สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ วรรณกรรมสองแควมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง
ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ
ในวันนี้จะกล่าวถึงวรรณกรรมของชาวขมุครับ ชื่อนี้เราฟังมานานนะ ขมุ บางครั้งเป็นคำล้อเลียนกันด้วยซ้ำ
ถ้าคนที่เขามาจากที่บางแห่ง เขาทำอะไรไม่ถูกต้อง เราก็เรียกเขาว่าขมุ ที่จริงแล้วขมุนี่เขาเป็นชาติพันธุ์หนึ่งนะครับ
ที่ผมจะพูดถึงวันนี้ก็จะเป็นวรรณกรรมของชาวขมุ ซึ่งอยู่ที่บ้านป่าตึง และบ้านห้วยจ้อ
สองหมู่บ้านนี้ก็อยู่ในเขตของอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงรายครับ โดยที่วรรณกรรมเหล่านี้นั้น
รวบรวมโดยการออกสนามของนิสิตวิชาเอกบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตสารสนเทศ
จังหวัดพะเยาครับ เขาออกเก็บข้อมูล


ทีนี้ก่อนที่จะพูดถึงวรรณกรรม
เอ่อ..ของชาวขมุ บ้านป่าตึงและบ้านห้วยจ้อ ผมขอพูดถึงชาวขมุโดยภาพรวมซะก่อน
ที่เรารู้จักกันดี เพราะเป็นชาติพันธุ์ มีภาษามีวัฒนธรรมของเขาโดยเฉพาะ
ขมุนี่นะ ถ้าจะถามว่าขมุมันเป็นภาษาอะไร คำว่าขมุนี่มันเป็นภาษาที่อยู่ในตระกูลมอญเขมรนะครับ
คำว่าขมุนี่มันไม่ใช่ภาษาไทยหรอก ภาษาไทยมันไม่เป็นอย่างนี้ ภาษาอยู่ในภาษามอญเขมร
ชาวขมุ เขาเรียกตัวเองว่า ขะ มุ คำว่าขม ุเขามีความหมายในภาษาไทยแปลว่า
คน นะครับ ขมุนี่ก็แปลว่าคนนั่นแหละ
ที่จริงแล้วขมุนี่เขามีอยู่หลายเผ่านะครับ ไม่ใช่เผ่าเดียวหรอก อย่างเช่น
ขมุหยั้นต้วง ขมุลื้อ ขมุมุกพราง ขมุตอย ขมุเฮาะ แต่ละเผ่าก็มีภาษาและวัฒนธรรมคล้ายกันบ้าง
แตกต่างกันไปบ้าง แต่จากการศึกษารวบรวมของนิสิต ที่นี้ขมุที่หมู่บ้านห้วยจ้อ
ตำบลม่วงย้อย และที่บ้านป่าตึง ตำบลท่าข้าม อำเภอเวียงแก่น ส่วนมากขมุพวกนี้นั้น
ได้มาอยู่ในล้านนาเป็นเวลานาน ติดต่อกับคนเมืองมาก็เลยไม่เป็นขมุแท้ซะแล้ว
ส่วนความเชื่อนั้น ก็ยังเป็นเรื่องทางไสยศาสตร์ มีการนับถือผี อย่างนี้ก็ยังมีอยู่
ถ้าจะถามว่าในเมืองไทยนี่มีขมุที่ไหนบ้างหละ ในประเทศเรานี่ ชาวขมุก็มีอยู่หลายแห่ง
มีในจังหวัดน่านก็มีนะครับ ทั้งน่าน ทั้งเชียงใหม่ ทั้งลำปาง ทั้งเชียงราย
และก็ที่จังหวัดอุทัยธานีก็มีครับ ในภาคกลางตอนบน อุทัยธานีใต้นครสวรรค์ลงไปเนี่ย
มีขมุอยู่ มีขมุอยู่ทีเดียวหละครับผม
นักภาษาศาสตร์ส่วนใหญ่ จะให้ความเห็นว่า ภาษาขมุอยู่ในภาษามอญและเขมร ซึ่งก็เป็นตระกูลหนึ่งในภาษาออสโตรเอเชียติก
นี่พวกนักภาษาศาสตร์เค้าว่าอย่างนั้น ทีนี้เราคงจะไม่ลงลึกในเรื่องของภาษาหรอก
เพราะผมก็ฟังไม่ค่อยชัดเท่าไหร่นัก เดี่ยวนี้ภาษาขมุก็ฟังได้เป็นบางคำ
เพราะติดต่อกันได้แต่นั้น
เราก็คงจะพูดถึงขมุโดยภาพรวม ที่อยากจะพูดโดยภาพรวมอันแรกก็คือ เรื่องของอาชีพ
ขมุส่วนใหญ่ก็ทำไร่ เค้าทำบนภูเขา เกษตรแบบขมุเนี่ย บางทีเราเรียกว่าไร่หมุนเวียน
นั่นคือ ตัดต้นไม้แล้วก็เผาเซียะ และก็ใช้พื้นที่บริเวณนั้นน่ะเพาะปลูก
เพาะปลูกอยู่ประมาณสักเกือบสามปีเนี่ย ดินมันจืด เขาก็จะปล่อยพื้นที่เหล่านั้นให้ฟื้นตัวกลับมาเป็นป่าอีก
ไปปลูกที่อื่นในบริเวณใกล้เคียงกัน เสร็จแล้วก็ย้ายกลับมาปลูกในที่เดิมเช่นนี้อีก
ไร่หมุนเวียนนี่แหละครับเป็นเหตุให้ชาวขมุนั้นติดที่ ไม่ย้ายที่ไปไหน ถ้าเขาอยู่ติดที่ก็แสดงว่าวัฒนธรรมทางด้านของการเพาะปลูก
ของการเลี้ยงสัตว์จะค่อนข้างยั่งยืนมากกว่าที่อื่น นั่นคือจะมีพืชสวนเกิดขึ้นบ้างเหมือนกัน
แต่ที่มากที่สุดก็คงจะเป็นพืชสวนครัวแหละครับ ปลูกกันมาก ประเภทเครื่องเทศทั้งหลายปลูกแม้แต่พริก
หอม กระเทียม ตะไคร้ ข่า ขมิ้น พวกนี้ปลูกกันมาก ปลูกไว้สำหรับบริโภค ก็ไม่ค่อยจะมีการขายกันเท่าไหร่นักหรอก
และเป็นที่น่าสังเกตว่าชาวขมุไม่ปลูกฝิ่น ไม่นิยมปลูก เคยปลูกแต่ไม่นิยมปลูก
ถ้าจะถามว่าทำไมถึงไม่นิยม ก็คงจะเป็นเพราะว่า มันไม่เหมาะกับภูมิประเทศที่เค้าอาศัยเท่าไหร่นัก
แล้วก็เป็นเพราะว่าเขารับแนวคิดจากคนเมืองทั่วไปว่า ไม่ควรจะสูบฝิ่น นั่นก็เป็นเรื่องที่น่าคิดทีเดียว
ขมุเนี่ยเนื่องจากทำไร่หมุนเวียนไม่อพยพโยกย้ายไปไหน เพราะฉะนั้นการตั้งบ้านเรือน
จึงอยู่เป็นกระจุกในพื้นที่หนึ่งก็จะรวมตัวกันมากมาย บ้านที่สร้างก็ไม่คอยจะมีระเบียบหรอกครับ
มีถนนฝ่ากลางหมู่บ้านกันไปเลย กว้างสักหน่อยหนึ่ง
จากนั้นถนนที่กว้าง ๆ นี่ยังใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมที่สำคัญ อาจจะเป็นพิธี
เอ๊อะสะต้วง นี่ก็ไปเลียนเสียงมาจากล้านนาแหละครับ ก็คือ พิธีส่งเคราะห์
ส่งเคราะห์ให้เคราะห์มันหมดไป ไม่มีถนนแยกเป็นซอยอะไรเท่าไหร่นักหรอกครับ
ก็ถนนใหญ่สายหนึ่ง
จากนั้นก็ทำเป็นทางเดิน ออกมาทั่ว ๆ ไปน่ะ มีพิธีส่งเคราะห์ ถ้าพูดถึงพิธีก็น่าจะพูดถึงว่า
ความเชื่อของชาวขมุเป็นประการใด ความเชื่อของชาวขมุเนี่ย มันก็แปลกที่ว่า
สมาคมกับชาวลานนาหรือคนเมืองเป็นเวลานาน แต่เรื่องของพุทธศาสนาและในเรื่องของคริสต์ก็ไม่สู้จะเข้าไปมากนัก
เข้าไปบ้างแต่ยังไม่มีอิทธิพล ส่วนใหญ่เขายังถือในอำนาจของผีนะ
พวกผี ผีนี่นะใช้เป็นภาษาทางขมุว่า โฮร่ย ฮ นี่ออกเสียงยากนะครับ ออกเสียงควบกล้ำเป็นแบบเขมรน่ะ
โฮร่ย นี่ก็ควบคุมมนุษย์ มีอำนาจเหนือมนุษย์ มนุษย์ไปควบคุมเค้าไม่ได้
เอ่อ
โฮร่ย นี่สามารถให้ทั้งคุณให้ทั้งโทษแก่พวกชาวขมุ เพราะฉะนั้น ก็จะต้องให้ความเคารพเขา
บูชาเขา ปฏิบัติต่อเขาด้วยความนับถือ
จะนับถือได้ก็ต้องมีพิธีกรรม เช่น พิธีกรรมการเซ่นไหว้ผี ซึ่งเราเรียกกันว่า
เอ๊อะโฮร่ย เซ่นไหว้ไปก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผีมาทำอันตรายเรา แหละต้องการให้ผีเนี่ยมาบันดาลให้เกิดความสมบูรณ์พูนสุข
ผีของขมุก็มีหลายผีนะท่านนะ เช่น ผีโฮร่ยน่ำ โฮร่ยน่ำนี่ก็คือ ผีใหญ่ ผีใหญ่ก็เรียกเป็น
ผีหลวง นี้เค้าเรียกว่าเป็น The King of ghost ผีหมู่บ้านเรียกว่า โฮ่รยกุ้ง
หมู่บ้านนะ ประจำหมู่บ้านเนี่ย โฮร่ยกุ้ง ถ้าหากว่าเป็นผีบ้านให้เรียกว่า
โฮร่ยก้าง ถ้าเป็นผีป่าก็ให้เรียก โฮร่ยป่งด้ง นะชื่อมันดี ๆ ทั้งนั้นแหละ
นี่ก็เชื่อเรื่องผี
จากนั้นก็เชื่อเรื่องของอำนาจต่าง ๆ ทางไสยศาสตร์นะครับ เชื่อว่าต้องมีการเรียนรู้เวทย์มนต์คาถา
เพื่อจะใช้ควบคุมอะไรต่าง ๆ หรือใช้ในการรักษาโรค เช่น รักษาโรคบวม รักษาเนื้อตัวบวมไป
อาจจะกล้ามเนื้ออักเสบ หรือว่างูกัด หรือกระดูกหัก
หรือแม้แต่เวทย์มนต์เนี่ย อาจระงับความรุนแรงของพวกภัยธรรมชาติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว
พายุที่โหมกระหน่ำเข้ามาสร้างความเสียหายให้บ้านเรือน ก็แปลกบ้านเรือนของขมุไม่ค่อยเสียหายด้วยพายุนะครับ
ถ้าไม่ใช่เพราะเขามีคาถา ก็เพราะเขาไปสร้างมันหลบในที่ที่ลมมันพัดไม่ถึง
แกคงดูฮวงนะ ฮวง แปลว่า ลม ดูฮวงจุ้ยอย่างดี บ้านแกเลยไม่ถูกลมพัดถูกน้ำท่วม
น้ำน่ะไม่ค่อยจะท่วม เพราะเค้าอยู่บนเขา แต่เป็นไปได้ว่าดินอาจจะพังได้
แต่ก็ไม่ค่อยจะปรากฏว่าถิ่นที่อยู่ของขมุเนี่ยมีดินพัง หรือว่าดินทลายไม่ค่อยปรากฏ
อาจจะเป็นไปได้ว่า ตัดไม้ไม่เหี้ยนเตียนเกินไป ไม่ขุดตอไม้มันก็เลยไม่เกิดเรื่อง
เพราะของเรานั้นที่เป็นคนเมืองนั้น บางทีเราตัดไม้บนภูเขาเสร็จยังไม่พอ
เรายังขุดตอไม้ลงมาหมดเลยครับ เอามาประดับเอามาอะไรก็แล้วแต่ มันไม่มีอะไรที่จะยึดดินเอาไว้ได้เลย
ดินเลยพัง
ส่วนขมุแกไม่โหดร้ายขนาดนั้น และแกก็ไม่ได้ตัดไม้มากมายนัก แกก็ปล่อยให้ป่ากลับมาได้หลังจากที่ใช้ที่ดินในช่วง
1 3 ปี นี่ก็เป็นเรื่องของขมุ โดยภาพรวม ทีนี้ก็ถ้าเค้าจะสร้างบ้านขึ้นเนี่ย
ขึ้นสักหลังนึงเนี่ยนะครับ เค้าก็มีความเชื่อต่าง ๆ มาเกี่ยวข้องนะครับ
ความเชื่อพิธีกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อให้แน่ใจว่าบ้านที่สร้างขึ้นนั้นจะอยู่เย็นเป็นสุข
ไม่มีภัยอันตราย เค้าก็มีวิธีเลือกที่ที่จะสร้างบ้านนี่หละ ดูฮวงจุ้ยดูลมดูน้ำหละ
อันแรกที่สุด ต้องเป็นพื้นที่ที่ไม่มีหิน และไม่มีรากไม้ไผ่มากนัก ถ้ามีรากไม้ไผ่มาก
ดินมันจะร่วนนะท่านนะ ดินพังได้ง่ายนะครับ เพราะนั้นต้องไม่มีหิน ไม่มีรากไม้ไผ่
และก็เป็นพื้นที่ที่ไม่มีการฝังศพมาก่อนบริเวณนั้น อันนี้ทั่วๆ ไปแหละครับ
ส่วนมากก็ถ้าเป็นที่ฝังศพก็คือเป็นป่าช้าเนี่ย ก็ไม่ควรไปสร้างบ้านเรือนอาศัยอยู่
ยกเว้นเดี่ยวนี้มันไม่มีที่หลบจริง ๆ ก็สร้างในป่าช้าก็ดีเหมือนกัน ทั้งผีทั้งคนอยู่ด้วยกัน
ผีอาจจะอยู่สบายด้วย เพราะมีคนไปเป็นเพื่อน ดีหน่อยคนไปเป็นเพื่อนผีขึ้นไปเป็นผีเหมือนกันอะไรทำนองนี้ก็ไม่น่าเกี่ยจอะไรนัก
จากนั้นต้องไม่เป็นพื้นที่ที่มีน้ำล้อม ถ้ามีน้ำล้อมรอบมีลักษณะเป็นเกาะ
พื้นที่นั้นชาวขมุถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีผีแรง ชาวขมุเขาจะไม่อยู่ มันเป็นไปได้ว่าถ้ามีน้ำล้อม
และก็มันเกิดความสกปรกอะไรขึ้นเนี่ย จะมีการเจ็บป่วยอะไรเกิดขึ้น นี่เขาดูที่ดิน
ดูน้ำ และก็คงต้องดูทิศทางของลม เพื่อไม่ให้พัดบ้านของเขาพัง


เมื่อตกลงจะปลูกบ้านที่ไหนแล้ว ก็จะขุดหลุมลึกไปประมาณคืบหนึ่ง ยาวคืบหนึ่ง
ลึกคืบนึงกว้างคืบนึง แล้วก็เหลาไม้ยาวประมาณหนึ่งคืบเนี่ย ปักลงไปตรงกลางหลุม
จากนั้นก็จะเอาข้าวสาร 7 เมล็ด มาเรียงล้อมรอบไม้นั้น นำชามมาปิดครอบไว้คืนนึง
ชามอ่างใหญ่ ๆ ปิดครอบไว้ หลุม 1 คืบเนี่ย
พอรุ่งเช้าจะมาเปิดดู เปิดดูหลุมนั้นถ้าเมล็ดข้างสารยังอยู่ครบ และไม่เคลื่อนย้ายตำแหน่ง
แสดงว่าพื้นที่ตรงนั้นปลูกบ้านได้ แต่ถ้าข้าวสารหายไปหรือ เคลื่อนย้ายตำแหน่ง
ก็จะไม่สร้างบ้านในบริเวณพื้นที่นั้น จะไปเลือกพื้นที่ใหม่
ถ้าจะถามว่าทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ก็คงจะเป็นไปได้ว่าถ้าข้าวสารเคลื่อนที่ไป
แปลว่ามดหรือแมงมันนำไป บริเวณนั้นมีมดมีแมงอยู่เยอะ ก็ไม่ค่อยจะน่าอยู่
หรือไม่ก็เป็นเพราะว่า ถ้าเม็ดข้าวสารเคลื่อนที่ มันหมายถึงดินตรงนั้นร่วนมาก
ก็ไม่น่าจะอยู่ เพราะดินมันจะพังง่าย เนื่องจากที่อยู่ของเขามันอยู่บริเวณภูเขา
ที่จริงถ้าจะถามว่าในการที่จะปลูกบ้าน และก็มีการเลือกพื้นที่ด้วยการขุดหลุมเนี่ย
คนไทยภาคกลางมีมั้ย คำตอบคือ มี แต่ด้วยจุดมุ่งหมายคนละอย่าง คนไทยภาคกลางนั้นในสมัยก่อนเนี่ย
จะสร้างบ้านที่ใด เขามักจะไปขุดหลุมกว้างเป็นศอกก็ได้ เป็นคืบก็ได้ ยาวศอก
ลึกศอก กว้างศอก จากนั้นจะเอาใบกล้วยสด ๆ เนี่ย เช็ดให้สะอาดแล้วก็ไปปูไว้ในหลุมนั้น
แล้วจากนั้นก็เอากระดานมาปิดหลุมเซียะ พอวันรุ่งขึ้นก็ไปเปิดกระดานดูใบกล้วยที่อยู่ไปเปิดตอนเช้านะครับ
มันจะมีเหงื่อเป็นหยดน้ำติดอยู่บนใบกล้วย เค้าจะชิมหยดน้ำนั้น ถ้าแม้นว่าหยดน้ำนั้นมีรสเค็ม
เขาจะไม่ตั้งบ้านบริเวณนั้น ถ้ามีรสหวานก็ไม่ตั้ง ถ้ารสจืดสนิทจึงจะตั้งบ้านบริเวณนั้น
เพราะอะไร เพราะจะสร้างบ้านที่ไหน ต้องคำนึงถึงแหล่งน้ำ คำนึงถึงแหล่งน้ำเรียกว่าดู
จุ้ย แต่ของเราดูจุ้ยในที่นี้เป็นแหล่งน้ำบริโภค เพราะอยู่ที่ไหนต้องขุดบ่อน้ำที่นั่น
ถ้าน้ำในบ่อออกมามีรสเค็ม มีรสหวาน นี่ก็ไม่น่าจะอยู่หละ จะต้องเป็นน้ำที่มีรสจืด
คนไทยเนี่ยจะติดในเรื่องของรสของน้ำนะท่านนะ ถ้าน้ำที่เราดื่มมีรสผิดไปจากที่เคยดื่มในบ้านเราเนี่ย
เราจะไม่อยากดื่มท่าน ท่าน ศาสตราจารย์มณี พยอมยงค์ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ตอนนี้ท่านเกษียณแล้ว ท่านเคยเล่าให้ผมฟังว่า เจ้าของเชียงใหม่บางองค์นั้นนะ
เวลาเข้าไปที่กรุงเทพฯ ต้องนำดินที่เชียงใหม่ไปด้วยนะครับ เพื่อเอาไปละลายน้ำเพื่อให้น้ำที่กรุงเทพฯ
มีรสเหมือนกับน้ำที่ดื่มที่เชียงใหม่ นี้แปลว่าสำคัญมาก
ส่วนน้ำที่จัดว่ามีรสดีที่สุด และก็พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระปิยมหาราช โปรดว่าเป็นน้ำที่มีรสดีมาก คือ น้ำในแม่น้ำเพชรบุรีครับ
อันนั้นถือว่ารสดีที่สุด เสียดายนะ ถ้าเราไปเมืองเพชรเดี่ยวนี้ มองดูแม่น้ำเพชรบุรีแล้วหมดศรัทธาเลยครับ
มันนอกจากจะตื้นเขิน มันยังสกปรกอีกด้วย
เมื่อไหร่เขาจะทำแหล่งน้ำนี้ให้ดีซะที
เพราะเป็นแหล่งน้ำที่มีรสดีที่สุดเนี่ย แม้แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ยังโปรดน้ำที่ได้มาจากแม่น้ำเพชรบุรีนะครับ
คนไทยคำนึงเรื่องน้ำ ส่วนขมุคำนึงเรื่องดิน ดังนั้นถ้าข้าวสารย้ายที่เมื่อสักครู่
เขาก็จะไม่ปลูกบ้านบริเวณนั้น คราวนี้ถามว่าจะปลูกบ้านเนี่ยจะใช้อะไรปลูกบ้างหละ
เค้าก็มี พวกต้นไม้ พวกไม้ไผ่ หญ้าคา โดยจะไปหาต้นตัดเอาไม้มาทำเสา ไม่ต้องใหญ่นักหรอกครับ
เสาธรรมดา มีคาน มีขื่อ
ไม้ที่จะเอามาทำเสาบ้านเนี่ยเขาจะใช้ไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้รัง ไม้รังเนี่ย
ผมพูดเป็นภาษากลาง ถ้าพูดเป็นภาษาล้านนาเรียกว่า ไม้เปา นะครับ ไม้เปา
จะเอาไม้รังมา ทีนี้ถ้าถามว่า ถ้าแข็งกว่าไม้เปาจะเอามามั้ยหละ เช่น ไม้เต็ง
ไม้เต็ง ทางล้านนาเรียก ไม้แงะ ก็จะไม่เอามาหรอกครับเพราะมันแข็งเกินไป
จะเอาไม้เปา ไม้รังนี้มาลอกเอาเปลือกออก เอากระพี้ออกให้เหลือแต่แก่น
ส่วนพื้นบ้านนั้นจะใช้ ไม้ไผ่ ไม้ไผ่เค้าเรียกว่า ไม้ซาง นี่ก็เรียกเหมือนคนล้านนานี่แหละครับ
ไม้ซางจะมีขนาดใหญ่และหนา นำมาทุบ ทุบเสร็จก็นำมาคลี่ออกเป็นแผ่น แล้วก็นำไปแช่น้ำสัก
15 วัน จากนั้นก็นำขึ้นมาล้าง แล้วผึ่งแดดให้แห้ง และก็นำมาปูได้เลย อย่างนี้เค้าเรียกว่า
ฟาก
ที่นำไปแช่น้ำก็เพื่อให้พวกมอด ที่อยู่ในไม้ไผ่มันตายหมด อันนี้ดีนะท่านนะ
เพียงแต่ว่าไม้ไผ่แช่น้ำ 15 วันเนี่ย เอามาทำพื้นบ้านมันจะมีกลิ่นเหม็นซักหน่อย
ก็เพราะมันเหม็นอย่างนี้แหละ มอดมันจึงไม่เจาะ จะอยู่ได้ทน เขาจึงนำมาปูบ้าน
ถ้าคนไม่ชินกับกลิ่นนี้ ระยะแรกก็อยู่ไม่ได้หรอก บ้านปลูกใหม่ ๆ นี่จะมีกลิ่นค่อนข้างไม่โสภาโสภีเท่าไหร่นักหรอกครับ
ส่วนฝาบ้าน
เค้านิยมใช้ไม้ไผ่ชนิดหนึ่งที่มีลักษณะบางกว่าไม้ซาง เค้าเรียกว่า ไม้เฮี้ย
ก็เอามาทุบเหมือนกับไม้ที่เอามาทำพื้นบ้านนี่แหละ ทุบเสร็จนำมาคลี่ออกเป็นแผ่น
นำมาสาน หรือจะใช้ทั้งแผ่น เป็นลายขัดหรือลายสองก็ได้
ชาวขมุนั้นเขาเชื่อว่าถ้าจะตัดไม่ไผ่เนี่ยให้ตัดในวันแรม 15 ค่ำ ถ้าตัดแรม
15 ค่ำ จะป้องกันตัวมอดได้ น่าคิดนะท่านนะ เป็นภูมิปัญญาของขาวขมุเค้า
จะตัดไม้ไผ่ ถ้าตัดไม้ไผ่ในวันแรม 15 ค่ำ ไม้ไผ่นั้นจะไม่มีตัวมอดมาเจาะ
ตัวมอดมันจะไม่มากัด
ถ้าจะถามว่าทำไมมอดมันถึงไม่มาเจาะไม้ไผ่
15 ค่ำ อันนี้ตอบยาก ถ้าตอบแบบเด็ก ๆ ว่าลองไปถามมอดมันดูสิ ทำไมมันถึงไม่เจาะนะท่านนะ
เราคงตอบแทนไม่ได้ ผมเคยถามคนที่อยู่ทางเชียงใหม่ แถว อำเภอหางดง นี่แหละครับ
เค้าบอกว่า ไม้ไผ่น่าจะตัดในวันอังคาร เค้ามีวันที่ตัดนะท่านนะ แล้วมอดจะไม่เจาะ
อันนี้ให้เค้าทดลองดู เค้าบอกว่าได้ผลมันเป็นอย่างนั้น แต่ของขมุ แรม 15
ค่ำ มันจะได้ผลมั้ยก็น่าจะมีการลองดู
คราวนี้ฝาบ้านได้แล้ว ส่วนหลังคาก็จะใช้หญ้าคาผูกติดกับไม้ไผ่ที่เหลาแล้วมีเส้นกลางซัก
2 เซนติเมตร ยาวซัก 2 เมตร ทำเป็นตับครับท่าน เอามาผูก ๆๆๆ แล้วก็เอาขึ้นไปเรียงไว้
หญ้าคาเนี่ย พวกนี้ใช้หญ้าคามุงหลังคา
ถ้าเป็นทางล้านนา ทางเชียงใหม่ เชียงราย จะใช้ใบตองตึงนะครับ ใบตองตึง
ก็คือใบพลวงนี่แหละ เป็นวัสดุที่มันหาได้ง่าย เพราะใบตองตึงเวลาถูกน้ำแล้วมันจะเหนียวครับ
หญ้าคาเวลาถูกน้ำ น้ำไม่ซึมผ่านหรอก น้ำก็จะไหลลงไปเป็นหลังคาได้ หลังคาเค้าก็ทำขึ้นตามวัสดุที่มันมีนั่นแหละ
ทางอีสานก็ใช้หญ้าคา หญ้าคาเป็นส่วนใหญ่ บางทีก็ใช้แฝก ส่วนชายทะเลเค้าใช้ใบจากนะครับ
น้ำที่ไหลลงมาผ่านหลังคาพวกใบตองตึง พวกใบจาก น้ำจะมีสีแดง ๆ ถ้าหญ้าคาระยะแรกน้ำจะมีสีแดงหน่อย
ต่อมาน้ำจะใสใช้กินได้
นี่สร้างบ้านเสร็จแล้วง่าย ๆ แค่นั้นเอง ใส่เสาเข้าไป ใส่คาน ใส่ขื่อเข้าไป
เสร็จเรียบร้อยก็ปูด้วยฟาก ฝาก็ใช้ไม้เฮี้ย มาทำเป็นฝา ไม่ต้องมีหน้าต่างอะไรมากมายสมัยนั้น
สมัยนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น การสร้างบ้านไม่พัฒนาอะไรขึ้นนักสำหรับชาวขมุ
ผมว่าดูสภาพบ้านของเค้าแล้วก็ มันดูมันก็น่าอยู่นะท่าน มันจะมีกาแลอยู่ข้างบน
กาแลนี้ไม่ต้องไปทำใหม่เพิ่มหรอกครับ ไม้ที่ทำหลังคานั่นแหละใส่เข้าไปให้เป็นรูปร่างกาแลขึ้นมา
จากนั้นก็มีชานออกมานิดหนึ่ง แล้วก็มีบันไดสัก 3 ขั้น นะแค่นั้น
ภาพที่เห็นก็เป็นแค่ 3 ขั้น มีชานอยู่ข้างนอก ก็นั่งออกมา ส่วนเสานั้นบางทีก็ใช้เสาตีคู่เข้าไปเลยก็มี
เพื่อจะได้วางคานได้สะดวก หญ้าคามุง ดูแล้วก็น่าอยู่อยู่ แล้วก็คงจะร่มเย็นดีครับ
สมควรแก่อัตภาพ ของคนเค้าอยู่ในป่า
พอสร้างบ้านเสร็จก็ต้องมีพิธีขึ้นบ้านใหม่นะท่านนะ นี้เราพูดถึงภาพโดยรวม
ๆ กันซะก่อน เพื่อจะได้เข้าใจวรรณกรรมของเค้า สร้างบ้านเสร็จก็ต้องมีพิธี
อย่างน้อยที่สุดตอนสร้างบ้าน มีคนมาช่วยนะครับ
ใครที่จะสร้างบ้านเนี่ย คนในหมู่บ้านเค้าจะต้องมาช่วยเหลือในด้านแรงงาน
นี่เป็นการลงแขกกัน วิธีการเข้ามานั้น เจ้าบ้านก็จะเตรียมวัสดุอุปกรณ์ไว้พร้อมเลย
ในวันเริ่มทำการปลูกสร้างเนี่ย เจ้าของบ้านจะนำหมากชิ้นหนึ่ง และใบพลู
1 ใบ มีหมากมีพลูนะครับไปใส่ที่หลุมเสี่ยงทาย หลุมเสี่ยทายเมื่อซักครู่นี่หละ
ที่เอาข้าวสารใส่ลงไปนั่นแหละครับ ที่ปักไม้นั่นแหละ เอาหมากเอาพลูลงไปใส่ในนั้น
เป็นการคารวะเจ้าที่
อันนี้หลุมเสี่ยงทายที่ว่านั้นใช้ข้าวสารแต่ตอนนี้ไม่เสี่ยงทายหรอก
แต่เอาหมากเอาพลูไปคารวะเจ้าที่ แสดงว่ากินหมากนะครับ มีหมากมีพลู พวกนี้รักษาฟันโดยใช้หมากและใช้พลู
จากนั้นก็จะช่วยกันปลูกสร้างบ้านจนเสร็จใช้เวลาวันนึง สองวันก็เสร็จไม่เกินนั้นหรอก
สร้างเสร็จแล้วเจ้าของบ้านก็จะนำข้าวที่นึ่งสุกเรียบร้อยแล้ว นำมาปั้นกล้วยสุกอีกหนึ่งผลใส่ลงไปในหลุม
เอากล้วยเอาข้าวใส่ลงไป อาหารพื้น ๆนี่หละ มีกล้วยมีข้าว
ส่วนบ้านนั้นพอสร้างเสร็จ ก็เป็นบ้านยกพื้น ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความกว้างยาวก็แล้วแต่สมาชิกในบ้าน
ถามว่าสูงจากดินมั้ยก็สูงประมาณ 1 เมตร นะครับ มีพื้นเป็นสองระดับ
จากนั้นช่วยกันขนของเข้าบ้าน
การขนของเข้าบ้านเนี่ย ถือว่าเป็นการขึ้นบ้านใหม่ ก็เป็นพิธีแล้วไม่ต้องทำอะไรมากมาย
ขนของเข้าก็ถือว่าเป็นพิธีแล้ว ในการขึ้นบ้านใหม่เจ้าของบ้านจะฆ่าหมูและไก่
พร้อมทั้งนำสุราอาหารมาเลี้ยงพวกที่ช่วยสร้างบ้าน เป็นอันเสร็จพิธีง่ายดี
สร้างเสร็จเรียบร้อยก็ขึ้นบ้านใหม่เลยโดยการฆ่าหมู ฆ่าไก่ และมีเหล้าเอามาเลี้ยงพวกที่ช่วยกันทำบ้าน
เค้าไม่เรียกเป็นค่าจ้าง เค้าเรียกว่าเป็นการสมัครสมานสามัคคี ช่วยกันสร้างบ้านเสร็จก็
เข้าไปอยู่มีเหล้ายาอาหารให้กัน
คราวนี้ในหมู่บ้านนี่หละครับ ในหมู่บ้านจะมีอะไรหละ ที่แสดงเอกลักษณ์ของหมู่บ้าน
ชาวขมุเนี่ยเค้าไม่มีอะไรแสดงเอกลักษณ์หรอก เพียงแต่ว่าในเวลาประกอบพิธีกรรมเค้าจะมี
เฉลว เฉลวหรือตะเหลว พวกขมุเค้าเรียกตะเหลว
เอาเฉลวเนี่ยสานขึ้น เอามากันบนถนนในหมู่บ้าน ถ้าเฉลวกั้นที่ไหน จะไม่ให้ใครต่อใครเดินผ่าน
นั่นก็คือห้ามผ่าน เพราะว่าครงนั้นเป็นที่ประกอบพิธี เหมือนกันแหละ ในปัจจุบันไม่ใช้เฉลวก็มีใช้ที่กั้นของจราจร
กันถนนไว้ในหมู่บ้านบางหมู่บ้าน เพราะเค้าจะมีงานเลี้ยง
ถ้ามีเฉลวกั้นไว้ก็ให้หลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น แสดงว่าจะมีพิธีกรรม
ถ้าใครฝ่าฝืนเข้าไปไปผ่านเฉลวเข้าไป จะต้องถูกปรับเป็นเงินเท่ากับค่าใช้จ่ายในพิธีกรรมนั้น
เพราะจะต้องเริ่มพิธีกรรมใหม่ ถ้ามีผู้ฝ่าฝืน นั่นคือ เฉลวปักเอาไว้ถ้าหากว่ามีคนเดินผ่านก็ปรับเท่ากับจะเริ่มพิธีกรรมใหม่
เค้ามีข้อตกลงร่วมกันเป็นอย่างนี้
สิ่งศักสิทธิ์ที่สำคัญในหมู่บ้านก็ได้แก
่โฮร่ยน่ำ ที่พูดถึงเมื่อซักพักนี่แหละ ก็คือผีหลวง และก็โฮร่ยกุ้ง ก็คือผีประจำหมู่บ้าน
ตรงนี้เห็นจะต้องให้คำอธิบายซะหน่อย ว่า โฮร่ยน่ำ กับ โฮร่ยกุ้งเนี่ย เป็นยังไงนะครับ
โฮร่ยกุ้งหรือผีประจำหมู่บ้านเนี่ย จะต้องมีศาลให้นะครับ มีศาลให้เค้าอยู่
ชาวขมุมีความเชื่อว่าผีประจำหมู่บ้านจะคอยปกป้องเป็นอารักษ์ประจำหมู่บ้านนั้น
จะให้คุณแก่ผู้ที่อยู่ในหมู่บ้านนั้น จะไม่ให้โทษ ให้คุณอะไรบ้างหละ เค้าก็จะทำพิธีปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ
ขับไล่ผีต่าง ๆ โดยเฉพาะผีป่า ถ้าผีป่าที่เข้ามาในหมู่บ้านเนี่ย เค้าก็จะขับไล่ออกไป
ชาวขมุจะทำพิธีไหว้ผีประจำหมู่บ้านในวันเดียวเท่านั้น แล้วผีประจำหมู่บ้านก็จะไหว้พร้อมกันกับผีหลวง
ผีหลวงก็เป็นผีที่ชาวขมุเค้าเคารพกันมากที่สุด ก็ผีหลวงก็ผีใหญ่ละครับ
เพราะถือว่ามีอำนาจกว่าผีทั้งปวง ผีหลวงนี่ให้คุณให้โทษแก่ชาวขมุได้ทั้งนั้น
ถ้าใครไปลบหลู่เข้า ก็จะเจ็บจะป่วยนะท่านนะ เคราะห์ร้ายนะ แต่ถ้าเคารพบูชาก็จะมีความสงบสุขมีความเจริญรุ่งเรือง
ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์
ขมุจะทำพิธีไหว้ผีหลวงเป็นประจำครับ ทุกปี จะไหว้ในเดือนหก ประมาณเดือนหก
เดือนหกไทยนี่นะครับ วันแรม 15 ค่ำ ผีหลวงจะสิงสถิตที่ศาลที่สร้างบริเวณป่าใกล้หมู่บ้าน
ศาลนั้นก็มีลักษณะเป็นบ้านจำลอง กว้างสักเมตรนึง ยาว 2 เมตร สูงสักเมตรครึ่ง
ยกพื้นเล็กน้อย วัสดุที่ก่อสร้างก็จะเป็นไม้เป็นส่วนใหญ่
ลักษณะอย่างนี้ใกล้เคียงกับล้านนามาก
ผมเข้าใจเอาว่าแนวคิดเรื่องผีเนี่ย ชาวขมุอาจจะรับจากชาวล้านนามาก็ได้
โดยเฉพาะผีหลวง แต่หากว่าเป็น โฮร่ยกุ้ง หรือผีบ้านเนี่ย อาจจะอีกอย่างหนึ่ง
แต่โฮร่ยน่ำเนี่ย ความคิดของล้านนา
นี่ผมสันนิษฐานเอานะท่านนะ ยังไม่ได้ตรวจสอบอะไรทั้งนั้น เพราะผู้ที่ทำเรื่องเกี่ยวกับผีเอาไว้มีมากมายเหลือเกิน
ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็มีหลายท่าน เขียนเอาไว้ เรื่องราวเกี่ยวกับผีของชาวขมุ
นอกจากผีหลวงและผีประจำหมู่บ้านแล้ว ในบ้านของชาวขมุก็ต้องมีผีประจำบ้านซึ่งภาษาไทยเรียกว่า
ผีเรือน ผีเรือนหรือโฮร่ยก้าง ผีเรือนนั้นจะให้คุณแก่คนในบ้าน จะปกป้องคนที่อยู่ในบ้านทุกคน
ผีบ้านผีเรือน จะแทรกตัวอยู่ในทุกส่วนในบ้านนั้น เพราะฉะนั้นเราไม่จำเป็นต้องทำหิ้งให้ผีบ้านสิงสถิต
ขอแต่เพียงทำพิธีไหว้ อาจจะไหว้บริเวณเตาไฟก็ได้ ไหว้ผีบ้านก็ทำได้หลายโอกาส
ทำในเวลาที่คนในบ้านฝันไม่ดี เออไหว้ซะ หรือคนในบ้านเกิดความเจ็บไข้ได้ป่วย
หรืออาจจะทำในพิธีมงคล เช่น ขึ้นบ้านใหม่ ก็ต้องไหว้ผีบ้าน
ถามว่าเอาอะไรมาเซ่นไหว้ ของที่เซ่นไหว้ก็มี พวกหมาก พวกพลู เหล้า เนื้อสัตว์
มีดอกไม้ มีกล้วย มีข้าว พวกนี้เองแหละครับ ก็เป็นของที่หาได้ในพื้นที่นั้น
ไม่ได้ไปเอาอะไรที่วิวิศมาหรา เข้ามาหรอก
นอกจากจะมีผีบ้าน หรือโฮร่ยก้าง ยังมีผีครู เอออันนี้แฮะ ผีครูนี่ไม่ได้มีทุกบ้านนะครับ
มีแต่ในบ้านของคนที่มีความรู้ทางด้านเวทย์มนต์คาถา ถ้าบ้านใดมีหมอคาถาบ้านนั้นจะต้องมีหิ้งผีครู
ถ้าเราเข้าไปในบ้านของผู้ที่มีเวทย์มนต์คาถา ของผู้เป็นชาวขมุ จะเห็นว่าหิ้งผีครูจะอยู่ทางด้านซ้ายของห้องนอนเค้า
ทำเป็นหิ้งอยู่ระดับกลางเสาบ้าน
ถ้ามีเครื่องเซ่นไหว้ เครื่องเซ่นไหว้ผีครูก็จะประกอบด้วยธูป เทียน ดอกไม้
มีหมาก มีพลู ผีครูก็ไม่ต้องการอะไรมากหรอกก็ต้องการอยู่แค่นี้แหละ นี่ก็เป็นเรื่องของชาวขมุโดยภาพรวม
คราวนี้ชาวขมุที่หมู่บ้านป่าตึง อยู่หมู่ที่ 5 ตำบลท่าข้าม ของเวียงแก่น
เป็นชาวขมุที่เดิมทีเดียวเนี่ย อยู่ในประเทศลาวนะครับพวกนี้ ถามประวัติดูเค้าก็เล่าวรรณกรรมให้ฟัง
คือ ประวัติของหมู่บ้านเนี่ย เค้าบอกว่าเค้าอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยประมาณ
พ.ศ. 2484 หลายปีมาเหมือนกัน 62 ปีมาแล้วเนี่ย
เข้ามาอยู่ที่บ้านห้วยจ้อเป็นแห่งแรก จากนั้นขมุเหล่านี้ก็แยกออกเป็น 2
กลุ่ม กลุ่มแรกไม่โยกย้ายไปไหน ก็อยู่ที่เดิม ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งแยกย้ายไปอยู่ที่บ้านแป
บ้านห้วยซาง บ้านดู่ บ้านน้ำเหมือง และสุดท้ายประมาณ พ.ศ. 2513 ก็มีพวกขมุส่วนหนึ่งมาอยู่ที่บ้านป่าตึง
อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงรายปัจจุบัน
ด้วยเหตุนี้แหละครับเราจึงเก็บข้อมูลในหมู่บ้านเดิมจริง ๆ เลย คือ ที่ห้วยจ้อที่หนึ่งกับที่ป่าตึงอีกที่หนึ่ง
ดูว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2484 ที่ย้ายเข้ามาจนถึงเดี่ยวนี้ ที่ย้ายมาอยู่ที่บ้านป่าตึงจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
ถ้าจะถามว่าทำไมชาวขมุจึงต้องมีการโยกย้ายเข้าในประเทศไทย ที่โยกย้ายมาเค้าก็บอกว่า
เพราะกลัวภัยสงครามนะ พวกนี้เป็นเผ่ารักสงบนะครับ ขมุเนี่ยกลัวมากภัยสงคราม
กลัวเผ่าอื่นจะรุกราน เพราะฉะนั้นก็ต้องมีการโยกย้ายที่อยู่
แต่ต่อมาพอมาอยู่ในเมืองไทย
ความเชื่อเรื่องความกลัวนี่ก็หมดไป ก็เลยไม่โยกย้ายไปไหนอีกแล้วปัจจุบันก็มีซักประมาณ
90 กว่าหลังคาเรือน คนที่เป็นผู้ใหญ่บ้านเนี่ย ทำหน้าที่เป็นหมอผีประจำหมู่บ้านด้วย
ปัจจุบันอายุแค่ 55 ปี แค่นั้นแหละครับ ชื่อ คัวะ บุญเจิง
ถ้าถามว่าเค้านับถือศาสนาอะไร คำตอบคือไม่มี นับถือแค่ผี
ถ้าจะถามว่าแล้วประวัติหมู่บ้านห้วยจ้อหละ ที่ย้ายมาครั้งแรกเนี่ย ห้วยจ้อ
บ้านห้วยจ้อ อยู่หมู่ 1 ตำบลม่วงย้อย อำเภอเวียงแก่น อันนี้เค้าก็บอกว่าเค้าก็มาจากลาวเหมือนกันหละครับ
ในช่วง พ.ศ. 2484 ก็เป็นช่วงที่ฝรั่งเศสปกครองประเทศลาวอยู่ ตรงนี้เป็นตัวแรกนะครับที่ย้ายมา
แล้วออกมาป่าตึงทีหลัง เพราะนั้นพวกนี้จะให้ข้อมูลได้แม่น บอกว่าเข้ามาในสมัยที่ฝรั่งเศสปกครองลาวอยู่
ช่วงแรก ๆ ก็ย้ายที่ไปย้ายที่มา ตอนหลังก็เลยอยู่ที่เดิมไม่ย้ายไปไหนนั่นแหละ
ส่วนพวกที่ย้ายไปแล้วก็ไปอยู่ที่ป่าตึงอะไรก็ตามเถอะ เพราะฉะนั้นบ้านห้วยจ้อเนี่ย
มีขมุอยู่มาตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2484 เดี๋ยวนี้มีประชากรเป็นร้อยหลังคาเรือน
คนที่เป็นผู้ใหญ่บ้านก็ทำหน้าที่เป็นหมอผีประจำหมู่บ้านด้วย คนนี้ชื่อ
นายปี๋ บุญเจิง อายุ 65 ปี ที่แปลกหน่อยก็คือหมู่บ้านห้วยจ้อเนี่ย
มีการนับถือคริสต์ศาสนาละ แต่ยังไม่มีการนับถือพุทธ แต่นับถือคริสต์ แต่เดิมนับถือผี
อาชีพก็เหมือนกันกับขมุอื่น ๆ


นายคัวะ
บุญเจิง / นายปี๋ บุญเจิง : วิทยากร
นี่ก็เป็นเรื่องของสภาพทั่วไปเกี่ยวกับชาวขมุ
คราวนี้เราจะพูดถึงวรรณกรรมซักเล็กน้อย ก่อนจะพูดถึงวรรณกรรมนี่นะครับ
ผมจะขอพูดถึงคำที่วิทยากรเค้าให้มา ในเรื่องประเพณีซักเล็กน้อย พอให้เห็นภาพชัด
เพราะที่เราพูดนั้นเราพูดโดยภาพรวมของขมุ คราวนี้พูดโดยภาพที่มันเกิดขึ้นในหมู่บ้านสองหมู่บ้านนี้นะครับ
คือหมู่บ้านป่าตึงและหมู่บ้านห้วยจ้อ
ประเพณีที่เราอยากจะพูดถึงคือ ประเพณีขึ้นบ้านใหม่ และท่านกรุณาเปรียบเทียบกับที่ผมพูดไปแล้วครั้งแรก
ซึ่งเป็นการพูดถึงขมุโดยภาพส่วนรวมว่าแตกต่างกันมั้ย เค้าบอกว่า เมื่อชาวขมุสร้างบ้านใหม่แล้วเนี่ย
ก่อนจะไปขึ้นบ้านใหม่จะมีประเพณีขึ้นบ้านใหม่
คนให้ข้อมูลชื่อ
นายมั่น รวมจิต ครับ ก็เป็นขมุรุ่นใหม่ละ เค้าบอกว่าประเพณีขึ้นบ้านใหม่ก็คือ
จะต้องจัดคนไปรออยู่ที่บ้านใหม่ชุดหนึ่ง อีกชุดหนึ่งเป็นชุดของเจ้าของบ้าน
จะนำอาหารเครื่องปรุงอาหาร กับแกล้ม ไก่ ฟักเขียว เหล้าอุ๊ ก็คือเหล้าไห
เหล้าอุเนี่ย และเครื่องนอน ช่วยกันแบกช่วยกันหามไปบ้านใหม่
เมื่อไปถึงบ้านใหม่ ฝ่ายที่รอที่บ้านใหม่จะไม่ยอมให้เจ้าของเข้าบ้าน จะมีการทำพิธีขอซื้อบ้าน
จะมีการทำพิธีซื้อบ้าน เมื่อเสร็จพิธีเจ้าของบ้านก็จะเอาไก่เอาฟักมาทำอาหาร
เอากับแกล้ม สุราหรือเหล้าไหมาดื่มกัน รับประทานอาหารด้วยกัน กินเลี้ยงนั่นแหละ
เป็นการแสดงความยินดีกับเจ้าของบ้าน เจ้าของบ้านรวยหน่อยเลี้ยงเหล้าเลี้ยงกันไป
3 วัน ไม่รวยก็วันเดียวก็ไม่เสียหายอะไร นี่ประเพณีขึ้นบ้านใหม่ของชาวขมุเค้า
คราวนี้ก็อยากจะพูดอีกอย่างคือ ประเพณีงานศพของเค้า ประเพณีงานศพเนี่ย
มองเห็นชัดนะครับว่า แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องของคนที่จากไปเนี่ยเค้าทำยังไง
ในสมัยโบราณที่ผ่านมาเนี่ย ขมุเค้าถือว่า เมื่อมีคนในครอบครัวตาย ที่ตายไป
ชาวขมุถือว่าเป็นเรื่องของกรรม อันนี้ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้นับถือพุทธแต่เชื่ออย่างนี้
เพื่อนบ้านจะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องเลยในครอบครัวของคนตายเนี่ย
เพราะนั้นครอบครัวคนตายจะจัดงานศพเอง จะใช้คนหามศพไปสองคน เพราะนั้นถ้ามีคนเดียวจะหามยังไงนี่ก็ไม่ได้ถามเค้า
หามไปฝังทางทิศตะวันตกของบ้านที่อาศัย ความคิดเรื่องทิศตะวันตกแล้วนำศพไปฝังเนี่ย
ขมุมีความเชื่ออย่างนี้ คนไทยเราก็เชื่อว่าทางตะวันตกนี่ เป็นทิศที่เราไม่หันหัวนอนไปนะครับ
แล้วก็มีข้อตกลงว่า ถ้าตายตอนกลางคืนให้เอาไปฝังตอนกลางคืน นี่เป็นโบราณของขมุ
ตายตอนกลางวันให้ไปฝังกลางวัน สำหรับศพนั้นให้เอาผ้าพันก่อนจะนำไปฝัง ฝังนะครับ
ไม่เผานะครับ ปัจจุบันเมื่อมีคนในครอบครัวตาย จะให้เขยเก้า เขยเก้านี่ไม่ใชลูกเขยนะท่านนะ
เขยเก้าแปลว่า สัปเหร่อ เป็นผู้ดำเนินการจัดงานศพ
เดี๋ยวนี้มีเพื่อนบ้านเข้ามาช่วยเหลืองานศพหละ ศพสามารถเก็บได้หลายวันตามความต้องการของครอบครัว
ถ้านำศพไปฝังให้ฝังในป่าช้าให้มีคนหามไป 4 คน มีญาติพี่น้องช่วยกันฝัง
ดำเนินการให้เรียบร้อย
นี่เป็นประเพณีที่เปลี่ยนไป ที่ผมกราบเรียนท่านผู้ฟังอย่างนี้ ก็เพราะว่าถ้าประเพณีเปลี่ยนแปลงไปเนี่ย
ความเชื่อก็เปลี่ยนแปลงไป วรรณกรรมย่อมจะเป็นตัวแสดงอะไรบางอย่าง อันนี้เราจะมาพูดถึงวรรณกรรมตรง
ๆ เลยหละ ของขมุที่หมู่บ้านทั้งสองนี่นะครับ
เรื่องนี้ผู้ที่เล่าให้ฟังคือ นานตี๋ บุญเจิง ตั้งชื่อนิทานนี้ว่า ลูกกำพร้ากับนางลา
นางลา แปลว่า คนสวย เรื่องเล่ามีอยู่ว่า มีชายหนุ่มคนนึงเป็นลูกกำพร้า
พ่อแม่ก็เสียชีวิตไปแล้ว ฐานะของชายหนุ่มนี่ก็ไม่ได้ดีนักหรอก เป็นคนยากจน
คนในหมู่บ้านก็เลยไม่ให้ความสนใจ
ธรรมดาครับ คนจนก็ลำบากอย่างนี้นะ ไม่มีคนสนใจหรอก ยกเว้นห้องนอนคนจนที่เป็นเพลงลูกทุ่ง
ครอบครัวไหนมีลูกสาวก็ไม่อยากให้ชายหนุ่มลูกกำพร้านี้มาเป็นลูกเขยหรือมาเกี่ยวดอง
เป็นญาติด้วย
อาชีพ
ที่เค้ายากจนนี้เค้าเป็นคนรับจ้างครับ พอต่อมาเค้าก็ไปเป็นลูกจ้าง เป็นคนสวนให้กับคนที่เป็นเจ้าของบ้านที่ร่ำรวยในหมู่บ้านนั้น
วันหนึ่ง เขาถางหญ้าและก็ขุดดินบริเวณจอมปลวก แหม
โชคดีจริง ๆ ปรากฏว่าไปพบกับทรัพย์สินที่ใส่โอ่งฝังอยู่
เอ่อ..ชาวขมุนี่ก็เอาทรัพย์สินใส่โอ่งนะ ไม่ได้ฝากธนาคารหรอก ทำเหมือนคนไทยแต่ก่อนเหมือนกันนะ
ในโอ่งมีเงินบรรจุมากมายและข้อสำคัญมีโอ่งหลายใบ เค้าเก็บเงินเหล่านั้นไว้โดยไม่มีใครทราบ
ไปทำสวน ไปพบโอ่ง มีเงิน มีครอบครัวอยู่ครอบครัวมีลูกสาวชื่อว่านางลา เค้าแปลว่าคนสวยซึ่งทางพ่อแม่ของนางลาต้องการเลือกคู่ให้ลูกสาว
อยากได้ลูกเขยที่ร่ำรวยมีฐานะดี โอยที่ไหนก็อย่างนี้ทั้งนั้นน่ะเนาะ จึงประกาศให้ชายหนุ่มทั้งหลายทราบว่า
ถ้าใครอยากเป็นลูกเขยเนี่ยให้นำเงินเนี่ยไปปูเป็นทางเดิน จากบ้านของตนมาจนถึงบ้านของเจ้าสาว
ปูมาเถอะแล้วปูรอบบ้านอีกรอบหนึ่งด้วย
โอ้โห เอาเงินปูเยอะนะถึงจะให้เนี่ย แม่คนนี้เนี่ยน่าดูจะต้องสวยมากเลย
ต้องเอาเงินมาปูจากบ้านชายหนุ่มมาถึงบ้านหญิงสาว แล้วปูรอบบ้านอีกรอบหนึ่ง
ถ้าใครทำได้จะยกนางลาให้ แล้วก็จะรับเป็นลูกเขย ปรากฏว่ามีชายหนุ่ม 7
8 คนอยากได้นางลามาเป็นภรรยา เพราะไร เพราะนางลาแกสวยเหลือเกิน แต่ก็ไม่มีใครทำตามเงื่อนไขที่พ่อแม่นางลาตั้งไว้ได้
ความก็ทราบถึงชายหนุ่มกำพร้าคนที่เป็นลูกจ้างคนนี้แหละ คนที่ไปทำสวนให้เค้าเนี่ย
ชายหนุ่มนี่เค้าสนใจและแอบรักนางลามานานแล้ว ก็เลยนำเงินที่อยู่ในโอ่ง
มาปูจากบ้านของตนมาถึงบ้านของนางลา แล้วก็ปูรอบบ้านนางลาอีกรอบหนึ่ง
เมื่อชายหนุ่มลูกกำพร้าทำตามเงื่อนไขที่พ่อแม่นางลาตั้งไว้ได้ พ่อแม่ก็ยอมรับเป็นลูกเขย
เอ้าก็จะเอาคนรวยหละนะ มีเงินปูขนาดนี้ก็เลยเอา ชาวบ้านในหมู่บ้านก็ยอมรับความสามารถของชายหนุ่มลูกกำพร้านั้น
ถือว่าเป็นเรื่องบุญบารมีต่อมาชายหนุ่มกำพร้าคนนี้ก็ใช้ชีวิตร่วมกับนางลาอย่างมีความสุข
ต่อมาก็เป็นผู้นำหมู่บ้าน พัฒนาหมู่บ้านให้รุ่งเรืองต่อมา
เออเรื่องนี้ฟังดูแล้วมันไม่ได้ผูกเรื่องอะไรซับซ้อนมากเลย
และก็ไม่ได้เห็นความพยายามพยาเยิมอะไรเลย แต่เป็นเรื่องของโชคแค่นั้นเอง
ไปรับจ้างและไปขุดโอ่งที่มีอยู่ได้ ก็เลยได้ภรรยาสวย เป็นเรื่องที่คล้าย
ๆ จะมีท่าทีว่าจะเป็นเรื่องจริง ๆ อยู่ซักหน่อยนึงนะท่านนะ เงินที่ปูก็ปูไม่มากคงเอาโรย
ๆ มากระมังเป็นเหรียญเนี่ย
คราวนั้เราก็คงจะพูดถึงสุภาษิตสักเล็กน้อย เดี๋ยวก็ต่อนิทานใหม่อีกท่าน
เพลงพื้นบ้านด้วย พูดถึงสุภาษิตซะก่อน สุภาษิตของชาวขมุ มีสุภาษิตบทหนึ่งบอกว่า
อุ้งมือเป็นหนัง หลังมือเป็นจิ้น อันนี้ใช้ภาษาว่า ปัดปลุเตกอง ปัดปลองเตกระ
นั่นคือความหมาย ความหมายเค้าบอกว่า เมื่อเราเป็นพี่น้องกัน เป็นญาติกัน
เมื่อมีการกระทำความผิดใจกัน ก็ให้ปรับความเข้าใจกัน เวลาปรับความเข้าใจ
ไม่ควรทำให้มันเป็นเรื่องต้องขึ้นโรงขึ้นศาล เสียค่าปรับ เสียหาย ควรเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหายแต่พอควรโดยตกลงกันเอง
นี่ก็แปลว่าเวลามีการทะเลาะนั้น ไม่อยากให้ขึ้นโรงขึ้นศาล เวลาจะปรับกันก็อย่าปรับมาก
เอาปรับแต่พอสมมาพาควร ใช้ภาษิตว่า อุ้งมือเป็นหนัง หลังมือเป็นจิ้น โอ้ฟังดูเสร็จอธิบายค่อนข้างยากนะ
อุ้งมือเป็นหนัง ข้างหน้ามือเรา ฝ่ามือเราเป็นหนัง แต่หลังมือเราเป็นเนื้อ
เพราะนั้นมันต้องพึ่งพาอาศัยกัน จะทำอะไรกันก็ขออย่าให้ เอารัดเอาเปรียบกันเกินไป
ทำความผิด รึผิดใจกัน ก็อย่าปรับกันมากนัก
นี่ก็เป็นภาษิตที่เราฟังดูแล้วก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีนะครับ
ให้เห็นความประนีประนอมกันในหมู่ของชาวขมุเค้า อีกภาษิตหนึ่งเป็นภาษาขมุว่า
ยิ่งมู่มยิ่งลุ ยิ่งตุ๊ยิ่งตุ๊ก ยิ่งอาบยิ่งฮ้อน ยิ่งหนียิ่งตุ๊ก แปลว่า
หากมีความร้อนใจ ยิ่งคิดยิ่งยึดกับสิ่งร้อนใจนั้น ก็ยิ่งก่อให้เกิดความร้อนใจ
ปล่อยวางไว้เซียะ ปลงเซียะนะครับ ก็จะหมดทุกข์
เพราะนั้นถ้ามีความทุกข์อย่าไปคิดถึงมันมากและปล่อย
ๆ วาง ๆ มันก็หายไปเอง นี่ก็เป็นแบบวางเฉยยังไงครับ วางเฉยซะก็จะหายถ้าคิดมากก็ร้อนใจมาก
ถ้ายังยิ่งย้ายถิ่นฐานบ่อย จะยิ่งยากจนกว่าเดิม ไม่ควรโยกย้ายถิ่นฐานบ่อย
ควรจะสร้างรากฐานครอบครัวที่มั่นคง ยิ่งตุ๊ยิ่งตุ๊ก เพราะอย่างนี้แหละเขาเลยอยู่เป็นที่เป็นทาง
เพราะภาษิตของเค้าเป็นอย่างนี้ครับ เค้าเลยไม่ไปไหน ทำไร่หมุนเวียนอยู่ตรงนั้นแหละ
ถือว่าถ้ายังย้ายไปเท่าไหร่ก็จะยิ่งยากจนไปเท่านั้น
อีกภาษิตหนึ่งบอกว่า ปะอ้วยตะเมะ ตังโรยปะอ้วย ตะเมะต่างเต่ แปลเป็นภาษาล้านนาเซียะว่า
บ่หื้อตุ๊บเฮือนผี บ่หื้อตี๋เฮือนถ้วย อันนี้จะอธิบายเป็นภาษาไทยก็ว่า
การให้ความเคารพนับถือบรรพบุรุษนี่นะครับ นับถือพ่อแม่ นับถือผู้มีพระคุณเนี่ยถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ
ถ้าลูกหลานทั้งหลายปฏิบัติตามก็จะเจริญรุ่งเรือง มั่งมีศรีสุข แต่ถ้าเราไม่นับถือบรรพบุรุษ
ไม่ทำตามที่บรรพบุรุษเคยทำมา ทำผิดประเพณีก็เชื่อว่าพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณจะต้องเสียน้ำตา
และคนที่ทำอย่างนี้จะประกอบกิจการใด ๆ ก็จะไม่เจริญรุ่งเรือง จะทำนาทำไร่ทำสวนก็ไม่ประสบความสำเร็จหรอก
จะทำจนแขนหักก็ไม่รวย จะเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เป็ด ไก่ ก็จะตายหมด เป็นหวัดนกตายหมดเนี่ย
จะพบกับความหายนะ เพราะฉะนั้นจะต้องเคารพบรรพบุรุษพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย
และผู้มีพระคุณ ไม่เช่นนั้นจะทำอะไรไม่ขึ้น
นี่ก็เป็นภาษิตของเค้าซึ่งก็ใช้ดูไม่ลึกลับอะไร เพียงจะสอนให้เคารพผู้ใหญ่แค่นั้นเองแหละครับ
ทีนี้ผู้ใหญ่เค้าก็ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก ก็คือ บรรพบุรุษ พ่อ แม่ นั่นเอง
ไม่ยากเหมือนกับตีความ คำว่าผู้ใหญ่ในสังคมที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
เอาแค่เวลาพระท่านให้พร การตีความยากนะท่านนะ ท่านให้พรว่า อภิวันธนาศรีรีสนิจจัง
วุฒทาปัจจายิโน จัตตาโรธรรมาวาธัญติอายุวันโน สุขัง พลัง เนี่ย ถ้าจะแปลง่าย
ๆ ผมแปลตามใจ ผมไม่ถนัดบาลีหรอก แปลว่า ความจะมีอายุ วรรณะ สุข พละ นั้น
เกิดจากการเคารพนบนอบผู้ใหญ่อยู่เป็นนิจ
ผู้ใหญ่ในที่นี้หมายถึงอะไร หมายถึงคนดีรึ หมายถึงคนมีปัญญารึ เราจะหมายความไปอย่างนั้นมากกว่าที่หมายถึงผู้ใหญ่ที่แก่
ๆ เฒ่า ๆ แต่ว่าของคนขมุนั้น หมายถึงผู้ที่แก่เฒ่า มีอายุ เพราะถือว่าคนแก่คนเฒ่านั้นเป็นคนที่มีปัญญา
มีคุณธรรมเป็นผู้ใหญ่ได้ เค้าเชื่ออย่างนี้ ไม่ใช่ผู้ใหญ่ไก่เขี่ย หมาเลียอยู่ใต้ถุน
อันนั้นคนละเรื่อง อันนั้นคือเด็ก เพราะเดินไปไก่ก็เขี่ยไป หมาก็เลียไป
อันนั้นเด็กนะครับ
ภาษิตอีกภาษิตหนึ่งบอกว่า โปดเป๋นวัง ปังเป๋นห้วย อันนี้ก็อธิบายว่า มีภัยจากศัตรูมาถึงหมู่บ้าน
หรือมาถึงคนของชาวขมุทั้งหลายแล้ว ทุกคนจะต้องมีความสามัคคีกัน ไม่ให้ใครมายุแหย่ให้แตกความสามัคคี
หากมีภัยหรือเหตุร้ายมาถึงหมู่บ้าน หมู่คณะต้องช่วยกัน แก้ปัญหาทั้งนี้เพื่อจะให้ดำรง
และอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีของชาวขมุเอาไว้ให้ได้ นี่เป็นความคิดเรื่องความสามัคคีเรื่องของความเป็นชาติพันธุ์ของเค้านะครับ
จากภาษิตไม่กี่ภาษิตที่ออกมาเนี่ย จะเห็นว่าเป็นเรื่องของความอยู่เป็นสุขโดยใช้จิตเป็นหลัก
โดยความสามัคคีใช้ความเข้าใจกันเป็นหลัก ใช้ความไม่เอารัดเอาเปรียบกัน
เค้าจะอยู่ในหมู่บ้านไม่กี่หลังคาเรือนเนี่ยด้วยความเป็นสุข เค้าเชื่ออย่างนั้น
พอมีเวลาเหลืออีกนิดนึง จะพูดถึงเพลงพื้นบ้านชาวขมุนิดนึงนะครับ เพลงพื้นบ้านของชาวขมุเค้าถ่ายทอดกันมานาน
เนื้อหาสาระของเพลงจะแฝงไว้ ้มีพวกธรรมเนียมประเพณี ค่านิยม คติเตือนใจ
ความเชื่อ เค้ามีเพลงหลายเพลง เพลงเกี้ยวสาว เพลงสรรเสริญพระเจ้า เออ..อันนี้จะมาตอนนับถือคริสต์นะครับ
เพลงสรรเสริญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพลงเล่าเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณี เพลงเล่าเรื่องการดำรงชีวิตและการอยู่ของเผ่าพันธุ์
เพลงพื้นบ้านเค้าขับร้องเมื่อมีเทศกาลต่าง
ๆ เช่น ประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ประเพณีเลี้ยงผีหมู่บ้าน ประเพณีงานศพ นะครับ
หรือในโอกาสที่หนุ่มมีจังหวะเกี้ยวสาว
มีเพลงกล่อมเด็กชาวขมุยกให้ฟังก่อนจะหมดเวลา
เพลงนี้มีเนื้อร้องดังนี้ อันนี้ทำเป็นภาษาไทยแล้วนะครับ ไม่มีเวลาเปิดให้ฟังแล้ว
บอกว่า ผู้หญิงที่ดีต้องมีความเมตตากรุณา ผู้ชายที่กล้าหาญต้องสักหมึก
เอ้า..อันนี้ไปเอามาจากอีสานรึล้านนา มันจะต้องเอาหมึกสักนะครับ ต้องมีรอยสัก
การสักหมึกต้องอาศัยความอดทนต่อการสักหมึก คือ ความอดทนต่อความเจ็บปวด
นี่ก็ร้องธรรมดาอย่างนี้ครับ อันนี้ความคิดก็ไม่ต่างจากคนอีสาน ไม่ต่างจากคนล้านนาที่มีการสักนะครับ
ก็พอดีหมดเวลาครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ
พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีครับผม