สวัสดีครับ ท่านผู้ฟังที่เคารพครับ เมื่อสองครั้งที่แล้วผมได้พูดไปถึงวรรณกรรมคุนหมิง
ซึ่งเป็นของจีน เราไปเรียกทั่วไปว่าจีนคณะชาตินะครับ แล้วก็ได้พูดถึงวรรณกรรมของเย้าต่อมาอีก
ก็พอดีมีจดหมายมา คงจะเป็นจดหมายต่อเนื่องตั้งแต่สมัยวรรณกรรมจีนนะครับ
มาถึงช้าหน่อ
ยอยากให้พูดถึงเรื่องความเชื่อเรื่องวิญญาณ แล้วก็เรื่องเซียนหรือเทวดาต่าง
ๆ ของจีนให้ฟังสักเล็กน้อย
ก็ ครับผม ผมก็เลยจะแทรกเวลาของเย้านะครับ โดยการพูดถึงเรื่องของจีนนะครับ
แล้วก็มีอีกฉบับหนึ่งบอกว่าอยากให้พูดถึงคติพจน์ หรือว่าข้อคิดในการทำงานของญี่ปุ่น
ซึ่งเขาทำงานได้ดีมาก โดยอยากจะดูคติพจน์ที่ใหม ่ๆ สักหน่อยหนึ่ง ก็ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวผมจัดการให้เรียบร้อยครับ
ถ้ามีเวลาในครั้งนี้นะครั บก็จะได้ทั้งจีนทั้งญี่ปุ่นนะครับ
เรื่องของจีนเนี่ยนะครับ
ชาวไทยเชื้อสายจีนเนี่ย ในเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณ ชาวไทยเชื้อสายจีนโดยส่วนใหญ่เค้ายังมีความเชื่ออยู่นะครับ
ว่าทุกหนทุกแห่งเนี่ยมีวิญญาณอยู่ทั่วไป วิญญาณ ๆ ด ีๆ ก็มี วิญญาณร้ายก็มี
วิญญาณเหล่านี้จะเร่ร่อนอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ
นี่ที่ผมพูดท่านผู้ฟังก็ขอความกรุณานะครับ ไม่ใช่ผมจะพูดถึงสิ่งงมงายอะไรนะครับ
แต่ผมพูดถึงความเชื่อ ซึ่งท่านฟังแล้วท่านจะคิดวิพากษ์วิจารณ์ประการใดก็แล้วแต่
แต่ผมไม่ได้มายืนยันว่าของพวกนี้เป็นของที่ผมเชื่อถือหรือว่าอะไรทั้งนั้นนะฮะ
แต่เค้าเชื่อกันอย่างนั้น ผมก็พูดกันอย่างนั้นนะครับผม
วิญญาณเนี่ย มันก็เร่ร่อนอยู่ตามที่ต่าง ๆ มันอาจจะเป็นวิญญาณของผู้ที่เค้าถึงแก่กรรมไปแล้วก็ได้
ถึงแก่กรรมในที่สาธารณะอย่างนี้นะครับก็เร่ร่อนไป หรือไม่ก็เป็นพวกวิญญาณที่ลูกหลานละเลยไม่เซ่นไหว้นี่นะครับ
คนจีนเค้าเชื่ออย่างนี้ วิญญาณที่ลูกหลานเนี่ยละเลยไม่เซ่นไหว้ ก็เลยมีความอดอยากหิวโหย
เมื่อเขามีการเซ่นไหว้เมื่อไหร่ได้รับก็จะคอยแย่งชิงกัน หรือบางครั้งก็ก่อให้เกิดความเดือดร้อน
ถ้าเค้าเชื่อเช่นนี้
ในเมื่อเค้ามีความเชื่อเช่นนี้ ชาวไทยเชื้อสายจีนทั้งหลายเค้าก็เลยยึดถือว่า
เค้าจะต้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้วิญญาณทั้งหลายที่ว่าเนี่ ยทั้งวิญญาณที่ตายในที่สาธารณะ
หรือวิญญาณที่ลูกหลานละเลยไม่เซ่นไห เค้าจะอุทิศส่วนกุศลไปให้ เพื่อว่าวิญญาณเหล่านี้จะได้ไม่ก่อความวุ่นวาย
ไม่ไปแย่งชิงของเซ่นไหว้ที่เค้าอุทิศให้บรรพบุรุษของตน
คือพวกนี้เค้าเซ่นไหว้อุทิศให้บรรพบุรุษของตน แต่เค้ากลัววิญญาณเร่ร่อนจะเข้าไปแย่งชิง
เพราะฉะนั้นเค้าก็เลยทำบุญทำกุศลให้ เรื่องอย่างนี้นั้นนะครับมีคนพูดถึงหลายคนเลยทีเดียว
แล้วก็พูดถึงในเชิงที่ว่าเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องจริงไม่ใช่เรื่องงมงาย
ก็มีคนพูดอย่างนี้อยู่
ผมนึกถึงกวีของจีนท่านหนึ่ง จะชื่อหลี่ปู้หรือหลี่ไต้ปู้ผมไม่แน่ใจนะ
แล้วผมก็อาจจะออกเสียงผิดเสียด้วยนะครับเนี่ย เค้าเขียนคำประพันธ์บทหนึ่ง
เค้าบอกว่า "...ธรรมดาสิ่งนี้มีอยู่เจตนาของผู้สร้างสรร แต่เมื่อจะเอ่ยออกพลัน
คำนั้นกลับลี้หนีเรา...."
คือทุกสิ่งทุกอย่างมันมีอะไรอยู่นะฮะ แต่ถ้าจะเอ่ยถึงว่าอะไรแล้ว มันคืออะไรเนี่ยก็ไม่รู้
จะเคยเอ่ยว่ามันคืออะไร เพราะคำที่จะกล่าวนั้นมันหนีไปซะแล้ว มันไม่อยู่ในวิสัยที่จะกล่าวได้
เรื่องวิญญาณก็เช่นเดียวกัน ก็มีนักเขียนคนนึงเป็นนักวิชาการของจีน ชื่อว่าหลูเซิ่งเอี้ยง
เค้าได้กล่าวไว้เกี่ยวกับเรื่องวิญญาณว่า ภายใต้แผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลของเรานี้
ยังมีสิ่งลี้ลับอีกมากมายที่มนุษย์ธรรมดามิอาจจะเข้าถึงได้ หากได้ศึกษาอย่างพินิจพิเคราะห์แล้ว
ก็จะพบว่าเป็นที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์ เพราะอะไร เพราะล้วนเป็นสิ่งที่จะทำให้ผู้มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ยี่สิบเนี่ย
เกิดความฉงนสนเท่ห์ และแปลกใจไปต่าง ๆ กัน
นี่เค้าว่าถึงขนาดนั้นอันนี้ผมก็ฟังไว้
ผมว่าท่านก็ฟังไว้นะครับ แต่เค้าบอกว่าถ้าศึกษาดี ๆ ก็จะฉงนสนเท่ห์ แปลกใจไปต่าง
ๆ กัน อันอาจจะทำให้นักวิทยาศาสตร์และนักวิญญาณศาสตร์ หันมาให้ความสนใจก็ได้
นี่เค้าก็พูดอย่างนี้
ความจริงแล้วเรื่องอย่างนี้น่ะนะครับ
ผมก็เคยได้ยินท่านที่เรียนทางวิทยาศาสตร์พูดตรงกันหลายคนว่า ขอให้ไปเปิดอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์เถิด
เค้าจะบอกไว้เลยว่าวิทยาศาสตร์นี่นะ แบ่งเป็นสาขาต่าง ๆ หลายสาขา เช่น
สาขาเคมี หรือ chemistry สาขาฟิสิกส์ สาขาชีววิทยา หรือ biology สาขาจุลชีววิทยา
หรือ microbiology สาขาต่าง ๆ ไปเรื่อยที่เค้าแบ่ง จนท้ายสุดเค้าบอกว่า
มันแบ่งโดยใช้เส้นไข่ปลาเนี่ยฮะจุดขีด ๆ ๆ ๆ ๆ ไม่ใช่เส้นตรงแบ่งแบบอันทุกอันน่ะฮะ
แล้วเขียนไว้ว่า spiritual science แปลว่า ศาสตร์ทางวิญญาณ อันนี้ในหนังสือวิทยาศาสตร์เค้าเขียนเอาไว้นะ
ก็มีอยู่ล่ะ
เพราะฉะนั้นเรื่องที่ผมกำลังจะพูดเนี่ย
มันยังค้นไม่พบในเวลานี้ได้มากมายนัก แต่ก็อาจจะพบในเวลาต่อไปได้นะฮะ เค้าก็เลยบอกว่านักวิทยาศาสตร์และนักวิญญาณศาสตร์เนี่ย
อาจจะหันกลับมาให้ความสนใจเรื่องลึกลับลี้ลับอย่างนี้ก็ได้ แต่ถึงยังไงก็ยังทำให้บุคคลทั่วไปเนี่ยตื่นเต้นอยากรู้อยากเห็นกันมากขึ้น
ยิ่งนักวิทยาศาสตร์ก็มาค้นตื่นเต้นอยากรู้อยากเห็นกันจนบางคนก็เลยคิดว่า
บางคนในที่นี้นะฮะบางคนอาจจะ ผมใช้คำว่าอาจจะ อาจจะคิดว่าวิญญาณศาสตร์มันเป็นสิ่งงมงาย
บางคนก็คิด บางคนก็ไม่คิด
หรือบางคนอาจจะมีความคิดเห็นว่า เรื่องเทพเจ้า เรื่อง gods เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์
มันก็เป็นเรื่องงมงาย นี่ บางคนก็คิดอย่างนั้น บางคนก็ไม่คิดอย่างนั้น
เรื่องนี้หลูเซิ่งเอี้ยงเค้าได้บอกกับผู้อ่านทั้งหลายว่า อย่าได้ไปโต้เถียงหรือโต้แย้งกับคนที่เค้าไม่เห็นด้วยโดยเด็ดขาด
เพียงแต่บอกเค้าว่า ก่อนที่จะพูดว่างมงายนั้น ก็ได้โปรดสละเวลาไปศึกษาค้นคว้าในเรื่องวิญญาณ
แล้วก็สละเวลาไปทำความรู้จักกับพลังที่เหนือปกติธรรมดา คือพลังของเทพ นี่ผมพูดอย่างกลาง
ๆ นะท่านนะ ผมก็ว่าท่านฟังอย่างกลาง ๆ เดี๋ยวท่านไปคิดว่าผมนี่ผิดปกติ
ไม่ใช่ผิดปกติประทานโทษ หรือท่านจะคิดว่าผมนี่ก็พูดอะไรที่ตัวก็ยังพิสูจน์ไม่ได้
ผมพิสูจน์ไม่ได้ แต่ผมพูดตามที่เค้าเขียนเอาไว้นะท่านนะ
เพราะอะไร เพราะหลูเซิ่งเอี้ยงเนี่ยเค้าบอกว่า มันมีพลังที่เหนือปกติธรรมดานะ
เค้าเรียกว่าพลังเทพ ปัจจุบันนี้แม้ว่าวิทยาศาสตร์มันจะก้าวหน้าไปมากก็ตาม
แต่พลังความสามารถของวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายสาขา ก็ยังไม่สามารถที่จะพิสูจน์หรือหยั่งถึงพลังแห่งวิญญาณที่มันเหนือความรู้สึกของมนุษย์นั้นได้
นี่นักเขียนจีนเค้าเขียนเอาไว้อย่างนี้นะครับ
ผมพยายามจะพูดให้เป็นภาษาที่เข้าใจได้ง่ายหน่อยหนึ่ง ถ้าไปพูดตามเค้าตลอดนี่คงจะกลายเป็นเป็นว่าผมเสนอทฤษฎีนี้ขึ้น
ซึ่งความจริงผมไม่ได้มีความสามารถความถนัดทางด้านนั้นเลยนะท่านนะ
ก็มาดูว่าในเรื่องของความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องลางของขลังเนี่ย
คนจีนเค้าเชื่อกันยังไงมั่งล่ะ จีนที่คุนหมิงที่มาเนี่ยหรือจีนในเมืองไทยแทบทั้งหมดเนี่ย
เชื่อไม่ค่อยแตกต่างกันนะท่านนะ เรื่องเครื่องลางของขลังนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีความเชื่อเรื่องเครื่องลางของขลังเป็นเวลานานมาแล้ว
คนจีนก็เชื่อ ความเชื่อนี้เป็นความเชื่อของทุกชาติมาแต่โบราณ ตั้งแต่มีมนุษย์มาเขาก็เชื่อเรื่องพวกนี้กันมา
บางคนก็เชื่อว่ามันเป็นสื่อที่ใช้ติดต่อกับปีศาจหรือวิญญาณจากโลกอื่น
ว่าเครื่องลางของขลังนี่มันเป็นสื่อนะ ถ้าใช้ติดต่อกับบรรดาปีศาจหรือวิญญาณจากโลกอื่น
ความเชื่อในเรื่องเครื่องลางเนี่ย ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ จนปัจจุบันชาวจีนบางกลุ่มนิยมสวมเครื่องลางที่เป็นกระดาษลงยันต์
เป็นกระดาษลงยันต์นะครับ น่าคิดนะนี่นะ หรือเครื่องลางที่ทำด้วยผ้าไหมซึ่งเรียกว่า
"ฟู่" นี่ คนจีนเขาก็สวมกันนะท่านนะ หรือนิยมสวมเครื่องลางที่ทำด้วยหิน
เค้าเข้าใจกันว่าเป็นหินนำโชค อันนี้ผมก็ไม่ทราบว่าภาษาจีนเค้าใช้คำว่าอะไร
มันจะรวมอยู่ในคำว่าฟู่หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ
คือ "ฟู่" เนี่ยจะมีลักษณะเป็นรูปภาพสัญลักษณ์ต่าง ๆ เต็มไปหมดเลยล่ะ
เป็นรูปสัตว์ก็มี มีเป็นรูปสัตว์ก็เพราะเชื่อว่าภาพหรือรูปของสัตว์ทั้งหลายเนี่ย
มันมีคุณวิเศษนะครับ เป็นยันต์ขับไล่ภูตผีปีศาจ ขับไล่วิญญาณชั่วร้ายออกไปได้
เขาจะไล่เฉพาะภูตผีปีศาจน่ะนะ ผีพวกที่ไม่ดีน่ะนะ ผีดีเค้าก็ไม่ไล่นะ แล้วก็วิญญาณชั่วร้ายเนี่ยเค้าไล่ไป
ถ้าวิญญาณบรรพบุรุษที่มาพิทักษ์เค้าเนี่ย เค้าก็ไม่ไล่นะครับ
เครื่องลางนำโชคเนี่ย นอกจากจะนำโชคแล้ว ยังป้องกันภยันตรายอีก เครื่องลางพวกนี้ส่วนมากก็เป็นหิน
เป็นหยก เป็นพลอย หรืออัญมณีมีค่าต่าง ๆ ทั้งหลาย เนี่ยเครื่องลางชนิดอื่นก็มีไม่ใช่เฉพาะหิน
พวกหยก พวกอัญมณีอะไรทั้งหมดหรอกครับก็มี วัตถุที่เป็นโลหะเช่นเหรียญเก่า
หรือที่เป็นอโลหะก็มีอย่างเช่นพวกเล็บของสัตว์ต่าง ๆ เล็บสิงห์โต เล็บเสือ
หรือแม้แต่ขนสุนัข เนี่ยขนหมาเรานี่แหละ เค้าก็เชื่อว่ามีอำนาจขับไล่ปีศาจนะท่านนะ
แล้วยังสามารถคุ้มครองผู้ที่สวมใส่ ให้รอดพ้นจากภัยพิบัติต่าง ๆ ได้ด้วย
นี่เค้าเชื่อกัน
เรื่องของความเชื่อคนเชื่อก็เชื่อไป
ถ้าเค้าเชื่อแล้วเป็นสุขก็ไม่ได้ว่าอะไรกัน พวกลัทธิเต๋าบางกลุ่มเต๋าเนี่ยฮะ
ลัทธิเต๋าบางกลุ่ม เค้าก็ใช้ฟู่เหมือนกันนะ เลื่อมใสในการใช้ฟู่เนี่ย การใช้เครื่องลางเนี่ย
โดยฟู่นั้นเขียนจากเลือด เลือดจากที่ไหนล่ะ เลือดจากปลายลิ้นคนทรง ๆ เนี่ย
อยู่ที่ไหนก็อยู่ที่วัดจีนนั้นแหละ คนทรงนี่ก็จะแทงลิ้น แล้วเอาเลือดปลายลิ้นมาเขียนเป็นฟู่
ใช้สำหรับเป็นเครื่องลางของขลัง
รูปภาพของเทพยดาที่รักษาประตู
เขาเรียกว่าทวารเทพเนี่ยนะฮะ ทวารเทพเนี่ยที่ติดไว้ตรงประตูด้านหน้า เค้าก็เชื่อว่ารูปเทพเหล่านี้สามารถป้องกันวิญญาณชั่วร้าย
ภูตผีปีศาจทั้งหลาย ที่จะมารังควานได้
ส่วนแผ่นภาพที่เขียนยันต์นำโชคนั้น เค้ามักจะแขวนไว้ในที่สูงนะท่านนะ ถามว่าแขวนไว้ทำไมล่ะ
แขวนไว้เพื่อต้อนรับเทพ ต้อนรับเทวดาซึ่งนำความอุดมสมบูรณ์พูนสุข ความมั่งคั่ง
ความร่ำรวยเข้ามาให้ ฉะนั้นต้องติดยันต์อันนี้ไว้ที่สูง ยันต์นำโชคติดไว้ที่สูง
เป็นการต้อนรับ
เพราะถ้าไม่มียันต์เขียนต้อนรับ เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง ความร่ำรวย
เค้าไม่อยากลงมาใช่ไหมท่าน เหมือนกะปัจจุบันนั่นแหละ พอจะเข้าไปจังหวัดไหน
เขาก็จะเขียนเอาไว้เลย เขียนแบบแหล่งท่องเที่ยวขอต้อนรับเข้าสู่จังหวัดนั้นจังหวัดนี้
ขอเชิญเที่ยวตรงนั้นตรงนี้ อันนี้ก็คงเหมือนกันแหละ เขียนต้อนรับเทพไว้
พอดีเทพที่มาท่านเป็นเทพแห่งความร่ำรวย
เทพแห่งความมั่งมี ความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์พอ ท่านเข้ามาเยี่ยมเรา
ก็นำสิ่งเหล่านี้เข้ามา เราก็ได้อานิสงส์ไปเลย คือร่ำรวยมั่งมี อุดมสมบูรณ์พูนสุข
นี่ก็เป็นเรื่องที่เค้าเชื่อกันอย่างนั้น นำยันต์นำโชคมาติดที่สูง สูงกว่ายันต์ที่ใช้ป้องกันพวกภูตผีปีศาจ
พวกวิญญาณชั่วร้ายต่าง ๆ ที่จริงผีนี่เนาะ ก็มีทั้งผีที่ดี ผีชั่วร้าย
และผีกลาง ๆ นะท่านนะ แล้วก็แบ่งเป็นประเภท ผี ๆ ร้ายนี่ก็ไม่มีใครอยากจะได้
ก็แต่ถ้าไม่เซ่นสรวงก็ไม่ได้นะพวกเนี้ย อดอยากมาก ๆ ก็ก่อเรื่องก่อราว
โดยเฉพาะผีที่ตายตามที่สาธารณะ ไม่มีคนดูแลเนี่ย ก็คอยหาเรื่องคนอื่นอยู่
คนไทยเค้าก็เชื่อ ถนนตรงไหนก็แล้วแต่ ทางหลวงตรงไหนก็แล้วแต่ ที่มีอุบัติเหตุสูง
ๆ เนี่ย เค้าก็มักจะสร้างศาลเจ้าไว้ตรงนั้น ใครที่ผ่านไปผ่านมาก็บูชาด้วยการบีบแตร
สัญญาณรถก็ทำให้วิญญาณพวกนั้นรู้ว่า เออพวกนี้ให้ความเคารพ ก็ไม่ทำอะไร
ถ้าไม่บีบแตร ไม่แสดงความเคารพ ก็จะหาเรื่องน่ะ ก็ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น
ถ้าวิเคราะห์ง่าย ๆ แบบชาวบ้านทั่วไปก็คือว่า ทางตรงนั้นอุบัติเหตุมันมาก
เพราะฉะนั้นต้องให้สัญญาณกันอยู่เสมอ เสียงแตรนั้นก็ทำให้คนที่ขับสวนมา
ก็เกิดอาการไม่หลับ กำลังจะหลับก็ตื่นขึ้นแค่นั้นเองแหละ เป็นการให้สัญญาณเพื่อความปลอดภัย
แล้วให้สัญญาณตรงนั้นก็ขับรถเร็วไม่ได้ด้วย ก็ต้องขับช้า ๆ อุบัติเหตุก็น้อยลง
ก็เป็นอันว่าผีจะไม่ทำอะไร ๆ ทำนองนี้
นั่นก็เป็นความเชื่อนะครับ
คนจีนยังมียันต์เกราะเพชรนะท่านน่ะ ยันต์เกราะเพชรนี่ก็เป็นภาพเขียนขึ้นนะครับ
รูปร่างก็เป็นยันต์แปดเหลี่ยมนั่นเองน่ะท่าน แปดเหลี่ยม ยันต์เกราะเพชรนี่
เป็นยันต์แปดเหลี่ยม เรียกเป็นภาษาจีนว่า โป้ยก่วย
โป๊ยก่วยเนี่ย
เค้านิยมแขวนไว้เหนือประตู หรือผนังกำแพงบ้านนะท่านนะ ท่านคงเคยเห็นนะยันต์อันนี้เหนือประตูหรือผนังกำแพงบ้านเนี่ย
เค้าจะแขวนโป้ยก่วยเอาไว้ โป้ยก่วยนี่ทำหน้าที่อะไรล่ะโป้ยก่วยจะสะท้อนเอาบรรดาอิทธิพลของผีร้าย
ของภูตผีปีศาจชั่วร้ายทั้งหมดเนี่ย สะท้อนเอาออกไป พอติดยันต์นี่ปั๊บ พอผีร้ายเข้ามาปั๊บ
ก็สะท้อนปึง หลบไปเลย
บางทีภาพเขียนก็เป็นภาพนกกระสา และภาพโป้ยเซียน นี่นกกระสาเข้ามาแล้ว แล้วก็ภาพโป้ยเซียน
ยังงี้จะถือว่านำมาซึ่งความร่มเย็นเป็นสุข ความเป็นคนมีอายุยืนนาน ภาพนกกระสากับภาพโป้ยเซียนเนี่ยนะ
บางครั้งก็เขียนเป็นภาพของกวาง และภาพของค้างคาว นี่ก็เป็นสัญลักษณ์แสดงความมั่งคั่งนะครับ
สิ่งพวกนี้จัดว่าเป็นสิ่งที่นำโชค ป้องกันภูติผีปีศาจ ปัดเป่าความชั่วร้ายทั้งหมด
ไม่ให้มา สะท้อนกลับไปให้หมด อะไรจะร้ายก็อย่าเข้ามาในบ้าน ในเขตของบ้านของที่อยู่อาศัยนะ
อย่าเข้ามาเชียวล่ะ จงออกไปเสีย ถ้าเขียนเป็นยันต์เกราะเพชรเนี่ย ยันต์อยูในเป็นรูปแปดเหลี่ยมเนี่ยเอาไว้
แล้วก็มีสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์มากมายครับ เป็นสัญลักษณ์แสดงความมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
มีอายุวรรณะว่างั้นเถอะ มีความสนุกสนานรื่นเริง และมีโชคเสมอ ก็พูดแต่ของดี
ๆ
ยันต์พวกนี้ก็ทำกันเป็นของที่สะท้อนสิ่งดีออกมา และสะท้อนโดยใช้สัญลักษณ์นะครับ
เช่น ยันต์เกราะเพชร อาจจะเขียนเป็นรูปแอปเปิ้ลก็ได้เนี่ย เพราะอะไร เพราะแอปเปิ้ลเนี่ย
แสดงถึงความมีสันติสุขนะนี่ คนจีนเค้าเชื่อน่ะ ไทยจะเชื่อก็ไม่ว่าอะไรหรอกแล้วแต่ท่านเถอะ
แอปเปิ้ลนี่ก็สันติสุข คนจีนมีความเชื่ออย่างนั้น ถ้าเด็กไทยก็มีความเชื่อว่า
มันจะทำให้อิ่มแค่นั้นแหละ ไม่ได้มองอะไรอย่างอื่นหรอก
ก็ธรรมดาท่าน แล้วแต่จะมอง เอาแอปเปิ้ลมาผลหนึ่ง ถ้าเอาไปให้อาจารย์ทางชีววิทยา
ท่านก็คงจะมองดูอยู่หรอกว่า ตรงไหนมันเป็นเอปีขาบ ตรงไหนเป็นเอ็กโซ่ขาบ
ตรงไหนเอ็นโดขาบ ก็ว่ากันไป ถ้าให้พระท่านดู ท่านก็จะกล่าวออกมาว่า ผลไม้นี้สุกงอมถึงที่สุดแล้ว
และจะเน่าเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา นี่ท่านก็มองแบบนั้น ถ้าให้มองดูเด็กไทยก็จะต้องร้องเพลงว่า
จ้องมองล่วงล้ำคิดจะหม่ำเชียวแหละ มันก็แตกต่างกันทั้งนั้นแหละท่าน นี่ก็แอปเปิ้ลนะ
คนจีนเค้าบอกว่าเป็นภาพสัญลักษณ์ แสดงถึงสันติสุขภาพ



ไม้ไผ่ ไม้ไผ่นี่ก็แสดงถึงความมีอายุยืนนานนะท่านนะ มีหลายปล้องนะครับไม้ไผ่เนี่ย
ก็แตกหน่อออกมาได้เรื่อยเลย แพร่เผ่าพันธุ์ตลอด ยกเว้นเมื่อไหร่ออกดอกเมื่อนั้นก็ไผ่ตายขุยล่ะครับ
ไปทั้งกอเลย ซึ่งนานมากปรากฏการณ์นี้ นานจะเป็นสักครั้งหนึ่ง ไม้ไผ่ก็เลยเป็นสัญลักษณ์ของการมีอายุยืนนาน
อายุยืนทุกคนก็อยากมีอายุยืน คนจีนนั่นถึงกับเรียกพระเจ้าแผ่นดินเค้าว่า
"หมื่นปี" ของไทยเราเรียก "พันปี" พระพันปีหลวง ของเราแค่พันนะฮะ
จีนนั้นเรียกหมื่นปี ก็เรียกกันเถอะ ดีทั้งนั้น เพราะเป็นมงคลทั้งสิ้น
ยันต์เกราะเพชรบางทีก็เขียนเป็นสัญลักษณ์
เป็นค้างคาว รูปค้างคาวสัญลักษณ์ของการนำโชคนี่ คนจีนว่าค้างคาวนี่นำโชคนะ
แต่ถ้าเป็นฝรั่งแถวทรานซิลเวเนียเนี่ยเป็นดินแดนของแดร็กคิวล่า ก็ถือว่าค้างคาวเนี่ยเป็นสัญลักษณ์ของเค้าต์แดร็กคิวล่า
แดร้กคิวล่าตำแหน่งเป็นเค้าต์นะท่านนะ เป็นคนโมโหร้ายถือคราด โมโหใครเอาคราดตีเค้าตรงคอเป็นรอยลงไป
คราดนี่มันก็เป็นแหลม ๆ ตีปั้บมันก็จะเป็นรอยเข้าไปสองรู มองดูคล้ายกับค้างคาวกัดอะไรทำนองนั้น
ถ้าตีสองครั้งก็สี่รูสี่เขี้ยวเลย
แต่ว่าคนจีนมองดูค้างคาวไม่ไปเกี่ยวข้องกับผีหรอก
แต่หมายถึงการนำโชค หมีนี่แหละจะแพนด้าแพนเด้ออะไรก็แล้วแต่ หมีเป็นภาพสัญลักษณ์แสดงถึงความเข้มแข็ง
หมีนี่ความเข้มแข็งนะ ด้วยเหตุนี้มั้งถึงได้กินอุ้งตีนหมีกันเนี่ย บาปกรรมตายเลย
ตรงอื่นก็ไม่กินชอบกินอุ้งตีนหมี ทีคนไทยเค้าไม่เห็นทำขนาดนั้นเลย คนไทยเค้ากินแต่ยำตีนไก่
แต่ไม่ยักเรียกยำตีนไก่ เค้าเรียก ยำเล็บมือนาง แต่เค้าก็เรียกเพราะดีนะท่านนะ
นี่ผมยังสงสารพวกสัตว์ที่ถูกส่งไปขายนะ ยิ่งสุนัขจำนวนนึ่งน่ะ พูดง่าย
ๆ ก็หมาจำนวนนึงน่ะ ถูกกักไว้ที่มุกดาหารน่ะ ตายไปแล้วยี่สิบสี่ตัว เค้าจะส่งไปขายทางเวียดนามหรือยังไงเนี่ย
แล้วก็จะส่งต่อไปจีนก็มี ในหนังสือพิมพ์อุตส่าห์เขียนเอาไว้ว่า คนจีนเนี่ยนิยมตัวเดียวอันเดียวของหมาตัวผู้นะท่านนะ
โอ้ยถ้าเป็นไทยล่ะ แม้แต่เนี้อเค้าไม่ค่อยอยากกิน แต่เค้าว่ามันดีนะ ถ้ากินเข้าไปเนี่ยจะทำให้มีพละกำลังสมบูรณ์
อวัยวะเพศของสุนัขตัวผู้เนี่ย ทำไมเค้าถึงได้คิดเช่นนั้นเราก็ไม่ทราบ คนไทยก็คงไม่คิดอย่างนั้นนะ
คิดต่างกัน



ก็เป็นอันว่า
หมีนี่แสดงถึงความเข้มแข็ง ดอกเบ็ญจมาศ ดอกเบ็ญจมาศเนี่ยแสดงความสดชื่นรื่นเริงนะท่าน
คนจีนเค้าถือว่าดอกเบ็ญจมาศเนี่ย สดชื่นรื่นเริง
มังกร นี่มังกรนี่สำคัญอันนี้ แสดงถึงความยิ่งใหญ่และเข้มแข็ง พูดถึงมังกรเนี่ยนะ
หลายปีมาแล้วผมโดนเค้าหลอกน่ะ เค้าหลอกผมว่า เค้ามีมังกรที่มีชีวิตให้ผมไปดู
นิสิตทั้งหลายก็พาผมนั่งมอเตอไซต์ไปดู เค้าพาเข้าไปที่วิทยาลัยครูพิบูลสงครามในยุคนั้น
เพิ่งมาทราบทีหลังว่าท่านอธิการมังกร ทองสุขดี ท่านอยู่ที่นั่น นี่เค้าก็จะพาผมไปกราบท่านอะไรทำนองนั้น
ความคิดของเรา เราก็คิดว่าเป็นมังกรจริง ๆ น่ะท่าน
มังกรเนี่ยแสดงความยิ่งใหญ่และเข้มแข็งนะนี่นะ
ปลา คนจีนถือว่าปลานั้นจะปลาอะไรก็แล้วแต่ เป็นสัญลักษณ์ของโชค ของความสำเร็จนะท่านนะ
หยกนี่ หยกคนจีนถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความมีอายุยืน ของไทยเราก็เชื่อนะครับว่า
หยกเนี่ยมันจะเย็น ถ้ามาอยู่ด้วยจะทำให้เราใจเย็น เพราะหยกนั้นเย็นเสมอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหยกสามสีนี่ก็ราคาแพงทีเดียวนะครับ
สิงห์โต
นี่แสดงถึงความเข้มแข็ง สิงห์โตกะหมีเนี่ยคล้ายกันสิงห์โตกะหมีก็เข้มแข็งเหมือนกัน
ดอกบัวขาวบัวอื่นก็ไม่เอานะนี่ เอาดอกบัวขาว ๆ เนี่ยเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งและอดทน
อืมอันนี้เค้าคิดยังไงไม่ทราบนะ บัวขาวนี่ถึงมาแทนความเข้มแข็งและอดทน
นี้จะลองค้นคว้าดู


ลูกท้อหรือต้นท้อนี่
เท่าที่จำได้นะ ลูกท้อหรือต้นท้อเนี่ย เป็นสัญลักษณ์ของความมีอายุยืนนะท่านนะ
ท้อกับคนจีนนี่ผูกพันกันมาตลอดเลยนะเออ ค่ายกลดอกท้อเราก็เคยได้ยิน อันนี้จะอยู่ในหนังสือกำลังภายในมั้ง
ดอกโบตั๋นนี่ โบตั๋นสัญลักษณ์ของโชค นำโชค
จากนั้นก็ผลไม้พวกลูกสาลี่
ลูกแพร สัญลักษณ์ของความมีอายุยืนผลไม้ลูกแพร นกฟีนิกซ์เนี่ยเป็นนกสวรรค์
สัญลักษณ์ของความสงบสุข ต้นสนสัญลักษณ์ของความมีอายุยืน เอ๊ะต้นสนเนี่ยคล้าย
ๆ กับไม้ไผ่แฮะ สัญลักษณ์ของความมีอายุยืนเหมือนกันแหละ ส่วนลูกเกด ลูกพรัม
พวกนี้เป็นสัญลักษณ์ของความอดทน มีความอดทน เต่า ก็สัญลักษณ์ของความมีอายุยืน
นี่ถ้านั่งพูดกันก็คงพูดไปได้เรื่อยเลยล่ะนะ ก็คงจะอะไรล่ะครับ พูดถึงสัญลักษณ์แค่นี้ก็น่าจะพอเพียงแล้ว
ให้เห็นว่ายันต์เกราะเพชรเนี่ย เค้าจะเขียนเป็นรูปพวกนี้แหละครับ แสดงถึงอะไรก็แล้วแต่ที่เค้ามุ่งส่อสื่อเข้าไป
เช่น เขียนเป็นรูปหยกก็สื่อถึงความมีอายุยืน ที่สื่อมานี่ของดี ๆ งาม ๆ
ทั้งนั้นแหละ ถ้ามีไว้ก็จะเกิดความมั่นคง
คนไทยปัจจุบันไม่ได้เขียนอย่างนั้นหรอก ยันต์แบบนี้ไม่มี เขียนคำว่า "ดี"
เอาไว้หน้าบ้าน พอคนมาก็อ่านดีก็เข้า ถ้าดีเราคงไม่ไปเขียนคำอะไรที่มันพิเรน
ๆ อ่านแล้วไม่ไพเราะหู ทำให้เราไม่สบายใจ ก็เขียนแต่คำว่าดีนี่ก็พอแล้ว
ชาวจีนนี่น่ะ จีนตั้งแต่โบราณเนี่ย ไม่เพียงแต่จะให้ความเคารพนับถือยำเกรงเทพเจ้าเท่านั้นน่ะ
เค้ายังเชื่อในเรื่องของพวกผี พวกวิญญาณชั่วร้ายต่าง ๆ ที่เป็นสัตว์นะฮะ
พวกวิญญาณชั่วร้ายที่มาอยู่ในรูปของสัตว์ เช่น งู งูนี่ก็วิญญาณชั่วร้ายน่ะ
หมาจิ้งจอกพวกนี้ ถือว่ามีพลังอำนาจวิเศษ เพราะหลังจากที่บำเพ็ญบารมีหลายปีเข้าพวกนี้จะกลายเป็นสัตว์วิเศษ
ก็มีนิทานเล่าเกี่ยวกับเรื่องวิญญาณของสัตว์เนี่ยมากมายทีเดียว
ที่เรารู้จักกันก็มีพวกนางพญาจิง้จอก นางพญางูขาวพวกเนี้ย น่าคิดนะ ถือเป็นความเชื่อที่เกี่ยวพันไปกับสัตว์
หมอไสยศาสตร์จีนหลายคนเนี่ย
เค้าก็เชื่อในเรื่องของวิญญาณชั่วร้ายที่มันแฝงอยู่ ทั้งในสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต
หรือแม้แต่วิญญาณที่ดี ๆ ซึ่งมันก็แฝงอยู่ในสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต
แม้แต่พวกร่ม พวกไม้กวาด พวกพัดลมเนี่ย พัดลม ร่ม ไม้กวาด พวกนี้สมัยก่อนเค้าก็เชื่อว่ามีวิญญาณแฝงอยู่นะ
ในความเชื่อว่ามีวิญญาณแฝงอยู่เนี่ย คนจีนนิยมแขวนกระจกเงา กระจกเงานี้มีขอบเป็นขอบทองบรอนด์เนี่ย
แขวนเอาไว้ที่เหนือประตูทางเข้าบ้าน ถามว่าแขวนไว้ทำไม แขวนไว้เพื่อสะท้อนวิญญาณชั่วร้ายให้ออกไป
พอวิญญาณชั่วร้ายมาพบกระจกเงานี้เข้า มันก็สะท้อนออกไป ก็มีคนจีนหลายพวกนะครับ
เขาเชื่อว่าบรรดาวิญญาณชั่วร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูตผีปีศาจเนี่ย พอมองกระจกเงาเข้าแค่นั้นแหละครับ
ก็จะหลงกับเงาของตัวเอง เพราะตัวไม่เคยเห็นน่ะ พวกนี้สงสัยไม่เคยตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาน่ะนะ
พอมาเห็นกระจกเงาเข้าก็ตกใจ เห็นเงาตัวเองตกใจแสดงว่าหน้าตาตัวเองเต็มกลืนแล้ว
พูดเป็นภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า a mather's love face เฉพาะแม่เท่านั้นที่รักได้ทำนองนี้มั้ง
นี่มองเห็นเงาตัวแล้วตกใจหนีไปเลย
แล้วก็คนจีนอีกหลาย
ๆ กลุ่มก็ยังเชื่อว่า ถ้าหากว่าใครถูกปีศาจร้ายเข้าสิงเนี่ย ก็จะสามารถรักษาด้วยวิธีง่าย
ๆ นั่นคือ ให้เจ้าตัวเนี่ยส่องกระจกตัวเองเลย เอากระจกมาส่องตัวเอง ไปดูตัวเองในกระจกแค่นั้นแหละ
เชื่อได้แน่ว่าบรรดาวิญญาณชั่วร้ายนั้น จะรีบออกจากร่างของเราทันที เพราะมันตกใจที่มันเห็นตัวมันเองที่สิงอยู่ในร่างของเรา
สถานที่หลายแห่งจึงนิยมติดกระจกเงาเอาไว้
ขนาดใหญ่นะ กระจกบานใหญ่เลย ทางขึ้นบันไดน่ะฮะ ไม่ใช่ให้เอาไว้ส่องดูหน้าดูตาเรียบร้อยหรอก
แต่ส่องปั๊บเข้าไปวิญญาณชั่วร้ายจะได้ออกไป ทั้งนั้นทั้งนี้จะไปรวมถึงความคิดของโรงเรียนใหญ่
ๆ หลายโรงที่เค้าติดกระจกไว้ทางขึ้นบันได ขึ้นไปปั๊บก็ติดเอาไว้ เวลาที่บันไดจะหักออกอีกด้านหนึ่งน่ะ
ให้นักเรียนส่องดู นักเรียนทุกคนจะส่องดูความเรียบร้อย ถ้าไม่เรียบร้อยก็แสดงว่ามีปีศาจสิงมาในตัวนักเรียนนั้น
ให้แต่งตัวให้เรียบร้อย ปีศาจจะได้ไม่สิงอะไรทำนองนี้ เพราะนั้นก็แปลว่าโรงเรียนต่าง
ๆ ที่มีกระจกบานใหญ่ ๆ ติดเนี่ย คงจะไม่ให้มีวิญญาณชั่วร้ายขึ้นไปได้เลยนะท่านนะ
เพราะวิญญาณชั่วร้ายมันเห็นกระจก มันก็คงจะหนีออกไป
นี่ว่าตามความเชื่อของจีนเขาหรอก
เพราะนี้เมื่อพูดถึงว่ายันต์เกราะเพชรเนี่ย มีอยู่แปดเหลี่ยมนะครับ คำว่าแปดเนี่ยอืมนึกถึงคำว่าโป้ยได้ทีเดียวล่ะนะ
เพราะคนจีนนี่เค้าบูชาเทพหลายองค์ด้วยกันน่ะฮะ เพราะมีเรื่องเกี่ยวกับเทพที่เค้าบูชา
แล้วก็มีนิยายเกี่ยวกับเทพเยอะเลย
วรรณกรรมของเค้ามีมากคือองค์สำคัญ ๆ น่ะที่เป็นเทพที่คนจีนนับถือ ก็มีอยู่หลาย
ๆ องค์ ยกตัวอย่างสักเล็กน้อยเท่าที่เวลาพอจะมีให้ ก็คือเรื่อง โป้ยเซียน
หรือเซียนทั้งแปด อันนี้คนไทยก็รู้จักกันไม่ค่อยดีนักหรอก ก็ถ้าพูดถึงโป้ยเซียนหลายคนก็นึกถึงต้นไม้
ดอกโป้ยเซียนนั่นน่ะ อันเดียวกันครับผม ก็เป็นสัญลักษณ์ของเซียนทั้งแปด
แต่บางคนไม่นึกถึงดอกโป้ยเซียน ไปนึกถึงผัดโป้ยเซียนนั่นเป็นอาหาร มันคนละเรื่องกัน
ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกะอันนี้หรอก เราไปตั้งชื่อของเราเอง เพราะของที่เอามาประกอบเป็นอาหารที่ผัดนั้น
มันมีอยู่แปดอย่างเลยเรียกว่าโป้ยเซียน แต่โป้ยเซียนทั้งแปดที่ว่าเนี่ยเป็นเซียนศักดิ์สิทธิ์นะครับ
ความเชื่อของคนจีนเชื่อว่า
เซียนทั้งแปดนี่เป็นเซียนศักดิ์สิทธิ์ มีหน้าที่คอยช่วยเหลือมนุษย์ทั้งหลาย
คอยช่วยมนุษย์นะ ไม่ใช่คอยหาเรื่องหาราวมนุษย์ไม่ใช่นะครับ โป้ยเซียนเนี่ยท่านคอยช่วยเหลือ
อันที่จริงแล้วเนี่ย เซียนศักดิ์สิทธิ์เดิมทีเดียวเป็นมนุษย์มาก่อนนะท่าน
เป็นมนุษย์มาก่อนแล้วท่านจึงมากลายเป็นเซียนทีหลัง การที่จะกลายเป็นเซียนได้นั้น
ท่านจะต้องมีสมาธิเข้าฌาณจนแก่กล้าว่างั้นเถอะ อบรมจิตมาเป็นเวลานานเลยทีเดียว
กว่าจะได้เป็นหรือบางทีก็เป็นเซียนหลังจากที่ท่านเหล่านี้ได้กินผลไม้ทิพย์จากสวรรค์
ซึ่งส่วนมากก็เป็นลูกท้อ นี่ลูกท้อจากสวรรค์นี่กินเข้าไปก็จะเป็นเซียนได้เหมือนกัน
กลายเป็นผู้ทรงศีลได้ สามารถเรียนจนสำเร็จฌาณขั้นเซียนได้ในเวลาอันรวดเร็ว
พูดง่าย ๆ ว่าถ้ากินลูกท้อจากสวรรค์ล่ะก็ จะเรียนได้รวดเร็วทีเดียวนะ และก็มีสมาธิกลายเป็นผู้ทรงศีลด้วย
เป็นเซียนได้ ทั้งนี้ก็ต้องถามว่าลูกท้อทิพย์นี่จะเอามาจากไหนล่ะ ลูกท้อสวรรค์เนี่ย
เป็นของทิพย์ กว่าจะสุกได้ตั้งแต่ออกดอกเป็นลูกเนี่ยใช้เวลาห้าร้อยปีนะท่านนะ
ผลไม้นี้ห้าร้อยปีจึงจะสุก เอามากินได้ ใช้เวลานานมาก ก็เป็นผลไม้ทิพย์น่ะท่าน
จากสวรรค์นี่มันไม่ใช่ธรรมดา เพราะปีสวรรค์กับปีมนุษย์ไม่เหมือนกัน ของเราลูกไม้ออกมา
กว่าจะกินได้ก็ตั้งห้าร้อยปีนี่ก็ไม่ใช่ธรรมดา และเรียกว่าผลไม้สวรรค์
ผลไม้วิเศษ
บรรดาเซียนที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเนี่ย ที่นับว่ามีชื่อเสียงมากก็คือ
เซียนทั้งแปด คือโป้ยเซียนของเรานี่แหละ แล้วถามว่าโป้ยเซียนเนี่ยท่านรู้จักเซียนองค์ใดบ้างล่ะ
คำตอบก็คือไม่ค่อยจะรู้จัก ผมเองก็จำชื่อสับสน เซียนทั้งหลายเนี่ย เซียนทั้งแปดเนี่ย
ก็มีใครบ้างล่ะ
เซียนทั้งแปดก็มี ฮั่นจงหลี เนี่ยเซียนองค์แรกก็ ฮั่นจงหลี บางทีก็เรียกว่า
จงหลีชวน นี่เซียนองค์ที่หนึ่ง องค์ที่สองก็คือ เกากั๋วจิ๋ว หรือ เช่าก๊กกู่
ผมออกเสียงไม่ชัดนะท่าน อย่าไปว่าอะไรนะ ผิดวรรณยุกต์ไม่ได้ซะด้วยนะภาษาจีนเนี่ย
องค์ที่สาม ที่เรารู้จักกันก็คือ หลันช่ายเหอ หรือ น่าไช้หัว นี่องค์เดียวกัน
องค์ต่อมาก็คือ เหอซานกู้ หรือ ฮ่อเซียนโถ อีกองค์ก็ ลู่ถงปิง องค์นึงอีกองค์นึงก็
จังก่อเหล่า หรือ เจียงกั๋วเล่า อีกองค์นึงก็ ฮั่นเซียงจื่อ และองค์สุดท้ายที่เรารู้จักกันดีคือ
หลี่เท่งก้วย หรือ ทิก๋วยลี้ นะฮะ หลี่เท่งก้วย หรือ ทิก๋วยลี้ เนี่ย องค์ท้ายสุด
ที่นี้แต่ละองค์ก็มีประวัติความเป็นมา
มีวรรณกรรมประกอบทั้งนั้นแหละครับ เช่น ฮั่นจงหลี เซียนที่ชื่อ ฮั่นจงหลี
หรือ จงหลีชวน เนี่ย เดิมทีเดียวเป็นมนุษย์นะ ท่านเป็นทหาร ทหารอยู่ในกองทัพของจีนสมัยราชวงค์ฮั่น
ในช่วงนั้นแหละเป็นทหารอยู่ แล้วก็ออกทำสงครามปรากฏว่าพ่ายแพ้ ออกไปรบนี่ก็แพ้
พอแพ้ก็เลยหลบหนีข้าศึกไป ถึงอยู่ข้าศึกก็ฆ่า ก็หลบหนีข้าศึกไปอาศัยอยู่ทางเขาแห่งหนึ่ง
ไปหลบอยู่ในหุบนั่นน่ะฮะ ตอนที่ไปหลบอยู่เนี่ยก็ได้ไปพบปรมาจารย์ที่ชื่อว่า
ตงฮัวตี้ฉวิน นี่ล่ะครับ พอไปพบนี่ก็มีความเลื่อมใสนายตงฮัวตี้ฉวิน นี่มาก
ก็เลยฝากตัวเป็นศิษย์
ทางฝ่ายท่านตงฮัวตี้ฉวินท่านก็รับจงหลีชวน
รับเอาไว้เป็นศิษย์ แล้วก็ถ่ายทอดวิทยาต่าง ๆ ให ้ศิลปะวิทยาการต่าง ๆ
ให้จนเป็นเซียน สังเกตให้ดีนะครับ เป็นเซียนโดยการศึกษานะครับ มีครูครับ
ฝากตัวเป็นศิษย์ พอได้รับวิทยาการสาขาต่าง ๆ อย่างเต็มที่แล้ว ด้วยความตั้งใจเนี่ยก็เป็นเซียน
นี่เซียนองค์ที่หนึ่งในโป้ยเซียน
ส่วนเซียนองค์ที่สองที่มีชื่อว่า เกากั๋วจิว หรือ เช่าก๊กกู่ เดิมทีเดียวนี่นะครับ
ท่านเป็นมนุษย์ แล้วก็เป็นหลานของจักรพรรดิณีแห่งราชวงค์สง ราชวงค์โส่งเนี่ยฮะ
พี่ชายของท่านเซียนเกากั๋วจิวถูกประหารชีวิต พี่ชายมีหลายคนแต่คนที่ถูกประหารชีวิตนั้น
เพราะว่าทำกรรมชั่วว่างั้นเถอะ เค้าก็ประหารชีวิต พอพี่ชายถูกประหารชีวิตเนี่ย
ก็ทำให้เช่าก๊กกู่หรือเกากั๋วจิวเนี่ย ไม่สบายใจรู้ว่าพี่ชายตัวก็ทำบาปทำกรรมเลยถูกประหารชีวิต
ตัวก็เลยเกิดความไม่สบายใจ เมื่อไม่สบายใจก็ได้ไปยังภูเขาแห่งหนึ่ง
คนจีนกับภูเขานี่เค้าสัมพันธ์กันจริงนะท่านนะ
ไม่สบายใจก็ต้องไปภูเขาแหละ ของไทยเราก็เหมือนกัน เวลาไม่สบายใจก็ออกเที่ยวป่า
ไปตามภูเขา ปัจจุบันไม่สบายใจก็ไปเที่ยวตามห้างสรรพสินค้าแทน
ก็นี่อย่างกรณีของ เกากั๋วจิว เนี่ยพอไม่สบายใจก็ไปยังภูเขาแห่งหนึ่ง ไปทำสมาธิ
ไปศึกษาลัทธิเต๋า เห็นไหมครับ จะเป็นเซียนเนี่ยต้องมีการศึกษานะ ศึกษาลัทธิเต๋า
และ ณ ที่นั่นน่ะครับ เกากั๋วจิวหรือเช่าก๊กกู่ก็ได้ไปพบกับเซียนองค์แรกคือ
ฮั่นจงหลี ไปพบกันที่นั่น
แล้วฮั่นจงหลีก็ได้สอนศาสตร์แห่งความเป็นอมตะ จนสำเร็จ สำเร็จก็กลายเป็นเซียนไปเลย
นี่น่าคิดนะฮะ นี่องค์ที่สองก็เรียนวิทยาการ ศิลปวิทยาการจากองค์ที่หนึ่ง
องค์ที่หนึ่งนั้นก็เรียนศิลปวิทยาการจาก ตงฮัวตี้ฉวิน ทั้งหมดเนี่ยเรียนตรงบริเวณภูเขาทั้งนั้น
เพราะนั้นสถานที่ที่ให้มีการศึกษาได้ประสบผลสำเร็จ จะต้องเป็นสถานที่ ๆ
มีความสงบ มีธรรมชาติ ถ้าอึกทึกครึกโครม เต็มไปด้วยวัตถุเนี่ย ก็จะไม่สำเร็จเป็นเซียนได้เลย
บรรดานิสิตนักศึกษานี่ก็เหมือนกันครับ ถ้าอยู่ในที่อึกทึกครึกโครมมาก ๆ
ก็คงจะไม่เป็นเซียน ไม่สำเร็จน่ะ ต้องอยู่ในที่ ๆ ทำให้เกิดสมาธิ ค่อนข้างเงียบสงัด
ก่อให้เกิดความตั้งใจในการเรียน เนี่ยเซียนทั้งสองนี่ก็เรียนทั้งนั้น
เซียนองค์ที่สามหรือตนที่สามจะเรียกยังไงก็ตามใจเถิด
คือเซียนหลันซ่ายเท่อ หรือน่าไซหัวเนี่ย เค้าบอกเซียนองค์นี่แปลกนะฮะ บางคนบอกว่าเซียนองค์นี้เป็นผู้หญิงนะ
แต่บางคนก็บอกเป็นผู้ชาย เออ หรือว่าจะเป็นทั้งหญิงทั้งชายนะฮะ ก็แล้วแต่เถิดท่านจะเป็นอะไร
แต่ก็มีคำกล่าวถึงท่านว่า ท่านเป็นคนดี เป็นผู้หญิงผู้ชายท่านก็เป็นคนดีก็แล้วกันนะฮะ
ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักบุญแห่งมวลบุปผชาติ ก็คงจะนักบุญแห่งมวลบุปผชาติเนี่ยมั้ง
ได้ไปเข้าใจเอาว่าท่านเนี่ยเป็นผู้หญิง
ถามว่าทำไมท่านจึงเป็นนักบุญแห่งมวลบุปผชาติล่ะ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า
ท่านเป็นคนที่รักธรรมชาติ รักป่าไม้นะครับ มักจะมีคนเห็นเซียนองค์นี้น่ะแบกตระกร้าดอกไม้ด้วยเสมอ
อันนี้เป็นเซียนไม่ได้ด้วยการศึกษา แต่เป็นเพราะที่มีความรักธรรมชาตินะท่านนะ
รักธรรมชาติเค้าคงศึกษาธรรมชาติ สงวนทรัพยากรธรรมชาติอะไรทำนองนี้แหละ
สงวนป่าสงวนไม้ก็เป็นเซียนได้เหมือนกันนะ นี่น่าคิด ของเราถ้ามีคนรักธรรมชาติมาก
ๆ สงวนป่าไม้มาก ๆ เนี่ย ก็จะเป็นเซียนได้เช่นเดียวกันนะท่านนะ แต่มันต้องบำเพ็ญพรตหลายปี
แล้วข้อสำคัญต้องกินลูกท้อสวรรคฃ์ ซึ่งห้าร้อยปีจึงจะสุกมาครั้งหนึ่งนี่นะครับผม
เซียนอีกองค์นึงก็คือ
เหอซานกู้ หรือ ฮ่อเซียนโถ คนนี้น่ะ เซียนคนนี้เดิมที่เดียวเป็นผู้หญิงนะ
เป็นลูกสาวของพ่อค้าในเมืองฮุนหนาน เนี่ยเค้าบอกว่าเกิดในคริสศตวรรษที่เจ็ดเนี่ย
หลังจากที่ได้กินผลท้อจากสวรรค์ ก็เลยกลายเป็นเซียน
ลักษณะประจำตัวก็คือ
ถือดอกบัวประจำตัว เป็นสัญลักษณ์แห่งความดี แหละความซื่อสัตย์ เห็นไหมฮะคนมีความดีและความซื่อสัตย์ก็เป็นเซียนได้
เซียนอีกองค์นึงชื่อว่า ลู่ถงปิง หรือ ลือถ่งปิง นี่ก็กล่าวกันว่าเป็นนักปราชญ์
นี่ต้องเรียนแน่เลยเนี่ย ตนนี้มีชีวิตอยู่ในคริสศวรรษที่แปดเนี่ย เค้ารู้ศาสตร์ต่าง
ๆ ศาสตร์ที่เป็นอมตะเนี่ย ตัวไปเรียนมาจากฮั่นจงหลี ก็กล่าวกันว่าลู่ถงปิงนี่เป็นผู้ช่วยเหลือช่างตัดผมหลายคน
เพราะนั้นช่างตัดผมจะสวดมนต์ภาวนาถึงเค้า จะดลบันดาลให้เกิดทักษะและประสบโชคลาภนะครับ
แล้วก็เซียนองค์นี้
ลู่ถงปิงเนี่ยเค้าเคยไปถวายตัวเป็นคนรักษาโรคจักรพรรดิหมิง จูหยวนจาง ซึ่งประชวนด้วยพระโรคเกศา
อืมพระโรคเกศานี่จะเป็นยังไง หรือจะเป็นโรคผมร่วงอย่างผมนี่หรือเปล่า นี่ก็ไม่ทราบ
แล้วจากนั้นได้ช่วยชีวิตช่างตัดผมไว้หลายคน นี่ก็เป็นเซียน
เซียนอีกองค์นึง
นี่ถ้ามีเวลาก็จะกล่าวจนจบทุกเซียนนะครับเนี่ย ไม่ทราบว่าจะถึงไหมเนี่ย
ชื่อว่า จังก่อเหล่า หรือ เจียงกั๋วเล้า คนนี้เป็นนักบุญ เป็นผู้ชายมีชีวิตอยู่ในช่วงราชวงค์ถัง
ประมาณคริสศตวรรษที่เจ็ดเนี่ย ศตวรรษที่เจ็ด ต่อศตวรรษที่แปด เค้าถือว่าเป็นเซียนที่มีอำนาจทางไสยศาสตร์นะท่าน
คนเนี้ยหายตัวได้น่ะ
มีคัมภีร์นึงของจีน
คัมภีร์นั้นชื่อว่า "การเดินทางสู่ตะวันตก" บันทึกเอาไว้ว่าเซียนตนนี้น่ะ
ได้เอาลูกท้อทิพย์ไปยังที่แห่งหนึ่ง ทำให้เค้ากลายเป็นเซียนไปในที่สุด
เออลูกท้อนี่สำคัญแฮะ แค่เพียงสัมผัสก็เป็นเซียนได้นะท่านนะ
เซียนอีกองค์นึงชื่อ ฮั่นเซียงจื่อ ฮั่นเซียงจื่อนี่ได้รับฉายาว่าเป็น
นักบุญแห่งเหล่านักดนตรีและผู้แต่งเพลงทั้งหลาย พวกคีตกวีน่ะฮะ คนนี้ก็เป็นคนที่เรียนวิชาอมตะเนี่ย
วิชาอมตะที่เป็นทิพย์เนี่ย จากเทพีแห่งสวรรค์เบื้องหรดี นี่เรียนจากผู้หญิงนะ
ครูเป็นผู้หญิงเป็นเทพีแห่งสวรรค์เบื้องหรดีซึ่งมีชื่อว่า ซีหวังหมู่
สำหรับเซียนองค์นี้ ก็มีสัญลักษณ์ประจำตนคือ ถือขลุ่ย เวลาจะไปไหนก็ถือขลุ่ย
เป็นผู้สามารถแต่งเพลงและบรรเลงได้เป็นอย่างดีเหลือเกิน แล้วเซียนฮั่นเซียงจื่อเนี่ยเป็นโหรด้วยนะ
พยากรณ์ได้แม่นยำราวกับมีตาทิพย์ทีเดียวเชียวแหละ เก่งทั้งดนตรีเพราะตนไปเรียนมาจากซีหวังหมู่ซึ่งเป็นเทพีแห่งสวรรค์
ในขณะเดียวกันก็เรียนโหราศาสตร์เนี่ย ทำนายได้ดี เพราะว่าไปเรียนมาจากลู่ถงปิ้งนะ
ลู่ถงปิ้งเค้าก็เป็นครูทางโหราศาสตร์ที่เก่งมาก
เซียนอีกองค์หนึ่งชื่อว่า
หลี่เท่งก้วย หรือ ทิก๋วยลี้ เซียนคนนี้น่ะนะครับเป็นนักบุญแห่งเภสัชกร
นี่คณะเภสัชพอได้ยินเข้าเค้าจะพอใจเลย ข้อสำคัญคือเซียนคนนี้มีหมอผีเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว
คือ มีไม้ค้ำย ันรักแร้และมีน้ำเต้าวิเศษ ก็เชื่อกันว่า หลี่เท่งก้วยเนี่ยถอดกายทิพย์ได้เดินทางไกลด้วยร่างของวิญญาณ
ก็มีเรื่องเล่าว่าวันหนึ่งถอดกายทิพย์ออกจากร่างเดิม แล้วเดินไปเทือกเขาแห่งหนึ่ง
เผอิญสาวกที่มาพบร่างเดิมของเค้าเข้า ก็คิดว่าเค้าตายไปแล้ว ก็เลยเผาร่างเดิมของเค้าเสีย
ครั้นวิญญาณเค้ากลับมา ก็พบว่าร่างตัวเองถูกเผา หมดหวังจะเข้าร่างเดิม
ก็ไม่เป็นไรจึงเข้าไปแฝงร่างในร่างของคนขอทานพิการ ซึ่งเพิ่งเสียชีวิตไปใหม่
ๆ
นี่ครับ
ต่อมาเราก็เลยจะเห็นรูปร่างเป็นอย่างนี้ มองดูว่าเป็นหมอผีไปเลยนะฮะ ต่อมาเค้าก็เรียนรู้ความลับของศาสตร์อมตะจากซีหวังหมู่
จนกลายเป็นเซียนผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งเลยนะฮะ มาสายเภสัชนะคนนี้น่ะนะฮะ
นอกจากเซียนนี้แล้ว
ก็มีเทพองค์อื่น ๆ อีก นี่โป้ยเซียนครบแล้วท่าน เทพองค์อื่น ๆ ก็เป็นเทพแห่งสันติภาพก็มีนะครับ
ยกย่องผู้เชี่ยวชาญทางแพทย์นะฮะ เช่น ซานซีหม่าว ฮ่วยกู่ เที่ยนเซิ่ว อันนี้เป็นเทพทางเภสัชยกย่อง
จังชี หวังฟู่เฉียนชี จูเจิน เถิงเท้าฮั่น หวังซู๋เหอ อันนี้เป็นเทพแห่งการรักษาพยาบาล
จะเห็นว่าคนที่ช่วยชีวิตคน ไม่ว่าจะมาทางสายเภสัช สายพยาบาล สายแพทย์เนี่ย
เป็นเซียนทั้งนั้นนะท่าน เพราะนั้นความรักความเมตตา ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เนี่ย
ก็ทำให้เรามองดูว่าคนที่มีลักษณะเช่นนี้ เป็นเซียนได้นะท่าน ยกย่องฮั้วทัวเป็นเทพแห่งศัลยแพทย์
จีนเค้าผ่าตัดเก่ง ถามว่าใครล่ะเป็นเทพแห่งศัลยแพทย์ก็ ฮั้วทัวเรานี่แหละ
นะครับนั้นพวกศัลยแพทย์ นี่ก็เป็นเซียนได้นะท่านนะ
เค้าเชื่อกันว่าในทะเลในแม่น้ำเนี่ยจะมีวิญญาณของมังกร
วิญญาณของเทพยดาจำนวนนึง ซึ่งคอยคุ้มครองมนุษย์ นอกจากเทพอย่างนี้แล้ว
ก็มีเทพอื่นเช่นเทพแห่งไฟ เนี่ยเทพแห่งไฟของเราก็พระอัคนีนั่นเองน่ะฮะ
เทพแห่งขุนเขา เทพแห่งพายุ เทพแห่งแสงสว่าง นี้มีมากมายเลยเทพเหล่านี้นะครับ
ก็มีผู้ที่เขียนหนังสือเรื่องนี้เอาไว้คือ
คุณบรรยง บุญญฤทธิ์ เนี่ยเค้าเขียนเอาไว้ หนังสือเกี่ยวกับเรื่องของเทพเนี่ยมีหลายคนเขียนนะ
เทพของจีนเนี่ย คุณชลอ บุญช่วย ก็เขียนหนังสือเรื่องนี้ไว้นะครับ
ผมก็คงจะกราบเรียนท่านผู้ฟังได้แค่นี้ล่ะครับ ส่วนวรรณกรรมญี่ปุ่นเอาไว้ในคราวหน้าแล้วกันนะครับผม
สำหรับวันนี้ผมนายประจักษ์ สายแสง ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ พบกันอีกครั้งหนึ่งในคราวหน้า
สวัสดีครับผม