วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 90 เรื่อง วันวาเลนไทน์ของจีน
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2547 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

     สวัสดีครับ ท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านผู้ฟังอีกครั้งหนึ่ง

     เมื่อวันที่ 29 ผมได้ไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตสารสนเทศพะเยา วันที่ 30-31 ก็ได้ไปบรรยายให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งจัดการบรรยายถวายพระที่วัดพระธาตุแช่แห้ง แล้วก็บรรยายให้กับครูภาษาไทยฟังที่นั่น

     ในช่วงสามวันที่ผมไปบรรยายเนี่ยครับ ผมได้คุยกับบรรดาครูบาอาจารย์ชาวบ้านหลายท่านทั้งในจังหวัดพะเยา จังหวัดน่าน ของอำเภอต่าง ๆ ก็ได้ถามถึงเรื่องวรรณกรรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ปรากฏว่ามีหลายเรื่องเหลือเกินครับที่น่าสนใจ

     แล้วที่จังหวัดน่านนะครับ หลายเรื่องไปพ้องกับเรื่องที่อยู่แขวงไทรบุรีของประเทศลาวเค้าด้วย ผมพยายามตรวจสอบดูว่าเรื่องของจังหวัดน่าน เรื่องของวรรณกรรมในจังหวัดน่าน บางอำเภอเนี่ย บางส่วนมีส่วนคาบเกี่ยวกับอำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ ไม่ว่าจะเป็นตำบลบ้านโคก ตำบลเจ็ดต้น รึ ตำบลนาขุมของบ้านโคกอุตรดิตถ์ก็แล้วแต่ มีส่วนคล้ายคลึงกับวรรณกรรมของอำเภอนาหมื่น อำเภอนาน้อย และหลายส่วนของอำเภอนาหมื่น อำเภอนาน้อย อำเภอปัว อำเภอทุ่งช้าง อำเภอท่าวังผา อำเภอบ้านนาหลวง อำเภอสันติสุข อำเภอบ่อเกลือ อำเภอแม่จะริม ที่กล่าวมาไม่หมดอีกหลายอำเภอนะครับของน่านเนี่ย รวมทั้งเวียงสาด้วยเนี่ย

     มีวรรณกรรมหลายเรื่องที่มี เอ่อ แนวคิดของเรื่องแล้วก็โครงของเรื่องเนี่ย ไม่แตกต่างกัน จากเรื่องที่ปรากฏในแขวงไทรบุรีของประเทศลาว ถ้าผมมีเวลาจะได้นำมากราบเรียนท่านผู้ฟัง เผอิญเหลือเกินที่จะพูดวันนี้ เรื่องของวรรณกรรมน่าน ก็มาพบกับจดหมาย ซึ่งเขียนมาถึงผม ผู้ที่เขียนมาก็ใช้พิมพ์

     จะเรียกเขียนมาก็ไม่ได้ใช้พิมพ์มาถึงผม ตั้งคำถามมาว่า..(ไอ)..ประทานโทษ จำได้หรือไม่ ? นี่เป็นจดหมายจากเจ้าเก่า อู้ อันนี้ผมลำบากใจนะครับ จดหมายจากเจ้าเก่า พิมพ์มาเนี่ยตัวอักษรเหมือน ๆ กัน อ่า ผมใช้คำว่าจำได้แล้วกันน่ะครับ คงป็นคนที่เคยถามอะ ถึงจะเรียกได้ว่าเจ้าเก่า ถ้าถามมาใหม่ก็ไม่เรียกว่าเจ้าเก่า ก็เรียกว่าถามมาใหม่นะท่านนะ

     จำได้อย่างนี้นะครับ ผมขอขอบคุณมากเลยนะครับผม คราวนี้ก็ทวนคำถามนะครับ ทั้งเจ้าเก่าก็ทวนคำถามว่า เมื่อวันวาเลนไทม์ปีที่แล้วปี 2546 นี่หละนะครับ เคยเขียนมาขอให้เล่าเรื่องเกี่ยวกับดอกไม้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับวันแห่งความรัก แล้วก็ขอให้พูดถึงเรื่องวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ก็ได้จัดให้ไปแล้วเมื่อปีที่แล้ว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เมื่อปีที่แล้วปี 2546 แต่พอพูดถึงปีนี้ เห็นว่ายังพูดถึงเรื่องสิ่งของมงคลตามความเชื่อของจีน

     อ๋อ นี่แสดงว่าติดตามตั้งแต่ก่อนตรุษจีน จนหลังตรุษจีนซิเนี่ย..(หัวเราะ)..สิ่งของมงคลตามความเชื่อของจีน ฉะนั้นเพื่อให้ตรงเทศกาลตรุษจีนเนี่ย ก็เลยขอถือโอกาสเอาทั้งเรื่องของตรุษจีน มารวมกันเข้ากับเรื่องวาเลนไทม์เข้าก็แล้วกัน นั่นคือ ขอให้ผมเนี่ยเล่าวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับวันวาเลนไทม์แบบจีน ๆ บ้าง

     จีนเค้าไม่เรียกว่าวันวาเลนไทม์น่ะ จะเรียกว่าวันอะไร เดี๋ยวว่ากันเป็นวันแห่งความรัก พอสรุปง่าย ๆ เลย ที่ท่านเขียนมา ท่านอยากจะให้ผมพูดถึงเรื่องวันแห่งความรักของจีนเนี่ยนะ ถ้าผมตีความอย่างชัดเจนที่สุดแล้ว อะไม่พลาดเนี่ย เพราะผมสอนเรื่องการตีความอยู่ด้วยเนี่ย

     ก็ให้พูดวันแห่งความรักของจีนในในเมืองจีนเนี่ย วันไหนเป็นวันแห่งความรัก แล้วมีวรรณกรรมเกี่ยวข้องมาประการใดบ้าง ในวันแห่งความรักของจีน เอ่อนะครับก็ไม่ยากกระไรหรอกครับเนี่ย วันแห่งความรักของชาวจีนเนี่ยนะครับ ชาวจีนแผ่นดินใหญ่รึจะเป็นไต้หวันก็แล้วแต่เถอะ มันตรงกับวันขึ้น 7ค่ำ เดือน7 ของจีนเค้า

 

เทศกาลชิซี ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7

บรรดาหญิงสาวจะไหว้เทพธิดาแห่งไหม
บางสมัยมีการประกวดผ้าปักไหม
แข่งขันเอาด้ายร้อยรูเข็ม 7 เล่ม

     ต้องขึ้น 7 ค่ำ เนี่ยฟังดีๆ ขึ้น 7 ค่ำ ความรักของคนจีนเกี่ยวพันกับพระจันทร์นะท่านนะ มีข้างขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ซะด้วย ไม่เหมือนกับของฝรั่งถือเอากุมภาพันธ์ วันที่ 14 จะไปข้างขึ้น ข้างแรมไม่สนใจ แต่จีนเนี่ย เอาพระจันทร์เป็นหลัก ขึ้น 7 ค่ำเดือน 7 ถือเป็นวันแห่งความรัก

     ก็มีวรรณกรรมประกอบเรื่องนี้อยู่ เป็นที่รู้จักกันดีมากคือเรื่อง "หนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า" เค้ามีหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า ไม่เหมือนบ้านเรามีหนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือ มันคนละเรื่องกัน ความรักเหมือนกันแหละ แต่ของเค้าวรรณกรรมเค้าชื่อหนุ่มเลี้ยงวัวสาวทอผ้า

     เรื่องก็เล่ากันมาว่า นานมาแล้ว แน่ะ นานมาแล้วไม่ต้องถามหรอก นานแล้วกัน มีเด็กชายกำพร้าคนหนึ่ง คนจีนเนี่ยชอบตั้งต้นจากความกำพร้านะ พอ ๆ กับเรื่องของม้งเหมือนกัน มีแต่คนกำพร้าทั้งนั้น

      มีเด็กชายกำพร้าคนหนึ่ง อาศัยอยู่กับพี่ชายและพี่สะใภ้ วันทุกวันเนี่ยเค้าทำงานโดยการช่วยเลี้ยงวัวที่บ้านของพี่ชาย พี่สะใภ้ มีวัวอยู่ เด็กกำพร้าผู้นี้ เด็กชายคนนี้ก็ลี้ยงวัวให้พี่ ชาวบ้านก็เลยเรียกเด็กหนุ่มเลี้ยงวัว

     อ้าว เนี่ยเลี้ยงตั้งแต่เด็กจนเป็นหนุ่มอ่ะ แปลว่าเลี้ยงนานจนเป็นหนุ่มเลี้ยงวัว เห็นจะเป็นภาษาทางบ้านเราใช้คำว่า โคบาล โคบาลเนี่ย เฉพาะใช้ในหนังสือหรอก ถ้าเป็นผู้หญิงเรียกว่า ถ้าเป็นผู้หญิงก็โคบาลินี นี่โคบาลคนเลี้ยงวัวที่เป็นผู้ชาย ภาษาอังกฤษก็เป็นคาวบอยนั่นเองอ่ะนะ ก็แปลกนะ คาวมันวัวตัวเมียมั้ง ถ้าอ๊อกนี่วัวตัวผู้ ทำไมถึงได้พูดแต่วัวตัวเมีย เนี่ยนะคาวบอยไม่เห็นพูดอ๊อกบอยเลยเนอะ ก็เป็นคาวบอยไปของฝรั่ง

     เอ้า เป็นอันเริ่มเรื่องว่า มีชายกำพร้าคนหนึ่งอยู่กับพี่ชาย พี่สะใภ้ เค้าก็เลี้ยงวัว ทำงานด้วยการเลี้ยงวัวให้พี่ชาย พี่สะใภ้ เนี่ยตอบแทนที่ได้เลี้ยงเค้า ให้ที่อยู่อาศัย ให้ข้าวปลาอาหาร เค้าก็เลี้ยงวัวให้โดยตลอด

     เด็กชายคนนี้พอโตขึ้นเนี่ย เริ่มเป็นหนุ่มนะครับ เป็นเหตุให้พี่สะใภ้คิดอิจฉาสิ พี่สะใภ้คนนี้ก็เหลือเกิน อิจฉาว่าน้องชายคนนี้ถ้าโตขึ้นเนี่ย ก็คงจะขอแบ่งสมบัติจากพี่ชาย ซึ่งก็คือสามีของตัว เนี่ยถ้าขอแบ่งไปเชื่อว่าตัวจะได้รับสมบัติน้อย ตัวมีลูกเต้า ลูกเต้าจะได้รับสมบัติน้อย แล้วก็เลยไม่ชอบน้องสามี เพราะกลัวว่าน้องสามีจะมาแย่งสมบัติ

     โอ ความรู้สึกอย่างนี้ คงจะมีอยู่โดยทั่วกันกระมังนะ ไม่ว่ายุคไหนต่อยุคไหนเนี่ย ก็เป็นคนที่ชอบสมบัติกันทั้งนั้นหละ พอคิดไม่พอใจน้องสามีขึ้นมา ก็เลยยุสามีของตนเนี้ย บอกว่าหาทางไล่หนุ่มเลี้ยงวัวนี้ออกจากบ้านไปเถอะ หาทางที่จะไล่ออกไป ยุต่าง ๆ นานา ประเดี๋ยวจะมาขอแบ่งสมบัติ หรือไม่ก็เอาความไม่ดีของชายผู้นี้มาพูดให้สามีของตนฟัง

      ธรรมดาในนิทานนั้นสามีโดยส่วนมากไม่ค่อยฉลาดหรอก ภรรยายุอย่างไรก็มักจะเป็นอย่างนั้นโดยทั่วกันนี่แหละ คนนี้ก็เหมือนกันก็เลยเชื่อภรรยา เห็นตามเหตุผลที่ภรรยาให้มาทุกประการ ให้น้องชายคนเนี่ยออกไปอยู่ที่อื่น ไม่ต้องมาเลี้ยงวัวที่นี่หรอก

      พี่ชายก็เลยเรียกน้องชาย เรียกหนุ่มเลี้ยงวัวเนี่ยมาพูดกัน พูดกันว่าเนี่ย ถ้าพูด พูดดีนะ ตาคนนี้เนี่ย "เจ้าก็โตพอจะมีเมียได้แล้ว" โตพอจะมีเมียได้แล้ว โตในที่นี้หมายถึง มีอายุพอควรน่ะ ไม่ใช่ตัวโตอย่างเดียว " ก็จงออกไปสร้างครอบครัวของตัวเองเถอะ"

      บอกน้องนะ พูดง่าย ๆ ก็ไล่นั่นเองหละ โตละจะมีเมียได้แล้ว ออกไปอยู่ที่อื่นไปน้องไป ไปสร้างครอบครัวเอาเถอะ แต่ก่อนจะไปเรามาแบ่งสมบัติกันให้อย่างยุติธรรมจึงจะดี เรามีสมบัติอยู่แบ่งอย่างยุติธรรมก็คือ พี่ก็จะให้วัวเจ้า 1 ตัว กับคันไถ 1 อัน เค้าเรียกเป็นลักษณะนามว่าไงเนี่ย คันไถเนี่ย 1 คันหละซิ

      ให้วัวตัวหนึ่งกับให้ไถ ที่เหลือเป็นของพี่หมด น้องได้แค่นี้ก็พอแล้ว เพราะน้องยังหนุ่มก่อร่างสร้างตัวให้ได้นะน้องนะ จะได้แยกกันตรงนี้ละ น้องพอพูดอย่างนี้นี่นะครับ พี่ชายพูดเสร็จ พี่สะใภ้ก็เสริมเลยบอกว่า "เราให้สมบัติ ทรัพย์สมบัติที่มีประโยชน์ในการทำมาหากินที่สุดแก่เจ้าแล้วน่ะน้องเอ๋ย นับว่ายุติธรรมที่สุดแล้ว เจ้าจงไปตั้งตัวเอาเองเถอะ" ทั้งพี่ชายและพี่สะใภ้ก็บอกอย่างนี้

      หนุ่มคนนี้เค้าก็ไม่ว่าอะไร ในเมื่อเค้าให้ออกจากบ้าน เค้าก็ให้วัวมาตัวหนึ่ง ให้คันไถมาคันนึง ไปกันเถอะ นี่ผมเริ่มสงสัยว่าไถเค้าเรียกเป็นอะไรนะ คันไถเนี่ย ลักษณะนามเนี่ย ต้องค้นกันซะแล้ว ที่เค้าเล่ามา เค้าก็เรียกเป็นอันมั่งเป็นคันมั่ง ก็พอรู้เรื่องหรอก แต่ว่าจริงๆ ตามหลักภาษาเค้าจะใช้คำว่าอะไร

      เป็นอันว่าเอาไปก็แล้วกันจะเรียกว่าไง ได้วัวไป ได้ไถไป นึกถึงสมัยผมเป็นเด็ก ๆ นะเค้าบอก มีวัว มีควาย มีนา มีไถ เค้าบอก มีไถ เฉย ๆ ไม่ได้บอกอย่างอื่นนะ

      อ่ะ เป็นอันว่าหนุ่มคนนี้ได้วัวได้ไถไป หนุ่มคนนี้ก็พาวัวไปถึงบริเวณป่าแห่งหนึ่งนะครับ อยู่ตีนเขา เขาก็จัดการแผ้วถางป่าบริเวณนั้น เพื่อจะได้ปลูกกระท่อมเนี้ย หนุ่มเลี้ยงวัวมาถึงก็มาบริเวณตีนเขา แผ้วถางป่าไปเล็กน้อย ไม่ได้ทำลายทรัพยากรมากหรอกคนนี้ เพราะเขาปลูกกระท่อมแค่นั้นแหละ

     จากนั้นก็ทำนาในที่นี่ จะเป็นนาดอนรึว่าจะเป็นนาหว่าน นาดำอะไรก็ตามแต่เถอะ รึว่าปลูกข้าวไร่อะไรก็ว่ากันไป เลี้ยงตัวเองตามลำพัง อยู่ได้นะคนนี้นะ เป็นคนไม่สิ้นคิดหรอก เรียกว่าประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม

     ทันทีที่ได้วัวมาไถ ที่ได้ไถ ไถเสร็จเรียบร้อยปลูกข้าวเลย ปลูกกระท่อมอยู่ วันหนึ่งเขานอนหลับอยู่ข้าง ๆ วัว เออ วัวตัวนี้เนี่ย คงจะทำงานเหนื่อย ด้วยกันทั้งคู่หละครับ ทั้งวัวทั้งคนก็เหนื่อย เหนื่อยก็เลยนอนหลับอยู่ข้าง ๆ กัน วัวก็หลับด้วย วัวก็พักผ่อนก็ได้หลับ คนนี้ก็หลับ

     เนี่ยสัตว์กับคนนั่นนะครับ ถ้าเขาทำงานด้วยกันนาน ๆ เขาก็รักกันนะครับ แบบนี้เค้าฆ่ากันไม่ลงนะท่านนะ กินกันไม่ได้นะเนี่ย ถึงวัวตายก็กินกันไม่ได้หรอก แล้วก็ทำงานด้วยกันนาน รักกันท่าน เนี่ยก็อยู่กับวัว นอนหลับข้าง ๆ วัว

     กำลังนอนอยู่ก็ได้ยินเสียงเรียกให้ตื่นตกใจขึ้นเลยท่าน ตื่นขึ้น ปรากฏวัวได้พูดคุยกะเค้า วัวตัวนี้พูดคุยกะเค้า ตัวที่เอามาไถนา นะแหละ ได้พูดคุยโดยบอกว่า แท้จริงแล้วเนี่ย เขาเนี่ยนะคือดาววัวนะ ดาววัวทองซึ่งอยู่บนท้องฟ้า อยู่บนท้องฟ้านี่แหละ ต่อมาเนี่ยดาววัวทองเนี่ยทำผิดกฎสวรรค์นะเนี่ย เลยถูกเนรเทศลงมาเมืองมนุษย์ ก็มาอยู่ที่นี่แหละ มาเป็นวัวนี่แหละ

     ที่จริงก็เป็นวัวทองอยู่บนท้องฟ้า เป็นดาวอยู่ ถูกเนรเทศก็เลยลงมาอยู่ในโลกมนุษย์ ก็เผอิญเหลือเกินเห็นว่าหนุ่มคนเนี้ย คนที่เค้ากำลังพูดด้วยนี่เป็นคนดี เป็นคนมีเมตตา เป็นคนจิตใจน่ารัก เป็นคนบริสุทธ์ผุดผ่อง เค้าก็เลยรู้สึกชอบ ก็เลยอยากจะหาเมียให้

      เอ่อ วัวนี่ก็คิดดีนะ วัวนี่เห็นว่าเด็กคนนี้เป็นคนดี จึงจะหาเมียให้ หนุ่มคนนี้เป็นคนดีนี่ ถ้าหนุ่มคนนี้เป็นคนไม่ดี วัวคงไม่อยากจะหาเมียให้ เค้าก็คงไม่พูดหรอก แสดงตนว่าเป็นดาววัวทองนะท่านนะ นี่ก็อยากจะหาเมียให้นายว่างั้นเถอะ เพราะบัดนี้นายก็ถึงวัยอันควรละ ควรจะมีเมียได้แล้ว

      วัวก็แนะนะฮะ วัวก็แนะวิธีที่จะหาภรรยา โดยบอกวิธีการให้อย่างละเอียด ว่าควรจะทำประการใด จะถามว่าทำไมวัวตัวนี้มันถึงรู้ ก็ตอบได้มันเป็นดาวทองใช่ไหมครับ ถูกเนรเทศลงมาจากสวรรค์ ต้องเป็นวัววิเศษนี่แหละพูดภาษาคนได้อย่างนี้ด้วย

      ชายหนุ่มก็จำวิธีที่วัวแนะนำให้ทุกประการ คาดว่าตนเองคงอยากจะมีภรรยาด้วย นั่นนะ พอวัวแนะก็เลยชอบใหญ่เลย ก็ทำตามที่วัวบอก เอ่อ เช้ารุ่งขึ้นมาเนี่ย หนุ่มเลี้ยงวัวก็ทำตามวัวบอกนะครับ โดยการเดินไปยังป่าทางด้านหน้าของภูเข

      ป่าบริเวณนั้นข้าง ๆ ป่ามีทะเลสาบแห่งหนึ่ง ทะเลสาบด้วยนะท่านนะตรงนั้นอะนะ นี่แหละก็พบกับสาวน้อย 7 คนกำลังเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน สาวน้อย 7 คนมาเล่นน้ำ สาวน้อย 7 คน มันมีในหลายวรรณกรรมเหลือเกิน ก็เป็นอันว่า 7 คน ลงมาเล่นน้ำ ผู้หญิงก็ชอบว่ายนะท่านนะ อ่า ก็ว่ายน้ำกันเล่นน้ำกัน สนุกมาก

      คราวนี้เค้าก็จำคำที่วัวบอก วัวได้บอกไว้เลยว่า ถ้าหากพบสาวทั้ง 7 กำลังเล่นน้ำอยู่นี่นะ ขอให้ชายหนุ่มผู้นี้หยิบชุดสีแดงที่เค้าถอดเอาไว้ ซ่อนไว้ คนอื่นมีชุดสีต่าง ๆ อย่าไปเอา จงเอาชุดสีแดง เสื้อผ้าสีแดงที่เค้าถอดไว้ก่อนจะลงเล่นน้ำเนี่ย เอาอันนั้นแหละ มาซ่อนไว้เสีย

      เพราะอะไร เพราะเจ้าของชุดสีแดงคือเนื้อคู่ของชายหนุ่มคนนี้นี่ วัวรู้ดีเพราะวัวซึ่งเคยเป็นวัวดาวทองเนี่ยเขารู้ดีนะครับ เขาก็เลยเอามาซ่อนไว้ ตามที่วัวบอก ฝ่ายผู้หญิงพวกนี้ก็เล่นน้ำกันถึงตอนเย็นเนี่ย ไม่เหน็ดไม่เหนื่อยเลย สนุกสนาน พอถึงเวลาเย็นก็วิ่งขึ้นมา สวมเสื้อผ้าจะได้พากันเหาะขึ้นไปบนฟ้า

      ยายพวกนี้เหาะได้นะ ยายผู้หญิงเล่นน้ำเนี่ย คนนี้เหาะได้ มาสวมเสื้อผ้าทุกคนก็เหาะขึ้นไป แล้วเจ้าของชุดแดงก็หาเสื้อผ้าไม่พบ ยังหาเสื้อผ้าไม่พบ จะเหาะขึ้นไปไม่ได้ มันน่าเกลียดนะเนี่ย

     เจ้าของชุดแดงหาเสื้อผ้าไม่พบ น่าสงสารทีเดียวเลย แกก็ยังคงอยู่ในชุดที่แกอาบน้ำนั่นแหละ หาไม่พบ หาใหญ่เลย คนอื่นเค้าก็ไม่รอแล้ว

      ขณะที่กำลังหาอยู่นั่นนะครับ ชายหนุ่มผู้นี้ก็เลยนำเสื้อผ้าคืนให้สาวผู้นั้น นำเอาเสื้อผ้าสีแดงเนี่ยมาคืนให้สาวผู้นั้น บอกว่าเนี่ยเราเอาไปเองแหละ จากนั้นก็นั่งคุยกัน เอ่อ นี่ชายหนุ่มหญิงสาวพบกัน แม่คนนี้ก็เพิ่งได้ผ้าคืนมาเมื่อกี้นี่เอง หาเกือบตายเลย

      คุยกัน ถูกคอกัน คุยกันสนุกสนาน ต่างคนก็ต่างเล่าเรื่องราวของตนให้ฟัง ชายหนุ่มก็เล่าชีวิตของตัวให้ฟังว่า ตัวนั้นเป็นคนกำพร้า พ่อแม่ไม่มี มาอยู่กับพี่กับพี่สะใภ้ เค้าก็ให้ออกมา ก็เลยมาสร้างกระต๊อบ มาทำนาอยู่นี้แหละ ไถนา ไถนี่แหละแล้วก็เลยได้มาพบ.. (ไอ)..สาวเจ้าผู้นี้เข้า ประทานโทษนะครับเนี่ย อาการไอระยะนี้ยังไม่หมด เพราะอากาศมันยังไม่ค่อยดี ร้อนเต็มที

      พอชายหนุ่มเลี้ยงวัวเล่าแค่นี้นั้นแหละครับ หญิงสาวผู้สวมชุดแดงก็เล่าให้ฟังเหมือนกัน ชีวิตของเธอก็น่ารันทด รันทดยังไงหละ เล่าให้ฟังเลยว่า ตัวก็เป็นหลานนะ ข้านี่แหละ เค้าเล่าตามสำนวนเค้า ถ้าจะดีนะก็เป็นหลานของเจ้าแม่แห่งสวรรค์ มีหน้าที่ถักทอเมฆในท้องฟ้า

      ทำหน้าที่สำคัญมาก ถักทอเมฆบนท้องฟ้านะ เป็นหลานของเจ้าแม่นะคนนี้ แล้วก็ชี้ไป นั่นละเมฆอันงดงามนะคือฝีมือของข้าเอง ข้าเป็นคนทำเอง ทอออกมาเป็นเมฆ สวยใคร ๆ เค้าก็เลยเรียกข้าว่าสาวทอผ้าเนี่ย

      นั่นหนุ่มเลี้ยงวัว นี่สาวทอผ้า แต่เค้าบอกว่าเจ้าแม่เนี่ย เจ้าแม่แห่งสวรรค์นี่นะ ให้ข้าทำงานทั้งวันทั้งคืน เวลาข้าหยุดพักเนี่ยแย่เต็มทีเลย แทบไม่มีเวลาเลย ว่ายังงั้นเถอะ ข้าเหมือนถูกคุมขัง หลายคนคิดว่าบนสวรรค์นะน่าอยู่นะ แต่จริง ๆ ก็มีงานทำมากเลย ข้าไม่มีอิสระเลยเนี่ย

      เอ้อ ฟังอย่างนี้หลายคนคงไม่อยากขึ้นสวรรค์ เราว่าอยู่โลกมนุษย์เนี่ยว่าลำบาก ๆ แล้ว ขึ้นสวรรค์หนักกว่านั้น ไม่มีเวลาพักเวลาผ่อนเลยนะนั่นนะ ปกติทำงานนี่ 7 วัน ได้หยุดวันหนึ่งนะ นะอันนี้เค้าหยุด 2 วันสิ ขอโทษวันเสาร์อาทิตย์ นี่ไม่ได้หยุดเลยบนสวรรค์นี่ ทำหน้าที่ถักทอเมฆให้ลอยสวยงามอยู่ตลอดเวลา

      ฟังแล้วก็น่าเห็นใจเธอนะแม่คนนี้ เธอบอกว่าเธอนี่ทนไม่ค่อยจะไหวหรอก มันไม่มีอิสระเลย ก็เลยหนีมาเที่ยวบนโลกมนุษย์ หนีมานะหนีมาเล่นน้ำเนี่ย หนีลงมาเนี่ยก็ได้ชมดอกไม้ เห็นความสวยงามของภูมิทัศน์ของภูเขา สูดดมอากาศบริสุทธิ์ที่ผ่านแมกไม้ มาเนี่ยรับออกซิเจน

      แม่คนนี้อยู่บนสวรรค์อากาศก็น่าจะบริสุทธิ์นะเนี่ย เย็นด้วยมีเมฆ แต่ไม่พอใจ อย่างว่าละครับ อยู่กับเมฆมาก ๆ อยากจะลงมาอยู่กับต้นไม้ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ในโลกมนุษย์ นี่หนีลงมาเที่ยว เป็นหลานของเจ้าแม่สวรรค์ แต่นี่หนีมาเที่ยว

      เนี่ยสาวคนนี้ สาวทอผ้านี่ คุยกันไปคุยกันมาถูกคอกัน เกิดความเข้าใจกัน เกิดความเห็นใจซึ่งกันและกัน ความเห็นใจความเข้าใจเป็นพื้นฐานของความรัก ทั้งคู่ก็เลยเห็นว่า ถ้าอยู่ด้วยกันน่าจะมีความสุขนะเนี่ย ก็เลยตกลงแต่งงานกัน แต่งกันสองคนนี่แหละ ไม่ทราบว่าทำพิธีอะไรยังไง จะเรียกว่าแต่งงานก็กระไรอยู่นะเนี่ย เรียกว่าตกลงจะอยู่ด้วยกันนั่นแหละ เป็นคนธรรพ์วิวาห์นะ

       แต่งงานก็อยู่ด้วยกันสองคน ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน สร้างครอบครัว น่ารักนะอยู่ด้วยกันสองคนนั้นแหละไถนา ไปทำนา ไปเก็บผักหักฟืน อยู่กินกันอย่างเป็นสุขนะเนี่ย ชีวิตอย่างนี้จะหาทีไหนได้ อยู่กันผ่านไปถึง 7 ปี

       โอ นี่ผ่านไปเร็วเหลือเกินนี่ ผมบรรยายมายังไม่ทันเท่าไรนะเนี่ย ในนิทานผ่านไป 7 ปีซะแล้ว 7 ปีก็เลยให้กำเนิดลูกชาย ลูกชาย ลูกสาวเนี่ย 2 คน 2 คนก็จัดเป็นครอบครัวที่มีความสุขน่ะเนี่ย คิดอีกทีสุขกว่าบนสวรรค์ชั้นฟ้า อยู่บนนั้นมีหน้าที่อย่างเดียวละครับ ถักเมฆไปเรื่อย พอมาอยู่เนี่ยถึงจะทำนา ถึงจะเหนื่อยยากแต่อยู่กับคนที่ตัวรัก คนที่เข้าใจ คนที่พอใจตัวก็รักเค้าด้วย ก็มีความสุขเหลือที่จะกล่าว

        เนี่ยเค้าเรียกว่ามีความสุขแบบเศรษฐกิจพอเพียงนะท่านนะ เนี่ยนะ อยู่ด้วยกันจนมีลูกเต้าทั้งสองคนเนี่ย เรียกว่าสุขใจนี่เป็นพวกจิตนิยมนะ พวกนี้นะมีความสุขใจ ถึงจะไม่สุขกายเท่าที่ควร อยู่กระท่อม คนเราถ้าคิดว่ากายเป็นสุข ใจเป็นสุขกายจะเป็นสุข ใจเป็นสุขกายก็เป็นสุข เพราะใจนั่นแหละก็เลยเป็นสุขกันไป

        ก็ไม่ได้มีเงินมีทองอะไรมากมาย อยู่รวมกันสามีภรรยามีลูก 2 คน อยู่กินกันอย่างสบายถึง 7 ปีมีความสุขมากเนี่ย ปรากฏว่ามันไม่สุขตลอดไปนะสิ เพราะอะไร เพราะ 7 วันบนโลกมนุษย์ เท่ากับ 7 วันบนสวรรค์เท่านั้นนะ

        แปลว่าเธอหายมาจากสวรรค์ถึง 7 วัน เจ้าแม่แห่งสวรรค์ก็สงสัยสิ เอ้ หายไปไหนนะนี่นะ จึงหายไปได้ถึง 7 วัน ลูกสาวเราผู้นี้เนี่ย เจ้าแม่แห่งสวรรค์ธรรมดาก็ป็นคนวิเศษ ก็ทราบทันทีว่านางฟ้าของตนแอบไปแต่งงาน ไปแต่งงานจนมีลูกเต้าแล้ว นางเห็นเช่นนั้นก็ไม่พอใจ จัดการลงมาจากสววรค์เลย ลงมาที่กระท่อมนั่นแหละ

        ลงมายังไงก็เหาะลงมาไม่ได้ยากอะไร นางก็เป็นเจ้าแม่แห่งสวรรค์อยู่แล้ว ลงมาถึงก็พาเอาสาวทอผ้ากลับขึ้นไป พรากเขาขึ้นไปเลยนะเนี่ย เค้าอยู่กันอย่างมีความสุขไม่เอาอะ จะเอาเค้ากลับไปสวรรค์ โอ โห แม่สาวทอผ้าก็เสียอกเสียใจนะครับ ร้องลั่นเลยแหละ อยากจะอยู่กับสามี แต่เจ้าแม่สวรรค์ก็ไม่ฟัง พานางไป

        ฝ่ายเจ้าหนุ่มเลี้ยงวัวนั่นแหละ พอเห็นเจ้าแม่แห่งสวรรค์มาพรากภรรยาตัวไป ทิ้งไว้แต่ลูกชายลูกสาวเนี่ย ก็ทำยังไงได้ละครับ รักเมีย เมียตัวก็รัก ก็กลัวว่าลูกนี่จะเหงา เพราะว่าแม่ไม่ได้อยู่ด้วย ก็ทำเท่าที่ตัวทำได้ นั่นคือ เอาเข่งมา 2 ใบ ให้ลูกลงไปนั่งบนเข่งคนละใบนั่นแหละ ผู้หญิงผู้ชาย ลูกผู้หญิงลูกผู้ชาย จากนั้นเอาไม้มาสอดทำคานหาบวิ่งตามสาวทอผ้าครับ

        คือไม่ได้วิ่งไล่มาคนเดียว เอาลูกตามมาด้วย ดูความรักของชายผู้นี้ที่มีต่อลูกต่อเมียนะครับเนี่ย เมียถูกพรากไป ตัวก็เอาลูกใส่เข่ง เด็กมันก็ยังไม่โตนัก ไปโตได้ยังไงอยู่กันมา 7 ปีลูกอย่างดีก็ 5 ปี 6 ปีวิ่งตามสาวทอผ้าไป หาบเข่งไปด้วย

        แต่ปรากฏว่าเจ้าแม่แห่งสวรรค์ก็พานางคนนี้เหาะขึ้นไปสวรรค์ซะแล้ว ชายคนนี้เหาะไม่ได้นี่ ทำไงได้ล่ะครับ เหาะไม่ได้ แต่อย่างว่าแหละครับ ตามแบบของนิทาน มีคนช่วย ถ้าไม่มีคนช่วยจะไปเป็นนิทานได้ยังไงล่ะ

        ดาววัวทองเนี่ย วัวตัวนั้นจึงสละเขา วัวมันมีสองเขานะท่านนะ สละเขากลายเป็นไม้กระดาน 2 แผ่น ให้หนุ่มเลี้ยงวัวเหยียบเหาะตามไปเลย วัววิเศษนี่ท่าน เขาทำเป็นไม้กระดาน ชายเลี้ยงวัวเนี่ยก็หาบเข่ง 2 ใบที่มีลูกอยู่เนี่ย เหยียบไม้กระดาน ซึ่งทำจากเขาวัว ลอยตามขึ้นไป แบบนี้ยังกับนั่งเครื่องบินไอพ่นตามขึ้นไป

       ฝ่ายนั้นเหาะก่อน มีฉากเกิดบนอากาศนะท่านนะ คนแต่ก่อนนี่เหาะเหินเดินอากาศได้ ตามกันขึ้นไป ฝ่ายเจ้าแม่สวรรค์มองเห็นว่าหนุ่มเลี้ยงวัวเนี่ยตามมา ตามมาด้วย ตามมาได้ยังไงเนี่ย แปลกประหลาดมาก ยังเอาลูกตามขึ้นมาอีก เจ้าแม่แห่งสวรรค์ก็เลยจัดการเสกให้มีลำน้ำบนอากาศ ลำน้ำบนอากาศขวางไว้

       ปกติลำน้ำบนอากาศนะ ถ้ามีก็จะมีแต่พระคงคานั่นแหละครับ เพราะพระคงคาไหลอยู่บนอากาศนะท่านนะ อากาศคงคาชลาสินธุ์ เค้าเรียกอย่างนั้นนะ อันนี้ก็เสก อื่อ เสกเป็นแม่น้ำขวางเอาไว้

       ชายหนุ่มซึ่ง เหยีบกระดาน 2 แผ่น ทำจากเขาวัวเนี่ย ก็เหาะตามไปไม่ได้ โดนน้ำกันไว้หมดเลย ฝ่ายเจ้าแม่สวรรค์ก็พาสาวเนี่ย พาสาวทอผ้าเมียของเขาเนี่ยแหละหนีออกไป แม่น้ำก็กว้างออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งใครก็ไม่สามารถข้ามไปได้ เจ้าแม่สวรรค์ เค้ามีฤทธิ์ เค้าขวางเอาไว้ ข้ามไปไม่ได้

       หนุ่มเลี้ยงวัวก็เสียอกเสียใจ จะทำยังไงอุตส่าห์มีกระดานวิเศษที่วัวเค้าถอดเขาออกมาให้ตัวเหยียบเป็นไม้กระดานเนี่ย ก็ไม่สามารถไปทันเมียของตัว แต่อย่างว่าล่ะ ตามแบบของนิทานก็ต้องมีคนช่วยเหลืออีกใช่มั้ยท่าน มีผู้ช่วยเหลืออีกเจ้านกกระสาเนี่ย แต่บางสำนวนบอกว่าไม่ใช่นกกระสา บอกว่าเป็นนกนางแอ่นตัวสีดำ ๆ ที่บินเนี่ย ไม่รู้เป็นไข้หวัดนกบ้างรึป่าวนะเนี่ยนะ

        นกนางแอ่นเนี่ยนับเป็นพัน ๆ ตัวเนี่ย พอมองเห็นชายคนนั้นเค้าลำบากขึ้นมา เพราะถูกแม่น้ำขวางไว้เนี่ย ก็พากันมาบินเอาตัวต่อเป็นสะพาน ช่วยให้ชายหนุ่มเลี้ยงวัวข้ามแม่น้ำแห่งสวรรค์ไปจนได้ นี่ก็เป็นอย่างว่าแหละ คนที่เค้ามีบุญอำนาจวาสนา เป็นคนทำความดีเนี่ย แม้แต่นกก็ช่วยเหลือ วัวก็ช่วยเหลือ สัตว์ทั้งนั้นมาช่วยเหลือกัน

        แต่เจ้าแม่แห่งสวรรค์ไม่ยักมาช่วยนะ พรากเอาเมียเค้าไปเลย ปรากฎว่านกนางแอ่นก็ต่อตัวกัน คนนี้ก็ไต่สะพานนกนางแอ่น เออ อันนี้ดีนะ สะพานนกนางแอ่น เกิดมาไม่เคยได้ยิน นกนางแอ่นต่อตัวกันก็ไต่ข้ามไป 2 สามีภรรยาก็ได้พบกัน ลูกเต้าที่หาบไปก็พบกัน

        ตามเคยละครับ ทั้งคู่รวมทั้งเด็กด้วยมั้งไม่ใช่ทั้งคู่ อ้อนวอนเจ้าแม่แห่งสวรรค์ให้เมตตาเถอะ เจ้าแม่นั่นเฉพาะนางฟ้าอย่างเดียวอ้อนวอน หญิงทอผ้าอ้อนวอนอย่างเดียวคงไม่ให้หรอก พอเห็นเด็กสองคนอ้อนวอนด้วยนี่ก็ เจ้าแม่แห่งสวรรค์ก็ใจอ่อน เห็นลูกเห็นพ่อแม่เค้าอยู่ด้วยกันมีความสุข จะไปพรากเค้าก็ใจอ่อน ใจอ่อนด้วยความรัก

        เห็นว่าชายหญิงผู้นี้รักกันจริง ก็ใจอ่อนด้วยความรัก แต่หน้าที่ก็ต้องเป็นหน้าที่ ใจอ่อนแล้วเสียหน้าที่ก็เป็นไปไม่ได้ ก็เลยบอกว่าก็เอาอย่างนี้แล้วกันนะ สาวทอผ้านี่มีหน้าที่ถักทอเมฆ ทอต่อไปเพราะว่าทิ้งไม่ได้หรอก เพราะว่าหน้าที่ของเธอต้องทอเมฆ งั้นเธอก็ต้องทอต่อไป แต่อนุญาตให้หนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้าพบกันได้ปีละ 1 ครั้ง

        โอ นี่นับว่าเป็นความเมตตานะ ให้ได้พบกันได้ปีละครั้ง ลูกเต้าจะได้พบกันด้วยไง ให้สามีภรรยาได้พบกัน หนุ่มสาวคู่นี้จะเรียกหนุ่มสาวไม่ได้ตอนนี้ ให้ชายหญิงคู่นี้ได้พบกันปีละ 1 ครั้ง โดยเอากำหนดเอาว่า วันที่ให้พบกันนั้นคือ วันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7

        เนี่ย วันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 จึงจะให้พบกัน เพราะฉะนั้นจึงมีคำกล่าวว่า ในวันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ทั้งนกกระสา ทั้งนกนางแอ่น จะพากันมาต่อตัวเป็นสะพาน ให้ทั้งสองข้ามแม่น้ำสวรรค์ และในช่วงเวลานั้นมีดาว 2 ดวง ซึ่งชาวจีนเรียกว่า ดาวหนุ่มเลี้ยงวัวกับดาวสาวทอผ้า จะสุกสว่างเป็นพิเศษ มองเห็นบริเวณขอบฟ้าใกล้ทางช้างเผือก ซึ่งก็คือแม่น้ำสวรรค์สายที่ขวางนั่นเอง

        ในวันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 นี้นะท่านนะ ดาว 2 ดวงเนี่ย ซึ่งคนจีนเค้าถือว่าเป็นดาวหนุ่มเลี้ยงวัวกับดาวสาวทอผ้า จะสว่างเป็นพิเศษ มองเห็นบริเวณขอบฟ้าใกล้ทางช้างเผือก นี่ก็แปลกนะ ขึ้น 7 ค่ำกับทางช้างเผือก มองเห็นนะ ก็คือแม่น้ำสวรรค์สายนั่นแหละ สายนั่นซึ่งนกนางแอ่น นกกระสา อุตส่าห์มาต่อตัวให้ชายหญิงคู่นี้เขาลงมาพบกัน ก็คงนำลูกนำเต้ามาพบกันด้วยมั่ง

        นี่ละครับได้พบกันวันเดียว ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ไม่รู้ว่าขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 เนี่ย มันเป็นมันตรงกะของสวรรค์ด้วยรึปล่าว เพราะสวรรค์วันนึงมันตรงกับปีนึงนะท่านนะ แต่ก็นับในโลกมนุษย์ก็แล้วกัน วันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 เนี่ยก็จะได้มาพบกัน

        ด้วยเหตุนี้ในวัน 7 ค่ำ เดือน 7 เนี่ย ชาวจีนโดยเฉพาะสาว ๆ ชาวจีนทั้งหลาย จะขอพรกับดวงดาวทั้ง 2 คือ ดาววัวทองกับดาวสาวทอผ้าเนี่ย ดาว 2 ดวงเนี่ย ดาวสาวทอผ้ากับดาวหนุ่มเลี้ยงวัว เรียกดี ๆ ดาวหนุ่มเลี้ยงวัว คือ ดาววัวทองเนี่ยนะท่านนะ

        คนจีนหญิงสาวขอพรจากดาว ขอให้มีอายุเยาว์วัย สาวอยู่เสมอ สวยอยู่เสมอตลอดไป เรียกว่าไม่ต้องกินแครอท ไม่ต้องกินมะเขือส้มเปรี้ยว ๆ แบบของไทย ยังชะลอความแก่ เอ้ย ยังชะลอความสาวไว้ได้เลย เนี่ยเพราะได้พร ชาวจีนเฉพาะสาว ๆ ก็อยากสาว อยากสวยตลอด

        สาวไหนก็เหมือนกันแหละ ชาวไทย ชาวฝรั่งก็เหมือนกัน มีที่ไหนอยากแก่ ไม่มีหรอกครับ หลายคนไม่ยอมกินข้าว ถามว่าทำไม่ยอมกินข้าวกินอาหารละ กลัวจะโตเร็ว ถามว่าโตเร็วก็ดีซิ โตเร็วจะแก่เร็วว่านั่น เพราะฉะนั้นเลยไม่อยากโต เพราะกลัวจะแก่อะไรทำนองนั้นมั้งเนี่ย

        ก็ขอพร ขอให้เป็นสาวสวยตลอด แล้วก็ให้มีมือที่วิเศษ สามารถเย็บปักถักร้อยได้เป็นเลิศเหมือนกับสาวทอผ้า คนจีนเนี่ยเค้าถือว่าใครเย็บปักถักร้อยได้เนี่ย วิเศษเลยนะฮะ ผู้หญิงจีนนะเค้าก็เลยขอพรจากดาวสาวทอผ้า ขอให้เค้าเย็บปักถักร้อยได้เป็นอย่างดี

        สมัยราชวงค์เหนือ-ใต้ของจีนเนี่ย ผู้หญิงจีนจะนิยมร้อยด้ายเพื่อประดิษฐ์งานฝีมือด้วยเข็มวิเศษซึ่ง มี 7 รู หากใครสามารถร้อยเข็มได้ 7 รูเนี่ย ถือว่ามีฝีมือมากเลข 7 เป็นเลขสำคัญนะฮะ ทอผ้าก็ใช้เลข 7 วันที่เค้าพบกันเนี่ย ชายหญิงที่เค้าพบกันก็วันขึ้น7 ค่ำ ดือน 7 อยู่แล้ว

       ในสมัยราชวงค์ซ้องของจีนเนี่ย ผู้หญิงจีนจะนิยมนำเอาแมงมุมเนี่ย มาใส่ในกล่องเล็ก ๆ นะท่านนะ พอรุ่งเช้าก็เปิดกล่องด ูถ้าหากแมงมุมนั้นชักใย แมงมุมชักใยให้เป็นระเบียบสวยงามเนี่ย ก็ถือว่าตัวนั้นจะประสบความสำเร็จในการทำงานต่าง ๆ

       นี่ก็เป็นความเชื่อของคนจีน สาว ๆ จีนเนี่ยก็ไปเอาแมงมุมมาใส่ในกล่อง คนไทยไม่กล้าเล่นหรอก แมงมุมทุกชนิดมีพิษนะท่านนะ สไปเดอร์เนี่ย ซึ่งภาษากรีกเรียก ว่า อะแล็ค อะแล็คเน่ ทางชีววิทยาเค้ามีแบ่งอยู่ อแล็คคะนอยเดียร์ หรือ อะแล็คคะนีดาร์เนี่ย แมงมุมนี่เนอะ คนจีนเค้านิยมนะท่านนะ นำมาใส่กล่อง

       จีนสมัยก่อนสมัยราชวงค์ซ้องนะ จะเสี่ยงทายว่าตนประสบผลสำเร็จมากมั้ย ก็นำแมงมุมมาใส่กล่อง ถ้าแมงมุมนั้นชักใยได้ก็โอเค ประสบผลสำเร็จว่างั้นเถอะ นี่ไปหลงพูดภาษาอังกฤษเข้าไปอีก

       ไปถึง ราชวงค์หมิง ราชวงค์ชิงเนี่ย ผู้หญิงจีนนั่นมีประเพณีลอยเข็มเย็บผ้าในชาม ใส่น้ำเอาชามมาใส่น้ำ เอาเข็มวางลงไป เข็มนี่ลอยน้ำนะท่านนะ แปลกนะ ค่อย ๆ วางนะท่านนะ วางขวางวางลงไปบนพื้นน้ำ อย่าวางทิ่มลงไปนะ วางขวาง เข็มจะลอยนะฮะ ลอยน้ำ ถ้าเอาเหล็กอะไรก็แล้วแต่มาวางใกล้ ๆ อ่างน้ำ เข็มจะวิ่งจู๊ดไปเลย ดูดเข้าไปเลย

        นี่ผู้หญิงจีนเค้าก็ ในสมัยราชวงค์หมิง ราชวงคชิงเนี่ย เค้าก็เอาเข็มเย็บผ้าลอยในน้ำ แล้วก็อ่านเงาของเข็มที่มันทอดไปกระทบก้นชาม ว่าอยู่ในรูปสัญลักษณ์อะไร ถ้าเงาของก้นเข็มมันเป็นรูปดอกไม้ เป็นรูปนก เป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ ก็มีความหมายว่า เข็มนั้นเป็นเข็มที่ดี เหมาะที่จะนำมาเย็บผ้า เหมาะแก่งานฝีมือ

        นี่ก็เป็นการเสี่ยงทาย ถ้าเงาของเข็มที่ทอดลงไปในอ่างน้ำ ไม่เป็นรูปนก ไม่เป็นรูปดอกไม้ ไม่เป็นรูปสัตว์ก็ไม่ดี เกิดมันเป็นรูปอย่างอื่นเข้านะท่านนะ รูปอะไรก็แล้วแต่เถอะก็ไม่ดี รูปดอกไม้ รูปนก รูปสัตว์ก็ดี

       ถ้าเป็นผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว เค้าจะนิยมซื้อตุ๊กตาดินเผา ซึ่งเป็นรูปเด็กถือใบบัว เค้าถือเป็นสัญลักษณ์ของการตั้งครรภ์ ดินเผาเป็นรูปเด็กถือใบบัวเนี่ย เป็นสัญลักษณ์ของการตั้งครรภ์นะท่านนะ ในวันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 เนี่ย เด็กมักจะนิยมถือใบบัวออกมาวิ่งเล่นด้วยกัน อื่อถือกันมาทำไมล่ะ สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์พูนสุข จะมีลูกมีหลาน งั้นเด็กทั้งหลายควรจะถือใบบัวออกมา ใครที่แต่งงานแล้วไม่มีลูกเนี่ย ก็หาเครื่องปั้นดินเผาเป็นรูปเด็กถือใบบัวเสีย ก็จะได้มีลูกเต้าโดยทั่วกันเลยแหละ คนจีนเค้าเชื่ออย่างนั้น

       ในวันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 เนี่ย ทางตอนกลางของประเทศจีน มีการตั้งโต๊ะบูชาเลยนะท่านนะ บูชาด้วยแตงโม เค้ามีความเชื่อว่า บูชาด้วยแตงโมนั้นเป็นของมงคลแก่ชีวิตสมรส จะทำให้ได้ลูกผู้ชาย ใคร ๆ ที่แต่งงานแล้วก็ยังไม่มีลูกเนี่ย ถึงขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ก็เอาแตงโมมานะครับ บูชาเทพอะไรก็แล้วแต่เถอะ จะได้ลูกชายนะท่านนะ เค้าถือเป็นมงคลแก่ชีวิตสมรสนะท่านนะ

       พอพูดถึงแตงโม ก็นึกขึ้นได้ว่า แตงโมในภาษาจีนนั่นนะ ภาษาจีนเค้าเรียกแตงโมว่า ซีกวา ซีกวาเป็นภาษาจีนกลางนะท่านนะ เป็นแมนดารินนะท่านนะ ภาษาแต้จิ๋วเรียกว่าไซกวย ไซกวย คำว่า ซี หรือ ไซ ก็เป็นแปลว่า ทิศตะวันตก นะฮะ ส่วนกวาหรือกวยก็หมายถึง แตงหรือน้ำเต้า ก็ได้ เราคงเคยได้ยินคำว่า ตังกวยจับนะ แต่นั้นมันเป็นฟักนะท่านนะ

       ของเรามีแต่แตงกวาไงฮะ เรียกทับลงไปเลย กวา ภาษาจีนแปลว่า แตง อยู่แล้วนะครับ ซีกวาอันนี้ก็แตงโม ซีกวานี้แตงโมซ้ำอีกครั้ง คำว่าซีหรือไซคือทิศตะวันตก ซ้ำอีกครั้งนึงนะครับเนี่ย กวาหรือกวยก็แตงหรือน้ำเต้าก็ได

      ในจีนนี้มีแตงหลายชนิด แต่แตงโมเป็นพืชที่นิยมกันมาก นำเข้ามาจากทางเอเชียตะวันตก ชื่อว่าแตงตะวันตก ซีก็แปลว่าตะวันตก แตงโมนี่นำมาจากตะวันตก จึงชื่อว่าแตงตะวันตก ซีกวา อักษรกวานี่ถ้าเขียนเป็นอักษรจีนน่ะครับ นี่พูดกันก็ต้องสร้างภาพพจน์เอาเอง ให้มันเป็นอักษรสักหน่อย อักษรกวาหากแยกตรงกลางออก

      คือ คำว่ากวาของจีนเนี่ย อักษรกวาเนี่ย แยกตรงกลางออกจะได้อักษรที่หมายถึง 8 สองตัว แปดสองตัว คือ แปดกับแปด ซึ่งรวมเป็นสิบหก 16 นี่อุปมาเหมือนหญิงที่แต่งงานได้แล้ว คือ มีอายุ 16 ไงฮะ สาว 16 นี่ฮะ สาวอายุ 16 ปี แปลว่าแต่งงานได้แล้ว ก็เลยมีคำพังเพยจีนกล่าวเปรียบว่า เป็นสาวเหมือนน้ำเต้าผ่าซีกตามนัยนี้ น้ำเต้าผ่าซีกก็คือ แปดผ่าเป็นแปดไงครับ

      ส่วนเม็ดแตงโมนั้น เม็ดแตงโมเนี่ย มีคำเปรียบเทียบเหมือนกับฟันของหญิงสาว คือมีฟันเรียงเป็นระเบียบสวยงามนะฮะ ฟันของหญิงสาวนะครับ นี่ก็คำว่า กวา

      แต่ในมณฑลกวางตุ้งเนี่ยครับ คำว่า ซี นี่ออกเสียงตามสำเนียงกวางตุ้งแล้วมันก็เหมือนกับคำว่า สื่อ ที่หมายถึงตาย อันนี่ไม่เพราะแฮะ กวางตุ้งคำว่า ซี ที่แปลว่าตะวันตกเนี่ย ถ้าออกสำเนียงกวางตุ้งมันมันเหมือนกับคำว่าสื่อ ที่แปลว่าตาย คำว่าตายกวางตุ้งใช้คำว่า สื่อ จีนกลางหรือแมนดารินใช้คำว่า ซื่อ นี่ถ้าผมออกเสียงพลาดก็กรุณาด้วยนะครับท่าน หึ ผมออกเสียงจีนหลายเสียงมันก็ต้องออกพลาดไปบ้าง โดยฉพาะจีนกลาง

      สื่อ ตายในภาษากวางตุ้ง จีนกลางก็แปลว่า ตาย ถ้าเป็นแต้จิ๋วก็เป็น ซี่ งี้ท่าน ซี้ ฮ่ะฮ่า เหมือนฉันจะตายอั้ว ไอ ซี่ งี้ใช่มั้ย อา ถ้าเป็นแคระก็ อั้ว อ้อย ซี จีนแคระนะท่าน นี่ก็ว่าไป ซี่ ตัวนี้ก็เสียงไม่เพราะ

      นี่ก็เป็นเรื่องของตำนาน อา ตำนานวันแห่งความรักของจีน ของเค้านี่นะครับผม คราวนี้มันไปพ้องกับตำนานเด็กเลี้ยงวัวของชาติอื่นอะ ชาติอื่นมีตำนานเด็กเลี้ยงวัวเหมือนกันนะ หลายชาติก็มีวรรณกรรมคล้าย ๆ กัน เรื่องเด็กเลี้ยงวัวกะสาวทอผ้า

      เช่น ฟิลิปินด์เนี่ย ก็มีวรรณกรรมเรื่องนึงเล่าว่า ครั้งหนึ่ง มีชาวนาคนนึงร่ำรวยมาก ชาวนาคนนี้ชื่อ กาตาน วันนึงเค้าออกไปทำนา เค้าก็พบทุ่งนาเนี่ย ทุ่งนาของเค้าเนี่ย ถูกน้ำท่วมกลายเป็นสระน้ำสีทอง

      เค้าได้ยินเสียงผู้หญิงร้องเพลง จึงแอบซ่อนดู มีสาว ๆ หลายคนลงเล่นน้ำในท้องนาของเขา กาตานเลยโมโหละซิลงเล่นน้ำ เลยตะโกนไล่ว่า ชั้นจะตัดหัวพวกแก แกทำให้นาข้าวชั้นกลายเป็นสระน้ำเฉย ๆ ไปหมด

      พวกสาว ๆ ที่กำลังเล่นน้ำ ได้ยินดังนั้นก็ตกใจ พากันสวมเสื้อผ้าเนี่ย ผ้าที่สวมก็มีสีแดงนี่แหละ เหมือนกับเสื้อผ้าของสาวทอผ้าของจีนที่เล่ามาเมื่อสักครู่ไม่มีผิดเลย พวกนี้ก็สวมเสื้อผ้าเสร็จ มีปีกก็บินไปบนท้องฟ้าเลย ยังกะนางมโนราห์ของเรานี่แหละ บินไป สงสัยพวกนี้จะเป็นกินรี บินขึ้นไปได้

      แต่สาวนางหนึ่ง บินขึ้นไปปีกไปเกี่ยวกับกิ่งไม้ เลยบินไม่ขึ้น แม่คนนี้เสียท่า กาตานก็เลยจับตัวนาง นางขอร้องว่าอย่าฆ่าชั้นเลย ชั้นเป็นลูกสาวของราชากาปิกะ กาปิกะเป็นราชาแห่งเทพธิดา ผู้สิงสถิตอยู่บนกลุ่มเมฆเชียวนะ นะมันพันกะเมฆแล้วท่านสังเกตมั้ยฮะ นี่เป็นเรื่องของฟิลิปินด์นะครับ มันท่าจะเปรียบแล้ว มันมีอะไรหลายอย่างใกล้ ๆ กับเรื่องของจีน

      กาตานก็เลยบอกว่างี้ไม่ฆ่าก็ได ้จะให้นางดูแลบ้านเป็นการไถ่โทษ นางก็เลยต้องทำงานที่บ้าน อยู่มาไม่นานก็รักกันนะครับ หญิงกับชายเมื่ออยู่ใกล้กัน ยังไงก็เหมือนเพลงน้ำตาลใกล้มดของ สุนทราภรณ์นั่นแหละท่าน ก็เลยชอบกันอยู่ด้วยกัน เห็นอกเห็นใจกัน ก็เลยมีลูกสาวชื่อ บูกาน

      เอ้า อยู่ด้วยกันจนมีลูก วันหนึ่งบูกานเข้าไปในห้องเก็บของ ก็ไปพบเสื้อผ้า ปีก ของแม่ซึ่งซ่อนเอาไว้ บูกานก็เลยนำออกมาถามแม่ว่า มันอะไรหละ ส่วนนางคนนั้น พอเห็นเสื้อผ้าก็สำนึกผิด คิดถึงพ่อของตัว เพราะตัวเนี่ยบินหนีพ่อมาเล่นน้ำ พอเห็นเสื้อผ้าก็นึกถึงพ่อ จากพ่อมานานมาอยู่ที่นี่ไม่ได้กลับบ้านมาเยี่ยมพ่อเลย ก็เสียอกเสียใจเป็นอันมาก ก็เลยคิดจะหนี ก็เลยหนีนะแหละ หนีโดยพาลูกสาวขึ้นไปบนฟ้า บินอุ้มลูกสาวขึ้นไป

      ฝ่ายสามี ฝ่ายพ่อของเด็กนี่ก็คือ กาตาน ก็วิ่งตามไป ตามไปเท่าไรก็ไม่ทัน และเห็นแต่เป็นดวงจันทร์ มีรูปผู้หญิงกำลังอุ้มลูก ที่กำลังอุ้มอยู่นั้นก็กำลังร้องไห้ด้วย ลูกที่กำลังอุ้มก็ร้องด้วย เค้าก็รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือภรรยาของเค้า ท้ายสุดแม่คนนี้ บินขึ้นไปจะไปอยู่บนพระจันทร์นั่นนะ อุ้มลูกแล้วก็ร้องไห้

      ด้วยเหตุนี้คนฟิลิปปินด์ส่วนหนึ่งจึงมองดูพระจันทร์ แล้วก็บอกว่า รอยด่างที่เป็นรูปผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มลูก แล้วลูกกำลังร้องไห้ นี่เรื่องของฟิลิปปินด์ ไม่เกี่ยวกับช้างเผือก แต่เกี่ยวกับพระจันทร์ ของนางคนนั้นช้างเผือก ทางช้างเผือกไม่ใช่ตัวช้างนะ ทางช้างเผือกที่อยู่บนฟ้าเมฆวิเว…(ไอ)..

      ของอินโดนีเซียก็มีเรื่องคล้าย ๆ กันกับฟิลิปปินด์นะ เพียงแต่ว่านางฟ้าไม่ได้นำลูกสาวไปด้วยหรอก เธอทิ้งลูกสาวไว้ที่เมืองมนุษย์ หนีไป หนีไปคนเดียว เธอสัญญาว่าจะกลับมาในคืน ในคืนก่อนแต่งงานของลูกสาว ตำนานนี้ก็เลยเป็นตำนานความเชื่อของอินโดนีเชียว่า ในคืนก่อนแต่งงานเจ้าสาว สาวเจ้า สาวจะต้องคอยวิโดดารี ซึ่งเป็นเทพธิดาแห่งความงาม เธอจะมาอวยพรให้สาว ๆ

      อ่า เรื่องนี้ค่อยใกล้เคียงกับความรัก และการแต่งงานหน่อยหนึ่ง นี่ก็เป็นเรื่องของฟิลิปินด์ซึ่งก็เป็นเรื่องผิดหวัง ทั้ง ๆ ที่เรื่องที่พูดวันนี้เป็นเรื่องแห่งความรักอยู่หรอก

      ส่วนในบาหลีก็อยู่ในอินโดนีเชีย ก็มีเรื่องเล่ากันว่า เจ้าชายอินทรปัตได้พบสาวงามในป่า สาวงามเมื่อก่อนนี้อยู่ในป่า พบสาวงามเมื่อก่อนอยู่ในป่านะฮะ ปัจจุบันอยากพบสาวงามก็มาหาแถว ๆ ศูนย์การค้านี่ก็พบได้ หาในมหาวิทยาลัยก็มีเหมือนกันนั่นแหละ

      ก็ปรากฏว่าเจ้าชายอินทรปัตก็พบสาวงามในป่า ก็หลงรักสาวงามนั้น สาวงามคนนั้นได้ไปอยู่บนดวงจัทร์ เอ.. รักนี่มันมีเรื่องพระจันทร์เข้ามาตลอดนะ เพราะนั้นเวลาแต่งงานเสร็จ จึงต้องไปฮันนี่มูนอะไรทำนองนั้นมั้ง แต่ไม่ได้บอกว่าสาวงามคนนั้นไปทำอะไรอยู่จึงอยู่ได้ คือไปอยู่บนพระจันทร์

      เจ้าชายที่หลงรักนางมาก จึงขี่นกทองคำบินตามไปเนี่ย ครับความรักไงได้ ต้องขี่นกทองคำตามไป ก็อุปมาดั่งว่าต้องใช้เงินใช้ทองติดตามเธอไปเป็นอันมาก พอ ๆ กับขี่นกทองคำนี่มั่ง เพราะทองคำมันแพง ปัจจุบันก็บาทตั้ง 7,000 กว่าเนี่ย

      นี่ขี่นกทองคำตามสาวงามไป แต่ไปไม่ถึง สงสัยเงินไม่พอ นกพาไปไม่ถึง ชายคนนั้นก็เลยสาบสูญไปด้วย นอกจากจะไปไม่ถึงดวงจันทร์ มีศัพท์คำว่า ไปไม่ถึงดวงจันทร์นะ เดี่ยวนี้มีไปไม่ถึงดวงดาวนะครับ ชายคนนั้นก็สาบสูญไปด้วย

      ด้วยเหตุนี้ในพิธีแต่งงานของชาวบาหลี จึงต้องมีนกทองคำมาร่วมในพิธีด้วย แต่งงานในบาหลี ต้องมีนกทองคำมาร่วมด้วย คือเอาทองคำมาเป็นนกนั่นแหละ แต่ปัจจุบันก็คงยากนะครับ ทองคำราคาแพงซื้อหาไม่ไหวหรอก ก็เอาอะไรก็ได้ เอาไม้เอาอะไรก็ได้ มาทำเป็นนก แล้วก็ทาสีทองเข้าไป ก็ถือว่าเป็นนกทองคำ สัญลักษณ์ของนกทองคำก็ไปนำไปร่วมในพิธีด้วย ทั้งนี้ก็ให้นึกถึงเจ้าชายอินทรปัต ซึ่งตามหญิงสาวไปพบในป่า แล้วเธอก็หนีไปอยู่บนดวงจันทร์ เรื่องนี้ก็จบลงอย่างน่าเศร้า

      นี่มันไม่น่าจะเป็นวันแห่งความรักเลย หนีไปอยู่บนดวงจันทร์เรื่อยเลยเนี่ย ปัจจุบันไม่รู้จะหนีไปไหน หนีไปดวงจันทร์ตามทันนะเนี่ย ยานอาวกาศเค้าก็ถึงนะครับ

      ส่วนของไทยเราก็มีเรื่องของจักร ๆ วงศ์ ๆ มาเกี่ยวข้อง เรื่องนี้ก็คือ เรื่อง พระสุธนกับนางมโนราห์ ไงท่าน เปลี่ยนจากสาวทอผ้า อ่า สาวทอผ้าฉันทนาเนี่ย มาเป็นนางกินรีเสีย แต่ก็ไม่มีเรื่องราวดวงจันทร์ และทางช้างเผือก หรือวันแห่งความรักแต่ประการใด

       ก็จบลงพอดีนะท่านนะ ผมนายประจักษ์ สายแสง ก็ขอกราบลงท่านผู้ฟังไปก่อนครับ สวัสดีครับ

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>