สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ
รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่งครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง
ดำเนินรายการครับ
ในวันนี้จะพูดถึงวรรณกรรมประยุกต์สักเล็กน้อย
และจากนั้นถ้ามีเวลาก็จะต่อวรรณกรรมบริสุทธิ์ ที่พูดว่าวรรณกรรมประยุกต์และวรรณกรรมบริสุทธิ์เนี่ย
เพราะพูดตามการใช้ครับ นักปราชญ์ทางวรรณคดียุคเก่าสุดเลยเนี่ย เค้าก็แบ่งวรรณกรรมเป็นสองประเภท
ประเภทแรกเรียกว่าวรรณกรรมบริสุทธิ์ใช้เป็นภาษาอังกฤษว่า pure literature
ประเภทที่สองก็เป็นวรรณกรรมประยุกต์ใช้เป็นภาษาอังกฤษว่า apply literature
วรรณกรรมบริสุทธิ์นั้นเป็นเรื่องทางอารมณ์โดยตรง ให้คุณค่าทางอารมณ์ ฟังแล้ว
อ่านแล้ว ก็เกิดมีทั้งความสงบ มีทั้งความโศก ความเศร้า มีทั้งความโกรธ
ความรัก ความหึงหวง หลายอย่างครับ นั่นเป็นเรื่องทางอารมณ์ แต่ถ้าหากว่าเป็นวรรณกรรมประยุกต์
เค้าจะเน้นมาทางด้านของการใช้ นำไปใช้ในเรื่องของการงาน ในเรื่องของตำรา
ในเรื่องของการสั่งสอน ในเรื่องของบันทึกทางประวัติศาสตร์ เหล่านี้เป็นวรรณกรรมประยุกต์ครับ
วรรณกรรรมประยุกต์นี่ก็มีใช้อยู่ในแทบทุกยุคทุกสมัย
ในชีวิตประจำวันของเราก็มีอยู่ ยกตัวอย่าง เช่น ช่างตีเหล็ก เค้าจะมีภาษิตของเค้าว่า
ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม ตีเหล็กต้องตีช้า ๆ แล้วจะได้พร้าออกมาเป็นเล่มงาม
นั่นเป็นภาษิตของช่างตีเหล็กนะครับ อย่าไปสับสนกับภาษิตของคนที่อยู่ริมแม่น้ำ
วรรณกรรมของคนที่อยู่ริมแม่น้ำที่มีน้ำขึ้นน้ำลง อันนั้นเค้าพูดถึงความเร็ว
เค้าบอกว่าน้ำขึ้นให้รีบตัก นี่มันเป็นภาษิตของคนอยู่ริมแม่น้ำ ส่วนช้า
ๆ ได้พร้าเล่มงาม ภาษิตช่างตีเหล็ก
หลายคนถามจะให้เอาไงกันดี เดี๋ยวให้ช้า เดี๋ยวให้เร็ว มันแล้วแต่อาชีพ
มันแล้วแต่การงาน มันแล้วแต่ความประสงค์ครับ
วรรณกรรมที่เค้ามีขึ้นเพื่อรับใช้จุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งเนี่ยนะครับ
เค้าเรียกว่าวรรณกรรมประยุกต์ครับ และเรื่องของวรรณกรรมประยุกต์นี่นะครับ
ผมมีเรื่องที่กราบเรียนเสนอท่านผู้ฟังอยู่หลายประเด็น ผมมีโอกาสได้ไปบรรยายที่บริษัทไทยแอโร่ว์ที่สระโคล่เนี่ยนะครับ
ที่พิษณุโลกไทยแอโร่ว์เนี่ย เค้าก็มีคนทำงานทั้งหมดผมคาดว่าประมาณห้าพันถึงหกพันคนประมาณนั้น
ผมยังไม่ได้ตัวเลขที่แน่นอนหรอกนะครับ แล้วก็ที่สำคัญก็คือว่าบริษัทนี้มันอยู่ในเครือของยาซากิกรุ๊ป
ฟังชื่อดูถ้าฟังแอโร่ว์เนี่ยท่านฟังแล้วก็งงนะครับ พอบอกยาซากิกรุ๊ปนี่อันนี้นึกออกทันทีว่ามันจะมีที่มาในการทำงานแบบไหนนะครับ
ที่นี่นั้นเค้ามีลักษณะวิธีการทำงานเป็นแบบญี่ปุ่นครับ เค้าจะมีภาษิตมีวรรณกรรมเป็นคำขวัญ
เป็นคติพจน์ ถ้าจะพูดเป็นภาษาอังกฤษก็ว่าบางแห่งก็มีเป็น motto อะไรทำนองนี้นะครับ
เค้าจะเขียนเอาไว้มากมายทีเดียว เขียนแล้วก็เอาติดไว้ในที่ทำงานแต่ละที่
เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจผู้ที่ทำงาน
ผมอ่านดูแล้วผมก็จดเอามาเป็นบางอย่างครับ
ก็ได้รับความอนุเคราะห์จากท่านวราลักษณ์ ท่านก็ให้มาส่วนหนึ่ง มีเขียนเอาไว้น่าฟัง
เช่น เข้าไปเนี่ยเค้าจะมีอักษรใหญ่ตัวโต เขียนไว้เลยว่าเป็นภาษาอังกฤษนะฮะ
One for all All for one แล้วมีคำแปลเป็นภาษาไทยอีก องค์การทำเพื่อทุกคน
ทุกคนทำเพื่อองค์การ อันนี้ดีนะครับ องค์การทำเพื่อทุกคน ทุกคนทำเพื่อองค์การ
One for all All for one มันเป็นลักษณะการพึ่งพาอาศัยกัน เพื่อให้เกิดผลประโยชน์
อันเป็นที่พึงปรารถนาของทุกฝ่าย
ถ้าจะถามว่าภาษิตไทยเค้ามีไหมอย่างนี้ มีมากมายเลยแหละครับภาษิตไทยเนี่ย
ให้เห็นว่าถ้าขาดอีกฝ่าย อีกฝ่ายหนึ่งจะอยู่ไม่ได้ ต้องทำเพื่อเสริมซึ่งกันและกัน
ของเราก็มีภาษิตอยู่เช่น บอกว่า เสือพีเพราะป่าปรก ป่ารกเพราะเสือยัง ดินดีเพราะหญ้าบัง
หญ้ายังเพราะดินดี เนี่ยฮะพึ่งพาอาศัยกัน นี่ฮะเค้าบอกชัด เสือจะอ้วนได้เพราะว่ามีป่า
ๆ ให้เค้าอยู่ป่าทึบอยู่ให้เค้าอยู่ ส่วนป่าที่จะทึบได้นั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะมีเสือที่มันดุอยู่
ไม่มีใครกล้าไปทำลายป่า ในสมัยก่อนนะครับเสือดุไม่มีคนกล้าเข้าไป เดี๋ยวนี้ถ้ามีเสืออยู่ก็ทั้งป่าทั้งเสือแหละครับ
โดนไปพร้อม ๆ กันไม่มีเหลือหรอก แต่ถ้าแต่ก่อนล่ะก็มีเสือมาก ๆ คนไม่กล้าเข้า
แต่ก็คำพูดนี้ยังเป็นความจริงอยู่ในประเทศเนปาลนะครับ ของอินเดียตอนเหนือก็เช่นเดียวกัน
เสือพีเพราะป่าปรก ต้องเสืออ้วน ถึงจะเสืออ้วนก็เพราะมีป่าช่วยอยู่ ป่าช่วยอะไร
ให้เค้าให้เป็นที่อยู่ของเสือ ป่ารกเพราะเสือยังเป็นป่าดงดิบได้เพราะมีเสือเนี่ยฮะ
เนี่ยเสือก็อ้วนเพราะมีป่าอยู่ ถ้าไม่มีป่า เสือก็ผอม
เสือผอมเนี่ยเค้าถือเป็นอัปมงคลนะท่านนะ ไม่ได้นะเสือผอมเนี่ย ถือมากเป็นอัปมงคล
เค้าบอกคำภาษิตมีอยู่บทหนึ่ง คำแสดงลักษณะต่อไปนี้เป็นอัปมงคล เค้าบอกว่า
เสือพี ฤาษีผอม นะครับ สตรีมีนม อันนี้เป็นมงคลนะครับ ถ้าอัปมงคลคือตรงกันข้าม
เสือผอม ชีอ้วน สตรีไม่มีนม อันนี้ถือว่าเป็นไม่ดี เป็นของไม่ดี ไอ้ไม่ดีนี่มันก็เป็นที่
ๆ นะท่านนะ บางที่อาจจะดีก็ได้ ไม่ได้หมายความว่าถ้าพูดอย่างนี้แล้ว มันเป็นจริงไปทั่วโลกไม่ใช่หรอก
แต่อย่างน้อยที่สุดที่ผมยกมาก็คือให้เห็นว่า คำว่าตรงกันก็คือถ้าเสืออ้วนเนี่ย
จะน่ากลัว เสือรูปร่างกำยำนะ พ่วงพีกำยำงี้น่ากลัว ถ้าเสือจะมีพ่วงพีกำยำได้เพราะมีป่าเป็นที่อาศัยเป็นอย่างดี
ถ้าหากว่าป่ารกเนี่ย เสือก็ยังคงอยู่ ในขณะเดียวกันที่ดินดีเนี่ย เพราะมีหญ้าบังอยู่
ก็เชื่ออย่างนั้น ถ้าฆ่าหญ้ามาก ๆ ดินมันจะเสียหรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจเลยนะนี่นะ
ดินดีเพราะหญ้าบัง หญ้ายังเพราะดินดี ที่หญ้าขึ้นสวย ก็เพราะดินดี มันพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
เหมือนกับภาษิตของบริษัทไทยแอโร่ว์เนี่ย ยาซากิกรุ๊ป ที่เค้าบอกว่า One
for all All for one องค์การทำเพื่อทุกคน ทุกคนทำเพื่อองค์การ นี่น่าคิด
แล้วนอกจากนี้แล้วเค้ายังมีภาษิต มีคำขวัญ มีคติพจน์ของเค้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของเทคนิค
เรื่องของการระบบปรับปรุงงานที่นำมาใช้ในขบวนการผลิต คือนำไปสู่ความสำเร็จ
ในการดำเนินโครงการของเค้า ถ้าท่านสนใจเค้าผลิตอะไร ท่านก็ลองสอบถามเค้าดู
ผมเข้าใจว่าเป็นสายไฟฟ้าที่ใช้ในรถยนต์ทุกชนิด ผมเดาเอานะ แต่ผมก็ยังไม่มีโอกาสถามอะไรเท่าไรนัก
เพราะเป็นผู้ไปบรรยายซะมากกว่า
ก็จะต้องถามว่าในการผลิตที่จะให้ดีนั้น มีส่วนประกอบอะไรบ้างล่ะ มีองค์ประกอบอะไรบ้างในโครงสร้างของการผลิตของเค้า
บริษัทนี้เค้าก็ตั้งไว้ว่ามี 4 m
m 4 ตัว m ในที่นี้ก็อักษร m ของภาษาอังกฤษนะครับ m ตัวแรก เค้าแทนคำว่า
man ก็คือคน จะผลิตได้ต้องมีองค์ประกอบอย่างหนึ่งคือ คน ตัวนี้ขาดไม่ได้
man ในที่นี้แปลว่า คน อย่าไปแปลว่าผู้ชายนะท่านนะ เพราะคนที่ทำงานในนั้นน่ะผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่
man แปลว่า คน human being แปลว่า คน ดูจะง่ายหน่อย แปลว่า คนหลายคน คำว่า
man จะไปแปลว่าคนได้ไง man ก็แปลว่าผู้ชายสิอะไรทำนองนั้น a man ชายคนหนึ่งเงี้ย
man ในที่นี้ให้แปลว่า คนนะท่านนะ
ส่วนประกอบแรกในสี่องค์ประกอบคือ ต้องมีคน ดูจะไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับคนหรอก
ในชีวิตของการทำงานเนี่ยนะครับ ต้องมีคน อะไร ๆ จะไปเก่งกว่าคนเนี่ยค่อนข้างจะยาก
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นคนเป็นคนคิดประดิษฐ์ทำขึ้น เพราะนั้นคนจึงเป็นศูนย์กลางจักรวาลของเราทีเดียวแหละ
แรกคือคน แต่มีคนอย่างเดียวคงผลิตอะไรยากอยู่พอสมควร ถ้าจะให้มันรวดเร็วนะฮะ
เค้าจะมี m ตัวที่สอง คือ machine ก็คือเครื่องจักรครับ เค้ามีเครื่องจักรอันนี่เฉพาะของเค้านะท่าน
อย่าไปปนกับ 4 m ของหลักการบริหารนะครับ เพราะสี่เอ็มอันนั้นประกอบไปด้วย
man ประกอบไปด้วยบุคลากร ประกอบไปด้วย material พวกวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ
ประกอบด้วย money คือ เงิน แล้วก็ประกอบด้วย management คือ การจัดการ
อันนั้นเป็นเรื่องการบริหาร four m หรือ 4 m เหมือนกันแหละครับ
แต่นี่ของเค้าจะแตกต่างจากที่เราเคยได้ยินมาในเชิงการบริหาร เพราะอันนั้นเป็นเรื่องการผลิต
ประกอบด้วย man ประกอบด้วย machine ประกอบด้วยคน ประกอบด้วยเครื่องจักร
นี่เราเอามาใช้จะเป็น SME มันก็ยังอยู่ในวงนี้ทั้งนั้นแหละครับ ประกอบด้วย
material ประกอบด้วยวัตถุดิบ ในที่นัเค้าใช้วัตถุดิบนะครับ และประกอบด้วย
method คือ วิธีการ
คำขึ้นต้นของทั้งสี่คำนี้มันขึ้นต้นด้วยตัวเอ็ม ในภาษาอังกฤษ เอ็มเอเอ็น
แมนยังงี้น่ะครับ หรือแมทชีนก็เอ็มเอซีเฮชไอเอ็นอี มาจนถึงแมทธอทคือเอ็มทีพีเฮชโอดี
มันก็เลยกลายเป็นสี่เอ็มนะฮะ อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของการผลิต 4 m ในที่นี้ก็คือ
คน เครื่องจักร วัตถุดิบ และ วิธีการ หรือใช้เป็นภาษาอังกฤษว่า man machine
material method นี่ก็เป็นสี่องค์ประกอบที่สำคัญ เรานำมาใช้ในอุตสาหกรรมใด
ๆ ก็ได้
อุตสาหกรรมการทำขนมจีน ต้องมีคนแน่นอน ต้องมีเครื่องจักร หรือไม่ก็อุปกรณ์ที่ช่วยทำ
ต้องมีวัตถุดิบจะเป็นแป้งหัก แป้งสด ต้องใช้ข้าวทั้งนั้นแหละ และต้องมีวิธีการทำ
ในการผลิตต้องเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น มีสี่อย่างนี้
จากสี่อย่างนี้น่ะครับเวลาผลิตอะไรขึ้นเนี่ย เค้าจะตรวจสอบอะไรมั่งล่ะ
อะไรบ้างที่ควรจะตรวจสอบ ตรวจสอบว่ามีการผลิตและตรวจสอบ จะตรวจสอบยังไง
สิ่งที่น่าจะตรวจสอบก็คือ ตรวจสอบ 3 m ต่อไปนี้ มันไม่ค่อยจะเหมือนกับไอ้เอ็ม
4 ตัวแรกที่ว่ามานะครับ มันแตกต่างกันเลย เพราะว่าใช้ภาษาญี่ปุ่น แล้วตานี้
3 m ตัวนี้นี่เค้าจะดูว่า มันมีอะไรที่ทำให้เสียหายในระบบการผลิต เค้าก็เขียนไว้
เพราะเค้าบอก m แรกคือ muda อันนี้เป็นภาษาญี่ปุ่น ผมน่ะออกเสียงไม่ชัดหรอก
แต่ก่อนจะมาออกอากาศนี่ ผมก็ปรึกษาท่านอาจารย์โอบะดูแล้วล่ะ ท่านอาจารย์โอบะท่านก็พยายามช่วยเหลืออยู่
แต่เสียงผมก็ไม่ชัดอยู่นั่นแหละครับ
m
แรกคือ muda คือ ความสูญเปล่า ตัวนี้ล่ะครับ ถ้าทำไปแล้วมันสูญเปล่าเนี่ย
มันเสียหายมากเลย คือไม่ว่าจะเอาคนเข้ามาแล้วก็สูญเปล่าใช้ไม่ได้ เครื่องจักรว่างอยู่
หรือว่าวัตถุดิบไม่ได้ใช้ วิธีการที่มีด ีๆ ไม่นำมาใช้ อย่างนี้เรียกว่าความสูญเปล่า
เค้าขจัดตัวนี้ออก muda เนี่ยต้องเอาออก เป็นความสูญเปล่า
ที่จริงในชีวิตการทำงานทั่ว
ๆ ไป ไม่เฉพาะการผลิตหรอกครับ บางทีมันมีความสูญเปล่านะท่านนะ ในวันนึง
ๆ มียี่สิบสี่ชั่วโมงเนี่ย บางทีเราตรวจสอบดูว่าเรามีความสูญเปล่าไปตั้งเกือบ
ๆ ครึ่งชั่วโมงก็มีน่ะ มันเฉย ๆ น่ะมันไม่ได้มีเรื่องที่จะทำให้อะไรดีขึ้น
ทั้งกายและใจและการผลิตเลยน่ะครับ นี่เป็นความสูญเปล่า
m
ตัวที่สอง mura คือ ความไม่สม่ำเสมอนะครับ ไม่คงเส้นคงวา ถ้าการทำงานเนี่ยมีความไม่สม่ำเสมอ
ไม่คงเส้นคงวาล่ะจะไม่ดี เพราะนั้นเค้าจึงมีวรรณกรรมออกมาของเค้าอย่างนี้
บอกชัดเลยว่า
3 m นี้ต้องหลีกเลี่ยงให้ได้ m แรกคือความสูญเปล่าหรือ muda m ที่สองคือ
ความไม่สม่ำเสมอ ความไม่คงเส้นคงวา ความไม่แน่นอนเนี่ย หรือ mura และ m
ตัวที่สามตัวเนี้ย เกิดกับคนอย่างมากที่สุดเลยล่ะครับ ถ้าทำงานหนัก ๆ เต็มที่นะครับ
จะเกิดสิ่งนี้เป็น m ที่ต้องหลีกเลี่ยง m ตัวนี้ตรงกับภาษาญี่ปุ่นว่า muri
ก็คือ ความเครียด ความเมื่อยล้า เมื่อไหร่ที่ทำงานแล้วมันเครียด มันเมื่อยล้าเนี่ย
มันจะไปยากนะท่านนะ เหมือนนักกีฬาแหละครับถ้าเค้าเล่นฟุตบอลน่ะเหนื่อย
ๆ จัดเต็มที่ จะเห็นจะไปไม่ได้ ต้องเปลี่ยนตัวครับ เอาออกมาพักสักครู่ซักสิบนาทีหรือเท่าไรก็แล้วแต่
พอสดชื่นแข็งแรงเข้าไปเล่นอีก แบบนี้จะดี แต่ถ้าปล่อยให้เล่นจนล้าไปเต็มที่เลยเนี่ย
เค้าจะไปไม่ไหว คนทำงานก็เหมือนกัน เครียดจัดมีความเมื่อยล้าเหนื่อยหรือจะเหนื่อยอ่อน
อะไรก็แล้วแต่เถอะ อ่อนไม่อ่อนก็แล้วแต่เถอะ อย่างงี้น่ะครับก็จะต้องหลีกเลี่ยงเสีย
สามอย่างนี้น่ะครับ
ถ้าเกิดขึ้นล่ะก็เชื่อเถอะการผลิตเนี่ยจะไปได้ช้า และผลคุณภาพจะไม่ดี ปริมาณก็จะไม่ถึงตามที่ต้องการ
3 m นี้คือ muda mura muri ความสูญเปล่า ความไม่สม่ำเสมอ ไม่คงเส้นคงวา
ไม่แน่นอน แล้วก็ความเครียด ความเมื่อยล้า ความเหนื่อยอ่อน พวกนี้นะครับ
นี่ก็เป็นสามประการเนี่ยครับ 4
m ก็ว่าไปแล้ว
ทั้งหมดนี้เค้าเขียนเอาไว้เป็นเครื่องเตือนใจ
ถ้าเมื่อไหร่เราเห็นว่ามันสูญเปล่าล่ะก็ อย่าให้เกิดขึ้น เหมือนกับเราไปพบน้ำประปานะครับ
เปิดแล้วมันไม่มีน้ำก็เลยเปิดก๊อกเอาไว้ พอน้ำมา โอ้โฮ้มันสูญเปล่า คราวนี้น่าเสียดายมากเลย
เอ๊ะต้องมีวรรณกรรมเตือนไว้ตรงนั้นนะว่า เปิดแล้วปิด อะไรทำนองนี้ฮะ เปิดถึงไม่มีน้ำมาก็ต้องปิด
อันนี้ก็เข้าท่าดีนะท่าน
ผมว่าบางทีเค้าก็มีวรรณกรรมประกอบนะ แต่ก่อนผมเคยเข้ากรุงเทพนะครับ ผมนึกถึงเพื่อนรุ่นพี่ผมรุ่นเดียวกันน่ะ
ที่จริงแต่ท่านผู้ใหญ่หน่อยท่านอาจารย์ธนู บุญญรัตตพันธุ์ ท่านบอกว่าสวนสาธารณะบางแห่งในกรุงเทพ
นี่สมัยก่อนนะครับเขียนไว้ดี๊ดี ท่านเขียนเชิญชวนคนมาใช้ครับ ประทานโทษเถอะ
แหม นี่ก็เวลาเช้าพอดี ไม่อยากจะออกคำนี้เลย ขอเชิญท่านมาขี้ที่นี่เถิด
เค้าใช้คำนี้นะ จะประเสริฐ อะไรเค้าเขียนว่าผม ผม จำไม่ได้ ก็เข้าท่าดีนะท่านนะ
เป็นการเชิญชวนนะ
อ่ะนี่ก็ว่าเรื่องความสูญเปล่า
ก็เลยออกไปถึงโน่นเข้าไปอีก อย่าให้สูญเปล่า น้ำ ไฟ ตัวนี้ตัวสำคัญ บางทีเราเห็นไฟเปิดไว้สูญเปล่า
เราเสียดายนะฮะ ทางญี่ปุ่นเนี่ยเค้าก็เข้มงวดกับเรื่องนี้ จึงต้องมีวรรณกรรมที่เขียนไว้เพื่อเตือน
อย่างนี้คือวรรณกรรมประยุกต์ท่าน เป็น apply literature ์นะท่านนะ
3
m นะอีกครั้งนะ ความสูญเปล่า หรือ muda ความไม่สม่ำเสมอ ไม่คงเส้นคงวา
หรือ mura และความเครียด ความเมื่อยล้า หรือ muri สามตัวนี้ เราจะรู้ได้ยังไงล่ะ
รู้ได้ด้วยการควบคุมด้วยสายตา มีการดู ดูไม่ยากนี่ครับ ไอ้สูญเปล่า ไม่สม่ำเสมอ
ความเครียด ดูง่าย
ดูยังไงบ้างล่ะ
เค้ามีคติพจน์ที่ใช้ในการดูเขียนเป็นตัวย่อว่า mmk ก็มีสามตัวน่ะแหละ สองตัวแรกก็เป็น
m นะท่านนะ ตัวท้ายสุดเป็น k
ตัวแรกที่เป็น
m นี่ก็เป็นภาษาญี่ปุ่นอีก นี่ตัวนี้ผมอ่านไม่ค่อยจะดีเท่าไร่เลย ให้อ่านว่า
mede เม๊ะเด่ะ แปลว่า ดูด้วยสายตา ใช้สายตาตรวจสอบด้วยสายตา ใช้สายตาเนี่ยน่ะครับผมพูดไปเยอะเดี๋ยวผิด
คำแปลภาษาญี่ปุ่นเค้าจะยุ่ง เม๊ะเด่ะ แปลว่า ด้วยสายตา
จากนั้น
m ตัวที่สอง miru ตัวที่สอง แปลว่า ดู miru แปลว่า ดู mede แปลว่า ด้วยสายตา
ตัวที่ 3 คือ ตัว k kanri คือ ควบคุม อันนี้ก็เป็นการควบคุมด้วยสายตา mede
miru kanri อันนี้ใช้ในการควบคุมการผลิต ใช้ตาดูจะเห็น ทำอะไรทุกอย่างก็ต้องใช้ตาดู
ยกเว้นว่าตาบอดอันนี้ก็จะลำบาก ตาบอดก็สามารถทำงานได้นี่ไม่ใช่ไม่ได้ บางทีได้ดีกว่าคนตาดีด้วยซ้ำ
ตาบอดบางคนเก่งกว่าคนตาดีเยอะแยะไป บางคนถ้าบอดจริงแต่รู้เรื่องราวต่าง
ๆ จากการฟังได้เยอะ ตัวอย่างอย่าง ท้าวธฤตราชไงฮะ ที่ปรากฏในเรื่องของศรีภควัคคีตานั่นน่ะ
ขนาดตาบอดนะท่านนะ แต่รู้เรื่องการรบในสนามรบที่ทุ่งกุรุเกษตร ระหว่างปาณฑพกับเการพได้เป็นอย่างดี
เรื่องนี้ถ้ามีโอกาสผมจะพูดอีกครั้งหนึ่งนะครับ ตอนนี้เข้ามาอยู่กับญี่ปุ่นเสียก่อนเถอะ
mmk
นี่นะครับ การควบคุมด้วยสายตา จากนั้นเค้ามีคำขวัญเขียนเอาไว้อีก คำขวัญต่อไปเนี่ยถ้าหากคนที่ไม่อยู่ในสำนักงานเค้าจะไม่ค่อยเข้าใจ
ต้องมีการอธิบาย เป็นคำขวัญที่เรียกว่า 3 g ตัว g เนี่ยฮะ g ที่หนึ่งเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า
genda อ่านเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า เกมบ่ะ ตัวนี้ล่ะอ่านยากถ้าให้ผมอ่าน genda
แบบนี้ต้องอ่านว่า เจมบ่ะ แต่ว่าท่านอาจารย์โอบะท่านบอกว่า ไม่ใช่นะตัวนี้ให้อ่านว่าเกมบ่ะ
เพราะเสียงตัวเอ็นที่อยู่หน้าตัวบีเนี่ย ออกเสียงเป็ยงเม่ะนะท่านนะ แล้วที่จริงอันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดนะ
เพราะเสียงตัวเอ็นหรือเสียงเน่ะ น หนูมันเป็นเสียงนาสิกนะท่าน เกิดที่ปุ่มเหงือกเนี่ย
มันเปลี่ยนเป็นเสียงนาสิก เกิดที่เพดานอ่อนได้ง่าย ๆ เลยท่าน เสียง น เป็นเสียง
ม เนี่ยเยอะแยะ คำว่า ชาน คำว่า สยามเนี่ย เป็นคำเดียวกัน เกิดแทนที่กันได้
เกมบ่ะ 3 g ตัวแรก เกมบ่ะ คือ สถานที่ จริง จะทำอะไรต้องทำอยู่ในที่ทำงานนั่นล่ะครับ
อย่าทำโดยวิธีคิดเอา ต้องไปสถานที่จริง ไปทำตรงนั้นให้เกิดผลผลิตอย่างเป็นรูปธรรม
เกมบ่ะ
g
ตัวที่สอง เรียกว่า เกมบ่ะสึ ตัวนี้แปลว่า วัตถุที่จับต้องได้ นั่นคือจะทำอะไรให้จับต้องได้
ให้เป็นรูปธรรม เพราะงานเค้าเป็นงานผลิตนี่ครับ มายืนคิดเอาด้วยจิตเนี่ยไม่ได้
ต้องทำงานที่สถานที่จริงนะครับ อยู่กับวัตถุที่จับต้องได้ นี่บอกชัดเลยว่าเป็นพวกสสารนิยม
หรือว่าสัจนิยมก็แล้วแต่เถอะ
g
ตัวที่สามเรียกว่า เกนจิสึ ภาษาญี่ปุ่นตัวนี้แปลว่า สถานการณ์จริง ทำอะไรทำเป็นแบบรูปธรรมแบบจริง
ๆ จัง ๆ ไม่อยู่กับในเรื่องของการคิดอย่างเดียว เพราะเรื่องของการผลิตนั้นมันออกมาเป็นวัตถุ
เพราะฉะนั้นจะต้องใช้สถานที่จริง วัตถุที่จับต้องได้ แล้วจะต้องมีสถานการณ์จริง
ตัวนี้คือตัว
3 g คือเค้าเขียนเอาไว้ เขียนเอาไว้เป็นการเตือนสติ เป็นอนุสติให้ผู้ที่ทำงานในนั้นได้เห็น
เพราะนั้นเงยหน้าขึ้นก็จะพบคำพวกนี้ เค้าก็รู้ทันทีว่าขณะนี้เค้าอยู่ในสถานที่จริง
อยู่กับวัตถุที่จับต้องได้ อยู่ในสถานการณ์จริงอย่างงี้
จากนั้นเค้าก็มีคำขวัญ
หรือเรียกว่าคติพจน์ จะเรียกว่า motto หรือเรียกว่าภาษิต เป็นวรรณกรรมทั้งนั้น
พวกนี้แต่เป็นวรรณกรรมประยุกต์ เค้าเขียนไว้ว่าเทคนิคในการลดเวลาในการทำงาน
อันนี้น่าสนใจ ที่ผมนำมากราบเรียนนี่ก็เพราะว่า มันเป็นวรรณกรรมที่นำมาใช้ได้
เรามีเทคนิคในการลดเวลาในการทำงาน บางทีเราใช้เวลาในการทำงานมากเกินไป
เนี่ยมันสูญเปล่านะ เวลาสูญเปล่านะครับ แล้วมันก่อให้เกิดความเครียด เพราะนั้นเรามีวิธีลด
ลดเวลาในการทำงาน ให้ใช้เวลาน้อยแต่ทำงานได้เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม คุณภาพเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม
ไม่ใช่ใช้เวลาน้อยแล้วคุณภาพลดลงปริมาณลดลง ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ ใช้เวลาน้อยแต่คุณภาพเนี่ยคงเดิมหรือดีขึ้น
ปริมาณก็คงเดิมหรือมากกว่าเดิม
เค้าก็มีเทคนิคเป็นขั้นตอนของเค้า
เขียนไว้เป็นภาษาอังกฤษนี้ใช้ภาษาอังกฤษเขียนว่า ecrs
e
ตัวแรกเค้าบอกว่ามันมาจากภาษาอังกฤษว่า elemenate นั่นคือขจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก
ในการทำงานเราทำไปสักพักนึง เราจะรู้ทันทีว่าขั้นตอนตรงไหนที่มันไม่จำเป็น
เอาตรงนั้นออก ตรงไหนไม่จำเป็น เอาตรงนั้นออก ทำไปแล้วเราจะรู้เองครับ
ว่าอันนี้ไม่จำเป็นต้องทำหรอก เอาออกเสียแล้วมันจะลดเวลา ขจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกซะ
ส่วน
c มาจากคำว่า combine ก็คือรวมสิ่งที่จำเป็นเข้าด้วยกัน อันไหนที่จำเป็นแล้วรวมกันได้
มาทำพร้อม ๆ กันได้ จะได้ลดเวลา เนี่ยเอามารวมกันเสียดีนะท่านนะ ขจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป
ในการทำงานน่ะรวมสิ่งที่จำเป็นเข้าด้วยกัน สองอย่างนี้จะทำให้ลดเวลาการทำงานลงเยอะเลย
มันเป็นเทคนิคนะครับ
หลังจากขจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกแล้ว
รวมสิ่งที่จำเป็นเข้าด้วยแล้ว ก็มีตัว r นี่ฮะ นี่ก็เป็นคำขวัญอีก r ย่อมาจาก
realigne ก็คือ จัดลำดับงานใหม่ อันไหนที่มันทำให้ช้า เอามันมาไว้ตอนแรก
ช้าลองเอามันไปไว้หลังดูซิ สับอันดับกันดูซิ อันไหนไม่จำเป็นเอาออก ไปอันไหนมันจำเป็นไปรวมเข้าได้รวมเข้าไปเลยนะครับ
ก็จะเป็นการจัดลำดับงานใหม่นะฮะ
แล้วอันท้ายสุดก็คือตัว
s ย่อมาจาก simplifly ก็แปลว่า ทำให้ง่ายขึ้น อย่าไปทำให้ยากขึ้น ยากข้นมันก็เสียเวลาทำน่ะสิครับ
ถ้าทำให้ง่ายขึ้นมันก็จะลดเวลาในการทำงาน โอ้ผมว่าวรรณกรรมอันนี้ดีทีเดียวฮะ
เทคนิคในการลดเวลาการทำงานเนี่ย ท่านลองฟังดูนะของไทยแอโร่ว์เค้าเนี่ย
e - elininate หมายถึง ขจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปเสีย c - combine รวมสิ่งที่จำเป็นเข้าด้วยกัน
r - realigne จัดลำดับงาน และ s - simplifry ทำให้ง่ายขึ้น นี่เขียนเป็นวรรณกรรมอย่างนี้ไว้
เป็นการเตือนสติผู้ทำงานว่า เนี่ยเวลาทำงานนะ เรามีวิธีลดเวลาการทำงานนะ
พอเราลดลงปั๊บ เวลาที่เราไปทำงานได้เพิ่มขึ้นครับ เพราะฉะนั้นมันจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเป็นอย่างดีเลย
อย่างนี้นะ ประสิทธิภาพในที่นี้เกี่ยวข้องกับอะไรด้วยล่ะครับ มันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่จับต้องได้
เพราะมันเป็นเรื่องของการผลิต เพราะนั้นคนที่อยู่ในนั้น ก็อยู่ในเกมบ่ะอยู่ในสถานที่จริง
อยู่ในเกมบะสึพัวพันกับวัตถุที่จับต้องได้ อยู่ในเกนจิสึคืออยู่ในสถานการณ์จริงเนี่ย
ผมก็ อะไรครับพูดผิดพูดถูกไปเรื่อยเลยนะเนี่ย จะต้องจดเอาไว้จึงจะดี
เป็นอันว่าเทคนิคในการลดเวลาในการทำงาน ถ้าลดเวลาได้แล้วปริมาณงานเท่าเดิมคุณภาพเท่าเดิมก็ดีกว่า
แล้วถือว่าวิเศษสุดเลยท่าน อย่างเงี้ยน่ะจำเป็นนะ ไม่ว่าในงานใด ผมก็คิดว่าวรรณกรรมที่บริษัทไทยแอโร่ว์
ยาซากิ เค้าทำขึ้นเนี่ยดีนะครับ มันใช้ได้เหมาะเลยกับการทำงานที่มันเป็นวัตถุ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการผลิต
จากนั้นเค้ามีระบบของเค้าระบบบที่สำคัญในที่นี้ก็คือระบบเข้าก่อนออกก่อน
first in first out ทำไมจึงต้องเข้าก่อนออกก่อนล่ะ ก็เป็นระบบที่ทั้งลดเวลานั่นอย่างหนึ่ง
กับขณะเดียวลดความสูญเปล่าในเรื่องของความเครียดความเมื่อยล้าด้วย นี้ถ้าให้ผมตีความเรื่องนี้นะครับ
ผมยังไม่เคยได้ยินเค้าบรรยายเรื่องนี้เลย ถ้าผิดขึ้นมาก็ขอความกรุณาท่านผู้รู้กรุณาเตือนสติผมด้วยนะครับ
ว่าที่พูดไปนั่นมันไม่ใช่ เค้าทำอีกอย่าง ไปเที่ยวตีความอีกอย่างนึงได้ยังไงล่ะ
นี่ถ้าท่านบอกมาผมจะมีความยินดีขอบพระคุณมากเลย
ระบบ first in first out ระบบเข้าก่อนออกก่อน อันนี้ถ้าท่านที่เรียนทางการบริหารมา
จะกรุณาเตือนผมก็ได้ว่าผมพูดผิดหรืออย่างไร อีกระบบหนึ่ง just in time
ระบบการผลิตแบบทันเวลา พอดีคำว่าทันเวลา หมายถึง อยู่ในสถานการณ์เวลาที่ควบคุมได้
แล้วก็ทันกับเหตุการณ์ ทันกับความนิยมด้วย มันหลายอย่างนะท่านนะ
กับอีกระบบหนึ่งคือ go to genba ที่ผมเคยอ่านผิดว่า เจนบ้า เนี่ย โกทูเกมบ่ะ
คือ จงไปยังสถานที่ปฏิบัติงานจริง นั่นหมายถึงทำอะไรต้อง มันไม่ใช่ความเพ้อฝันน่ะ
ไม่ใช่จินตนาการ แต่เป็นเรื่องของความจริง
แหมถ้ามีวรรณกรรมอย่างนี้เขียนติดเอาไว้ทั่วไป มันก็ดีนะท่านนะ ที่จริงคนไทยเราก็เขียนนะไม่ใช่ไม่เขียน
คนไทยเราก็เขียนมาก บางทีเราใช้อิทธิบาทสี่เลยท่าน ใช้อิทธิบาทสี่ บางทีก็ใช้อย่างอื่นเขียนติดเอาไว้มากมายเลย
บางทียังใช้ในหน่วยงานเขียนเลยว่า ฉันทะ จงซาบซึ้งในงานที่ท่านทำ จงอยากทำงานนั้น
ฉันทะ แปลว่า อยาก แปลว่า ชอบ แปลว่า ซาบซึ้ง ให้อยากทำงาน ถ้าอยากทำงานปั๊บ
มันจะมีตัวเร่งขั้นที่สอง เค้าเรียกมี วิริยะ วิริยะ คือ ขยัน จะขยัน และก็ต้องอดทนน่ะฮะ
ถ้ามีความอยากมีฉันทะแล้ว จะตามด้วยวิริยะ นี่เป็นของธรรมดา ถ้าชอบแล้วมันจะขยันทำ
ถ้าเบื่อมันจะไม่ขยันทำ เพราะนั้นต้องให้ชอบงาน จึงจะขยันทำ
ก็เหมือนกับเราจะไปบ้านของคนที่เรารักอย่างเงี้ย
ก็เพราะอยากจะไปน่ะ มีฉันทะน่ะแหละ ตีหนึ่งฝนตกจั๊ก ๆ ๆ ก็ยังอุตส่าห์ขี่มอเตอร์ไซไป
นั่นเรียกว่ามีวิริยะมากเลยนะนั่นนะ ขยันอดทน
งานก็เหมือนกันของไทยเราก็เขียนไว้ ฉันทะ วิริยะ ชอบงานนะแล้วจะเกิดความพยายามความขยันเกิดความอดทนขึ้นเอง
จิตตะ เอาใจใส่งานอยู่เสมอ คิดถึงเรื่องงาน วิธีปรับปรุงงาน หายใจเข้าหายใจออกเป็นงาน
เห็นจะเรียกว่างานเป็นสำคัญ งานเป็นศูนย์กลาง อย่างคนที่เรียน ขอโทษคนที่อยู่ในโรงเรียนสอนเด็ก
หรือเป็นผู้บริหารในโรงเรียน ก็ต้องหายใจเป็น student center ลมหายใจเข้าเป็นนักเรียน
ลมหายใจออกเป็นนักเรียน ผู้บริหารหายใจเข้าก็เป็นนักเรียน หายใจออกก็เป็นนักเรียน
จะทำอะไรก็ทำเพื่อนักเรียน อย่างนี้เรียกว่า student center ทางการบริหารทางการสอนก็เหมือนกัน
จะทำอะไรก็ นักเรียนจะได้อะไรเนี่ย อย่างงี้น่ะครับ
ที่เป็นอย่างนี้เพราะอะไร เพราะว่าเราชอบ ชอบงานในโรงเรียน แล้วจากนั้นก็เรามีความพยายาม
ความอดทน ความขยัน และจากนั้นจิตใจก็จะอยู่กับสิ่งที่ทำ แล้วท้ายสุดก็มีวิมังสา
วิมังสา ก็คือ การวิจัยหลังจากที่ทำแล้ว ประเมินดูนะ ประเมินดูว่าที่ทำนั้นได้ผลขนาดไหน
และจะปรับปรุงเช่นไร นั่นหลักการทำงานของไทยเราก็มีอยู่แล้ว เราก็เขียนเป็นภาษาเพราะนะ
ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา นี่ก็เขียนเพราะดี ถ้าจะเขียนเป็นไทยได้ก็ยิ่งสวยเลย
ชอบงาน ขยันและอดทนในการทำงานนั้น ใจอยู่กับงาน งานเป็นศูนย์กลาง มีการประเมินอยู่เสมอว่างานนั้นทำได้ผลแค่ไหน
เนี่ยถ้าทำเป็นไทยก็อย่างงี้ ผมก็เห็นหลายท่านนะครับ เขียนไว้ที่โต๊ะทำงานเป็น
ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เนี่ยเขียนดี๊ดี เข้าท่าดีเลยทีเดียว
คราวนี้ถ้าของญี่ปุ่นเค้าเนี่ย บริษัทไทยแอโร่ว์เค้าก็มีคติพจน์เขียนเอาไว้อีกแหละครับ
แต่ไม่ได้เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น ก็ดีหรอกถ้าเขียนเป็นญี่ปุ่น เค้าคงอ่านไม่ออกน่ะ
นี่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ แล้วก็มีภาษาไทยกำกับเอาไว้ คนที่เขียนคติพจน์
เขียนคำขวัญ เขียนวิธีการทำงาน เป็นวรรณกรรมอย่างนี้ขึ้น ก็คือ มิสเตอร์มากะโตะ
วะกะมัสสุ เนี่ยถ้าผมอ่านชื่อผิดเนี่ย ก็กรุณาแก้ไขก็แล้วกันเถอะ มากะโตะ
วะกะมัสสุ ท่านเขียนเอาไว้ดี
ท่านเขียนเอาไว้ให้เป็นแนวปฏิบัติในการทำงานของทุกคนที่ทำงาน เขียนไว้ว่า
develop ติวครู increase your speed เนี่ยเขียนเพราะมากเลยครับ
ถ้าแปลก็ว่า พัฒนาการปฏิบัติงานให้รวดเร็ว สิ่งที่เค้าต้องการคือความรวดเร็วในการทำงาน
ถ้าทำช้าจะน่าเบื่อหน่ายงานก็เสร็จช้า คนที่มาติดต่อก็รำคาญ ผลผลิตที่จะออกก็ได้ช้า
เสียทั้งเวลาเสียทั้งสิ่งที่จะได้ เพราะฉะนั้นจะทำอะไรต้องทำโดยรวดเร็ว
รวดเร็ว
ที่จริงเราก็นิยมความรวดเร็วนะท่านนะ เราไม่นิยมสิ่งที่ช้าหรอก ประเดี๋ยวถ้ามีเวลาผมจะพูดถึงภาษิตทางสันสกฤตประกอบอันนี้น่ะครับ
ต้องให้รวดเร็ว develop ติวครู increase your speed พัฒนา พัฒนาอะไรล่ะ
พัฒนาการปฏิบัติงานให้รวดเร็ว แล้วต้องพัฒนาอยู่เสมอ เคยทำสิ่งนี้ได้ภายในสามนาที
พัฒนามาให้ได้เหลือสองนาทีครึ่งจะได้ไหม สองนาทีครึ่งได้พัฒนาเหลือสองนาทีได้ไหม
อันนี้ได้ครับเพราะว่ามนุษย์นั้นพัฒนาได้ และทักษะของมนุษย์นั้นพัฒนาได้ให้รวดเร็วก็ได้
ให้แม่นยำก็ได้ เพราะคนนั้นฝึกได้ เราเชื่อเรื่องการฝึก เราเชื่อ law of
exercise เราเชื่อจุดนี้ เพราะฉะนั้นการทำงานนั้นพัฒนาให้รวดเร็วได้ โดยที่คุณภาพคงเดิมหรือดีกว่าเดิม
ปริมาณคงเดิมหรือดีกว่าเดิม ย่อมพัฒนาได้ตามวรรณกรรมประยุกต์ที่คุณมากะโตะ
วะกะมัสสุ เขียนมาเนี่ยครับ
หลักอีกหลักหนึ่งซึ่งเค้านำเสนอไว้เป็นวรรณกรรมประยุกต์เตือนสติการทำงานก็คือ
หลักที่บอกว่า ready to the chalenge of deficulte เครสึ เค้าแปลเป็นไทย
พร้อมต่องานที่ท้าทายทุกรูปแบบ อย่ากลัวว่านี่งานหนักเข้ามา แน่เลยไม่กลัวงานหนัก
ถือว่างานหนักนั้นท้าทายทุกรูปแบบครับ ต้องพร้อมที่จะรับ นี่คนทำงานนั้นถ้าทำได้แบบรวดเร็วเหมือนเมื่อสักครู่นี้น่ะ
พัฒนาการปฏิบัติงานให้รวดเร็ว แล้วยังพร้อมต่องานที่ท้าทายทุกรูปแบบ เพราะไม่กลัวงานไงฮะ
เอาเถอะมันจะมายังไงจะหนักแค่ไหน จะยากแค่ไหน ขอให้ท้าทายมาเถอะ เค้าจะทำได้
ถ้าคิดอย่างนี้จะเกิดความอยากทำงานนะท่านนะ
มันเหมือน ๆ กับเล่นหมากรุกนั้นแหละ ถ้าพบคู่ต่อสู้ที่ฝีมือสูงกว่าเรานี่มันสนุกนะท่านนะ
ถ้าคู่ต่อสู้ฝีมือไม่ดีคงแย่เลย มันก็เหมือนกับทีมฟุตบอลไทยไปแข่งซีเกมส์ครั้งที่เราไหร่
ที่เวียดนามเนี่ยแหละ ถ้าพบทีมที่ฝีมือที่พอ ๆ กัน หรือดีกว่าจะเล่นสนุกท่าน
ถ้าไปพบเอาทีมที่ฝีมือไม่ดี ก็คงเล่นไม่สนุกหรอก งานก็เหมือนกัน ถ้าเป็นงานที่มันยาก
มันหนัก มันท้าทายเนี่ย เค้าบอกว่าเราต้องพร้อมที่จะรับกับงานนั้นนี่ คุณมากะโตะว่าอย่างนี้นะ
จากนั้นมีการบอกไว้ว่า evo it company by daring uniform กล้าปฏิรูปให้เกิดความแตกต่างในรูปแบบต่าง
ๆ กล้าปฏิรูปให้เกิดความแตกต่าง ในรูปแบบต่าง ๆ ต้องกล้าเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงเพื่อความดีขึ้นเนี่ย
ต้องกล้าที่จะทำ กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ให้มันพัฒนาขึ้น ถ้าเราไม่กล้าเปลี่ยนแปลง
ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น
แล้วก็ท้ายสุดที่เค้าเขียนเอาไว้ เค้าก็เขียนบอกว่า keep making change
for the better หมั่นเปลี่ยนแปลงพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ชีวิตนี้ต้องหมั่นเปลี่ยนแปลงการทำงาน
ต้องหมั่นเปลี่ยนแปลงด้วยการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น
จะเห็นว่าหลักการทำงานที่ว่ามาเนี่ย
สองข้อแรกเลย ประทานโทษสองข้อท้ายเลยเนี่ยฮะ จะเป็นเรื่องกล้าปฏิรูปให้เกิดตวามแตกต่างในรูปแบบต่าง
ๆ หรือว่าหมั่นเปลี่ยนแปลง พัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เนี่ย มันเป็นรูปแบบของความจริงของชีวิตการทำงานที่จะทำให้ดีขึ้น
นั่นคือจะต้องยึดหลักความจริงของชีวิตให้ได้ว่า อนิจจัง การทำงานใด ๆ ต้องมีอนิจจัง
อนิจจังนั้นแปลความได้สามอย่าง ได้สามแนว นี่ผมเคยกราบเรียนในรายการวรรณกรรมสองแควมาแล้วครั้งหนึ่งว่า
ถ้าเราจะมองอะไรจงมองสามอย่าง อย่ามองอย่างเดียว สามอย่างที่ว่านี้ดูได้จากเวลาพระท่านสวดอภิธรรมในงานศพสวด
...กุศลา ธัมมา อันนี้ก็คือ อะไร ๆ ดี ๆ น่ะมีอยู่ เพราะนั้นมองก็มองสิ่งดีเสีย
อกุศลา ธัมมา อะไรที่เลว ๆ ก็มีมองดูสิ่งนั้นเป็นสิ่งเลวก็ได้ อัพยากตา
ธัมมา ของกลาง ๆ ไม่ดี ไม่เลว ก็มี เพราะนั้นจะมองอะไร จงมองสามแง่ เพราะนั้นมองคำว่าอนิจจังจงมองสามแง่
มองอนิจจังในแง่ดีมองอย่างนี้ใช้เป็นภาษาว่าพัฒนาได้ เปลี่ยนเแปลง ตัวนี้แปลว่าพัฒนาได้
คนเราพัฒนาได้ เคยตื่นสายก็ตื่นเช้าได้ เคยขี้เกียจก็ขยันได้ เพราะฉะนั้นต้องก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านการพัฒนา
นี่หลักของอนิจจังในการทำงาน
ฝรั่งเค้ามี concept of change เค้ามีความคิดในเรื่องการเปลี่ยนแปลง ของเราก็มีหลักอนิจจัง
เราก็ชอบงานการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบต่าง ๆ ให้มันดีขึ้น
เปลี่ยนแปลงพัฒนาไปสู่สิ่งที่ทำให้ดียิ่งขึ้น สิ่งนี้เราจำเป็นต้องทำ
นี่ก็เป็นวรรณกรรมที่คุณมากะโตะ วะกะมะสึ ได้เขียน และก็ติดเอาไว้ที่บริษัทไทยแอโร่ว์
ติดไว้หลายที่ทีเดียวครับ และอ่านแล้วก็เกิดความพอใจน่ะครับ ว่าการปฏิบัติงานถ้าเค้ามีหลักการของเค้าอย่างนี้
จะเป็นแต่ว่าถ้าเค้ายึดเอาแนวทางปฏิบัติเป็นอย่างนี้เนี่ย งานเค้าจะเดินไปไกล
เราชอบที่เค้าทำเต็มไปด้วยหลักอยู่อย่างหนึ่ง คือหลักของอนิจจัง หลักของการเปลี่ยนแปลง
หลักของการปฏิรูปการทำงานอยู่เสมอ ไม่เป็นหลักที่มันหยุดอยู่กับที่ ถ้าหยุดอยู่กับที่มันก็ไปไหนไม่ได
้ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่คงที่ สิ่งที่ static นั้นหายาก ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เป็นพลวัตหรืออนิจจัง
เห็นจะใช้ศัพท์ทั่วไปว่า dynamic ทุกอย่างนั้น dynamic นะครับ มันเป็นพลวัต
เนี่ยศัพท์ใหม่เขาใช้พลวัต ศัพท์เก่าคืออนิจจัง dynamic กับอนิจจังน่ะ
เป็นคำเดียวกันล่ะครับ แปลว่ามันเปลี่ยนอยู่เสมอ มันเคลื่อนที่อยู่เสมอ
มันไม่หยุดนิ่ง มันเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเปลี่ยนแปลงในทางดี เราก็เรียกว่าพัฒนา
อย่างนี้นี่เป็นวรรณกรรมในเรื่องของการทำงาน ซึ่งผมได้นำมาเสนอในที่นี้นี้ก็ต้องขอบคุณท่านวรารักษ์
ของบริษัทไทยแอโร่ว์ครับ ที่ท่านก็ได้เอื้อเฟื้อเอกสารบางส่วนมาให้ผมบ้าง
เพราะว่าผมจำโดยความคิดของผมก็บางทีเลอะ ๆ เลือน ๆ เหมือนกัน เหมือนกับพูดเนี่ยบางอย่างก็สับที่กัน
บางอย่างก็ขาดหายไปบ้าง แล้วก็มีที่พูดจากเอกสารนี่ก็ไม่ขาดหายไปประการใด
เมื่อสักครู่นี่ผมกราบเรียนท่านผู้ฟังว่า ผมจะพูดถึงภาษิตของสันสกฤตในเรื่องของการทำงานไม่เชื่องช้านะครับ
ทีนี้ภาษิตของการทำงานไม่เชื่องช้านี่ มันไม่ใช่ไม่เชื่องช้าอย่างเดียวหรอกครับ
มันเป็นเรื่องของการทำงานแล้วให้เกิดความเจริญนะครับ สันสกฤตเค้ากล่าวอย่างนี้
อันนี้ท่านที่เรียนมาทางสันสกฤตกรุณาเตือนผมด้วยนะครับ บางอย่างอาจจะไปเติม
บางอย่างอาจจะไปตัด ตามไวยากรณ์เค้ามีภาษิตกล่าวว่า สันโทสาหะกุรุเสเนหะหาตวะยาภูติมิจฉตา
ผู้หวังความเจริญในโลกนี้พึงละเว้นความชั่วหกประการ
ความชั่วประการแรก คือ นิทรา - ความง่วงเหงาหาวนอน นี่เป็นความชั่วประการแรกเลย
ในการทำงานนั้นต้องตัดสิ่งนี้ออกนะท่านนะ ความง่วงเหงาหาวนอน คนนอนมากเนี่ยไม่ดีหรอก
มีคำกล่าวว่าถ้าใครก็แล้วแต่นอนจะหลับหรือไม่หลับก็แล้วแต่เถอะ ถ้าเกินเก้าชั่วโมงเนี่ย
เชื่อแน่ว่าหัวใจจะทำงานหนักเท่ากับแบกน้ำหนักตัวเอง นี่ก็ให้เกิดโรคหัวใจได้ง่าย
พอเอนหลังเท่านั้นแหละ เกินเก้าชั่วโมงนี่ไม่ได้นะท่านนะ ไม่ควรทำโดยเด็ดขาดเลย
การนอนเนี่ยง่วงเหงาหาวนอนอันนี้ เค้าถือว่าเป็นความชั่วในการทำงาน
นี่สันสกฤตนะภาษิตที่ผมพูดนี่ อยู่ในหนังสือชื่อ หิโตปเทศ หิต บวก อุปเทศ
เข้ามาสอนกันให้เกิดประโยชน์ หิโตปเทศ ก็เป็นหนังสือรัฐประศาสนศาสตร์ที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งของสันสกฤตเค้า
มีแปลเป็นไทยเอาไว้นะครับ เสถียรโกเศศท่านก็แปลเป็นภาษาไทย นาคะประทีปท่านก็ขัดเกลาสำนวนออกมา
เป็นฉบับที่ดีมาก ที่ผมพูดเนี่ยจากฉบับสันสกฤตเค้าน่ะฮะ
ผู้หวังความเจริญในโลกนี้พึงละเว้นความชั่วหกประการ หนึ่งนิทรา ความง่วงเหงาหาวนอน
ตันทรา ความง่วงซึมไม่ว่องไว ซึมช้าเนี่ยที่พูดเมื่อกี๊นี้ฮะ งานมันต้องรวดเร็วอย่าช้า
ถ้าซึมแล้วก็ช้าไม่ว่องไวเนี่ยไม่ดี ถ้าเป็นผู้ชายเค้าเรียกเจ้าเฉื่อย
ผู้หญิงก็เจ้าแฉะอะไรทำนองนี้น่ะ ดูแล้วก็น่าเบื่อหน่ายพอสมควร คือช้า
ทำอะไรก็ช้า เรียกว่าไม่ทันกิน เค้าใช้อย่างนี้ เพราะนั้นอย่าเป็นคนช้า
อย่าเฉื่อย อย่าซึม ไม่ด ีถือว่าเป็นความชั่วนะ จะทำอะไรจะต้องกระฉับกระเฉงว่องไว
นะแต่ต้องแม่นยำ ไม่ใช่ว่องไวแล้วไม่แม่นยำก็เสียเลย นี่ความชั่วประเภทที่สอง
ตันทรา
ประเภทที่สาม
ภยัน เขียนอย่างเดียวกัน เป็นบาลีก็อ่านว่า ภยัง นี่เป็นสันสกฤตอ่านว่า
ภยัน ก็หมายถึง ความกลัว กลัวไปหมด กลัวจะแก่ กลัวจะป่วย กลัวลูกน้องจะเกลียด
กลัวเจ้านายจะไม่ชอบ กลัวกันไปทุกอย่างหมด ถ้ากลัวล่ะก็ถือว่าไม่เจริญนะท่านนะ
ถ้าจะเจริญอย่าไปกลัว กลัวแล้วอย่าไปทำ ถ้าทำแล้วอย่าไปกลัว อันนี้ก็เป็นเรื่องของการทำงาน
อย่ากลัว
และอีกหลักหนึ่ง
กโรธะ นี่เป็นความชั่วร้าย ความโกรธ บางคนโมโหง่าย หงุดหงิด โมโหง่าย ได้ฟังอะไรหน่อยหนึ่งก็โกรธ
เห็นอะไรหน่อยหนึ่งก็โกรธ อารมณ์แปรปรวน ถ้าแบบนี้ถือว่าไม่เจริญ อย่าโกรธ
เวลาโกรธแล้วหน้าตาไม่สวยงาม ถ้าเป็นผู้หญิงก็เหมือนเมียคนแรกของพระอภัยมณีน่ะ
ผีเสื้อสมุทรน่ะไม่ต่างกันหรอก
กโรธะอารัสยัม
ความเกียจคร้านทำงานแล้วไปขี้เกียจ โบราณว่าขี้เกียจจนขนขึ้น อันนี้ไม่ดี
อะไรที่ไม่ใช้งานจะมีขนขึ้น ฝ่ามือเรานี่ใช้งานมากไม่มีขนขึ้น สังเกตไหมครับ
งั้นขี้เกียจจนขนขึ้นนี่เสียหมดเลย ไม่ควรจะขี้เกียจใคร ๆ ก็ไม่ชอบคนขี้เกียจ
ภรรยาก็ไม่ชอบสามีขี้เกียจ ผู้บังคับบัญชาก็ไม่ชอบผู้ร่วมงานที่ขี้เกียจ
ผู้ร่วมงานก็ไม่ชอบเจ้านายที่ขี้เกียจทั้งนั้นแหละครับ ขี้เกียจนี่ไม่ดีทั้งนั้นนะ
ครตสูตตรา
การเลื่อนเวลา ผลัดเพี้ยนเวลา วันนี้ก็ได้ พรุ่งนี้ก็ได้ มะรืนนี้ก็ได้
ถ้าเป็นอย่างนี้ถือว่าไม่เจริญ จะทำต้องทำวันนี้ เป็นภาษาอังกฤษเค้าใช้คำว่า
today not tomorrow นั้นเองนะครับ นี่ก็เรื่องของสันสกฤต
ก็พอดีหมดเวลานะครับท่านผู้ฟัง
ผมนายประจักษ์ สายแสงก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า
สวัสดีครับผม