลายท่านก็พอจะทราบว่าวัดท่ามะปรางเนี่ย บางทีเราก็เหมาความเอาว่า ที่เรียกว่าวัดท่ามะปรางนั้นก็เพราะว่า มีพระปรางค์อยู่ที่นั่น นี่ก็มีคนบอกอย่างนี้

     วัดท่ามะปรางนี่ก็ตั้งอยู่ที่ถนนพุทธบูชาเนี่ยนะครับ ตรงกันข้ามกับโรงพยาบาลรวมแพทย์นั่นน่ะ ที่ตั้งวัดก็เป็นที่ราบลุ่ม อยู่ท้ายตลาดริมแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก

     จากประวัติความเป็นมา นี่ก็มีประวัติพอเชื่อถือได้ว่า วัดท่ามะปรางนี่สร้างขึ้นเมื่อพระพุทธศักราช ๒๐๒๐ ทานโทษ ๒๑๒๐ ประมาณนั้น นี่ต้องฟังดี ๆ นะ ๒๑๒๐ นี่มันตรงไหน

     บริเวณที่เป็นวัดท่ามะปราง บอกว่ามีการบูรณปฏิสังขรณ์ ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ มีพระปรางค์เป็นหลักฐาน นิยมสร้างกันในสมัยนั้น เดิมเรียกวัดท่าพระปรางค์

     จากคำบอกเล่าว่าหน้าวัดมีท่าน้ำเป็นท่าขนถ่ายสินค้า ประเภทเกลือ ประเภททรายพวกเนี้ย หากขึ้นที่ท่าน้ำนี้ จะมองเห็นพระปรางค์จึงเรียกว่าวัดท่าพระปรางค์ ต่อมาก็เลือนเปลี่ยนเป็นวัดท่ามะปราง

     ถ้าพูดอย่างนี้ก็แปลว่าตั้งชื่อตามโบราณสถาน แต่เสียงเพี้ยนไปจากพระปรางค์เป็นมะปราง นี่ก็เป็นสำนวนที่หนึ่งนะท่านนะ ก็ฟังดูก็มีหลักฐานดี

     คราวนี้จากการที่ได้สอบถามท่านผู้หลักผู้ใหญ่ และก็อ่านเอกสารของท่านอุดม บูรณาเขตเนี่ย และก็ถามผู้ที่เขามีความรู้ทางโบราณ โบราณคดีบางท่านเกี่ยวกับพิษณุโลก

     โบราณคดีบางท่านเนี่ยนะฮะท่านก็บอกว่า เดิมทีเดียวเนี่ยริมฝั่งแม่น้ำด้านนี้มันมีวัด ๓ วัดนะท่านนะ วัดหนึ่งคือวัดท่ามะปราง วัดหนึ่งคือวัดท่าพิกุล วัดหนึ่งคือวัดท่ามะเดื่อ คราวนี้น้ำน่านนี่ไหลแรงเซาะตลิ่งพังไป บริเวณที่เป็นวัดท่ามะปรางเดิมเนี่ย มันก็หลุดไปล่ะครับ น้ำพัดกันไปตอนนั้นน่ะ

     เขาบอกว่าสถูปเนี่ยแตกออกมาเลย มีพระเครื่องหลุดออกมาด้วย แตกมาไม่นานนักนี่นะครับ แล้วพระเครื่องเหล่านั้นน่ะ มีชื่อเสียงมากเลยนะครับ เป็นพระอยู่ยงคงกระพัน เรียกว่าในสมัยนั้น ถ้าใครที่มีที่สวมพระนี่คล้องคอ พระอย่างนี้ก็เชื่อแน่ว่าอยู่ยงคงกระพันมาก กล่าวกันถึงว่าสมัยไปปราบกบฏเงี้ยวเนี่ย ก็คล้องพระจากวัดท่ามะปรางเนี่ยไป ก็ทำให้เงี้ยวเนี่ยเห็นแล้วกลัวเลยทีเดียวหละ ว่ากันอย่างนั้น

     สถูปที่วัดท่ามะปรางนี่ก็แตกไป วัดก็ถูกน้ำนี่เซาะไป ก็เลยมาตั้งทับวัดที่ชื่อวัดท่าพิกุลซึ่งร้างไปแล้ว ตกลงวัดท่ามะปรางปัจจุบันเนี่ย เป็นวัดที่สร้างขึ้นกับวัดเดิมคือวัดท่าพิกุล ส่วนวัดท่ามะปรางเดิมนั้นน้ำพัดตลิ่งพัง วัดก็จมไปแล้วอะไรทำนองนั้น นี่ก็เป็นเรื่องเล่ากันมา
คนพิษณุโลกที่มีอายุอยู่ประมาณ ๙๐ กว่าปีเนี่ย ทราบเรื่องนี้ดีนะครับ แต่คนรุ่นใหม่อาจจะไม่ทราบ

     และก็มีวัดอีกวัดหนึ่ง ชื่อ วัดท่ามะเดื่อ ก็อยู่บริเวณใกล้เคียงกันเนี่ย วัดท่ามะเดื่อนั้นก็ร้างไปซะแล้ว ฟังชื่อแล้วเป็นชื่อต้นไม้ทั้งนั้นแหละครับ ท่ามะปราง ท่าพิกุล ท่ามะเดื่อนะครับ ต้นมะปราง ต้นพิกุล ต้นมะเดื่อทำนองนี้ แต่พอมาดูวัดท่ามะปรางเรานี่ ชื่อไปพ้องกับพระปรางค์ ก็เลยทำให้คาดว่าตั้งชื่อตามโบราณสถานนะฮะ แต่ความจริงตั้งชื่อตามต้นไม้นะครับ

     นี้ชื่อวัดวัดเดียวเนี่ยไปรวมชื่อวัดไว้ตั้งหลายวัด คือ วัดท่าพิกุลด้วย วัดท่ามะปรางด้วยนะท่านนะ วัดที่หายไปวัดท่ามะเดื่อ เราไม่พูดถึงกันแล้ว ถ้ายิ่งค้น ก็จะยิ่งทราบว่าในพิษณุโลกเนี่ย มีวัดร้างอยู่มากมาย ที่สำรวจพบก็มี และผมคิดว่าที่สำรวจไม่พบอาจจะมีอีกมาก วันหลังผมจะนำกราบเรียนว่ามีวัดอะไรบ้างนะครับ

     ทางโบราณคดี เขาก็ค้นเอาไว้แล้ว ก็ถ้าดูจากเอกสารเก่า ๆ ก็จะมีชื่อบางชื่อ ซึ่งเราไม่ทราบว่าชื่อนั้นเป็นชื่อวัดอยู่ตรงไหน อะไรทำนองนี้ ก็ได้แต่สันนิษฐานกัน นี่ก็ว่าด้วยวัดท่ามะปราง รุ่งเรืองทีเดียวหละครับวัดนี้

     ในสมัยที่ผมมาอยู่พิษณุโลกใหม่ ๆ ประมาณปี ๒๕๑๑ เนี่ย ผมจำได้ว่าน้ำน่านนี่ เคยท่วมขึ้นมาถึงบริเวณนั้นด้วยนะท่าน แต่ตั้งแต่มีเขื่อนสิริกิติ์มา และก็ตั้งแต่มีเขื่อนพรหมพิราม หรือเขื่อนนเรศวรเนี่ย ก็ปรากฏว่าน้ำก็ไม่ท่วมมากมายอะไรนัก มีบางปีเท่านั้นที่ท่วมขึ้นมามาก เพราะนั้นวัดทั้งหมดเดี๋ยวนี้จึงไม่ถูกน้ำเซาะตลิ่งพังเหมือนยุคก่อน เพราะยุคก่อนนั้น้ำไหลเชี่ยวครับ

     ผมจำได้ว่าเคยพานิสิตของวิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลกเนี่ย มาว่ายน้ำบริเวณคุ้งน้ำวัดจุฬามณีเนี่ยครับ ใกล้ ๆ ตรงนั้นน่ะ อู้ฮูน้ำเชี่ยวและเป็นวังวนครับ และก็มีคนแก่ตะโกนบอกว่า อย่าไปว่าย ตรงนั้นวังน้ำวน และบางทีมันมีจระเข้กบดานอยู่เงี้ย ทำให้คนที่กำลังว่ายหมดเรี่ยวหมดแรงเลย เพราะได้ฟังแล้วก็กลัว

     บอกจระเข้เนี่ยชอบกบดานอยู่ใต้น้ำที่มันวนนะฮะ เพราะสัตว์หลายชนิด พอถึงน้ำวนมันก็วนจู้ดลงไป ตะเข้ก็คาบปั๊บเลย และก็ว่ายขึ้นมากินซะข้างบน ก็เลยทำให้คนที่ว่ายน้ำนี่กลัว จระเข้อะไรฉลาดขนาดนั้น ไปเที่ยวกบดานอยู่ที่วังน้ำวน นี่ก็ว่าถึงวัดท่ามะปราง

     อีกวัดนึง โออันนี้ไปไกลหน่อยทีเดียวล่ะครับ ไปทางสนามกีฬาน่ะนะ ชื่อวัดธรรมจักร วัดธรรมจักรนี่ก็อยู่ถนนเอกาทศรถนี่แหละครับผม เขาคาดกันว่าสร้างขึ้นประมาณพระพุทธศักราช ๒๓๐๐ ตอนสร้างใหม่ ๆ ให้ชื่อว่าวัดน้อย หรือวัดอุทยานน้อยนะฮะ

     วัดน้อยวัดอุทยานน้อย ฟังดูแล้วก็มีต้นไม้ทีเดียวหละ ไม่งั้นคงไม่ชื่ออุทยานละมังท่าน จากการสัมภาษณ์ผู้ที่เป็นอาสาสมัครมาช่วยงานนี่นะ เขาบอกว่าที่วัดนี้มีพระพุทธรูปเก่าแก่ เป็นพระประธานในโบสถ์ เรียกว่า พระพุทธธรรมจักร

     ส่วนบริเวณที่เป็นวัดธรรมจักรปัจจุบันเนี่ยเดิมเป็นป่าช้านะท่าน บริเวณวัดธรรมจักรปัจจุบันเนี่ยเดิมเป็นป่าช้า ภายในป่าช้ามีวัดอยู่แต่เป็นวัดเก่า และก็เป็นบริเวณวัดที่มีต้นสักมากมาย ชาวบ้านจึงเรียกว่าวัดป่าสักหรือวัดอุทยาน

      เหตุที่ชื่อว่าวัดอุทยานก็เพราะว่า วัดนี้อยู่หน้าพระราชวังจันทน์ ต่อเมื่อวัดน้อยย้ายเข้าไปอยู่ในวัดอุทยาน ก็เปลี่ยนชื่อวัดน้อยเป็นวัดอุทยานน้อย

วัดธรรมจักร

วัดนางพญา

     ต่อมาท่านพระครูสังฆรักษ์ได้เปลี่ยนชื่อวัดอุทยานน้อยหรือวัดน้อยเป็นวัดธรรมจักร เพิ่งเปลี่ยนไปเมื่อพระพุทธศักราช ๒๔๙๑ นี่เองท่าน โดยถือเอาพระพุทธธรรมจักร ซึ่งเป็นพระประธานในโบสถ์เนี่ยเป็นสัญลักษณ์ของวัด ก็เลยมาเป็นชื่อวัดจึงให้ชื่อว่าวัดธรรมจักร คนทั่วไปยังเรียกว่าวัดน้อย เรียกว่าวัดน้อยก็คู่กับวัดใหญ่ไง มีน้อยก็มีใหญ่นะท่านนะ วัดน้อยก็คู่กับวัดใหญ่

     ก็เป็นอันสรุปได้ว่า การที่ตั้งชื่อวัดว่าวัดธรรมจักรเนี่ย ทั้ง ๆ ที่เดิมชื่อวัดน้อยหรือวัดอุทยานน้อยแต่เรียกชื่อว่าวัดธรรมจักร ก็เป็นการตั้งชื่อตามชื่อพระพุทธรูป ซึ่งอยู่ในโบสถ์เนี่ยแหละครับ ตั้งชื่อตามพระพุทธรูป

     คราวนี้ก็กลับเข้ามาใกล้ ๆ หน่อยทีเดียวหละ มาที่วัดนางพญา นี่ครับวัดนางพญารู้จักกันทุกคน บางคนไม่รู้จักวัดนางพญา แต่รู้จักพระเครื่องที่ชื่อว่านางพญา วัดนางพญานี่ก็ตั้งอยู่ที่ ถนนจ่าการบุญ เรานี่หละครับ

     ถ้าจะถามประวัติความเป็นมาโอ้โห อันนี้มีข้อเขียนมากมายเลย ทั้งข้อเขียนของนักประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น นักประวัติศาสตร์ส่วนกลาง นักสันนิษฐานอะไรก็เขียนกัน แม้แต่นักโบราณคดี ผู้ที่มีความรู้ทางศิลปะ ก็สนใจเขียนเรื่องนี้ไว้มากมาย ครูบาอาจารย์ก็เขียนเอาไว้นะครับ

      ก็กล่าวกันว่า วัดนี้น่ะคงจะสร้างขึ้นสมัยสุโขทัยตอนปลาย ใกล้ ๆ กับสมัยอยุธยาตอนต้นได้ ถ้าเป็นสุโขทัยตอนปลาย ก็อยู่สมัยของพญาลิไทเนี่ยฮะ ในคราวที่พระองค์เสด็จมาครองราชย์ที่พิษณุโลก

     พญาลิไทเสด็จมาครองที่พิษณุโลกนี่ป็นเวลาถึง ๗ ปีนะครับ คือ พระหว่างพระพุทธศักราช ๑๙๐๕ ถึงพระพุทธศักราช ๑๙๑๒ ในยุคนั้นนะครับ ก็พญาลิไทเสด็จมาครองที่นี่

     หลักฐานอันนี้ปรากฏอยู่ในจารึกสุโขทัยหลักที่ ๘ (ข) นะครับ ถ้าอ่านจารึกสุโขทัยหลักที่ ๘(ข) ก็จะทราบว่าพญาลิไทเคยมาครองราชย์อยู่พิษณุโลกเป็นเวลาถึง ๗ ปี หลายท่านก็เลยคาดเอาว่าคงจะมีการสร้างวัดนางพญาในยุคนั้น

     ต่อมาในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ คราวที่เสด็จมาครองราชย์ที่เมืองพิษณุโลกเนี่ย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถนั้น ทรงครองราชย์อยู่พิษณุโลกเป็นเวลาถึง ๒๕ ปีครับ ก็ระหว่างพระพุทธศักราช ๒๐๐๖ ถึง ๒๐๓๑ เนี่ย

     จากนั้นก็มีผู้สันนิษฐานว่า ผู้สร้างวัดนางพญาอาจจะเป็นพระวิสุทธิ์กษัตริย์ก็ได้ พระวิสุทธิ์กษัตริย์ ก็เป็นพระราชธิดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดินะครับ และก็เป็นเอกอัครมเหสีของสมเด็จพระมหาธรรมราชา ซึ่งเดิมเป็นขุนพิเรนทรเทพนะฮะ ก็เป็นพระราชมารดาของสมเด็จพระศรีสุพรรณกัลยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถนะครับ

     กล่าวกันว่าผู้สร้างวัดนางพญา อาจจะเป็นพระวิสุทธิ์กษัตริย์ก็ได้ แต่ก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าพระวิสุทธิ์กษัตริย์ ทรงสร้างวัดนางพญาแล้ว เหตุไฉนชื่อวัดนี้จึงไม่ชื่อว่าวัดวิสุทธิ์กษัตริย์ ตามพระนามของพระผู้ที่สร้างวัดนี้ขึ้น

     นี่ก็เป็นข้อสันนิษฐานว่าน่าจะใช่หรือจะไม่ใช่ ยังไงกันแน่นะครับ จากการไปกราบนมัสการถามพระครูสิทธิธรรมวิภัติ ท่านพระครูสิทธิธรรมวิภัตินี่ท่านก็อายุ ๔๗ ปีนะครับ ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบูรณะ นี่ก็อยู่คนละฟากถนนกับวัดนางพญา

      ท่านได้เล่าตำนวนวัดราชบูรณะ และวัดนางพญา ให้ฟังควบกันเลยว่า ท่านได้เล่าว่า ท่านได้ยินเรื่องนี้จากผู้เฒ่าผู้แก่ เล่าว่าพญาลิไทเสด็จจากสุโขทัยมาประทับที่พิษณุโลก อันนี้เป็นตำนานซึ่งออกมาเป็นนิยายแล้วนะท่านนะ เป็นตำนานเนี่ยฮะ คือมีสถานที่ยืนยันนะครับก็เป็นนิยาย

     และบอกว่าพญาลิไททรงได้หญิงสาวชาวนา ๓ คนเป็นบาทบริจาริกา หญิงสาวทั้งสามก็มีชื่อว่าศรี คนหนึ่งชื่อศรี คนหนึ่งชื่อดา คนหนึ่งชื่อราด พญาลิไทก็โปรดให้สร้างพระพุทธรูปประจำตัว

     สมัยก่อนต้องมีพระพุทธรูปประจำตัวไง พระพุทธรูปประจำตัวบาทบริจาริกาทั้งสาม แล้วพระราชทานนามพระพุทธรูปตามชื่อหญิงสาวทั้งสามว่า พระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา และพุทธชินราช

     ครั้นต่อมามเหสีของพญาลิไท ทรงเห็นว่าพญาลิไทมาประทับที่พิษณุโลกนานแล้ว จึงเสด็จตามมาที่พิษณุโลก มาทอดพระเนตรเห็นวัดที่ตั้งอยู่ใกล้วัดพระศรีรัตนมหาธาตุชำรุด จึงทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ วัดดังกล่าวให้นามว่าวัดราชบูรณะ

    เวลาที่เล่าเนี่ย ท่านพระครูสิทธิธรรมวิภัติท่านก็เล่าโดยเชื่อมโยงระหว่างวัดสองวัดนี้ การที่เล่าเชื่อมโยงเนี่ยมีนัยนะท่านนะ ตามความเห็นผม ผมคิดว่าวัดสองวัดนี้ เป็นวัดเดียวกันรึเปล่าเนี่ย และถนนมาผ่ากลางเอาด้วยทีหลัง เพราะว่าวัดนี้นั้นแยกออกเป็นสองวัดตั้งแต่สมัยประมาณรัชกาลที่ ๕ ละครับ เท่าที่ทราบ

     คราวนี้ท่านพระครูสิทธิธรรมวิภัติเนี่ย ท่านก็กรุณาเล่าต่อว่าในเวลานั้น พวกข้าราชบริพารที่ตามเสด็จมเหสีของพญาลิไทมาเนี่ย ก็ได้มีศรัทธาสร้างวัดในบริเวณที่อยู่ ระหว่างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุกับวัดราชบูรณะเนี่ย คือระหว่างวัดใหญ่เนี่ยนะครับ วัดใหญ่เราเนี่ยกับวัดราชบูรณะ ก็เลยตั้งชื่อวัดว่าวัดนางพญา

     นางพระยา ภายหลังได้เขียนตัวสะกดการันต์ใหม่เป็น นางพญา เดิมเป็นนางพระยา และก็เป็นพญา ถ้าจะถามว่าแนวคิดในการตั้งชื่อวัดนี่มาจากไหน คำตอบก็คือ ตั้งชื่อตามตำแหน่งของผู้สร้างวัด ตามที่ปรากฏในตำนาน ตามที่ปรากฏในตำนาน จะถามว่าเป็นตำนานมั้ย คำตอบก็มันเป็นตำแหน่งของบุคคลน่ะนะท่านนะ นางพญาเนี่ย เรียกว่าตำแหน่งหรือจะเรียกว่าอะไร คำนี้วัดนางพญาเนี่ย ผมจะนำมากราบเรียนอีกครั้งหนึ่งนะครับ เพราะประวัติที่เขาเขียน และค้นคว้าในเชิงประวัติศาสตร์เนี่ยมากมายครับ และน่าสนใจมาก แต่ถ้าจะเป็นข้อมูลทางด้านมุขปาฐะ หรือข้อมูลบอกเล่าก็ดังที่ผมได้นำกราบเรียนเสนอไปเมื่อซักครู่นี้แหละ

     อีกวัดหนึ่งติดกับวัดนางพญา วัดนี้สำคัญมากเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลกแหละครับ ก็คือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร นี่ก็ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออกครับ ถ้าจะถามว่ามีประวัติความเป็นมายังไง ผมก็คงจะพูดให้สั้นที่สุด เพราะอยากจะนำกราบเรียนยาว ๆ ต่อไป แต่ตอนนี้จากข้อมูลธรรมดา ๆ กันซะก่อน

     ก็วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารเนี่ย เรียกกันเป็นสามัญก็เรียกว่าวัดใหญ่นะครับ ก็เป็นวัดโบราณทีเดียวหละครับ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท สันนิษฐานนะครับ ไม่ได้ตกลงกันอะไรเป็นมั่นเป็นเหมาะนักหรอก

     พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดวรมหาวิหาร และก็ยกขึ้นเมื่อพระพุทธศักราช ๒๔๕๘

     ถ้าจะถามว่าแนวคิดในการตั้งชื่อวัดนี้เป็นยังไง ก็เป็นการตั้งชื่อวัดตามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางพระพุทธศาสนาคือ พระมหาธาตุนั่นเองนะครับ ตั้งตามนี้นะครับ

     ถ้าจะพูดถึงประวัติรวมทั้งกล่าวถึงประวัติของพระพุทธชินราชด้วยเนี่ย จะยาวทีเดียวผมจะนำกราบเรียนอีกครั้งหนึ่ง แต่เวลากราบเรียนอาศัยเอกสารที่ปรากฏวนวรรณกรรมลายลักษณ์นะครับ

วัดพระศรีมหาธาตุ

วัดราชบูรณะ

     แต่ถ้าจะถามเป็นวรรณกรรมเล่าเหตุทั่ว ๆ ไป ก็ไม่ค่อยจะมีคนเล่าอะไร เกี่ยวกับวัดนี้มากนัก เพราะอะไรครับ เพราะมีวรรณกรรมลายลักษณ์กำหนดอยู่แล้ว ถ้าถามก็จะตอบข้อความตรงกัน ตามที่มีข้อเขียนเอาไว้ จะได้กราบเรียนอีกครั้งหนึ่ง

     อันนี้ก็มาถึงวัดอีกวัดหนึ่งครับ เดินย้อนมาทางวัดจันทร์ตะวันตกตะวันออกเนี่ย ก็มาถึงวัดอีกวัดหนึ่งคือวัดพันปี วัดพันปีอยู่ที่ถนนพุทธบูชาอยู่หมู่ ๕ นะครับ พื้นที่วัดก็เป็นที่ราบอยู่ริมแม่น้ำน่าน สภาพแวดล้อมก็เป็นหมู่บ้านซะมากเลย แปลว่าเป็นชุมชนไง

     ก็ถามความเป็นมาจากท่านมัคทายกของวัด ของวัดพันปี ก็เล่าว่า แต่เดิมจริง ๆ เนี่ย สถานที่ที่ตั้งวัดนั้น มันเป็นชุมชนมาก่อนนะท่านนะ และก็มีครอบครัวซึ่งมีนามสกุลว่าพันปีเนี่ยอาศัยอยู่

     นามสกุลของชุมชนของคนที่อยู่บริเวณนั้นเนี่ย กลุ่มหนึ่งมีนามสกุลพันปี
ปัจจุบันนามสกุลใหญ่นะท่านนะ ท่านเอกสัตย์ พันปีนี่ ก็เป็นอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนนะฮะ ท่านก็เคยอยู่ที่เนี่ยโรงเรียนสุโขทัย เอ๊ยโรงเรียนตากพิทยาคม โรงเรียนจ่านกร้องเนี่ย ท่านก็เคยมาเป็นผู้อำนวยการอยู่ นามสกุลท่านก็พันปี

     แสดงว่าก่อนหน้านั้นคนนามสกุลพันปีอยู่ตรงนี้มากมายเลย เพราะฉนั้นเวลาที่สร้างวัดขึ้น ก็เลยตั้งชื่อวัดเพื่อเป็นสิริมงคล คนฟังก็อยากจะเข้าวัด เพราะจะได้มีอายุยืนยาวเป็นพันปีแบบคนนามสกุลพันปีอยู่บริเวณนี้ไงฮะ ก็เลยตั้งชื่อวัดว่าพันปี

     ฉนั้นแนวคิดในการตั้งชื่อวัดก็คือ ตั้งชื่อตามนามสกุลของชาวบ้านที่เคยตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณวัด เพราะนามสกุลของท่านเหล่านั้น คือนามสกุลพันปีนะฮะ จึงชื่อว่า วัดพันปี

     วัดนี้มีชื่อเสียงนะครับทางด้านขุดเรือยาว เขาใช้คำว่าขุดเรือนะท่านนะ เรือยาวที่นำมาแข่งกันเนี่ย เขาขุดจากต้นตะเคียนไงท่าน ไม้อื่นเขาไม่นิยมนำมาทำเรือยาวหรอก เขานิยมนำไม้ตะเคียนมา ไม้ตะเคียนขนาดใหญ่ทั้งต้นเลย เวลาจะขุดต้องทำพิธีนะครับ นางตะเคียนที่อยู่ที่ต้นเนี่ยก็ไปเป็นแม่ย่านางประจำเรือไงครับ

     ต้นตะเคียนเนี่ยใช้ในการทำเรือยาวนะท่านนะ เพราะนั้นตรงหัวเรือเขาเรียกว่าโขนเรือนี่ จะไปเหยียบย่ำเล่นตรงนั้นไม่ได้ เขาจะมีพวงมาลัยพันเอาไว้ เวลาลงไปเนี่ย อย่าไปเหยียบตรงนั้นเข้านะท่านนะ เขาถือว่าจะไม่ดีสำหรับเรา เพราะตรงนั้นเป็นที่ประดิษฐานของแม่ย่านาง

     แม่ย่านางนี่ก็จะมาจากทางสายของนางตะเคียนละมัง คงจะต่อกันมาตรงนี้แหละ เพราะเขาก็ไม่ค่อยจะนิยมนำต้นไม้ชนิดอื่นไปขุดเป็นเรือหรอกท่าน ที่ขุดกันมากก็ขุดที่วัดพันปี

     ผมเคยค้นคว้าการขุดเรือยาวที่วัดพันปีมาครั้งหนึ่ง เมื่อซัก ๓๐ กว่าปีมาแล้วเนี่ยนะครับ และก็ได้ทำภาพถ่ายเอาไว้ แต่ปัจจุบันไม่ทราบว่า คงจะเก็บอยู่ที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมของเรา หรือยังไงก็ยังไม่แน่ใจซะแล้ว ถ้ายังไงก็ต้องรวบรวมกันขึ้นใหม่อีก ไม่งั้นเรื่องการขุดเรือยาวมันจะค่อย ๆ สูญไป

     ไปวัดอีกวัดหนึ่ง อันนี้ย้อนกลับเข้ามาแล้วติดกับวัดนางพญาละ ย้อนไปย้อนมาเพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย ซึ่งอาจจะเบื่อก็ได้ เพราะมันย้อนจนเวียนศีรษะ กลับมาที่วัดราชบูรณะ

     โอตำนานสร้างวัดนี้ละมีหลายอย่างเหลือเกิน แม้แต่กระทั่งสถูปที่วัดนี้ซึ่งก็ทราบว่าก็สร้างกันไม่นานนัก ก็ยังอุตส่าห์มีตำนานนะท่านนะ ตำนานเรื่องของพระร่วงกับพระลือนะท่าน

     ก็อยู่สุโขทัยทั้งสองพระองค์นี่แหละ แข่งขันกันสร้างสถูปก็ปรากฏว่า พระร่วงฝีมือไม่ค่อยจะดีหรอก สร้างสถูปไม่สวย พระลือนั้นสร้างสวยกว่า พระร่วงท่านเห็นน้องสร้างสวยกว่า ท่านก็เลยใช้พระบาทเนี่ยเตะ เตะสถูปนั้นกระเด็นจากสุโขทัยนี่ พรวดมาลงปึงเข้าไปที่วัดราชบูรณะเลยนะท่าน

     โออันนี้สำคัญทีเดียว แต่ถ้าให้นักคติชนเขาสันนิษฐานเรื่องนี้ เขาพอใจนะท่านนะ เขาฟังเสร็จปั๊บเขาสามารถจะฟื้นกลับ ภาษาคำว่าฟื้นกลับทางประวัติศาสตร์

     ฟื้นกลับไปเนี่ย ภาษาคติชนเขาเรียกว่า ใช้ทฤษฎีประวัติศาสตร์ ฟื้นประวัติศาสตร์ เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Historical Reconstructionism เขาใช้ตัวนั้น

     ฟื้นไปว่า วัฒนธรรมและอารยธรรมสุโขทัย ได้เข้าสู่พิษณุโลกเนี่ยเขาถืออย่างนั้น เพราะนั้นที่ว่าเตะเจดีย์มาจากสุโขทัย มาถึงพิษณุโลกก็แปลว่า วัฒนธรรมนี่มันแลกเปลี่ยนกันอยู่ระหว่างพิษณุโลกกับสุโขทัยนะฮะ นี่ว่าแค่สถูปวัดราชบูรณะนะครับ

     วัดราชบูรณะเนี่ยถ้าถามประวัติความเป็นมาก็มีคำกล่าวว่า สร้างกันตั้งแต่ประมาณพระพุทธศักราช ๒๑๒๐ มีหนังสือเขียนเรื่องนี้ไว้เยอะ จะเป็นหนังสือวัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดพิษณุโลก ก็เขียนเอาไว้ และก็กล่าวไว้ด้วยว่า วัดราชบูรณะเนี่ย คงสร้างก่อนสมัยสุโขทัย ต่อมาคงได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ จากพระมหาธรรมราชา

     พระมหาธรรมราชาที่ ๑ นะฮะ ก็คือพญาลิไท คือ โดยทั่วไปเชื่อว่า พญาลิไทนี่มาบูรณะเมืองพิษณุโลก มาบูรณะวัดหลายแห่ง ที่ว่าอย่างนี้ก็เพราะพระองค์มาครองถึง ๗ ปี และความที่ครองถึง ๗ ปีเนี่ยพระองค์มาครองทำไมต้องถามดู

     คำตอบคือเพื่อสกัดทัพของอยุธยา ไม่ให้ขึ้นมารุกรานหัวเมืองฝ่ายเหนือ และด้วยเหตุที่พระองค์นั้นทรงศรัทธาในพระพุทธศาสนา เพราะนั้นไปอยู่ที่ไหนก็โปรดการสร้างพระพุทธรูป การสร้างวัดและการบูรณะวัดที่มีอยู่แต่เดิม

     นั่นก็เป็นเรื่องแปลกประหลาดเลย ที่พระเจ้าลิไทเนี่ยจะมาบูรณปฏิสังขรณ์วัดต่าง ๆ ในบริเวณนี้ก็เป็นไปได้ มันทำให้คิดเลยไปถึงว่า ในระยะที่มาอยู่ถึง ๗ ปีที่พิษณุโลกเนี่ยฮะ มาครองสองแควอยู่เนี่ย พญาลิไทคงจะได้แต่งหนังสือ นี่พูดเป็นภาษาบ้านเรานะ พระราชนิพนธ์หนังสือขึ้นซักเรื่องกระมัง

     ถ้าย้อนไปดูว่ามีหนังสืออะไรที่พญาลิไททรงพระราชนิพนธ์ขึ้นก็มีเรื่องเดียวคือ ไตรภูมิพระร่วง ในบานแพนกเขียนเอาไว้ว่า ไตรภูมิพระร่วงเนี่ย พญาลิไทเจ้าเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัย เป็นผู้แต่งขึ้น แต่ไม่ได้บอกว่าแต่งที่ไหนนะท่านนะ ก็ ๗ ปีที่อยู่ที่นี่น่ะ เป็นไปได้ไหมว่า จะได้พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ขึ้น

     ก็เพราะว่าพญาลิไทเนี่ยพระองค์แต่งเรื่องนี้ขึ้นเนี่ย เชื้อสายของพระองค์ซึ่งเป็นคนเหนือเหมือนกัน คือสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ ครั้งที่เสด็จมาครองเมืองสองแควหรือพิษณุโลกเป็นเวลาถึง ๒๕ ปีเนี่ย จึงได้ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมเรื่องหนึ่งขึ้น เรื่องนั้นคือมหาชาติคำหลวง

     มหาชาติคำหลวงนี่ก็พระราชนิพนธ์ที่วัดจุฬามณีเนี่ยแหละครับ และถ้าวัดจุฬามณีเป็นบริเวณเมืองที่พญาลิไทมาครองอยู่ ก็เชื่อแน่ว่าพญาลิไท อาจจะพระราชนิพนธ์เรื่องไตรภูมิพระร่วงที่นี่ก็เป็นได้

     ที่พูดอย่างนี้เพราะย้อนกลับไปว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถนั้น ทรงเจริญรอยตามพญาลิไทหลายประการ เพราะนั้นเป็นไปได้ไหมว่า เรื่องไตรภูมิพระร่วงเนี่ย แต่งขึ้นตอนที่พระองค์ประทับที่พิษณุโลก ตอนที่พญาลิไทประทับอยู่ที่นี่

     ที่ผมพูดอย่างนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันนะครับ เป็นแต่เพียงข้อสันนิษฐาน ผมว่าประวัติวรรณคดีเนี่ย มันก็เปลี่ยนแปลงได้นะ มันเป็นอนิจจังนะ มันเป็นพลวัต มันเป็น Dynamic เหมือนกันนะท่านนะ ไม่ใช่ว่าเราเคยเรียนมายังไง จะเป็นอย่างนั้น ถ้ามีหลักฐานพอเพียงก็เปลี่ยนกันได้ อย่าลืมว่าแม้แต่วัดจุฬามณีนั้น แต่เดิมยังคิดว่าอยู่ที่อยุธยา แต่ค้นเท่าไหร่ก็ไม่พบ ท้ายสุดถึงมาพบว่า วัดจุฬามณีอยู่ที่พิษณุโลก

     ของหลายอย่างเปลี่ยนแปลงได้ นั้นแนวคิดต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงมากมาย อันนี้ผมยืนยัน แม้แต่ประวัติวรรณคดีไทย เอายุคใหม่เลยที่เขียนเรื่องกามนิตหรือวาสิฏฐีเนี่ย ที่บอกว่าหนังสือเล่มนี้คาร์ล เจอเรอล์ฟ คนเดนมาร์คแต่งขึ้นเป็นภาษาเยอรมันนั้น ความจริงแต่งเป็นภาษาเดนมาร์กก่อน จึงแปลเป็นภาษาเยอรมัน และจอห์น อีโรจีก็แปลเป็นภาษาอังกฤษ

     ต้นฉบับเป็นภาษาเยอรมันนี่ผมได้มาครับ พิมพ์เมื่อปี ๑๙๑๔ ตอนนี้ผมมอบให้ท่านรองศาสตราจารย์วนิดา บำรุงไทยไปครับ เพราะว่าท่านสนใจทางด้านวรรณกรรมปัจจุบันมาก ต้นฉบับจริง ๆ เป็นภาษาเดนมาร์คยังมีอยู่

     เพราะนั้นถ้าจะเขียนประวัติวรรณคดีนี่ บางทีถ้าหลักฐานแม่นยำขึ้น ก็สามารถจะเปลี่ยนประวัติวรรณคดีนั้นได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรหรอก เราจะยึดจะติดข้อเขียนที่ทำไว้แต่เดิมนั้น บางทีอาจจะทำให้ล้าสมัยไปก็เป็นได้นะท่านนะ

     ก็เป็นอันว่าพูดถึงวัดราชบูรณะนี่แล้วไปไกลเลยทีเดียวนะ ย้อนกลับมาที่วัดซะหน่อยท่าจะดี เขาบอกว่าวัดนี้เนี่ย คงจะได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์จากพระมหาธรรมราชาที่ ๑ คือพญาลิไท

     จากนั้นสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ และพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ที่เสด็จมาพิษณุโลกเนี่ย ก็จะบูรณะวัดนี้อยู่เสมอจึงเรียกว่า วัดราชบูรณะ เพราะมีคำนำหน้าว่าราชทีเดียวนะท่านนะ ราชบูรณะนี่บอกแน่ชัดนะครับว่าได้รับการบูรณะจากพระเจ้าอยู่หัวนะครับ

     คนพิษณุโลกส่วนใหญ่ก็เชื่อกันว่า วัดราชบูรณะกับวัดนางพญา เดิมเนี่ยเป็นวัดเดียวกัน ผมเองก็เชื่ออย่างนั้นว่าเดิมทีเดียวเนี่ย สองวัดนี้น่ะเป็นวัดเดียวกันนะท่าน

     จากการไปกราบนมัสการถาม ท่านพระครูสิทธิธรรมวิภัติ เจ้าอาวาสวัดราชบูรณะองค์ปัจจุบันนี่นะครับ ท่านก็อายุ ๔๗ ปีแล้ว ท่านก็ได้กล่าวถึงตำนานของวัด ซึ่งผมเคยพูดครั้งที่แล้วไปแล้วนะครับ แต่จะนำมากราบเรียนอีกครั้งหนึ่ง

     ท่านเล่าว่า ผู้เฒ่าผู้แก่เล่ามาอีกครั้งหนึ่งว่า เมื่อพญาลิไทเสด็จมาจากสุโขทัย มาประทับที่พิษณุโลกก็ทรงได้ลูกสาวชาวนา ๓ คนชื่อ ศรี ชื่อ ดา ชื่อ ราด เป็นบาทบริจาริกา และก็ได้ให้สร้างพระพุทธรูปประจำตัวของบาทบริจาริกาทั้งสาม พระราชทานนามพระพุทธรูปว่าพระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา และพระพุทธชินราช

     ต่อมาพระมเหสีของพญาลิไท ได้เสด็จตามมาประทับที่เมืองพิษณุโลก ได้ทอดพระเนตรเห็นวัดซึ่งอยู่ใกล้วัดพระศรี
รัตนมหาธาตุชำรุด จึงทรงมีพระราชศรัทธาปฏิสังขรณ์ วัดนี้จึงได้ชื่อว่าวัดราชบูรณะ

     และก็ด้วยเหตุที่วัดราชบูรณะนี่นะครับเรียกว่าทำในนามของพญาลิไท แต่คนที่ให้ทำเนี่ย เป็นพระมเหสี ก็เลยตั้งข้อสงสัยว่าที่จริงราชบูรณะกับนางพญานี่เป็นวัดเดียวกันกระมังนะครับ เป็นวัดเดียวกันจึงมาแบ่งแยกในทีหลัง

     เพราะอะไร เพราะคนให้บูรณะเป็นคน ๆ เดียวกัน คือ มเหสีของพญาลิไท นี่พูดตามตำนาน พูดตามนิยายนะครับ ไม่ได้พูดตามประวัติศาสตร์ครับ ในเมื่อเป็นมเหสีนี่ก็น่าจะให้ชื่อวัดนี่วัดนางพญา และมีการบูรณะก็ชื่อวัดราชบูรณะ มันซ้อนกันอยู่ในสองวัด ซ้อนอยู่ เดิมทีเดียวเป็นวัดเดียวกันซ้อนกันอยู่ มาแยกกันทีหลัง ถ้าเชื่อกันอย่างนี้ก็ได้ หรือเชื่อว่าแยกกันมาก่อนก็ไม่เสียหาย

     แต่ปัจจุบันแยกแน่นอนเพราะอะไร เพราะถนนตัดผ่านด้วยท่าน อันนี้แนวคิดในการตั้งชื่อวัด เขาเรียกว่าตั้งตามตำนานนะฮะ ไม่ใช่ทางประวัติศาสตร์ ตามตำนาน อันเนี้ยเป็นวรรณกรรมละครับ เป็นวรรณกรรมพื้นเมือง เพราะว่ากันถึงเมือง ไม่ใช่เฉพาะบ้านธรรมดา

     จะเรียกว่าเป็น Folktale ก็ได้แต่ก็สังกัดอยู่ใน Folktale สาขาที่เรียกว่านิยายหรือ Legend แปลว่า นิยายนั่นคือมีสถานที่ประกอบ มีหลักฐานประกอบการเล่าเรื่องนี้ ที่จริงแล้วก็คงจะเป็นอันว่า มีสถานที่ขึ้นแล้วเราก็หาตำนานประกอบ หานิยายประกอบ หานิทานประกอบ

     ก็เป็นของธรรมดา แม้แต่ภูเขามีตลอด เราก็ยังสร้างนิยายประกอบได้เลย ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร ปรากฏการณ์ธรรมชาติมีมานานแล้ว ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า เราก็ยังสร้างเรื่องประกอบคือเรื่องของเมขลา รามสูรเนี่ย เราก็สร้างขึ้นได้ท่าน

     การสร้างนิทาน สร้างนิยายนั้น เป็นความคิดในการพยายามตอบปัญหาของมนุษยชาติ ปัญหาที่ยังสงสัยค้างคาอยู่ในใจในเรื่องนั้นเรื่องนี้ ในเมื่อตอบในเชิงของวิทยาศาสตร์ไม่ถนัด ก็ตอบตามเชิงของนิทาน นิยาย ซึ่งก็เป็นการแสดงความคิดของมนุษย์ออกมานะครับ ตอบอย่างงี้มากมาย ไม่ธรรมดาหรอก

     เราเองก็ตอบคำถามเกี่ยวกับตัวเราอย่างนี้เหมือนกันแหละ พิสูจน์อะไรไม่ได้ก็บอกเป็นตามดวงมั่ง ทำไมหน้าตาเป็นอย่างนี้ ก็ผีปั้นมาอย่างงี้ ทำไมนายผิวดำล่ะ อ้าวก็ผีเอาดินผิวสีดำมาปั้นผิวก็เลยดำ และทำไมนายตัวเตี้ยล่ะ อ้าวก็ผีเอาดินก้อนเล็กมาน่ะตัวก็เลยเตี้ย ก็ว่ากันไป ก็ตอบอย่างนี้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร

     เพราะเขาไม่ได้ตอบให้คนเชื่อ คนงมงายหรอก แต่เป็นการตอบเพื่อหยั่งความคิดลงไปในที่ที่หนึ่ง ซึ่งไม่ทราบว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ มันก็ก่อให้เกิดความกว้างขวางของความคิดนะครับ และตอบอย่างนี้ไม่ใช่ตอบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่เป็นการตอบอย่างมีระเบียบระบบนะท่าน เป็นเพียงแต่ระเบียบ ระบบแบบมนุษย์ ก็วิชาสาขาอย่างงี้ก็มาเป็นวิชามนุษย์ศาสตร์ในเวลาต่อมานะครับ ตอบกันอย่างนี้ตอบแบบมนุษย์

     นี่ก็เป็นเรื่องของวัดราชบูรณะ คราวนี้จากวัดราชบูรณะมาไกลหน่อย มาถึงใกล้ ๆ กับมหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตไม่ใช่ ขอโทษ มหาวิทยาลัยนเรศวรฝั่งสนามบินนะครับ ไปถึงตรงนั้นแล้วก็มีวัดวัดหนึ่งครับ อยู่ตรงห้าแยกโคกมะตูม

     โคกมะตูมมีคนแปลเพราะนะ แม้แต่ชื่อโรงเรียนวัดโคกมะตูม แต่ก่อนมีคนแปลเพราะว่าเป็น Matoom Hill Temple School ว่างั้น ฟังดูผมว่ามันยังไงชอบกล เดี๋ยวนี้ไม่มีหรอกโรงเรียนนี้เป็นชื่อชาวบ้าน ชื่อจริง ๆ เขาไม่ได้ชื่อโรงเรียนอย่างนี้หรอก

     มาถึงตรงห้าแยกก็มีวัดตั้งอยู่ครับ ตรงริมถนนคือ วัดศรีวิสุทธาราม ชื่อเพราะเลยเนี่ย ตั้งชื่อตามความฝัน ความหวังอันสูงสุดของพระพุทธศาสนานะ ศรีวิสุทธาราม ความมีสิริอันเกิดจากความบริสุทธิ์ผุดผ่องนะครับ วัดนี้ตั้งอย่างนี้    นี่ก็สร้างขึ้นประมาณ พระพุทธศักราช ๒๔๗๕ วัดนี่อ่ะนะครับ ก็อยู่ใกล้ ๆ ห้าแยกโคกมะตูมเนี่ย

วัดศรีวิสุทธาราม

วัดหนองบัว

     จากการไปกราบนมัสการถามท่านพระครูวิสุทธิบุญโญภาส ท่านมีฉายาว่ากตปุญโญนะครับ ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีวิสุทธารามในปัจจุบันเนี่ยครับ ท่านพระครูวิสุทธิบุญโญภาสมีฉายาว่า สว่าง กตปุญโญ นี่จากการศึกษาเอกสารความเป็นมาของวัดโคกมะตูม หรือวัดศรีวิสุทธาราม

     ท่านเล่าให้ฟังว่าเดิมทีเดียวน่ะ ชาวบ้านเขาเรียกวัดนี้ว่าวัดสนามบินนะท่านนะ ต่อมาชาวบ้านเปลี่ยนเรียกจากวัดสนามบิน มาเรียกว่าวัดโคกมะตูม แต่การเปลี่ยนชื่อวัดมาเป็นวัดโคกมะตูมนี้ ไม่ปรากฏเหตุผลในเชิงประวัติ ว่าทำไมจึงเปลี่ยนเช่นนี้ ก็คงเปลี่ยนตามชื่อบริเวณนั้นนะครับ

     เพราะอะไร เพราะจากการสัมภาษณ์อาจารย์สมเกียรติ บัวดิษ อาจารย์สมเกียรตินี่ท่านอายุ ๕๓ ปีและท่านอยู่บ้านเลขที่ ๑๕๙/๔ ถนนแสนพลพ่าย เนี่ยนะครับ ท่านเล่าให้ฟังว่า บริเวณที่ตั้งวัดนี้เนี่ย แต่เดิมเนี่ยเป็นโคก น้ำท่วมไม่ถึงนะ เป็นโคกน้ำท่วมไม่ถึง น้ำท่วมเฉพาะหัวซอยท้ายซอย ตรงเป็นโคกเนี่ยท่วมไม่ถึง และมันมีต้นมะตูมขึ้นอยู่น่ะ ชาวบ้านเรียกตรงนี้ว่าโคกมะตูม เพราะนั้นวัดที่อยู่ตรงนี้จึงเรียกว่าวัดโคกมะตูมไง

     นี่เขาตั้งตามชื่อต้นไม้นะครับ แต่วัดโคกมะตูม ฟังดูมันไม่เพราะหรืออย่างไร ก็เลยเปลี่ยนเสียเป็นวัดศรีวิสุทธาราม ก็เพราะดี โรงเรียนก็ชื่อโรงเรียนศรีวิสุทธาราม ใครจะเรียกโรงเรียกวัดโคกมะตูมก็ไม่ห้ามประการใด เพราะชื่อไทยก็เพราะนะ โคกมะตูมเงี้ย ต้นไม้มงคลนะมะตูมเนี่ย โคกบริเวณนี้ก็ต้องเป็นโคกที่มงคลด้วยทีเดียวแหละก็ชื่อวัดศรีวิสุทธาราม

     คราวนี้ก็เดินเลยเข้ามาเสียทางด้านใกล้ ๆ โรงพยาบาล โรงพยาบาลพระพุทธชินราชเนี่ย ก็จะมีวัดสำคัญอีกวัดหนึ่งนะครับ วัดนี้ชื่อวัดสระแก้วปทุมทอง มาแล้ววัดสระแก้วปทุมทอง นี่ก็ตั้งอยู่ที่ถนนศรีธรรมไตรปิฎกเนี่ยครับ หมู่ ๑ ตำบลในเมืองเนี่ย

     บริเวณวัดเป็นที่ราบลุ่มนะครับ ฤดูฝนแต่ก่อนนี้น้ำท่วมวัดเนี้ย วัดสระแก้วปทุมทองนี่น้ำท่วมทีเดียวหละ วัดสระแก้วปทุมทองนี่ก็จัดว่าเป็นวัดเก่าแก่ทีเดียวหละ บริเวณวัดมีสระน้ำโบราณชื่อสระแก้ว

     สระแก้วเนี่ย คำว่าสระแก้วนี่มีหลักฐานนะครับ หลักฐานจากเอกสารงานพระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นี่เอกสารหนึ่งหละ และก็จากพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์น่ะ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์เนี่ยนะครับ อันนี้ก็อีกหลักฐานหนึ่งแหละ และก็หลักฐานของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพนี่ก็อีกหลักฐานหนึ่งครับ จากนั้นก็มีพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเนี่ยเป็นเอกสารตั้ง ๔ ชิ้นนะครับ

     สรุปความเลยว่าสภาพของสระแก้วนั้น แต่เดิมเป็นสระใหญ่ มีคลองขุดผ่านมาหลายสาย มีบัวหลวงปลูกเต็มไปหมด จะปลูกหรือขึ้นเองก็แล้วแต่เถอะ จนบริเวณนี้มองไม่เห็น ไม่เห็นน้ำหละครับ ตรงกลางสระมีเกาะสองเกาะ เกาะทางเหนือมีวิหารอยู่หลังหนึ่ง ส่วนอีกเกาะหนึ่งมีวัด ทั้ง ๒ เกาะมีสะพานทอดเข้าหากัน นี่คือสภาพของสระแก้วในสมัยก่อน

     ในปีพระพุทธศักราช ๒๔๗๒ เนี่ยพระอาจารย์โสโสพโน พร้อมด้วยนายรก สร้อยเพชรเนี่ย คุณตารก สร้อยเพชร คุณตาไสว สร้อยเพชรเนี่ย ได้ร่วมกันสร้างและบูรณะวัดสระแก้ว

     ซึ่งมีเรื่องที่ชาวบ้านเล่าประกอบว่ามีหลวงพ่อ หลวงพ่อชื่อหลวงพ่อโม้ ท่านเดินทางธุดงค์มาจากจังหวัดเลย ท่านมาแวะปักกลดบริเวณสระแก้ว แล้วฝันว่าบริเวณนี้เป็นวัดเดิมนี่อันนี้ฮะ หลวงพ่อโม้นี่ท่านธุดงค์มาจากจังหวัดเลย ปักกลดบริเวณนั้นแล้ว ท่านก็ฝันไปว่าบริเวณนี้เป็นวัดเดิม ก็เลยมีการสำรวจพบเนินดิน สันนิษฐานว่าเป็นโบสถ์เก่า เมื่อบอกเจ้าของที่เขา เจ้าของที่ก็เลยบริจาคที่ดินนั้นให้สร้างวัด ชื่อว่าวัดสระแก้ว และตอนหลังก็เติมคำว่าปทุมทองเข้าไปเพื่อความไพเราะ คำว่าปทุมทองนี่เติมเข้าไปเมื่อปีพระพุทธศักราช ๒๔๘๖ ครับ

     ฉนั้นถามว่าวัดนี่ตั้งชื่อตามอะไรล่ะ ก็ตั้งชื่อตามลักษณะภูมิประเทศที่มีสระชื่อสระแก้ว และในสระก็มีบัวจำนวนมากเลย ก็เลยตั้งชื่อว่าสระแก้วปทุมทองนะฮะ บัวก็ต้องเป็นบัวทองน่ะ ถ้าบัวไม่ทองมันก็ไม่เพราะ มันก็ไม่มีราคาสิท่าน อะไร ๆ เป็นทองก็เพราะทั้งนั้น เหมือนคนทางเหนือตั้งชื่อต้องเอาคำว่า “คำ” ต่อท้าย เพราะ “คำ” แปลว่า ทอง ชื่อสิงก็เป็นสิงคำ ชื่อบัวก็บัวคำ ของเรานี่ทอง ก็เพราะก็ใส่เข้าไปสิบัวทองเนี่ย

     จากนั้นมาถึงอีกวัดหนึ่ง วัดนี้ก็มีชื่อเป็นบัวเหมือนกันล่ะครับ อยู่ใกล้ ๆ สนามบินชื่อวัดหนองบัว แต่ความจริงไม่ได้อยู่ตรงนั้นนะ จริง ๆ น่ะวัดนั้นอยู่อีกที่หนึ่ง เพิ่งย้ายมา ก็วัดหนองบัวก็ตั้งอยู่ที่บ้านสนามบินใหม่นี่หมู่ ๒ ตำบลในเมืองเราเนี่ย

     วัดนี้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างเมื่อปี ๒๕๔๒ นะท่านนะ ถ้าจะถามความเป็นมา เราก็ได้ไปกราบนมัสการถามท่านพระครูวรธรรมานุศาสน์ ฉายาท่านคือ อภิวัฒโน ท่านอายุ ๔๙ ปีพรรษา ๒๙ ปีแล้ว

     ท่านพระครูวรธรรมานุศาสน์นี่นะครับ ท่านกรุณาเล่าว่า เดิมวัดหนองบัวตั้งอยู่สนามบิน ตำบลอรัญญิก บริเวณเดิมมีหนองน้ำอยู่มีบัวขึ้นมากเลย เลยตั้งชื่อบ้านตรงนั้นว่าบ้านหนองบัว พอมีวัดเป็นสำนักสงฆ์ ตอนนั้นก็เลยชื่อว่า วัดหนองบัว

      ตอนหลังเป็นวัด เดิมเป็นสำนักสงฆ์นะ ต่อมาเป็นวัดชื่อวัดหนองบัวตั้งตามชื่อหมู่บ้าน ต่อมาเขาจะสร้างสนามบิน เขาก็ให้ชาวบ้าน ให้วัดออกจากบริเวณนั้นเสีย

     เอาละเดิมตั้งอยู่ในสนามบิน คราวนี้เขาจะสร้างสนามบิน เขาก็ให้วัด ให้หมู่บ้านนี้ออกมาทีเดียวหละท่าน ก็มีชาวบ้านนี่ใจบุญยกที่ตั้งวัด ยกที่ดินให้ ก็เลยเป็นที่ตั้งวัดในปัจจุบันนี่ แต่ยังคงชื่อเดิมคือชื่อว่าวัดหนองบัวทั้ง ๆ ที่ย้ายมาแล้ว

     วัดหนองบัวนี่ก็ขึ้นทะเบียนวัดในปีพระพุทธศักราช ๒๕๒๘ เนี่ยครับ ขึ้นกับตำบลในเมืองเนี่ย วัดนี้ขึ้นกับตำบลในเมืองนะท่านนะ แต่ประชาชนรอบ ๆ น่ะ เดิมขึ้นตำบลอรัญญิก อันเนี้ยตัววัดนั้นขึ้นตำบลในเมือง แต่ประชาชนที่อยู่รอบ ๆ นั้นขึ้นตำบลอรัญญิก

     จะถามว่าแนวคิดในการตั้งชื่อวัดหนองบัวมาจากอะไร คำตอบก็คือ ตั้งชื่อตามชื่อของหนองน้ำ ที่มีบัวขึ้นอยู่มาก จึงชื่อว่าวัดหนองบัว

     นี่ก็เป็นวัดที่มองจากเครื่องบินลงมาชัดมาก เพราะอยู่ใกล้สนามบิน ถ้ามาตอนกลางวันก็เห็นชัดนะครับ มีท่านพระครูวรธรรมานุศาสน์เนี่ย ซึ่งท่านก็เป็นพระนักเทศน์ที่เก่งมาก นักปฏิบัติด้วยนี่นะครับก็เป็นเจ้าอาวาสอยู่ เอ๊ะท่านเป็นเจ้าอาวาสรึเปล่าตอนนี้ไม่แน่ใจนะท่านนะ เนี่ย ๆ เราไม่แน่ใจซะแล้ว คาดว่าจะใช่ เพราะการสัมภาษณ์มักจะสัมภาษณ์เจ้าอาวาสเสมอ

     มาดูอีกสักหนึ่ง วัดใหม่อภัยญาราม วัดนี้ผมเคยพูดไปครั้งหนึ่ง นี่ก็ตั้งอยู่ที่ถนน ตั้งอยู่ในเมืองเลยหละครับ วัดใหม่เนี่ยอยู่ตำบลในเมืองเขตเทศบาลเลย ถ้าถามประวัติความเป็นมาซะหน่อย เขาบอกว่าวัดนี้สร้างตั้งแต่สมัยอยุธยาน่ะนะ ประมาณพระพุทธศักราช ๒๒๐๐

     จากคำบอกเล่าของเจ้าอาวาสก็ได้เล่าสืบกันว่า เดิมวัดนี้ชื่อวัด วัดใหม่เนี่ยเดิมชื่อวัดสิงห์ อยู่ทางเหนือ และมีวัดเสืออยู่ทางใต้ โดยพระเจ้าแผ่นดินได้ก่อสร้างวัดนี้ขึ้น เพื่อเป็นที่สำราญของพระราชโอรสและพระราชธิดา พูดง่าย ๆ ว่า ให้มีสถานที่วิ่งเล่นนั่นเองแหละ

     ต่อมาภายหลังเนี่ยชาวบ้านเนี่ยได้ไปบุกรุกที่วัด เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยก็ทำให้บริเวณวัดนี่แคบลง แคบลง ก็เลยเกิดการพิพาทกัน ระหว่างวัดกับชาวบ้าน แตเรื่องพิพาทก็หยุดลงด้วยดีเพราะมีการให้อภัยกัน จึงตั้งชื่อวัดใหม่นี่ว่าวัดใหม่อภัยญาราม แปลว่าวัดที่ให้อภัยซึ่งกันและกัน

     เรียกว่าการตั้งชื่อวัดก็ตั้งชื่อตามเหตุการณ์ ความสัมพันธ์อันดีของกลุ่มชนที่อยู่บริเวณนั้น นี่ก็มาสร้างเรื่องขึ้นหรือไม่ก็ไม่ทราบนะครับ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็ดี เพราะชื่อวัดชื่อวัดใหม่อภัยญาราม

     ถ้ามีการให้อภัยกันอยู่เสมอเนี่ย โลกก็เป็นสุขนะครับ ความเข้าใจเป็นเหตุให้เกิดความรัก ความรักเป็นเหตุให้เกิดการให้อภัย ณ ที่ใดมีความรัก ณ ที่นั้นจะให้อภัยกันเสมอ ลูกเต้าของเราเนี่ยจะผิดจะยังไงก็แล้วแต่เถอะ แต่ด้วยความรักที่พ่อแม่มีต่อลูก ก็เกิดการให้อภัยกันอยู่เสมอ จะมีความรักได้ก็เกิดจากความเข้าใจ ถ้าเข้าใจกันก็รักกัน

     วิชาทางสายมนุษยศาสตร์เนี่ยเป็นวิชาที่มีความหวังสูงสุด มีจุดประสงค์สูงสุดนะฮะ ในเรื่องของความเข้าใจและความรักมนุษยชาตินะท่านนะ

     วิชาวรรณกรรม วรรณคดีพวกนี้นั้น ดนตรี ศิลปะ พวกนี้นั้นมีความมุ่งหมายสูงสุดเลยคือ ความเข้าใจ และความรักมนุษยชาติ ฉนั้นคนที่เรียนวิชาทางสายนี้ จริงอยู่ไม่เป็นวิชาที่ทำให้เกิดรูปธรรมเป็นชิ้นเป็นอันมากนักหรอกครับ แต่ว่าถ้าเรียนแล้วก็จะเข้าใจและรักมนุษยชาติ

     โลกเราจะอยู่ได้ดีถ้าเราเข้าใจกัน เรารักกัน ที่ทะเลาะเบาะแว้งกันเนี่ย เกิดเรื่องจลาจลอะไรกันขึ้น ก็ไม่ทราบทางภาคใต้นี่เพราะอะไร เพราะขาดความเข้าใจซึ่งกันและกัน เห็นจะต้องร้องเป็นเพลงของเด็กรุ่นเมื่อ ๑๕ ปีบอกว่า เพราะเราไม่เข้าใจกัน อย่างเงี้ย มันก็เลยทะเลาะกัน

     ถ้าเข้าใจกันก็ไม่ทะเลาะ เพราะความเข้าใจนำไปสู่ความรัก และความรักนำไปสู่การให้อภัยซึ่งกันและกัน

     รายการวรรณกรรมสองแควก็ขอจบลงเท่านี้ครับ ผมนายประจักษ์ สายแสงขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>