วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 100 เรื่อง วรรณกรรมวันสงกรานต์
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน 2547 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

      สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

      สงกรานต์เพิ่งผ่านไปนะครับ ก็คงจะได้มีการรดน้ำดำหัว ขอพร อวยพรกันไป สถานีวิทยุหลายแห่งก็คงจะกล่าวถึงที่มาของสงกรานต์นะครับ ตามที่ประวัติ ตามที่ปรากฏในประวัติในตำนานต่าง ๆ ในวันนี้ก็จะได้กล่าวย้อนกลับไปถึงสงกรานต์อีกเหมือนกัน แต่ก็เป็นการกล่าวสรุปและตีความวรรณกรรมทั้งหลายที่เกี่ยวกับสงกรานต์ ตามที่ท่านได้ทราบกันมาอยู่เสมอทุกปีนะครับ

      สงกรานต์แปลตามตัว ก็แปลว่าการก้าวออกไปหรือการย้ายไปของพระอาทิตย์นะครับ เขาใช้คำว่ายกจากระดับนั้น ยกจากตรงนั้นยกจากตรงนี้ พระอาทิตย์ยกจากราศรีมีนเข้าสู่ราศรีเมษ ยกตัวนี้แปลว่า เคลื่อนย้ายออกไปนะครับ คือเดิมอยู่ที่ราศรีมีนก็จะออกไปสู่ราศรีเมษ

      ราศรีมีนก็คือกลุ่มดาว กลุ่มปลานะฮะ มีนปลากลุ่มดาวปลาไปสู่ราศรีเมษนะฮะ กลุ่มดาวแพะ ดาวแกะอะไรก็ว่ากันไปเถิด แต่ก็เป็นกลุ่มดาว ก็เป็นการเริ่มต้นแห่งฤดูร้อน พอพระอาทิตย์ ยกจากราศรีมีนเข้าสู่ราศรีเมษนะฮะ ก็จะเป็นการเริ่มต้นแห่งฤดูร้อนของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

     อาเชียหรือ เอเชีย อาเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออุษาคเนย์ แล้วแต่จะเรียกกัน อุษาคเนย์บางคนก็เรียกอย่างนั้น เริ่มต้นฤดูร้อน ฤดูร้อนเป็นการเริ่มต้นของความมีชีวิตชีวา เพราะอะไร เพราะใบไม้ซึ่งผ่านฤดูหนาวเข้ามาแล้ว เขา เขาก็เริ่มผลิใบนะครับ ในเดือนเมษายนเนี่ยใบไม้ก็ผลิใบออกมาเป็นสีต่าง ๆ สีแดง สีเขียว สีอะไรก็แล้วแต่ ก็ถือว่าใบไม้ผลิ เป็นการเริ่มต้นของชีวิตทีเดียวนะฮะ

      ถ้าจะพูดเป็นภาษาฝรั่งก็ต้อง ตอนนี้เข้าสู่ spring ฤดู spring ยังไม่เข้าฤดูร้อนหรอก ยังเป็นฤดู spring หรือฤดูใบไม้ผลินะฮะ การเคลื่อนย้ายของพระอาทิตย์ ในลักษณะนี้เรียกว่าสงกรานต์นะครับ

      เนื่องจากว่าเป็นฤดูร้อน คนที่อยู่ในอุษาคเนย์หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงนิยามนิยมรดน้ำกัน นิยมเอาน้ำมารดมาสาดกัน เพื่อให้คลายร้อนถือเป็นการเล่นนะครับ ถือเป็นกีฬาก็ได้ สนุกสนาน สนุกสนานจนกระทั่งเป็นประเพณีสืบต่อกันมาเรียกว่าประเพณีสงกรานต์

      ถ้าจะถามวรรณกรรมที่ประกอบในประเพณีนี้นะครับ เราก็เล่าเรื่องนี้กันมาทุกปีนะครับ เล่ากันทุกที เล่ากันวันละหลาย ๆ ครั้ง ในเรื่องตำนานของสงกรานต์ ในวันนี้เราจะได้วิเคราะห์ตำนานของสงกรานต์ว่า ตำนานนี้มันเกิดขึ้นจากความเชื่อ ซึ่งรับอิทธิพลจากทางศาสนานะครับ

      ความเชื่อนี้รับอิทธิพลจากศาสนานี้ เป็นการประสานประสมกัน ระหว่างศาสนาฮินดูกับศาสนาพุทธเข้าด้วยกัน และที่รับนี่ยก็รับจากอินเดีย
นะครับ จากอินเดียก็ผ่านเข้ามาทางมอญ ก็ผ่านทางพม่า มอญ เพราะมอญที่จริงคนเผ่ามอนี่ก็มาจากอินเดียนั่นแหละจากแคว้นกลิงกราษฎร์

      เราคงจำได้ว่าพระเจ้าอโศกมหาราชนี่ยกทัพเข้าตีแคว้นกลิงกราษฎร์ ให้ฆ่าชาวกลิงราษฎร์น่ะ ประหารชีวิตเป็นอันมาก พวกกลิงกราษฎร์ที่เหลืออยู่ก็หนีครับ นั่งเรือหนีเข้ามา จนกระทั่งเข้ามาถึงบริเวณที่อยู่ในปัจจุบันในประเทศเมียนม่าเนี่ยนะครับ พวกนี้เค้าเรียกตัวเองว่า กลิง เรียกนาน ๆ เป็นกะเลง เรียกนาน ๆ ก็เป็นตะเลงน่ะครับ ตะเลงก็คือมอญไง

      เราก็มีวรรณคดีชื่อ ตะเลงพ่าย นั่นพวกมอญที่เข้ามานี่ก็รับความเชื่อจากอินเดียเข้ามาด้วยนะครับ จากนั้นก็เผยแพร่ความเชื่อให้เข้ากับชนเผ่าที่เป็นพม่า ไทยเราก็รับผ่าน รับจากอินเดียผ่านทางมอญ ผ่านทางพม่าเข้ามาเนี่ย

       ความเชื่อนี้ก็เข้ามาในไทยเป็นเวลานานแล้ว ที่ยังมีเห็นอยู่ในศิลาจารึกที่วัดพระเชตุพนเนียะ มีวรรณกรรมเกี่ยวกับเรื่องสงกรานต์ไว้ โดยจารึกเอาไว้ กล่าวโดยย่อ เนี่ยต้องย่อความแล้ว ย่อว่ามีบุตรของเศรษฐีคนหนึ่งชื่อธรรมบาลน่ะ ลูกของเศรษฐีชื่อธรรมบาล ธรรมบาลกุมารต้องใช้คำนี้

       ธรรมบาลเนียะเป็นผู้ที่มีรู้ภาษานก เออ คนเนียะสำคัญนะไม่ใช่เรียนเฉพาะภาษาคนนะ เรียนภาษานกด้วย นี่ถ้าอยู่ในปัจจุบันน่ะถามเรื่องไข้หวัดนกคงทราบดีทีเดียวล่ะ รู้ภาษานกด้วย แล้วธรรมบาลกุมารเนี่ยเรียนจบไตรเภท

      ไตรเภทนี่ก็เป็นอาตำราวิชาการ เป็นคัมภีร์ของศาสนาฮินดูเค้า ประกอบด้วย ฤคเวท ยชุรเวท และสามเวท เรียกว่าไตรเภทนะครับ เรียนจบเมื่ออายุได้ 7 ขวบโอ้คนนี้นะ เรียนเก่งนะครับ เรียกว่าเป็นอัจฉริยะทีเดียวแหละ เรียนจบไตรเภทเมื่ออายุได้ เป็นอาจารย์บอกเรื่องมงคลต่าง ๆ แก่มนุษย์ทั้งหลาย มงคลนะฮะ

      ก็แปลว่าธรรมบาลนี่มีความรู้ในเรื่องมงคล มงคลนี่คืออะไรล่ะท่าน มงคลก็คือความดี ความงามซึ่งมีผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต ถ้ามีสิริมงคลก็แปลว่ามีสุขภาพกายดี มีสุขภาพจิตดี ทั้ง 2 อย่างเนี่ยเรียกว่า helthy คำนี้นะในภาษาอังกฤษนี่นะครับ สุขภาพกายดี สุขภาพจิตดีก็เรียกว่ามีมงคล

      ของเราก็มีมงคล 38 ประการเนี่ย เริ่มต้นแต่ อเสวนา จ พาลานัง การไม่คบกับคนพาลนี่ทำให้เราสุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี ก็คบกับคนพาลก็อาจถูกทำร้ายได้นะท่านนะ เสียสุขภาพกายไป สุขภาพจิตก็เสียด้วย

      ธรรมบาลกุมารเนี่ย เรียนจบไตรเภทตั้งแต่อายุ 7 ขวบ พอโตขึ้นเป็นอาจารย์บอกมงคลต่าง ๆ แก่มนุษย์ทั้งหลาย ทุกคนต้องการมงคลทั้งนั้นละครับ คืออยากอยู่ดีมีสุข กายเป็นสุข จิตเป็นสุขก็ถือว่าเป็นมงคลแล้ว

       เรา ๆ ท่าน ๆ นี่ครับถ้าไม่เจ็บไม่ป่วยนะครับ มีลาภอันประเสริฐ คือไม่เป็นโรค ไม่เจ็บไม่ป่วย ไม่เจ็บไม่ป่วย ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต จิตก็ไม่เจ็บป่วย กายก็ไม่เจ็บป่วย อย่างนี้ถือว่ามีโชคอย่างที่สุดในโลกแล้ว ไม่มีใครจะมีโชคเท่าเราแล้ว ไม่เจ็บไม่ป่วยทั้งกายและทั้งใจเนี่ย ก็แปลว่าเป็นมงคล กายใจไม่เจ็บป่วยถือเป็นมงคล หน้าตามีราศี ราสัน ยิ้มแย้มแจ่มใส

      ก็ปรากฏว่าธรรมบาลกุมารนี่บอกเรื่องที่เป็นมงคลกับมนุษย์ทั้งหลายในยุคนั้น คงจะบอกเรื่องการรักษาสุขภาพมั๊งนะ ว่าอะไรเป็นยังไง

      ก็ปรากฏว่าในครั้งนั้นเนี่ย คนทั้งหลายเค้านับถือท้าวมหาพรหมนะครับ แล้วในบรรดาท้าวมหาพรหมนี่ก็มีกบิลพรหมองค์หนึ่งนะ กบิลพรหมองค์นี้พอทราบว่าธรรมบาลกุมารเนี่ยเป็นผู้ให้มงคล เป็นผู้บอกมงคลแก่มนุษย์ทั้งหลาย นี่ครับ ก็อยากจะตรวจสอบว่า ธรรมบาลกุมารเนี่ยมีความรู้จริงมั๊ย

      เพราะอะไรเพราะท้าวมหาพรหมนั้นก็เป็นผู้ที่ให้มงคลแก่มนุษย์อยู่แล้ว เป็นผู้ที่แสดงมงคลแก่มนุษย์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นพระองค์ก็เลยลงมา มาถามปัญหาธรรมบาลกุมาร 3 ข้อ ไม่ใช่ถามธรรมดานะ มีการถามแบบที่เรียกว่าพนันกันทีเดียวนะท่านนะ เอาจริงเอาจังเนี่ย เอาเรื่องความรู้เข้ามาถามกัน

      แล้วถ้าตอบไม่ได้ก็น่าดูถ้าตอบได้ก็จะได้รางวัล โดยในข้อแม้บอกว่าถ้าตอบปัญหาได้ ถ้าธรรมบาลกุมารตอบปัญหาได้ กบิลพรหมจะตัดเศียรตัวเองเนี่ยบูชา โอ้โฮ้เนี่ยเขาเรียกว่า เอาหัวเป็นประกันนะ ถ้าพูดภาษาบ้านเราน่ะฮะ

      นั่นคือถ้าธรรมบาลกุมารตอบปัญหาได้ ท้าวกบิลพรหมจะตัดเศียรตัวเองให้ แต่ถ้าตอบปัญหาไม่ได้หรือตอบไม่ถูกเนี่ย ก็จะตัดศรีษะของธรรมบาลกุมารเสีย โอ้นี่มาพนันกันน่ากลัวเนี่ยเรื่องพรรณนี้ ตรวจสอบความรู้น่ากลัวมาก

      จากนั้นก็บอกโจทย์มาให้เลย ถ้าปัจจุบันก็เรียกว่าปัญหา ก็เป็นงานวิจัยทีเดียวละอันเนียะ ที่ให้มาก็คือ ถามว่าความเป็นมิ่งขวัญของคนนั้นอยู่ที่ไหนในตอนเช้า มิ่งขวัญในตอนเช้าอยู่ตรงไหน ในตอนกลางวันอยู่ตรงไหน และในตอนค่ำอยู่ตรงไหน นี่ก็คือปัญหานี่นะ คือ หัวข้อวิจัยล่ะที่ท้าวมหาพรหมเนี่ยถามธรรมบาลกุมาร ถ้าไปค้นคว้ามาจนตอบได้ ถ้าตอบถูกท้าวมหาพรหม กบิลพรหมจะตัดเศียรตนเองให้นะ แต่ถ้าตอบไม่ถูกขอตัดศรีษะของธรรมบาล โอ พนันน่ากลัวมากอันนี้

     ธรรมบาลก็บอกว่า โอ้โฮวิจัยอันนี้มันตอบยากนะ จะตอบปัญหาทางการวิจัยอันนี้ยากมาก เพราะฉะนั้นขอผลัดไป 7 วันได้ไหม ขอเวลา 7 วัน ในการไปทำวิจัยครั้งนี้ ก็ปรากฏว่า 7 วันเนี่ย ตัวก็นอนคิดอยู่นานคิดไม่ออกครับไม่รู้จะหาวิธียังไงจะตอบได้ ล่วงไปถึง 6 วันแล้ว เหลืออีกวันเดียว โอ้ วิจัยอันเนียะเสร็จยากเลยเนี่ย ยากพอ ๆ กับนิสิตบางคนทำไม่เสร็จนี่มั้ง

     ธรรมบาลกุมารก็ยังคิดไม่ได้ว่าจะตอบว่ายังไงเลย หมดอาลัยตายอยากในชีวิตเลยคิดว่า ยังไง ยังไง ต้องถูกตัดหัวแน่เลยในคราวนี้ ก็มีความกลัดกลุ้มใจ เอ้าคนเรานี่เกิดความเครียด ทำงานวิจัยไม่เสร็จเนี่ย ลองถามนิสิตเค้าดูสิ พวกปริญญาโท ปริญญาเอกนี่เค้าเครียดกันทั้งนั้นแหละ ธรรมบาลนี่ก็เครียดนะนี่นะ

     เครียดเสร็จก็ไม่รู้จะไงล่ะ ถ้าสมัยก่อนก็ต้องออกไปเที่ยวป่า แต่ธรรมบาลนี้ไม่ไปไกลหรอก ก็เลยลงจากปราสาทเนี่ยไปนอนอยู่ใต้ต้นตาล มีต้นตาลมันขึ้น เรียกว่าตาลคู่
ตรงนั้นนะขึ้น 2 ต้นเนี่ยเป็นตาลคู่ ถ้าต้นเดียวเรียกว่า ตาลเดี่ยว อันนี้ก็เป็นตาลคู่ขึ้นอยู่ 2 ต้น ตัวเลยไปนอนใต้ต้นตาลนั้น

      ก็ปรากฏว่าบนต้นตาลนั้นน่ะ มีนกอินทรีย์สองผัวเมีย นี่นกนี้เค้ามาทำรังอยู่บนต้นตาลทีเดียวล่ะ อาศัยอยู่ พอถึงเวลาค่ำนางนกก็คุยกับสามีนก อันนี้ก็ต้องทราบกันว่า ธรรมบาลกุมารนี่รู้ภาษานก นี่แกเรียนมานะ แกเลยไปนอนใต้ต้นตาล นางนกอินทรีย์ก็คุยกับสามีของนา

      คุยกันว่า " เออ พรุ่งนี้เราจะไปเอาอาหารที่ไหนมากินกันดีล่ะ" สามีนกอินทรีย์ก็บอกว่า "ไม่ต้องไปหากินอะไรหรอก เห็นไหมเนี่ยธรรมบาลกุมารเนียะ มานอนอยู่ใต้ต้นตาลอยู่แล้ว แล้วพรุ่งนี้เนียะ ท้าวกบิลพรหมก็คงจะฆ่า ฆ่าธรรมบาลกุมารเสีย เพราะอะไร เพราะแกตอบปัญหาไม่ได้ เค้าถามปัญหามาเนี่ย ถามว่ามิ่งขวัญของคนน่ะ ตอนเช้าอยู่ตรงไหน ตอนกลางวันอยู่ไหน ค่ำอยู่ไหน ธรรมบาลกุมารตอบไม่ได้หรอก ก็เลยมานอนหมดอาลัยตายอยากอยู่ใต้ต้นตาลเนี่ย เนียะอยู่ข้างล่างเราเนี่ย"

     มองดูซิ เพราะฉะนั้น พรุ่งนี้ไม่ต้องไปหาอาหาร ยังไง ยังไง ก็ธรรมบาลกุมารถูกตัดหัว เขาก็กินธรรมบาลกุมารเสียก็หมด เพราะยังไงแกก็ไม่มีทางตอบปัญหาวิจัยอันนี้ได้หรอก ธรรมบาลกุมารได้ฟังก็นอนฟังดูว่า เออนกมันจะพูดยังไงต่อ

      นางนกนี่ก็เลยถามสามีของตัวว่า "ไอ้ปัญหาน่ะ มันเป็นยังไงล่ะ ไอ้ที่ตอบไม่ได้เพราะยังไง" สามีก็บอกว่า "ท้าวกบิลพรหมถามธรรมบาลกุมารว่า ตอนเช้านี่ราศีอยู่ที่ไหน ตอนกลางวันหรือเที่ยงวัน ราศีอยู่ที่ไหน ตอนค่ำราศีอยู่ที่ไหน"

      ราศีก็คือสิ่งดีสิ่งงาม ว่าตอนเช้าจะปรากฏตรงไหนของมนุษย์ กลางวันจะปรากฏตรงไหน ค่ำจะปรากฏตรงไหน เนี่ยราศีมันอยู่เป็นที่นะท่านนะ นางนกถามว่า "เอ้าแล้วทำไม ธรรมบาลกุมารตอบไม่ได้ แล้วถ้าตอบเนี่ยมันจะตอบยังไงล่ะไอ้ปัญหาอันนี้เนียะ" งานวิจัยอันนี้คำตอบมันเป็นอย่างไง ท่านตอบได้ไหมล่ะ

      สามีนกอินทรีย์ก็บอกว่า "เราตอบได้ แต่ธรรมบาลนี้เขาตอบไม่ได้ เราตอบได้เพราะเรารู้ เรารู้ว่าตอนเช้าเนี่ยราศีอยู่ที่หน้าเนี่ย" มนุษย์ทั้งหลายนั้นตอนเช้าราศีจะอยู่ที่หน้า ถ้าไม่ล้างหน้าในตอนเช้านี่จะไม่มีราศีนะท่านนะ เนี่ยไม่ล้างหน้าวันเดียวก็หมดราศีแล้ว ที่จริงอันนี้ก็มีโคลงกล่าวไว้เหมือนกันนะ โคลงนั้นบอกว่า อืม…

    เจ็ดวันเว้นดีดซ้อม ดนตรี
อักขระห้าวันหนี เนิ่นช้า
สามวันจากนารี เป็นอื่น
วันหนึ่งเว้นล้างหน้า อับเศร้าหมองศรี

     เนี่ยเว้นล้างหน้าวันเดียวเนี่ย ไม่ล้างหน้าวันเดียวเนี่ยราศีหมดนะท่านนะ ถือว่าไม่เป็นสิริมงคลนะ เสียสุขภาพ คนแต่ก่อนคิดอย่างนั้น นี่โคลงเมื่อสักครู่ ท่านฟังดู ท่านคงคิดนะ เออแปลกดีเหมือนกันนะ เขาบอกว่า “เจ็ดวันเว้นดีดซ้อม ดนตรี” เจ็ดวันถ้าไม่ดีด ไม่ซ้อมดนตรี ตัวเคยเล่นซอ ตัวเคยเล่นกีตาร์ ถ้าเคยเล่นแซกโซโฟน เคยเล่นขิม ไม่ซ้อมซัก 7 วัน ไม่เล่น 7 วัน รับรองครับลืมไปมากเลย นี่น่าคิดนะ นักดนตรีที่ไม่ซ้อมดนตรีซัก 7 วัน ลืมไปมากทีเดียว

     “อักขระห้าวันหนี เนิ่นช้า” คนเราถ้าไม่อ่านหนังสือไม่หัดเขียน ไม่หัดอ่านเนียะรับรองเลย 5 วันเนี่ยจะลืมได้ง่าย ท่านที่เป็นนิสิตนะ ท่านก็ลองดูสิไม่อ่านตำราสัก 5 วัน ลืมไหมล่ะลืมอันนี้

     ”ไอ้สามวันจาก นารีเป็นอื่น” ตัวนี้ละครับมีปัญหามากทีเดียว มีคนถามผมว่า เออ “สามวันจากนารี เป็นอื่น” นี่แปลว่าอะไร แปลว่าผู้ชายจากผู้หญิงไปสามวัน ผู้ชายก็เป็นอื่น หรือว่าผู้ชายจากผู้หญิงไปสามวันผู้หญิงก็เป็นอื่น หรือว่าผู้ชายจากผู้หญิงไปสามวันทั้งคู่ต่างก็เป็นอื่น (หัวเราะ) ถ้าถามอย่างนี้นี่ตอบ ตอบว่าประการใดดีล่ะ

     ก็ตอบไม่ยากนะท่านนะ ต้องดูในบทที่ 1 เขาบอกว่า “เจ็ดวันเว้นดีดซ้อม ดนตรี” แน่ะ 7 วันถ้าคนไม่เล่น ดนตรี คนนั้นย่อมลืม ลืมวิชาดนตรี “อักขระห้าวันหนี เนิ่นช้า” ถ้าคนทำหน้าที่เป็นประธานเนี่ยไม่อ่านหนังสือซะ ห่างจากหนังสือซะ 5 วัน รับรองเลยลืม เพราะฉะนั้น “สามวันจากนารี” ต้องเป็นตัวประธานที่จากคือผู้ชาย ผู้ชายเป็นอื่น

     ถ้าหากว่าใช้ตรรกศาสตร์ของอันนี้นะครับเหมือนกับ “วันหนึ่งเว้นล้างหน้า อับเศร้าหมองศรี” นี่ไม่ล้างหน้าวันเดียวก็รับรองเลย คนที่ไม่ล้างหน้านั่นเองล่ะครับจะเสียราศี อันนี้ก็เอาโคลงขึ้นมาเทียบ เทียบกับที่พูดเมื่อกี้นี้ ที่นกอินทรีย์ผู้เป็นสามีบอกกับภรรยาว่า ปัญหาที่ธรรมกุมารตอบไม่ได้ว่าตอนเช้า ราศีอยู่ที่ไหนนั้น พ่อนกนี่ตอบได้ ตอนเช้าราศีอยู่ที่หน้า ด้วยเหตุนี้มนุษย์ทั้งหลายจึงล้างหน้าในตอนเช้า

     เอ้าจริง ๆ นะท่านนะ ตื่นขึ้นถ้าไม่ล้างหน้านี่ หน้าไม่ถูกน้ำนี่มันเหี่ยวนะท่านนะ ถ้าถูกน้ำปั๊บมันเต่งตึงขึ้นทันที เออ ท่านที่เป็นสุภาพสตรีก็ลองดูสิ ถ้าไม่ล้างหน้า ลองส่องกระจกดูสิท่าน หน้าตาก็จะอืม ไม่ ไม่สวยงามนะ แต่ถ้าล้างหน้ามาสักหน่อยปั๊บ แค่นั้นนะ หน้าตาก็จะสวยงามทันที เพราะพอถูกน้ำขึ้นมาเนี่ย หน้าตาจะเต่งตึงท่าน จึงถือว่าราศีอยู่ที่หน้า

     ตอนเช้าตื่นขึ้นนอกจากจะล้างหน้าแล้ว ยังต้องทำหน้าให้สวยงามด้วยนะท่านนะ จะผัดหน้าให้งาม เขียนคิ้ว เขียนตา ทาแก้ม ทาปากด้วยลิปสติกอะไรทำนองนี้ หน้าก็จะงามขึ้น ราศรีก็จะดี เพราะฉะนั้นแต่งหน้าตอนเช้าราศีจะดี

     ก็ต้องถามเสียก่อนว่าทำไมจึงต้องแต่งหน้าแต่งตา คำตอบคือ เพื่อให้ราศีดี แล้วมีราศีแล้วมันจะเป็นยังไงล่ะ คำตอบคือ คนที่เห็นเราจะมีสุขภาพจิตดีด้วย ใครที่แต่งหน้าสวยงามในตอนเช้า แปลว่าเป็นคนที่รับผิดชอบต่อสุขภาพจิตของสังคม ใครเขาเห็นหน้าตาเราสวยเขาก็ชอบ ถ้าหน้าตาเราไม่สวยเลยนี่คนเขาก็ไม่ชอบไม่มีการแต่ง ฉะนั้นในตอนเช้าต้องล้างหน้า เพราะราศีอยู่ที่หน้า ล้างหน้าไม่พอ แต่งหน้าซะด้วย

     นี่เป็นปัญหาข้อแรก ท้าวกบิลพรหมถามธรรมบาล ธรรมบาลตอบไม่ได้ แต่พ่อนกนี่ตอบได้ นกผู้เป็นสามีก็บอกกับภรรยาว่า ราศีอยู่ที่หน้า พ่อธรรมบาลกุมารซึ่งนอนอยู่ใต้ต้นตาลนั้น รู้ภาษานก ก็รู้คำตอบทันทีว่า เออ ราศรีอยู่ที่หน้า นี่นกนี่มันรู้ นี่มันเป็นนกรู้ว่างั้นเถอะ ธรรมบาลก็รู้ทันทีว่าราศีอยู่ที่หน้า

     จากนั้นนกก็พูดต่อไปอีกว่า เวลาเที่ยงราศีอยู่ที่อก ตอนเที่ยงราศีอยู่ที่อก มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อกคงจะรวมทั้งบริเวณจั๊กแร้ด้วยมั้ง เพราะอากาศมันร้อน เอาเครื่องหอมน่ะ พรมเสียบริเวณที่อกเนี่ย ก็จะถือว่าราศีมันอยู่ตรงนั้น เนี่ยเรียนรู้จากนกนะท่านนะไม่ใช่เรียนรู้จากธรรมดานะเนี่ย คนน่ะตอบไม่ได้คนนี้มาเรียนจากนก งั้นตอนกลางวัน ตอนกลางวันก็เอาเครื่องหอมประพรมที่อกเพราะราศีอยู่ที่อก คนที่หน้าอกหอมเนี่ย ตอนกลางวันเนี่ยมีราศีนะท่านนะไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย

     ส่วนเวลาค่ำ ราศีจะไปอยู่ที่เท้า เพราะฉะนั้นคนทั้งหลายจึงต้องล้างเท้า เอาน้ำล้างเท้าก่อนจะนอน ก่อนจะนอนต้องล้างเท้าเพราะราศีอยู่ที่เท้า ผู้ชายสมัยก่อนนี้ก่อนจะนอนต้องล้างเท้าให้สะอาดด้วย เพราะอะไร เพราะภรรยาเค้าจะต้องกราบที่เท้า เพราะฉะนั้นต้องล้างเท้าให้สะอาดไม่งั้นถือว่าเสียราศี ภรรยาไปกราบเข้าเท้าไม่สะอาดอย่างงี้เสียราศีแน่นอนเลย ภรรยาก็เสียราศีด้วย เพราะไปกราบเอาเท้าที่ไม่สะอาด

     คนแต่ก่อนน่ะเค้ากราบเท้ากันก่อนนอนน่า เนี่ย แล้วดีทีเดียว คนปัจจุบันไม่ยอมกราบกันเลยล่ะ ภรรยาไม่กราบเท้าสามีก่อนนอน บางคนอ้างว่าสามีมีซีต่ำกว่าตัว ตัวซีเก้าแล้ว สามีซีแปดเงี๊ยะ เลยไม่ยอมกราบเท้าสามีก่อนนอน น่าคิด

     ที่จริงเค้าให้กราบกันเพราะอะไร กราบกันก็เพราะว่าผู้ชายไทยเนี่ยชอบเที่ยวนะท่านนะ ถึงกลางคืนมันอยากเที่ยวอยู่เสมอ ชอบท่องเที่ยวตั้งแต่ยังไม่มี ท.ท.ท. ตั้งแต่ยังไม่มีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเนี่ย จะชอบเที่ยวกันมาก่อน ก็ดูคำถามซิ ชอบถามกันเสมอว่าไปไหนมา แปลว่าที่ไป มันมีมากนะท่าน ตอนกลางคืนเนี่ย ตรงนั้นก็มีตรงนี้ก็มีก็ไปเยอะ เค้าเลยสอนให้กราบเท้าสามีก่อนไง กราบเสร็จก็กอดเอาไว้ สามีก็ไม่ไปเที่ยวไหน ชีวิตก็เป็นสุข แม้สามีจะให้เค้ากราบเท้าก็ต้องล้างเท้าก่อน ถ้าเท้าไม่สะอาดก็ถือว่าไม่มีราศี

     ก็เป็นอันว่าธรรมบาลกุมารนี่ก็ทราบทันทีว่า คำถาม หรือหัวข้อวิจัยหรือปัญหาที่ท้าวกบิลพรหมให้มา ที่ถามว่าตอนเช้าราศีอยู่ที่ไหน ตอนกลางวันราศีอยู่ที่ไหน ตอนเย็นราศีอยู่ที่ไหนเนี่ย ธรรมบาลกุมารเรียนจากนก เพราะนกสามีเขาพูดให้นกภรรยาฟัง นกอินทรีย์นั่นนะฮ่ะพูดให้ภรรยาฟัง ภรรยาก็เป็นนกเหมือนกันนี่แหละ

     พูดเสร็จธรรมบาลก็จำได้ จำคำตอบได้ ที่จริงไอ้จำคำตอบได้นี่ ฝ่ายที่เสียก็คือนกนะ เพราะนกสามีกับนกภรรยาต้องไปหาอาหารกินเองแน่เลย ถ้าแบบนี้ เพราะถ้าไม่พูดคำพูดนี้เสีย ถ้าไม่ตอบคำถาม ธรรมบาลกุมารไม่รู้ ธรรมบาลกุมารก็เสร็จครับ วันรุ่งขึ้นท้าวกบิลพรหมตัดหัวแน่ แล้วจะทิ้งเอาตัวไว้ให้นกกิน เนี่ยนกนี้มันรู้มาก มันเลยไม่ได้กิน เออลำบากนะ

     นี่ถ้ารู้แล้วไม่พูดซะยังจะมีโอกาสได้กินนี่เขาเรียกว่า นกนี่ก็พูดไปสองไพเบี้ยนะเนี่ย (หัวเราะ) นิ่งเสียตำลึงทอง ถ้านิ่งก็จะได้กินธรรมบาลกุมาร ถ้าไม่ได้นิ่งก็เลยไม่ได้กิน ก็นิทานเค้ากำหนดอย่างนั้นน่ะ ทำให้นกอินทรีย์นี้พูดออกมา ธรรมบาลกุมารก็จะได้ไม่ถูกตัดหัวไงละ

     พอรุ่งขึ้นน่ะ วันที่ 7 ครบวันแล้ว รุ่งขึ้นเช้าท้าวกบิลพรหมก็มาทันที มาถามธรรมบาลกุมารว่า เจ้าตอบปัญหาที่เราถามได้หรือไม่ล่ะที่ว่าราศีอยู่ตรงไหน ยังไงเนี่ย ถ้าตอบไม่ได้หรือตอบผิดละก็ถูกตัดหัวแน่ ถ้าท่านตอบได้ เราจะตัดเศียรเราให้ท่าน เออพูดอย่างนี้น่ารักทีเดียวเลย

     ธรรมบาลกุมารก็บอกว่าเราตอบได้แล้ว แต่ไม่ได้บอกนะว่าเราได้ยินมาจากนกอินทรีย์พูด ธรรมบาลกุมารไม่ว่าอย่างนั้นบอกเลยว่า ที่ท่านถามว่าตอนเช้าราศีอยู่
ที่ไหน เราขอตอบว่า ตอนเช้าราศีอยู่ที่หน้า เพราะฉะนั้นทุกคนตื่นขึ้นก็ล้างหน้าเสียก็จะมีราศี ตอนกลางวันท่านถามว่าตอนกลางวันราศีอยู่ที่ไหน เราก็ขอตอบว่าตอนกลางวันราศีอยู่ที่หน้าอก เพราะงั้นเอาของหอมเครื่องหอมพรมที่หน้าอกก็จะมีราศี แล้วที่ท่านถามว่าตอนค่ำราศีอยู่ที่ไหน เราขอตอบว่าราศีอยู่ที่เท้า ตอนค่ำเนี่ยต้องล้างเท้า ต้องล้างเท้าจึงจะมีราศี นั่นพูดเสียงตัว ร สับสนกันไปหมดเลย ล้างเท้าจึงจะมีราศีนะท่านนะ

    พอตอบเช่นนี้ ท้าวกบิลพรหมก็บอกว่า เอาละซิท่านตอบถูกแล้ว ตามสัญญาถ้าท่านตอบได้ถูกเรื่องนี้มันเป็นมงคล แปลว่าท่านมีความรู้ทางมงคล ท่านบอกมงคลแก่มนุษย์นั้นถูกต้องแล้ว เราสัญญากับท่านไว้ว่าท่านตอบได้เราจะตัดเศียรเราให้ เอาล่ะเราจะต้องตัดเศียรเราให้ท่าน

     ท้าวมหาพรหมนี่นะครับพอจะตัดเศียรตัวเองให้เนี่ย ก็เรียกลูกสาวซึ่งเป็นเทพธิดมา เขาบอกว่าเทพธิดานี่มี 7 เลยนะ 7 องค์เนียะ ทั้งหมดนี่เป็นบาทบริจาริกาของพระอินทร์ เออในนี้มันไม่รู้ว่าตำนานนั้นเป็นยังไง พระอินทร์องค์ไหนนะเนี่ยที่มีบาทบริจาริกายังนี้ เพราะถ้าพระอินทร์ของฮินดูเนี้ยะก็มีคนเดียวคือ พระศจี มีชายาองค์เดียวแค่นั้นแหละ แต่ถ้าพระอินทร์ของพุทธก็มีตั้งหลายองค์น่ะ สุจิตรา สุธรรมา สุชาดา สุอะไรก็ว่ากันไปเถอะ แต่วันนี้เขาบอกว่ามีเทพธิดาทั้ง 7 เนี่ย หรือจะไปเป็นคนรับใช้ของพระอินทร์ก็ไม่รู้

    เรียกลูกสาวมาแล้วก็บอกกับลูก กล่าวว่า เราจะตัดเศียรของเราเนียะ ให้แก่ เป็นการบูชา ตัดเศียรบูชาธรรมบาลกุมาร เพราะอะไร ธรรมบาลกุมารเป็นคนมีปัญญา สามารถตอบปัญหาของเราได้ นี่ถ้าไม่รู้ว่า ธรรมบาลกุมารนี่แกไม่ได้คิดเองหรอก แกไปเอามาจากนกอินทรีย์ล่ะก็น่าดูล่ะ นกอินทรีย์ตัวผู้เค้าพูดได้ก็ตอบถูกเนียะ พอดีธรรมบาลรู้ภาษานกก็เลยรู้

    เอาละเป็นอันว่าท้าวกบิลพรหมก็บอกว่า เราจะตัดเศียรของเราเนี่ยนะบูชาธรรมบาล แต่ตัดเศียร…ต้องทราบว่า เศียรหรือศีรษะของเรามีฤทธิ์เดชมากมาย ถ้าตั้งไว้บนแผ่นดินเนียะ ไฟก็จะไหม้ทั่วโลก เออศีรษะพระพรหมตั้งธรรมดาได้ที่ไหนละ ไฟไหม้ทั่วโลกเลย ถ้าทิ้งขึ้นไปบนอากาศ โยนไปบนอากาศก็เชื่อว่าฝนจะแล้ง ถ้าทิ้งไว้ในมหาสมุทรน้ำจะแห้ง เรียกว่าเอาไว้ตรงไหนไม่ได้ เพราะงั้นจึงให้พระธิดาทั้ง 7 เนี่ย เอาพานมารับเศียรของเราเสีย

     เออ ทำไมเศียรจึงมีฤทธิ์อย่างนี้ อันนี้บอกอะไรแก่เรานะฮะเนี่ย ว่าเศียรของพระพรหมน่ะกบิลพรหมน่ะ ถ้าอยู่ในน้ำแล้วน้ำจะแห้ง ถ้าอยู่ในตั้งไว้บนดินก็จะเกิดไฟไหม้ เอาไว้บนอากาศหรือฝนก็จะแล้ง มันแปลว่าอะไร อันนั้นเป็นปริศนาที่เราต้องมาคิดกันนะครับ มันเกี่ยวข้องอะไรกันกับความแล้งของอากาศ

     มันก็แปลว่าครั้งหนึ่งเศียรของพรหมองค์ใดก็แล้วแต่ ก็เคยทำให้เกิดฝนแล้ว ทำให้น้ำแห้ง เคยทำให้ไฟไหม้ เป็นไปได้ไหม แล้งพระพรหมนี่มีอยู่องค์ล่ะเนี่ย ยังมีเศียรอะไรที่เหลืออยู่ไหมที่ไม่มีใครเอาพานมารับ น่านำตีความนะตรงนี้นะครับ ก็เสนอแนะให้ท่านที่เรียนทางด้านคติชนวิทยา โดยเฉพาะทางสายของนิทาน หรือ folktale ได้ตีความเรื่องนี้

     นี่ก็บอกไว้เลยเช่นนั้น ให้ธิดาทั้ง 7 เนียะ เอาพานมาเลย เอาพานทองมารับศีรษะของเราเอาไว้นะครับ รับเอาไว้เสีย ว่าแล้วก็ตัดศีรษะส่งให้ธิดา คนที่เป็นพี่สุด นางธิดานั้นก็เอาพานมารับเศียรของบิดาไว้ ธิดาของท้าวกบิลพรหมเนี่ยเอาพานมารับเศียรของท้าวกบิลพรหมเอาไว้

     พอรับเสร็จเรียบร้อยก็นำไปแห่แหนทำทักษิณาวัตร ทักษิณาวัตรแปลว่า เวียนขวาเอาไปเวียนที่ไหนเนี่ย เอาไปเวียนรอบเขาพระสุเมร เออทำไมจึงต้องเอาเศียรไปแห่แล้วก็เวียนด้วย ก็เป็นการประกาศให้ทราบว่า ท้าวมหาพรหมนั้น เป็นผู้รักษาวาจาสัตย์ยิ่งนัก นั่นคือพอแพ้พนันแล้ว ก็ตัดเศียรให้ตามถ้อยคำที่ตัวได้ให้ไว้ทุกประการ

     ฉะนั้นการที่นางธิดาทั้งหลายเนี่ย แห่เศียรของพระพรหมไปรอบเขาพระสุเมรุ แล้วก็แห่มาผ่านโลกมนุษย์ด้วยเนี่ย เป็นการประกาศถึงว่าพระพรหมนั้นรักษาวาจาสัตย์ยิ่งนัก ถ้าพระพรหมเค้าทำเช่นนี้ เราก็ควรจะทำตามพระพรหมด้วย เพราะอะไร เพราะเศียรของพระพรหม เฉพาะเศียรก็อิทธิฤทธิ์มากมายละครับ อยู่ตรงไหน สร้างความเดือดร้อนได้เยอะ งั้นการรักษาความสัตย์ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ

     การที่ถึงวันสงกรานต์ครั้งหนึ่ง ถ้านึกถึงท้าวกบิลพรหม จงนึกถึงว่าพระองค์เป็นผู้ที่รักษาความสัตย์ยิ่งนัก ลั่นวาจาไว้อย่างไรก็ได้ทำอย่างนั้น นี่ก็ลั่นวาจาไว้ว่าถ้าแพ้พนันจะตัดเศียรของตัวบูชาธรรมบาลกุมารก็ได้ตัด ตัดเสร็จลูกก็รับเอามานะครับ ลูกก็รับเอามา เอามาเวียนขวารอบเขาพระสุเมรุนะ ก็คือรอบจักรวาลนะฮ่ะ รอบหนึ่งใช้เวลาถึง 60 นาที จึง โอ้แปลว่าเวลาเหาะไปนี่เหาะเร็วเหมือนกันนะ 60 นาทีนี่นะ 1 ชั่วโมงน่ะก็เวียนรอบ

     จากนั้นก็เชิญเอาเศียรของท้าวของกบิลพรหมผู้เป็นบิดาเนี่ย ไปไว้ในมณฑปนะฮะซึ่งอยู่ในถ้ำคันธุลี ที่เขาไกรลาศ อันนี้เราก็ไม่รู้หรอกว่าอยู่ตรงไหน แต่อยู่เขาไกรลาศก็แล้วกัน

     คืออย่างนี้นะท่านนะ โลกเราเนี่ยถ้าตามเอ้อโลกสัณฐานเนียะ พระสุเมรุถือว่าเป็นหลักของโลกท่าน อา ..เป็นหลักของโลก แล้วจากเขาพระสุเมรุนี่เรามองไปนะฮะก็จะพบทวีป ทวีปหนึ่ง ซึ่งมีต้นหว้าขึ้นบริเวณนั้น อันนั้นคือ ชมพูทวีป ชมพู ต้นชมพู่ ในภาษาอีสานแปลว่าต้นหว้านี่ละฮะ ชมพูทวีปคือมีต้นหว้า

     ถ้าทวีปที่อยู่ทางทิศตะวันออกให้เรียกว่า บูรพวิเทหะทวีป นะฮ่ะ มันมีทวีปอยู่ 4 ทวีป โดยเอาเขาพระสุเมรุเป็นหลัก ทวีปแรกคือชมพูทวีป ทวีปที่สองคือบูรพวิเทหะทวีป ทวีปที่ 3 คือ อมรโคยานีทวีป และทวีปที่ 4 คือ อุตรกุรุทวีปนะฮะ แล้วก็ยังมีเขาอยู่ที่เป็นบริวาร ก็คือเขาไกรลาศ เขาไกรลาศนี่เป็นที่ประทับของพระศิวะนะครับ

     แล้วที่ถ้ำคันทุลี ในเขาไกรลาศนี่นะครับ ที่นางธิดาทั้งหลายของท้าวกบิลพรหมเนี่ย นำเอาเศียรของท้าวกบิลพรหมไปประดิษฐานไว้ในถ้ำนั้น ไม่ประดิษฐานธรรมดา ยังบูชาด้วยเครื่องทิพย์ต่าง ๆ บูชาทำไมล่ะฮะ บูชาเพราะถือว่าเป็นผู้ที่มีความสัตย์ยิ่งนัก รักษา สัจวาจา ยิ่งนัก แม้แต่พระวิษณุกรรมก็มาเนรมิตแก้ว 7 ประการ ประดับถ้ำนั้น แก้ว 7 ประการนี้ชื่อว่า ภควดี ประดับถ้ำ

     แล้วให้ถ้ำนั้นเนี่ย เป็นที่ประชุมของเทวดา เทวดาทั้งหลายก็จะมาประชุมที่ถ้ำคันธุลี ที่เขาไกรลาศเนี่ย เวลามาประชุมในถ้ำก็ต้องพูดแต่วาจาสัตย์ทั้งนั้นเนี่ย เทวดาเขาก็รักษาสัจวาจา ด้วยนะท่านนะ เวลาประชุมกัน เพราะตรงถ้ำนี้เป็นที่ประดิษฐานของเศียรของท้าวกบิลพรหม

     พระวิษณุกรรมก็มาเนรมิตรถ้ำนี้ มีแก้ว 7 ประการนะท่านนะ ขึ้นเต็มไปหมดเลยอยู่ในนั้นล่ะครับสวยงามมาก เทวดาเขามาประชุม เทวดาทั้งหลายนี่ก็เอา เอาไม้เถาชนิดหนึ่งชื่อว่า ฉมุลาด มาล้างในสระอโนดาต 7 ครั้ง แล้วก็แจกกันนะฮะ ทุกๆ องค์

     เออเทวดาก็มีเถาไม้อะไรมากินกันตรงนี้นะฮะ แจกกันไปด้วย แล้วเวลาที่จะเอาเถาไม้นี้มาเสวยนี่ก็ต้องทำไมล่ะครับ หรือมาเซ่นสรวงสังเวยนี่ก็ต้องนำไปล้างในสระอโนดาตเสียก่อน สระอโนดาต ทะเลสีทันดร นะฮะ หรือ สตบรรพรต อะไรพวกนี้ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในป่าหิมพานต์ ว่าง ๆ จะได้กราบเรียนเรื่องนี้

     เรื่องเขา ภูเขา ซึ่งมี 7 ลูก เรียกว่า สัตบรรพรต วินันตะกะ หัสกัน การวิก อิสันธร ยุคนธร อะไรพวกนี้นะครับ แล้วก็มีสระอโนดาต ระหว่างภูเขานั้นก็จะมีทะเลสีทันดรอะไรพวกนี้ ของพวกนี้อยู่ในอยู่ในหิมพานต์น่ะครับ เราท่านก็คงไม่เคยเห็นหรอก

     มีนกบางประเภทอยากไปเที่ยวป่าหิมพานต์ บินไปตั้งแต่เป็นนกเล็ก ๆ จนกระทั่งหัวหงอกกลับมาเรียกว่า งกนกหัวหงอก ก็ ยังไม่ถึงอา ยังไม่ถึงป่าหิมพานต์สักที เพราะงั้นเราก็คงไม่มีโอกาส ได้ไปรู้จัก ไปรู้จักถ้ำคันธุลี ที่เขาไกรลาศเนี่ยคงไปไม่ถึงแน่พวกเรา

     แต่พวกเรามีโอกาส สัมผัสกับเศียรของท้าวมหาพรหมได้ เพราะอะไร เพราะว่าพอครบกำหนด 365 วัน เนี่ยซึ่งโลกสมมุติว่าเป็นปีหนึ่งนี่ฮ่ะ พอถึงวันสงกรานต์นางเทพธิดาทั้ง 7 องค์ จะผลัดเวรกัน เชิญเศียรของท้าวกบิลพรหมออกแห่ทักษิณาวัตรหรือประทักษิณ เขาพระสุเมรุทุกปี เอาออกมาแห่เพื่อบูชาเขาพระสุเมรุประทักษิณ เวียนขวาออกมาทุกปี เสร็จเรียบร้อยก็จะกลับไปเทวโลก

       ลูกสาวทั้ง 7 ของท้าวกบิลพรหมเนี่ยมีชื่อนะ สมมติเรียกกัน ซึ่งฟังดูชื่อพวกนี้เนี่ยนะ แปลกนะท่านนะ ถ้าแปลกแล้วน่าดูทีเดียวล่ะ เช่นชื่อว่า ทุงษเทวี, โคราคเทวี, รากษสเทวี, มัณฑาเทวี, กิริณีเทวี, กิมิทาเทวี และ มโหทรเทวี

      และชื่อท้ายสุดนี่ มโหทร ถ้าจะแยกศัพท์ก็ มหา บวก อุทร แปลว่า ท้องโตนะท่านนะ ทั้ง 7 นางเนี่ย ชื่อ กิริณี ก็มี แปลว่าช้างก็ได้ยังเงียะ ทั้ง 7 นางนี้ ผลัดกันนะครับ ผลัดกันถือพานที่มีพระเศียรของท้าวกบิลพรหมอยู่เนียะ ถือแห่รอบจักรวาลใน 12 ราศี เชื่อว่าครบรอบปีหนึ่งทีเดียวแหละ แห่รอบจักรวาลเลยท่าน

      เพราะฉนั้นเขาเชื่อว่าระหว่างเดือนมีนาคม ถึงเดือนเมษายนเนี่ยเป็นระยะที่นางทั้ง 7 เนี่ยแห่เศียรของท้าวกบิลพรหม ซึ่งเป็นบิดาของตนเนี่ยฮะ มารอบจักรวาลมาบรรจบกัน อา…ระยะเวลา 13-14-15 เมษายนของทุกปี จึงรวมเรียกว่าสงกรานต์ ก็แค่นี้ละครับ

      ลักษณะอย่างนี้นะครับ ให้เราเห็นว่าในปีหนึ่งจึงแห่มาครั้งหนึ่งเนี่ย ให้เห็นถึงวัฎจักรของชีวิตของเรานะครับในปีหนึ่ง ในปีหนึ่งเศียรของท้าวกบิลพรหมก็จะรอบจักรวาลครั้งหนึ่ง การรอบจักรวาลเป็นสัญลักษณ์ถึงวัฏจักรรอบไปก่อให้เกิดฤดูต่าง ๆ ชีวิตเราก็มีวัฎจักรของฤดูต่าง ๆ ไม่ต่างจากเศียรของท้าวมหาพรหมที่แห่รอบจักรวาล

     ในชีวิตเรามีวัฎจักรมีหนาว แล้วมีร้อน แล้วมีฝนนะฮะ หนาวแล้วก็ร้อนแล้วก็ฝน นี่พูดถึงเรื่องที่สัมผัสได้ทางกาย ส่วนทางใจของเราละครับ ก็มีทั้งใจร้อนได้ ร้อนใจได้ เย็นใจได้ ใจชุ่มฉ่ำได้
วัฎจักรอย่างนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นในรอบปี แต่เกิดขึ้นเสมอในชีวิตของเรา ไม่มีใครหรอกครับที่ร้อนใจตลอดปี แล้วก็ไม่มีใครหรอกครับที่สุขใจตลอดปี ยกเว้นว่าเข้าสู้นิพพานแล้ว จึงจะพ้นวัฎจักรนี้

     วัฎจักรนี้เกิดกับชีวิตเราเสมอ มีทุกข์ เชื่อเถอะถ้ามีทุกข์วันนี้ก็อาจจะมีสุขได้ในวันต่อไป จะไม่มีอะไรอยู่คงทนตลอดหรอก จะมีทุกข์ทั้งปีเป็นไปไม่ได้ เพราะแม้แต่ฤดูยังผันแปรนี่ท่าน เป็นร้อน เป็นหนาว เป็นฝน ชีวิตเราก็จะผ่านอย่างนั้นมา หลายคนบอกว่าฉันผ่านร้อน ผ่านหนาว มาเยอะแล้ว ก็แปลว่ามีทุกข์ มีโศก มีสุขมาซะมากแล้วพอที่จะรู้สัจจะของชีวิต เพราะชีวิตนั้นมีสัจจะ อยู่หลายประการ

     สัจจะหรือความจริงของชีวิต หรือ reality ของชีวิต หรือสัจธรรม หรือ thruth ของชีวิตนั้น สิ่งหนึ่งตามหลักพระพุทธศาสนาก็คือความเป็นอนิจจัง อนิจจังหมายถึงเปลี่ยนแปลงได้
อยู่เสมอ เปลี่ยนได้นะครับ อะไร อะไรก็เปลี่ยนได้ ความจริงของชีวิต คือชีวิตนี้เปลี่ยนได้อยู่เสมอ เรียน เรียนมาเป็น เรียนครูมาจะไปเป็น ส.ส.ก็ได้ มันเปลี่ยนได้ท่าน อะไรอะไรก็เปลี่ยนได้ ตามที่เปลี่ยนได้ เราเรียกว่าอนิจจัง นี่คือความจริง

     การเปลี่ยนได้นั้นมองดูหลายแง่ เปลี่ยนในทางที่ดีเรียกว่าพัฒนา ถ้าเปลี่ยนในทางที่เลวเรียกว่าต้องปลงนะครับ ชีวิตเราพัฒนาได้เปลี่ยนได้ นี่คือสัจธรรมของชีวิต เคยตื่นสายก็ตื่นเช้าได้ เคยเป็นคนโมโหร้ายก็เป็นคนใจดีได้ เคยเป็นคนที่หงุดหงิดก็กลายเป็นคนอารมณ์เย็นได้นะครับ อนิจจังเปลี่ยนได้ทั้งนั้น ฉะนั้นสัจจะธรรมที่ปรากฏอย่างหนึ่งของชีวิตคือ อนิจจัง

     อย่างที่สองภาษาพระเรียกว่า ทุกขัง ทุกข์ แปลว่า ปัญหา ชีวิตนี้เป็นปัญหา ถ้าเกิดเป็นคนต้องมีปัญหาใครพูดว่าไม่มีปัญหา หรือ no problem คนนั้นพูดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แท้จริงชีวิตเรามีปัญหาท่าน เพราะในเมื่อมันมีปัญหาเราก็แก้ปัญหา สัจธรรมอย่างหนึ่งของชีวิต คือมีปัญหานะฮ่ะ

      เศียรของท้าวกบิลพรหมนั้น ถึงเวลาก็นำเอาออกมาแห่จนรอบเลยนะครับในตอนสงกรานต์ ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เข้ามาถึงจุดเดิมแล้วนะครับ จากร้อนเป็นหนาวเป็นฝน มาหนาวมาร้อน มาฝนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

      ชีวิตเราถ้าร้อนก็เป็นปัญหาใช่ไหมครับ ร้อนใจ ร้อนกายเป็นปัญหาทั้งนั้น แล้วท้ายสุดชีวิตเราเป็นอนิจจัง คือควบคุมไม่ได้ เพราะอะไร เพราะไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเรา เราจึงควบคุมไม่ได้ นะฮะ

      เพราะฉนั้นเวลาถึงสงกรานต์แต่ละครั้งเนี่ยนะครับ เรามีแนวคิดหลายอย่างในเรื่องที่ ธิดาของท้าวมหาพรหม ได้แก่เศียรของท้าวกบิลพรหม หรือท้าวมหาพรหม เนี่ยออกไปเนี่ยฮ่ะรอบจักรวาล การแห่แหนอย่างนี้เป็นการบอกว่าชีวิตนั้นผันแปรอยู่เสมอ อย่าวิตกอะไรให้มากนักเลย

      คราวนี้มาดูความหมายของเรื่องสงกรานต์เนี่ย เรามีอีกคำหนึ่งที่เทียบกัน คือคำว่า ปีใหม่ ปีใหม่นั้นโบราณของเราาถือว่าเริ่มต้นจากเดือน 5 เพราะใบไม้เริ่มผลินะครับ เป็นชื่อบอกระยะเวลาที่ผ่านไปครบรอบของผลไม้ทั้งหลาย เช่น ลูกตาลจะออกปลีครั้งหนึ่ง วันเวลาสำหรับมนุษย์จึงถืออาการครบรอบ เป็นวันเปลี่ยนศักราชว่าเพิ่มขึ้นมาอีกแล้วอีก 1 ปี ฉลองชีวิตที่ผ่านมา โดยสงบเรียบร้อยตลอดปีที่ผ่านมา

      ด้วยเหตุนี้ล่ะครับประชาชนจึงนิยมฉลองปีใหม่ด้วย ด้วยการแสดงความรื่นเริง เบิกบาน ถึงเข้าฤดูร้อนก็ทำให้คลายร้อนได้ เป็นด้วยการรดน้ำ

      การรดน้ำ การสาดน้ำกัน เนี่ยครับ เป็นปริศนาธรรมนะครับ เป็นปริศนาธรรมให้เห็นว่า ชีวิตมนุษย์นั้น ถ้าร้อนก็ทำให้คลายร้อนได้ โดยใช้น้ำ ชีวิตของมนุษย์ก็เหมือนกัน ถ้ามันร้อนก็คลายความร้อนได้ด้วยน้ำ น้ำนี่คืออะไรล่ะครับ น้ำ น้ำจะมีรูปร่างตามภาชนะที่บรรจุน้ำ อยู่ในถ้วยรูปร่างก็เป็นถ้วย อยู่ในขวดก็เป็นขวด ลักษณะอย่างนี้คือความสอดคล้องต้องกัน คนเรานั้นมีความสุขจากมีความรู้สึกสอดคล้องต้องกัน ต้องกันไม่ขัดแย้งทางอารมณ์ ไม่ขัดแย้งทางร่างกาย นี่คือความสุข

      การรดน้ำกัน สาดน้ำ ในสงกรานต์เป็นปริศนาธรรมให้เห็นว่าชีวิตมนุษย์นั้น ที่ร้อนก็แก้ร้อนได้ด้วยน้ำ การแก้ไขนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ การแก้ปัญหามีอยู่เสมอไม่ต้องไปวิตกหรอก เพราะงั้นพึงเบิกบานไว้ในตอนปีใหม่ พึงทราบว่าการแก้ปัญหานั้นทำได้ ถ้าแก้ไม่ได้ก็ไม่เรียกว่าปัญหา เพราะปัญหาทั้งหมดย่อมแก้ได้ เพราะงั้นการรดน้ำดำหัวกันนี่ก็ทำด้วยความสนุกสนาน ด้วยความรื่นเริง ด้วยความเป็นมิตรไมตรีต่อกัน ของเช่นนี้เป็นของดีงาม เราจึงจำแล้วก็ทำสืบ กระทำสืบต่อกันมาจนกลายเป็นประเพณี

     จะเป็นประเพณีได้ก็เพราะมันมีผลดี มันดีงาม มันทำให้เราต้องคิดต้องตีปริศนาธรรมให้เห็นความหวังของชีวิตว่า มีปัญหาก็แก้ปัญหาได้อย่างเนียะ ก็เลยเป็นประเพณีมา เพราะเป็นสิ่งดีสิ่งงาม จนกระทั่งปัจจุบันเนียะรัฐบาลของเราตั้งแต่ยุคไหนก็แล้วแต่เถิด ก็เปลี่ยนวันที่ 1 วันปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม ก็ตาม

     ถึงเปลี่ยนไปแล้วแต่ปีใหม่ของคนไทยแต่เดิม ยังยึดมั่นอยู่ในเดือนเมษายนของทุกปีก็มี โดยเฉพาะทางภาคเหนือของเราจะเรียกสงกรานต์ว่าปีใหม่ อยู่เสมอนะครับ คำว่าสงกรานต์มาจากภาษาสันสกฤต สํ-กรานต แปลว่า ก้าวขึ้น ย่างขึ้น ย้ายที่ นั่นก็คือ พระอาทิตย์ยกจากราศีเดิม มาสู่อีกราศีหนึ่ง นะครับ

     อา… วันสงกรานต์ วันที่ 13 เมษายน เรียกว่าวันมหาสงกรานต์ เป็นมหาสงกรานต์ 14 เป็นวันเนา 15 เป็นวันเถลิงศก ที่พูดอย่างเนียะ เราก็พูดกันเออ ทุกสถานีเขาก็พูดกันอย่างทั้งนี้ละครับ ตอนสงกรานต์เล่าเรื่องนี้เสมอ ก็ต้องถามว่า มันหมายถึงอะไรกันล่ะ

     สงกรานต์ที่แปลว่าก้าวขึ้น ย่างขึ้นเนี่ย หมายถึงการที่ดวงอาทิตย์ขึ้นสู่ราศีใหม่ นี่คือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ดวงอาทิตย์ขึ้นสู่ราศีใหม่ เราเองผูกพันกับดวงอาทิตย์ มีชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยดวงอาทิตย์ ในเมื่อดวงอาทิตย์ก้าวเข้าสู่ราศีใหม่ เราเองก็พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ราศีใหม่ คือความเจริญขึ้นเช่นเดียวกัน

     นี่ก็เป็นวิธีการตีความปรากฏการณ์นะครับ จากวรรณกรรมที่เขียนไว้เราตีความได้ เราเองก็เคลื่อนเข้าสู่ราศีใหม่ เคลื่อนเข้าสู่ความเจริญจากสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ถ้าเจริญอยู่แล้วก็ยิ่งเจริญขึ้น ถ้าหากว่าปีที่แล้วมีทุกข์มีโศกก็จะก้าวออกจากความทุกข์ ความโศกนั้น พระอาทิตย์ยังก้าวออกมา เราก็ก้าวตามาด้วย เพราะชีวิตของเราส่วนใหญ่ผูกพันอยู่กับดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์เคลื่อนเขาก็เคลื่อนตามนะครับ

     นี่ก็เป็นเรื่องที่จะต้องเตือนเป็นอนุสตินะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องเตือนใจเราว่า บัดนี้ปีใหม่มาถึงแล้ว ชีวิตใหม่ก็เข้ามาแล้ว แม้แต่ต้นไม้ก็ยังผลิใบใหม่ออกมา คำว่ามหาสงกรานต์เนี่ย แปลว่า ก้าวขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ก้าวขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ก้าวขึ้นอย่างยิ่งใหญ่นั้น พระอาทิตย์ก้าวออกไปแล้ว ส่วนเราก้าวยิ่งใหญ่ หมายถึงว่าก้าวออกมาจาก อวิชชา

     บรรดาบูรพาจารย์ ครูบาอาจารย์มักจะพูดเช่นนี้เสมอว่า การก้าวอย่างยิ่งใหญ่ เหมือนมหาสงกรานต์คือการก้าวออกจาก อวิชชา เพราะถ้าเราออกจาก อวิชชาเนี่ย มันจะตัดเหตุปัจจัยหลายประการตามที่ปรากฏใน ปฏิจสมุปบาท นะครับถ้ามี อวิชชา เราก็จะไม่เป็นเหตุให้เกิดอะไรล่ะครับ

     อวิชชาเป็นเหตุให้เกิดอะไรน่ะ เราก็ไปดูใน ปฏิจสมุปบาท เพราะฉะนั้นการก้าวอย่างยิ่งใหญ่คือก้าวออกจาก อวิชชา อวิชชาเนี่ยถ้าจะแปลเป็นภาษาอังกฤษ มันเป็นคำรวมของคำสองคำว่า stupidity กับคำว่า ignorance มันรวมกันสองคำนะครับ เราก้าวออกจากอวิชชาเสีย เรียกว่าเป็นมหาสงกรานต์ ก้าวออกมาอย่างยิ่งใหญ่

     ส่วนวันเนานะ วันเนาแปลว่า วันอยู่ คำว่าเนา แปลว่าอยู่ ก็หมายความถึงวันที่ถัดวันมหาสงกรานต์มา 1วัน วันมหาสงกรานต์เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ย่างเข้าสู่ราศีใหม่ วันเนา เป็นวันที่ดวงอาทิตย์เข้าที่เข้าทางแล้วนะฮะ ในวันราศีตั้งต้นใหม่เรียบร้อยคืออยู่ประจำที่แล้ว

      เราก็เหมือนกัน พอถึงวันที่ 14 เมษายน เราทุกพวกเราท่าน ก็อยู่ในวันเนา วันเนาอันนี้ก็คือออกมาอยู่เป็นที่เป็นทางแล้ว นั่นคือก้าวจากอวิชชามาอยู่ในความรู้ มาอยู่ในสติปัญญา
มาอยู่ในพุทธ มาอยู่ใน wisdom แล้ว

     ส่วนวันเถลิงศก ขึ้นศกใหม่อันนี้เนี่ยฮ่ะ เป็นการเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ การเปลี่ยนศกใหม่ก็เป็นวันที่ 3 ถัดจากวันมหาสงกรานต์ มหาสงกรานต์ เพื่อให้หมดปัญหาว่าการย่างขึ้นจากจุดเดิมนั้น บัดนี้เรียบร้อยแล้ว ไม่มีปัญหาแล้ว ไม่มีปัญหาเกี่ยวพันกับชั่วโมง นาที วินาที ไม่มีแล้วครับ

     ที่ว่าไม่มีแล้วเนี่ยมันเป็นแนวคิดเรื่องของเวลา เวลาแต่ละวินาทีนั้นมีค่ามากมาย สำคัญมาก พวกเราอยู่ในมิติของเวลา เราอยู่ อาณาแห่งกาละ นะครับ เวลาเป็นสิ่งที่เราจะต้องคำนึงถึง เวลาผ่านไปแล้ว วันเถลิงศกก้าวเข้ามาแล้ว และเราเองก็เดิมทีเดียว ก่อนวันเถลิงศก เราอยู่ในวันเนา วันเนา คือวันที่อยู่ในความที่ปราศจากอวิชชา เพราะเราก้าวข้ามอวิชชามาแล้ว ในวันมหาสงกรานต์ มหาสงกรานต์แปลว่าย่างขึ้น ก้าวขึ้น เราพ้นจากอวิชชาแล้ว มาอยู่ในวันเนาคือวันที่เราอยู่ในความที่มีพุทธ หรือมีสติปัญญา จากนั้นวันเถลิงศก เป็นการบอกแน่ชัดว่า บัดนี้เราทราบแล้วว่า เวลาแห่งความสุข เวลาแห่งความรู้ เวลาแห่งความจริงมาถึง เวลาทุกวินาทีเป็นของมีค่า

     อันนี้ก็คืออนุสติที่เราจะได้จากสงกรานต์ โดยการตีความ วรรณกรรมใด ๆ ที่เขียนในเรื่องของสงกรานต์นะครับ การเปลี่ยนจุลศักราชใหม่เนี่ย เขากล่าวว่าผู้ที่เปลี่ยนนั้นเป็นกษัตริย์พม่านะครับ เขาตั้งขึ้นเมื่อปีกุน วันอาทิตย์ ประมาณพุทธศักราช 1981 นี่ก็ตั้งขึ้นในตอนนั้น อันนี้ก็เป็นเรื่องของเรื่องของสงกรานต์

     ที่จริงแล้วเรามีเรื่องที่จะพูดเกี่ยวกับสงกรานต์อีกหลายเรื่องเหลือเกินละครับ แต่เผอิญก็เหลือเวลาอีกน้อยนะครับ ผมก็ขอสรุปว่าในวันสงกรานต์ที่ผ่านมานี้นะครับ ท่านใดที่ยังไม่ได้สบายกายสบายใจก็จงถือว่า จงสบายกาย สบายใจเสีย เพราะเราผ่านช่วงที่เป็นมงคลมาแล้ว ผ่านช่วงที่เป็นมงคลมา เราเข้าใจวิถีชีวิตว่ามีหนาว มีร้อน มีฝนนะครับ มีทุกข์ก็มีสุขได้ มีสุขก็มีทุกข์ได้ การเข้าใจความจริงของชีวิต โดยถือเอาปรากฏการณ์ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาเนี่ยเป็นสิ่งเตือนใจ

     สำหรับวันนี้ก็หมดเวลา ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนพบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีครับ

กลับขึ้นบน