วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 103 เรื่อง ภูมินามวิทยา : ชื่อวัดในจังหวัดพิษณุโลก 3
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม 2547 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

     สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแคว กลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

      ในคราวที่แล้วกระผมได้เล่าถึงเรื่องชื่อวัดต่าง ๆ ในจังหวัดพิษณุโลก ข้อมูลที่ได้มานั้นเป็นข้อมูลจากการสอบถาม .. สอบถามท่านเจ้าอาวาส สอบถามพระภิกษุที่ท่านสูงอายุ สอบถามบุคคลทั่ว ๆ ไปที่เราพบเห็น คุณตา คุณยาย และนำมากราบเรียนเสนอท่าน

      ข้อมูลที่ได้อย่างนั้นเรียกว่าข้อมูลมุขปาฐะครับ คือข้อมูลจากการบอกเล่า ภาษาอังกฤษใช้ว่าเป็นข้อมูล aral transmission คือสืบต่อกันด้วยวาจา ซึ่งก็ย่อมผิดเพี้ยนกันไปได้เป็นธรรมดา

     จากนั้นก็ได้มีการตรวจสอบกับข้อมูลที่เป็นลายลักษณ์ คือข้อมูลที่เขียนขึ้น เป็นต้นว่าประวัติวัด ซึ่งกรรมการศาสนาได้จัดทำขึ้น เราก็ตรวจสอบครับ แต่ก็ตรวจสอบในเชิงที่ว่า ให้สอดคล้องต้องกันว่าวัดนี้มีปรากฏอยู่จริง

     แต่ว่าข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ ข้อมูลมุขปาฐะ ข้อมูลบอกเล่าเนี่ยะ มันก็จะผิดเพี้ยนไปจากข้อมูล ที่เค้ารวบรวมเป็นประวัติเอาไว้อยู่บ้าง

     แต่ทั้งนั้นทั้งนี้นะครับ ผมมีความคิดอยู่ว่าประวัติต่าง ๆ สถานที่ต่าง ๆ ประวัติของสถานที่ต่าง ๆ ที่มันอยู่ตามหมู่บ้าน หรืออยู่ในตำบลเนี่ยะ เจ้าถิ่นเขาน่าจะมีบทบาทในการกำหนดเรื่องของเขาขึ้นบ้าง ถึงแม้จะไม่ตรงตามข้อเขียนที่เคยทำไว้แต่เดิม แต่อย่างน้อยที่สุด เป็นประวัติทางความคิด เป็นประวัติทางความคิดที่ว่า ชื่อวัดนั้นอย่างนั้น ชื่อวัดนี้อย่างนี้

     ก็มีท่านผู้ฟังหลายท่านครับที่ได้เขียนกลับมา และมีโทรศัพท์ถึงผมโดยตรงด้วยครับ ว่าอยากจะให้พูดเรื่องที่ดูมันจะมีหลักฐานอ้างอิง มันแน่ชัด เพราะผู้ที่ฟังอาจจะเป็นเด็กบ้าง เป็นนักเรียน หรือเป็นนักศึกษา เป็นนิสิต เขาจะได้พอจะทราบว่า ที่จริงแล้ว ประวัติวัดนั้นเป็นประการใด ถ้าเราอ้างข้อมูลโดยที่เป็นข้อมูลมุขปาฐะอย่างเดียว อาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดกันได้กระมัง

     มันก็อาจจะมีส่วนล่ะครับ แต่ถ้าท่านผู้ฟังที่ติดตามวรรณกรรมสองแควไปโดยตลอด จะเห็นว่า เราพยายามจะก่อให้เกิดสติปัญญา ความคิดอ่าน เพื่อจะวิพากษ์วิจารณ์ข้อมูลที่ได้ ว่าควรจะเชื่ออะไรบ้าง ไม่ควรเชื่ออะไรบ้างครับ แม้แต่ข้อมูลที่เป็นตัวเขียนก็เถอะครับ บางครั้งก็เก็บมาจากมุขปาฐะ หรือประวัติบอกเล่าเช่นเดียวกัน

    ก็เป็นอันว่าท่านอยากให้ผมเสนอข้อมูลที่เป็นตัวเขียนบ้าง สำหรับวัดบางวัดที่มีความสำคัญ หรือเป็นข้อความที่เขาบันทึกเอาไว้ เป็นข้อมูลที่ผู้หลักผู้ใหญ่ได้กล่าวไว้ ในเชิงของวรรณคดีของประวัติศาสตร์นะครับ

    ท่านผู้ฟังมีความกรุณามากครับ ก็มีท่านผู้หลักผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่า ประวัติของวัดที่ได้พูดไปแล้ว เช่น วัดจุฬามณี อย่าพูดไปลอย ๆ ขอให้พูดโดยมีหลักฐานอ้างอิงบ้าง ก็จะเป็นประโยชน์ทางวิชาการแก่ผู้ที่สนใจ

สถาปัตยกรรมแบบขอม ที่วัดจุฬามณี

     โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายท่านที่ฟังอยู่เนี่ยะ ท่านก็มีความรู้ทางประวัติศาสตร์สูงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ก็น่าจะพูดเพื่อสนองความต้องการของท่านบ้าง

     ก็ไม่เป็นไรครับ ก็มีความดีใจครับ กราบขอบพระคุณที่ท่านมีความเอาใจใส่รายการนี้ เพราะว่ารายการนี้ไม่มีผู้ใดฟังเลย ผมก็คงจะเสียใจมาก แต่ก็มีผู้ฟังจำนวนมากทีเดียวครับ หลายท่านก็ถามเข้าไปทางเว็บของผมด้วย ทาง thai-folksy.com

    ในโอกาสนี้ผมก็คงได้ถือโอกาสกล่าวถึงวัดบางวัดซึ่งก็ได้พูดไปแล้ว แต่คราวนี้จะพูดให้มีหลักมีฐานตามที่เราเขียนเอาไว้ มีคนเขียน มีคนค้นเอาไว้

     จังหวัดเราเองเนี่ยะครับ พิษณุโลก ผู้ที่รักทางด้านประวัติศาสตร์ ค้นคว้ามาเป็นเวลานานแล้ว เท่าที่ผมมาพบนี่ก็มีตั้งแต่สมัยท่านอาจารย์บุญเทียม แสงศิริ ท่านก็ค้นเอาไว้เป็นอย่างดี ท่าน ดร.มังกร ทองสุขดี ก็ค้นคว้า

     แม้แต่อาจารย์ปราณี แจ่มขุนเทียน อาจารย์สุพจน์ พฤกษวัน ของสถาบันราชภัฏพิบูลสงคราม มหาวิทยาลัยของเราเนี่ยะครับ ท่านก็ได้ทำเอาไว้มากมายเลยทีเดียว

     ยังมีคนอื่นอีกเยอะแยะที่เขียนไว้ และก็มีข้อเขียนที่ดีที่สุด เพราะว่าเป็นเอกสารประกอบการเรียน สังคมศึกษา รายวิชา ส 071 ท้องถิ่นของเรา 1 จ.พิษณุโลก ซึ่งดูแล้วเป็นที่น่าสบายใจที่สุดเลยว่า นักเรียนในระดับโรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี ก็ได้เรียนรู้สิ่งซึ่งไปค้นคว้าอย่างเป็นระบบ อย่างมีหลักการทางวิชาการเป็นอย่างดี ของท่าน อาจารย์สุภาภรณ์ สงวนให้ ท่านทำเอาไว้

     เอกสารเหล่านี้ เราหาอ่านได้มากมายเลยครับ ในวันนี้ผมคงจะนำเสนอชื่อวัดสักวัดหนึ่ง สักเล็กน้อยก่อนก็แล้วกัน คือ วัดจุฬามณี เป็นวัดที่สำคัญมาก

     วัดจุฬามณี ก็เคยกราบเรียนท่านผู้ฟังไปแล้ว วัดจุฬามณีก็อยู่ที่ตำบลท่าทองของเรา ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน จัดว่าเป็นวัดโบราณ มีประวัติความเป็นมายาวนานทีเดียว

     หลายคนบอกว่าเป็นแหล่งรวมทางด้านของหลักฐานที่แสดงถึงความเจริญ ไม่ว่าจะเป็นด้านสถาปัตยกรรม ศิลปะ ศิลปวัฒนธรรม วรรณคดี สังคม เศรษฐกิจ การปกครอง การเมือง ก็ว่าไว้ว่าวัดนี้เป็นแหล่งรวมของศิลปวิทยาการ

     คราวนี้ถ้าเราจะอ้างว่า ได้มีหลักฐานวรรณกรรมใดที่ผู้ใดบ้างล่ะ เขียนเรื่องเกี่ยวกับวัดนี้ โอ...มีมากมายทีเดียวครับ เอาใหม่ ใหม่ สุดเลยก็มีครับ จะเป็นของอาจารย์จิราภรณ์ ประพันธ์พงศกร ก็มี หรือของท่านสุชน ชามพูนท เราก็มี หรืออย่างท่านที่สิ้นไปแล้ว อย่างอาจารย์สงวน รอดบุญ นี่ฮะ ก็มีข้อเขียนอยู่

     คราวนี้น่าจะอ้างข้อเขียน ข้อเขียนแรกเลยก็เป็น พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระองค์ได้ทรงมีข้อคิดเห็น เห็นจะใช้คำว่า พระราชวินิจฉัยเกี่ยวกับวัดจุฬามณีไว้

     โดยพระองค์บอกว่า เมืองพิษณุโลกเป็นเมืองรุ่นหลัง หลังน่ะหลังอะไรล่ะ มันจะมีเมืองเก่าอยู่นั้น บริเวณที่เป็นพิษณุโลกปัจจุบัน พระองค์ว่าอย่างนั้น เพราะหลายคนเคยมาบอกว่าเมืองพิษณุโลก พระมหาธรรมราชาลิไท มาสร้างขึ้น อันนี้เป็นเมืองพิษณุโลกรุ่นหลังทีเดียวล่ะ

     ส่วนเมืองพิษณุโลกเก่านั้น เชื่อว่าตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่านทางตะวันออก ตรงที่เป็นวัดจุฬามณี นี่เป็นพระวินิจฉัยของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า เมืองพิษณุโลกเก่าจริงนั้น ตั้งอยู่บริเวณวัดจุฬามณีปัจจุบันนี่ล่ะครับ

     ที่จริงหลักฐานอันนี้น่าคิดทีเดียวล่ะครับ เก่าก่อนหน้านั้นผมเคยกราบเรียนท่านผู้ฟังครั้งหนึ่งว่า ผมเคยพบพระหัตถ์พระพุทธเจ้าหน้าตักประมาณ 5 นิ้ว พบเฉพาะพระหัตถ์นะครับ พระหัตถ์ก็ของพระพุทธรูปนั้น นิ้วพระหัตถ์ยาวไม่เท่ากัน แสดงว่าสร้างมาก่อนสมัยพระยาลิไท เพราะถ้าหลังพระยาลิไทย ถ้าพระยาลิไทมาสร้าง นิ้วพระหัตถ์พระพุทธรูปจะยาวเท่ากัน ตรงนั้นสร้างก่อน

     สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงนิพนธ์ถึงเรื่องวัดจุฬามณีไว้ อันนี้ก็กล่าวไว้ในหนังสือ พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขานี้ เราก็อ่านกัน ก็ทราบว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถนั้น ได้ทรงสร้างวัดจุฬามณีเมื่อ พ.ศ. 2007 ประมาณนั้น

     สมเด็จกรมพระยาดำรงราชนุภาพ พระองค์ก็ได้ไปทอดพระเนตร และก็ทรงตั้งข้อสังเกตว่า พระปรางค์ที่ปรากฏที่วัดจุฬามณีปัจจุบันนี้ เป็นปรางค์ขอม สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ว่าอย่างนั้น เป็นปรางค์ขอม ไม่ใช่พระปรางค์แบบของไทยหรอก เป็นปรางค์ขอม

     ขอมคงจะสร้างขึ้นคราวเดียวกับการสร้างวัด ก็เลยเข้าใจว่าเดิม ปรางค์นั้นคงเป็นเทวสถาน อาจจะเป็นไปได้ว่า เมื่อขอมสร้างเมืองที่บริเวณพิษณุโลก สร้างเมืองบริเวณนั้นน่ะ จะสร้างตรงนั้นก่อน นี่เป็นข้อที่พระองค์สันนิษฐานเอาไว้ ว่าเมืองพิษณุโลกเดิมจริง ๆ จะมีชื่อว่าประการใดค่อยว่ากันอีกครั้งหนึ่ง แต่สร้างบริเวณวัดจุฬามณีล่ะ สร้างตรงนั้นก่อน

    สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถนั้น ทรงสร้างใหม่ ทรงสร้างสิ่งก่อสร้างขึ้นใหม่ ก็มีพระอุโบสถหลังหนึ่ง พระวิหารหลวงอีก ถ้าดูฝีมือจะเห็นว่าสร้างใหม่ แล้วก็มีการพอกปูน ปูนที่พอกลงไปนั้น พอกเพื่อให้เทวสถานนั้นเป็นพระปรางค์เสีย ให้มีที่มาทางพระพุทธศาสนา

    จากนั้นจากการขุดค้นพบระหว่างพระอุโบสถ กับพระวิหารนั้น มีรากตึกอยู่หมู่หนึ่ง สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงกล่าวว่า เข้าใจว่าเห็นจะเป็นตำหนัก เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงผนวชในวัดนั้น มีมณฑปสร้างภายหลังอีกหลังหนึ่ง แล้วมีศิลาจารึกซึ่งทำขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมื่อได้ทรงสร้างวัด เรียกว่าปฏิสังขรณ์ก็ได้ และทรงผนวชที่วัดจุฬามณี นี่ก็ปรากฏอยู่เป็นสำคัญ พระองค์ว่าเช่นนั้น

    จากนั้นก็ได้มีข้อความต่อมาในพระราชนิพนธ์อีกว่า วัดจุฬามณีเห็นจะรกร้าง ไม่มีผู้ใดเห็นจารึกนี้มาช้านานทีเดียว จึงเข้าใจกันว่า วัดจุฬามณีนั้นมีอยู่ที่อยุธยา มีอยู่ที่กรุงเก่า ได้ทราบว่าครั้งรัชกาลที่ 4 ได้เที่ยวค้นหาวัดจุฬามณีในกรุงเก่าจึงไม่พบ

    พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ค้นหาวัดจุฬามณีนะครับ โดยคาดว่าคงจะอยู่ในพระนครศรีอยุธยา แต่ไม่พบ เพราะอะไร เพราะวัดจุฬามณีอยู่ที่นี่

     คราวนี้ก็มีบันทึกต่ออีกว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรมขุนลพบุรีราเมศ ได้ทรงพบวัดจุฬามณีที่เมืองพิษณุโลกในปี พ.ศ. 2451 พบมายังไม่ถึงร้อยปีนะครับ บริเวณที่เป็นวัดจุฬามณีปัจจุบันนี้ ทรงพบ และทรงพบศิลาจารึกที่ผนังมณฑปอีกด้วย ดังนั้น วัดร้างแห่งนี้จึงเป็นที่รู้จักกันอีกครั้งหนึ่ง

    ในปีเดียวกันนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาที่วัดจุฬามณี รัชกาลที่ 6 ครับ เสด็จมาที่วัดจุฬามณี ในปี พ.ศ. 2451 ข้อความนี้ท่านอาจารย์สงวน รอดบุญ ซึ่งเป็นอาจารย์ศิลปะ ซึ่งผมก็เคยคุยกับท่านอยู่หลายครั้ง ตอนนี้ท่านสิ้นไปแล้ว ท่านเขียนเอาไว้ รัชกาลที่ 4 ทรงค้นแต่เจ้าฟ้ากรมขุนลพบุรีราเมศก็มาพบวัดนี้ มาพบจารึกด้วย แล้วจากนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จมาวัดจุฬามณี

    ท่านสุชน ชามพูนทของเรานี่ท่านก็เขียนไว้ว่า วัดจุฬามณีไม่มีประวัติการสร้างวัดที่ชัดเจนนัก ถามว่าสร้างอย่างไรให้ชัดเจนนั้นไม่มี มีแต่ตำนานการสร้างวัดจุฬามณี และตำนานนั้นปรากฏในพงศาวดารเหนือ ท่านสุชนท่านก็อ้างพงศาวดารเหนือไว้

    ท่านสุชน ชามพูนทของเรานี้อ้างไว้ว่า ในพงศาวดารเหนือก็กล่าวว่า พระเจ้าธรรมไตรโลกผู้ครองเมืองศรีสัชนาลัย เบื่อโลกียะ ใคร่จะสละราชสมบัติ ก็เลยเสด็จออกทรงบรรพชาที่เมืองโอฆะบุรี อันเป็นเมืองของพระญาติพระวงศ์ของพระองค์ บรรดาพระญาติพระวงศ์อันมี พระเจ้าโกลพราชเป็นประธาน ทั้งหมดนี้

    ญาติทั้งหลายก็มาห้าม บอกอย่าไป อย่าบวชเลย ออกมาห้ามไว้ แต่ไม่ฟังเพราะพระองค์อยากจะบวชน่ะ ก็เลยออกไปกับเจ้าพระยาทั้งหลาย แห่ห้อมล้อมกันไปยังท้ายเมือง ตัดพระเกศาโกนเกล้า พระญาติทั้งหลายก็เอาพระเกศาใส่พระอบทองบรรจุไว้

    แล้วพระเจ้าธรรมไตรโลกก็อุปสมบถ มีพระอุบาลีเถระเป็นพระอุปัชฌาย์ จากนั้นก็มีพระคีลีมานนท์ เป็นกรรมวาจาจารย์ พระสุเมธรรมกรเป็นอนุสสเสนะ ชุมนุมพระสงฆ์ 200 รูป ทรงผนวช ณ วันพฤหัสบดี เดือน 6 ขึ้นค่ำหนึ่ง เวลาเช้า นี่ก็มีการบวชที่นั่น ท่านสุชนก็อ้างอันนี้ไว้ ในเรื่องของวัดจุฬามณี

    คราวนี้ มาถึงเมื่อปี พ.ศ. 2528 ผ่านมายังไม่ถึง 20 ปี หรอกครับ ระหว่างวันที่ 9-20 พฤษภาคม คุณระเบียบ สำรวล หัวหน้าหน่วยโบราณคดีของพิษณุโลก อันนี้ก็ได้ขุดค้น ได้พบเครื่องปั้นดินเผา และพระพุทธรูปในหลุมทดสอบหลายชั้น

    ซึ่งหลังจากขุดพบเนี่ยะ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโบราณคดีของกรมศิลปกรท่านหนึ่ง คือ ท่านอาจารย์คงเดช ประพัฒน์ทอง ก็ได้ให้สัมภาษณ์ บอกว่าโบราณวัตถุที่ขุดพบเนี่ยะ มีทั้งเครื่องถ้วยสังคโลกสุโขทัย เครื่องถ้วยจีน สมัยราชวงศ์เช็ง ส่วนพระพุทธรูปที่พบเป็นพระพุทธรูปสมัยอยุธยา

    หากพิจารณาจากอายุของโบราณวัตถุ ก็พอจะทราบว่า วัดจุฬามณีมีอายุอย่างน้อยที่สุดตรงกับสมัยสุโขทัย และกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ราวสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มาถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

    จากนั้น จากการไปสัมภาษณ์กัน ก็มีคนสนใจเรื่องวัดจุฬามณีมากมาย สนใจกันเยอะครับ แม้แต่ยุคปัจจุบันนี้ จะดู ดร.ภาณุวัฒน์ ภักดีวงศ์ ก็สนใจ อาจารย์น้อย ลายคราม เองก็สนใจ เริ่มตั้งแต่ท่าน พล.ท. รวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์ ท่านก็สนใจมาก่อน ศึกษากันมาก วัดนี้นะครับ

    ท่านพระอธิการภัทรจันทรสุโก ท่านก็สนใจประวัติวัดมาก ท่านก็ได้เดินทางไปพบองค์สรภาณมธุรส อันนี้พวกเราคงไม่รู้จักหรอกครับ แต่ถ้าเรียกท่านบ๋าวเอิงเนี่ยะ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัด สมนานำ บริหาร หรือวัดญาณสะพานขาวเนี่ยะ อยู่ฝ่ายอันนัมนิกาย หรือฝ่ายญวนที่กรุงเทพฯ

    โดยที่ท่านพระอธิการภัทรจันทรสุโก ท่านไปที่นั่น เพื่อให้ท่านบ๋าวเอิงช่วยค้นคว้าประวัติวัดจุฬามณี ในแนวทางวิญญาณศาสตร์ วิญญาณศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเนี่ยะฝรั่งเขาพยายามค้นอยู่นะท่านนะ

    ที่ผมพูดผมพูดกลาง ๆ นะท่านนะ ในหนังสือวิทยาศาสตร์แทบทุกเล่มเนี่ยะ ถ้าเขียนว่าวิทยาศาสตร์นั้น เขามักจะแบ่งวิทยาศาสตร์เป็นหลายสาขา อาจจะเป็นฟิสิกส์ อาจจะเป็นเคมี หรือ Chemistry อาจจะเป็นชีววิทยา หรือ Biology หรือจุลชีววิทยา Microbiology แบ่งกันไปเถอะ

    แล้วท้ายสุดจะเป็นเส้นประ เส้นไข่ปลานะท่านนะ ประ เขียนไว้เลย แล้วก็เขียนว่า Spiritual science อันนี้ล่ะครับ Spiritual science มันเป็นวิณญาณศาสตร์แขนงหนึ่ง ที่ฝรั่งพยายามค้น แต่จะพบหรือไม่พบก็ค่อยว่ากันอีกทีหนึ่งละครับเรื่องนี้

    ถ้าผมจำไม่ผิด ผมก็อายุ 60 กว่าแล้ว อาจจะพลาดบ้าง ผมเคยได้ยินท่านอาจารย์เจริญ พรหมสุวรรณ ท่านพูดถึงเรื่องนี้ทีเดียวนะครับว่า ฝรั่งเขาแบ่งวิทยาศาสตร์ ท้ายสุดเขาแบ่งเป็นเส้นไข่ปลา ประ เอาไว้ แล้วเขียน “Spiritual science“ ถ้าผมพูดผิดไปก็ขอความกรุณา ขอประทานโทษท่านอาจารย์เจริญด้วยนะครับ ตอนนี้ผมพูดโดยไม่ได้เขียนเอาไว้ครับ ก็เลยพูดไปเรื่อยเลยเนี่ยะ แต่ก็ไม่ได้เสียหายอะไร

    ที่ผมพูดเนี่ยก็เพื่อจะอธิบายคำว่า วิญญาณศาสตร์ ซึ่งท่านบ๋าวเอิง ซึ่งอยู่ที่วัดญวนสะพายขาว หรือเป็นฝ่าย อันนัมนิกาย ท่านก็ตกลงครับ พอท่านอธิการภัทรจันทรสุโก ไปขอท่านก็ตกลงว่าจะให้ความอนุเคราะห์ ท่านก็มอบให้ พันเอก มรว. น้ำเพชร เกษมสันต์ ศึกษาประวัติวัดจุฬามณีจากเอกสาร

    นี่วิธีการของท่านบ๋าวเอิง นี่ท่านรอบคอบนะครับ ท่านขอให้พันเอก มรว.น้ำเพชร เกษมสันต์ ศึกษาประวัติวัดจุฬามณีจากเอกสารเสียก่อน ส่วนท่านบ๋าวเอิงเองเนี่ยะ ท่านบ๋าวเอิงเองหรือท่าน สรภัญญมธุรส ท่านได้เดินทางมาที่วัดจุฬามณี มาเพื่อจะศึกษาประวัติวัดจุฬามณี โดยศึกษาทางวิญญาณศาสตร์ ถ้าเป็นการวิจัยเรียกว่า เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยนั้น สังกัดอยู่ในวิชาวิญญาณศาสตร์นะท่านนะ อันนี้พูดอย่างกลาง ๆนะท่านนะ พูดตามข้อมูลที่ปรากฏด้วย

    คราวนี้พันเอก มรว.น้ำเพชร เกษมสันต์ ก็ศึกษาประวัติวัดจุฬามณีจากเอกสารนะครับ ก็ได้ความว่า วัดจุฬามณีเป็นวัดเก่าแก่ตั้งมาตั้งแต่โบราณกาล สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยขอม และมาปรับเป็นสมัยไทยนะครับ ก็คาดว่ามีมาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา และก็เคยเป็นราชธานี ก่อนที่พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกจะเสด็จมาสร้างเมืองพิษณุโลก เป็นอย่างนั้น

    ข้อความนี้ก็บอกชัดแน่นอนครับว่า วัดจุฬามณีเคยเป็นราชธานีมาก่อน ในบริเวณนั้น ฉะนั้นก็แสดงว่าพิษณุโลกเป็นราชธานีเก่าแก่นะครับ ไม่ใช่เพิ่งมาเป็นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแน่นอนเลย

    อย่างน้อยที่สุดก็อ้างได้ว่า เป็นมาตั้งแต่สมัยพระยาลิไทนะครับ เพราะยาลิไทนั้นก็ทรงเคย ทรงมาครองอยู่ที่เมืองพิษณุโลก แต่ก่อนไม่ได้เรียกพิษณุโลก ทรงมาครองอยู่ที่สองแคว เป็นเวลาตั้ง 8 ปีนะท่าน 7 ปี 8 ปี เดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที อันนี้ในจารึกหลักที่ 8 (ข) จารึกสุโขทัย หลักที่ 8 (ข) เขากล่าวไว้

    ก็เป็นอันว่า วัดจุฬามณี พระเจ้าโกลพราชผู้ครองโอฆะบุรี เป็นผู้สถาปนาขึ้น ก็เพื่อถวายแด่พระเจ้าธรรมไตรโลก ผู้ครองเมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งเป็นพระญาติสนิท และทรงออกผนวช นี่ก็ว่าเป็นพระเจ้าโกลพราชผู้ครองโอฆะบุรี หรือพิจิตรสร้างขึ้น

    โอฆะบุรีจะเป็นพิจิตรหรือเปล่า หรือจะเป็นพิษณุโลกฝั่งไหนก็ค่อยว่ากันอีกทีนะครับอันนี้ แต่ตามความเข้าใจโดยทั่วของเราปัจจุบันนี้ โอฆะบุรีอยู่พิจิตร ยกเว้นไปอ่านในพงศาวดารเหนือ ก็จะสับสนกันเล็กน้อย พระเจ้าธรรมไตรโลกเป็นโอรสของพระยาพระสุจราช กษัตริย์ผู้ครองเมืองศรีสัชนาลัย และเป็นพระราชนัดดาของพระร่วงอรุณราช

    ก็สรุปง่าย ๆ ว่า กษัตริย์ที่จะมาครองบริเวณวัดจุฬามณี มาครองบริเวณตรงนั้นนะครับ ก็เป็นกษัตริย์เชื้อสายพระร่วงนี่แหละ และเจ้าธรรมไตรโลกก็ทรงผนวชอยู่ที่วัดจุฬามณี จนสิ้นพระชนม์ นี่ข้อความเป็นอย่างนี้

    ครั้นถึงสมัยขอมเรืองอำนาจ ขอมก็เข้าปกครอง ปกครองบริเวณที่เป็นวัดจุฬามณี เพราะฉะนั้นสิ่งก่อสร้างจึงเป็นสกุลช่างขอม หลักฐานนี้แม้แต่กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ทรงยืนยันไว้ โดยเฉพาะสถาปัตยกรรม และประติมากรรมนั้น มีลักษณะของขอมอยู่ด้วย ซึ่งปัจจุบันก็ไม่ค่อยจะเหลืออะไรแล้ว

    โดยสรุปก็คือ วัดจุฬามณีนั้นมีพระมหากษัตริย์ทรงบูรณะ 2 พระองค์ คือ พระเจ้าโกลพราชแห่งโอฆะบุรี และสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ถ้าเป็นผมนะครับ ผมไม่ได้ค้านข้อเขียนที่ ข้อเขียนที่พันเอก มรว. น้ำเพชร เกษมสันต์ เขียนมาหรอกครับ

    คือสรุป พันเอก มรว. น้ำเพชร เกษมสันต์ ท่านก็เขียนเอาไว้ว่า วัดจุฬามณีมีพระมหากษัตริย์ทรงบูรณะถึง 2 พระองค์คือ พระเจ้าโกลพราช และสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แต่ถ้าจะนับเข้าไปจริง ๆ นะครับ ก็เห็นจะต้องนับพระยาลิไทเข้าไปด้วย เพราะพระองค์มาอยู่ที่นี่ 7 ปี ที่สองแควเนี่ยะ คาดว่าอยู่ที่วัดจุฬามณีนี่แหละ

    เพราะอะไร เพราะพระองค์ก็เป็นวงศ์พระร่วง ถ้าจะมาที่นี่ ก็ต้องมาในวงศ์ของพระร่วง อันนี้กระผมมีความดีใจเป็นอันมาก ยินดีมาก ถ้านักประวัติศาสตร์หรืออาจารย์ประวัติศาสตร์ จะกรุณาทักท้วง ว่าที่ผมพูดไปมันพลาดไปหรือเปล่า ถ้าพลาดหรืออย่างไร กรุณาบอกด้วย ผมจะได้แก้ไข จะได้เป็นที่เข้าใจกันถูกต้อง

    วงวิชาการของเราจะมีวามแตกฉานขึ้นนะครับ ให้สมกับปณิธานของมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่ให้มีสถานีวิทยุของมหาวิทยาลัยเรานะฮะ เพื่อจะให้เรื่องทางวิชาการ เป็นเรื่องที่เป็นอาหารอันโอชะสำหรับทุกท่าน ทุกท่านก็จะได้เรื่องทางวิชาการมา

    เพราะฉะนั้นถ้าแม้ว่านักประวัติศาสตร์ หรือท่านอาจารย์ประวัติศาสตร์ จะกรุณาทักท้วงเรื่องนี้ ผมก็จะดีใจเป็นอันมากครับ นี่ก็เป็นว่าหลักฐานที่ท่าน พันเอก มรว.น้ำเพชร เกษมสันต์ ท่านค้นขึ้น ก็สรุปตรงนี้ว่าเป็นวัดเก่าแก่ นั่นคือ เป็นวัดเก่าแก่มาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา นั่นคือเก่าแก่จนถึงพุทธศตวรรษที่ 16 ประมาณนั้น

    นี่พอเอกสารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านบ๋าวเอิง ท่านก็มาซิครับคราวนี้ ท่านบ๋าวเอิง เรื่องนี้ ที่เขียนเรื่องนี้เอาไว้ คือท่านอาจารย์ภราดร รัตนกุล นะครับ ท่านเขียนไว้เมื่อ พ.ศ. 2533 ถึงเรื่องท่านบ๋าวเอิง

    ท่านบอกว่าท่านบ๋าวเอิงเดินทางมาวัดจุฬามณี ที่พิษณุโลกนี่ละครับ กำหนดไว้เลยว่ามาถึงในวันที่ 23 มิถุนายน ในปี พ.ศ. 2505 ในวันนั้นเป็นวันที่มาถึงประมาณ 23.37 นาฬิกา ท่านบ๋าวเอิงก็ได้นั่งเจริญภาวนา ประทับทรง นี่ผมขอพูดเป็นกลางอย่างที่สุดนะครับ เล่าเรื่องให้ฟังนะครับว่าเป็นเช่นนี้

    ท่านบ๋าวเอิงท่านได้ประทับทรง อันเชิญดวงวิญญาณผู้สร้างวัดนี้ ที่ท่านประทับทรงนั้นก็ออกมาว่า ดวงวิญญาณของผู้สร้างวัดคือ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงศรีสุข สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงศรีสุขก็ได้ให้ท่านบ๋าวเอิงได้ทราบว่า วัดนี้ไม่ได้สร้างผู้เดียว แต่ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย

    นี่เป็นเรื่องทางวิญญาณศาสตร์นะครับท่านผู้ฟัง ท่านก็ฟังไว้ว่าท่านบ๋าวเอิง ท่านใช้วิญญาณศาสตร์เป็นเครื่องมือ แล้วเรื่องก็ออกมาอย่างนี้ ถ้าใช้เอกสารเรื่องก็ออกมาเป็นอีกอย่างหนึ่งนะครับ นี่ก็ใช้วิญญาณศาสตร์เรื่องก็ออกมาอย่างนี้

    รวมความโดยทั่วไปคือ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงศรีสุข บอกว่า วัดนี้ วัดจุฬามณี ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย พระอง์เองก็เป็นเพียงผู้นำในการสร้าง พวกข้าราชบริพารในราชสำนักมากันมากมาย และยังมีชาวเขาเผ่าต่าง ๆ มาร่วมด้วยหลายเผ่า

    เดิมทีเดียวนี้วัดจุฬามณีมีนามเดิมว่า ราชนัดดา หมายถึงสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงศรีสุข ที่พูดนี่โดยใช้เครื่องมือทางวิญญาณศาสตร์ของท่านบ๋าวเอิง แล้วก็วัดได้เริ่มสร้างขึ้น เรียกว่า ลงรากโบสถ์ ใช้คำนั้น สร้างขึ้นในวันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 3 วันมาฆบูชาล่ะครับ ปีเถาะ ในเวลารุ่งเลยทีเดียว โดยมีพระเถรสำคัญองค์หนึ่งมาช่วยหาฤกษ์การก่อสร้าง

    ถามว่าใครเป็นพระเถรรูปนั้น คำตอบก็คือ พระโสรตเถร (หรืออ่านว่า พระ-โส-ระ-ตะ-เถ-ระ ก็ได้ ) ชาวเขาเผ่าหนึ่ง และชาวเขาเผ่านี้ พระโสรตเถรเป็นผู้ออกแบบวัดและพุทธสถาน เมื่อสร้างเสร็จแล้วพระโสรตเถรก็เป็นสมภารองค์แรกดูแลวัด กำหนดสมโภชนาการ

    มีการสมโภชน์ สร้างเสร็จแล้วก็มีการเล่นอื่น ๆ มีการบวชพระภิกษุจำนวน 16 รูป ตามฤกษ์ เรียกว่าฤกษ์พระพุทธเจ้า 16 องค์ ฤกษ์นั้นก็มีอะไรล่ะครับ นะ มะ นะ อะ นอ กอ นะ กะ กอ คอ นอ อะ นะ อะ กะ อัง 16 พระองค์

    ผมว่าอันนี้คงเป็นตามฤกษ์นะครับ คงจะเป็นอย่างนั้น เพราะฤกษ์ทั้งหมดที่ดูมีตั้ง 16 ไช่มั๊ยครับ ดาวฤกษ์ก่อน เป็น 16 กลุ่มดาวฤกษ์ เพราะฉะนั้นฤกษ์จะมาตามนี้หรือไม่ ก็แล้วแต่ อันนี้ท่านที่มาทางด้านโหราศาสตร์ กรุณาทักท้วงหากกระผมพูดผิด เพราะผมก็ไม่ได้พูดเป็นเทศาตรีฤกษ์ พาโร ภูมิพาโรฤกษ์ ราชาฤกษ์ เทวีฤกษ์ ไม่ได้พูดอย่างนั้น ผมพูดตามนี้นะครับ

    พอถึงกำหนดพิธีบวช ปรากฏว่าได้มีผู้มาขอบวชด้วย แต่ทางสมภารไม่อาจจะอนุญาตได้ เพราะครบกำหนดตามฤกษ์พิธีกรรมการบวชแล้ว นี่แหละครับ พอบวชไม่ได้ก็ก่อให้เกิดการโต้เถียงกันขึ้น

    ท้ายที่สุดชายที่มาขอบวชนั้น ก่อนจะไปนี่ได้สาปแช่งไว้ เพราะขอบวชแล้วไม่ได้บวช เลยสาปแช่งว่า เอาละในเมื่อท่านไม่ให้เราบวชที่นี่ ที่วัดจุฬามณี เราก็จะไปบวชที่อื่น แต่ก่อนจะไป ขอสาปก่อนว่า ขอสาปวัดนี้ที่ไม่ให้เราบวชนี่ จงตกต่ำอย่าได้มีความเจริญเลย จึงเป็นเหตุให้ฤกษ์บวชเสีย ไม่เป็นมงคลเหลือเกิน เรื่องยุ่งยากขึ้น

    โอ...ทั้งนั้นทั้งนี้จะว่าประการใด แต่ทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้ค้นโดยวิญญาณศาสตร์นะครับ โดยท่านบ๋าวเอิง หรือท่านพงศ์สรภัญมธุรส ซึ่งท่านก็อยู่วัดญวณสะพานขาวนะครับ เป็นเจ้าอาวาสวัดสัมมนานัมบริหารเนี่ยะ ท่านพูดเอาไว้ ข้อความเป็นอย่างนั้น

    ก็เป็นอันว่าเมื่อผ่านพ้นงานสมโภชน์ไปได้ 7 วัน ก็เกิดอัศจรรย์ขึ้นครับ พอสมโภชน์การบวชได้ 7 วัน สมโภชน์วัดเนี่ยะ ก็มีเสียงสนั่นหวั่นไหวได้ยินกันไปทั่ว ทั่วบริเวณนั้น แล้วก็มีลูกอุกาบาตครับลอยหายเข้าไปในโบสถ์ อันนี้ก็จากวิญญาณศาสตร์อีกแหละเป็นวรรณกรรมเหมือนกัน

    พระมหาเถรจัดให้มีการสวดชยัญโตในโบถส์เพื่อแก้อาถรรพ์ แต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน พระบิดาของสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงศรีสุขก็ได้สิ้นพระชนม์อย่างลึกลับ ทั้ง ๆ ที่เสด็จออกว่าราชการเป็นปกติ ไม่ได้มีอาการประชวรใด ๆ เลย พอถึงเวลาก็บรรทมหลับสิ้นพระชนม์ลง

    นี่เป็นวรรณกรรมแล้วโดยใช้วิญญาณศาสตร์ การเชิญดวงวิญญาณที่เกี่ยวข้องมาสนทนา เพื่อค้นหาประวัติวัดจุฬามณีในครั้งนี้ ท่านบ๋าวเอิงได้เชิญลงมาหลายท่าน โดยเชิญดวงวิญญาณของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ อันนี้ท่านเชิญลงมา

    ผมถือว่าคำกล่าวนี้เป็นวรรณกรรมนะครับท่าน เราก็ต้องฟังไว้เป็นธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านพุทธศาสนิกชนนั้น ผมเชื่อว่าท่านฟังอะไร ท่านคงจะใช้วิญญาณศาสตร์เป็นอย่างดี เพราะพระพุทธองค์ตรัสไว้ใน กาลามสูตรแล้วว่า สิ่งที่ไม่ควรเชื่อ 10 ประการมีอะไรบ้าง

    และที่ตรัสไว้ดีที่สุดเลยบทหนึ่งก็คือ พระพุทธโอวาทที่บอกว่า มา สมโณ โน ครูติ อย่าเชื่อโดยอ้างว่า สมณะ นี้เป็นครูของเรา เพราะฉะนั้นการฟังก็ต้องฟังด้วยวิจารญาณของเรา เป็นธรรมดานะท่านนะ ผมนำเสนอวรรณกรรมเพื่อให้เกิดการฟังอย่างมีวิจารณญาณ คงจะไม่มีใครไปคิดเป็นอย่างอื่นอะไรมากมายนักหรอก แต่ท่านจะคิดก็เป็นเรื่องของท่านเอง

    ในนี้ก็บอกว่า ได้เชิญดวงวิญญาณของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถด้วย แต่ทว่าพระองค์ไม่เสด็จมา ทรงรับสั่งให้ชีปะขาวลงมาแทน เพราะอะไร เพราะพระองค์เสด็จสู่สรวงสวรรค์ ไม่อาจลงมาได้ ชีปะขาวก็ได้แจ้งผ่านท่านบ๋าวเอิงว่า อันนี้ชีปะขาวแจ้งผ่านมานะครับ

    ที่จริงเนี่ยะอัญเชิญพระวิญญาณสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แต่พระองค์เสด็จอยู่บนสวรรค์แล้ว เพราะฉะนั้นก็ลงมาไม่ได้ ชีปะขาวก็ลงมาแทน ชีปะขาวก็บอกท่านบ๋าวเอิงว่า สถานที่นี่สมัยโบราณเขาเรียกว่า ตำบลสุ่มลอย

    สุ่มลอยมาแล้ว เหมือนวรรณกรรมมุขปาฐะที่ผมได้พูดไป โดยท่านพระครู ดร.พิมล ท่านก็เคยเล่าให้ฟัง ตำบลสุ่มลอยเป็นสถานที่ตั้ง ที่ได้ชื่อว่าวัดจุฬามณี เพราะได้อัญเชิญพระจุฬามณี หรือเส้นพระเกศาของพระพุทธเจ้ามาประดิษฐานไว้ แนวทางศึกษาทางวิญญาณศาสตร์ได้หาข้อมูลอย่างนี้

    แล้วท้ายสุดเลยสรุปว่า เหตุที่วัดนี้หาความเจริญรุ่งเรืองมิได้นั้นน่ะ เพราะมีอาถรรพ์นานามาจนทุกวันนี้ เกิดจากคำสาปแต่สมัยโบราณ ในยุคของพระโสรตนาโคสุวิชาโต โสรต หมายถึงเสียงก้องกังวาน คล้ายเสียงของนาคไงครับ ซึ่งถือว่าเป็นประถมสมภารของวัดจุฬามณี ท่านสาปแช่งเอาไว้

    ท่านบ๋าวเอิงได้แนะแนวทางแก้เคล็ดว่าให้กระทำการดังต่อไปนี้ คือ ทำพิธีบวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้ากรรมนายเวร บูชาเซ่นไหว้ด้วย กล้ายเขียว เป็นหวี เป็นเครือ ผ้าขาว ผ้าแดง และดอกไม้ ธูป เทียน หมากพลู วางไว้ 4 ทิศ จัดเป็นซุ้ม ๆ มีมะพร้าวอ่อนเปลือกเขียว ฉัตรแก้วทำเหมือนร่ม มีธง 4 ทิศ มีสัปทนสีขาว ธงทั้ง 4 ทิศ ให้ลงยันต์พระเจ้า 5 องค์ เริ่มตั้งแต่ 4 ทิศ แล้วให้ทำทักษิณาวัตร 3 รอบ

    เมื่อบวงสรวงแล้วให้ปลูกศาลอีกแห่งหนึ่งเป็นศาลถาวร เพื่อให้ผู้เข้าวัดด้วยสร้างรูปจำลองเทวทูตชนะมาร หากสร้างก็ให้นั่งหานิมิตเอาลักษณะเอง ท่านว่าอย่างนั้นนะครับ ถ้าหากจะสร้างรูปประถมสมภารองค์แรก ก็ต้องสร้างรูปลักษณะนั่งสมาธิเท่านั้น

    ทั้งหมดที่ว่ามานี่ดูเครื่องบวงสรวงที่ท่านนะฮะ ถ้าเป็นเครื่องบวงสรวงสำหรับเทพ เพราะมีผลไม้เป็นส่วนใหญ่ไม่มีเนื้อสัตว์ และสิ่งที่จัดก็มีสัปทนสีขาว ฉัตรแก้วเหมือนร่ม อย่างนี้ และลงยันต์พระเจ้า 5 องค์ พระเจ้า 5 องค์ พระกกุสันโท โกนาคม กัสสปะ สมณโคดม และองค์ต่อไปคือ พระศรีอริยเมตตรัย อย่างนี้เรียกว่าพระเจ้า 5 องค์

    ท่านอธิการภัทร ฉันทสุตโภ เจ้าอาวาสวัดจุฬามณีมีความสนใจเรื่องประวัติความเป็นมาของวัดจุฬามณีมาก ท่านก็เลยทำหนังสือถึงอธิบดีกรมการศิลปกร ขอทราบประวัติความเป็นมาของวัดจุฬามณีในช่วงนั้น

    อธิบดีกรมศิลปกร คือ อาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์ ของเรานี่แหละครับ ก็ได้ให้เจ้าหน้าที่ศิลปกรท่านหนึ่ง คือ อาจารย์ธวัช รัตนาภิชาติ เรียบเรียงประวัติวัดจุฬามณีขึ้น เรียบเรียงขึ้นเริ่มตั้งแต่ วัดจุฬามณีตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่านทางทิศตะวันออก ก็เป็นวรรณกรรมทีเดียวล่ะทีเนียะ อยู่ใต้เมืองพิษณุโลกลงไปตามถนนบรมไตรโลกนาถ ประมาณ 12 กิโลเมตร

    ในหนังสือพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐอักษร ได้กล่าวว่า กล่าวถึงการที่ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ผนวชที่วัดนี้ แล้วก็การที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จออกทรงผนวชนั้น ปัจจุบันก็มีหลักฐานปรากฏอยู่นะครับ คือ ถนนปูอิฐ สระน้ำเนินดิน ฐานพระตำหนักที่พักของพระองค์ ปรากฏเหลืออยู่

    บริเวณวัดก็มีปูชนียสถาน และโบราณวัตถุที่สำคัญ มีพระพุทธรูปศิลานะครับ นี่ก็จำรัสงดงาม มีพระนามว่าหลวงพ่อเพชร ประดิษฐานอยู่ในพระวิหาร ปัจจุบันก็ชำรุดหักพังไปมากทีเดียวล่ะครับ ก็มีการซ่อมแซมขึ้น จนผมเห็นว่าปัจจุบันนี่ดีแล้วนะ สวยมากด้วย

    บริเวณที่ตั้งวัดจุฬามณีเนี่ยะเป็นเมืองโบราณ คาดว่าเมืองโบราณตรงนี้ ตอนที่ขอมมีอำนาจก็มาตั้งอยู่บริเวณนี้ แล้วพอในสมัยสุโขทัย จึงได้ย้ายเมืองไปตั้งบริเวณใกล้เคียงกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุปัจจุบัน

    ชื่อเดิมเมื่อครั้งขอมจะเรียกอย่างไรไม่ทราบวัดนี้ แต่ในสมัยสุโขทัยก็เรียกเมืองพิษณุโลกว่าเมืองสองแคว สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวถึงวัดจุฬามณี กล่าวถึงพระปรางค์นะครับ ก็เป็นข้อความที่เรานำมาพูดเสมอ ว่าพระปรางค์นั้นเป็นปรางค์ขอม แล้วมาเปลี่ยนเป็นพระปรางค์ทางแบบของพุทธ ในแผ่นดินสมเด็จพระมหินทราธิราช

    วัดจุฬามณีมีชื่อในประวัติศาสตร์นะ แต่มีชื่อในเรื่องการสงคราม คือ เมื่อกองทัพของกรุงศรีสัตนาคนหุต กองทัพศรีสัตนาคนหุตคือกองทัพของสมเด็จพระไชยเชษฐา ยกมาเมืองพิษณุโลก ในช่วงนั้นเขามาตีกระหนาบ

    พระมหาธรรมราชาอยู่ในเมืองพิษณุโลก ตอนนั้นสมเด็จพระมหินทราธิราชเสด็จยกทัพมาตั้ง ณ ตำบลวัดจุฬามณี ทั้งสองฟากแม่น้ำ ไปจนถึงทัพหลวงตั้งอยู่ ณ ปากน้ำพิง ปากน้ำพิงเนี่ยะ ปากพิงยังไงครับ ปากพิงก็คลองพิงนั่นแหละครับ เป็นคลองต่อกันระหว่างแม่น้ำยมกับแม่น้ำน่าน

    นี่ก็มีนายทหารทั้ง 3 ท่านที่เรียนสังคมศึกษาระดับปริญญาโท ท่านก็ได้พูดเรื่องนี้ให้ฟัง ก็ได้ตรวจสอบดูแล้ว นี่ก็เพราะพระมหินทราธิราชยกทัพมาบอกว่า จะยกเข้าป้องกันเมืองพิษณุโลก

    แต่ว่าสมเด็จพระมหาธรรมราชาซึ่งครองพิษณุโลกทรงทราบเรื่อง ก็ทรงบอกว่าไม่ให้ทัพยกเข้ามา เพราะทราบว่าเป็นทัพของศรีสัตนาคนหุต ซึ่งยกเข้ามาเพื่อจะตีพิษณุโลก มาช่วยกันตีกับกองทัพอยุธยา

    ส่วนในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือพระเจ้าตากสิน อะแซหวุ่นกี้ยกทัพมาประชิดเมืองพิษณุโลก ในตอนนั้นเจ้าพระยาสุรสีห์อยู่ที่เมืองพิษณุโลก ก็เคยยกทัพขึ้นไป เรียกว่าต่อสู้กันบริเวณค่ายปากน้ำพิง ฟากตะวันออก นี่ก็มีการยกทัพกันไป

    ก็ปรากฏว่ากองทัพของพระยาราชภักดี ยกไปตั้งค่ายที่บ้านกระดาษ แล้วให้ทัพของเจ้าจหมื่นเสมอใจราชยกไป ณ วัดจุฬามณี แสดงว่าบริเวณวัดจุฬามณีเคยเป็นสนามรบมาก่อน

    ข้อความนี้ถ้าหากท่านอยากจะค้นคว้า ก็ดูหนังสือของท่าน อาจารย์ธวัช รัตนาภิชาติ นี่ก็เป็นเรื่องของวัดจุฬามณี ก็มีประวัติอีกหลาย ๆ ตอนครับ ที่เกี่ยวข้องกับการสงครามก็มี ที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมก็มี มีหลายตอน

    ถ้าท่านมีโอกาสเข้าไปที่วัดจุฬามณีเนี่ยะ ก็น่าจะไปชมโบราณสถานต่าง ๆ ภายในตัววัดซึ่งมีทั้งกำแพงแก้ว กำแพงแก้วนี่ถ้าท่านมีโอกาสมาชมนะครับ แล้วก็ได้อ่านพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ปรากฏในตอนเสด็จมาตามหัวเมืองฝ่ายเหนือนี่ครับ พระองค์ได้ทรงกล่าวไว้ว่า ในวัดจุฬามณี ยังมีที่ที่ดูได้มาก ของควรดูล้วนอยู่ในลานอันหนึ่งกว้าง 1 เส้น 4 วา ยาว 3 เส้น 12 วา มีกำแพงแก้ว ก่ออิฐสูงประมาณ 12 ศอก นี่รัชกาลที่ 6ทรงกล่าวเอาไว้

    เพราะฉะนั้นท่านใดก็แล้วแต่ สนใจวรรณกรรมและออกมาเชิงวรรณกรรมเชิงประวัติศาสตร์ที่เป็นลายลักษณ์อักษร อาจจะค้นจากหนังสือหลายเรื่องทีเดียวล่ะครับ มีทั้งพระราชนิพนธ์ มีทั้งหนังสือทั่ว ๆ ไป ก็เป็นวรรณกรรมที่เกี่ยวกับวัดจุฬามณี เขียนไว้แต่ละตอน

    เวลาไปที่นั่นไปดูสถานที่จริงด้วย แล้วก็อ่านวรรณกรรมนั้นประกอบ จะได้ความซาบซึ้งทีเดียว ท่านจะได้ประเทืองสติปัญญาได้เป็นอย่างดี และท่านอาจจะเกิดจินตนาการ ย้อนกลับเข้าไปเห็นความเจริญรุ่งเรืองของวัดจุฬามณี ที่ผ่านมาตั้งกี่ยุคกี่สมัย อาจจะเป็นจินตนาการเห็นพระปรางค์ของวัดจุฬามณี ในยุคนั้น ๆ ในยุคนั้น ๆ คือในยุคที่สวยงามอยู่ ถึงในปัจจุบันก็สวยงามอยู่แล้วครับ แต่สมัยก่อนสวยงามมากกว่านี้เหลือเกิน

    ที่ผมได้นำกราบเรียนมาเนี่ยะ ก็เป็นเรื่องของวัดจุฬามณีจากหลักฐานต่าง ๆ คราวนี้จะมาประติดประต่อกันนั้น ก็คงค่อนข้างไม่ประติดประต่อนัก เพราะว่าผมก็เรียกว่าพูดโดยรวดเร็วนะท่านนะ พอได้รับหนังสือจากท่าน และโทรศัพท์จากท่านผมก็พูด เพราะฉะนั้นการพูดติด ๆ ขัด ๆ ก็มีอยู่เสมอ

    ท่านผู้ฟังก็อาจจะคิดว่า ทำไมพูดติด ๆ ขัด ๆ เช่นนี้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะโดยรีบด่วนครับ แต่โดยรีบด่วนในการออกอากาศเนี่ยะ มันก็มีข้อดีนะท่านนะ เพราะว่าผมคาดเอาว่าจะก่อให้เกิดการสังสรรค์กันทางวิชาการ เพราะว่าหลายท่านฟังแล้วก็อาจจะบอกว่า หลักฐานมันไม่ค่อยจะชัดแต่อย่างไร ก็อาจจะมีท่านใดที่เขียนมาถึงผม แล้วเล่าเรื่องอีกทีหนึ่ง ผมก็จะนำออกอากาศเพื่อทุกท่านจะได้ฟัง ทุกท่านจะได้มีความเจริญงอกงามทางสติปัญญา ก็จะเป็นประโยชน์ต่ออนุชน

    ผมคิดว่า ถ้าแม้นว่าจะมีบรรดาคนหนุ่มสาว หรือบรรดาผู้ที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายมั่ง ได้ฟังรายการนี้ ผมก็คิดว่าเขาอาจจะเกิดความรัก อย่างน้อยที่สุดก็รักเมืองพิษณุโลก รักโบราณสถานอันเป็นศิลปกรรม ไม่ใช่ศิลปกรรมธรรมดาครับ แต่เป็นศิลปกรรมที่มีวิญญาณอยู่ด้วยนะครับผม เป็นทั้งสิ่งสวยงามและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในตัว

    ถ้าเขารักพิษณุโลก เขาก็จะรักประเทศไทย ในเมื่อมีความรักเกิดขื้น ทั้งประเทศรักกัน เรื่องที่จะก่อให้เกิดความแตกร้าวกัน เรื่องที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบมันก็จะมีน้อยลง จะค่อยเหลือน้อยลงน้อยลง

    ถ้าเราส่งเสริมให้ความรักเกิดขึ้น จากสิ่งที่เรามีอยู่ ไม่ต้องไปหาสิ่งอื่นเข้ามา และสิ่งที่มีอยู่นั้นไม่ใช่เพิ่งมี แต่สืบเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยโบราณกันมาแล้ว สิ่งนั้นก่อให้เกิดความรักได้ดีกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ เพราะอะไร เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ศิลปะธรรมดา แต่เป็นสิ่งที่มีวิญญาณอยู่ด้วยนะครับ

    รายการวรรณกรรมสองแควก็ขอยุติเพียงเท่านี้ ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ สวัสดีครับ

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>