สวัสดีครับ
ท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแคว กลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง
ผม นายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ
ก็ยังอยู่ในช่วงของสิ่งที่เป็นมงคล ตามความเชื่อของจีนอยู่ครับ
ในวันนี้ก็จะพยายามพูด สรุปเพื่อให้จบไปสักหน่อย เนื่องจากหลายท่าน ก็คงจะนาน
ๆ ติดต่อกันนะครับ ก็คงจะ...จะอยากให้เปลี่ยนเป็นเรื่องอื่นบ้างนะครับ
แต่ที่จริงเรื่องนี้เนี่ย เรื่องสิ่งมงคลของจีนเนี่ย เป็นเรื่องที่น่าสนใจ
น่าศึกษาที่เดียวครับ เพราะสิ่งมงคลของแต่ละชาตินั้น ไม่สู้จะเหมือนกัน
แต่สิ่งที่จะกราบเรียนต่อไปนี้ อันไหนมันก็เป็นมงคลทุกชาติ นั่นคือ เงินตรา
นะครับ
เงินตรา
ซึ่งภาษาจีน เรียกว่า เฉียน เงินตรา หรือ เฉียน เนี่ย ชาวจีนนะเขาใช้โลหะทำเป็นเงินตรา
เป็นตัวแทนการ.แลกเปลี่ยนมานานแล้วละครับ ใช้เงินตรา โดยเป็นโลหะนะฮะ ของจีนเนี่ย
ตั้งแต่ศตวรรษ ที่ 7 ก่อนคริสตศักราช ก่อนคริสตศักราชเนี่ย ถึง..เอ่อ..700
ปี ที่เดียวละครับ
เหรียญทองแดงใช้เป็นเครื่องราง
|

ธนบัตรจีนต้นราชวงศ์หมิง
|

เงินหยวนเป่า
หรือทองแท่ง 3 อันหมายถึงขอให้สอบผ่าน 3 ครั้ง
|
คนจีนนี้สร้างเงินตรามาก่อน
นี้ก็ได้จากหลักฐานทางโบราณคดี นะครับผม.. นี้คนจีนเนี่ย เขาสร้างเป็นเหรียญโลหะบาง
ๆ เอ่อ..โลหะที่นำมาก็ส่วนใหญ่ ก็เป็นพวกทองแดงนี่แหละครับ
นำทองแดงมาสร้างเป็นเหรียญโลหะบาง ๆ ซึ่งที่จริงแล้ว มันพัฒนามาจาก เงินมีด
ในเมืองซานตง ทางตะวันออกของจีน เงินมีด ท่านคงไม่เคยได้ยิน มีด นะครับ
เออ
มีด
ที่ใช้ เอ่อ
ใช้หั่น ใช้ตัด เนี่ยนะครับ
คนจีนที่มีอยู่ในเมืองซานตง ทางตะวันออกของจีน ปัจจุบันเนี่ย
เขานิยมมีดขนาดเล็กเป็นตัวแทน การแลกเปลี่ยน นี่ก็แปลกดีนะท่านนะ ใช้มีดเล็ก
ๆ เป็นตัวแทนการแลกเปลี่ยน แต่อย่างน้อยที่สุด มีดก็เป็นโลหะละครับ และยังเป็นของมีคมที่ใช้ประโยชน์ได้ด้วย
เพราะฉะนั้น สมัยก่อน ก็ใช้เงินมีดเนี่ย แลกเปลี่ยนกัน
ส่วนเหรียญกลมนั้น ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของด้ามมีด ด้ามมีด นี้กลมนะครับ
ถ้านำมาหั่นปั๊บ มันก็จะกลม ๆ นะครับ นั่นเหรียญกลม ๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของด้ามมีด
เหรียญกลมเนี่ย มีรูปสี่เหลี่ยมตรงกลางนะฮะ มีรู
ประทานโทษเถอะ ไม่ใช่มีรูป
นะท่านนะ มีรูสี่เหลี่ยมตรงกลาง สามารถร้อยเชือก เป็นพวงได้นะครับ
พูดง่าย
มันเป็นกลม
ๆ ตรงด้ามมีดเนี๊ยะ แล้วกลมก็จะมี
รูสี่เหลี่ยมตรงกลาง คล้าย ๆ กับ คล้าย
ๆ กับเหรียญทองแดงของไทย นะท่าน แต่เหรียญทองแดงของไทยเรานะ รู น่ะ มันเป็นรูกลม
นะท่านนะ ท่านคงเคยได้ยิน เหรียญทองแดงนะฮะ มี หนึ่ง สตางค์ สอง สตางค์
ในสมัยผม
ก็ยังได้เห็นอยู่นะครับ ปัจจุบันก็ยังมีฮะ ผมเคยเห็นที่บ้าน
อ่า
ของ จ่าทวี
คุณจ่า ดอกเตอร์ ทวี เนี่ย ก็มีอยู่นะครับ เหรียญเนี่ย และก็อีกหลายที่
ในพิพิธภัณฑ์ ที่ จังหวัด แพร่ เกือบถึง อำเภอ สอง น่ะ ก็มีอยู่ด้วยครับ
อันเนี๊ย อันนี้ เหรียญกลมก็มี รูสี่เหลียมตรงกลาง มีรู สี่เหลี่ยม ตรงกลาง
สามารถร้อยเชือกเป็นพวงได้ เขาก็ใช้ เป็นเงินตรา ในระบบของจีน ฮะนะ เป็นระบบของเงินตราของเขา
ใช้มาจนถึงต้นศตวรรษ ที่ 20 ทีเดียวเลยละครับ เงินตราอันเนี๊ย ใช้กันมา
เป็นเงินเหรียญนะครับ คำว่า เฉียน
อ้า
ภาษาจีนเนี่ย
คำว่า เฉียน เนี่ยไปพ้องเสียงกับคำว่า เฉียน ที่แปลว่า ก่อน ก่อนนั้น ก่อนหน้านั้น
ล่วงหน้านั้น นะฮะ เฉียน คำเนี๊ย พ้องเสียงกับ เฉียน ที่แปลว่า เงินตรา
น่ะ ไปพ้องกับคำว่า ก่อนหน้านั้น หรือ ล่วงหน้านั้น
เพราะฉะนั้น
บางครั้งจะมีการวาดภาพ เป็นค้างคาว ค้างคาวนะครับ ค้างคาวแบกเงิน เอ่อ
.มีค้างคาว
แบกเงินเหรียญ แหม วาดภาพนี้เป็นมงคลนะ ปกติ ค้างคาวเนี่ย ผมได้กราบเรียนท่านไปตั้งแต่คราวที่แล้ว
ว่ามันเป็นมงคลอยู่ ยังมีค้างคาวแบกเงินอีกด้วยเนี่ย เป็นมงคลมากที่เดียว
อะ
.มีความหมาย
ถ้ามีค้างคาวแบกเงินเนี่ย หมายถึงว่า ขอให้มีความสุขนะ ขอให้มีโชคดีนะ
เอ่อ
.ขอให้มีความสุข ขอให้โชคดี จงมีต่อหน้าดวงตาของท่าน
แฮะ
..แฮะ
..คำนี้ดีนะ ขอให้ความ
..ขอให้มีความสุข ขอให้มีความโชคดี จงมีต่อหน้าดวงตาท่าน
คือถ้าแปลมา คือ คำว่า ฝู เนี่ยแปลเป็นภาษาจี แปลว่าความโชคดี ฝู ฮะ
ความโชคดี คำว่า จ้าย แปลว่า อยู่ที่ อยู่ตรงนั้นนะ จ้าย แปลว่าอยู่ที่
ส่วน หย่าน แปลว่าดวงตา คำว่า เฉียน แปลว่า เบื้องหน้า นะครับ
คำว่า
ฝู ที่แปลว่า ค้างคาว เนี่ยมันพ้องเสียงกับคำว่า ฝู ซึ่งในภาษา แต้จิ๋ว
ใช้คำว่า ฮก คำเดียวกัน ที่แปลว่าโชคดี เพราะฉะนั้น ถ้ามี
.ถ้ามีภาพวาดเป็นค้างคาวแบกเงิน
เนี่ย โอ้
.มันจัดว่าเป็นมงคลวิเศษนะท่านนะ เพราะมีความหมายว่า ขอให้มีความสุข
ความโชคดี จงมีต่อหน้าดวงตาของท่าน นะฮะ
ฝู จ้าย หย่าน เฉียง ถ้าให้แปลเป็นภาษไทย นี่ ก็เพราะดีที่เดียว ของจีนนี่ก็ยิ่งเพราะใหญ่เลย
อย่า
.อย่าลืมนะครับว่า คำว่า ค้างคาว เนี่ย เราได้เคยพูดไปตั้งแต่คราวที่แล้ว
ค้างคาว ซึ่งภาษาจีน เรียกว่า ฝู เนี่ยพ้องเสียงกับคำว่าฝู ที่แปลว่าโชคดี
คำว่า ฝู ที่แปลว่าโชคดีนั้น ภาษาจีนแต้จิ๋ว ใช้คำว่าฮก นะท่านนะ
ปัจจุบัน เหรียญทองแดงนี้ก็ยังนิยม ใช้เป็นเครื่องลางป้องกันวิญญาณร้ายที่จะนำโรคภัยไข้เจ็บเข้ามา
เหรียญทองแดงนะครับ เหรียญทองแดงใช้เป็นเครื่องลาง ป้องกันวิญญาณร้ายที่จะนำโรคภัยไข้เจ็บเข้ามา
ผมเคยเห็น
..อ่า
คนไทยแต่ก่อนเนี่ย ทางจังหวัดนครราชสีมา นะครับ เวลาเขาไม่สบายเนี่ย
เขาเป็นแผลเนี่ย มีด้ายร้อยเหรียญทองแดง แล้วก็อ้างว่ารักษาโรคได้ นั้นก็เป็นความเชื่อนะ
เป็นความเชื่อได้ว่า เหรียญทองแดงเนี่ย ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ป้องกันวิญญาณร้ายที่จะนำโรคภัยไข้เจ็บมาให้
เชื่ออย่างนั้น
ในสมายกลาง เอ่อ
ของจีนเนี่ย ก็มีการให้เงินคู่บ่าวสาว นะท่านนะ แต่งงานกันเนี่ย
เขาก็จะให้เงิน เงิน นี่ก็เป็นเหรียญพิเศษที่เดียวล่ะ เงินที่จะให้ในงานสมรส
ของคู่บ่าวสาว ในเหรียญนั้นก็จะจารึกอักษรว่า ขอให้ชีวิตยืนยาว มีความมั่งมี
และมีเกียรติยศ ชื่อเสียง หรืออาจจะจารึกว่า ขอให้อยู่ครองคู่กันจนแก่เฒ่า
หรือขอให้ได้ลูกชายห้าคน ลูกสาวหนึ่งคน
ฮ้า
ให้ได้ลูกชายห้าแต่ลูกสาวนี่แค่หนึ่ง นะท่านนะ
บางแห่งมีธรรมเนียมให้เจ้าสาวเนี่ย
เป่าน้ำซึ่งอยู่ในชาม โดยเอาเหรียญนะว่างไว้ที่ก้นชาม แล้วก็ให้เป่าน้ำออกไปให้หมด
แล้วเก็บเหรียญที่วางอยู่ก้นชามนั้นเสีย ก็เป็นศิริมงคล
แต่ผมดูแล้วเราชอบ เอ่อ
คำจารึกที่บอกว่าขอให้มีชีวิตยืนยาว แน่นอนละครับทุกคนต้องการมีชีวิตยืนยาวทั้งนั้น
ยิ่งของจีนเนี่ย เขาถึงเรียกฮ่องเต้เขาว่าหมื่น ใช่ไหมครับ ต้องเรียกให้มีอายุเยอะ
ๆ ของไทยเราก็ขอให้มีอายุ
อายุ วรรณะ สุขะ พละ เหมือนกันครับ ของเรา
มีอายุให้
..อายุยืนยาวเชียวนะ
นอกจากยังขอให้มีอายุยืนยาว ยังขอให้มั่งมี ขอให้มั่งมีเงินทอง ให้ร่ำรวย
อย่าอยู่แบบยากแบบจน นี่ให้พรกันก็ไม่ต่างกับของเรา ขอให้ถือไม้เท้า นะเทียบ
เทียบกันนะครับ
มีไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร ส่วนของเขานั้น ขอให้มีอายุยืนยาว อันนี้ก็ถือไม้เท้านั้นแหละครับ
เพราะไม้เท้าเป็นสัญลักณ์ของความมีอายุยืน จนกระทั่งแก่จนเดินไม่ได้ ต้องใช้ไม้เท้า
ไม่ได้หมายถึงไม้เท้าที่ใส่ลงไปสำหรับคนแขนขาเสีย เพราะอุบัติเหตุมอร์เตอร์ไซด์
ไม่ใช่ยั่งงั้นนะ
ขอให้มีชีวิตยืนยาว
มีความร่ำรวย
ถือ
.ถือยอดทองไง ไม้เท้ายอดทอง เป็นสัญลักณ์ของความร่ำรวย
จีนก็ถือความร่ำรวย มีเกียรติยศ ชื่อเสียง อันนี้ก็คงเป็นถือกระบองนะฮะ
กระบอง คฑา เครื่องหมายของความยิ่งใหญ่ เครื่องหมายของอำนาจ ขอให้อยู่ครองจนแก่
จนเฒ่านะ ยอดเพชร ไม่แตก ไม่ร้าว ไม่หย่าจากกัน
เนี่ย
ถ้าคำให้พรเนี่ย
..มันก็ไม่ได้ต่างกันนะครับ
มนุษย์นั้นผ่านขั้นตอนทางวัฒนธรรม มา ไม่แตกต่างกันนักนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มนุษย์อยากได้เป็นของที่ดี
ก็ไม่ต่างกันมากนัก เวลาแต่งงาน ก็เลยให้พรไม่ต่างกันนัก ไม้เท้ายอดทอง
กระบองยอดเพชร อ้า
มีชีวิตยืนยาว มีความร่ำรวย มีเกียรติยศ ชื่อเสียง และอยู่ครองกันจนแก่จนเฒ่า
แต่ของจีนมีต่างจากเรา
คนไทยบอกว่าของให้มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง
แต่คนจีนบอกว่าของให้มีลูกชายห้า ลูกสาวหนึ่ง มีลูกชาย ห้าคน ลูกสาวหนึ่งคน
เนี่ย
อู้ฮู
ไม่ใช่ธรรมดาเลย เลขห้า เนี่ย คนจีนเขาถือว่าเป็นเลขมงคลนะ
มงคลทีเดียวละ
เพราะก่อนหน้า
ก่อนหน้านั้นเราก็เคยพูดถึงเลขห้า
อยู่นะครับ ในเรื่อง เอ่อ
..ค้างคาว เรื่องค้างคาว ห้า ตัว บินออกมา นั่นน่ะยังงี้
ฮะ จากขวด ซึ่งแม่มด
อ่า
เขาถือ แม่มดถือขวด มีค้างคาวบินมาห้าตัว นี่ก็มงคล
อันนี้ก็ขอให้มีลูกชายห้าคน มีลูกสาวหนึ่งคน
และก็ที่
.น่าดู
ก็เป็นการทดสอบ
เอ่อ
..พละกำลังของเจ้าสาวเป่าเอาน้ำ ให้น้ำกระจุยกระจายออกไป
ให้หมดจนแห้ง แล้วก็เก็บเอาเหรียญนั้นขึ้นมา นี่
ถ้าเจ้าสาวแก่ ๆ หน่อยก็จะลำบาก
แต่แก่ก็เรียกเจ้าสาวได้ เพราะว่า สาวเนี่ยไม่ได้เป็นการบอกอายุ อย่างไรนะท่านนะ
สาว
คำว่า สาว แปลว่า การดึงเขามาไงท่าน ดึงเขามาธรรมดาเหมือนสาวเชือกนี่ละท่าน
คนเป็นสาวก็คือ คนที่มีสิทธิอันชอบธรรม ที่จะดึงหนุ่มเข้ามาเป็นคนรับใช้
ที่ผมเคยกล่าวในวรรณกรรมสองแคว ครั้งหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดนะ ดึงหนุ่มเข้ามา
สาวเอาหนุ่มเข้ามา เอามารับใช้ รับใช้ตนเอง
หนุ่มที่ถูกดึงเข้ามาก็เรียกว่า บ่าว เพราะต้องเข้ามารับใช้ ประเพณีไทยแต่ก่อนนะ
บ่าวเนี่ยต้องเข้าไปรับใช้ถึงในบ้านนะท่านนะ เขาถึงจะพอใจ ยกลูกสาวให้
เขาไม่พอใจเขาก็ไม่ยก ไปเฝ้าตั้งแต่ลูกสาวเขาอายุสิบหกงะ
แต่พอลูกสาวเขาเกินสิบแปด
เขาก็มักยกให้ เพราะเขากลัวว่า จะไม่มี คู่แต่ง
..คู่แต่งงานด้วย อะไรทำนองนี้
เนี่ยคำว่า
สาว แปลว่าดึง เพระฉะนั้นคนยังไม่แต่งงานก็ให้ชื่อว่า นางสาวเป็นคำนำหน้า
แต่งเสร็จเรียบร้อย ก็ดึงคำว่าสาวออก แล้วก็เป็นนาง แปลว่าหมดสิทธิในการจะดึงผู้อื่น
ถ้าพูดยังงี้ น่าเกลียดนะ ถ้าเกิดเขาเป็นหม้าย เขาใช้นาง เขาก็น่าจะมีสิทธิดึง
แต่ไม่ต้องเขียนคำว่า สาว เอาไว้ อะไรทำนองนั้น อะนะ นี่ก็ทดสอบว่ามีเรี่ยวมีแรงไหม
..ไหม ..เจ้าสาวก็เป่าน้ำออกจากชามแล้วก็เอาเหรียญขึ้นมา
เหรียญ
คำว่า เฉียน เหรียญ เหรียญตรา เงินตรา เฉียน อันนี้เป็นมงคล สิ่งมงคลอันนี้
สิ่งมงคล อีกสิ่งหนึ่งอันนี้ละ เป็นสัตว์ ละ เราค่อย ๆ ข้ามไปสัตว์ ซะมั่ง
เหมือนกะค้างคาว เมื่อกี้นี้แหละ ค้างคาว เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั่นแหละ
สัตว์อันนี้คือ จักจั่น
จักจั่นนี้ เป็นของมงคลนะครับ ภาษาจีน เรียก จักจั่น นี้ว่า เกว๋า เกว๋า
เออ
เรียก เกว๋า เกว๋า ผมว่า น่าจะเรียกตามเสียงร้องของมันมั๊ง เสียงได้ยิน
ก็ได้ยินจักจั่น ร้องว่า เกว๋า เกว๋า ก็เป็นการเลียนเสียงในธรรมชาติ เรียกชื่อโดยเลียนเสียงที่ได้ยิน
ภาษาอังกฤษ เรียกว่า ออนนาเมเทอเปีย แลงเกวท ภาษาเลียนเสียงธรรมชาติเนี่ย
นี่ เกว๋า เกว๋า เออ
จักจั่น จักจั่น เนี่ย เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอมตะนะท่านนะ
คนจีนโบราณเชื่ออย่างงั้น ว่า จักจั่น นั้นเป็นอมตะ นะท่านนะ
บางทีก็หมายถึงชีวิตหลังความตาย เพราะฉะนั้น คนจีนสมัยโบราณ จึงสร้างจักจั่นหยก
อ้า
..จักจั่นทำจากหยกนี้น่ะ เอามาแกะ จักจั่นหยก สำรับใส่ในปากคนตาย แปลว่า
ชีวิตหลังความตาย
โอ้
เอาหยกใส่น่ะ คนจีนนี่เขา
เขาเกี่ยวกับการทำศพ เนี่ย เขาไม่ใช่เล่นนะท่านนะ
ถ้าเขามีฐานะเนี่ย โรงยังใช้โรงจำปาเลยท่าน โรงจำปาไม่พอ ก็ยังเอาทองเนี่ย
ตีออกมา ตีปิดหน้าศพนะ บางทีใช้ตั้ง แปดสิบบาท สมัยก่อนท่าน อันนี้เอาหยกใส่ในปาก
ฮะ
ต่อมาก็เลยเปลี่ยนจากจักกะ
เอ่อ
เปลี่ยนหยกที่เป็นรูปจักจั่นเนี่ย
มาเป็นหยกที่ทำเป็นรูปปลาแทนนะฮะ เอ่อ
ปลานี้ก็มงคล จักจั่น ก็มงคล แต่ตอนหลังไม่เอาจักจั่น
เอา
.เอาหยกทำเป็นรูปปลาแล้วก็ใส่ไว้ในปากของคนตายแทน
คนไทยสมัยก่อนเนี่ย ใช้สตางค์ สตางค์เหรียญนะฮะ ใส่ในปากคนตาย ประเพณีนี้ก็เลิกไปแล้วละ
รึ ยังไม่เลิก อาจะมีมั๊งในชนบท ผมก็ยังไม่ค่อยได้ติดตามมากนักในเรื่องนี้
ในวรรณกรรมของจีน ก็มีตำนานเล่ากันว่า ราชินี ในแคว้น ฉี ทางตะวันออกของจีน
เนี่ย แคว้นฉี เนี่ย สวรรคต พอสวรรคตเสร็จก็ได้กลายเป็นจักจั่น อะ
ราชินีนี้สวรรคตเสร็จก็กลายเป็นจักจั่น
ชาวจีนก็เลยเรียกจักจั่นว่า เด็กสาวแห่งแคว้นฉี
อือ
เด็กสาวแห่งแคว้นฉี
หมายถึงอะไร หมายถึงจักจั่น เพราะจักจั่นนั้นครั้งหนึ่ง ก็เคยเป็นราชินี
ของแคว้นฉี แคว้นฉี ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของจีน สวรรคตเสร็จก็เป็นจักจั่น
เอ่อ
ไอ้เรื่องที่คนตายไปแล้ว ไปกลายเป็นสิ่งต่าง ๆ เนี่ย ก็หลายอย่างนะ
ก็ว่าจะเกิดให้หรืออย่างไร หรือว่าตายแล้วก็เปลี่ยนรูปร่างกันไปเลย อันนี้
อันนี้
พูดเป็นความเชื่อนะครับ
หมายความว่าตายแล้วรูปร่างมันจะเปลี่ยนเป็นสัตว์เป็นอะไรอย่างนั้นหรอก
การวาดภาพจักจั่นบนหมวกนะ
เป็นสัญลักษณ์ของบุคคลซึ่งยึดมั่นในหลักการมาก ๆ เนี่ย ก็ไม่ยากนะท่านนะ
ท่านอธิบายเขาเรื่องความเชื่อ นั้นคือวาดรูปจักจั่นบนหมวกแล้วก็มอบหมวกนั้นให้เขา
อะ
แปลว่าเป็นคนซึ่งยึดมั่นในหลักการ เอ่อ
อันนี้ดีนะท่านนะ
ดังนั้น
.คำว่า จักจั่น จึงเป็นมงคล จักจั่นบนหมวกเป็นสัญลักษณ์ของคนยึดมั่นหลักการ
จักจั่น ธรรมดาก็เป็นสัญลักษณ์ความเป็นอมตะได้ด้วย หรือชีวิตหลังความตายนะ
ตัว เกว๋า เกว๋า เนี่ยนะท่านนะ
อ้า
.อีกสักอย่างหนึ่งนั้นนะ อันนี้เป็นวัตถุนะ วัตถุครับท่านผู้ฟังที่เคารพครับ
อันนี้เป็นแจกัน แจกัน ซึ่งภาษาจีน ใช้คำว่า ผิง ผิงหรือแจกัน ที่จริงแล้วผิงเนี่ย
มันจะเป็นแจกันก็ได้ เป็นขวดก็ได้ นะท่านนะ ออกเสียงว่าผิงทั้งนั้นแหละ
ขวดหรือแจกันนี้ก็ออกเสียง คำว่า ผิง ซึ่งคำว่า ผิง มันไปพ้องเสียงกับคำว่าผิงอัน
ผิงอัน พ้องเสียงกัน ซึ่งหมายถึงความสงบสุข ความร่มเย็น ความสันติสุข เนี่ยนะครับ
ผิงอัน เนี่ย ผิง แปลว่า ขวดหรือแจกัน เสียงของขวดหรือแจกันเนี่ย เราอ่านว่า
ผิง ไปพ้องเสียงกับผิงอัน ความสงบสุข ความร่มเย็น จีนเขาถือเอาเรื่องพ้องเสียงนะท่านนะ
แต่ถ้า
ขะ
ขนมผิง ไม่น่ามีที่มาจากทางนี้ เนาะท่านเนาะ อันนี้ต้องขอเวลาตรวจสอบดูก่อน
ขนมผิงของเราเนี่ย เพราะมันไม่เห็นเหมือนแจกันอย่างไรเลย
ก็เป็นอันว่า ผิง ซึ่งหมายถึงแจกัน หมายถึงขวดเนี่ย พ้องเสียงกับผิงอัน
คือ ความสงบสุข ความร่มเย็น และสันติสุข เพราะฉะนั้น การปักดอกไม้หรือพืชพันธุ์ต่าง
ๆ ลงในแจกัน ปักดอกไม้หรือพืชพันธุ์ต่าง ๆ ลงในแจกัน นะท่านนะ ส่วนใหญ่แล้วจะเห็นแต่แจกันเนี่ย
เขาปักดอกไม้
แต่ที่จริงพืชพันธุ์ต่าง ๆ น่ะ ปักได้นะในตอนหลังนี่ ผมก็เห็นตาม เอ่อ
การจัดสถานที่เกี่ยวกับเกษตรเนี่ย
เอาพืชผลต่าง ๆ นะฮะ มาประดับนะฮะ บางที่เอารวงข้าวมาประดับแจกัน เอารวงข้าวใส่ในแจกัน
ฟังดูแล้วก็สวยดีนะท่าน รวงข้าวมั่ง ข้าวบาเลย์มั่ง ข้าวอะไรก็ใส่ลงไป
ก็สวยทั้งนั้นแหละในแจกันเนี่ย
คนจีนนี่นะ เขาจะปักดอกไม้หรือพืชพันธุ์ต่าง ๆ ลงในแจกัน ภาพวาดที่มีดอกไม้
สี่ฤดู ในแจกันเนี่ย สี่ฤดู ไง ท่านยังพอนึกออกไหมครับ ของจีนเขามีสี่ฤดูนะ
ของไทยเราอาจจะมีแค่ สามฤดู ของจีนเขามีฤดูร้อน ฤดูใบได้ผลิ ฤดูไบไม้ร่วง
ฤดูหนาว เหมือนกับฝรั่งนะครับ ทั้งซัมเมอร์ นะครับ ทั้ง สปริง ทั้ง ฟอล
ฟอล ฤดูใบไม้ร่วงหรือออร์ทั่ม ละก็หนาว คือ วินเทอร์
ส่วนของ
.ของแขกก็เหมือนกัน
แขกก็มี คิมหันต์ มีฤดูใบไม้ผลิ เรียกว่า วสันตะ มีฤดูใบไม้
.ฤดูใบไม้ร่วง
เรียกว่า สรท ก็มีฤดูหนาว เรียกว่า ศิศิระ เหมือนกันนะครับ จีนก็มีสี่ฤดู
จีนกะอินเดีย เนี่ยใกล้กัน ฤดูเขาก็เหมือน ๆ กัน นะท่าน ไม่ต่างกันหรอก
เขาบอกว่าภาพวาดที่มีดอกไม้ สี่ฤดู ในแจกันเนี่ย แสดงถึงความปรารถนาให้ผู้ร่วมงานมีสันติสุขอยู่ตลอดเวลา
มีดอกไม้ทั้งสี่ฤดู ดอกอะไรมั่งละนี่ ที่ออกทั้งสี่ฤดูเนี่ย อะ
.น่าคิดนะท่านนะ
ถ้ามีสี่ฤดู อยู่ในแจกันนี่ละก็ แสดงความปรารถนาให้ผู้ร่วมงานมีสันติสุข
อยู่ตลอดเวลา
แต่ถ้าหากใส่ดาบสามเล่ม ในแจกัน ใส่ดาบลงไปในแจกัน สามเล่ม แล้วมีแคนวางใกล้
ๆ นะฮะ เอาดาบสามเล่ม ใส่ในแจกัน ในผิงนี่แหละ แล้วก็เอาแคนวางไว้ใกล้
แคน นี่ ต้องเป็นแคนไม้ไผ่นั้นนะครับ ก็มีความหมายว่า จงขึ้นสู่ระดับสูงสุด
ทั้งสาม อย่างสันติสุข
อะ ..จงขึ้นสู่ระดับสูงสุดทั้งสาม อย่างสันติ โอ
ทำอะไรนี่เขาก็มีความหมาย
เป็นสัญลักษณ์ทั้งนั้นเลยเนี่ยเนาะ ของจีนเนี่ย แจกัน
เอาดาบ
เอาดาบไปใส่ไว้ในแจกันสามเล่ม
อือ
แล้วก็มีแคนวางไว้ใกล้ ๆ มีความหมายว่า จงขึ้นสู่ระดับสูงสุด ทั้งสามอย่างสันติ
ระดับสูงสุดทั้งสามเนี๊ย
คืออะไรมั่งละ อันนี้ยังต้องตรวจสอบกันอีกครั้งหนึ่ง ยังไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัดอะไรนัก
ไม่ใช่ระดับสูงสุด ในมนุษยโลก ในบาดาล ในสวรรค์ คงไม่ถึงขนาดนั้นมั๊ง หรือจะเป็นอย่างนั้น
ก็ยังอาจจะเป็นได้นะครับ นี้ผมยังไม่รับรองนะครับ เดี๋ยวจะเป็นการตีความผิดเข้าไป
แต่ถ้า แต่ถ้า
พลาดไปยังไงเนี่ย ท่านผู้ฟังที่เคารพ กรุณา เอ่อ
เขียนหรือว่าโทรเตือนผมมั่งก็ได้
นี่ก็หลายท่านโทรมาถึง ในเรื่องสมุนไพร ในเรื่อง อะไร ผม
..ผมยัง
ได้ตอบไปแล้ว
เนื่องจากขณะนี้ เวลานี้ จะไม่สู้มีมากนักนะครับ แต่จะตอบนะครับ ของท่านไพบูลณ์
นั่นก็ยังนะครับ แต่ ผมเตรียมของไว้ให้ท่านแล้วเป็นสมุนไพรจากม้ง
นี่ก็พูดถึงแจกันอีกแล้วนะครับ ขอจงขึ้นสู่ระดับสูงสุดทั้งสามอย่างสันติ
ในสมัยโบราณนะ มีคำเรียก คำหนึ่ง ใช้คำว่า เป้าผิง เนี่ย ภาษาจีนนะ เป้าผิง
เป้าผิง นั่นแปลว่าแจกันขุมสมบัติ แจกันขุมสมบัติเนี่ย ถ้ามีการใส่ผลไม้บำรุงร่างกายห้าอย่าง
ลงไปในเป้าผิง ในแจกันสมบัติ
ใส่ผลไม้ที่ใช้ในการบำรุงห้าอย่าง ใส่ลงไป ผลไม้ทั้งห้าอย่างที่ใช้บำรุงเนี่ย
ภาษาจีน เรียกว่า หวู กว๋อ เอา หวู กว๋อ ใส่ลงในแจกันขุมสมบัติ คือ เป้าผิง
นี่
นี่ก็ออกเสียง พยายามออกเสียงให้ชัดเต็มที่แล้ว หวู กว๋อ เนี่ย ผลไม้บำรุงห้าอย่าง
ใส่ลงไปในเป้าผิง หรือแจกันขุมสมบัติ
ถามว่ามีอะไรมั่งละ
ผลไม้ห้าอย่างที่บำรุง เนี่ย อันนี้น่าคิดนะท่านนะ เพราะอะไร ที่ทำมาแต่โบราณเนี่ย
เขามีอะไรของเขาอยู่ อะ แต่เราไม่ทราบความหมาย ผลไม้ นี่ เขาบอกมี มะเดื่อ
หนึ่งอย่างละ แต่มะเดื่อก็ไม่บอกว่ามะเดื่ออะไรเนี่ย และมีข้าวสาลี มีสาคู
ถั่ว 2 ชนิด
นี่ฮะ
ทั้งหมดนี้ห้าอย่าง
มะเดื่อ ละ ผลไม้ล่ะ ข้าวสาลี สาคู ถั่วสองชนิด อันนี้ใช้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีแห่งความงอกงาม
ที่จัดขึ้นในช่วงพิธีแต่งงาน พิธีแห่งความงอกงาม จัดขึ้นในพิธีแต่งงาน
การแต่งงาน นั้นก็เป็นการที่จะ อ้า
.ให้มี
อ้า เผ่าพันธุ์ออกไป
เพราะฉะนั้น ต้อง
ต้องให้มีเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นให้ได้ เหมือนกับผลผลิตทางการเกษตร
ไม่ใช่ แต่งเสร็จแล้วไม่มีลูกเงี๊ยะ เขาไม่นิยม สมัยก่อน คนจีนนิยมลูกอยู่ด้วย
ลูกชายห้า ลูกสาวหนึ่ง ยังงี้นะครับ และขอให้มีลูก
ฝรั่งก็เหมือนกันนะครับ ผม
เอ่อ
แต่ผมจำไม่สู้จะได้นักว่าเป็นของประเทศใด
ที่เวลาแต่งงานเสร็จ เขาส่งเจ้าบ่าวเจ้าสาวเนี่ย เข้าไปในหอ คนข้างนอกเนี่ยจะเอาข้าวโพดเนี่ย
เหวี่ยงเข้าไปในบ้านฮะ เอาเม็ดขาวโพดนะ ไม่ใช่ข้าวโพดทั้ฝักนะท่านนะ โปรยปรายข้าวโพดแห้งเนี่ย
โปรยลงไป แปลว่า ขอให้มีผลผลิตออกมา เหมือนกับข้าวโพด ซึ่งจะขึ้นและเป็นประโยชน์
ก็เป็นยั่งงี้แทบทุกชาติ อันนี้เป็นในยุโรป ในยุโรป เรื่องโปรยข้าวโพดนี่นะครับ
ส่วนจีนทางตอนใต้นั้น ก็มีธรรมเนียมที่ปฎิบัติกันทั่วไป ธรรมเนียมนี่นะฮะ
มีธรรมเนียมปฎิบัติ ถามว่า ธรรมเนียมอะไรล่ะ คือ ธรรมเนียมในการทำศพเนี่ย
เขาขุดดินในทุ่ง หรือไนไร่ ก็แล้วแต่เถอะครับ ขุดดินในทุ่งหรือในไร่ เนี่ย
ทุ่งนาหรือในไร่ อะไรก็แล้วแต่เถอะ ลึกประมาณ สองฟุต นะครับ
ขุดลงไปทำไมล่ะ ขุดเพื่อฝังหม้อดิน ที่เรียกว่า หม้อกระดูก หม้อกระดูกเนี่ย
บรรจุกระดูกของญาติ ซึ่งขุดขึ้นหลังจากฝังได้สองปี โดยก็เอาเฉพาะกระดูก
ไม่เอาส่วนอื่น ฝังสองปี แล้วก็เอาเฉพาะกระดูกมานะครับ บรรจุลงแจกัน เพื่อฝังลงเป็นสถานที่พำนักแห่งสุดท้าย
ไอ้การฝักกระดูกเนี่ย ไทยก็
ใช้แต่โบราณทีเดียวเนี่ย ใช้ไหนะท่านนะ ไห
เนี่ย
สำหรับ เอากระดูกใสลงไป กระดูก หลังจากที่ เอาขึ้นมาแล้วเนี่ย จะ
จะเป็นกระดูกที่
เป็นอัฐิ หลังจากการเผาหรือจะอะไรก็แล้วแต่เถอะ หรือจะไม่เผาก็แล้วแต่
.แต่ส่วนมาก
หลังจากการเผาแล้ว ก็จะเอาอัฐิ เนี๊ย..ใส่ลงไปในไหแล้วก็ฝัง
เพราะฉะนั้น
ผมเคยได้ยิน พวกที่เคยไปขุดของเก่าเนี่ยนะครับ ไปขุดตามที่ต่าง ๆ เนี่ย
ก็ไปเจอไหเข้า พอทุบออกมา ก็ปรากฏว่า เป็นขี้เถ้าทั้งหมด พวกนี้ก็นึกว่า
สงสัยพระเครื่องข้างใน จะแตกละเอียด เพราะถูกอากาศเบียดเข้าไป ความจริงไม่ใช่หรอก
อันนั้น
เป็น
เป็นไหใส่กระดูกเราซะเป็นส่วนใหญ่
เนี่ย
ผมก็เคยได้ เอามาใว้ใส่กระดูก ตอนนี้ ก็คงจะอยู่ที่ศูนย์ศิลป ของมหาวิทยาลัยนเรศวรนะครับ
แต่ก่อนได้มาหกไห นะครับ นั่นนะ นำมาจากเนินกุ่ม คนที่ให้มาก็คือ คุณพยุง
พงษ์พานิชย์ เนี่ย กรุณามอบให้มา ให้ผมในสมัยนั้น ผมก็ทราบแต่เพียงว่าเป็นไหที่ใส่กระดูก
นั้นเองละท่าน อัฐิ นะท่านนะ
นี้ก็เหมือนกัน คนจีนก็นิยมเอาอัฐิ ใส่ในแจกัน นั้น แต่เป็นกระดูกเลยนะ
ของเขาไม่เผานี่ เป็นกระดูกเลยเนี่ย ใส่ในแจกัน ไว้ใน ผิง ตกลงก็เป็นสิ่งมงคล
ภาพวาดที่เป็นแจกันอยู่ด้วยเนี่ย เป็นมงคบ นะฮะ
อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นมงคล
อันนี้เป็นสัตว์นะฮะ คือ ช้าง ช้าง ซึ่งอีสาน เรียก ซ่าง หรือทางเหนือ
เรียก จ้าง ก็แล้วแต่ ช้าง จีนเรียกว่า เซี้ยง เซี้ยง นะฮะ ในสมัยก่อนเนี่ย
มีช้างอยู่ทั่วแผ่นดินจีนที่เดียวละท่าน ช้างแต่ก่อนนี้ มีอยู่ทั่วไปหมดในแผ่นดินจีน
แม้กระทั่งทางตอนเหนือ ซึ่งอากาศหนาวจัด ก็จะมีช้างอยู่ด้วยนะ
นี่ก็เชื่อกันยังงั้นนะ
ว่าอากาศหนาวจัด ก็มี แผ่นดินจีนเนี่ย แต่ทางตอนเหนือของจีนก็มีช้างอยู่ด้วย
ไม่ใช่ว่าไม่มี เขาก็กล่าวถึงชนชั้นสูงของจีนเนี่ย มักจะออกป่า ไปเที่ยวป่า
เพื่อล่าช้าง นะท่านนะ ไปล่าช้าง จากนั้นก็จับเอาช้างเข้ามา
ก็ถือว่าช้างเนี่ย เป็นสัตว์พื้นเมืองทางตอนใต้ของจีนมาช้านาน จีน เรียกว่า
เซี้ยง เนี่ยนะ เซี้ยง แต่บางครั้งที่ผมได้ยิน อาจจะเป็นจีน อา
จะเป็นจีนคนละภาษา
เขาเรียก ประเทศไทย ว่า ดินแดนแห่งช้างเผือก เนี่ย แป๊ะ เฉีย โก๊ะ เนี่ยนะฮะ
ใช้คำว่า เฉีย แปลว่า ช้างนะฮะ อัน เซี้ยง เนี่ย ภาษาแมนดาลิน จีนกลางนี้นะครับ
แน่นอนเลยเนี่ย
ช้างเนี่ยก็เป็นสัตว์พื้นเมืองทางตอนใต้ของจีน มีประวัติการฝึกช้าง มาตั้งแต่
ศตวรรษ ที่ 3 ก่อนคริตศักราช 300 ปี ก่อน คริสตศักราช เนี่ย จีนฝึกช้างเอาไว้ใช้แล้วนะครับ
ใช้ช้างมาแล้วละ ไม่ใช่ ไม่ได้ใช้ ใช้ช้างมาตั้งแต่ 300 ปี ก่อนคริตศักราช
มีการนำช้างมาฝึก ของเรานี่ก็ฝึกช้างมานาน
ช้างนี่ในยุโรปเขาไม่เคยเห็นช้างนะท่านนะ ยุโรปนี่เห็นช้างครั้งแรก เมื่อ
นีบราวด์ ยกกองทัพจาก คาเธท เข้าตีกรุงโรม โดยนำช้างเข้าไปในกองทัพ พอคนโรมันเห็นช้างเข้าก็ตกใจ
อุทานออกมาว่า แมกนัส โบวิส เจ้าควายยักษ์ โบวิส ควายไงฮะ โบวิส ควาย แมกนัส
โบวิส
.ควายยักษ์
เขาเห็นช้างครั้งแรกในกรุงโรมเท่านั้นแหละ
และนอกนั้น พวกที่อื่นก็ไม่เคยเห็นหรอก ช้าง
เนี่ย เข้าไปเผยแพร่ในยุโรป
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นะท่านนะ ซึ่งนำช้างเข้าไปเผยแพร่ โดยส่งเข้าไป
ใน
ในฝรั่งเศส
อ้า
ผมเคยสันนิฐาน ว่า ลูกเรือ แต่ก่อนลูกเรือที่ไป ของไทยจากเรือสยาม
จากอยุธยา และไปตามยุโรป และไปทั่วโลกเนี่ย ลูกเรือจะมีพวกอินเดียอยู่พวกหนึ่ง
และเขาก็เลยเรียกช้างว่า เอราวัณ เอราฟัน เอราฟัน พอถึงฝรั่งเศส ก็เลยเป็น
เอราฟอง นะท่านนะ ถึงอังกฤษ ก็เป็นเอเรแฟน คำเนี๊ย
.นี่ ผมได้กราบเรียนเรื่องนี้ อ้า
.ในเรื่องวรรณกรรม วรรณกรรมสองแควนานมาแล้ว
แต่เพิ่งเคยมากราบเรียนครั้งนี้ว่า จีนก็มีฝึกมานานแล้ว ฝึกช้างมาตั้งแต่ก่อน
300 ปี ก่อนคริตศักราชนะท่าน ในวรรณกรรมโบราณของจีนเนี่ย ตัวเอกเขาขี่ช้างเหมือนกัน
นะท่านนะ
เพราะฉะนั้น จากเนี๊ยะ เขาก็มีภาพจิตกรรมโบราณเนี่ย เป็นภาพคนใช้ช้างไถนา
นะท่าน เราไม่เคยได้ยินหรอก เราใช้แต่ควาย ควายหรือกระบือ เนี่ย กระบือเนี่ย
มันเป็นภาษาทาง ทางตระกูลมอญ-เขมร นะท่านนะ ภาษาไทยจริง ๆ นะใช้ ควาย นี่แหละ
กระบือ กระบือ คาราบราว คำเดียวกัน คาราบราว คาราบือ นะฮะ ควาย
ถ้าฝรั่งก็เป็น วอร์เตอร์ บัพฟาโร ภาษาอังกฤาเนี่ย เพราะว่า บัพฟาโร มันคือ
ควายป่า วอร์เตอร์ บัพฟาโร มันก็เป็น
ควาย.. ที่เราใช้กันเนี่ย เขาใช้ควายไถนา
แต่คนจีนเนี่ย มีภาพจิตกรรมโบราณ เป็นภาพคนใช้ช้างไถนา เอ่อ
อันนี้ก็พิศดารอยู่พอสมควร
ก็มีเล่าเรื่องกันว่า จักรพรรดิ ซุน ซึ่งในตำนานเนี่ยบอกอยู่ก่อน ยุคประวัติศาสตร์
จักรพรรดิ์ซุน เนี่ย ใช้ช้างไถนา และการใช้ช้างไถนาเนี่ย ก็มีปรากฎในชนกลุ่มน้อยทางตอนเหนือของไทยเหมือนกัน
นะท่านนะ
มีเรื่องเล่ากันมาเช่นนั้น แสดงว่า ตั้งแต่ไทยทางเหนือขึ้นไปทางล้านนา
ขึ้นไปจนถึง ยูนานของจีน หรือตอนไหนก็แล้วแต่เถอะ มีการใช้ช้างไถนา ท่าน
นี้เป็นความรู้ใหม่ นะท่านนะ โอ
ไถ มันคงจะใหญ่นะ ช้างเนี่ยกว่าจะลากไปได้
ก็คงลำบาก แล้วคนที่จะให้ไถนาเนี่ย ในภาพจะต้องขึ้นไปขี่อยู่
อยู่คอนะ
คงไม่ใช่มาอยู่ท้ายช้าง เออ...ไม่ใช่มาอะไรละให้ช้างลากไถไปยังกะควาย คงไม่ใช่อย่างงั้นหรอก
ชาวจีนเนี่ย เขามีความเชื่อว่าช้างเป็นสัตว์กตัญญู นะท่านนะ กตัญญู คนไทยก็คิดอย่างนั้นฮะ
คนไทยถือว่า รู้อย่างช้าง ท่านก็คงเคยได้ยินนะฮะ ร้องไห้แบบช้าง คือ มีน้ำตาเฉย
ๆ จีนก็ถือว่าช้างมีความกตัญญู ไทยเนี่ยะถือว่าช้างเป็นสัตว์ที่รู้อะไรดีที่สุด
รู้เหมือนช้าง
รู้อะไรดีทีเดียว มิหนำซ้ำ ดูช้างเนี่ย ดูยังไงก็ไม่เบื่อ ดูได้ทั้งวันทั้งคืน
เพราะมันคงจะมีอะไรพิศดารหลายอย่าง นะท่านนะ พูดถึง ผมนึกถึงเรื่อง คนตาบอดคลำช้าง
น่ะ มันเป็นคำประพันธ์ภาษาอังกฤษน่ะ ที่บอกว่า มีคน
ฮินดู สตาล ฮินดู
สตาล หก คน ไปคลำช้าง
คนนึงคลำถูก
เอ่อ
.ท้องช้าง
ก็บอกว่า ช้างมีรูปร่างเหมือนผนังบ้าน คนนึงคลำถูกเท้าช้าง
ขอโทษ..ขาช้าง..ก็ว่าช้างรูปร่างเหมือนกับเสา
คนนึงคลำถูกหางช้าง ก็ว่าช้างรูปร่างเหมือนเชือก อือ
..ที่ไปคลำนี่ก็เพราะเขาตาบอดไงละฮะ
แด เวอร์ ซิก แมน ออฟ ฮินดู สตาล ทู ซี ดิ เอเลฟแฟน เดอะ ออ ออฟ เดมเบอราย
อะไรทำนองเนี๊ยะ ตาบอดแต่ไปคลำช้าง ก็เลยเห็นรูปต่างกัน เฮอะ
เฮอะ
อะ
ชาวจีนเชื่อว่า ช้างเป็นสัตว์กตัญญู ถ้าใครช่วยช้าง จะได้งาช้างเป็นรางวัล
ช้างเขาให้งาเขาเองนะ ไม่ใช่ ช่วยเสร็จแล้วไปตัดงาเขา ไม่ใช่ ยั่งงั้นนะ
ไม่ใช่ทำเหมือนเดี๋ยวนี้หรอก งั้นใครที่ไปช่วยเหลือช้าง ช้างก็ให้งาเป็นรางวัล
และนอกจากนี้เนี่ย
คนจีนยังถือว่า ช้างเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่ง แข็งแกร่ง และก็ฉลาด
ถ้าเทียบได้ จะเทียบได้กะสิงห์โต เสือดาว เสือโคร่ง เนี่ย ไม่ต่างกันหรอกท่าน
ช้างเนี่ยฉลาดเทียบได้กับสิงห์โต เทียบได้กะเสือดาว เทียบได้กะเสือโครงเหมือนกันแหละ
ของไทยเรานั้นถือว่าช้าง
เป็นสัตว์ที่มี
เออ
คุณูปการ สูง นะท่านนะ จักรพรรดิราช เนี่ย ต้องมีแก้ว
เจ็ดประการนะครับ
สัตตพิศดิรัตน์ ของจักรพรรดิราชนั้น สิ่งแรกที่สุด คือ ช้างแก้ว นะท่าน
จักรพรรดิ น่ะ มีแก้ว เจ็ด ประการ น่ะ ช้างแก้ว ม้าแก้ว ขุนคลังแก้ว นางแก้ว
ขุนพลแก้ว อะไรต่อมิอะไรต่าง ๆ เนี่ย
อันแรกคือช้างแก้วนะท่าน ช้างแก้วไม่ได้ถึง
ไม่ได้ หมายถึง ตัวช้างหรอก
ของไทยเนี่ย ช้างแก้ว คือ มีความหนักแน่น ท่าน หนักแน่น อ่า
ผมเคยกราบเรียนทางรายการนี้
ไว้ครั้งหนึ่ง ก็น่ามาพูดใหม่อีกสักครั้งก็ได้ มีคำพังเพยที่กล่าวว่า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง
ผู้หญิงเหมือนช้างเท้าหลัง คำพังเพยเนี๊ยะ เป็นคำพังเพยที่ให้เกียรติผู้หญิงอย่างสูงสุด
นะท่านนะ เหมือนช้างเท้าหลัง เขาไม่ได้พูดว่าเท้าหลังช้าง เขาว่าช้างเท้าหลัง
เท้าตัวนี้ไม่ได้
ไม่ได้หมายถึง เท้าที่แปลว่า ฟุท ไม่ใช่อย่างนั้น เท้าตัวนี้หมายถึงค้ำยัน
ช้างเท้าหลังแปลว่า เอาช้างมาค้ำยันสามี ไว้ข้างหลัง สามีจะได้ไม่เซ ไม่ล้ม
ด้วยประการทั้งปวง
เนี่ย เป็นช้างเท้าหลัง เนี่ยเป็นคำให้เกียรติสูงสุดเลย ภรรยาที่ดีต้องเป็นช้างเท้าหลัง
คอยค้ำยันสามีไว้ ทำงานหนักมา ก็จะไม่มีอารมณ์เสีย ก็จะไม่เป็นอะไร เพราะมีช้างเท้าหลัง
ถ้ามีแมวเท้าหลัง คงแย่ เพราะขามันเล็กนะท่านนะ ช้างเนี่ยสัตว์ใหญ่นะครับ
อือ
การขี่ช้างเนี๊ยนะฮะ มันเป็นสัญลัษณ์นะครับ เด็กขี่ช้างอะไรก็แล้วแต่
ที่เรียกว่า ฉี เซี้ยง เนี่ยเป็นสัญลักษณ์ของความสุข ฉี เซี้ยง
เซี้ยง
คำว่า เซี้ยง ในภาษาแต้จิ๋ว หมายถึง เฮง หมายถึงความสุขดี ความโชคดี เซี้ยง
กะ เฮง นี่นะฮะ อันนี้
มักปรากฎภาพวาดเป็นภาพเด็กขี่ช้าง
ในมือถือ หลูอี้ หลูอี้ คือ คฑาสมปรารถนา บ้างครั้งเป็นช้างคลุมผ้าถักลวดลายสวยงาม
มีสัญลักษณ์ต่าง ๆ เป็นเครื่องหมายของความสุขและความโชคดี เช่น มีก้อนหินโผล่มาจากท้องทะเล
ข้างบนมีไข่มุขนะฮะ ลอยบนเมฆ อะไรทำนองเนี๊ยะ นี่เป็นเครื่องหมายของความโชคดี
สัญลักษณ์ต่าง ๆ นะ ฮะ นี้ก็เป็นภาพซึ่งรวม ๆ กับวาดภาพ เด็กขี้ช้างในมือถือหลูอี้หรือคฑาปรารถนา
นี้ก็เป็นเรื่องของช้าง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องของที่เป็นมลคลมากสิ่งหนึ่งที่เป็นของจีนทีเดียว
บางท่านอาจจะรู้สึกว่าเป็นความรู้ใหม่ เพราะไม่คิดว่าจีนจะมีช้าง ทางเหนือของจีนก็มีช้าง
ก็มีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ช้างแมมมอส ท่านคงเคยได้ยินชื่อ
ไม่ทราบว่านานมาแล้วมั้ง
ว่ามีคนพบช้างขนยาวมาก แถวอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ผมก็ไม่น่าว่าจะมีช้างที่มีขนยาวมากขนาดนั้นแถว
ๆ นั้น นะท่านนะ แต่จริงขนช้างก็ยาวนะท่านนะ ยาวก็ไม่ว่าถ้ามันแข็งท่าน
ผมเคยขี่ข้างขนาดนุ่งกางเกงยีนส์เนียะ นั่งไปขนมันแทงขานะท่านนะ
แปลกแต่ฝรั่ง
พวกแหม่มบางคนเขามาขี่ เขาไม่รู้สึกอะไรเลยทั้ง ๆ ที่เขานุ่งกางเกง
ยืดท่าน หรือว่ากางเกงยืดมันทำให้ขนช้างแทงไม่เข้าก็ไม่ทราบ แต่ยีนส์นะมันแข็ง
จังหวะเหมาะมันแทงเวลานั่ง รู้สึกเจ็บขาทีเดียวเชียวละครับ
อะ สิ่งมงคลอีกสิ่งหนึ่งคือดอกไม้ หรือ ฮัว ฮัว ตามความเชื่อของจีน จีนจะนิยมปลูกและประดับดอกไม้หลายชนิดนะครับ
ละก็มีการจัดหมวดหมู่ดอกไม้ตามฤดูกาลนะท่านนะ คนจีนเนี่ยจัด จัดดอกไม้ตามฤดูกาล
โอตอนนี้ของเราก็มีการบำบัดโดยใช้กลิ่นหอมนะท่านนะ ยิ่งต้นไม้ที่มีกลิ่นหอม
ดอกหอม ถือว่าเป็นมงคลจริง ๆ
ความเชื่อของจีนก็ปลูกและประดับดอกไม้หลายชนิด จัดหมวดหมู่ตามฤดูกาล เช่น
ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูใบไม้ผลิเขาก็ เขาก็จะถือว่ามีดอกมู่หลาน ดอกมู่หลานเขาถือว่าดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ
ส่วนฤดูร้อนใช้ดอกโบตั๋น ดอกโบตั๋นก็ได้ ดอกบัวก็ได้นี้ครับ
ที่ผมกราบเรียนท่านในคราวที่แล้ว เรื่องดอกไม้ตามฤดูกาลเนี่ย ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ผลิ
ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว เนี่ยทีนี้ก็เอามากราบเรียนนำเสนอ ว่าฤดูใบไม้ผลินี้
ดอกไม้ก็ใช้ดอกมู่หลาน ฤดูร้อนใช้ดอกโบตั๋นและดอกบัว ฤดูใบไม้ร่วงใช้ดอกเก็กฮวย
ส่วนฤดูหนาวใช้ดอกเหมย และใช้ไผ่
นอกจากนี้ยังแบ่งไม้ออกเป็นตามเดือนทั้ง
12 เดือน และมีสี่สหายของดอกไม้คือ นก นะฮะ ถามว่าดอกไม้มีสหายสักเท่าไร
ดอกไม้มีสี่สหาย คือ นก นกอะไรบ้างละ นกนางแอ่น อันนี้ถึงจะเป็นนกตัวผู้ให้เรียกว่านางแอ่น
เหมือนกันไม่ใช่ว่าจะเป็นนกนายแอ่นอะไรไม่ใช่อย่างนั้น
นกนางแอ่น นกขมิ้นเนี่ย นางแอ่นนี้ก็เป็นสหายของไม้ ของดอกไม้นะท่านนะ
นางแอ่นเมืองไทยเนี่ยแหละที่มาทำรังนี่แหละ แต่นางแอ่นบ้านก็มี นกนางแอ่นบ้านมันเยอะนะท่าน
ทางภาษาทางภาคอีสาน โคราช เรียกว่านกการางปืน ตัวเดียวกัน และสีดำนั้นนะครับ
นกนางแอ่น
นี้ก็มีนกขมิ้น โอนกขมิ้นนี่ดีนะท่านนะ นกขมิ้นมันดีนะท่านนะ ถ้ามันมีคู่
ถ้าคู่มันตาย มันไม่มีคู่ใหม่เลยท่าน มันเป็นนกซื่อสัตย์มากเลย นกขมิ้นเนี่ย
อยู่ตัวเดียวเลย นั้น ถ้าคู่มันตายมันก็อยู่ตัวเดียว ถึงได้มีเพลงร้องกันอยู่เสมอว่า
"ดอกเอ๋ยเจ้าดอกขจร นกขมิ้นเหลืองอ่อนค่ำนี้จะนอนไหนเอย นอนไหนนอนได้สุมทุมพุ่มไม้ที่เคยนอน..."
โอ
คนยังไม่มีบ้าน ถ้าแก่แล้วก็คิดมากเหมือนกันนะหนอ จะเป็นนกขมิ้นเหลืองอ่อนไหมหนอ
แต่ปัจจุบันเขามีบ้านดีแล้วนี่ เยอะแยะเลย นกขมิ้นเนี่ย นกขมิ้นเหลืองอ่อน
นี่ก็เป็นสหายของดอกไม้นะ นกขมิ้นนะท่านนะ นกขมิ้น
ผึ้ง
ผึ้ง นี้ก็เป็นสหายของดอกไม้ แน่นอนที่สุด ไม่มีอะไรที่คู่กับดอกไม้เท่ากับผึ้ง
หรือแมลงภู่หรอกครับ เพราะชีวิตของผึ้งนั้น ต้องอยู่กับดอกไม้อยู่กับแมลงภู่
และก็ผีเสื้อ นี่ผีเสือเนี่ย ผีเสื้อเป็นผีเสื้อกลางวันนะท่านนะเป็น butterfly
นะ ไม่ใช่ผีเสื้อกลางคืนที่เรียกว่า moss นั้นคนละอย่างกัน
ผีเสื้อกลางคืนนั้นขนเป็นพิษนะ บางทีบินมาสลัดใส่กันนะมันถูกตา ตาเจ็บเลย
แต่ผีเสื้อกลางวันก็น่าดูอยู่เหมือนกันนั้นแหละ บางทีนะสวยทีเดียวละ
ผีเสื้อเนี่ยเป็นสหายของดอกไม้ มีดอกไม้ตรงไหนย่อมมีนกนางแอ่น นกขมิ้น
นกนางแอ่น นกขมิ้นคงมากินหนอนนะท่านนะ ส่วนผึ้งและผีเสื้อนั้น ก็มาดูดน้ำหวานจากดอกไม้เอาไป
ภาพเด็กที่ถือดอกกล้วยไม้ กล้วยไม้คือ ดอกมู่หลาน กล้วยไม้เนี่ย มู่หลานจะเป็นประเภทไหนก็เป็นกล้วยไม้ก็จะใช้คำว่าหมู่หลาน
เขามักจะเขียนภาพเด็กถือกล้วยไม้เนี่ยเป็นมงคลเลยท่าน
ถ้าท่านมีภาพยังงี้ละมงคลเลย
ภาพเด็กถือกล้วยไม้หรือมู่หลานเนี่ย หรือภาพของเด็กถือแอปเปิลป่า แอปเปิลป่าหรือไห่ถางหรือถือดอกโบตั๋น
ดอกแอปเปิลป่า ไห่ถางนะท่านนะ ดอกโบตั๋นเขาเรียกหมู่ตาน หมู่ตานหรือโบตั๋นเนี่ยมันใกล้กับพุดตาลพอสมควรนะท่านนะ
โบตั๋นมันคือหมู่ตาน ภาษาจีนเรียกว่าหมู่ตาน โบตั๋น แล้วก็ดอกอบเชย ดอกอบเชย
เขาเรียกว่า ดอกกุ้ยฮวา กุ้ยฮวา อบเชย ท่านคงเคยเห็นต้นนะฮะ ต้นอบเชยเป็นไม้ยืนต้นนะท่าน
เปลือกก็หอมท่าน
ถ้าทางอำเภอคีรีมาศ
จังหวัดสุโขทัยแถว ๆ ตำบลศรีคีรีมาศ แถวเขาหลวงเนี่ย เขาไม่เรียกต้นอบเชยนะท่าน
เขาเรียกว่าต้นสุรามริด แล้วสุรามริต คนทางนั้นชอบเอารากมาต้ม ออกมาเป็นน้ำสีแดง
ๆ มาดื่ม ดื่มเสร็จสายตาจะดีทันที อันนี้ก็คงจะมีการตรวจสอบมั้ง รากสุรามริตเนี่ย
โอ เอามาอย่างงี้มาก ๆ อบเชยตายนะ อบเชย เชยชื่นชี้เชยปรางค์ นี่นะท่านนะ
ท่านใดที่ไม่เคยเห็นต้นอบเชย ก็มาดูได้นะที่มหาวิทยาลัยนเรศวรนี่ก็มี ผมคิดว่า
มีหน้าคณะเกษตรเนี่ย มีอยู่ทีเดียวละครับ อบเชยนะ ดอกอบเชยดอกไม้
พวกนี้เป็นมงคล
นั้นถ้าเขียนภาพเด็กถือดอกกล้วยไม้หรือดอกมู่หลาน ดอกแอปเปิลป่าหรือดอกไห่ถาง
ดอกโบตั๋นหรือดอกหมู่ตาน แล้วก็ดอกอบเชยหรือดอกกล้วยฮาเนี่ย ถือว่าเป็นสัญลักษณ์มีความหมายว่า
ในห้องโถง ฮะ โถง หรือ ถาง หยกหรือหยู มีความร่ำรวยเนี่ย
อันนี้ก็คงจะต้องกราบเรียนว่า
ฝู เนี่ยอีกชื่อหนึ่งของดอกโบตั๋น คำว่า ฝู เป็นอีกชื่อหนึ่งของดอกโบตั๋น
ไม่ได้หมายถึงค้างคาวอย่างเดียวนะท่านนะ ส่วนคำว่าเกียรติเราใช้คำว่ากล้วย
ห้องโถงใช้คำว่าถาง หยกนี้ก็ หยู ในห้องโถงหยกมีความร่ำรวยนะฮะ
ถ้ามีภาพของเด็กถือดอกไม้ที่กล่าวเนี่ย ถือว่าเป็นมงคลนะฮะ ดอกหยูหลาน
ดอกแอปเปิลป่า ดอกโบตั๋นและดอกอบเชย หยูหลาน ไห่ถาง หมู่ตาน และกุ้ยฮวา
มีภาพเด็กถือดอกไม้พวกนี้ ถือว่าเป็นมงคล ฮือมงคลอย่างไงละ มงคลก็จะมีความร่ำรวยและเกียรติยศ
ส่วนอีกอย่างที่จะกราบเรียนเสนอคือ ดอกเซียนน้ำ หรือสุ่ยเซียน ดอกสุ่ยเซียนหรือนาซีสซัส
มีรากเป็นหัวนะครับ รูปร่างกลมใบเป็นเส้น พวกดอกเป็นรูปร่ม ดอกสีขาวใจกลางสีเหลือง
ก้านเกล็ดใต้ดิน และดอกเนี่ยใช้เป็นยาสมุนไพร
เข้าใจว่าพืชน้ำชนิดนี้ นำเข้ามาทางตอนใต้ของจีนในมณฑลฝูเจียน ฝูเจียน
ก็คือ มณฑลฮกเกี้ยน นำมาประมาณคริสต์ศักราช พันเนี่ย นำมาโดยพ่อค้าชาวอาหรับ
ดอกสุ่ยเซียนจะออกดอกในช่วงปีใหม่นะครับ ชาวจีนถือว่าเป็นดอกสำหรับปีใหม่
มีบทบาทสำคัญในตำนานท้องถิ่นของชาวฮกเกี๋ยนในมณฑลฟูเจียนเนี่ย
เขาเล่ากันว่ามีผู้ชายพยายามเพาะพันธุ์ดอกไม้นี้ ให้มีลักษณะคล้ายกับเสือ
หรือปีศาจ
ภาพวาดที่มีดอกสุ่ยเซียน
มีก้อนหิน และมีไม้ไผ่ตีความว่า เหล่าเซียนนั้น ปรารถนาให้ท่านมีอายุยืนยาว
ใช้คำนี้ เหล่าเซียนหรือเซียน ปรารถนา คำว่าสือ พ้องกับคำว่าสือ ที่แปลว่าหิน
ให้ท่านอายุยืนยาว จู๋ พ้องเสียงกับคำว่า จู๋ ที่แปลว่าไม้ไผ่ นอกจากนี้ดอกสุ่ยเซียนนี้
ยังเป็นสัญลักษณ์ของคู่สมรสอีกด้วย
ดอกไม้ท้ายสุด
จะหมดเวลาพอดีครับ คือ ดอกนกดุเหว่า หรือตู้เจียนฮวา อันนี้ผู้หญิงที่สวยงาม
มักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับดอกตู้เจียน หรือดอกฮวาฉาเฉียอันเดียวกันนี่
กับพบในมณฑลเสฉวน
เป็นไปได้ว่า ชื่อของดอกไม้นี้มาจากความคล้ายกับสีแดงของคอนกดุเหว่า นกดุเหว่า
หรือตู้เจียนนั้น จะร้องเพลงทั้งคืน กระทั้งคอเป็นเลือด และผู้ที่ได้ยินเสียงร้องของมันครั้งแรกในตอนเช้า
จะต้องพลัดพรากจากคนรัก
น่ากลัวนะท่านนะ ได้ยินเสียงของนกดุเหว่าร้องในตอนเช้า แปลว่าจะพลัดพรากจากคนรัก
ก็ธรรมดาละท่าน นกร้องจะมาอยู่ จะมาอยู่กับคนรักได้อย่างไรละ ในตอนเช้านะก็จะต้องพลัดพรากกันไป
เป็นของธรรมดาเหลือเกินนะครับ เนี่ย
นั้นนกดอกดุเหว่าหรือดอกเซียนฮวาก็เป็นดอกไม้ที่เปรียบเทียบกับผู้หญิงงาม
เขาบอกอย่างนั้น
นี่ก็พอดีละครับ
หมดเวลา ถึงดอกไม้ประเภทสุดท้ายพอดีเลย ผมนายประจักษ์ สายแสง ก็กราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน
พบกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง ในสัปดาห์หน้า สวัสดีครับผม