สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านผู้ฟังอีกครั้ง
ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ
ในช่วงนี้ก็ยังอยู่ในวรรณกรรมของอาข่า
หรือวรรณกรรมของอีก้ออยู่ครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราพูดไปถึงภาษิต พูดไปถึง
saying พูดถึงสุภาษิต ของอีก้อหรือของอาข่า ก็ยังไม่จบครับ เพราะสุภาษิตอีก้อน่ะมีมาก
ที่มีมากก็เพราะข่าอีก้อเป็นชาติพันธุ์ที่มีอารยธรรมสูง เพราะฉะนั้นความ
อ่า
ที่จะมีพัฒนาการทางภาษาทางเรื่องวรรณกรรมของเขาเนี่ยจึงมีมากนะครับ




ก็จะเริ่มกันที่ภาษิตที่บอกว่า อุ
- พิ่ว - แตะ - แอะ - สิ - เออ - หม่า - เง่อ
แปลว่า หัวขาวใช่ว่าจะรอบรู้ทั้งหมด น่าครานี้นะครับ หัวขาวใช่จะรอบรู้ทั้งหมด
หัวขาวในที่นี้หมายถึงคนที่มีอายุสูง จนกระทั่งผมหงอก
มันเป็นคำที่เตือนเรานะครับ
ถึงแม้เราจะมีอายุมาก มีประสบการณ์สูง ร่ำเรียนมาสติปัญญาก็สูง แต่นั่นมิได้หมายความว่าเรารอบรู้ทั้งหมด
อีกหลายสิ่งหลายอย่างมากมายเหลือเกิน เป็นแสนเป็นล้านเท่าที่เรายังไม่รู้เนี่ย
ยังมีอยู่ในโลกนี้ เพราะฉะนั้นถึงเราจะแก่เฒ่าขนาดไหน ประสบการณ์ขนาดไหนเราก็ยังต้องอยู่กับการเรียนอีกครับ
ยังเรียนอยู่เสมอ เพราะว่าการศึกษา การเรียนการศึกษานั้นคือชีวิต
จุดหมายของการศึกษาก็จะเป็นเช่นเดียวกับจุดหมายของชีวิต เป็นเหมือนกัน
เพราะฉะนั้นจะแก่จะเฒ่าก็ยังต้องการการเรียนรู้อยู่เสมอ เราจะทนงตัวไม่ได้เลยว่าเรานั้นรู้มากที่สุดแล้ว
เราอาจจะรู้มากที่สุดในบางสาขาบางวิชา แต่อีกนับเป็นล้าน ๆ สาขาวิชาเราไม่รู้ก็คงจะมี
ผมพูดล้าน ๆ สาขา เพราะผมพูดต่อไปในอนาคตด้วย ว่าวิชามันคงจะไม่มีอยู่เท่านี้หรอกครับ
นี่ก็เป็นภาษิตของอาข่าเค้าฟังดูเพราะนะท่านนะ
ในขณะเดียวกันมีคำว่าหัวขาวและก็ต้องมีหัวดำนะครับ หัวขาวเป็น อุ-พิ่ว-แตะ
ถ้าหัวดำก็เป็น อุ - นะ - แตะ - แอะ - หม่า - สิ - หม่า - เง่อ หัวดำใช่ว่าจะไม่รู้อะไรเลย
คนเด็ก ๆ นะครับร่ำเรียนมายังไม่มากนัก ยังหนุ่มยังแน่นยังสาวอยู่เนี่ย
ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รู้เรื่องอะไร เขารู้นะท่านนะ ไม่ใช่ไม่รู้ เค้ารู้แต่อาจจะรู้มากรู้น้อยต่างกันแค่นั้น
แต่อย่าไปดูถูกเด็กก็แล้วกัน
เด็กบางทีมันก็มีอะไรดี ๆ อยู่พอสมควร บางทีความคิดอ่านของเค้าเนี่ยเราต้องรับฟังนะครับ
เพราะเค้าก็เป็นคนเช่นเดียวกัน เค้าเป็นเด็กก็จริง ประสบการณ์น้อยก็จริง
แต่เค้าก็มีความเป็นมนุษย์ไม่แตกต่างจากเรา เพราะนั้นเด็กพูดนี่ต้องฟัง
ฟังเหมือนกันแหล่ะ แต่จะถือว่าเป็นประการใดนั้นเราก็วิเคราะห์อีกทีหนึ่ง
ผมมีความเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นเด็กเป็นผู้ใหญ่เถอะครับ ก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน
เพราะนั้นเวลาเค้าพูดก็ต้องให้ความสำคัญแก่ความคิดของเค้า เช่นเดียวกัน
ใช่ว่า พอพูดเป็นเด็ก อายุซัก 30 ปี 40 ปี เราจะไม่ฟังเค้าหาได้ไม่ หัวดำใช่ว่าจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย
เค้ารู้เสมอ
คราวนี้จะหัวขาวหัวดำนี่ฮะ จะเกิดก่อนไม่เกิดก่อนเนี่ยมันมาจากไหนหละ หัวขาวหัวดำบางทีวัดจากอายุได้มั้ย
มีภาษิตของอาข่าบทหนึ่งบอกว่า นะ - มา - ฮู่ - ม่อ - ปู - โดะ - อะ - หยึ
ใครเห็นดวงอาทิตย์ก่อนคนนั้นย่อมเป็นพี่ เค้าพูดอย่างนี้ เป็นคำพูดที่ต้องฟังอย่างสำคัญทีเดียวครับ
การเห็นดวงอาทิตย์คือการรู้จักเวลานะท่านนะ อันนี้ทางอาข่าเค้าก็พยายามอธิบายอย่างนี้
เห็นดวงอาทิตย์หมายถึงรู้จักเวลา รู้จักกาละเวลาควบคุมทั้งหมด เวลามีอิทธิพลต่อทุกอย่าง
เราไม่สามารถที่จะชนะเวลาไปได้เลย คนที่จะชนะเวลานั้นมีคนเดียวในโลกนี้เท่านั้น
คือ พระอุมาปางดุร้าย เรียกว่า ทุรคา หรือเจ้าแม่กาลี
กาลี แปลว่า ผู้ชนะเวลา ผู้ล่วงเวลา เพราะนั้นใครเป็นผู้ล่วงเวลามากก็ชื่อว่ากาลี
แปลว่า ผู้ชนะเวลา ผู้ล่วงเวลา เพราะนั้นใครเป็นผู้ล่วงเวลามากก็ชื่อว่ากาลีเหมือนกันนะ
อันนี้ฟังดูก็ไม่ค่อยจะเพราะเท่าที่ควรหรอก ชื่อเจ้าแม่กาลีเนี่ย
ในสวัสดิรักษามีอยู่คำนึง เอ่อ
มีกลอนอยู่นิดนึงที่กล่าวว่า ก่อนสุริยันจันทรา
จะลาลับ จงคำนับสุริยันต์พระจันทร เด็กเคยถามผมว่า ทำไมหรือพระอาทิตย์
พระจันทร์จะตกก็ตกไปสิ ทำไมต้องไปคำนับทำความเคารพ ผมก็อธิบายเค้าว่า จงคำนับสุริยันต์พระจันทร
ไม่ได้แปลว่าไปยืนคำนับหรอก แต่หมายถึงจงรู้เวลา จงเข้าใจเวลา จงเห็นความสำคัญของเวลา
เวลานี่เป็นเรื่องใหญ่ครับพลาดไปวินาทีเดียวเนี่ยพลาดไปหมดเลยครับเรื่องของเวลา
คนโบราณนั้นฉลาดมากจะทำอะไรมักจะให้ฤกษ์เอาไว้ บอกเลยฤกษ์นั้นตั้งต้นตั้งแต่ไหน
และไปสุดฤกษ์เมื่อไร บอกไว้ชัดนะครับ ที่กำหนดอย่างนี้เพื่อให้ทราบว่า
เวลาเป็นของจำเป็น มาทำพิธีกรรมให้ตรงกันนะ หรือจะทำอะไรก็มาให้ตรงกัน
เค้าจะลงเสาเอกเวลาเท่าไร ได้ภูมิปาวโรฤกษ์ อย่างเงี้ย อันนี้ก็ต้องมาพร้อมกัน
ฤกษ์ยามพวกนี้เป็นการกำหนดเวลาเท่านั้น
ได้ตรงตามเวลาก็เป็นมงคล พลาดเวลาไปก็ไม่เป็นมงคล จะไปกรุงเทพฯคืนนี้ จะไปเครื่องบินเที่ยวสักสองทุ่ม
สมมติที่มีนะฮะ ถ้าให้ฤกษ์เค้า ฤกษ์การบินไทยนะ เค้าออกสองทุ่ม เราก็ต้องไปตั้งแต่ทุ่มกว่า
ๆ ถ้าเค้าออกสองทุ่ม เราก็ไปซักทุ่มห้าสิบห้า อย่างนี้ก็เสียฤกษ์การบินไทย
ต้องให้ฤกษ์สปรินเตอร์ ฤกษ์แดร์วูรถไฟแทน หรือจะเป็นฤกษ์พิษณุโลกยานยนต์
ทัวร์หรือวินทัวร์ หรือว่าเชิดชัยทัวร์ก็ตามใจเถิด ก็ให้ฤกษ์นั้นไป
ฤกษ์ก็คือการกำหนดเวลา สำคัญใครเห็นดวงอาทิตย์ก่อนเป็นพี่เสมออย่างเงี้ยฮะ
ใครรู้จักเวลา ใครเข้าใจเวลา ใครให้ความเคารพเวลา คนนั้นเป็นพี่เสมอ พี่ในที่นี้ก็คือ
ผู้ที่เราถือว่าเป็นที่อ้างอิงได้ อ้างอิงได้ในเชิงประสบการณ์ อย่าได้ไปผูกพันกับคำว่าฤกษ์ที่ถือว่า
ถ้าผิดฤกษ์ก็ไม่ได้ อันนั้นในเชิงไสยศาสตร์นะครับ ถ้าผิดฤกษ์ไม่ได้เนี่ยมันเป็นคนละเรื่องหนึ่ง
นั้นไปพูดในเชิงไสยศาสตร์นะท่าน
เวลาในเชิงไสยศาสตร์เค้าก็อีกอย่างหนึ่ง ในเชิงโหราศาสตร์เค้าก็อีกอย่างหนึ่ง
แต่จะเป็นไสยศาสตร์หรือโหราศาสตร์อะไรก็แล้วแต่เถอะครับ ผมเนี่ยในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชน
ก็คงจะต้องขออ้างพระไตรปิฎกในสุปุพันธสูตร ที่กล่าวไว้ว่า อุปปจจตทา อตโถอตถตส
นกขตตํ กินการีสันติตารกา
ผมคงจะต้องแปลตามใจผมน่ะ
ไม่แปลตามอรรถหรอก สรุปความก็ว่า ดวงดาวไม่มีอิทธิพลหรอกครับ เชื่อเถอะ
จะทำอะไรนั้น มันขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของ กาย วาจา ใจ มากกว่า นี่ก็คืออภิปรายไปในเรื่องของเวลา
มาจากภาษิต นะ - มา - ฮู่ - ม่อ - ปู - โดะ - อะ - หยึ ใครเห็นดวงอาทิตย์ก่อนเป็นพี่เสมอแค่นั้นเองแหละครับ
ก็อภิปรายออกไปไกลกันพอสมควร
ถ้าท่านผู้ฟังจะอภิปรายด้วยล่ะก็กรุณาเขียนมาถึงผมนะครับ นี่ก็มีท่านผู้ฟังท่านหนึ่งเขียนมาถึงนะครับ
เอ่อ
ชื่อคุณไพศาลนะครับ จัตุรภัทร บอกว่าต้องการข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพร
ที่บรรยายในวันที่ 23 พฤศจิกายน นะครับ เดี๋ยวผมจะค้นให้ เพราะนี่คาดว่าจะลงไปในเว็บแล้วนะครับ
ก็จะจัดไปอีกที
นี่ก็ขอถือโอกาสตรงนี้ส่งข่าวมาครับ
ขอบพระคุณมากครับที่กรุณาฟัง และก็ให้ความสนใจรายการนี้ รายการนี้เป็นรายการที่เราคิดว่าจะประเทืองปัญญามากทีเดียวละครับ
แต่เผอิญเหลือเกิน ภาษาที่ผมใช้ก็เป็นภาษาธรรมดา ไม่ให้เป็นภาษาวิชาการมากนัก
เพราะว่าจะได้ฟังกันโดยทั่ว ๆ กัน เพราะถ้าเป็นวิชาการสาขาใดสาขาหนึ่ง
คนที่ต่างสาขาก็จะฟังลำบาก นะครับผม
ภาษิตต่อไปนี้เนี่ยเพราะทีเดียว เค้าบอกว่า หม้อง
- ฝะ - ชู - ชู๊ - อะ - ยอ - แบะ
เลี้ยงม้าอ้วนพีแล้วม้านั้นก็ดีดเจ้าของ เป็นเรื่องของการเนรคุณนะฮะ คล้าย
ๆ กับกินบนเรือนขี้บนหลังคา หมายถึง ไปอยู่บ้านเค้า ก็ไปทำอะไรลูกสาวเค้า
พาหนีไป อะไรทำนองนี้ อันนี้ก็เหมือนกันครับ เลี้ยงม้าอ้วนพีแล้วดีดเจ้าของ
อุตส่าห์เลี้ยงมาอย่างดีแท้ ๆ เจ้าม้าตัวนี้ ไม่ได้สำนึกบุญสำนึกคุณเลย
ยังไปดีดเจ้าของเค้าให้อีก เจ้าของก็ใจดีเหลือเกิน ม้าดีดก็คงไม่ว่าอะไร
ก็คงจะเลี้ยงให้อ้วนพีต่อกระมัง
ผมนึกถึงนิทานอีสปในสมัยที่เป็นเด็กน่ะ เคยเรียนเรื่องชาวนากับงูเห่า กล่าวถึงชาวนาในฤดูหนาว
วันหนึ่งในฤดูหนาวนี่ก็ตอนนี้แหละหนาว ๆ ที่กำลังออกอากาศนี่ นี่กำลังหนาวจัดทีเดียวแหละ
ชาวนาคนหนึ่งเดินไป พบงูเห่านอนตัวแข็งด้วยความหนาวอยู่บนคันนา ชาวนาก็สงสาร
ก็เอางูเห่ามาอุ้ม พองูเห่าได้ไออุ่นจากตัวชาวนา ก็ขู่ฟ่อ ๆ จะกัดชาวนา
ชาวนาก็เหลือเกินยอมให้งูกัด แต่ก่อนจะตายก็ยังอุตส่าห์อุทานอีกว่า ทำคุณแก่สัตว์ร้ายให้โทษเช่นนี้แหละหนอ
(หัวเราะ)
อันนี้มุ่งที่จะอะไรหล่ะครับ
เอาคำสอน ท้ายสุดยังมาบอก ทำคุณแก่สัตว์ร้ายให้โทษเช่นนี้แลหนอ หลายคนบอกผมว่า
ชาวนาทำไมไม่วางงูเห่าลง แล้วเอาดุ้นฟืนทุบงูเห่า แล้วเอามาผัดเผ็ดหล่ะ
เราบอกว่า นั้นเป็นเรื่องของนิทาน ที่เขามุ่งจะสอนมันเป็นนิทานคติน่ะ มันเป็นภาษาอังกฤษในวิชาคติชนวิทยา
หรือ Folklore เรียกนิทานชนิดนี้ว่า Fable เป็นนิทานคติสอนใจ เพราะนั้นเขามุ่งจะผูกเรื่องให้เป็นอย่างนี้
นี่ก็ไม่ต่างจากเลี้ยงม้าอ้วนพีแล้วดีดเจ้าของ
นี่ก็เป็นของเดียวกันแหละท่าน ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด ก็คำนึงถึงเรื่องความกตัญญูกตเวที
ด้วยกันทั้งสิ้นนะครับ
อีกภาษิตหนึ่งภาษิตนี้บอกว่า จี
- ปะ - หพู้ - แม - จะ - สึ
ฟังดู ถ้าจะแปลให้ชัดที่สุดก็บอกว่า เหล้าเป็นเงินขวดเป็นทอง ฮึๆๆๆ เหล้าเป็นเงินขวดเป็นทอง
เอ... ถ้าพูดกับคนดื่มเหล้าอาจจะพูดใหม่เป็น ขวดเป็นเงินเหล้าเป็นทองนะท่านนะ
อันนี้เหล้าเป็นเงินขวดเป็นทอง
ที่พูดว่าเหล้าเป็นเงิน แสดงถึงเค้าเห็นคุณค่าของเหล้าสูงมาก อาข่านั้นเครื่องประดับส่วนใหญ่ของเขาทำด้วยเงินนะท่านนะ
ทำด้วยเงิน เพราะนั้นเขาจะเห็นคุณค่าของเงินเนี่ยมากกว่าทอง ทั้ง ๆ ที่ทองราคาสูงกว่าเงินนะ
ที่กำลังพูดนี่ ผมเพิ่งอ่านหนังสือพิมพ์เมื่อกี้ เห็นว่าบาทหนึ่งตั้ง 7,555
บาท นั้นน่ะ สูง
แต่อาข่ายังมองเห็นเหล้าเป็นเงินขวดเป็นทอง วัฒนธรรมอาข่านั้น เวลาเกิดปัญหาขึ้นและก็ตัดสินความมีการปรับสินไหมกันเนี่ย
ปรับกันเนี่ย เค้าปรับเป็นเหล้านะครับไม่ได้ปรับเป็นอย่างอื่น เพราะฉนั้นเหล้านี่ก็แทนเงินได้นะฮะ
เงินจะเป็นแร่เงินหรือสตังค์ที่ใช้ก็แล้วแต่เถิด.. (ไอ).. พูดถึงเหล้าก็เลยไอไปหน่อยนึงนะครับ
เหล้าเป็นเงินขวดเป็นทองนะครับ
ปรับกันก็ปรับด้วยเหล้า ไอ้การปรับกันด้วยเหล้านี่นะครับ ทางภาคกลางเราก็มีนะครับ
มีพิธีกรรมพิธีหนึ่งชื่อว่าพิธีกรรมทำขวัญผึ้ง ผมใช้คำว่าประเพณีทำขวัญผึ้ง
ของชาวตำบลศรีคีรีมาศ อำเภอคีรีมาศ สุโขทัย เนี่ยเค้ามีการทำขวัญผึ้ง ในพิธีนี้เค้ามีการเล่นกันด้วยนะครับ
การเล่นที่ว่านี่ก็คือเค้าเอาขนมแดกงาเนี่ย มาทำเป็นรังผึ้ง
พูดง่าย
ๆ ขนมแดกงานั้นมีรูปร่างเป็นรังผึ้ง แขวนเอาไว้ทั่วไปหมดในป่า พอประกอบพิธีนี้เสร็จ
ก็มีการเล่นตำรวจจับขโมย ขโมยเหล่านี้จะไปขโมยรังผึ้ง พอขโมยรังผึ้งเค้ามาเค้าจับได้
พอจับได้เค้าจะต้องปรับ ปรับโดยแปลกครับ ปรับโดยให้กินเหล้า ไม่ใช่เอาหล้ามาให้เค้านะ
ปรับโดยให้กินเหล้า ถ้าโทษหนัก ๆ ละก็เป็นแก้วหนึ่งทำนองนี้
เคยทราบกันว่าเมื่อสี่สิบกว่าปีเนี่ย สี่สิบห้า ห้าสิบ โอ้หกสิบปีมาแล้วสิ
ประกอบพิธีนี้เนี่ย ถึงกับเอาเกวียนขนคนเมากลับมาเลย ทั้งนี้ก็เป็นการสอนให้เคารพกฎหมาย
ไปขโมยของเค้า ถ้าถูกจับได้จะมีโทษนะ แต่เผอิญเหลือเกินโทษที่ทำกันนี่
ก็เป็นแต่เพียงเอาหล้ากรอกปากให้เมา ให้เดินไม่ได้เท่านั้น เรียกว่าเป็นการสั่งสอนกัน
ไม่ได้ทำร้ายกันมากมายขนาดนั้นในการลงโทษ
นั่นก็เป็นเรื่องเล่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับการปรับกันทั้งนั้นนะครับ เรื่องของเหล้าเนี่ย
ถ้าผมจำไม่ผิด ดูจะมีอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชื่อท่านอาจารย์ฉลาดชาย
รมิตานนท์ ได้เขียนเอาไว้ เรื่องเหล้ากับพิธีกรรมของไทย นะครับ อันนี้ก็ต้องลองอ่านดู
ถ้าจะสรุปความก็คือว่า เหล้าเนี่ยมีบทบาทต่อพิธีกรรมมาโดยตลอด
ไม่ใช่เฉพาะของคนไทยหรอกท่าน ของชาติไหนก็มีเหมือนกัน ก็เหมือนเวลาจะปล่อยเรือรบ
เค้าก็ต้องมีการเปิดแชมเปญ หรือไม่ก็เอาขวดแชมเปญตีลงไปบนหัวเรือนะฮะ บางคนได้ลูกมา
ก็ต้องมีการเปิดแชมเปญ แชมเปญมันก็แอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งนั่นแหละ ที่จะว่าไปเวลาจะบูชาบรรพบุรุษ
ก็มักจะใช้เหล้าด้วยผสมกับอาหารนะครับ เช่น เหล้าของหล่มสัก ก็ เหล้าไหไก่ตัว
ที่ไหนก็ใช้เหล้ากันทั้งนั้น
ไอ้ที่พูดนี่ก็เพราะว่าสมัยก่อน
เหล้าเนี่ยคงอยู่ในฐานะที่เป็นยานะท่านนะ เค้าคงไม่กินกันเมามายอย่างเต็มที่
คงจะเป็นยา เพราะผมเคยได้ยินคำพูดเสมอว่า เหล้ายาปลาปิ้ง เหล้ายาปลาปิ้งนะฮะ
อย่างอื่นก็ไม่เอามาเอา ปลาปิ้งมากินกันน่ะนะ กับเหล้า ไม่ใช่เหล้าธรรมดาแต่เป็นเหล้ายา
อย่างนี้ก็น่าคิดทีเดียว
ภาษิตอีกภาษิตหนึ่ง เป็นภาษิตเกี่ยวกับความสามัคคี เป็นภาษาอาข่าว่า หพะ
- หยะ - ถิ - แปยะ - อะ - นึม - แม - นึม - เช่ - แปยะ - หระ - ปือ
แปลเป็นไทยนี่คำต่อคำก่อนนะครับ พี่น้องมาจากท้องเดียวกันนะฮะ สิบท้องให้ร่วมมือเหมือนจีนฮ่อ
หมายความว่า ถ้าเป็นพี่น้องมาจากท้องเดียวกันเนี่ย ทั้งสิบคนเลย จะเกิดตั้งแต่ยุคไหนก็แล้วกันเถอะ
จะทำธุรกิจอะไรจะอะไร ก็ต้องร่วมมือกันเหมือนจีนฮ่อ อันนี้อาข่าเค้าโยงไปถึงจีนฮ่อ
จีนฮ่อนั้นเค้าร่วมมือกันสูงในหมู่พี่น้อง ปกติในแซ่เดียวกันเค้าก็ร่วมมือกันอยู่แล้ว
ถ้าระหว่างพี่น้องก็ต้องร่วมมือกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนฮ่อ ซึ่งเค้าถือว่าเค้าเป็นชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยสมัยหนึ่ง
เดี่ยวนี้ก็เรียกว่าจะเป็นคนไทยหมดแล้วหละนะครับ เพราะนั้นเค้าจะต้องร่วมมือกันเป็นอย่างดี
ถ้ามีโอกาสไปเชียงราย
จะไปแถวดอยอ่างขาง แถวอะไรก็แล้วแต่ทางขึ้นน่ะนะ ผ่านหมู่บ้านจีนฮ่อหลายที่
นั่นเค้าก็ร่วมมือกัน คนจีนเค้าถืออย่างนั้นนะ พี่น้องท้องเดียวกันเนี่ย
เค้าบอกพี่น้องนั้นเปรียบเสมือนแขนขา ส่วนบุตรภรรยาเปรียบเสมือนเสื้อผ้า
เสื้อผ้านั้นขาดแล้วก็เปลี่ยนได้ แต่พี่น้องกันเนี่ยเปลี่ยนไม่ได้ เพราะนั้นเค้าจะไม่ทะเลาะกัน
ไม่นิยมทะเลาะกัน แต่ก็คงจะมีทะเลาะกันบ้างมั้งระหว่างพี่น้อง แหมที่ไหนพี่น้องเค้าทะเลาะกันก็ของธรรมดา
แต่อย่างน้อยที่สุดจะทะเลาะกันขนาดไหนก็ต้องให้ความร่วมมือกัน จีนฮ่อถืออย่างนั้น
อาข่าก็คงเห็นแนวทางที่จีนฮ่อเค้าปฏิบัติอยู่
อาข่าก็พอใจที่เห็นจีนฮ่อทำอย่างนั้น ก็เลยเอามาพูดเป็นภาษิตสอนกันเองว่า
ถ้าเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน ต้องให้ความร่วมมือกันมีความสามัคคีกัน ถ้าจะพูดเป็นภาษาประชาธิปไตยซึ่งเป็นแนวทางของชีวิตก็ว่า
ต้องมีสามัคคีธรรม พูดเป็นภาษาอังกฤษว่า sharing แบ่งกันทำ แบ่งกันคิด
มี paticipating ให้ความร่วมมือ มี cordinating มีการประสานงานกัน นี้ถ้าพูดเป็นภาษาทางประชาธิปไตยซึ่งเราใช้กันอยู่เนี่ย
อันนี้เค้าก็บอกอย่างนั้น ให้ความร่วมมือต้องมี patisipation นะครับ ดีมากเลย
แล้วจากนั้นมาดูทัศนะในเรื่องของผู้หญิง-ผู้ชายนิดนึง เมื่อซักครู่เค้าบอกแล้ว
อ่า..ไม่ใช่เมื่อซักครู่ ประทานโทษเถอะ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมพูดไปถึงว่า
ถ้ามีลูกสาวเนี่ยดี เพราะลูกสาวจะช่วยพ่อช่วยแม่ได้ในเรื่องการงาน แต่ขณะเดียวกันถ้าลูกสาวเล็กเกินไปเนี่ย
ก็อย่าไปใช้งานเค้า อาข่าเค้าถืออย่างนั้นครับ
ภาษิตอาข่าบอกไว้เลยว่าหย่า
- หมี่ - ยอ -ยี -คะ - จ่า - หม่า - โละ
ลูกสาวอายุน้อยนั้นเราอย่าไปใช้แรงงานมากนะครับ เพราะเค้าเองก็จะลำบากและก็ผลงานที่ได้ก็จะไม่ค่อยดีนัก
พูดง่าย ๆ ว่าถ้าเด็กไม่ค่อยจะ..ยัง ไม่โตพอที่จะทำงานได้ ก็อย่าไปใช้แรงงานเค้า
ไม่ใช่ใช้แรงงานเด็กตั้งแต่เด็กอายุห้าหกขวบขึ้นไปเลย อะไรทำนองนี้
นี่มันก็หมายถึงการจัดระเบียบสังคมบางประการ
ในเรื่องการใช้แรงงานของอาข่า หรือของอีก้อนะฮะ เพราะเค้าจะใช้แรงงาน เค้าใช้เมื่อลูกสาวอายุมากขึ้นแล้ว
แปด เก้าขวบ สิบขวบ จึงพอใช้งานได้ ถ้าแม้นว่าอายุยังน้อยก็ให้เล่นไปเถอะ
เพราะความสุขของเด็กนั้นเกิดจากการเล่น เด็กที่ไหนก็ชอบเล่นทั้งนั้นแหละ
เด็กไทยก็ชอบเล่น
ผมตั้งข้อสังเกตนะครับว่า การเล่นของเด็กในปัจจุบันเนี่ย ชอบเล่นกับสิ่งไม่มีวิญญาณนะฮะ
เด็กบางคนก็เล่นคอมพิวเตอร์ บางคนก็เล่นหุ่นยนต์ ไม่เหมือนเด็กแต่ก่อน
เล่นกับสัตว์เลี้ยง เล่นกับลูกหมา เล่นกับลูกแมว ไอ้ข้อดีของการเล่นกับสัตว์เลี้ยงก็คือว่า
สัตว์เนี่ยมันรักเจ้าของมันเป็นนะฮะ ลูกหมาเนี่ยตะกุยเจ้าของ กอดเจ้าของ
แต่หุ่นยนต์หรือคอมพิวเตอร์มันไม่เคยรักเจ้าของของมันเลย
อันนี้เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า ถ้าให้เล่นกับสัตว์เลี้ยงจะดีกว่า ถ้าเป็นสัตว์เลี้ยงไว้ดูเล่นและเราก็ดูแลอย่างดี
อย่าให้มันมีเชื้อโรค ฉีดยากันอะไรต่าง ๆ เซียะ ก็น่าจะเล่นได้ปลอดภัย
ผมว่าเล่นกับสิ่งมีชีวิต กับสิ่งที่มีวิญญาณเนี่ย มันก็มีส่วนดีนะท่านนะ
เพราะมันก่อให้เกิดความรัก ความรักในสิ่งมีชีวิต อย่างน้อยที่สุดหมาก็รักเจ้าของ
เจ้าของก็รักหมา
คนที่จะรักคนอื่นเป็น ก็เพราะมีคนมารักเราก่อนนะครับ หมารักเรา เรารักหมา
งี้เข้าท่าดีนะท่านนะ แต่หุ่นยนต์ไม่เคยรักเรา คอมพิวเตอร์ก็ไม่เคยรักเรา
เกมส์ต่าง ๆ เนี่ย นั้นจะให้เล่นกับสัตว์เลี้ยงบ้างก็น่าจะดี น่าจะดีขึ้น
อันนี้ต้องใช้ผลการวิจัยซะกระมัง แต่ผมพูดตามทัศนะของผมที่เห็นมาอย่างนั้น
ภาษิตอีกบทก็กล่าวว่า หย่า
- หมี่ - ค่ะ - อิ - ถิ - นอ - ขะ - จ่า - โละ - มา เจ
แปลเป็นไทยคำต่อคำว่า เมื่อลูกสาวมีคู่ครองก็ดีแล้ว น่ะ เมื่อลูกสาวมีคู่ครองก็ดีแล้ว
คือเราจะสบายล่ะ นั่นคืออยากให้ลูกสาวมีคู่ครอง เป็นไปได้ว่าคู่ครองจะมาช่วยทำงานด้วย
ทำให้เราอยู่อย่างสบาย
เนี่ยอยากมีลูกสาวก็เพราะอย่างนี้ เพราะพอเค้ามีสามี สามีก็มาช่วยแรงพ่ออีกทีหนึ่ง
หรือไม่เค้าก็จะแยกออกไปเลยก็แล้วแต่ อันนี้ก็ต้องดูในสังคมของอีก้อเค้า
แต่ส่วนใหญ่บ้านสร้างไว้เยอะ นี่ก็เพื่อจะให้ผู้ชายเข้ามาช่วยด้วย แต่หลายคนก็บอกผมว่า
มันไม่ใช่อย่างนั้น แต่งงานแล้วเค้าก็แยกไปเลย แต่หลายคนก็บอกก็ไม่จริง
แต่งงานแล้วเค้าอยู่ช่วยพ่อช่วยแม่เค้าก็มี ผู้หญิงน่ะนะ เค้าแต่งงานแล้วเค้าก็อยู่ช่วยพ่อช่วยแม่เค้าก็มี
คนไทยเรานั้นพอแต่งงานแล้ว มักจะนิยมให้เขยเนี่ยเข้ามาอยู่ในบ้าน เพื่อจะได้ช่วยการช่วยงานพ่อแม่ซึ่งแก่แล้ว
คนแต่ก่อนต้องทำอย่างนั้น เพราะถ้าเค้ามีลูกสาวเนี่ย ลูกสาวออกนอกบ้านไป
ไม่มีใครช่วยกิจการบ้านเรือนเลย แต่ถ้ามีลูกชายเนี่ย ลูกชายยังพอช่วยได้อยู่
ผมฟังดูมันก็ขัดแย้งชอบกล
ก็ถ้าเรามีลูกชายแล้วลูกชายเราแต่งงานหล่ะ เค้าไปอยู่บ้านลูกสาวหล่ะ เราไม่หมดแรงงานบ้างหรือนี่
นี่ก็น่าคิดนะครับ หลายคนก็บอกว่า เค้าก็ไกล่เกลี่ยสิ เพราะการสร้างเรือนหอนั้น
มันต้องสร้างนอกที่ของพ่อแม่ไว้ก็ได้ จะสร้างในก็ได้
แต่โดยส่วนใหญ่ คนไทยนั้นนิยมที่จะอยู่เป็นครอบครัวรวม ๆ กัน เพิ่งจะมาคิดแยกกันตอนหลัง
ไอ้ที่แยกเพราะมีคนไปบอกว่า ลูกนกนั้นเมื่อบินได้แล้ว หาอาหารกินได้แล้ว
ย่อมไม่พะวงอยู่กับพ่อแม่ต่อไป ย่อมไม่อยู่ในรังเดิม เพราะนั้นต้องบินออกจากรังไป
ไปสร้างรังใหม่ แต่คนจะคิดเหมือนนกก็ไม่ได้ เพราะคนไม่ใช่นก และนกก็ไม่ใช่คน
คนอาจจะอยู่รวมกันได้
ครอบครัวไทยผมว่าอบอุ่นนะ
ตามชนบทเนี่ย ลูกมีหลาน มีลูกของตัวออกมา หลานก็อยู่กับยายอยู่กับตา อยู่กับย่า
อยู่กับปู่ ปู่ย่าก็ทำหน้าที่ดูหลาน ป้าก็ช่วยด้วย น่าคิด การที่มีคนสูงอายุมีเลี้ยงลูกเนี่ย
ผมคิดว่าเป็นอานิสงนะท่านนะ เพราะอะไรเพราะคนสูงอายุมีประสบการณ์นั้นท่านมีคุณธรรมครับ
ท่านมีประสบการณ์เพราะนั้นท่านจะเลี้ยงเด็กได้เป็นอย่างดี
และก็เผอิญเหลือเกิน เด็กกับคนแก่เนี่ยมักจะพูดกันรู้เรื่องนะท่านนะ เลี้ยงและก็เวลาเค้าเลี้ยงลูกเนี่ย
เลี้ยงหลานเค้าก็จะรัก เพราะเป็นลูกของลูกก็จะรักดูแล ในปัจจุบันบางทีเราให้การเลี้ยงลูกเรา
ไปอยู่ในมือของใครก็ไม่รู้ อายุสิบสี่ สิบห้า และก็ข้อสำคัญพูดภาษาไทยไม่ชัดด้วย
หนึ่ ส็อง ส็าม สี่ ห้า โหะ เจะ แปะ เอามาเลี้ยงลูกเรา ลูกเราก็เลียนเสียงคนพวกนี้
เพราะอะไร
เพราะบุคลิกภาพของเด็กนั้น ถูกสร้างในระหว่างอายุ 1 5 ขวบ อันนี้ผมไม่ได้ว่าเองนะ
ซิกมันด์ ฟรอยด์ส์ เค้าว่านะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าแม้นว่าคนเลี้ยงลูกเราเนี่ย
เป็นปู่ย่าตายายนี้จะดี หลายคนก็บอกว่าไม่แน่ บางทีนี่นะ ปู่ย่าตายายเนี่ยดี
ตามใจเด็กเกินไป เด็กเสียผู้เสียคน ผมว่ามันก็คงเป็นราย ๆ ไปกระมัง คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอก
แต่นี่ก็เป็นอันว่า เมื่อลูกสาวมีคู่ครองแล้ว ก็ดีแล้วนะครับ ก็อาจจะได้สามีเค้าเข้ามาช่วยก็ได้
หรือไม่เค้าไปอยู่ข้างนอก ก็พ่อแม่ก็ทำงานกันไป อาจจะมีคนอื่นมาช่วย แล้วจากนั้นก็มักจะพูดไว้เป็นภาษิตอีกบทหนึ่งซึ่งมันเสริมที่ผมพูดเมื่อซักครู่เหมือนกันนะครับ
ที่ว่า ถ้าแต่งงานแล้วเนี่ยลูกสาวของอีก้อหรืออาข่าเนี่ย คงจะต้องไปอยู่กับสามีข้างนอกนะฮะ
เพราะภาษิตบทนี้เนี่ย มันค้านกับที่อาข่าเค้าอธิบายให้ผมฟัง ผมก็เคยอ้างอันนี้ให้เค้าฟังเค้าบอกว่า
หย่า
- หมี่ - โบะ - มี - หย่า - หมี่
หย่า
- หมี่ - โบะ - มี - หย่า - หมี่
ลูกสาวนั้นถ้าจะพูดแล้วมันก็เหมือนลูกคนอื่น ถ้าแปลตรง ๆ ก็ ลูกสาวลูกคนอื่น
อย่างงี้ฮะ แต่ถ้าจะแปลก็แปลว่า ลูกสาวเมื่อแต่งงานแล้ว ก็ต้องไปเลี้ยงดูพ่อแม่ของสามี
เพราะนั้นจะถือว่าเป็นลูกเราก็หาได้ไม่
เออ..นี่มันก็เป็นแนวคิดที่
มันก็เป็นภาษิตอยู่นะ อาข่าบางคนก็บอก มันไม่ใช่อย่างภาษิตนี้ที่ว่าหรอก
ครอบครัวอื่นไม่เป็นอย่างนี้ แต่ครอบครัวนี้เป็นอย่างนี้ จึงให้ภาษิตอย่างนี้
แต่ผมว่าถ้ามันเป็นภาษิตอย่างนี้ได้ มันก็มีนัยที่บอกว่า ถ้าลูกสาวของอาข่าแต่งงานแล้ว
น่าจะต้องไปเลี้ยงดูพ่อแม่ของสามีมากกว่า นี่น่าคิดทีเดียว แต่ก็คงจะเป็นบางหมู่บ้านกระมัง
เพราะจะไปถือว่า เป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันโดยทั่วไปก็คงไม่ได้
แต่ยังไงก็แล้วแต่ อาข่าส่วนหนึ่งก็ถือว่าถ้ามีลูกสาว ลูกสาวไม่ใช่ลูกเราหรอก
เค้าเป็นลูกคนอื่น เพราะท้ายสุดเค้าก็ต้องไปเลี้ยงดูพ่อแม่ของสามี เออ..ระบบอันนี้นี่คล้าย
ๆ กับอาวาหมงคลสิถ้าอย่างงั้น คือ แต่งงานเสร็จเรียบร้อยต้องไปอยู่บ้านของสามี
หรือว่าที่ผมเก็บข้อมูลนี่มันไม่ค่อยจะชัด เพราะเห็นสามีมาอยู่บ้านภรรยา
ที่เป็นอาข่ามันก็มีอยู่ อันนี้คงต้องใช้เวลาตรวจสอบกันซักนิด
แต่ถ้าจะไปเชื่อตามประเพณีที่มันปรากฏอยู่ในภาษิตนี้
ก็เห็นจะต้องถือว่า ลูกสาวของเราถ้าแต่งงานแล้ว ก็ต้องไปอยู่กับครอบครัวของสามี
ไปดูแลพ่อแม่ของสามี ก็เลยไม่ได้ดูแลเรา ก็เลยถือซะว่ามีลูกสาวนั้นเปรียบประดุจจะไม่มี
เพราะมันไปเป็นลูกคนอื่นซะแล้ว
ถ้าอย่างนี้ก็คงจะขัดกับภาษิตที่ผมพูดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่บอกว่ามีลูกสาวจะดีกว่ามีลูกชาย
เพราะลูกสาวช่วยงานได้มากอะไรทำนองนี้นะครับ ...ในกลุ่มประเพณีเดียวกันเองนี่
บางทีมันก็มีอะไรขัด ๆ กันนะครับ คือ จะขัดกัน หรือผมตีความไม่ออกก็ไม่ทราบนะ
เหมือนกับภาษิตไทยก็มีมากมายหละครับ ที่บอกว่าช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม อันนั้นน่ะภาษิตช่างตีเหล็กนะครับ
แต่อีกภาษิตนึงบอกว่า น้ำขึ้นให้รีบตัก อันนี้ก็อีกภาษิตหนึ่งซี่งไปเทียบกันไม่ได้
จะบอกว่าเกิดการขัดกันขึ้นภายในสังคม โดยเห็นว่าภาษิตนั้นมันก่อให้เกิดการขัดกัน
เช่นนี้คงจะไม่ได้หรอก
คราวนี้อีกภาษิตหนึ่งที่ออกมา อันนี้คงจะเป็นคำพังเพยซะมากกว่า หรือไม่ก็เป็นคำบ่นซะมากกว่า
ไม่น่าจะเป็นภาษิตหรอก ภาษาอาข่าใช้คำว่า เส่อ
- ผะ - ค๊ะ - หย่า - ลอ - ส่า
ถ้ารัฐปกครองเข้มแข็งประชาชนก็ต้องเป็นทุกข์ เอ..ฟังดูมันไม่ค่อยจะเข้าท่าแฮะ
รึว่าอาข่าจะมีอาชีพอะไรที่มันขัดกับอาชีพทางกฎหมาย ที่รัฐบาลเค้าไม่ยอมให้กระนั้นหรือ
อันนี้คงจะไม่ออกความเห็นเท่าไหร่ แต่ในเรื่องนี้น่าคิดนะ เส่อ
- ผะ - ค๊ะ - หย่า - ลอ - ส่า
รัฐปกครองแข็งประชาชนก็ต้องเป็นทุกข์ หรืออันนี้จะไปเอาภาษิตนี้มาจากจีนก็ไม่ทราบ
ไม่แน่ใจ
จากนั้นก็เป็นภาษิตดีทีเดียว
บอกว่า ยอ
- หมื่อ - จา - เออ - หม่า - จี - ยอ - เจาะ - จา - เออ - หม่า - โละ
ความดีกินไม่หมด
ส่วนความชั่วไม่พอกิน หมายความว่า ถ้าเราทำความดีเชื่อเถอะ เราจะได้อานิสงอยู่นาน
แต่ถ้าเราทำความชั่วถึงแม้จะได้ผลดีในระยะแรก แต่ต่อไปจะไม่ได้ผล
นี่ก็เป็นความเชื่ออย่างนั้น ปรากฏออกมาในภาษิตที่ว่า ยอ
- หมื่อ - จา - เออ - หม่า - จี - ยอ - เจาะ - จา - เออ - หม่า - โละ
แปลตรงตัวก็ ความดีกินไม่หมด ความชั่วไม่พอกิน นี่ไปนึกถึงที่เค้าเขียนไว้เป็นภาษิตตามปั๊มน้ำมันมั่งอะไรมั่ง
ผมไม่มีเวลาจะพูดถึงเรื่องนั้นนะ อ่า..ซื่อกินไม่หมดคดกินไม่นาน นั้นก็เป็นภาษิตของไทยเรา
เป็นคำเตือนในการฉ้อราษฎร์บังหลวง มั่งอะไรมั่งก็ว่ากันไป
มีภาษิตเตือนไว้หละดีทั้งนั้นแหละ ถ้าทำตามภาษิตได้ก็ดี ถ้าไม่ทำก็ไม่ดีก็ว่ากันไปนะครับ
อีกภาษิตนึงบอกว่า กือ
- ล่อง - จา - เออ - หม่า - จี - ก่า - ค๊ะ - จา - เออ - หม่า - โละ
บุญกินไม่หมด
แรงตนพอกิน ถ้าทำบุญไว้จะมีอานิสงไปเสมอนะครับ เพราะอะไร เพราะว่าเรานั้นมีแรงอยู่
พอที่จะทำได้ก็ขอให้ทำไปเถิด
ถ้าจะตรงกับภาษิตไทยทางเขตจังหวัดนครราชสีมา จะบอกว่า ผีกินแรงตายคนกินแรงไม่ตาย
เพราะนั้นยอมเถอะทำงานหนักหน่อย บางทีก็ยอมทำงานให้เพื่อน ที่เพื่อนเค้าไม่ทำงาน
ก็ทำไปแทนเค้าเถอะ คนกินแรงไม่ตายหรอก ถ้าผีกินแรงถึงจะตาย เพราะนั้นอย่าไปน้อยอกน้อยใจ
งานหนักเกินไปในขณะที่คนอื่นเค้าไม่ทำหนักเท่าเราน่ะ
ถือว่าทำงานหนักนั่นแหละเป็นความดี มีงานก็มีบุญ ไม่มีงานก็ถือว่าไม่มีบุญ
ทำงานมากก็มีบุญมากทำงานน้อยก็มีบุญน้อยนะครับ
ภาษิตอีกบทหนึ่งยิ่งน่าสนใจ บอกไว้ว่า หม่อง - เช่ - ชู - มิ - หม่อง -
เชะ - แยะ - เล - มา เป็นคำพูดที่หนุ่มสาวใช้เกี้ยวพาราสีกัน ในเวลาที่อยู่ที่กาลาลาเซอ
หม่อง - เช่ - ชู - มิ - หม่อง - เชะ - แยะ - เล - มา พอแปลตามตัวแล้วฟังยาก
แปลว่า เลี้ยงสิบม้าไว้ เลี้ยงม้าสิบตัวไว้ จะช่วยล้างขี้ม้ าคงเป็นผู้ชายรึผู้หญิงมั้ง
ว่าฝ่ายนั้นเลี้ยงม้าไว้สิบตัว ล้างขี้ม้ายาก ตัวจะมาช่วยล้างขี้ม้าให้ดีมั้ย
นี่เป็นคำจีบกัน
อันนี้ผมพยายามถามดู
อาข่าที่เค้าตอบมาก็ตอบโดยไม่แน่ชัดเท่าไหร่นักนะครับ ผมจะพยายามศึกษาอีกว่า
เวลาจีบกัน ทำไมถึงพูดถึงเรื่องนี้ เลี้ยงม้าไว้สิบตัว เลี้ยงสิบม้าไว้
หม่อง - เช่ - ชู - มิ นี่ฮะ ช่วยล้างขี้ม้า รึแปลว่าตัวมีม้าอยู่สิบตัว
แล้วตัวจะไปช่วยล้างขี้ม้าให้เค้าอีก ใช้จีบกัน
ไอ้อย่างนี้เอามาจีบกันก็คนไทย
นี่คนไทยจะฟังรู้เรื่องไหมหนอเนี่ย ถึงรู้เรื่องเรียบร้อยจะสามารถตีความได้มั้ย
ว่าทำไมถึงเอามาจีบกันอย่างนี้ คนไทยเราไม่จีบกันอย่างนี้นะ เริ่มรายการวรรณกรรมสองแควนี่
ผมยังเคยพูดถึงการจีบกันของคนอีสานเค้านะ ที่เค้าใช้ผญาจีบกัน
ผญา
ต้องออกเสียงขึ้นจมูกนะ ผญา ที่เค้าจีบกัน นั้นจีบกันดี ฝ่ายชายเวลาจะไปจีบผู้หญิงซึ่งเค้าลงข่วงอยู่
ปั่นด้ายเนี่ย จะถามเค้าว่า อั่นวังเวิ้ลนี่มีขอนข่องบ่ ผิมีขอนข่องแหทองอ้ายซิหว่านลงไปน่า
ในหนองน้ำนี้มีขอนไม้มั้ย ถ้าไม่มีขอนไม้พี่จะทอดแหทองคำลงไปล่ะนะ ถามอย่างนี้ต้องตีความได้ว่า
น้องมีแฟนหรือยัง แต่แทนที่จะถามว่าน้องมีคู่ครองหรือยัง ถามยังงี้มันตื้นไป
ต้องพูดให้เพราะ
ผู้หญิงเค้าก็ชอบคนจีบไพเราะนะ จีบอย่างนี้ต้องใช้ปัญญาด้วย จึงเรียกว่า
ผญา เพราะนั้นคนที่ฟังก็ต้องใช้ปัญญาฟังไม่งั้นไม่รู้เรื่องเลย มาเที่ยวถามได้ไง
ในหนองน้ำนี่มีขอนอยู่มั้ย เดี๋ยวพี่จะทอดแหทองคำลงไป ยัยผู้หญิงก็ถ้าไม่รู้เรื่องละยุ่งกันใหญ่
ผู้หญิงเค้ารู้เรื่อง
เค้ามักจะตอบว่า โอ้ย... มีโอ้ยก่อน คนอีสานเจ็บปวดอะไรไม่รู้ร้องโอ้ยก่อนเนี่ย
..โอ้ย..น้องนี่ปอดอ้อยส้อย เสมออ้อยก๋างก๋อกาบน้อยบ่มีห่อหน่อหน้อยบ่มีแซมเด้ออ้ายเด้อ
แปลว่า น้องนี้นะเปรียบประดุจจะอ้อย ที่ขึ้นมากลางกอเลย ไม่มีอะไรมาแผ้วพานเลย
แปลตามตัวก็แปลว่า น้องไม่มีแฟนหรอก จะจีบก็จีบเถอะ
คนภาคกลางได้ยินเข้าก็งง ไอ้นี่บอกจะทอดแห ยัยนี่บอกเรื่องอ้อยยังงี้ ฟังดูแต่มันก็ดีด้วยกันทั้งคู่นะท่านนะ
อันนี้ก็คงจะเหมือนกันเนี่ย หม่อง - เช่ - ชู - มิ - หม่อง - เชะ - แยะ
- เล - มา เนี่ย เลี้ยงสิบม้าไว้จะช่วยล้างขี้ม้านี่นะฮะ ถ้าเป็นทางอีก้อเค้ามีนัยอะไรบางอย่าง
ซึ่งต้องศึกษาในเชิงของภาษาอีกครั้งหนึ่ง คงต้องใช้วัฒนธรรมเป็นหลักครับ
เรื่องเกี่ยวกับม้า
เรื่องเกี่ยวกับอะไรนี่นะครับ นี่ผมคงต้องค้นต่ออีกซักครั้งหนึ่ง ไม่เช่นนั้นคงจะกราบเรียนท่านผู้ฟังได้แต่เพียงอย่างนี้แหละครับ
มันจะเป็นไปตามจริง ๆ ในสังคมอีก้อรึเปล่าก็ไม่ทราบ เพราะว่าภาษิตบทนี้คำพังเพยนี้
เค้าใช้ในการเกี้ยวพาราสีกันระหว่างชายหญิง นี่ผมไม่อยากจะพูดหรอกว่าชายหนุ่มหญิงสาว
ชายแก่หญิงเฒ่าก็จีบกันได้ ด้วยคำพูดเช่นนี้นะท่านนะ
ภาษิตอีกบทหนึ่ง อันนี้ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเคยได้ยิน แต่ก็รู้ความหมายเพียงครึ่งเดียว
ให้ความรู้เยอะเลย เค้าบอกว่า ปอ - ช้วย - คื้น - เออ - ด่อ - แผ่ - ซะ
- หล่อง - คื้น - เออ - วอ - พอง แปลตามตัวนะ อ้อยหวานที่โคนต้น อ้อยจะหวานที่โคนต้น
ส่วนข้าวฟ่างจะหวานกลางลำ ข้าวฟ่างหวานกลางลำ
ไอ้ผมก็เคยกินแต่ข้าวฟ่าง กินเมล็ดมันนะ กินลำต้นของข้าวฟ่างนี่ก็ไม่เคย
นี้เค้าบอกว่าข้าวฟ่างเนี่ยกลางลำจะหวานต่างจากอ้อย อ้อยนั้นจะหวานที่โคน
ที่เราทราบมานั้นถูกต้อง อ้อยนั้นโคนหวานปลายจะจืด ถ้าเป็นอ้อยของบางที่นั้น
โคนจะหวานแต่ปลายจะเค็มอย่างนี้นะฮะ แปลกดีอยู่ คงจะดินเค็มมั้ง แต่ข้าวฟ่างนั้นตรงกลางจะหวาน
พูดอย่างนี้ทำให้นึกถึงว่า ข้างฟ่างนั้นกินต้นได้นะท่านนะ ถ้าเอาต้นมากิน
ไม่ได้กินเฉพาะลูกข้าวฟ่างเนี่ย เหตุใดอาข่าจึงได้มีภาษิตอย่างนี้ นี่ก็เป็นวรรณกรรมของอาข่า
ซึ่งถ้าจะพูดต่อก็ โอ๋มากมายท่านผมว่า มาก นี่อาจจะทำให้ท่านเบื่อ เลยอาจจะข้ามไปเป็นวรรณกรรมของอาข่าพวกนิทานบ้างจะดี
ก็จะมีนิทานอาข่าซักเรื่องหนึ่ง เอาเป็นตำนานไปก็แล้วกันนะฮะ เป็นพวก myth
พวก legend พวกรวมสังกัดอยู่ใน folktales เนี่ย ก็เป็นนิทานทั้งหมดนี่แหละ
เรื่องเทพเจ้าแห่งสัตว์นี่ใช้เป็นภาษาอาข่าว่า สะ - จี - สะ - ซ้อง เทพเจ้าแห่งสัตว์
เรื่องก็มีอยู่ว่า
ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ครั้งกระโน้น กระโน้นกระไหนก็ว่ากันไปเถิด อาข่าเค้าก็ว่าครั้งกระโน้นนั่นแหละ
เทพเจ้าแห่งสัตว์ เทพเจ้าแห่งสัตว์นี่มีสององค์ องค์หญิงและก็องค์ชาย สัตว์นี่มีเทพเจ้าสององค์
คือ องค์หนึ่งเป็นหญิง องค์หนึ่งเป็นชาย
เทพที่เป็นชายนั้นจะเลี้ยงสัตว์ป่า สัตว์ป่าที่องค์เทพผู้ชายเลี้ยงเนี่ย
สัตว์ป่าพวกนี้ฉลาด เออนี่ พูดมาอย่างนี้มีเงื่อนงำทางการเลือกปฏิบัติทางเพศรึเปล่าก็ไม่รู้ว่า
ถ้าเทพเลี้ยงสัตว์ป่าละก็ ถ้าเทพผู้ชายเลี้ยงเนี่ย สัตว์ป่าจะฉลาด ทำให้คนล่าสัตว์ไม่ได้หรอก
เพราะสัตว์นั้นมันฉลาด
สัตว์ป่าที่เทพองค์หญิงเลี้ยงนั้นจะเชื่อง เค้าก็ไม่ได้ว่าโง่นะ เค้าว่าเชื่องนะ
คนก็เลยล่าสัตว์ได้เสมอ เทพสององค์นี่มักจะนำสัตว์ไปเลี้ยงในที่ที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์น่ะ
แต่คราวนี้เรื่องที่จะพูดนี่จะพูดถึง สัตว์ป่าองค์ที่เทพองค์หญิงพาไปเลี้ยงซะก่อน
เทพผู้หญิงนะ เทพผู้หญิง ฟังดูชอบกลเนาะ เทพผู้หญิง เทพธิดา เอาเทพผู้หญิงก็ละกันเถอะ
เทพผู้หญิงนี่ก็พาสัตว์ป่าไปเลี้ยง ขณะพาไปนั้นเผอิญไปพบไร่ ซึ่งชาวบ้านเค้าปลูกข้าว
ปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารไว้เนี่ย ไว้สวยงามเลย ก็พาสัตว์ไปเลี้ยงในไร่ของเค้า
เทพผู้หญิงนี่เหลือเกินนะรู้ว่าเป็นไร่อยู่แล้ว เค้าปลูกอยู่แล้ว พาสัตว์ป่าเข้าไปเลี้ยงได้ยังไงก็ไม่รู้ละ
เนี่ย เผอิญไปพบกับนี่ครับ พาเค้าไปเลี้ยงเนี่ย ชาวบ้านนี่นะเค้าพบเข้า
เค้าก็ทำที่ดักสัตว์ ซึ่งทางภาษาโน้นเรียกว่า เห่า ของอาข่าเรียก เห่า
แปลว่า กับดักสัตว์เนี่ย เค้าก็ไปดักเอาไว้
ถ้าไปดักกับดักสัตว์เนี่ย
ชาวบ้านเคยนำไปดัก สัตว์ที่เทพผู้ชายนำไปเลี้ยงปรากฏว่าไม่ติดท่าน สัตว์ไม่เข้าไปเลย
สัตว์ป่าที่อยู่กับเทพผู้ชายนี่ฉลาด ไม่ติดกับว่างั้นเถอะ ไม่ติดกับดัก
ไม่ติดเห่า ไม่เหมือนกับที่เทพองค์ผู้หญิงเนี่ย เลี้ยงสัตว์ป่าติดเห่าบ่อย
ติดกับดักบ่อย
เพราะอะไร เพราะเทพองค์ผู้ชายนี่ฉลาด ถึงเวลาจะนำเอาเห่าลงไปให้สัตว์ป่านี่ดู
เพราะนั้นสัตว์ป่ารู้หมดเลย ส่วนเจ้าของไร่เนี่ย ก็เลยรู้ว่าถ้าเป็นสัตว์ป่าที่เทพผู้ชายนำมาเนี่ย
เขาไม่เข้าไปดักหรอก เสียหมด เดี่ยวก็เห่าหายไปอีก เค้าก็เลยรอเวลาเทพองค์หญิงนำมา
เค้าสังเกตดูว่าเทพผู้หญิงเนี่ย เวลานำสัตว์เข้ามาในไร่แล้ว ก็จะปล่อยสัตว์ให้พักอยู่ที่ใดก็ปล่อยไปเรื่อย
เห็นว่าเทพหญิงนั้น พอปล่อยฝูงหมูป่าแล้วก็ไม่สนใจหรอก ว่าจะโดนเห่าของชาวบ้านดักไว้มั้ย
เห่า คือ ที่ดักสัตว์นี่นะครับ เค้ามักจะหาต้นหยวกเพียงต้นหนึ่ง นี่เทพผู้หญิงนะ
ขึ้นไปอยู่บนยอดหยวกต้นนั้น ต้นหยวกคือต้นกล้วยท่าน มันก็แปลกนะ เทพผู้หญิงนี่ชอบอยู่บนต้นกล้วยแฮะ
เออรึว่าขึ้นง่ายมันไม่มีหนามก็ไม่รู้น่ะนะ รึขึ้นแล้วจะสนุกนะ เวลาขึ้นเวลาลงต้นกล้วย
อาจจะสนุกก็เป็นได้นะ เทพผู้หญิงคิดอย่างนั้นกระมังเนี่ย นี้ก็ไม่เข้าใจ
เทพผู้หญิงชอบขึ้นไปอยู่บนยอดต้นกล้วย ต้นหยวกเนี่ย จะนั่งปั่นฝ้ายเป็นประจำ
เออขนาดไปอยู่บนยอดเนี่ย ก็ยังต้องปั่นฝ้ายอยู่เป็นประจำนะท่านนะนี่นะ
แสดงว่าเทพนี่ต้องปั่นฝ้ายแหละ เมื่อหมูป่ากินอิ่มแล้ว จะพาฝูงหมูป่ากลับ
เทพผู้หญิงก็พาหมูป่ากลับ สัตว์เลี้ยงนี่คือหมูป่าทั้งนั้นเลยท่าน พาหมูป่ากลับ
เจ้าของไร่เค้าสังเกตอย่างนั้น วันหนึ่งเค้าก็เลยใช้มีดเนี่ยหั่น บั่นต้นหยวกเป็นท่อน
ๆ นะท่านนะ เป็นท่อน ๆ และก็พอถึงเวลาก็เอาไปวางไว้ เทพผู้หญิงขึ้นไปนั่งปั่นฝ้าย
พอขึ้นไปปั๊บ ต้นหยวกก็ล้มลงมา แค่นั้นแหละหมูป่าวิ่งหนีคนละทางสองทาง
ปรากฏว่าหมูป่าจ่าฝูงไปติดเห่า ตายไปเลย แย่เลย
ตั้งแต่นั้นมา ก็เลยเทพทั้งคู่เนี่ยก็เลยไม่พอใจนัก ชาวบ้านก็ไม่ค่อยพอใจนัก
เพราะเทพเนี่ยพาฝูงสัตว์เข้าไปกินเรื่อย และเกิดการต่อสู้กันระหว่าเทพกับชาวบ้าน
ทางฝ่ายชาวบ้านนั้นก็ตั้งข้อสังเกตว่า เทพเนี่ยนะ เวลาจะทำอะไรมักจะเอา..
เวลาจะดื่มน้ำก็เอาเท้าแช่น้ำ แล้วน้ำก็ซึมเข้าไป ส่วนเทพก็สังเกตเห็นว่า
ชาวบ้านเวลาจะดื่มน้ำมักจะเอามือวักน้ำ ก็เลยคิดเอาว่าหัวใจชาวบ้านอยู่ที่มือ
ส่วนชาวบ้านก็คิดว่าหัวใจของเทพอยู่ที่เท้า
ทั้งคู่ก็เลยทะเลาะกัน ทะเลาะกันตีกัน ปรากฏว่าตีกันไปตีกันมา ก็เลยฝ่ายของเทพยอมแพ้เพราะถูกบีบเท้า
ยอมแพ้ ยอมแพ้ก็เลยบอกว่า ต่อไปเนี่ยจะไม่นำสัตว์ลงมาแล้ว ถ้าสัตว์ลงมากินอาหารของคน
ก็ให้สามารถฆ่าสัตว์ได้
ตั้งแต่นั้นเวลาสัตว์มาทำลายพืชพันธุ์ธัญญาหารของคน คนก็กำจัดสัตว์ได้โดยไม่ต้องต่อสู้กับเทพอีกเลย
เรื่องนี้ก็จบลง ช้างป่าก็เลยสบายไปหน่อยอย่างนี้อีกมั้งนี่
นี่คนเล่าชื่อ
อาเจ่อ มาเยอะ นะครับ ก็จบแค่นี้แหละครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน
พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ สวัสดีครับ