วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 87 เรื่อง ความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งมงคลของจีน 1
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2547 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

      สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพรายการวรรณกรรมสองแคว กลับมาพบกับท่านผู้ฟังอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

      ผมขอกราบขอบพระคุณท่านนายทหารท่านหนึ่งนะครับ เออ ท่านก็ขอ อ่า ท่านก็เตือนผมมาเป็นอย่างดี ด้วยความเมตตาว่า ภาษาม้งที่ผมออกไปเนี่ย มันไม่ค่อยจะชัด แล้วอาจจะทำให้ความหมายเปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะฉะนั้นถ้าจะออกเสียงภาษาม้ง ก็ขอให้ฝึกให้ดี ๆ แล้วก็ให้คนม้งเขาฟังเสียก่อน แล้วก็ค่อยออกไป (หัวเราะ)

      กระผมก็รับไว้ด้วยความกราบขอบพระคุณมากครับ ผมก็เลยจะพยายามพูดภาษาม้งให้ดีเป็นอันมาก เพื่อจะได้ออกอากาศ (หัวเราะ) ต่อไป

       ฉะนั้นในช่วงที่กำลังใช้เวลาฝึกเนี่ย ผมก็เลยขอขั้นรายการเป็นภาษาจีนกันเสียก่อนเถอะ เพราะว่านี่ก็ใกล้ตรุษจีนเข้ามาแล้ว ใกล้ตรุษจีนเข้ามา อะไรบ้างล่ะที่เค้าถือว่าเป็นมงคลสำหรับใน อ้า ชีวิตของคนจีน เรื่องนี้ก็มีวรรณกรรมประกอบอย่างมากมายเลยทีเดียว

       คนจีนเค้าจะชอบอะไรบ้าง ที่ท่านจะนำไปให้เค้า ที่เขาถือว่าเป็นมงคลนะครับ ความเชื่อเรื่องเกี่ยวกับสิ่งมงคลของจีนเนี่ย มันเชื่อคล้าย ๆ กันแหละครับ ไม่ว่าจะเป็นจีนที่พูดภาษาแมนดารินหรือจีนกลาง หรือแม้แต่แต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ไหหลำ แคะ ก็ไม่ค่อยจะแตกต่างกันนัก

       ที่ผมจะพูดเนี่ย คงจะพูด อ่า อย่างมากก็เพียงสองภาษาเท่านั้น คือ ภาษาจีนกลางหรือแมนดาริน กับภาษาแต่จิ๋ว ซึ่งผมพอจะพูดได้บ้าง ส่วนภาษาไหหลำนั้นก็พูดได้บ้างเพียงเล็กน้อย

       นี่จะกล่าวถึงความเชื่อที่เกี่ยวกับสิ่งที่มีมงคลของจีน เนี่ยจะกล่าวถึงพวกวัตถุต่าง ๆ นะครับ หรือ เออ อาหาร สัตว์ อะไรก็แล้วแต่ ผลไม้ ที่เค้าเชื่อว่าเป็นมงคล

       สิ่งแรกที่น่าคิดก็คือ เรื่องของกระจกเงานี่ เป็นของมงคลนะครับ กระจกเงาหรือที่เขาเรียกว่าคันฉ่อง คันฉ่องภาษาจีนจะเรียกว่า จิ้ง นี่ถ้าพบออกเสียงพลาดก็ขออภัย

       จิ้งนี่นะครับมีเรื่องเล่ากันมาว่า เมื่อสักสองพันปีก่อนคริสตกาล อา นี่ไปนับตามคริสต์ศักราชนะ สองพันปีก่อนคริสตกาล ก็ประมาณสักสี่พันปีมาแล้วมั่งเนี่ย สี่พันปีมาแล้วเนี่ย กระจกเงาเนี่ยยังไม่เป็นที่รู้จักกันหรอก ไม่มีใครรู้จักหรอกว่ากระจกเงามันคืออะไร

       ทีนี้ถามว่าเวลาจะส่องดูหน้า ดูตานี่จะใช้อะไรส่องล่ะ คนที่มีฐานะดีแล้วก็อยากจะดูว่า ตัวเนี่ยสวยงามหรือไม่เนี่ยนะครับ เค้า เออ ใช้ทองสำริดนะครับ ทองสำริด โลหะผสมเนี่ย ระหว่างทองแดงกับดีบุกเนี่ยมั้งครับ ใช่ ใช่หรือเปล่าเนี่ย ถ้า ถ้าผิดนี่ประทานโทษนะเนี่ย ถ้าจะเริ่มพลาดเข้าไปอีกแล้วเนี่ย

       เอ้า ใช้ทองสำริดก็แล้วกัน ส่วนผสมอย่าเพิ่งพูดเลยเดี๋ยวพลาด เค้าใช้ทองสำริดนี่มาขัดมัน ให้มันวาว เป็นมันวาวเลยครับ แล้วก็ใช้ส่องดูหน้าตาของตนเอง ไอ้ที่ส่องเนี่ยเวลาถือ มันก็มีคันสำหรับถือด้วยนะครับ ส่องเรียกนาน ๆ ก็เป็นฉ่อง เพราะฉะนั้นไอ้ที่ถือสำหรับส่องหน้าก็เรียกว่า คันฉ่อง

       ที่จริงเสียง ส กับเสียง ฉ นี่ก็คล้าย ๆ กันไป คล้าย ๆ กันมาก ด้านเสียงเป็นการกลายเสียงแบบถาวรเลยทีเดียวนะครับ เป็นเทอร์มาเน้นซาวด์เช้น นี่พูดแบบภาษานิรุกติศาสตร์

       ฉ่อง ส่อง คล้าย ๆ กับ แฉล้ม เป็น แสล่ม เป็นคำที่กลับไปกลับมาได้อยู่เหมือนกันนะ ฉ เป็น ส เป็นของธรรมดาแหละครับ ช้างในภาษาอีสานก็เป็น ซ้าง ได้เลย แล้วก็กลายเป็น จ้าง ก็ยังได้เลย ฉะนั้นคันส่องก็กลายเป็น คันฉ่อง

       วรรณกรรมเกี่ยวกับคันฉ่องนี่ก็มีอยู่เรื่องหนึ่ง เค้าเล่าว่าหญิงชาวนาคนหนึ่ง นี่เป็นคนจีนนะ หญิงชาวนาเนี่ย หญิงชาวนาคนหนึ่ง ต้องการให้สามีซื้อหวีจากในเมืองมาให้นาง

      โอ้ หวีนี่มันไม่ใช่ของธรรมดานะสมัยก่อนน่ะ หาซื้อต้องไปซื้อในเมืองเนี่ย ซื้อหวีจากในเมืองมาให้นางด้วย นางบอกกับสามีเป็นนัยว่า สิ่งที่นางต้องการนั้นมีรูปร่างคล้าย ๆ พระจันทร์ข้างขึ้น หวีของคนจีนนี่โค้งนะครับ ไม่เหมือนกับหวีที่เรามีคันจับในปัจจุบันนี่หรอก หวีนี่

       สิ่งที่นางต้องการมีรูปร่างคล้ายพระจันทร์ข้างขึ้น แต่สามีนางฟังแล้ว อ้า ไม่เข้าใจนะ แทนที่จะซื้อหวีมาให้ ก็ไปซื้อคันฉ่องมาแทน เนี่ยภรรยาก็เหลือเกินจะบอกกันตรง ๆ ว่าให้ซื้อหวีมาให้ก็ได้ เอามาทำอะไรเกี่ยวกับผม สามีไม่ทราบก็ไปซื้อคันฉ่อง ซึ่งก็เป็นสำริดขัดมันเป็นวาวเนี่ยละ เอามาให้

      ภรรยาได้มาก็โมโห เห็นเข้าก็โมโหมาก พอรับคันฉ่องมาก็โมโหมาก โมโหมากแล้วก็บ่น บ่นว่าสามีออกมาเลยว่า "นี่ แกถือดีอย่างไงเนี่ย ถึงได้นำนังเมียน้อยหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวขนาดนี้มาบ้านด้วย"

      นี่เพราะอะไร เพราะนางส่องที่คันฉ่องเสร็จเรียบร้อย นางก็เห็นหน้าของนางเองนั่นแหละครับ แล้วนางก็คิดว่าหน้าที่ปรากฏในคันฉ่องนี้น่าเกลียดน่ากลัวมาก แล้วก็เข้าใจว่าเป็นนางเมียน้อยของสามีเธอ ซึ่งความจริงแล้วมันก็เป็นภาพของเธอนั่นแหละ เพราะเธอไม่เคยเห็นภาพนี้มาก่อนเลย

      ส่องเสร็จ พวกเรานี่ส่องกระจกก็ชอบส่องกระจกที่ดูแล้วมันทำให้สวย ถ้าไม่สวยก็ไม่อยากดู เหมือนกับถ่ายรูปมา ก็อยากได้รูปที่สวยทั้ง ๆ ที่ไอ้ตัวคนถ่าย ไอ้คนที่ให้ถ่ายมันเป็นอย่างนั้น มันก็เอาออกมาเป็นอย่างนั้น ก็ไม่ทราบจะให้ว่าประการใด

      ชาวจีนก็เชื่อกันว่ากระจกเงาเนี่ย ทำให้สามารถเห็นวิญญาณได้ นี่เป็นความเชื่อนะ กระจกเงานี่เป็นมงคลนะ ส่องเห็นวิญญาณได้เค้าบอกว่า กระจกเงาที่มีอาคมที่ดีที่สุดเนี่ย กล่าวกันว่าสร้างที่เมืองหยางโจว เมืองหยางโจวของจีนนี่ เป็นกระจกเงาที่ลงอาคมนะ มีอาคมเลยละ เวลาส่องเข้าไป ก็จะมองเห็นวิญญาณได้

      เมืองหยางโจวก็อยู่ทางตอนกลางของจีนนี่ละครับ แต่ว่ากระจกเงาที่จะมีอาคมเรียกว่า ขลังนั้น ต้องสร้างขึ้นในวันขึ้นห้าค่ำ เดือนห้า นี่ถ้าขึ้นห้าค่ำเดือนห้านี่ก็เชื่อได้เลยว่า กระจกเงานั้นขลัง ส่องเข้าไปก็จะเห็นวิญญาณ

      แล้วบอกอีกด้วยว่า ทางด้านหลังของกระจกอาคมเนี่ยจะมีลวดลายนะฮะ เขียนเป็นลวดลาย ซึ่งถ้าอยู่กลางแสงอาทิตย์ จะเห็นเป็นรูปดอกไม้ ลวดลายที่อยู่หลังกระจกเงานี่

      กระจกเงาอาคมเนี่ยมีลวดลาย ซึ่งถ้าอยู่กลางแสงอาทิตย์จะเห็นเป็นรูปดอกไม้ แต่ถ้าอยู่กลางแสงจันทร์ จะเห็นเป็นรูปกระต่าย รูปเดียวกันนี่แหละ ลวดลายเดียวกันที่อยู่หลังกระจกเงา ถ้าถูกแสงอาทิตย์ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ถูกแสงจันทร์ก็เป็นอีกภาพหนึ่ง

     เออ อันนี้เข้าท่าดีนะมองเห็นต่างกัน ถ้ามองจากแสงอาทิตย์ ถ้ามองในแสงอาทิตย์ มองในแสงจันทร์นี่จะไม่เหมือนกัน ก็เป็นธรรมดานะครับ มองในแสงจันทร์ของหลายอย่างก็สวย มองจากแสงอาทิตย์ก็ดูร้อนไป เหมือนกับคนศีรษะล้านเงี่ย ถ้าอยู่กลางแสงแดดก็จะไม่งาม ถ้าอยู่กลางแสงจันทร์ ไม่รู้สึกกระไรดูเย็น ๆ ดี

     พระภิกษุในพระพุทธศาสนานั้น จะใช้กระจกเงาเพื่อแสดงให้ผู้ศรัทธาได้เห็นภาพอนาคต แต่ท่านส่องเองไม่ได้นะครับ พระภิกษุในที่นี้ที่ผมพูดว่า เป็นพระภิกษุในลัทธิมหายานนะครับ ขอโทษเถอะครับ นิกายมหายานของพระพุทธศาสนา นิกายมหายานของพระพุทธศาสนานี่ พระภิกษุจะใช้กระจกเงาแสดงให้ผู้ศรัทธาเห็นภาพในอนาคต

     แต่ก็บอกว่าถ้าหากใครส่องแล้ว ไม่เห็นหน้าตนเองหมายความว่า ความตายใกล้เข้ามา นี่ของพุทธมหายานนะครับ ถ้าใครส่องกระจกเงาแล้วก็ไม่เห็นหน้าตัวเอง แปลว่าใกล้ตายแล้วนะ

     แต่ถ้าหากว่าฝันถึงกระจกมืด คือ ไม่ใช่กระจกเงา เมื่อไหร่ก็แล้วแต่ ที่ใครฝันเห็นกระจกมืด สิ่งแล้วไม่เป็นเงาเนี่ย ถือว่าโชคร้าย แต่ว่าฝันถึงกระจกสว่าง ฝันเห็นกระจกสว่างถือว่าโชคดี

     เนี่ยความมืดก็เป็นโชคร้าย ความสว่างก็เป็นโชคดี แล้วถ้าผู้ชายบังเอิญไปพบกระจกเงา ผู้ชายคนไหนก็แล้วแต่อยู่ ๆ เดินไปพบกระจกเงาได้ ก็เชื่อว่าเขาผู้นั้นกำลังจะได้ภรรยาที่ดี

     เนี่ยเป็นกระจกเงาเนี่ยเป็นศิริมงคลเหลือเกินท่าน ผู้ชายคนที่ยังไม่มีภรรรยา แล้วเขาได้เดินไปพบเข้า ก็จะได้ภรรยาที่ดีนะไม่ใช่ภรรยาทั่ว ๆ ไปนะครับ นี่ก็เป็นอานิสงส์ของกระจกเงา

     ถ้าหากว่าชายผู้ใดได้กระจกเงาเป็นของขวัญ อ้า ในวันตรุษจีน นี่ก็ดูนะว่าผู้ชายคนไหนบ้างล่ะ จะได้กระจกเงาเป็นของขวัญ เนี่ยถ้าได้มา ก็เป็นเครื่องหมายว่าจะได้ลูกชายที่มีอำนาจวาสนา

      อันนี้ก็ต้องต้องทราบก่อนว่า ผู้ชายผู้นี้เค้ามีภรรยาแล้วนะ ถ้ายังไม่มีภรรยาจะได้ลูกชายที่มีอำนาจวาสนาได้หรือเปล่า หรือว่าเป็นคำทำนาย หากผู้ชายได้กระจกเงาเป็นของขวัญเนี่ย เป็นเครื่องหมายว่าจะได้ลูกชายที่มีอำนาจวาสนาสูง ได้ เป็นขุนนางมียศมีศักดิ์

     ฉะนั้นชาวจีนเนี่ย จึงมักจะให้คันฉ่องสำริดที่มีรองเท้าอยู่ข้างหน้า เป็นของขวัญวันแต่งงาน เพราะคันฉ่องสำริดที่มีรองเท้าอยู่ข้างหน้าเนี่ย เป็นเครื่องหมายของการใช้ชีวิตคู่ที่ราบรื่น

     นี่เชื่ออย่างนั้นแหละครับ ฉะนั้นใครจะแต่งงานเนี่ย คนจีนเค้าจะแต่งงาน ท่านก็อาจให้ของขวัญเค้าเป็นคันฉ่องที่มีรองเท้าอยู่ข้างหน้าอันนี้ก็ ก็จะกลายเป็นเครื่องหมายให้ชีวิตคู่ของเค้านั่นราบรื่น

     ในวรรณกรรมของจีนหลายเรื่องเลยนะครับ กล่าวถึงชายที่ต้องจากภรรยาเป็นเวลานาน คนไหน ผู้ชายคนไหน สามีคนไหนจะจากภรรยาเป็นเวลานานเนี่ย เค้าจะหักกระจกเงาออกเป็นสองชิ้น

     ถ้ามีกระจกเงาเค้าก็จะหักกระจกเงาเป็นสองชิ้น แบ่งกันเก็บรักษา เค้าเอาไว้ชิ้นหนึ่งภรรยาเค้าเอาไว้ชิ้นหนึ่ง เพื่อจะได้ระลึกถึงกันไง ว่ามันมาจากกระจกแผ่นเดียวกันนะ เวลาส่อง แต่ก่อนเราเคยส่องด้วยกันอะไรทำนองนี้

     ฉะนั้นเอากระจกเงามาแบ่งเป็นสองชิ้น เก็บไว้กับภรรยาชิ้นหนึ่ง กับตนเองชิ้นหนึ่ง แล้วถือว่าถ้าเอาไว้อย่างงี้จะได้กลับมาพบกันอีก เค้าเชื่ออย่างนั้น

      แล้วก็เชื่อว่าหากอีกฝ่ายหนึ่งไม่ซื่อสัตย์ต่อกันเนี่ย ถ้าไม่ซื่อสัตย์ต่อกันนะครับ กระจกที่ฝ่ายนั้นได้ไป ฝ่ายที่ไม่ซื่อสัตย์เนี่ย กระจกจะกลายเป็นนกกางเขนเนี่ย มัน กระจก มันมาเป็นนกกางเขนได้อย่างไรก็ไม่รู้ละ ก็เค้าเชื่อของเค้าอย่างนั้นนะฮะ

      คนจีนบางท้องถิ่นก็เลยมีความเชื่อว่า นกกางเขนเนี่ยเป็นนกอัปมงคลที่บอกลางร้ายของการพลัดพราก เออ เป็นอย่างนั้นไป ของเราเนี่ยนกกางเขนอย่าง "บินหลา" เนี่ย บินหลา คือ กางเขนดงเนี่ย มันดีนะท่านนะ สวยทีเดียว แต่ถ้านี่เค้าบอกว่ากางเขนเป็นสัญลักษณ์ของ ของการพลัดพราก การพลัดพรากจากกัน นกกางเขนเนี่ยเป็นนกอัปมงคลเค้าว่าไปอย่างนั้นนะท่าน

      อ้า ผมก็ว่าผมเห็นนกกางเขนหลายครั้ง ผมก็ว่ามันสวยนะ แล้วแต่ใครจะเชื่อ คนจีนเค้าก็เชื่ออย่างนั้นอย่างนี้ อาจเป็นไปได้ว่านกกางเขนมันมีสีดำปนสีขาว หรืออย่างไร ที่จริงก็เป็นสี
สวย ๆ ดูดีอยู่หรอก

       แต่นกเนี่ยก็น่าคิดนะ ที่จริงคำว่ากางเขนนี่ ฟังก็น่าดูนะท่านนะ มันเป็นเรื่องของการพลัดพรากไปสู่อะไรบางอย่างเหมือนกัน แต่ถ้าติ๋งต่างเป็น อ้า สัญญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ ก็ถือว่าดีนะกางเขนเนี่ย ดีมากเลยครับ ก็เป็นที่ที่พระเยซูถูกตรึง เพราะฉะนั้นก็จะมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ เค้ามีความเห็นอย่างนั้น ความจริงจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่คนที่เค้านับถือกันเถิด

       ถ้าจะถามว่าวรรณคดีไทย มีเรื่องของกระจกเงาบ้างไหมล่ะ โอ้ มีบางทีกระจกเงาของเรานี่สมัยก่อนไม่ถึงกับกระจกมั้ง แต่ก่อนนี่คงจะชะโงกลงไปดูในน้ำ ลงไปดูเงาของตัวเอง ถึงเกิดมีคำพูดเสมอว่า ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงา

       แต่เนี่ยเป็นการพูดประชดประชันว่า ดูตัวเสียมั่งว่าตัวนี้ดีไหมล่ะ หน้าตาหล่อไหม ไปเที่ยวชอบเค้า เค้าคนสวย ๆ ดี ๆ อะไรทำนองนี้ ไปตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงา    ตักใส่อย่างอื่นไม่ว่า ต้องใส่กะโหลกซะด้วยนี่ซิแล้วค่อย

      ยังมีคำบอกนะของไทยเราเนี่ย บอกว่าตอนเช้าขอให้ส่องกระจกดูตัวเองซะก่อน ก่อนจะออกไปไหน ก็ธรรมดาครับ เดี๋ยวนี้ถึงไม่ต้องสอนก็ส่องกันทั้งนั้นแหละ โดยเฉพาะท่านสุภาพสตรี จะออกจากบ้านตอนเช้าก็ต้องส่องกระจกเป็นอย่างดี ดูเผ้าดูผม ดูเสื้อผ้า แต่งให้สวย

      ถ้าจะถามทำไมต้องแต่งให้สวยด้วยล่ะ เวลาอยู่หน้ากระจกเนี่ย มันมีคำตอบอยู่ในตัวนะครับ ถามว่าเราแต่งตัวไปทำไม เราแต่งหน้าไปทำไม คำตอบคือเราแต่งไปให้คนอื่นดู เราแต่งเสร็จเรียบร้อย เราไม่ได้ดูเองหรอกครับ แต่งให้คนอื่นด

      คนที่แต่งตัวสวยงามเรียบร้อยนั่นน่ะ เป็นคนที่รับผิดชอบต่อสุขภาพจิตของสังคมโดยส่วนรวมนะท่าน เค้าเห็นใครแต่งตัวเรียบร้อย เค้าก็สบายอกสบายใจสุขภาพจิตก็ดีทั้งนั้นแหละ

      เราแต่งตัวสวย แต่งตัวเรียบร้อย ใครเห็นเรา คนดูเข้าเกิดสุขภาพจิตดี ไม่เชื่อลองก็ได้ ถอดเสื้อเสีย กลับตะเข็บสรวมออกไป เอากางเกงกลับตะเข็บสรวมออกไป ผมว่าคนที่ดูเราคงสุขภาพจิตไม่ดีแน่เลย คิดว่าเราเป็นอะไรสักอย่าง

      นอกจากนี้เรายังใช้กระจกสะท้อนสิ่งชั่วร้ายอีกนะท่านนะ ติดเอาไว้หน้าบ้าน พอวิญญาณชั่วร้ายมา เห็นหน้าของตัวเองเข้าก็กลัว ก็วิ่งหนีไปหรือหายไป

      ในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ขุนแผนน่ะ จับเสน่ห์นะ ตอนที่พระไวยถูกเสน่ห์ ขุนแผนก็จับเสน่ห์โดยส่องกระจกนะครับ ขุนแผนส่องกระจก ถ้ามีเวลาเราจะพูดถึงเรื่องนี้ในคราวต่อไป หรือเวลาต่อไปหลังจากนี้ พอดีตอนนี้มาพูดเรื่องสิ่งมงคลของจีนเสียก่อน เดี๋ยวมันจะไปไกลมากกว่านั้น

      อ่า สิ่งแรกที่เราพูดที่เป็นสิ่งมงคลคือ กระจกเงา หรือ คันฉ่อง หรือ จิ้งของจีนเค้า อันนี้สิ่งมงคลประเภทที่สองที่น่าพูดถึงกันมาก เนี่ยใกล้ตรุษจีนเข้ามาแล้ว ต้องพูดแต่เรื่องที่เป็นมงคลนะท่านนะ

      สิ่งมงคลที่สองก็คือ กวาง กวางเนี่ยจะเป็นกวางตัวผู้ กวางตัวเมีย อันไหนเป็นเดียร์ อันไหนเป็นโดร์ก็ว่ากันไปเถอะ

      กวาง คำว่ากวางนั้นภาษาจีนใช้คำว่า ลู่ ลู่ แปลว่า กวางในภาษาจีน คำว่าลู่เนี่ยมันไปพ้องเสียงนะครับ พ้องเสียงกับคำว่าลู่เหมือนกันซึ่งหมายถึงเงินเดือนสูงขึ้น

      เงินเดือนสูง เพราะฉะนั้นให้กวางกันเนี่ย แปลว่าให้เงินเดือนสูงกันนะท่านนะ เป็นการให้ศิริมงคลนะ ใครเอารูปปั้นของกวาง ที่แกะสลักกวาง ให้กันเข้าไปเนี่ย แปลว่าเงินเดือนจะสูง

      อ้อ มิน่าล่ะ พวกซันตาครอสถึงมีพวกกวางลากอะไรออกมาอุตลุดเลย แปลว่าในคริสต์มาสคงจะฉลอง แสดงว่ากวางก็คงเป็นสัตว์ที่เป็นมงคลนะครับ กวาง ยิ่งกวางที่มันมีแสงสว่างจากจมูก นำทางมาแล้วก็ ลากเอารถซันตาครอสมาน่ะ อันนั้นยิ่งน่าดู กวางตัวนั้นชื่อ รูดรอฟ

      นี่กวาง นี่ ลู่ คำว่า ลู่ นี้หมายถึง เงินเดือนสูง ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า ลู่ ที่แปลว่า กวาง คนจีนเนี่ยเค้าถือคำพ้องเสียงเนี่ยสำคัญนะท่านนะ

      คนไทยก็ถือครับ อะไรที่พ้องเสียงกันแล้วไม่เป็นมงคล เราก็ไม่ใช้นะท่านนะ ก็ดูในงานแต่งงานซิเอาต้นเต่า ต้นเต่าร้าง เข้าได้ที่ไหนล่ะห้าม เพราะกลัวจะร้าง อะไรทำนองเนี้ย แม้แต่ขนมจีนเอาไปในงานแต่งงานก็ห้ามตัด กลัวจะกลายเป็น ถ้าอะไร ๆ กลายเป็นขนมตัด ถั่วตัดนี่ก็เข้าไปในงานสมรสไม่ได้ ถึงว่าจะไม่เป็นมงคลเนี่ยแหละ

      คำพ้องเสียงก็ถือกันทั้งนั้นแหละ ผมว่าอาจจะทุกชาติด้วยกระมัง คำว่า ลู่ ที่หมายถึงกวาง มันหมายถึงเงินเดือนสูงก็ได้

      นอกจากนี้นอกจากจะพ้องเสียงเนี่ย กวางเนี่ยเป็นสัญลักษณ์ของการมีอายุยืนยาวนะท่านนะ สัญลักษณ์ของการมีอายุยืนยาวด้วย กวางนี่นะครับ

      ภาพของกวางเนี่ย จะมีความโดดเด่นในตำนานพื้นบ้านทางตอนเหนือ และตอนกลางของเอเชีย ถ้าตรวจสอบตำนานพื้นบ้านนะฮะ นิทานพื้นบ้านหรือ folk หรือ folk tail ของทวีปเอเชียเนี่ย จะตอนเหนือ ตอนกลางก็แล้วแต่เถอะ

     รวมทั้งในอินเดียเนี่ย จะมีเรื่องเล่าว่า กวางตัวหนึ่งออกลูกมาเป็นผู้หญิง แล้วก็มีคนไปพบผู้หญิงคนนี้ แล้วก็นำไปเลี้ยง แล้วผู้หญิงคนนี้พอเธอตายไปเนี่ย ร่างกายก็สูญไปหมดเลยครับ ไม่เหลือเป็นอะไรอยู่เลย นี่ก็เป็นความวิเศษของกวางเลยทีเดียว

     ที่จริงกวางเนี่ย มันเป็นเรื่องของความสวยงามนะท่านนะ ในวรรณคดีของไทยเนี่ย เวลาชมผู้หญิง ก็จะชมว่ามีตาเหมือนกวางนะครับ

     ตากวาง อ้า...อันนี้ดีแฮะ ตากวางน่ะคงจะตาโตแล้วก็ดำ ตาโตและตาดำ ถ้าชมความงามของกวางจริง ๆ เนี่ยจะมีวรรณคดีเชื่อเรื่องศกุนตลานะครับ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เนี่ย ตอนที่ชมความงามของกวาง ทีนี้เค้าเขียนนะ พระองค์พระราชนิพนธ์ไว้เพราะมากบอกว่า เอ่อ

เหลือบเห็นกวางขำดำขลับ
งามเขาเป็นกิ่งกาญจนา
คอโก่งเป็นวงราววาด

งามสรรพสะพรั่งดั่งเลขา
งามตานิลรัตน์รูจี
รูปสะอาดราวนางสำอางศรี

           แหมกวางตัวนี้ นี่สวยทีเดียวนะครับ ในเรื่องศกุนตลานี่นะครับ เดี๋ยวนี้เค้ามักจะทำเป็นบทร้องรำ ใช้ทำนองกระเรียนทองนะฮะ ถ้าจำไม่ผิด

      กวางก็มีบทบาทในวรรณคดีมากเลย แม้แต่ในเรื่องรามเกียรติ์ พระรามก็มัวแต่ตามกวางนั่นแหละ มารีตมันแปลงมาเป็นกวาง มาหลอกพระรามเอา ออกไปเสียได้นี่ นี่ก็เรื่องของกวาง

     เอ้า คราวนี้ย้อนกลับมาเรื่องของจีนอีก มีวรรณกรรมเรื่องหนึ่งของจีน อ่า นะฮะ
อีกเรื่อง รู้จักกันดีก็คือ บุรุษแซ่โจวผู้หนึ่งนุ่งห่มหนังกวาง เพราะอะไร เพราะบิดามารดาตาบอด ต้องการนมกวางเป็นยารักษา

     หนุ่มแซ่โจวผู้นี้ ก็พยายามเพื่อที่จะรักษาบิดามารดาไม่ให้ตาบอด แล้วก็ประสบผลสำเร็จ นั่นคือ บิดามารดาได้ดื่มนมของกวาง และบุรุษแซ่โจวผู้นี้ก็ได้รับยกย่องว่าเป็น 1 ใน 24 กตัญญูของจีน

     คนกตัญญูเลอเลิศเค้ามี 24 คนเนี่ย หนุ่มแซ่โจวนี่ก็เป็น 1 ใน 24 นั้น อ้า คนจีนก็รู้จักกันดีทีเดียวนะครับ เนี่ยดื่มน้ำนมกวางจะแก้ตาบอดได้ แล้วคนนี้ก็นุ่งห่มหนังกวาง

     นุ่งห่มหนังกวางเนี่ย ถ้าเจอกับฤาษีก็ลำบาก ฤาษีนุ่งห่มหนังเสือ เสือกับกวางก็ไม่ค่อยจะชอบกันนักหรอก กวางน่ะชอบเสือหรอก แต่เสือน่ะไม่ค่อยจะชอบกวาง

     ในภาพฮกลกซิ่วท่านนึกออกนะครับ ฮกลกซิ่วเทพของจีนเนี่ย ฮกลกซิ่วนั้นจะมีภาพ ซิ่วนั้นจะมีภาพ อ่า ซิ่วนั้นจะเป็นภาพขุนนางกับกวาง ซึ่งเป็นสัญลัษณ์ขุนนางกับกวางรวมกัน หมายถึง การอวยพรให้ประสบความร่ำรวยและมีเชื่อเสียง

     เนี่ยหลายคนเค้าก็ให้ของขวัญกัน เป็นรูปของฮกลกซิ่ว ท่านคงเคยเห็นนะฮะ โดยเฉพาะซิ่วเนี่ย เป็นขุนนางอยู่กับกวาง หมายถึง การอวยพรให้ประสบความร่ำรวยและมีชื่อเสียง

     และก็มีกวางอีกชนิดหนึ่งนี่ของจีนเค้า ชื่อว่า หมีลู่ หมีลู่ นี่มันชื่อกวางนะ ไม่ใช่ชื่อหมูนะท่านนะ (ไอ) ไม่ใช่ชื่อหมีนะประทานโทษ แต่กวางนี่ชื่อว่าหมีลู่

     หมีลู่นี่มีลักษณะประหลาดคือ มีหัวคล้ายกับกวาง หมีลู่นี่เป็นกวาง มีหัวคล้ายกวาง มีหางคล้ายลา มีหลังคล้ายอูฐ มีกีบคล้ายกับวัว อ้าว นี่ก็เป็นสัตว์ผสมหลายชนิดนี่ อันนี้เนี่ยหลังไปคล้ายอูฐ หางคล้ายลา หัวคล้ายกวาง กีบคล้ายเหมือนวัวเหมือนโค

      เค้าบอกว่าถ้าผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ไปเห็นกวางชนิดนี้เข้าเนี่ย ผู้เกิดมาจะมีสี่ตา แต่มันจะดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้ล่ะ สองตานี่ก็เล็งดีอยู่แล้วล่ะ ถ้าสี่ตาจะดียิ่งกว่านั้นก็เป็นได้ คนเรามีตาเยอะก็อาจจะดี ตาแบบทศกัณฐ์น่ะมีหลายตาเหลือเกิน นี่เป็นเรื่องของกวางไปแล้วเป็นสิ่งมงคล

      อันนี้มาดูอีกประเภทหนึ่ง สิ่งมงคลอีกอย่างเป็นสัตว์เหมือนกัน สัตว์เหมือนกับกวางนี่แหละคือ กิเลน คำนี้ กิเลนเนี่ยมันเป็นสัตว์ที่เราก็ไม่เคยเห็นตัวมันหรอก ยกเว้นเห็นในยาบางประเภท เช่น ยากฤษณากลั่นอย่างเงี่ย นี่ก็กิเลน

      กิเลนนั้นในภาษาจีนใช้คำว่า ฉีหลิน ใกล้เคียงกันนะครับเสียงเนี่ย ฉีหลิน ก็คือตัวกิเลน ในตำนานของจีนเนี่ย วรรณกรรมของจีนนั้น เค้าบอกว่ากิเลนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยูนิคอนของยุโรปเลยนะฮะ

      ตรวจสอบดูแล้วหลายคนบอกว่า ยูนิคอนสัตว์ประเภทหนึ่งของยุโรปเนี่ย มันคงจะเป็นกิเลน แต่ตรวจสอบดูเถิดครับ มันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันอยู่หรอก ไม่ทราบมันไปโยงกันได้อย่างไร แต่มักจะถูกนำไปเทียบเคียงกันเสมอ

      โดยเฉพาะอาจารย์ที่สอนทางด้านวรรณคดีจะเทียบยูนิคอนเป็นกิเลน กิเลนเหมือนยูนิคอนมันคงจะไม่ใช้นะครับผม เผอิญรูปร่างมันคล้ายกัน ผมว่าทางชีววิทยาน่ะ ทางสัตววิทยา หรือท่านที่สอน zoology ก็ยากนะ ที่จะบอกให้ทราบว่ากิเลนนี่มันอยู่ในอะไร จัดประเภทสัตว์ประเภทไหน เพราะมันเป็นสัตว์ในจินตนาการนะท่านนะ

     นี่ก็กิเลนเนี่ย ก็รูปร่างก็มันตัว เป็นกวางนะท่านนะลองดูดี ๆ ตัวเป็นกวาง ปกติจะมีเขาเดียว แต่บางครั้งก็พบว่ามีสอง หรือสามเขาก็ได้ ก็มัน มัน ก็ได้ทั้งนั้นแหละ เพราะมันเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างจะจินตนาการพอสมควร ถ้าจะทำให้มันมีศิลปะจะทำให้มันมีหลาย ๆ เขา ก็ไม่เสียหายอะไรหรอก

     ทีนี้ไอ้เขาที่มันมีเพิ่มขึ้น มันจะเพิ่มขึ้นจากอะไร ต้องตรวจสอบความเชื่อของจีนเค้าเสียก่อน คือปกติมีเขาเดียว แต่บางทีก็มีสอง หรือสามเขา มีหางเป็นวัว หางของกิเลนเนี่ยมันเหมือนหางของวัวเนี่ย หางของโคเนี่ย หางของวัวที่ตอนนี้กำลังเป็นโรคโคบ้ายุ่งวุ่นวายกันอยู่เนี่ย มีเกล็ดเหมือนปลา กิเลนมีเกล็ดนะ
ทั้ง ๆ ที่เป็นสัตว์แบบกวางเนี่ย แต่มีเกล็ดก็น่าพิสดาร มีเท้าเป็นกีบแล้วก็มีเล็บอยู่ห้าเล็บ ส่วนเขาเนี่ยมีขนขึ้นด้วย เขาของกิเลนนี่มีขนขึ้นด้วยนะครับผม เขากิเลนมีขน

    เชื่อกันว่ากิเลนเป็นหนึ่งในสี่ของสัตว์วิเศษ สัตว์วิเศษน่ะมีสี่ชนิดนะครับก็คือ มังกร หงส์ เต่า และกิเลน เห็นไหมมังกรนี่ก็สัตว์วิเศษนี่นะท่าน เราไม่ค่อยจะเห็นตัวมันง่าย ๆ หรอกยกเว้นเวลาเค้าเชิดมังกรที่นครสวรรค์ นี่เค้าก็จะมีกันอยู่ตรุษจีนเนี่ย มังกร หงส์ เต่า กิเลน หงส์กับเต่าเนี่ยก็เหมือนกันล่ะ

    ส่วนกิเลนนั้นก็ถ้ามันโผล่มาเวลานี้ เราก็คงจะงงว่า มันคือตัวอะไร มันเป็นสัตว์วิเศษนะ กิเลนเนี่ย หนึ่งในสัตว์วิเศษนะครับ และก็ถือว่าเป็นสัตว์ที่เป็นใหญ่กว่า ในบรรดาสัตว์ที่มีขนทั้งปวง

    อ้า เมื่อ อ้า มีขนที่เขาน่ะนะ สัตว์ที่มีขนทั้งปวง กิเลนน่ะนะเป็นสัตว์เป็นใหญ่ทั้ง ๆ ที่กิเลนนั้นมีเกล็ด แต่ขนมันไปขึ้นที่เขาท่าน ขึ้นไม่ขึ้นผิดที่หรอก ถ้าเป็นกิเลนก็ต้องขึ้นอย่างนั้นแหละ จะไปขึ้นที่อื่นไม่ได้

    กิเลนนี่เป็นสัญลักษณ์ สัญลักษณ์ หมายถึง ครอบครัวที่มีลูกหลานมากมายนะ สัญลักษณ์ของความมีลูกหลานมากในครอบครัว อันนี้ต้องทราบเสียก่อนว่า คนจีนน่ะเค้าชอบมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมืองนะท่านนะ คือว่ามีลูกหลานมาก ๆ น่ะดี คนจีนแต่ก่อนเค้าเป็นเช่นนั้นครับ

     เพราะฉะนั้น กิเลนจึงเป็นสัญลักษณ์ของการมีลูกหลานมากมาย อันนี้พวกที่ทางด้านของการคุมกำเนิดเนี่ย คงจะไม่ค่อยชอบเนอะ กิเลนเนี่ยเนอะ มันทำให้มีลูกหลานมากมายนะ เราจะไปทำยาคุมกำเนิดตากิเลนเนี่ย อาจจะไม่ได้ (หัวเราะ) เพราะเค้ามองดูแล้วว่ามันมีลูกหลานมากมาย แล้วจะคุมได้อย่างไรเนี่ย

     ในศิลปะพื้นบ้านของจีนหลายแห่ง หลายสาขานั้นนะฮะ หลายที่แล้วก็ศิลปะพื้นบ้านของจีน หลายสาขาเนี่ย จะมีการวาดรูปเด็กขี่กิเลน เป็นเด็กขี่บนตัวกิเลนเนี่ย เหาะเหนือเมฆ แล้วมีอักษรจีนเขียน

     อันนี้ต้องแปลเป็นคำไทยเสียหน่อย มีอักษรจีนเขียนว่า กิเลนให้ลูกหลาน เขียนว่า กิเลนให้ลูกหลาน เพราะอะไร เพราะเด็กที่ขี่กิเลนนั้นจะถือ ดอกบัว

     ดอกบัวนั้นภาษาจีนเรียกว่า เหลียน นะฮะ เด็กขี่กิเลนถือดอกบัว ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า เหลียน อันหมายถึง จะได้ลูกชายต่อไปนะฮะ

      วาดรูปเด็กขี่กิเลนแล้ว เด็กที่ขี่กิเลนนั้นจะถือดอกบัว ดอกบัวนั้นภาษาจีนจะใช้คำว่าเหลียน เหลียนเนี่ย มันไปพ้องเสียงกับเหลียน ที่หมายถึงจะได้ลูกชาย เค้าถือคำพ้องเสียงเป็นหลัก คนจีนนี่ถ้าเค้าได้ลูกชาย เค้าดีอกดีใจนะท่านนะ ปัจจุบันก็คงจะเหมือนกันกระมัง

     อ่า ทางตอนกลางของจีนเนี่ยมีจังหวัดชื่อเจียงสื่อ จังหวัดเจียงสื่อทางตอนกลางของจีน ที่จังหวัดนี้มีพิธีฉลองที่ยิ่งใหญ่นะฮะ เค้าเรียกพิธีฉลองนี้ว่า งานฉลองกิเลนให้ลูกหลาน

     ฉลองกิเลนให้ลูกหลาน โดยพวกเด็ก ๆ จะเดินถือรูปกิเลนซึ่งอยู่บนไม้ อ้า เอาไม้ปักข้างล่าง แล้วก็ชูกิเลนขึ้นไป เดินถือขึ้นไป มีโคมไฟรายรอบ เด็ก ๆ พวกนี้พากันมาจากหมู่บ้านของตน แล้วก็แสดงละครสั้น ๆ เกี่ยวกับวีรบุรุษในตำนาน เนี่ย ฉลอง งานฉลองกิเลนให้ลูกหลาน ว่ากิเลนเนี่ยทำให้มีลูกหลานมาอยู่เป็นสุขด้วย

     มีตำนานเล่าว่า กิเลนจะไม่เหยียบสิ่งมีชีวิตใด ๆ เนี่ย เนี่ย ลักษณะเฉพาะของกิเลนนะครับ ไม่เหยียบสิ่งมีชีวิตใด ๆ แม้แต่หญ้าที่มันขึ้นอยู่บนดิน กิเลนก็ไม่เหยียบนะท่านนะ

      แล้วเค้าก็บอกว่า การที่กิเลนมีเขาอยู่บนหัวของกิเลนเนี่ย ทำให้เชื่อว่าสัตว์นี้เป็นสัญลักษณ์ของความดี แล้วมันจะปรากฏตัวเมื่อแผ่นดินอยู่ดีมีสุขเท่านั้น หรือไม่ก็เซียนมาปรากฏ ถ้ามีเซียนมาปรากฏในแผ่นดิน หรือแผ่นดินร่มเย็นอยู่ดีมีสุข กิเลนก็จะมา

     เนี่ยปัจจุบันเนี่ย ทางอิรักเนี่ย กิเลนต้องไม่ไปแน่เลย เพราะแผ่นดินยังไม่อยู่ดีมีสุข รวมทั้งอัฟกานิสถานหรือปาเลสไตน์หรืออิสราเอลแถว ๆ นี้เนี่ย กิเลนต้องไม่ไปแน่เลย นะท่านนะ เพราะไม่มีสุข

     ของไทยเราเนี่ยจะมา กิเลนต้องมา เพราะแผ่นดินเราเป็นแผ่นดินที่มีความสุขอยู่เสมอ หรือถ้าไม่มีความสุข ถ้าเซียนปรากฏก็ใช้ได้ล่ะ กิเลนก็จะมาด้วย จะมาปรากฏตัว

     โอ้ เรื่องอย่างนี้ล่ะครับ ถึงมีเรื่องเล่าอยู่ว่า ขงจื้อ ขงจื้อ เรานี่แหละ confucius คนนี้น่ะ ขงจื้อ ได้เห็นม้าตัวหนึ่งเดินมา ขาหน้าหัก เอ้า ม้าขาหัก ขงจื้อเห็นม้าขาหน้าหัก ขงจื้อเห็นม้าขาหน้าหัก ก็ร้องไห้เลย

     ร้องไห้ ลูกศิษย์ก็ถามว่า เหตุใดขงจื้อจึงร้องไห้ ขงจื้อก็ตอบว่า กิเลนปรากฏตัวเมื่อผู้ปกครองมีความฉลาดและยุติธรรม แต่ถ้าหากปรากฏตัวเมื่อไม่มีความฉลาดและไม่มีความยุติธรรมเนี่ย ร่างกายของมันจะบาดเจ็บ

     โอ้โฮเนี่ยพูดเปรียบเทียบเป็นคำอุปมาอุปไมยนะ ขงจื้อนี่แกไม่พูดตรง ๆ แกไปเห็นม้าขาหน้าเจ็บ แกร้องไห้พอลูกศิษย์ถามว่าร้องไห้ทำไม แกตอบเป็นอุปมาอุปไมยว่า กิเลนปรากฏตัวเมื่อผู้ปกครองมีความฉลาดและยุติธรรม ถ้าไม่เช่นนั้นมันก็จะไม่ปรากฏตัว   แปลว่า ถ้ามันบาดเจ็บอย่างนี้ แปลว่าบ้านเมืองของจีนกำลังลำบากอยู่นะท่านนะ

     ในราชสำนักของจีนเนี่ย ผู้หญิงชั้นสูง กระโปรงของผู้หญิงชั้นสูงเนี่ย จะประดับลวดลายภาพสัตว์วิเศษต่าง ๆ นี่ต้องในราชสำนักนะถ้าทั่ว ๆ ไปเอามาประดับกันไม่ได้หรอก

     แต่ในราชสำนักของจีนนั้น กระโปรงของผู้หญิงชั้นสูงของจีน จะประดับด้วยลวดลายของสัตว์วิเศษต่าง ๆ สัตว์วิเศษทั้งหลายกำลังทำอะไรล่ะ กำลังคำนับกิเลนในฐานะหัวหน้า กิเลนเป็นหัวหน้าของสัตว์วิเศษ

     เนี่ยสัตว์วิเศษเนี่ย จะเป็นหงส์เป็นอะไรก็ว่าไปเถอะ คำนับกิเลน และในภาพเขียนจำนวนมากเนี่ย จะวาดบุรุษขี่กิเลน

     จากเทพนิยายของจีน ก็จะมีผู้ชายขี่ตัวกิเลน อันนี้มีก็อยู่นะครับ หน้าตาก็ว่าไปเถอะ แต่ไม่เหมือนม้ามังกรของสุดสาครแต่ประการใด เท่าไรหรอกครับ นี่ก็ของมงคล

     กิเลนให้ภาพกิเลนก็เป็นมงคล ให้ภาพกิเลนมีบุรุษขี่อยู่บนนั้นก็เป็นมงคล ให้อะไร ๆ ที่มันเป็นกิเลนก็เป็นมงคล นี่สำหรับคนจีนนะครับ กิเลนหรือฉี่หลินเนี่ยะ เป็นมงคล

     ที่จะเป็นมงคลซะอีกอย่างก็คือ ดอกกุหลาบ หรือ กุหลาบ ภาษาจีนใช้คำว่า
เฉียงเหว่ย กุหลาบหรือเฉียงเหว่ย

     จะว่าไปแล้วกุหลาบก็ไม่ค่อยพบในตำนานความเชื่อของจีนหรอก
ท่าน แต่ก็พบบ้างในภาพวาดสีน้ำมันของจีน ในตำนานความเชื่อไม่สู้มีมากนัก แต่ในภาพสีน้ำ ในภาพที่วาดมีครับ

     กุหลาบเป็นสัญลักษณ์ของความเยาว์วัย ของความมีอายุน้อย แปลกนะของจีนกุหลาบเนี่ย ไม่ได้ใช้เป็นสัญลักษณ์ของความรักนะท่านนะ เดี๋ยววันวาเลนไทม์ที่จะมาถึงนี่ ถ้าให้แบบจีนนี่เค้าถือว่า กุหลาบ คือ ความเยาว์วัย นะท่านนะ

      เพราะอะไร คนจีนส่วนใหญ่เค้าไม่ถือความรักเป็นเรื่องใหญ่หรอกท่าน สมัยก่อนนะ คนจีนไม่ถือความรักเป็นเรื่องใหญ่ เพราะการจะได้แต่งงานของเค้านั้น แต่งแบบคลุมถุงชนครับ

      คลุมถุงชน คือ เอาถุงมาคลุมคน ผู้หญิง ผู้ชายแล้วก็ปล่อยให้มันชนกัน ชนกันปั๊บ พอเปิดถุงออกมา แล้วก็แต่งงานกันได้เลย ไม่ต้องมีความรักเค้าเรียกว่า คลุมถุงชน นะฮะ

      เอาถุงคลุมแล้วก็ให้ชนกันอย่างงั้นเอง คนจีนจึงไม่นิยมเรื่องความรักระหว่างหนุ่มสาว ฉะนั้น กุหลาบไม่ใช่สัญลักษณ์ของความรักในทรรศนะของจีน แต่เป็นสัญลักษณ์ของความเยาว์วัย

      กุหลาบหรือเฉียงเหว่ยเนี่ย เฉียงเหว่ยเนี่ย ออกเสียงต้องออกดี ๆ อีกแหละ เดี๋ยวก็ท่านนายทหารจะโทรมาทักท้วงอีกแหละ

      นอกจากกุหลาบจะเป็นสัญลักษณ์ของความเยาว์วัยแล้ว กุหลาบก็ยังหมายถึงฤดูทั้งสี่ของจีน ฤดูทั้งสี่นะครับ อ้า ใบไม้ผลิ ใบไม้ร่วง ฤดูหนาว ฤดูร้อน ใบไม้ผลิ ใบไม้ร่วง ชุนชิวอะไรก็แล้วแต่เถอะ

      ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะเนื่องจากกุหลาบนั้น เป็นไม้ดอกที่ผลิบานทั้งปีจึงเป็น อ้า สัญลักษณ์ของฤดูทั้งสี่ ดอกไม้ชนิดอื่นจะบานบางฤดู แต่กุหลาบบานทั้งปีเลยครับ ทั้งสี่ฤดูเลย

     ในบางครั้งนี่นะครับ ในภาพวาดเนี่ย จะมีดอกกุหลาบพันด้วยเถาวัลย์อมฤต อ้า เอาเถาวัลย์อมฤตมาพันดอกกุหลาบ หมายถึงอายุยืนยาวและเยาว์วัย ก็เป็นการอวยพรให้ผู้ที่รับภาพที่มีกุหลาบ แล้วพันด้วยเถาวัลย์อมฤตมีอายุยืนยาว ฉะนั้นภาพนี้ก็เป็นมงคล ภาพกุหลาบ

      ภาพดอกกุหลาบนี่ก็เป็นมงคล ถึงแม้ว่าจะไม่พบในตำนานความเชื่อ แต่ในภาพวาดสีน้ำของจีน เราก็พบของพวกนี้เพียงแต่มิใช่สัญลักษณ์หรอกดอกกุหลาบ อะไร เฉียงเหว่ย นี่เป็นสัญลักษณ์ของความเยาว์วัย

     พูดถึงดอกกุหลาบแล้วก็จะพูดถึงดอกไม้อีกชนิดหนึ่งคือ เก๊กฮวย เก๊กฮวยหรือจวี้ฮวา จวี้ฮวาน่ะเก๊กฮวย คำว่า เก๊กฮวยนี่เป็นภาษาแต้จิ๋วนะ ในภาษาจีนกลางนี่เรียกว่า จี้ว จี้ จวี้ฮวา นี่ออกเสียงพยายาม พยายาม ผมพยายามออกเสียงให้ชัดมากเลยนะ แต่ไม่ทราบว่ามันจะชัดไหมเนี่ย

     จวี้อฮวาเป็นไม้พวกเดียวกับเบญจมาศ พวกเดียวกับเบญจมาศ อึ่ม ถ้าหากว่าไปดูใน อ้า หนังสือโดยทั่วไปที่เป็นภาษาอังกฤษ ก็จะเขียนบอกชื่อเป็นภาษาละตินว่า คริแซนทีมัมหรือ แอสเตอร์ คำเดียวกัน

     คำว่า จวี้ ออกเสียงคล้ายกับคำว่า จิ่ว ที่แปลว่า เก้า และก็คล้ายกับคำว่า จิว ที่แปลว่า ยังอยู่ แล้วก็คำว่า จิ่ว ที่แปลว่า ยืนยาว เป็นเวลานาน ด้วยเหตุนี้คำว่า จวี้ฮวา จึงเป็นสัญลักษณ์ของการมีอายุยืนยาว และสัญลักษณ์ของการอดทน

      เก๊กฮวยเนี่ยหรือจวี้ฮวาเนี่ย เป็นสัญลักษณ์ของความมีอายุยืนยาว และความอดทน นี่เป็นของมงคลของจีนเค้านะ

      เพราะจีนเค้าก็เชื่อว่า เวลาที่เหมาะสมในการเก็บดอกเก๊กฮวยก็คือขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 จะเก็บดอกเก๊กฮวยเนี่ย ในเวลาที่เหมาะสมคือ ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ซึ่งสามารถมาทำให้แห้งได้ง่าย และก็นำมาต้มดื่มแก้กระหาย แก้ร้อนในแล้ว ก็เป็นสมุนไพรรักษาโรคหลายชนิดด้วย นี่ความเชื่อเรื่องเก๊กฮวย

     ท่านที่กินน้ำเก๊กฮวยนี่ก็ดี คนไทยเรารู้อย่างเดียว กินเก๊กฮวยแก้เก๊กซิม แก้อกหัก ซึ่งที่จริงมันไม่ใช่หรอก มันเป็นมงคลมากกว่านั้นเลย

      ศิลปินของจีนนี่ก็มักจะวาดรูปดอกเก๊กฮวย ร่วมกับสัญลักษณ์อันเป็นมงคลอื่น ๆ เข้ามา เช่น วาดรูปดอกเก๊กฮวยกับต้นสน อ้า เป็นการอวยพรให้ผู้ได้รับภาพวาดนี้มีอายุยืนยาว

      เก๊กฮวยกับต้นสนน่ะ ถ้าวาดภาพนี้มา ผู้ที่ได้รับก็จะมีอายุยืนยาว และถ้าหากว่าวาดภาพตั๊กแตนจับดอกเก๊กฮวย ก็จะมีความหมายว่า ขอให้ผู้ที่ได้รับภาพนี้ มีตำแหน่งทางราชการสูงส่งต่อไป

      นี่ท่านจะให้ของขวัญกันในวันตรุษจีนนี้ก็คงจะได้มั้งเนี่ย ภาพวาดตั๊กแตนจับดอกเก๊กฮวย ท่านที่เป็นข้าราชการรับแล้วก็จะมีตำแหน่งสูงต่อไป ถ้ายังไม่ eary retry เสียก่อนในเดือนเมษายนนี้ นะครับ นี่ดีทีเดียว

     ส่วนภาพดอกเก๊กฮวยกับนกคุ่ม 9 ตัว นกคุ่มท่านรู้จักนะฮะ บางคนก็เรียกนกคุ้ม นกคุ้มได้ทั้งสองอย่างแหละ ถ้าวาดรูปวาดภาพกับดอกเก๊กฮวยกับนกคุ่ม 9 ตัวมีความหมาย ขอให้มีลูกหลาน 9 ชั่วคนภายใต้หลังคาเดียวกันอย่างเป็นสุข เป็นการอวยพรให้มีชีวิตครอบครัวเค้าสืบต่อไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน รุ่นเหลนเนี่ย อยู่กันอย่างมีความสุข

     อันนี้ก็เป็นมงคล ใครก็แล้วแต่เถอะครับมีลูก มีหลาน มีเหลน ก็ย่อมอยากจะให้ลูก หลาน เหลน อยู่กันอย่างมีความสุข อยู่อย่างเป็นมงคล นี่ก็เรื่องของดอกเก๊กฮวยหรือจี้ฮวา แน่ะออกเสียงพลาด ๆ อีกแล้ว จวี้ฮวา

     คราวนี้ก็มีผลไม้อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นมงคล ผลไม้ชนิดนี้ก็คือ เกาลัด เกาลัด เป็นภาษาจีนใช้คำว่า ลี่ ลี่ เกาลัดนี่ เป็นที่นิยมกันมากเลยทั้งจีน ทั้งเกาหลีนั่นแหละครับ ชนิดที่เรียกว่าเกาลัดใบทองเนี่ย

     เกาลัดใบทองเนี่ย จะเป็นพืชพื้นเมืองทางตะวันออกของแถบเทือกเขาหิมาลัย คราวนี้ทำไมจึงเป็นมงคลล่ะคำว่า เกาลัด จีนเรียกว่า ลี่ คำว่า ลี่ นี่มีเสียงใกล้กับคำว่า หลี่ ซึ่งในที่นี้หมายถึง มีมารยาทดีนะ

     ไม่งั้นนายพลหลี่ก็มีมารยาทดีนะ ชื่อเค้าคงเป็นอย่างนั้น คำว่า ลี่ มีเสียงใกล้กับคำว่า หลี่ หมายถึง มีมารยาทดี มีความเหมาะสมตามนิติธรรมเนียม ตามกฎหมายตามธรรมเนียมน่ะ ลี่นี่เป็นคำที่ดีนะ ฉะนั้นคำว่า ลี่นี่มีเสียงใกล้กับคำว่า หลี่ ก็ย่อมดีด้วย อย่าไปเทียบกับคำเรียกผู้หญิงอะไรนั่นน่ะ ไม่ได้นะท่านนะ นั้นจะไม่เป็นมงคลนะท่านนะ ห้ามนะ ยกเว้นแกง

     ในงานแต่งงานเนี่ย ถ้าหากจะเอาเกาลัดมาพร้อมพุทรา เกาลัดและพุทรา พุทรานั้นภาษาจีนกลางเรียกว่า เจ่า เป็นภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า จ้อ เจ่านี่เป็นภาษาจีนกลางแปลว่า พุทรา แต่ถ้าแต้จิ๋วเรียกว่า จ้อ ถ้านำเอาลูกเกาลัดมาพร้อมกันในงานแต่งงาน จัดเอาไว้เนี่ย ก็มีความหมายว่าขอให้มีบุตร-ลี่ ในเร็ววัน-เจ่า นะครับ

     เจ่า เร็ววัน บุตรก็คือ ลี่ อย่างงี้นะฮะ ฉะนั้นในงานแต่งงาน จัดเกาลัคไปพร้อมกับพุทรา ไปเป็นของขวัญให้เค้า มีความหมายว่าขอให้มีบุตรที่ดี มีบุตรที่สุภาพ มีมารยาทดีในเร็ววัน นั่นคือแต่งแล้วได้ลูกชายที่ดีงามในเร็ววัน

    เอ้า มาถึงอีกประเภทหนี่ง ซึ่งถือว่ามีมงคลมากเลยทีเดียวล่ะ ก็คือ ไก่ ไก่ จี ในภาษาจีนเรียกว่า จี ชาวจีนก็เชื่อว่า เชื่อกันว่าไก่เนี่ย ก็สามารถไล่วิญญาณที่ชั่วร้ายได้ เออ แต่ตอนนี้ไก่ก็ลำบากนะ ไปเห็นทางญี่ปุ่นก็เป็นโรคไข้หวัดนก ของทางเวียดนามด้วย สงสัยว่าจะไล่วิญญาณดีไม่ค่อยมั้งเนี่ย

    แต่ชาวจีนเชื่อว่าไก่สามารถไล่วิญญาณชั่วร้ายได้ ชาวจีนตอนเหนือ และชาวเกาหลี มักจะเลี้ยงไก่ไว้ใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ เพราะถ้าเอาไก่มาใช้ในพิธีกรรมเนี่ย จะไล่ ไล่วิญญาณชั่วร้าย

    ของไทยเราก็เหมือนกัน นี่แถวหล่มสักเราก็ใช้ไก่ทั้งนั้นแหละ เมื่อ เอ่อ ต้นเดือน อ้า จะเรียกต้นเดือนก็คงไม่ถูกหรอก เมื่อวันที่ 10 นี่เองแหละ ที่ 10 มกราคม ผมมีโอกาสไปดูพิธีกรรม ที่ตำบลนาขุม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์

    ชาวตำบลนาขุมเค้าทำพิธี อ้า ไหว้เทวดาของเค้า ซึ่งก็คือเจ้าเหลินฟ้า กับตามะขาม อันนี้เค้าใช้ไก่นะฮะ มาเป็นเครื่องบูชาเซ่นสรวง อ้า มาเป็นเครื่องบวงสรวง ขอโทษเถอะผมพูดพลาดไปเลย เอาไก่มาถวายมาให้กินน่ะนะครับ และในขณะเดียวกันก็เอาหมูมาด้วย ไก่ 2 ตัว หมู 2 ตัว พระเจ้าสององค์อะไรทำนองนั้น

    ไก่เค้าก็ใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ ทั้งนั้นแหละ ชาวล่อล้อ อันนี้ถ้าเป็นท่านเจ้าคุณอนุมารราชธน เรียกว่า โล่โล้ ทีนี้เรียกว่า ชาวล้อหลอ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยเชื้อสายทิเบต-พม่า อ่า อยู่ในจีนเนี่ย เค้ามีตำนานเกี่ยวกับการสร้างโลก

    เค้าบอกว่าตอนแรกที่สุดเนี่ย ตอนโลกเกิดเนี่ย มีไก่ตัวเมีย 2 ตัว ตัวหนึ่งขาวตัวหนึ่งดำ แต่ละตัวมีไข่ 9 ฟอง แล้วก็ฟักออกมา กลายเป็นคนดีกับคนเลว

    ก็มันของคู่กันนะ คนดีคนเลวเนี่ย จะใช้ลัทธิไหนก็ทั้งนั้นแหละ ถ้าดูทางด้านของ dialectic materialism มันก็เป็นซีสแอนด์ไทม์มีซีส ดูตามแบบของเต๋าก็หยินกับหยาง คนดีคน คนชั่ว

    ตอนสร้างโลกนี่ มันมีคนดีคนชั่วมาแล้ว สัญลักษณ์ของมันก็เป็นไก่สีดำ ไก่สีขาว เป็นแม่ไก่นั่นเนี่ยนะ มีลูกแต่ละตัวมีไข่ 9 ฟอง ฟักออกมาเป็นคนดีคนเลว

    ส่วนทางตอนใต้ของจีนกับเวียดนามเนี่ย เค้าจะใช้ไก่ใช้กระดูกไก่ในการเสี่ยงทาย และยังเชื่อว่า เลือดไก่ดำเนี่ยรักษาสามารถสะกดปีศาจได้อีกด้วย

     ส่วนชาวจีนในหลายชนชาติในตอนเหนือ เชื่อว่ามีไก่อยู่บนดวงอาทิตย์นะท่านนะ บ้างก็ว่ามีอีกา 3 ขา และยังถือว่าไก่เป็นสัญลัษณ์ของความไว้วางใจกันได้ เพราะไก่ขันบอกเวลาเช้าตรู่สม่ำเสมอ ไก่นี่สม่ำเสมอคงเส้นคงวา เคยขันอย่างไรก็ขันอย่างนั้น

     นอกจากนี้ไก่ยังเป็นสัญลักษณ์ความกล้าแกร่งของเพศชาย อู้ นี่มีนิทานประกอบนะ เค้าว่าใครก็แล้วแต่ที่จะมีพละกำลังนี่ ต้องกินไก่ตัวผู้นะท่านนะ

     อือ ภาพไก่หรือกงจี้ กงจี คือ ไก่ตัวผู้ ภาพไก่ขันก็คือ คำว่า ขัน ใช้คำว่า หมิง ภาพไก่ขัน คือ ภาพกงจี ไก่ตัวผู้-หมิง ก็ขันเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จความมีชื่อเสียง ความมีชื่อเสียงเรียกเป็นภาษาจีนเรียกว่า กงหมิง เนี่ย

     ส่วนคำว่า กวน ซึ่งหมายถึง ดอกหงอนไก่ ดอกหงอนไก่เนี่ย เค้าเรียกว่ากวน คำว่ากวนเนี่ย ไปพ้องเสียงกับคำว่า กวน ซึ่งหมายถึงขุนนาง ดังนั้นภาพไก่มีหงอนสวยงาม จึงเป็นการอวยพรให้ผู้รับได้รับตำแหน่งราชการเนี่ย ไก่ที่มีหงอนส่งไปเค้าจะชอบ เป็นภาพวาดเพราะว่า อ้า อวยพรให้ผู้รับราชการ

     แล้วก็ภาพวาดพ่อไก่ที่มีลูก 5 ตัว จะเป็นเครื่องเตือนใจว่า ภาระของบิดา คือการให้การศึกษาแก่บุตรชาย 5 คน ส่วนถ้าภาพวาดแม่ไก่กับลูกไก่ 5 ตัวก็จะเป็นสัญลักษณ์หมายถึง สัมพันธ์อันดีระหว่างพ่อ แม่ ลูก

     นี่ก็เป็นเรื่องของไก่ซึ่งถือว่าเป็นมงคล สำหรับคนจีนน่ะ ตรุษจีนจะมาถึงความมงคลก็จะเกิดทั่วไป เรื่องสิ่งมงคลของจีนเนี่ยยังไม่จบครับ จะไปต่ออีกสัปดาห์หน้า

     สำหรับสัปดาห์นี้ผม นายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังก่อนครับ พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>