วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 86 เรื่อง วรรณกรรมม้ง บ้านเข็กน้อย
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2547 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

สืบค้นเพิ่มเติม

       สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

       ผมยังมีการบ้านที่จะต้องทำติดเอาไว้ ท่านผู้ฟังที่ท่านกรุณาทั้งเขียนมา ทั้งโทรมานะครับ หลายรายการ รายการของคุณไพศาลก็ยังไม่เสร็จเลยนะครับ เดี๋ยวผมจะจัดการให้โดยด่วนนะครับ และอีกรายการหนึ่งเขียนมาว่า ขอให้อธิบายวรรณกรรมเกี่ยวกับธงชาติ อันนั้นขอติดไว้แต่ผม ผมจะพูดเรื่องนี้ครับ แล้วก็อันนี้เขียนมาเป็นนักวิชาการแท้ ๆ เลยนี่ อยากให้พูดเรื่องของวรรณกรรมสันสกฤต อ้า อ้า ผมก็จะพยายามพูดนะครับ ไม่ยากอะไรครับ

        แต่ว่าในช่วงนี้นะครับคงจะได้พูดถึงวรรณกรรมของท้องถิ่นของเราเสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ใกล้ ๆ แถวนี้ แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ เรื่องของวรรณกรรมสันสกฤตก็ดี วรรณคดีสันสกฤตเนี่ย หรือแม้แต่เรื่องวรรณกรรมเกี่ยวกับธงชาติ เรื่องของสมุนไพรต่าง ๆ ก็จะพูดด้วยครับ ไม่ ไม่ยากอะไรหรอกครับ เรามีเวลาพูดอีกนานทีเดียว

        ในวันนี้จะพูดถึงวรรณกรรมของม้ง นี่เก็บข้อมูลใกล้ที่สุด นี้ก็เป็นการศึกษาอิสระของนิสิตวิชาเอกภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ในระดับป.โทนะครับผม เขาก็ได้ อ้า เก็บข้อมูลที่ตำบล
เข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

        ผมเองก็ไปร่วมรายการด้วยในวันปีใหม่ของม้ง ก่อนที่จะพูดถึงวรรณกรรมที่นี่ผมขอกราบเรียนให้ทราบ อ้า ความเป็นมาของม้งที่อยู่ที่ตำบลเข็กน้อยพอสังเขปสักนิดหนึ่งครับ

       จากเอกสารขององค์การบริาหารส่วนตำบลเข็กน้อย ซึ่งทำขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2545 นี่ เขาได้กล่าวถึงสภาพชุมชนของตำบลเข็กน้อยว่า ชาวไทยภูเขาที่เรียกว่าชาวไทยม้งเนี่ย อาศัยอยู่ เขาบอกว่าอาศัยอยู่ที่เข็กน้อยเป็นจำนวนมาก

       อันแท้ที่จริงแล้วชาวม้งนี่เขาอาศัยอยู่ในเขตรอยต่อ 3 จังหวัดนะครับ คือ จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดเลย เนี่ย ชาวเขาเผ่าม้งเหล่านี้ อพยพมาจากจังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา และจังหวัดน่าน ตั้งแต่พระพุทธศักราช 2480 โน้นละครับ มานานแล้ว

      จากนั้นมาอยู่ที่เข็กน้อยก็มีการตั้งเป็นหมู่บ้าน แต่งตั้งเป็นหมู่บ้าน อันนี้ก็ตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2475 ก็มีหมู่บ้านเหลืออยู่หลายหมู่บ้าน เช่น บ้านเข็กเก่า บ้านห้วยทราย บ้านป่าหวาย บ้านภูขี้เถ้า อันนี้เขาก็มีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ดูแลอยู่ครับ

      ครั้นถึงพระพุทธศักราช 2503 เนี่ย ชาวเขาเผ่าม้งมีผู้ใหญ่บ้านชื่อ เล่าซ้าง แซ่หยาง เป็นผู้นำหมู่บ้านในยุคแรก อันนี้เขาก็ตั้งรกรากอยู่บริเวณห้วยป่าสอด ห้วยป่าสอดนี่ก็ห่างจากหมู่บ้านเข็กน้อยไปทางทิศตะวันตก ประมาณสัก 2 กิโลเมตร ครับท่านผู้ฟังครับ ก็มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณสัก 50 ครอบครัว

      ครั้นถึงพระพุทธศักราช 2510 นี่ ช่วงนี้แหละครับเริ่มมีปัญหาแล้ว พรรคคอมมูนิสต์แห่งประเทศไทย ได้เข้ามาปลุกระดมเป็นเหตุให้ชาวม้งนี่ถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ครับ กลุ่มหนึ่งเข้าป่าไปเป็นแนวร่วมกับพรรคคอมมูนิสต์ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเข้าเมืองเพื่อต่อต้านคอมมูนิสต์

     ในพุทธศักราช 2511 ก็เกิดผู้ก่อการร้ายคอมมูนิสต์เนี่ย ได้ใช้กำลังปฏิบัติเนี่ยต่อต้านรัฐบาลในพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด คือ จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดเลย ก็เป็นเหตุให้ชาวเขาบางส่วนนี่ ต้องอพยพไปขอความช่วยเหลือจากทางราชการ โดยที่ทางราชการก็จัดที่อยู่อาศัยให้เป็นศูนย์แรกรับชาวอพยพไว้ 3 แห่ง เนี่ย

     นี่เหตุการณ์ในพระพุทธศักราช 2511 ตอนนั้นผมก็เข้ามาอยู่ที่พิษณุโลกพอดีแหละครับ ศูนย์รับชาวเขาสามแห่งนี้ก็อยู่ที่บ้านรัฐไท ตำบลบุ้งคล้า อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ที่หนึ่ง ที่บ้านเทอดไท ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไท จังหวัดพิษณุโลก ที่หนึ่ง และที่บ้านหนองผักก้าน อำเภอกุดป่อง อำเภอเมือง จังหวัดเลย ชาวเขาก็ไปอยู่สามที่นี้

     ครั้นถึงพระพุทธศักราช 2513 จากความทรงจำของชาวบ้านเขาด้วยนะครับ ผู้นำหมู่บ้านม้งต่าง ๆ ที่กระจายกันอยู่ของสามจังหวัด ก็มาหารือกันนะครับ และมีข้อเสนอผ่านมาทางพลตรีจำเนียร มีสง่า ถ้าผมจำไม่ผิดนะ แต่ม้งที่เล่าให้ฟังเขาใช้ยศว่าเป็นพันโทจำเนียรนะ ผมว่าเป็นพลตรีจำเนียรน่ะ ในเดี๋ยวนี้นะ เพราะตอนนั้นท่านเป็น ตอนหลังท่านมาเป็นเสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 นี่

     เสนอท่านมาถึงพลโทสำราญ แพทยกุล ท่านนี้ก็ตอนหลังเป็นพลเอกสำราญ แพทยกุล ท่านเป็นคนจังหวัดเพชรบุรีนี่แหละครับ ตอนนั้นท่านมาเป็นแม่ทัพกองทัพภาคที่ 3 อยู่ ทางม้งนี่เขาก็เจรจาขอพื้นที่ตำบลเข็กน้อยในปัจจุบัน เพื่อให้ชาวม้งเขามาอยู่รวมกัน เพราะความผูกพันกันน่ะมันมี และอีกอย่างหนึ่งก็จะได้ให้เกิดพื้นที่ทำมาหากิน

     พอถึงในปีดังกล่าวราชการจึงนำชาวม้งไปฝึกเป็นทหารเรียกว่า ชาวเขาอาสาสมัคร ในปี 2513 ครั้นถึงพระพุทธศักราช 2514 ทางราชการก็ได้ขอพื้นที่ ตำบลเข็กน้อยในปัจจุบันก็มีจำนวนทั้งหมดประมาณ 45,000 ไร่ ขอจากกรมป่าไม้ครับ โดยให้ชาวม้งอาศัยจำนวน อ้า 105 ครอบครัว ตั้งชื่อว่าหมู่บ้านเข็กน้อย นี่ให้ขึ้นกับตำบลน้ำชุนแต่เดิม
นะครับ ขึ้นอยู่กับตำบลน้ำชุน อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์

     เริ่มขึ้นในปีนั้นก็มีนายโก๊ะ แซ่หยาง เป็นผู้นำหมู่บ้าน และเป็นผู้บังคับกองร้อยชาวเขาอาสาสมัคร ครั้นถึงพระพุทธศักราช 2518 มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน คนที่ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านก็คือ นายประจวบ ฤทธิ์เมธิกุล ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านเข็กน้อย

     ครั้นถึงพระพุทธศักราช 2524 ก็แยกหมู่บ้านเข็กน้อยออกเป็น 2 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 6 กับหมู่ที่ 10 ครั้นถึงเมื่อตอนที่เกิดปัญหามาก ๆ ประมาณพระพุทธศักราช 2525 ถึง 25027 เกิดการสู้รบนะฮะ สู้รบระหว่างพรรคคอมมูนิสต์กับรัฐบาลที่ได้ยุติลง

     ก่อนจะยุตินะครับ ก็เต็มกลืนนะครับ แนวร่วมของพรรคคอมมูนิสต์ก็ได้เข้ามอบตัว เป็นผู้ร่วมของพรรคพัฒนาชาติไทย ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยก็ได้มาอาศัยอยู่ที่ตำบลเข็กน้อยในปัจจุบัน

      ครั้นถึงพระพุทธศักราช 2531 บ้านเข็กน้อยก็ได้ขอแยกออกเป็น 2 หมู่บ้าน คือ บ้านป่ากล้วย และบ้านห้วยทรายขาว ขอประทานโทษเถอะ บ้านห้วยน้ำขาว นี่ผมก็ฟังเทปผิดไปอีก ก็กลายเป็น 4 หมู่บ้าน ทั้งหมดขึ้นกับกิ่งอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

      ครั้นถึงพระพุทธศักราช 2532 ขอแยกอีกเป็น 2 หมู่บ้าน ปรับเลขหมู่ใหม่ เนี่ยก็เกิดเป็นบ้านหมู่ 1 บ้านห้วยน้ำขาว บ้านหมู่ 2 บ้านเข็กน้อย บ้านหมู่ 3 บ้านป่ากล้วย บ้านหมู่ที่ 4 ก็ชื่อบ้านเข็กน้อยเหมือนกัน หมู่ที่ 5 ชื่อบ้านเล่าลื้อเก่า และบ้านที่ 6 ชื่อบ้านปากทาง

      ครั้นถึงพระพุทธศักราช 2533 แยกออกอีก 1 หมู่บ้าน คือ หมู่บ้านที่ 7 เรียกว่าบ้านสักเจริญ ที่ผมกราบเรียนเรียกชื่อหมู่บ้าน เพื่อให้เห็นว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ สำหรับท่านที่จะวิจัยไปวิจัยชื่อหมู่บ้านว่า อ๋อ มันมีที่มาอย่างงี้

      ครั้นถึงพระพุทธศักราช 2537 เรานี่ ก็เกิดสภาตำบลเข็กน้อยขึ้น ตามพระราชบัญญัติสภาตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบลพระพุทธศักราช 2537 ถึงพระพุทธศักราช 2539 เกิดองค์การบริหารส่วนตำบลเข็กน้อยขึ้น ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล ฉบับที่ 27 พระพุทธศักราช 2538

      ครั้นถึงพระพุทธศักราช 2541 นี่ใกล้เข้ามาแล้ว พูดเรื่องใกล้เข้ามาแล้ว แยกหมู่บ้านออกอีก 4 หมู่บ้าน คือ หมู่บ้านที่ 8 เรียกหมู่บ้านชัยชนะ หมู่ 9 บ้านประกอบสุข หมู่ 10 บ้านเจริญพัฒนา และหมู่ 11 บ้านคีรีรัตน์ พวกนี้เกิดปี 2541 นี่เอง

       ครั้นถึงพระพุทธศักราช 2544 แยกอีกหนึ่งหมู่บ้านครับเพิ่งแยก 2544 เนี่ย คือ หมู่บ้านสันติสุข เป็นหมู่ที่ 12 จนถึงปัจจุบันตำบลเข็กน้อยมีทั้งหมด 12 หมู่บ้าน

       สภาพภูมิประเทศก็เป็นภูเขา ที่ราบบ้าง สลับกันเป็นพื้นราบสูงห่างจากระดับน้ำทะเลประมาณ 600 ถึง 800 เมตร มีเนื้อที่ 72 ตารางกิโลเมตร ประมาณนั้น

       ถ้าหากว่าเราไปที่บ้านเข็กน้อยและดูแผนที่นี่ ก็จะเห็นว่าทิศเหนือติดต่อบ้านห้วยทรายเหนือ นี่ก็เป็นสนามรบแต่ก่อนมาก่อนนะฮะ อำเภอนครไท จังหวัดพิษณุโลก ทิศใต้ติดต่อถนนมิตรภาพ สายหล่มสักพิษณุโลก ทิศตะวันออกติดต่อกับตำบลแค้มป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ส่วนทิศตะวันตกติดต่อกับอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก

       นี่ก็เป็นเรื่องของตำบลเข็กน้อยอย่างคร่าว ๆ นะครับ ปัจจุบันเขาก็มีจำนวนประชากรประมาณสองพันกว่าคน สองพันหนึ่ง สองพันสอง ประมาณนั้นไม่มากไปกว่านั้น เออ ประทานโทษผมนี่ก็เลอะไปอีกแล้ว ทานโทษนะครับ เป็นจำนวนครอบครัวครับ ประมาณสองพันหนึ่ง ถึงสองพันสอง มีประชากรทั้งหมดเก้าพันกว่า ๆ เก้าพันสอง อยู่ประมาณนั้นครับ

       คราวนี้ เรามาดูเรื่องที่ใกล้เคียงกับวรรณกรรมในเชิงของวัฒนธรรม มาดูการจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติของเขา การจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชาวม้งที่ตำบลเข็กน้อย ของไทยม้งที่นี่ นี่แหละครับ เขามีวิธีการของเขาดีมาก

       เรื่องนี้ก็มีผู้ศึกษาไว้อยู่นะครับก็คือ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดเพชรบูรณ์ อันนี้นานแล้วเดี๋ยวนี้เขาไม่มีหน่วยงานนี้แล้ว เขาศึกษาองค์ความรู้ของชาวไทยภูเขาชนเผ่าม้ง จากงานวิจัยนี้ก็บอกว่าชาวม้งนี่เคร่งครัดในประเพณีวัฒนธรรมและความเชื่อมาก เป็นประเพณีวัฒนธรรมและความเชื่อ ที่เอื้อต่อการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

       เช่น พิธีดงเซ้ง ก็เป็นพิธีบูชาต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่อัญเชิญเทพนะครับ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อันเชิญเทพที่ให้กำเนิดสรรพสิ่งในบริเวณ มาสิงสถิตที่ต้นไม้นั้น พิธีดงเซ้งจะจัดทำโดยจะเลือกต้นไม้ที่อยู่ที่ทิศเหนือหรือทิศตะวันออกของหมู่บ้านก็ได้

       ดูดี ๆ นะครับ เป็นทิศเหนือหรือทิศตะวันออกนะฮะ อันนี้ต้องเป็นต้นไม้ที่อยู่ต้นลำธาร หรือไม่ก็ต้องเป็นต้นไม้ที่อยู่ป่าอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ถึงจะส่งผลให้หมู่บ้านมีความอุดมสมบูรณ์เจริญรุ่งเรือง

       ข้อห้ามของป่าดงเซ้ง ก็คือ ห้ามฟัน ห้ามตัด ห้ามถากถาง และแตะต้องต้นไม้นะครับ นี่ชัดเลย คือว่า ถ้าใครไปทำอย่างนี้ เนี่ยจะเป็นการลบหลู่ แล้วก็ต่อไปจะไปลบหลู่ไม่ได้เลยจะมีเรื่อง

       ส่วนพิธีบูชาเนี่ยเขาจะทำศาลขนาดศาลเพียงตาเนี่ยครับ ก็สูงประมาณ 1 เมตร ถึง 2 เมตร ช่วงนั้น เพียงตา ก็คือมันสูงระดับตาของคนที่ทำศาล ถ้าคนเตี้ย ๆ ทำหน่อย ศาลเพียงตาก็ต่ำหน่อย คนสูงทำศาลเพียงตาก็สูงมันก็แล้วแต่ นี่ถ้าฝรั่งมาทำมิว่าเข้าไปสองเมตรกว่าเข้าไปหรือนั่น

       ศาลเพียงตาเนี่ย โดยปกติจะทำการบูชาปีละครั้งบูชาศาลนี่นะครับ บูชาต้นไม้ที่ว่านี่เว้นแต่บางคนขอบูชา ขอพรเป็นคราว ๆ ไป นี่ก็เวลาจะบูชาก็มีเครื่องเซ่นไหว้บูชา มีธูป มีเทียน มีเหล้า นี่ขาดไม่ได้ก็คือเหล้า มีกระดาษเงินกระดาษทอง อันนี้คล้ายจีน มีไก่หรือหมู สัตว์ใหญ่กว่านี้ไม่นำมานะครับ แสดงว่าผีที่นับถือนี้ผีบรรพบุรุษนั้น เป็นผู้ที่กินไก่กินหม ูเพราะนั้นก็ใช้สัตว์เหล่านี้ในการบวงสรวง

       ผู้ทำพิธีบูชาก็จะมอบหมายให้ ได้รับการมอบหมายให้ทำพิธีบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพเจ้าของเค้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน ถ้ามีหลาย ๆ หมู่บ้านก็ให้คนคนเดียวทำหน้าที่แทนชุมชนนั้นทั้งหมด ทำหน้าที่บูชาประจำปี และถ้าถามว่าบูชาเมื่อไหร่ล่ะก็ตอบว่า จะบูชาหลังเทศกาลปีใหม่นี่แหละครับ

       ปีใหม่ม้งนี่เพิ่งหมดไปนี่เองแหละ ช่วงตั้งแต่ธันวาคมมาถึงต้นมกราคมเพิ่งหมดไป นี่ก็จะบูชาช่วงต้นปีก็จะบูชาให้เทพผู้สิงสถิต ณ ที่ดงเซ้งนี่ คุ้มครองให้ทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดขึ้นตามชื่อของเทพดงเซ้ง

       เซ้ง แปลว่า เกิด แปลว่า กำเนิด นะครับ ถ้าเรามองดูในเชิงจิตวิทยาเนี่ย ก็จะเห็นว่าคนในสมัยก่อนนั้น เขาได้คิดวางหลักเกณฑ์ว่าทางทิศเหนือ ทิศตะวันออกนั้น เป็นต้นน้ำต้องมีป่าอุดมสมบูรณ์ ตามเหตุผลธรรมชาติ เมื่อมีป่ามีน้ำในทิศเหนือและที่สูงแล้ว ความอุดมสมบูรณ์ในเบื้องล่าง ก็ย่อมมีความอุดมสมบูรณ์ตามไปด้วย ฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องรักษาต้นน้ำทางทิศตะวันออกกับทิศเหนือไว้

       วิธีที่จะรักษาต้นน้ำก็ต้องใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์นี่แหละครับมันจะเหมาะที่สุด เพราะว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นก็จะควบคุมจิตใจของชาวม้ง มีอิทธิพลต่อจิตใจ การรักษาสภาพแม่น้ำ ลำธาร หนอง บึง ชาวม้งเขาเคร่งครัดมากนะครับ เค้าไม่ทำลาย ไม่ถากถาง ไม่ตัดต้นไม่บริเวณใกล้เคียงแม่น้ำ ลำธาร เหล่านั้นเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใครไปหลงตัดเข้า แล้วก็ล้มต้นไม้ทิ้งในแม่น้ำเนี่ย เขาเชื่อว่าเทพแม่น้ำที่ศักดิ์สิทธ์อยู่เนี่ยจะโกรธ ถือว่าทำลายถิ่นที่อยู่ของเทพ

       เทพมีทั้งในน้ำด้วยนะ เรื่องของต้นน้ำ ชาวม้งมีความเชื่อว่ามีเทพเจ้าชื่อว่า ชอว์ ชอว์นี่สิ่งสถิตอยู่ทุก ๆ ต้นน้ำ ตรงไหนมีต้นน้ำมีเทพชอว์นี่อยู่ทั้งนั้นแหละ ผู้ที่เคร่งครัดในวัฒนธรรมนี่จะไม่แผ้วถางป่าบริเวณต้นน้ำเด็ดขาด หากฝ่าฝืน เทพเจ้าชอว์จะมาปิดหูคนนั้น ทำให้คนนั้นหูหนวก ตาบอด หรือไม่ก็มีเลือดกำเดาไหลออกมาทางจมูก โดยเฉพาะผู้หญิงวัยเป็นสาวขึ้นไปนี่ ถ้าไปทำเช่นนี้นี่ จะตกเลือดไม่หยุดนะไปเที่ยวตัดไม้บริเวณต้นน้ำเค้านี่

       ขู่อย่างนี้คนม้งกลัวอย่างมาก กลัวหูหนวก กลัวตาบอด กลัวเลือดกำเดาไหลออกมา ผู้หญิงก็กลัวตกเลือดตลอด ฉะนั้นจึงเป็นอะไรล่ะ จึงเป็นวิธีการในการอนุรักษ์ต้นน้ำของชาวม้งได้เป็นอย่างดี และเขาก็เชื่อกันอย่างนั้นครับ

       ถามว่าทำไมจึงเชื่อคำตอบก็คือ เรื่องของความเชื่อนั้นเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม เฉพาะคน เฉพาะตัว นะท่านนะ เรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นท่านว่าไม่ต้องไปพิสูจน์ว่าถูก ภาษาฝรั่งเรียกว่าไม่ต้องไป prove ไม่ต้องพิสูจน์ว่าผิด ไม่ต้องไป disprove หรอก ปล่อยเอาไว้อย่างนั้นแหละ นี่ก็เป็นเรื่องของม้งของเค้า

       นี่ก็พูดมาพอให้เห็นภาพของม้งที่เข็กน้อยนะครับ ภาพของม้งที่เข็กน้อยนะครับ พอเห็นภาพอย่างนี้แล้ว เราก็จะต่อไปถึงวรรณกรรมของม้งเลยนะท่านนะ

       วรรณกรรมของม้ง แต่วรรณกรรมสองแควก็มุ่งหมายอย่างนี้แหละ คราวนี้พูดวรรณกรรมของม้งมันคงจะไม่จบง่าย ๆ ในครั้งเดียวหรอกท่าน เพราะมันยาวพอสมควร มีแง่มุมที่น่าศึกษา ที่ลึกซึ้ง มีความไพเราะอยู่ ฉะนั้นก็คงจะต้องใช้เวลานานหน่อย หลายครั้งทีเดียวละท่าน

       เอ้า วรรณกรรมของม้งในที่นี้ละ เราก็จะพูดถึงทั้งเพลงพื้นบ้าน สุภาษิต และก็นิทานนะครับ และก็นิทานด้วย พูดถึงพวกนี้ โดยที่การพูดเนี่ย ใช้การเก็บข้อมูลในเชิงคติชนวิทยา นิสิตระดับ ป. โท เขาก็ไปเก็บข้อมูล โดยผู้ที่ให้ข้อมูลนั้นก็มีอยู่ 5 ท่าน ก็เป็นคนม้งในท้องถิ่นของเขาทั้งนั้นแหละครับ ให้ข้อมูลในเรื่องของวรรณกรรมพื้นบ้าน

      ทีนี้จะเอ่ยชื่อเอาไว้เพื่อให้เกียรติแก่ผู้ที่ให้ข้อมูล ภาษาทางคติชนวิทยาเขาเรียกว่า วิทยากร ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็จะเรียกว่า Informance ก็ได้ จะเรียกว่า lead ก็ได้ จะเรียก contact ก็ได้นะครับ

      ผู้ที่ให้ข้อมูลหรือวิทยากรทั้งห้าก็ประกอบด้วย คุณซ้าง ศักดิ์เจริญไทยกุล คนนี้ก็อยู่หมู่ 10 ครับ อายุน้อย 37 ปี แต่เก่งมากเลย คุณซ้าง ศักดิ์เจริญไทยกุลนี่ อีกคนหนึ่งก็เป็นคนแก่ก็เป็น อ้า จะเรียกคนแก่นี่น่าเกลียดมาเลย เรียกว่า ผู้สูงอายุ เค้าอายุ 60 ปี ก็เป็นผู้หญิงชื่อ ไหม แซ่เถา อันนี้อยู่หมู่ 4 อีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิงชื่อ ลี ไชยยงค์วิทย์ อยู่หมู่ 7 อายุ 38 เท่านั้น อีกคนเป็นชายครับคนนี้ชื่อล่าเซ็ง แซ่เฮอ อายุ 58 ปี อยู่หมู่ 4 อีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิงชื่อ ลื้อ แซ่เฮอ อายุ 50 ปี นี่ก็อยู่หมู่ 4 เช่นเดียวกัน

      นี่มีวิทยากรผู้ให้ข้อมูลถึง 3 คน อีก 2 คนอยู่หมู่ 10 กับหมู่ 7 ในเรื่องของวรรณกรรม ผมคิดว่าถ้าเก็บลึกซึ้งนี่ก็จะมากกว่านี้ แต่ก็เป็นการทำโดยลำลองนะพูดง่าย ๆ ก็ลองตรวจสอบดูซิว่า มีสักเท่าไร

      ถ้าจะถามว่าเพลงพื้นบ้านของม้งเกิดขึ้นเมื่อไหร่ คำตอบก็คือ เขาให้บอกว่า เกิดเมื่อไหร่ เกิดจากเหตุผลใด ที่ไหนก็ไม่ทราบ มีแต่ความเชื่อว่า ถ้าพูดจากันธรรมดานี่ คนมักจะไม่ค่อยฟัง จะให้ความสนใจน้อย นี่ทรรศนะของผู้ให้ข้อมูลที่เป็นม้งเขาว่าอย่างนั้นนะท่านนะ

       คนจะสนใจน้อย ถ้าจะให้คนอยากจะฟังก็ต้องทำมันเป็นเพลง เป็นกลอน ให้ใช้คำศัพท์ลึกซึ้ง กินใจ ใช้ทำนองที่ใช้แล้วมันเสนาะหู ดึงดูดผู้ฟัง ธรรมดาจะเป็นม้งเป็นไทยก็เหมือนกันทั้งนั้นแหละ ถ้าหากว่ามันเพราะขึ้นมาเนี่ย ผู้ประสงค์จะร้องหรือจะบอกเรื่องราว ก็จะสามารถดึงคนมาฟังได้

      เค้าจะนำเรื่องราวต่าง ๆ ที่เค้าอยากนำเสนอเนี่ยมาผูกเป็นกลอนสด กลอนแบบม้งนะ ไม่ใช่กลอนแบบเรา เป็นกลอนสดไม่ต้องมีดนตรีหรอก ชาวม้งเค้าก็จะนำกลอนเหล่านี้มาร้องเป็นการบอกความในใจ บอกเรื่องราวสำหรับผู้ฟังที่เป็นม้งด้วยกัน เราก็ฟังไม่รู้เรื่องหรอก เค้าใช้ภาษาของเค้า แต่ม้งเค้าฟังแล้วเค้ารู้เรื่อง

     จากนั้นก็จะต้องหาคนที่ปฏิภาณ อ้า ปฏิภาณไหวพริบเนี่ยที่จะแต่งอย่างนี้ มาแต่ง ซึ่งก็หาค่อนข้างยาก ที่จะหามาได้เพราะเวลาจะแต่งก็ต้องใช้สัมผัสให้ถูกต้อง ตามแบบแผนของกลอนของม้ง

     จากนั้นก็จะมีวิธีเรียน วิธีแต่งคำกลอนเหล่านี้ โดยต้องเรียนจากผู้รู้ นี่ถ้าเราศึกษาเรื่องนี้ดี ๆ เราจะได้ฉันทลักษณ์ของม้งเหมือนกันนะท่านนะ เพราะต่อมาม้งก็เริ่มแต่งกำหนดเป็นแบบเป็นแผน ตั้งชื่อให้ทำนองตามลักษณะของการร้อง การใช้ก็เลยเป็นเพลงกลอนที่ใช้ร้องเฉพาะงาน ตามกิจกรรมและประเพณีไป

     ต่อมาก็ฝึกหัดท่องจำกลอนจากผู้เชี่ยวชาญ ก็เลยกลายเป็นเพลงกลอนสด ใช้ในงานต่างที่เป็นงานพิธีกรรมและงานรื่นเริง ใช้กันเยอะก็มีเพลงอยู่หลาย ๆ เพลง ที่มีชื่อเสียงผมจะต้องเปิดทำนองเพลงคราวหน้านะนะครับ เพราะคงพูดไปเสียก่อน เนื่องจากอะไร เนื่องจากเพลงแต่ละเพลงเนี่ยมันเป็นภาษาม้ง ท่านฟังเสร็จบางทีจะจับทำนองเขาไม่ได้ ก็ได้ยกเว้นท่านเรียนภาษาม้งเขามาบ้าง

     จริงแล้วการเรียนภาษาม้งนี่น่าสนใจนะท่านนะ ผมว่าไม่ต้องไปเรียนอะไรมากหรอก เข้าไปพูดจากับเค้า เริ่มตั้งแต่คุยกันบ้าง หรือว่าจำศัพท์ต่าง ๆ ชื่อต้นไม้ ชื่อยา

      ยานี่น่าสนใจนะท่านนะ ของม้งนี่มีเยอะ พวกเรารู้จักแต่กระชายดำอย่างเดียว ม้งเค้ามีทั้งกระชายขาว และกระชายหอมนะท่านนะ เนี่ยท่านที่มาทางสายเภสัชเนี่ยน่าสนใจนะท่าน ม้งเค้ามีกระชายขาว กระชายขาวนี่ถ้าเป็นภาษาม้งเค้าเรียกว่า ซาจี่เด่า ซาจิ มันก็คือกระชาย ซาจิ ผมเสียงไม่ชัดนะ ถ้ากระชายดำก็ซาจี่ดู่ เราก็ไปออกเสียงพวกนี้เข้า นาน ๆ เข้าก็คงจะจับเสียงกันได้ ก็คงจะพูดได้

      ผมคิดว่าไม่ได้ใช้เวลานาน และถ้าหากว่าเราจะมีความต้องการที่จะเรียน ถ้าเรียนแล้วเราก็จะฟังเพลงของเค้าออกนะท่านนะ ฟังเพลงก็จะทราบถึงความสนุกสนานเยอะแยะ

      เพลงที่เค้าจะนำเสนอเนี่ย ที่เค้าให้ข้อมูลมาก็มีอยู่ 5 เพลง เพลงแรกชื่อเพลง กื๋อเฉี่ย กื๋อเฉี่ยก็เป็นเพลงกลอนสดที่ใช้ร้องในงานสนุกสนานรื่นเริง นี่เป็นสัญลักษณ์ของงานขึ้นปีใหม่ม้ง เพราะฉะนั้นตอนขึ้นปีใหม่ม้ง หลายท่านที่ได้ไปเที่ยวที่บ้านเข็กน้อยหรือเที่ยวที่อื่นก็แล้วแต่เถอะ ที่ไหนก็แล้วแต่จะเป็นที่เชียงราย ที่พะเยา มักจะร้องเพลงนี้

      เพลงกื๋อเฉี่ย กื๋อเฉี่ยนี่ผมเคยได้ฟังนะครับ ได้ฟังหลายครั้ง แถวบ้านห้วยหาญ ห้วยหาญ ห้วยคู ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอเถิง ติดต่อเขตอำเภอเชียงของของเชียงรายเค้าก็ร้องเพลงนี้ เพลงในงานปีใหม่

      ก็มันก็ธรรมดาแหละ เพราะว่าม้งจากเข็กน้อย ก็อพยพมาจากทางโน้นด้วย เค้าก็เอาเพลงนี้มาร้องสนุกสนานรื่นเริง เป็นสัญลักษณ์ของงานขึ้นปีใหม่ม้ง คงจะเพราะพอ ๆ กับเพลงคริสต์มาส jigle bell ลอะไรทำนองนั้นแหละนะครับ

      อีกเพลงหนึ่งชื่อเพลงลูเต่า เพลงลูเต่านี้ก็คล้าย ๆ กับเพลงกื๋อเฉี่ย ไม่ค่อยต่างกัน

      เพลงเส็งเนี่ย เพลงที่สามนี้ชื่อเพลงเส็ง เป็นเพลงที่ร้องรำพึงรำพันถึงคู่รักในยามคิดถึง ก็ธรรมดาคนเค้ามีคู่รักอยู่ พอคู่รักเค้าอยู่ไกล เค้าก็คิดถึง คิดถึงนี่ถ้านั่งคิดถึงอยู่เฉย ๆ นี่ดีไม่ดีเป็นโรคประสาทนะท่านนะ ต้องมีการแสดงออกโดยการร้องเพลงรำพึงรำพันว่าคิดถึงประการใดบ้างเนี่ย เพลงสากลเพลงอะไรก็มีเยอะ ของม้งเค้าก็มีเพลงเส็งเนี่ย

      เพลงเหยี่ย เพลงเยี่ยเอออันนี้ไม่ค่อยจะได้ยินบ่อยนะครับ เพลงเหยี่ยนี้ก็เป็นเพลงที่ร้องอาลัยอาวรณ์ถึงผู้ตาย ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เราคิดถึงเค้ามาก เราก็ร้องเพลงเหยี่ย บรรยายความคิดถึงเค้า

     จากนั้นก็ชื่อเพลง ฮ้งเมหยั่ว ฮ้งเมหยั่วนี่เป็นเพลงกล่อมเด็ก ฮ้งเมหยั่วตรงกับภาษาอังกฤษว่า ลาลาบาย คำเดียวกันนะครับ เพลง
กล่อมเด็กของม้งน่าฟังนะท่านนะ

     แล้วก็อีกเพลงหนึ่งเป็นเพลงที่ใช้ในพิธีกรรมเรียกว่าเพลง ยะซ้ง เพลงยะซ้งเป็นเพลงใช้ในงานแต่งงาน จะเอามาร้องเล่นก็ไม่มีใครว่า แต่ปกติเค้าใช้ในงานแต่งงานนะครับ ยะซ้งนี่นะครับ

     อันนี้จะลองพูดถึงเพลงแต่ละเพลงสักเล็กน้อย เพลงแรกคือเพลง กื๋อเฉี่ย กื๋อเฉี่ยนี่เป็นกลอนสดใช้ขับร้องรื่นเริงในบันเทิงพิธีต่าง ๆ เป็นการโต้ตอบระหว่างหนุ่มสาว ถ้าจะพูดเป็นภาษอังกฤษ เพลงนี้ก็เป็นไดอะล็อกซองนะ พูดเป็นภาษาคติชนวิทยาก็เรียกเป็นเพลงปฏิพากย์

     เพลงปฏิพากย์ บุคคลที่ต้องการแสดงวาทะโวหารปฏิภาณไหวพริบเนี่ย ก็ใช้เพลงกื๋อเฉี่ยนี่เป็นเพลง
ตอบโต้กัน เป็นเพลงหลักเลยแหละในวันปีใหม่ของม้ง แต่ถ้าเป็นงานรื่นเริงต่าง ๆ ก็ให้ใช้ได้ ไม่จำกัดเฉพาะปีใหม่เท่านั้นหรอกนะครับ

    เพลงกื๋อเฉี่ยนี้ไม่มีดนตรีประกอบหรอกถ้า จะพูดเป็นกลอนสด ก็เป็นการแสดงโวหารปฏิภาณ ภูมิปัญญาของผู้ร้องนะครับ เนื้อหาสาระเนี่ย ก็จะแสดงถึงความเฉลียวฉลาดมั่ง ความรื่นเริงมั่ง ส่วนสำเนียงน้ำเสียงก็เป็นส่วนประกอบ

    โดยปกติเนี่ย กื๋อเฉี่ย จะต้องมีไม่ต่ำกว่า 3 บทนะครับ มีสัมผัสของเค้าโดยเฉพาะ อันนี้ถัาเอาเนื้อเพลงเป็นภาษาม้ง มาเขียนเป็นภาษาธรรมดานี้ ท่านก็คงงงนะครับ เช่น ยกตัวอย่างนะ เริ่มตั้งแต่มี เยดำนอ มีเก้าบ่งออ เนี่ยย่างเปงเก้า เจาดาเด้ง ยงยอเงี่ย ฟังเสร็จก็นะครับ ก็คงจะฟังยากอยู่ผมว่านะ ลงไปจบที่คำว่าได้คอตู่จูหม่า อีหลอดู อั้วะจื่อ ห่อเก้าม่ง ห่อ

     เอาเถอะอย่าไปร้องเลย ของเรายกเว้นไปฝึกกับม้งมาแล้ว ผมจะได้เปิดเสียงให้ฟังอีกครั้งหนึ่งทีหลัง นี้มาดูความหมายของเพลงก่อนว่า เพลงกื๋อเฉี่ยนี่เค้ามีความหมายประการใด

     ความหมายเค้าก็คือบอกว่า น้องเอ๋ยเนี่ย น้องเอ๋ย ก็นีเย น้องเอ๋ย เรารักกันมา ถ้าหากน้องมีใจรักพี่จริง ๆ ก็ขอให้น้องเอาเข็มที่ร้อยด้วยด้ายไหมพรมนี่ แทงที่นิ้วกลาง แล้วเลือดของน้องก็หยดลง

     นี่ก็คงจะหมายความว่า ให้หนุ่มและสาวกินเลือดนั้น ซึ่งเราทั้งสองคนจะได้ไม่พรากจากกัน เพราะถ้ากินเลือดกันก็จะไม่พรากจากกัน ไอ้ข้อสำคัญก็คือ เอาเข็มนี่แทงที่นิ้วกลาง นี่มันเป็นนิ้วกลางของใคร ของผู้หญิงหรือของผู้ชายก็ว่ากันไป

     เค้าบอกว่าถ้าเราไม่ได้เป็นเนื้อคู่กัน หากพี่ตายจากไป พี่จะจำได้ว่า เราทั้งสองไม่มีวันพรากจากกัน แล้วพี่จะมาเอาวิญญาณของน้องไปอยู่เคียงคู่ด้วยกัน

      เอ๊ะไอ้พูดอย่างนี้นี่ มันน่ากลัวเหมือนกันนะ ตายไปแล้วจะเอาวิญญาณของน้อง ไปเคียงคู่กันอีก มันดีไม่ดีก็ไม่รู้ แต่ว่ารักกัน รักกันชั่วนิจนิรันดร์ ชั่วฟ้าดินสลาย ตายแล้วก็ยังรักกันอะไรทำนองนั้น

      นี่ก็เป็นเพลงรักนะท่านนะ นี่เป็นเพลงที่เพราะมากทีเดียวละ ผมพยายามจะทำ อ้า ทำฉันทลักษณ์ของกลอนที่มีอยู่ 3 บทอันนี้ เพื่อดูว่าสัมผัสประการใด กำหนดใช้คำแบบไหนนี่ครับ ก็คงไม่ยากอะไร

       เรารู้จักคำประพันธ์ของญี่ปุ่นแบบไฮกุ เรารู้จักคำประพันธ์ตามแบบภาษาอังกฤษพวกซอนเนต พวกลิบเมอร์ริก เรามารู้จักคำประพันธ์ของม้งดูจากเพลงกื๋อเฉี่ย นี่อาจได้คำประพันธ์ที่ดีขึ้นมาก็เป็นได้ แล้วเราก็ลองฝึกแต่งดู โดยใช้ภาษาไทยเนี่ย อันนี้ก็เป็นเพลงที่หนึ่งนะท่านนะ

       ทีนี้เพลงที่สองก็คือเพลง ลูเต่า เพลงลูเต่านี่ ก็เป็นเพลงกลอนสดเหมือนกันแหละ ด้นเป็นกลอนนี่นะครับ ลักษณะกลอนฉันทลักษณ์ก็ไม่ต่างจากกลอนของกื๋อเฉี่ย แต่ว่าลูเต่าเนี่ย จะใช้โอกาสแสดงภูมิปัญญา การใช้คำ แสดงไหวพริบในการโต้ตอบกัน ผู้ใดโต้แบบใช้คำที่สอดคล้องนะ ใช้คำที่สอดคล้องมีสัมผัสดีกว่า หรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี ก็ถือว่าร้องได้เก่ง

       สำหรับสำเนียง น้ำเสียงนั้นเป็นส่วนประกอบเท่านั้น ก็มีเนื้อร้องเป็นภาษาม้งของเค้า นี่ขึ้นต้นด้วยคำว่า อัวเจียฉีนู่ซีหลงมูเสียป้อ ผมว่าหาความหมายเลยดีกว่า ความหมายของเค้าก็คือ ว่า ...พี่นี้อุตส่าห์ไปหาคนรักถึงแดนไกล ... โอ้นี่ไม่ชอบสาวใกล้บ้านนี่พวกนี้ ถ้าเก็บยอดผักตำลึงก็ผักตำลึงยาวแหงเลยเนี่ย ต้องไปหาสาวถึงแดนไกล แต่แล้วก็ผิดหวังกลับมา เพราะพบแต่คนที่ไม่สวย

       โอ๊ะ ทำไมเพลงนี้มันพูดอย่างงี้ ไปเมืองไหนเมืองไหน ก็พบคนไม่สวย นี่แสดงว่ากลับมาพบน้องที่เป็นคนสวย ซึ่งอยู่บ้านใกล้กันนี่เองแหละ ก็คงจะเป็นอย่างนี้ก็ดีเหมือนกันนะ ฟังแล้ว เพลงนี้ผู้หญิงที่ฟังแล้ว ก็คงปลื้มอกปลื้มใจอยู่บ้านเดียวกันนี่ รู้เลยว่าไม่ใช่ผู้ชายมาชอบตัว เพราะไม่มีทางไปมิได้เป็นเช่นนั้น แต่ที่เค้ามาชอบเนี่ย หลังจากที่เค้าเดินทางไปแดนไกลแล้ว ไปหาคนที่เค้า อะไรละฮะ อยากจะไป อ้า มีความสัมพันธ์ด้วยเนี่ย แต่พอไปถึงแล้วก็ผิดหวัง เพราะพบแต่คนไม่สวย

       ม้งนี่เค้าชอบแต่คนสวยงามนะครับ เมื่อปีใหม่ม้งที่ผมไปที่เข็กน้อยเนี่ย ม้งผู้หญิงแต่งตัวสวยมากเลย สวมรองเท้าส้นตึกนะท่านนะ สวยแล้วก็มีเสื้อผ้าแบบจีน แบบอะไรของเค้าประยุกต์เยอะเลย เดี๋ยวนี้เป็นม้งประยุกต์นะท่านนะ นี่ก็เพลงลูเต่าละท่าน

       อีกเพลงหนึ่งชื่อเพลง เส็ง เพลงเส็งนี่ ก็ร้องรำพึงรำพันถึงคนรักที่จากกันไปอยู่แดนไกล ทำอย่างกับนิราศอะไรทำนองนั้นละฮะ อยู่แดนไกล แดนไกลนี่ไปอยู่เป็นเวลานานนะ ถ้าอยู่วันสองวันก็ไม่เท่าไหร่แต่นี่ไปนาน ๆ เข้าก็เกิดความคิดถึง คิดถึง เหงา ว้าเหว่

      นี่ก็ดีนะนี่นะ เค้าเหงาเค้าว้าเหว่เนี่ย แน่ะแปลว่าเค้าไม่ได้ไปมีคนรักใหม่ ถ้ามีคนรักใหม่ เค้าไม่เหงาแล้วแหละ นี่เค้าไม่มีเค้าว้าเหว่เค้าก็แต่งเพลงออกมา บทเพลงก็รำพึงรำพันคำร้องแบบนี้ไม่มีสัมผัสนะครับ ไม่มีสัมผัสเหมือนเพลงกื๋อเฉี่ย จะรำพันไปเรื่อย ๆ

      ขึ้นต้นตั้งแต่ ...ตูเนี่ยมีจ้อออเจอัวอะยั่ว...อะไรก็ว่ากันไป ความหมายของเพลงก็คือ น้องไม่น่าโกหกพี่เลย น้องโกหกพี่ว่า น้องรักพี่ แล้วน้องก็จากพี่ไปเป็นเวลาแรมปี ไม่กลับมาหาพี่อีกเลย เป็นการตัดพ้อต่อว่านะนี่นะ จะเรียกว่าอะไรล่ะ จะเรียกว่าพิโรธวาทัง หรือสัลปังคพิสัย ก็แล้วแต่

      พิโรธวาทังมั้ง ตัดพ้อต่อว่า แบบนี้ว่าน้องจากพี่ไกล สงสัยพี่อยู่เข็กน้อย น้องไปอยู่โน่นนะ บ้านรักไทที่ตาก หรือจะเป็นบ้านป่ากลางที่อำเภอเชียงกลาง นั่นอะไรก็ได ้ไม่กลับมาหาพี่ พี่ก็มีความคิดถึง ก็เป็นเรื่องของเพลง

      เพลงนี่ถ้าไม่มีความรักนี่มันจืดนะท่านนะ เพลงไหนที่ไม่มีเรื่องของควมรักนี่มันจืดชืดไปหมดเลย เพราะฉะนั้นคนแต่งเพลงเนี่ย เค้ารู้ ต้องเป็นเรื่องของความรักจึงจะมีอารมณ์ ท่านสังเกตให้ดีเถิดครับ เพลงที่ร้องปัจจุบันนี่เกินร้อยละ ร้อยละ 98 เกินขึ้นไป เป็นเรื่องความรักทั้งนั้น อีกสักร้อยละ 2 เนี่ย น้อยที่จะเป็นเรื่องอื่น บางทีไม่ถึงด้วยซ้ำมั้ง

      เพลงต่อไปคือเพลง เหยีย แล้วก็ไปฟังเทปเอาทีหลัง เพลงพวกนี้เราก็จะเปิดให้ท่านฟังด้วย ท่านอาจจะพอใจหรือไม่พอใจก็แล้วแต่ เพราะว่ามันฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องหรอก เนื่องจากเราไม่ได้เรียนภาษาม้ง

      เพลงเหยียนี่ก็เป็นคำร้องที่ร้องในงานศพเท่านั้น คนที่ร้องก็คือเครือญาติพี่น้องของผู้ตายนี่ เวลาร้องจะต้องร้องเพลงเหยียไปด้วย แล้วก็ร้องไห้ไปด้วย คำร้องก็เป็นคำอาลัยอาวรณ์ถึงผู้เสียชีวิต

      เออ อันนี้น้อยนะ ของเราก็คงเคยได้ยิน เพลงมอญร้องไห้ ใช่ไหมครับ ซึ่งเอามาทำเป็นเพลงกล้วยไม้ของเราแต่เก่าก่อนนั่นน่ะ เพลงมอญร้องไห้ ก็ร้องในงานศพ เรามีดนตรีงานศพนะ แต่เพลงร้องรำพึงรำพันเราไม่มีเท่าไหร่มากนักหรอก แต่ม้งเค้ามี เลยเพลงนี้นะ เวลาที่เค้าร้อง เค้าร้องไห้ด้วยนะท่านนะ

      ของเราเวลาไปเก็บข้อมูลกับนิสิต เค้าเล่าให้ผมฟังว่า เพลงนี้เวลาคนร้องเค้าร้องไห้ตลอดเวลาเลย เพราะเสียใจ เพลงนี้มีการบอกว่า พ่อจากพวกเราไปแล้ว หมายถึง พ่อเค้าสิ้นชีวิตลงปล่อยให้เราเป็นลูกกำพร้า การเป็นลูกกำพร้าจะทำให้ถูกคนอื่นเค้าหยามหมิ่น ว่าเป็นลูกไม่มีพ่อ และไม่เป็นที่เกรงอกเกรงใจของคนอื่นเค้า

      นี่เป็นสังคมของม้ง เพลงนี้บอกชัดเลยว่า ถ้าไม่มีพ่ออยู่ด้วยนี่ เค้าไม่เกรงใจลูกนะครับ แล้วก็เป็นที่เหยียดหยาม ฉะนั้นการมีพ่ออยู่นี้ถือว่าดีที่สุดเนี่ย

      เพลงเหยี่ยเนี่ยคร่ำครวญถึงพ่อที่สิ้นไปแล้ว คงจะมีคร่ำครวญถึงผู้ที่จะจากไป ผู้ตายที่ไม่ใช่พ่อมั่งก็มีกระมังนะ จะเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้นได้นะอันนี้นะฮะ เพลงเพราะ ๆ เพลงนี้ถ้าเปิดท่านก็คงจะต้องไปนั่งอยู่ในบรรยากาศของงานศพของม้งเค้า ถ้าไม่อย่างนั้นฟังไม่รู้เรื่อง ก็จะนึกว่าเป็นเพลงอย่างอื่นไปอีก

      อีกเพลงหนึ่งชื่อเพลงฮ้งเมหยั่ว ฮ้งเมหยั่วนี่เป็นเพลงใช้กล่อมลูกนะครับ เพลงกล่อมลูก โดยที่แม่ก็ร้องกล่อมให้ลูกนอน เนื้อร้องก็จะบอก ให้ลูกนอนเถอะ อย่าร้องไห้โยเยอยู่เลย เพลงก็คล้าย ๆ ของไทยมีทำนองขึ้นหน้า ...เอ เอเมี้ย
เต้าหน่อเช่อกั่ก ๆ เฮ้าเอ...

      ลงเอ เนี่ย เยอะหน่อย ก็คงจะเยอะนั่นแหละ จบลงด้วยคำว่า เต้าเฮอออ ความหมายของเพลงฮ้งเมหยั่ว คือเพลงกล่อมเด็ก ก็สรุปได้ว่า ...เด็กที่น่ารักเอ๋ย เนี่ยต้องเรียกลูกเพราะนะ ของไทยเราก็เพราะเจ้าเนื้อละเอียดเอย เจ้าเนื้อละมุนเอย เนี่ย เค้าเรียกเด็กน่ารักเอ๋ย ไม่มีใครไปเรียกไอ้ลูกน่าเกลียดเอ๋ย นี่ไม่มี ไม่มีคนพูดน่าเกลียด เดี่ยวเด็กนอนไม่หลับนะท่านนะ

      เด็กน่ารักเอ๋ยเด็กที่น่ารักเอ๋ย อ้วนสมบูรณ์ อย่าร้องนะ เค้าชอบเด็กอ้วนแฮะ เด็กอ้วนสมบูรณ์อันนี้ดีทีเดียว อย่าร้องนะลูกนะ ขอให้ลูกนอนหลับเถอะ นอนหลับ พ่อแม่เค้าจะได้ทำงานได้ ถ้าลูกไม่หลับ พ่อแม่เค้าทำงานไม่ได้ ให้ลูกนอนหลับเถอะ ถ้าลูกร้องไห้ระวังนะลูกนะ สัตว์ร้ายจะมาหา รบกวนลูก

      อันนี้เป็นคำขู่เด็กเลยนะเหมือนของไทยไง นอนไม่หลับหรือ เดี๋ยวตุ๊กแกกินตับนะ เดี๋ยวแมวเหมียวมานะ อันนี้บอกสัตว์ร้ายไม่ระบุยี่ห้อ ไม่ระบุชื่อ ประเภทของสัตว์ ว่าเป็นสัตว์อะไรที่จะมารบกวนลูก ให้ลูกเงี่ยบ ๆ แล้วนอนให้หลับ แม่จะได้มีเวลาไปทำมาหากิน

      เนี่ยฮะ เป็นการบอกลูก และสอนไว้ด้วยนะ ว่าโตขึ้นต้อง ทำมาหากิน เพราะฉะนั้นเราอย่าไปร้องไห้ นอนให้หลับเถอะ แม่จะได้ไปทำมาหากินได้อย่างไรละลูก นี่เพลงกล่อมเด็กอันนี้น่าเปรียบเทียบกับเพลงไทยหรือเพลงจีน อะไรก็แล้วแต่ในคราวต่อไป

      นี่ผมคงจะเปิดเพลงนี่ให้ฟังนะครับ ถ้าพอจะมีเวลาอยู่บ้างในตอนนี้คงจะเน้นในตัววรรณกรรมเสียเป็นส่วนใหญ่ คือเนื้อร้องของเพลงนี่ อีกเพลงหนึ่งชื่อเพลง ย่าซ้ง ย่าซ้งนี่ก็เป็นกลอนสดเหมือนกันนะครับ ร้องเป็นกลอนสด ไม่ต้องมีดนตรีประกอบนะครับ เพลงเค้านี่ไม่ต้องมีดนตรีประกอบเลย

       เพลงย่าซ้งนี่ ใช้ร้องในงานแต่งงาน เป็นบทกลอนที่มีสัมผัส เหมือนกับเพลงกื๋อเฉี่ยนี่แหละท่าน มีสัมผัสละครับ ย่าซ้งนี่ครับจะใช้เมื่อฝ่ายชายไปทำพิธีที่บ้านฝ่ายหญิง ฝ่ายชายจะต้องไปทำพิธีที่บ้านฝ่ายหญิง ฝ่ายชายจะร้อง
กลอนส

       จะกล่าวตั้งแต่ ประเพณีการกำเนิดลูก การทำมาหากิน การดูแลผู้หลักผู้ใหญ่ จนกระทั่งตายจากกัน และร้องบูชาเซ่นไหว้บรรพบุรุษ นี่เพลงย่าซ้งใช้ในพิธีแต่งงาน

       พิธีแต่งงานของเค้าเนี่ย ดีนะท่านนะ เพลงที่ร้องบอกตั้งแต่การกำเนิดลูก การทำมาหากิน การดูแลผู้หลักผู้ใหญ่ กระทั่งตายจากกันเลยท่าน และมีการบูชาเซ่นไหว้บรรพบุรุษของเค้านะครับ

       ความหมายของเพลง ก็แบบที่ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่ และท้ายสุด ก็จะกล่าวเป็นคำคล้าย ๆ กับว่า ขอขอบคุณญาติพี่น้องฝ่ายหญิงนะ ที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ได้เลี้ยงข้าวปลาอาหารอย่างอิ่มหนำสำราญ

       เนี่ยเค้ามีอาหารมาเลี้ยงจะมีหมูต้ม มีผักกาด เดี๋ยวนี้ก็มีอาหารแปลก ๆ แม้แต่ลาบเลือดก็ยังมีเลยท่าน แสดงว่าม้งได้รับอิทธิพลจากคนอีสาน ผมไปกินอาหารที่บ้านม้ง เค้าก็มีลาบเลือดให้ด้วยนะท่านนะ

      นี่ก็เป็นเพลงทั้งหมดก็กล่าวไว้อยู่ประมาณซัก หกเพลงนะท่านนะ ถ้ามีโอกาสก็จะเปิดสำเนียงเป็นเสียงร้องของชนเผ่าม้ง ชาวไทยม้งที่บ้านเข็กน้อยให้ท่านฟัง ตอนนี้ก็ข้ามไปเป็นวรรณกรรมอื่นก่อน ซักเล็กน้อยก่อนนะครับ ซึ่งก็คงจะไม่จบหรอก ในช่วงที่จะออกรายการเนี่ย

      ต่อไปก็จะเป็นวรรณกรรมประเภทสุภาษิต ของม้ง อันนี้เราให้ความสนใจเป็นพิเศษมากครับ เรื่องของสุภาษิต เพราะจะเป็นตัวบอกถึงค่านิยมของเค้านะครับ ว่าค่านิยมของม้งนี่ ว่าเป็นประการใด จะดูง่าย ๆ ดูได้จากสุภาษิต

      ผู้ที่ให้ข้อมูลเรื่องนี้ ก็เป็นคนละกลุ่มกับคนที่ให้ข้อมูลเรื่องเพลง กับวิทยากรเพลงนะครับ ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย คุณนพดล ศักดิ์เจริญชัย อายุ 40 ปี อยู่ หมู่ 5 ผู้หญิงชื่อยง แซ่เถา คนนี้อายุ 59 ปีอยู่ หมู่ 4 คุณออมสิน ทรายเกียมทอง อายุ 20 เออประทานโทษ คนนี้อายุ 42 ปีอยู่หมู่ 4 เหมือนกันครับ แล้วอีกคนหนึ่งเป็นผู้ชายชื่อเน้ง แซ่ส่ง อายุ 56 ปี อยู่หมู่ 5 อีกท่านหนึ่งชื่อกั๊วะ แซ่ลี อายุ 48 ปี อยู่หมู่ 4 (ไอ) ไม่เป็นไรครับ อันนี้ไอประกอบเล็กน้อย เพราะแสดงถึงว่าอากาศเย็นได้เข้ามาถึงพิษณุโลกแล้วนะท่านนะ

      สุภาษิตม้งนี้ เป็นคำพูดที่ใช้กันในโอกาสต่าง ๆ เป็นข้อความสั้น ๆ ง่าย ๆ มีอุปมาอุปไมย ใช้กันมาแต่โบราณแล้วละครับ ส่วนมากก็เป็นข้อความที่ให้ข้อคิด มีคติสอนใจ มีความหมายลึกซึ้งทีเดียวละครับ ผู้วิจัยรวบรวมไว้ (ไอ) นี่แหละท่านว่า พอพูดใกล้จะหมดเวลา มีอาการอะไรออกมาเรื่อยเลย สำหรับคนหกสิบกว่าก็เป็นอย่างนี้แหละท่าน

      ภาษิตแรก "เกอจ้องเจยออี้ยีแคระจ้องเจยออี้ยออ่า" นี่สัมผัสกัน เพราะนะภาษาม้งอันนี้ ถอดความได้แรกเลยเขาบอกว่า ปิดประตูก็เป็นหนึ่งครอบครัว เปิดประตูบ้านก็เป็นหนึ่งหมู่บ้าน

      ความหมายเพราะมากเลยท่าน ถ้าเราคบหาสมาคมกับเค้าเนี่ย เราก็รู้จักคนเยอะ นั่นคือเราก็ไม่อยู่คนเดียวไม่ปิดประตูบ้าน เพราะปิดประตูบ้าน ก็อยู่เฉพาะในครัวเรือนไม่รู้จักใคร ไม่มีความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เรียกว่าไม่เป็นหนึ่งในหมู่บ้านแล้วหละ

      อันนี้ก็เป็นการสอน ก็สอนบอกว่าให้มีเพื่อน มีฝูง จะอยู่แต่เพียงคนเดียวหาได้ไม่ ต้องมีเพื่อนฝูง ต้องมีเพื่อนบ้าน ต้องเปิดประตูบ้าน จะได้เป็นหนึ่งหมู่บ้านบ้าง อย่าปิดประตูบ้านมันจะเป็นครอบครัวเดียว

      ความสัมพันธ์อย่างนี้ม้งเค้าเน้นมากที่เดียวครับ เพราะเขาเป็นคนที่อยู่เป็นชนกลุ่มน้อย ฉะนั้นถ้ามีความสัมพันธ์ไม่แน่นแฟ้นในกลุ่มเขาเองเนี่ย เค้าก็จะอยู่ไม่เป็นสุขนัก

     ภาษิตที่สองภาษิตนี้น่าคิดมากเลย ภาษาม้งใช้คำว่า "น่อ มอง ยัว เกา สา จัว อัว เต้า จัว ทูยัว เยีย เจีย ตัว " ถ้าแปลเป็นไทยก็แปลว่า กินข้าวต้องอาศัยน้ำลายในการย่อย ในการบด ในการเคี้ยว ต้องมีน้ำลายช่วย การมีคดีความ ต้องอาศัยเงินในการดำเนินคดี

     มันบอกค่านิยม บอกความน้อยเนื้อต่ำใจ หรือสอนอะไรกันบางอย่างอยู่ในนี้นะครับ ก็เป็นการปรามกันด้วยว่า อย่าไปเป็นคดีความกันเลย ถ้าเป็นคดีความกันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ละก็ มันจะสิ้นเงินสิ้นทองนะ อยู่ธรรมดาเนี่ยดีกว่า

     ที่จริงนะพอได้ยินภาษิตนี้ ผมนึกถึงอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนะครับ ฯพณฯ สุกิจ นิมมาน- เหมินทร์ เพราะว่าท่านเคยเกษียรหนังสือลงมา แล้วระดับอธิบดีงงกันไปหมด ท่านเกษียรหนังสือว่า "เป็นความอมขี้หมาดีกว่า " ท่านเขียนอย่างนี้ละครับ งงกันไปเลย แปลว่าท่านไม่ต้องการให้เกิดคดีขึ้นในเรื่องของ ในกระทรวงของท่าน

     คนไทยกลัวการเป็นความทั้งนั้นแหละครับ ม้งเองก็กลัว เค้าบอกว่าถ้าเป็นความแล้ว ต้องอาศัยเงินในการดำเนินคดีนะ แล้วก็จำเป็นด้วย ฉะนั้นให้มีความสามัคคี อย่าทะเลาะเบาะแว้งกัน อย่าไปเป็นความกับใคร

     ภาษิตม้งมีทั้งที่ชี้ตรง ๆ บอกให้ทำตรง ๆ ก็มี หรือมีทั้งที่เสนอแนะให้ก็มี ให้คิดเอาเองว่า ถ้าทำแบบนี้จะเป็นอย่างนั้น ถ้าทำแบบนั้น จะเป็นอย่างนี้ ก็เป็นลักษณะภาษิตโดยทั่วไป และคำว่า Provice ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ก็มีลักษณะอย่างนี้ทั้งนั้น คือ อาจจะให้คิดโดยตรง ๆ ก็ได้ เสนอแนะให้คิดโดยอ้อมก็ได้ หรือจะทิ้งให้คิดจนไม่ทราบว่าคำตอบที่ถูกต้อง แนวปฏิบัติที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไรก็มีครับ นี่ก็เป็นเรื่องของสุภาษิต จะเป็นของม้ง ของใคร ก็เหมือนกันทั้งนั้น ของฝรั่งก็คงจะเหมือนกัน

      จากนั้นมีภาษิตบทหนึ่ง อันนี้จะเรียกว่าเป็นคำพังเพย เป็นคำกล่าว Saying เค้าบอกว่า "เดี๋ยก้ามั่วเจ้าลอลุมมัวเชี่ย" เป็นคำพูดที่แสดงถึงว่า ถ้าเราอยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุขนั้น ขอให้มีอะไรบ้างล่ะ ความสุขจะเกิดขึ้นจากอาหารถูกปาก คำพูดถูกใจ สองอย่างนี้ จะผูกใจคนให้มีความสุข

       เพราะฉะนั้นน่ะ อยู่บ้านก็มีความสุข ถ้ามีอาหารถูกปาก แล้วก็มีคำพูดถูกใจ ถ้าอาหารก็ไม่ถูกปาก คำพูดก็แสลงหูก็ไม่มีความสุข ไม่ใช่เฉพาะม้งหรอกครับ ใคร ๆ ก็เป็นอย่างนั้น ยกเว้นคนหูหนวก ก็อาหารถูกปากอย่างเดียว คำพูดไม่ต้องเพราะ ว่ามันไม่ได้ยินอยู่แล้ว ถ้าหูได้ยินได้ ก็ต้องมีคำพูดที่ถูกใจ

       คำพูดนี่ก็แปลกนะ ผมสอนนิสิตบอกว่าพวกรสหวาน เค็ม จืด นี้สัมผัสได้ด้วยลิ้น เด็กคนหนึ่งเถียงบอกว่า ไม่จริง เพราะมีภาษิตบอกว่า อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูแล้วไม่รู้หาย แปลว่า หูก็สัมผัสรสหวานได้ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนะครับ

       รายการวรรณกรรมสองแคววันนี้ ก็หมดเวลาพอดีนะครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>