สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ
รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง
ดำเนินรายการครับ
มีจดหมายมาถึงผมครับว่า
ขอให้พูดในเชิงของทางการเมืองบ้างได้หรือไม่ จะได้เป็นวรรณกรรมทางการเมือง
ผมขอกราบเรียนว่าผมไม่ค่อยถนัดครับเรื่องนี้ ถ้าไม่ถนัดผมต้องฝึกอีกนาน
ก็คงไม่มีโอกาสสร้างวรรณกรรมทางการเมืองขึ้นมาได้ เพราะการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองนั้น
เนื่องจากว่าผมไม่ได้เรียนมาน่ะท่านครับ ขอความกรุณาว่า ขอเสนอว่าเป็นเรื่องอื่นดีกว่า
แต่ผมจะพยายามให้ใกล้เคียงให้ได้บ้างบางครั้งครับ ตอนนี้คงจะยังชะลอเอาไว้ก่อน
มีอีกเรื่องหนึ่ง ที่ได้มีการพูดกันไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ได้มีท่านหลายท่านนะครับที่โทรมาถามเรื่องของ
ใบมะตูม ที่ใช้ในการ ใช้ในพิธีต่าง ๆ คือวันที่ 7 ที่ผ่านมานั้น ตรงกับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
ซึ่งก่อนหน้านั้น 1 วัน เป็นพระราชพิธี พืชมงคล
ในวันนั้น
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร โปรดให้พระยาแรกนา และเทพี เข้าเฝ้า
หลังจากที่มีการประกอบพิธี ในช่วงนั้นก็มีการพระราชทานใบมะตูมให้พระยาแรกนา
และเทพีไปทัดหูด้านขวา ก็มีท่านถามว่า ขอให้ตอบให้ชัดว่า ใบมะตูม มีความหมายประการใด
จึงนำไปใช้ในการทัดหู
ที่จริงเรื่องนี้ผมก็เคยกราบเรียนไว้ครั้งหนึ่ง แต่ก็กราบเรียนเป็นประเด็นเดียว
คนที่ให้ความรู้ผมในเรื่องใบมะตูม คือ อาจารย์วิศาล ศิวารัตน์ อดีต...อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยครูมหาสารคาม
ซึ่งถ้าท่านมีชีวิตอยู่ก็อายุ 90 กว่า เกือบจะ 100 แล้วล่ะครับ
ตอนนั้นท่านกรุณาบอกผมว่า ใบมะตูมมันเป็นรูปสามแฉก คล้ายตรีศูนย์ ของพระศิวะ
ในการแรกนาใช้วัว ใช้พระโค ซึ่งเป็นพาหนะทรงของพระศิวะ เพราะฉะนั้นใบมะตูม
คืออาวุธของพระศิวะเท่านั้นเอง ไม่มีความหมายมากไปกว่านั้น นี่คือความเห็นของ
อาจารย์วิศาล ศิวารัตน์ ซึ่งเราถือความเห็นมาตลอด
ตามทัศนะของผมเห็นว่า แม้แต่ท่านเอกอัครราชทูตที่ไปกราบถวายบังคมลาไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศนั้น
เวลาที่ท่านไปถวายบังคมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์จะพระราชทานใบมะตูมให้ทัดหูเช่นเดียวกัน
ทั้งที่ไม่มีวัวไม่มีอะไรหรอก คล้าย ๆ จะให้อาวุธไปอย่างนั้น หรือเพราะราชวงศ์จักรีมีจักรและมีตรี
อันนั้นจะแทนตรีอย่างนั้นหรือไม่ นั่นมีผู้ตั้งข้อสังเกตประการหนึ่ง
แต่อีกประการหนึ่งที่น่าคิดคือว่า ถ้าไปเชื่อมโยงเข้ากับเรื่องของทางด้านศาสนาพราหมณ์
ฮินดู เขามีเทพเจ้าอยู่ 3 องค์ ซึ่งมักจะเป็นประธานในพิธี ผมใช้คำนี้ อันนี้เป็นนามธรรมมาก
ประธานในพิธีต่าง ๆ อยู่เสมอ
เทพทั้ง 3 องค์นั้น พระศิวะ พระวิษณุ และพระพรหม เรานำชื่อท้ายของพระองค์
พระวิษณุ สระท้าย นั่นคือ สระอุ สระท้ายพระศิวะคือ สระอะ พระพรหม พยัญชนะท้ายคือ
มะ
นำ อะ อุ มะ มารวมเข้าด้วยกันเป็น "โอม" ผมเคยกราบเรียนแล้วครั้งหนึ่ง
เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นชื่อรวมของเทพเจ้าทั้ง 3 พระองค์ ซึ่งเราเรียก
ตรีมูรติ ตรีมูรตินี้ ตรีนี้ 3 ถ้าแทนเทพเจ้า 3 พระองค์นี้ ก็ต้องใช้แทนด้วยสิ่งที่มี
3 แฉก เป็น 3 พระองค์
ก็ต้องมาดูว่าอะไร .ถ้าเป็นต้นไม้เป็นใบไม้แล้วมี 3 แฉก ก็มีมากมาย กาสามปีก
ก็มี 3 แฉก มีหลายอย่าง ใบกระทกรกฝรั่งก็มี 3 แฉก แต่ว่าต้นไม้ที่มีชื่อ
ต้นไม้มีใบที่เป็นมงคล ต้องมีชื่ออันเป็นมงคลด้วย นั่นคือมีชื่อที่ปรากฏใน
ตรีมูรติ ตรี = ต , มู = ม , ติ = ต
ตรีมูรติ
ต ร ม พยัญชนะ 3 ตัวนี้ พยัญชนะ ร นี้ เรียกว่าพยัญชนะเหลว เราก็ไม่นำเข้ามา
จะนำมาเฉพาะพยัญชนะ เฉพาะที่มีเสียงชัดคือ ม ต แล้วก็นำมาดูว่า พืชอะไรที่มีชื่ออย่างนี้
ม ต ม 2 ตัว ก็มีก็แต่ มะตูม มะตูมจึงเป็นสัญลักษณ์แทน ตรีมูรติ
ตามทัศนะของผม
ผิดถูกว่ากันไปไม่มีอะไรหรอก ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารที่ยั่งยืน ท่านก็เห็นว่าที่ผมพูด
คลาดเคลื่อนไปก็กรุณาทักท้วงได้ เป็นคำอธิบายเรียกใบมะตูมว่า เหตุใดต้องนำไปทัดหู
เพราะใบมะตูมนี่เป็นไม้มงคล แม้แต่ตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
พระอินทร์ก็บูชาพระองค์ด้วยผลมะตูมสุกนะท่าน มะตูมเป็นพืชมงคลทีเดียวล่ะ
นี่เป็นการตอบทั้งจดหมายและโทรศัพท์
คราวนี้นี่ท่านที่เสนอแนะว่า อันที่จริงแล้วชื่อของวัดต่าง ๆ ที่เขาฟัง
ทางกรมศาสนา เขารวบรวมประวัติไว้แล้ว แต่ตามทัศนะของชาวบ้านยังไม่มี ฉะนั้นถือทัศนะของชาวบ้านเป็นหลักสำคัญ
ในการที่เขามีความคิดประการใดเขาจึงตั้งชื่อวัด...ตั้งชื่อวัดอย่างนั้น
เป็นวรรณกรรมของชาวบ้าน ซึ่งน่าสนใจมาก ซึ่งหลายท่านก็เห็นตามนี้ด้วย
ที่จะเสนอต่อไปนั้นก็ยึดทางสายกลาง
นั่นคือวัดบางวัด ซึ่งจำเป็นต้องอธิบายชื่อวัดในเชิงประวัติศาสตร์ ก็จะอธิบายเชิงประวัติศาสตร์
ถ้าจะอธิบายเชิงวรรณกรรมลายลักษณ์ ก็จะอธิบายตามวรรณกรรมลายลักษณ์ แต่ถ้าจะอธิบายเชิงชาวบ้าน
ก็จะพูดในแง่ของชาวบ้าน ก็เป็นวรรณกรรมทั้งสิ้น เราถือเอาทางสายกลาง จึงจะมีความแตกฉาน
ในเรื่องแนวคิดของการตั้งชื่อ
ทำให้เราศึกษาเรื่องพวกนี้ได้มากขึ้น แทนที่จะเกาะติดอยู่กับประวัติศาสตร์
ซึ่งเป็นเรื่องของความจริง ก็มาดูเรื่องของความคิดของชาวบ้านบ้าง คงจะดีทีเดียว


คณะผู้ร่วมเก็บข้อมูลแอ็คท่าที่วัดสว่างอารมณ์
และวัดยาง
วันนี้จะพูดถึงวัดที่อยู่ใน
ต.ท่าทอง วัดหนึ่ง ชื่อว่าวัดสว่างอารมณ์ นี่ชื่อเพราะครับ สว่างอารมณ์
หมายถึงว่า พอไปถึงที่นั่นเนี่ยะ จะไม่มีความโลภ ไม่มีโลภะจริต แหมต้องใช้ศัพท์ดี
ๆ ไม่มีโทสะจริต และไม่มีโมหะจริต อารมณ์ของเรานั้นจะสว่าง เพราะฉะนั้น
ชื่อวัดนี่เป็นมงคลมาก
วัดนี่อยู่ที่หมู่
6 ต.ท่าทอง อยู่ที่บ้านกรอก ทราบว่าวัดนี้สร้างประมาณ พ.ศ. 2480 ประมาณขึ้นนะครับ
ตั้งขึ้น ประวัติเขาก็มีอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นมาดูในเชิงของวรรณกรรมบ้างครับว่า
วัดนี้มีความเป็นมาประการใดตามทัศนะของผู้ที่ทราบเรื่องนี้
จากการสัมภาษณ์พระภิกษุชื่อ
พระปรีชา กิตติญาโณ อายุประมาณ 40 ปี พระภิกษุปรีชา ท่านกรุณาเล่าให้ฟังว่า
บริเวณวัดนี้ วัดสว่างอารมณ์ แต่เดิมเป็นป่า ไม่มีบ้านเลย เป็นป่ายาง ป่าสัก
แสดงว่ามีขึ้นอยู่ คงจะมีใครนำมาปลูกหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ต้นยางขึ้นมากมาย
ส่วนอีกฝั่งหนึ่งของวัดนี้คือฝั่งตรงข้ามกันเป็นวัดเหมือนกัน
เรียกว่าวัดบ้านกรอก วัดบ้านกรอกก็สร้างเป็นบ้านเรือนตั้งแต่ คนยังอยู่บนแพ
ต่อมาคนบ้านกรอกจึงมาช่วยกันสร้างวัด จึงให้ชื่อวัดว่า วัดบ้านกรอก ตามชื่อหมู่บ้านตามที่ตนอยู่
ต่อมาหลวงปู่คล้ายเจ้าอาวาสรูปที่
2 มาเปลี่ยนชื่อวัดเป็นวัดสว่างอารมณ์ วัดสว่างอารมณ์ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา
เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2526
เราก็มาดูว่า
วัดนี้ตั้งชื่อตามอะไร คำตอบคือ วัดนี้ตั้งชื่อตามความหวังอันสูงสุดในเรื่องของการหมดกิเลส
ทำให้อารมณ์สว่างไสว อารมณ์ไม่มืดไม่มัว ไม่มีเครื่องเศร้าหมอง เป็นชื่อวัดที่ดี
เมื่อท่านเข้าไปวัดนี้ สว่างเลยนะครับ
ต่อมาข้ามมาที่ ท่าโพธิ์ นี่พูดซ้ำอีกหน่อยนะท่านนะ เพราะข้อมูลมาเป็นระยะ
ๆ ที่ผมนำมากราบเรียนท่านนี่มีการเปลี่ยนแปลงเสมอ เพราะข้อมูลมาหลายกระแส
จากวิทยากรหลายคน มาถึง ตำบลท่าโพธิ์ ซึ่งก็ติดกับมหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งมหาวิทยาลัยนเรศวรก็อยู่ในตำบลนี้ล่ะครับ
นี่ก็มีวัดสำคัญหลายวัด
เป็นต้นว่าวัดคุ้งวารี วัดคุ้งวารีตั้งอยู่ที่บ้านแขก หมู่ 8 ต. ท่าโพธิ์
จากการสัมภาษณ์ พระครูสง่า กราบนมัสการถามพระครูสง่า ศิริธรรมโม อายุ 66
ปี ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดคุ้งวารี ไปสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2547
ท่านก็ให้สัมภาษณ์ว่า
ที่เรียกว่าวัดคุ้งวารี เพราะบริเวณหน้าวัดมีแม่น้ำไหลผ่าน คือแม่น้ำน่าน
เป็นคุ้งพอดี เรียกว่าคุ้งวารี เรียกตามชื่อภูมิประเทศ บริเวณวัดอยู่บริเวณคุ้งวารี
จึงเรียกว่าวัดคุ้งวารี ชาวบ้านเรียกว่าวัดคุ้งวารี
แต่ต่อมากรมการศาสนาเปลี่ยนใหม่
เป็นวัดวุ้งเจริญราษฎร์นะท่านนะ วัดนี้จริง ๆ ชื่อวัดวุ้งเจริญราษฎร์ กรมการศาสนาเขาเปลี่ยนให้
วุ้งเจริญราษฎร์ ก็ดีนะท่านนะ เพราะทั้ง 2 อย่าง คุ้งวารีก็เพราะ ชื่อชาวบ้าน
ข้อสำคัญใช้ศัพท์สำคัญ ใช้ วารี ไม่ยักใช้คุ้งน้ำเนอะ เป็นคำไทย พอเป็นวุ้งเจริญราษฎร์
ก็เพราะ ดีทั้งนั้น เป็นมงคลทั้งนั้นนะวัดนี้ ชื่อเป็นมงคล
อีกวัดหนึ่งก็ไม่ห่างจากวัดคุ้งวารีนักหรอก เดินมาไม่ไกลนัก เอาพอเหนื่อยหน่อยหนึ่ง
คือ วัดยางเอน วัดยางเอนถ้าถามว่าอยู่ตรงไหน ก็อยู่หมู่ 6 บ้านยาง ต. ท่าโพธิ์
วัดยางเอนมีพระประธานในอุโบสถ เนื้อโลหะนะครับ และที่ศาลาการเปรียญ ศาลาบำเพ็ญกุศลก็มี
มีพระประธานเนื้อโลหะเช่นเดียวกัน ที่มีอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าชาวบ้านศรัทธามาก
ในยุคที่ได้มีการหล่อพระพุทธรูปขึ้น เพราะเป็นเนื้อโลหะไม่ใช่เนื้อปูนธรรมดา
ถ้าจะถามว่าวัดนี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไร
ก็ตอบกันว่าสร้างมานานกว่า 100 ปีแล้ว ชาวบ้านเขาบอกอย่างนั้น อูย...เห็นมาตั้งแต่ปู่ย่าตายายโน่น
เป็นวัดกว่า 100 ปีมาแล้ว แล้วเคยเป็นวัดร้าง
เป็นวัดร้างจนกระทั่งถึง
พ.ศ. 2509 ประชาชนก็ร่วมใจกันจัดการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ เดิมเป็นวัดร้างนะครับ
วัดยางเอนเนี่ยะ พอถึง พ.ศ. 2509 ชาวบ้านเขาก็ช่วยกัน เขาศรัทธา อยากให้มีวัดบริเวณนั้น
เขาก็เลยปฏิสังขรณ์ทำวัดร้างขึ้นมา ก็มาเป็นวัดปัจจุบัน
จากการไปกราบนมัสการถามท่านพระครูศีลพรรณวิสูตร
อายุ 68 ปี เป็นเจ้าคณะตำบลท่าโพธิ์ เป็นเจ้าอาวาส ท่านบอกว่า วัดยางเอนสร้างมานานหลายร้อยปีมาแล้ว
แล้วกลายเป็นวัดร้าง และในปี 2509 ประชาชนก็ร่วมกันบูรณะขึ้นมาใหม่
มีข้อมูลตรงกัน
ชาวบ้านที่พูดและจากการสัมภาษณ์ท่านเจ้าคณะตำบล ท่านพระครูศีลพรรณวิสูตร
ก็ให้ข้อมูลตรงกัน ประชาชนก็ร่วมบูรณะขึ้นใหม่
การที่ใช้ชื่อว่าวัดยางเอน
เพราะตั้งขึ้นที่หมู่บ้านยาง และบริเวณวัดก็มีต้นยางมากมาย โดยเฉพาะบริเวณท้ายวัดมีต้นยางใหญ่ประมาณ
5 คนโอบ ที่ผมเคยกราบเรียนมาแล้วครั้งหนึ่ง 5 คนโอบ แต่ก่อนเขาวัดกันอย่างนี้นะ
ต้นไม้ใหญ่ไม่ใหญ่ดูที่คนโอบ เหมือนเวลาที่เราไปอุตรดิตถ์ ที่สักใหญ่ที่สมัยก่อนก็ไปช่วยกันนะครับ
โอบดูว่าได้กี่คนจึงจะหมด เดี่ยวนี้เขาไม่ให้โอบแล้ว เขากันไว้เลย เขากลัวไปทำให้ต้นไม้ไม่สบายอะไรทำนองนั้น
ต้นยางนี่ก็เหมือนกัน 5 คนโอบ อยู่ใกล้ตลิ่งน้ำก็เซาะ ต้นยางใหญ่ก็เอนลงล้มลงแม่น้ำ
เดี๋ยวนี้ก็จมลงไปเรียบร้อยแล้ว หมดแล้วต้นยางนั้น นึกถึงยางเอนแล้วก็นึกถึงไม้ใกล้ฝั่งนะท่านนะ
คนแก่ ๆ ก็เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง นี่ขนาดต้นยาง 5 คนโอบ นะท่านนะ แต่อยู่ใกล้ฝั่งยังเสร็จเลย
ฉะนั้นคนอายุอย่างผม 60 แล้ว เล็กกว่าต้นยางตั้งเยอะเนี่ยะ เป็นของธรรมดา
เขาเรียกว่าไม้ใกล้ฝั่ง เป็นอนุสตินะ
ฉะนั้นเมื่อไปถึงวัดยางเอนเรานึกได้เลย
นึกถึงว่าก่อนที่ต้นยางจะจมหายไปในแม่น้ำน่านนั้น ต้นยางเริ่มเอนก่อนนะท่าน
ต้นยางที่เอนลงไป ตั้ง 5 คนโอบ เดิมจริง ๆ ต้นเล็กแหละท่าน ก็เกิดจากลูกยางนี่แหละโต
แล้วต่อมาก็โตขึ้น ท้ายสุดก็เอน เอนลงไปเลย
ก็เป็นอนุสติที่เตือน
เตือนให้เห็นความเกิด แก่ เจ็บ แล้วก็ตาย มันไม่มีอะไรคงทนเลย มันก็เปลี่ยนแปลงไป
ตามกาลเวลา ไม่มีอะไรจะอยู่เหนืออาณาแห่งกาล มันคงทนได้ไม่ตลอด ยกเว้นอย่างเดียวที่เป็นอากาลิโก
นั่นก็คือ ความจริง ซึ่งเราเรียกว่า ธรรมะ อันนั้นเป็น อากาลิโก อยู่เหนือกาลเวลา
นี่ก็วัดยางเอน ใกล้ ๆ กับมหาวิทยาลัยนเรศวรนี่แหละ
อีกวัดหนึ่ง วัดสะกัดน้ำมัน อันนี้พูดเป็นครั้งที่ 3 แล้วครับชื่อวัดนี้
อภิปรายกันมายืดยาวทีเดียว วัดนี้อยู่ที่บ้านวังส้มซ่านี่แหละ วังส้มซ่าหมู่ที่
2 วังส้มซ่าฟังดูก็ยังดีนะท่านนะ แต่ก่อนนี้มีใครบอกว่า มีแก๊งชื่อแก๊งว่าวังส้มซ่า
เดิมชื่อวัด ก็เอาไปตั้งชื่อให้เขาแปลก ๆ อยู่หมู่ 2 ต.ท่าโพธิ์ของเรา
วัดสกัดน้ำมันมีบ้านวังส้มซ่า
เดิมชื่อวัดแจ่มเจริญนะท่าน ชื่อจริง ๆ ชื่อวัดแจ่มเจริญ ชื่อเดิม ชื่อดีนะ
แจ่มเจริญ ฟังดูเจริญ เจริญนี่รากศัพท์ภาษาเขมร แปลว่ามากนะ เจริญแปลว่ามาก
ภาษาเขมร เมียนเจริญยาง แปลว่า มีหลายอย่าง เมียน ก็ มี เมียนเจริญยาง
ก็มีหลายอย่าง วัดแจ่มเจริญนั้น
นอกจากจะแจ่มแล้วยังเจริญอีก ดีมากเลย แจ่มมากทีเดียว
จากการที่ได้ไปกราบนมัสการถามท่านพระครูสัมฤทธิ์
กัลยาโน ท่านอายุ 42 ปี แล้ว กราบนมัสการถามท่าน ก็กรุณาให้ข้อมูลว่า ในอดีตเลยเนี่ยะ
ชาวบ้านอาศัยอยู่บริเวณแม่น้ำ
ในอดีต
เพราะอารยธรรมเกิดริมแม่น้ำทั้งนั้น ไม่มีน้ำอยู่ไม่ได่ ถ้ายิ่งมีแม่น้ำ
เราก็อาศัยอยู่ริมน้ำ ทีนี้เราอาศัยอยู่ริมน้ำ แน่นอนเรามีการเกษตรกรรม
ทำไร่ ทำนา ทำสวน โดยเฉพาะสวนอยู่ริมน้ำมากเลยทีเดียว เลยลงมาหน่อยก็เป็นนา
ในเมื่อมีการทำเกษตรกรรม
ก็ต้องมีการแบ่งปันน้ำกันมาใช้ นี้การแบ่งอาจจะมีการขุดชักลอกเข้ามาในลำคลอง
แล้วแบ่งน้ำกัน จึงเรียกบริเวณที่อาศัยอยู่นี้ว่าเป็นสะกัดน้ำมัน
วัดชื่อสะกัดน้ำมัน
เพราะมีการแบ่งปันน้ำ ตอนหลังนี้มา มาเรียกเป็นสกัดน้ำมัน นี่เป็นสำนวนที่
1 เรียกว่าตั้งชื่อเพี้ยนไป จาก ปัน กลายเป็น มัน อย่างนี้นะครับ มัน อย่าไปแปลว่าเป็นมันเทศอะไรอย่างนั้นนะ
มันเป็นน้ำนะ น้ำมัน
แต่สำนวนที่ 2 บริเวณหมู่บ้านสะกัดน้ำมัน บริเวณหมู่บ้านวังส้มซ่า เขาปลูกต้นละหุ่งกันมากมาย
เป็นไร่ละหุ่ง ละหุ่งก็นำมาสกัดน้ำมัน ชาวบ้านสกัดน้ำมันจากละหุ่ง บริเวณนี้ก็เลยเรียกว่า
วัดสะกัดน้ำมัน อันนี้ก็เป็นการเรียกตามวิธีการสะกัดน้ำมันจากต้นละหุ่ง
มีการสะกัดน้ำมันจากต้นละหุ่งมาก
สะกัดน้ำมัน
ถามว่าสะกัดน้ำมันจากต้นละหุ่ง เอาไปทำไมล่ะ โอ...เอาไปทำหลายอย่าง แม้แต่ยาระบายหลายชนิด
ก็ทำจากน้ำมันละหุ่งนะท่านนะ ที่จริงถ้าสะกัดดีดีเนี่ยะ เอามาทำน้ำมันรถก็ย่อมทำได้นะท่าน
ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดเลย น้ำมันละหุ่ง ละหุ่งก็ปลูกไม่ยาก เพราะว่าน้ำมันละหุ่งแพงกว่าเบนซิน
95 นะท่าน ที่กำลังจะขึ้นในสัปดาห์หน้า เห็นว่าอย่างนั้นนะ นี่ก็สำนวนที่
2
อีกสำนวนหนึ่งก็บอกว่า บริเวณนั้นมีต้นยางมากทีเดียว ต้นยางต้นใหญ่ ๆ ริมน้ำ
ต้นยางจะขึ้นนะท่านนะ ต้นสูง บ้างต้นสูงถึง 40 เมตรนะ ต้นยางเนี่ยะ เรียกว่าต้นยางเพราะอะไร
เพราะถ้าเราไปเจาะที่ต้นเขาเนี่ยะ แล้วเอาไฟลน จะมียางไหลลงมา แล้วยางนี่
เค้าไปทำขี้ไต้ไงท่าน
ในเมื่อมีต้นยางอยู่เยอะ
แล้วไปเผาเอายางออกมาเนี่ยะ จึงตั้งชื่อวัดนั้นว่า วัดสะกัดน้ำมันจากต้นยาง
จึงเรียกว่าวัดสะกัดน้ำมัน จากต้นยางก็เอาออกเสีย ก็แปลกดี ทำไมไม่เรียกว่าวัดทำขี้ไต้
เพราะมีการทำขี้ไต้จากต้นยางตั้งมากมาย อันนี้ก็เป็นสำนวนที่ 3
ก็ชาวบ้านเล่าอย่างนั้น
ตามทัศนะของชาวบ้าน เขาเป็นเจ้าของท้องถิ่นนะท่านนะ ชาวบ้านวังส้มซ่า เขาเป็นเจ้าของท้องถิ่น
เขาเล่าอย่างนั้น เราก็ฟังอย่างนั้น เพราะแสดงทัศนะของเขา ก็เชื่ออย่างนั้น
ก็เป็นอย่างนั้น ไม่ได้เสียหายอะไร
อีกสำนวนหนึ่ง อันนี้อิงไปทางประวัติศาสตร์ทีเดียวล่ะ ก็บอกว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
และสมเด็จพระมหินทราธิราช ได้เสด็จมาทางเรือจากอยุธยา เพื่อจะมารับสมเด็จพระนเรศวร
และสมเด็จพระเอกาทศรถ ตอนนั้นยังทรงพระเยาว์อยู่
จะมารับหลานว่าอย่างนั้นฮะ
กลับไป ตอนนั้นพระมหาธรรมราชา ซึ่งครองอยู่พิษณุโลก ไม่ประสงค์ที่จะให้ทั้งสองพระองค์มารับหลานไป
ก็เลยเทน้ำมันลงไปในน้ำ เพื่อจะจุดไฟเผาเรือทางของอยุธยาที่พึ่งมา จุดเทน้ำมันแล้วจะได้เผาลงไปเลยไงครับ
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิและสมเด็จพระมหินทราธิราช
จึงโปรดให้สะกัดน้ำมันไว้ไม่ให้มาถูกเรือ ทำที่กั้นน้ำมันที่ไหลมาตามน้ำ
ไม่ให้มาถูกเรือ ให้เผาก็ไหม้กันไป ไม่ให้มาถูกเรือ จึงเรียกบริเวณนี้ว่า
สะกัดน้ำมัน วัดนี้จึงเรียกว่า วัดสะกัดน้ำมัน
นี่ก็เป็นการตั้งชื่อวัดตามเหตุการณ์ในตำนาน
เล่ากันมาเป็นอย่างนั้น ตั้งอย่างนั้น เพราะฉะนั้นชื่อวัดสะกัดน้ำมัน ก็มีสำนวนที่เล่ากันถึง
4 สำนวน พูดเป็นภาษาปัจจุบันมี Four version 4 สำนวน จะเลือกสำนวนไหนก็แล้วแต่
คนที่อยู่วังส้มซ่าชอบสำนวนไหนก็ว่ากันไปตามนั้น ไม่มีใครว่าอะไร
มีการเล่าไปหลากหลายเท่าไหร่
ก็มีการประดิษฐ์คิดค้นสร้างสรรค์มากขึ้นเท่านั้น การประดิษฐ์คิดค้นสร้างสรรค์ของชาวบ้านทั่ว
ๆ ไป นั้น เป็นเรื่องที่ดีนะท่านนะ เพราะมันก่อให้เกิดเรื่องเล่าหลายสำนวนขึ้นมา
ถ้าจะพูดเป็นภาษาธรรมดาขึ้นมา ก็เรียกว่ามันไม่เซ็ง ฟังแล้วมันมีหลายเรื่อง
มีความหลากหลาย พูดเป็นภาษาเด็กรุ่น ก็เรียกว่า variety ชื่อวัดนี้ก็มี
variety ได้นะท่านนะ มันจะได้เป็นชื่อวัดแบบ alternative ไงท่าน มีทางเลือกว่าจะเชื่อแบบไหน
นี่ก็เป็นชื่อเรื่องวัดสะกัดน้ำมัน
ยังอีกวัดหนึ่งที่น่าสนใจทีเดียวที่ ตำบลท่าโพธิ์ คือ วัดเสาหิน เสาหินมีทั้งโรงเรียนมีทั้งวัด
ทั้งสถานีอนามัยนะท่านนะ อยู่ไม่ห่างจากมหาวิทยาลัยนเรศวรเท่าไหร่หรอกครับ
วัดเสาหินเนี่ยะ
ก็ถามว่าทำไมชื่อวัดเสาเหิน จากการที่ไปนมัสการถามพระอธิการปริญญา สีลสาโร
ท่านพรรษาเพียง 8 เท่านั้น อายุเพียง 29 ปี มีท่านเป็นเจ้าอาวาส ไปถามพระภิกษุ
ชื่อ พระประสิทธิ์ ฐานุตฺตโร ท่านอายุ 66 ปี ไปกราบนมัสการถามท่าน
ท่านให้ข้อมูลว่า วัดเสาหินแต่ก่อนไม่ได้ตั้งอยู่ตรงนี้ แต่ตั้งอยู่บริเวณโรงเรียนเสาหิน
ไกลออกไปจากวัดปัจจุบันหน่อยหนึ่งแหละ ไกลออกไปจนไกลตรงโน้น แต่เดี๋ยวนี้มาตั้งตรงนี้แล้ว
แล้วถามว่าทำไมตังชื่อว่าวัดเสาหินล่ะ คำตอบคือว่า บริเวณป่ากล้วยหน้าวัด
ป่ากล้วยอยู่ตรงข้ามฝั่งกับถนน คนละฝั่งถนนกับวัด บริเวณนั้นมีคนขุดค้นพบของโบราณหลายอย่าง
บริเวณป่ากล้วย ขุดพบพระพุทธรูปก็มี และบริเวณนั้นขุดพบเสาหิน เสาหิน เป็นเสาหินกลม
ประมาณ 1 นิ้ว เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว เป็นเสาหินศิลาแลงนะท่าน
หักเป็นท่อน ๆ มากมาย เป็นเสาอะไรก็ไม่ทราบครับ เป็นศิลาแลง น่าจะเรียกว่าวัดเสาศิลาแลงเนอะ
แต่มันสังกัดเป็นหินด้วย เพราะฉะนั้นก็เรียกว่าเป็นวัดเสาหินนั่นแหละ
เสาหินเสาศิลาแลงนี้หักเป็นท่อน ๆ ชาวบ้านไปขุดทีไรก็พบทุกครั้งเลย เพราะฉะนั้นก็เลยเรียกวัดบริเวณที่เราขุดพบเสาหินนี้ว่า
วัดเสาหิน นี่ก็เป็นสำนวนที่ 1
ในสำนวนที่ 2 บอกว่า สมัยก่อนเกิดสงคราม สงครามไหนก็ไม่ทราบ เวลาเกิดสงคราม
พม่ารุกเข้ามาบ่อย เพราะพิษณุโลกถูกโจมตีหลายครั้งจากพม่า ก่อนเกิดสงคราม
ชาวบ้านทั้งหลายต่างขุดฝังทรัพย์สมบัติของตนเองเอาไว้ เอาไปฝังไว้บริเวณนั้น
แล้วก็ทำเครื่องหมายบอกที่ฝังทรัพย์สมบัติไว้ นั่นคือทำเสาหินบอกเอาไว้
คล้าย ๆ กับเป็นตัวบอก เขาคงมีลายแทงประกอบนะท่านนะ
ลายแทง ลาย คือ สิ่งที่เขียนขึ้น แทง คือ ตัวบ่งตัวชี้ ลายแทง เขียนเพื่อบอกว่า
ทรัพย์สมบัติอยู่ตรงไหน พอบอกว่าอยู่ตรงไหนก็ทำสัญลักษณ์เอาไว้ ว่าอยู่ตรงนี้นะ
ก็ทำเสาหินมาปักไว้ หรือมาล้ม หรือมาขวาง มากองเอาไว้ เวลาเกิดขึ้นมาใหม่
กลับชาติมาเกิด จะได้มาขุดทรัพย์สมบัติได้ถูกที่
อันนี้ต้องจำแม่นทีเดียวนะ
ใครได้ลายแทงไปก็มาขุดกันไป เจ้าของเดิมเขาก็ไม่ยอมให้ ก็จัดการป้องกันของตัว
หลอกหลอนกัน ถ้าเป็นผี ถ้าเป็นงูก็ตามไล่กัดก็ว่ากันไป ขุดพบเสาหินเยอะเลยตรงนี้
ตรงที่ฝังสมบัติเนี่ยะ ก็เลยตั้งชื่อวัดตรงนี้ว่าวัดเสาหิน
สมัยก่อนวัดอยู่ริมตลิ่ง
ตรงกันข้ามนั้น ตรงข้ามตลิ่งน้ำ แม่น้ำน่าน ต่อมาน้ำท่วมเลยย้ายวัดมาอยู่บริเวณโรงเรียน
พอย้ายวัดมาอยู่บริเวณโรงเรียนเนี่ยะ ชาวบ้านที่มาเป็นศรัทธาของวัดนี้
ก็มาจากปากพิงบ้าง จากงิ้วงามบ้าง ชาวบ้านก็เห็นว่าตรงนี้เป็นภูมิประเทศดี
อุดมสมบูรณ์ ก็เลยมาอาศัย แล้วก็ย้ายวัดมาอีกครั้งมาอยู่บริเวณปัจจุบัน
ก็มีการพบเสาหิน
บริเวณวัดเก่า จึงเรียกว่าวัดเสาหิน ไปยืมชื่อเอาวัดเดิมมาตั้งตรงนี้ เรียกว่าตั้งชื่อวัด
ตั้งตามชื่อของโบราณวัตถุที่พบ เลยชื่อว่าวัดเสาหิน ถ้าอย่างนั้นวัดเสาทองเป็นอะไรล่ะ
สงสัยขุดพบทองละซี จึงชื่อวัดเสาทอง อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้นะท่านนะ นี่ก็ไปอยู่ตำบลท่าโพธิ์
รอบ ๆ มหาวิทยาลัยนเรศวร
คราวนี้เข้าไปในเมืองดูบ้าง
เข้าไปตำบลในเมืองพิษณุโลก ไปดูว่ามีวัดอะไรบ้าง โอ...มากมายทีเดียวนั่น
ในเมืองมีวัดมากมายทีเดียว ลองเริ่มต้นจากวัดที่ติดกำแพงเมืองสักหน่อย
ชื่อวัดคูหาสวรรค์ ชื่อเพราะนะ หลายคนคิดว่าเป็นถ้ำ คูหาสวรรค์อะไรทำนองนั้นล่ะ
คูหาสวรรค์จะมีสิ่งก่อสร้างเป็นคูหา
เป็นสวรรค์อย่างนั้นรึ
วัดคูหาสวรรค์ตั้งอยู่ริมถนนสิงหวัฒน์
หมู่ 1 ตำบลในเมืองเราเนี่ยะ ถ้าถามว่าสร้างมาเมื่อไหร่วัดนี้ ก็มีคนตอบตรงกันครับว่า
สร้างมาประมาณ พ.ศ. 2466 โดยหลวงพ่อพรรณท่าอยู่วัดบางยาง ท่านมาเป็นผู้ดำเนินการสร้าง
ชาวบ้านมักเรียกชื่อวัดนี้สั้น ๆ ว่าวัดคู ปัจจุบันก็ปรากฏมีคูเมืองทางด้านข้างของวัด
จากการสัมภาษณ์ท่าน
พระครูพิพิธวรการ อายุ 65 ปี ท่านเล่าว่า บริเวณคูน้ำเป็นคูเมืองเก่า ต่อมาเปลี่ยนชื่อวัดคูน้ำมาเป็นวัดคูหาสวรรค์
ก็เรียกว่าวัดนี้ตั้งชื่อตามภูมิประเทศ
แต่ถ้าจะถามวัดนี้มีมานานแล้ว
รึเปล่านะ นานนะท่านนะ ถ้าไปเปิดดูในประวัติศาสตร์กล่าวตั้งแต่สมัยกองทัพของหลวงพระบางเวียงจันทร์
มาล้อมเมืองพิษณุโลก แล้วจะเข้าตีทางด้านนี้ โดยทหารทำทีกำบังตัว เข้ามาถึงกำแพงเพมือง
ที่กำบังตัวก็ตั้งอยู่บริเวณวัด แล้วก็แฝงมาจนถึงกำแพงเมือง
ไอ้ที่กำบังตัวของทหารเขาเรียกว่า
ทุบทูท่าน หน้าตาของทุบทูเป็นอย่างไรต้องใช้พจนานุกรมหรือสารานุกรมเปิดกันแล้ว
ก็เชื่อแน่ว่าวัดนี้มีมานานแล้วล่ะ ตัดกับกำแพงเมืองมาเลย แต่ปัจจุบันก็มาสร้างเป็นวัดขึ้น
เวลาที่เราผ่านไปทางถนนสิงหวัฒน์นี่ครับ
จะเห็นวัดนี้ชัดเลย ถ้ามาจากสุโขทัยก็อยู่ซ้ายมือ ก่อนที่จะเข้าตรงประตูที่เป็นรูปพระมาลาอยู่
2 ข้าง นะครับ อยู่ซ้ายมือและที่วัดนี้มี ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชด้วยนะครับ
อยู่ที่หน้าประตู อันนี้น่าค้นคว้ากันเลยทีเดียว
มีความเชื่อประการใด
จึงได้สร้างศาลของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชบริเวณนี้ อันนี้คงหาคำตอบกันไม่ยากนัก
เพราะลักษณะของศาลก็สร้างไม่นานนัก แต่ความเชื่อนี่มาจากอะไร อันนี้น่าคิด
หรือว่าตรงนี้มีประวัติอะไร
นี่เป็นเรื่องของวัดคูหาสวรรค์
วัดคูเรานี่เอาล่ะเพราะมีคูน้ำตั้งอยู่ คูเมืองก็มีคูน้ำ คำว่า "คู"
ต้องดูดี ๆ นะ คำว่า คู นั้น ในความหมายของคนอีสาน คำว่า คู หมายถึง คันดินที่ขุดสูงขึ้นมานะ
คันดินขุดสูงขึ้นมา ไม่ได้หมายความว่าขุดลึกลงไป เพราะฉะนั้นเราคงเคยได้ยินคนอีสานพูดว่า
เด็กนักเรียนเขากระโดดชนคูหน้าแข้งแตกเลย แปลว่าเขากระโดดชนเนินดิน ของเรานี่คนละอย่าง
คู ของเรานี่ขุดลึกลงไป ฝ่ายนึงสูงขึ้นฝ่ายนึงลึกลงไป นี่เป็นวัดคูหาสวรรค์ในตำบลในเมือง
|

คณะผู้ร่วมเก็บข้อมูลที่วัดจันทร์ตะวันออก
และวัดจันทร์ตะวันตก
|
คราวนี้มาดูอีกวัดหนึ่ง วัดใกล้ ๆ กัน คือเดินก็ประมาณ 20 นาที นี่แหละคือวัดจันท์ตะวันตก
ถนนวัดจันท์ ตำบลในเมือง จากการไปกราบนมัสการถามท่านพระครูชะอ้อน เตชธมฺโม
อายุ 63 ปี ท่านบวชมา 30 ปี ท่านกรุณาเล่าให้ฟังว่า วัดจันท์ตะวันตกเนี่ยะ
สร้างเป็นวัดตั้งแต่ พ.ศ. 2400 ประมาณนั้น เดิมทีเดียวบริเวณนี้เป็นป่า
มีวัดเก่าอยู่วัดหนึ่ง ชื่อวัดรังเงิน
วัดรังเงินเป็นวัดเก่ามาพร้อม
ๆ กับการสร้างเมืองพิษณุโลก วัดเก่ามาก ต่อมามีอุบาสกอุบาสิกา คือคุณตาเทพ
คุณยายดำ ได้บริจาคที่ดิน เพื่อสร้างวัด จึงได้ย้ายจากวัดรังเงิน มาสร้างวัดขึ้นใหม่
บริเวณที่จัดสร้างมีต้นจันท์ ต้นจันท์ขึ้นมากมาย จึงตั้งชื่อว่าวัดจันท์ตะวันตก
สำหรับที่ตั้งวัดรังเงิน
ก็กลายเป็นที่ตั้งโรงเรียนวัดจันท์ตะวันตกในปัจจุบัน โรงเรียนวัดจันท์ตะวันตก
สร้างทับที่ของวัดรังเงิน
บริเวณที่สร้างมีต้นจันท์อยู่มาก
พูดถึงต้นจันท์ เด็กรุ่นใหม่ ๆ ไม่ค่อยรู้จัก แต่ถ้ามีโอกาสเข้าไปที่มหาวิทยาลัยนเรศวรฝั่งสนามบิน
ตรงใกล้ ๆ กับสนามฟุตบอลใกล้โรงรถ มีต้นไม้สีดำ ๆ ใบดกมาก มีลูกสีเหลือง
ร่มครึ้ม อันนั้นคือ ต้นจันท์
"ลูกจันท์"
โตบางลูกหนักเป็นกิโลกรัม แต่ถ้าเล็ก ลูกเล็ก ๆ หนักไม่ถึง 100 กรัม เขาเรียกว่า
"ลูกอินทร์" ต้นอินทร์ มีต้นอินทร์ต้นจันท์ อินทร์กับจันท์เป็นของคู่กัน
ฝาแฝดเรายังชื่อ อินทร์ ชื่อจันท์เลยท่าน
อินทร์เป็นลูกเล็ก
ๆ สีเหลือง หอม แต่ก่อนเขานำมาเป็นอาหาร เป็นข้าวเหนียวน้ำกะทิใส่ลูกจันท์
เขาเคยทำในสมัยผมเป็นเด็ก ผมก็เคยกินลูกจันท์นะตอนมันสุก เอามาปอกจะหอมและหวานด้วย
ที่จริงผลไม้อย่างนี้ดูจะอร่อยกว่าผลไม้ฝรั่งหลายชนิดนะท่าน
เพียงแต่ลูกจันท์มันแข็ง เวลาเด็กกินเข้าไป และกินลูกเข้าไป ติดคออะไรทำนองนี้
แต่ถ้าเราสอนวิธีกินโดยวิธีเอาเนื้อออกมา มันอร่อยกว่ามังคุดนะ โดยทัศนะของผมนะ
ใครจะบอกว่าลูกจันท์ที่กินน่ะ
มันอร่อยกว่าแอปเปิลก็ไม่ว่ากัน ใครจะบอกว่าลูกจันท์อร่อยกว่าลูกอะไรหลายอย่างก็แล้วแต่
มีภาษิตภาษาละตินบทหนึ่งท่าน เขาบอก Di gustibus non est dispntendum แปลเป็นภาษาไทยว่า
ไม่มีการถกเถียงกันเรื่องรส เรื่องความชอบไม่ชอบนี่ครับผม ผมพูดว่าลูกจันท์นี่มันอร่อย
ก็แล้วแต่นะ ก็ผมว่ามันอร่อยน่ะ จะเรียกจิตตังไม่ได้
นานาลิ้นละมั๊งเนี่ยะ เพราะลิ้นของเราสัมผัสรสแตกต่างกัน
แต่ที่จริงเรื่องของรสอาหาร
การกินอาหารเป็นวัฒนธรรม วัฒนธรรมที่ถ่ายทอดกันเป็นนิสัยที่สร้างขึ้น อย่างเช่นคนอีสาน
เขาชอบกินส้มตำนี่ท่าน ตี 2 เขายังลุกขึ้นมาตำส้มตำกินกันเลยท่าน
มันเป็นวัฒนธรรม
มันฝึกกันได้ มันเปลี่ยนกันได้ อย่างเราไปอยู่อเมริกา เรามีลูกเกิดอเมริกาสัก
2 คน เขากินอาหารแบบคนอเมริกัน วัฒนธรรมการกินก็เป็นแบบอเมริกัน จะจับเขาให้กินส้มตำปลาร้าแบบบ้านเรา
เขาก็คงไม่ถนัด เพราะเขาได้เรียนรู้มาอย่างนั้น การกินอาหาร การชอบรสอาหาร
มันก็มีส่วนมาจากการเรียนรู้ เพราะมันเป็นวัฒนธรรม
นี่ก็อธิบายจากวัดจันท์ออกไป
วัดจันท์ตะวันตกเพราะมันตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งตะวันตกนี่ ทางตะวันตกของแม่น้ำน่าน
ถ้าจะถามว่าทำไมถึงชื่อวัดจันท์ตะวันตก ก็ตอบได้เลยว่าเขาตั้งชื่อวัดตามชื่อของต้นไม้
ซึ่งมีอยู่มากมายในพื้นที่ที่การสร้างวัด และเนื่องจากวัดนี้ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่าน
เลยตั้งชื่อว่าวัดจันท์ตะวันตกครับท่าน
ถ้ามีคำว่าตะวันตก
คำว่าตกจะตรงข้ามกับอะไรล่ะท่าน ตกตรงข้ามกับขึ้นมั๊ง เราไม่เรียกว่าตะวันขึ้นนะ
ทิศตะวันขึ้นเราไม่เรียก เราเรียกทิศตะวันออก ตะวันมันออกมา มันค่อย ๆ
โผล่ออกมา จึงเรียกว่าตะวันออก แต่ตรงข้ามกับออกจะเรียกว่าเข้าก็ไม่ได้
เพราะฉะนั้นถ้าตรงข้ามกับตะวันออกจะเรียกว่า ทิศตะวันเข้า เขาไม่เรียก
เขาเรียกว่าทิศตะวันตก ฉะนั้นตกก็ตรงข้ามกับคำว่าออก
การที่คำจะตรงกันข้ามนั้นก็แล้วแต่ปริบทของคำนะท่านนะ
ปริบทหรือบริบท หรือ context ของคำ ถ้าแม้นว่าปริบทเป็นอย่างนึงเนี่ยะ
ความหมายก็ไปอีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นตกไม่ได้ตรงข้ามกับออก ตกอาจจะตรงข้ามกับขึ้น
อะไรทำนองนี้ก็เป็นได้
แต่ในที่นี้
วัดจันท์ตะวันตก ก็อยู่ตรงข้ามกับวัดจันท์ตะวันออก เพราะวัดจันท์ตะวันออกอยู่ที่
ถนนสังฆบูชา หมู่ 13 ตำบลในเมือง พื้นที่ที่ตั้งวัดเป็นที่ราบ อยู่ริมแม่น้ำน่านทางฝั่งตะวันออก
ถ้าจะถามเรื่องความเป็นมา
อันนี้มีเอกสารปรากฏอยู่นะ เรื่องของวัดจันท์เนี่ยะ ท่านที่ติดตามรายการวรรณกรรมสองแควอยู่เสมอ
คงจะจำได้ว่าในเสภาขุนช้างขุนแผน เวลาที่เดินทางมาพิษณุโลก มักจะเดินทางมาพักที่วัดจันท์เสมอนะท่านนะ
ผ่านวัดจันท์อยู่ตลอด
คราวนี้
จากเอกสารก็บอกว่า วัดจันท์ตะวันออก เป็นวัดตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2276 โอ้โฮ...
ย้อนกลับไปได้เลยนะ เนื่องจากเป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่าน จึงถูกน้ำเซาะตลิ่งพัง
ทางวัดจึงได้ย้ายสร้างเสนาสน ถึง 3 ครั้ง
วัดจันท์ตะวันออกย้ายมา 3 ครั้ง นี่แม้แต่โบราณสถาน สถานที่ศักด์สิทธิ์ทางศาสนาก็ย้ายได้นะท่านนะ
เพราะต่อสู้กับน้ำซึ่งเซาะตลิ่งพัง สู้ไม่ไหวท่าน ทุกอย่างใครจะสู้ธรรมชาติได้ล่ะท่าน
mother nature ใหญ่ที่สุดนะท่านนะ ไม่มีอะไรต้านทานอยู่ เพราะฉะนั้นวัดเนี่ยะก็ย้ายมาอยู่เรื่อย
ๆ
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพิ่งมาเกิดในสมัยนี้หรอกครับ
มันเกิดมานาน วัดตั้งอยู่หลายวัดในพิษณุโลก พังเพราะถูกเซาะ บางวัดหายไปเลยท่าน
ความเป็นวัดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสถานศึกษาก็เป็นอนิจจัง ตั้งขึ้นได้
หมดไปได้ หมดไปเพราะธรรมชาติแท้ ๆ เช่นกรณีของวัดที่ถูกน้ำเซาะพังลงไป
น่ากลัว
ขณะนี้วัดหลายวัดเราก็ชะลอเอาไว้
เราเกรงมากว่าถ้ากำลังน้ำแรงมาก อาจจะเซาะไปทำอันตรายได้ถึงโบราณสถาน ซึ่งเป็นของศักดิ์สิทธิ์
เป็นที่เคารพนับถือได้ ผมยกตัวอย่างขณะนี้ คนวัดโบสถ์เอง ไม่ใช่คนวัดโบสถ์อย่างเดียวหรอก
คนพิษณุโลกก็วิตกนะครับ เพราะแม่น้ำแควน้อย พอเวลาหลากขึ้นแล้วเนี่ยะ มันไปใกล้กับวัดสถูปเสนาถ
และสถูปที่วัดเสนาถเราก็ทราบอยู่แล้วว่า
เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ถ้าเราอ่านพงศาวดารเหนือ จะเชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่
พงศาวดารเหนือ แต่ข้อความเขียนไว้ชัดว่า ในหัวเมืองฝ่ายเหนือนั้น มีพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่
2 แห่ง แห่งหนึ่งก็คือที่วัดเสนาถ อยู่อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก อีกแห่งหนึ่งก็คือ
ที่วัดบูรพาราม ที่อยู่บ้านโคน อุตรดิตถ์
แต่ที่วัดบูรพาราม
ผมก็ไปสำรวจหลายครั้ง ก็หาไม่ได้ว่าอยู่ตรงไหน ที่เป็นสถูปอาจจะพังไปแล้วก็ได้
มันชัดนะแม่น้ำน่าน แม่น้ำแควน้อย เพราะฉะนั้นวัดจันท์ตะวันออก ก็ถูกน้ำเซาะตลิ่งพังลงไปแล้ว
เสนาสนสร้างใหม่ถึง 3 ครั้ง จึงมาอยู่ที่ปัจจุบันนี้
จากการไปกราบนมัสการถามพระ
อเนก กตปุญฺโญ พรรษา 9 พรรษา อายุ 29 ปี ท่านก็สันนิษฐานชื่อวัดว่า น่าจะมาจากว่าเมื่อก่อน
มีต้นจันท์อยู่ แล้วก็เป็นค่ายวัดจันท์ด้วยนะครับ เพราะในสมัยกรุงธนบุรี
บริเวณนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ เป็นที่ตั้งกองทัพพระยายมราช พระยานครราชสีมา
พระยาพิชัย ยกเข้ามาบริเวณนี้มากมาย เป็นที่ตั้งของกองทัพ จึงตั้งชื่อว่าค่ายวัดจันท์
เพราะมีต้นจันท์มาก เพราะฉะนั้นวัดตรงนี้จึงมีชื่อว่าวัดจันท์ วัดนี้ก็มีชื่อตามชื่อต้นไม้นี่เองแหละท่าน
พอดีก็หมดเวลานะครับ
รายการวรรณกรรมสองแคว ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน ผมนายประจักษ์ สายแสง
สวัสดีครับผม
กลับขึ้นบน