สวัสดีครับ
ท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านผู้ฟังอีกครั้งหนึ่ง
ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ
ในวันนี้จะได้พูดถึงวรรณกรรมของชาวเย้า ชาวเขาเผ่าเย้า เรื่องนี้เราพูดไปแล้วครั้งหนึ่ง
แต่เป็นเย้าคนละแห่งกันนะครับ ชาวเย้าคราวที่แล้วนั้น เราพูดถึงชาวเย้าที่อำเภอเชียงม่วน
จังหวัดพะเยา แต่ครั้งนี้เราเก็บข้อมูลจากชาวเย้าที่บ้านขุนแหง อำเภองาว
จังหวัดลำปาง
บ้านขุนแหง นี้ก็อยู่ที่ตำบลปงเตา อำเภองาว จังหวัดลำปาง ห่างจากตัวอำเภอไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ
17 กิโลเมตร นี่เป็นพื้นที่ที่เราเข้าไปศึกษา เรื่องวรรณกรรมโดยมีนิสิตปริญญาโท
วิชาเอกการบริหารการศึกษา จากมหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตสารสนเทศพะเยา
เป็นผู้ไปเก็บข้อมูล


หมู่บ้านเย้าที่ว่านี้นะครับ เป็นหมู่บ้านเย้าที่เกิดขึ้นใหม่ครับ
ก็เริ่มเกิดขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2521 ก็มีเรื่องเล่าว่า มีครอบครัวของพ่อเฒ่าชาวเย้าคนหนึ่ง
ชื่อ ฟุ๊ย่าม แซ่ลี้ ผู้เฒ่าคนนี้ ฟุ๊ย่าม แซ่ลี้ เนี๊ยะได้เข้ามาอาศัยอยู่บริเวณที่เป็นหมู่บ้านขุนแหง
แห่งนี้เป็นครอบครับแรก เข้ามาอยู่บริเวณที่เป็นหมู่บ้านขุนแหงปัจจุบันนี้
เมื่อมาอยู่ดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ อากาศดี ดินดี มีน้ำบริบูรณ์
ก็เลยไปชวนพวกญาติพี่น้อง ตามจังหวัดต่าง ๆ ก็มาอยู่ด้วยกัน
ญาติพี่น้องก็มาจากเพชรบูรณ์เสียเป็นส่วนใหญ่นะครับ เย้าเพชรบูรณ์จากเขาค้อส่วนใหญ่นี้ก็มาอยู่ที่นั่น
จากอำเภอปง จากอำเภอเชียงคำ อำเภอปงจังหวัดพะเยา อำเชียงคำ ซึ่งในสมัยนั้นทั้งปงและเชียงคำมันขึ้นกับจังหวัดเชียงราย
แต่ปัจจุบันมันไม่ใช่แล้ว จากนั้นบางส่วนก็มาจากสุโขทัยจากอำเภอศรีสัชนาลัย
เมื่อมาอยู่กันมากขึ้น เมื่อมาอยู่กันมากขึ้นก็จัดตั้งเป็นหมู่บ้าน เป็นหมู่ที่
7 ขึ้นกับตำบลปงเตา อำเภองาว จังหวัดลำปาง ปัจจุบันก็มีทั้งหมด 110 ครอบครัว
เป็นชนเผ่าเย้าเสีย 110 ครอบครัว และมีชนเผาไทลื้ออีกส่วนหนึ่งครับ อยู่สัก
10 ครอบครัวประมาณนั้น มีราษฎรที่เป็นผู้ชาย 285 คน เป็นผู้หญิง 303 คน
รวมทั้งหมดในนั้น 585 คน เป็นหมู่บ้านใหม่นะครับ
เพราะฉะนั้นวรรณกรรมที่จะพูดนี้ก็หลายคนที่อยู่เพชรบูรณ์ อยู่เขาค้อก็คงเคยทราบเรื่องวรรณกรรมนี้อยู่บ้าง
เพราะมันกระจัดกระจายอยู่กันทั่วไปแล้วไปรวมกันอยู่ที่อำเภองาวนี้ละครับ
วรรณกรรมที่เราจะพูดถึงนี้ ก็จัดแบ่งออกเป็น 3 เรื่องนะครับ
เรื่องแรกที่ผมจะกราบเรียนท่านเป็นเรื่องของ คำสอนลูก เป็นวรรณกรรมที่ใช้สอนลูกนะครับ
นี่เป็นส่วนแรก ส่วนที่สองเป็นวรรณกรรมคำสอนผู้หญิงตั้งท้องและคลอดลูก
ส่วนที่สามเป็นการขับร้องเพลงภาษาเย้า ก็เป็นเพลงกล่อมเด็กนะครับ และก็เป็นเพลงของเย้าโดยทั่ว
ๆ ไป
คราวนี้ผมขอกราบเรียนก่อนว่าวิทยากรที่ให้ความรู้เรื่องต่าง
ๆ นี้ เป็นผู้หญิง ผู้หญิงเย้าที่อาวุโสอายุก็ 70 ปีขึ้นไปก็พูดภาษาไทยไม่ได้พูดได้แต่ภาษาเย้า
ด้วยเหตุนี้จึงต้องอาศัยล่าม แล้วล่ามคนนี้ก็เป็นคนรุ่นใหม่ใช้ภาษาไทยได้ดีครับ
แต่พอฟังภาษาเย้าบางครั้งเขาก็ถ่ายทอดออกมาได้ไม่สมบูรณ์ บางคำก็ไม่ทราบว่าจะแปลเป็นภาษาไทยว่าประการใด
เพราะฉะนั้นข้อความที่ล่ามจะพูดออกมาได้ ตรวจสอบดูแล้วไม่ตรงความหมายมากนักหรอก
แต่สรุปแล้วเนื้อหาและสาระสำคัญก็ยังมีความสมบูรณ์อยู่ครับ เราก็ได้บันทึกเสียง
ในตอนนี้จะได้กล่าวถึงวรรณกรรมนั้นโดยผู้เล่าเป็นผู้แปล แล้วก็ขอประทานโทษ
ผู้เล่าก็จะกล่าววรรณกรรมออกมา แล้วมีล่ามแปล แหมผมนี่ก็พูดไปเลอะเทอะจริง
ๆ ผู้เล่าเป็นผู้แปลได้อย่างไงหละ ผู้เล่าก็พูดออกมา ล่ามก็แปลนะครับ
เรื่องแรกที่จะพูด ก็เป็นคำสอนลูกนี้นะครับ เรื่องของคำสอนลูกเนี๊ยะนะครับมันก็เป็นการให้การศึกษาแก่เด็ก
เป็นการให้การศึกษาอบรมแนวทางชีวิตของเด็กเขา ก็ไม่ต้องมีโรงเรียนไม่ต้องมีครูอะไรหรอก
ปู่ ย่า ตา ยาย เขาก็สอนกันเองนะครับ นี่ก็เป็นระบบการศึกษาพื้นฐานที่สุด
แล้วก็ได้ผลดีที่สุดนะครับ
เราเรียกการศึกษาอย่างนี้ว่า นี่เป็นภาษาอังกฤษว่า Indigenous learning
system ผมพยายามแปลโดยใช้คำว่า การศึกษาแบบพื้นบ้าน นั่นคือ มีครู มีผู้เรียน
จะมีบรรยากาศในการเรียน เวลาในการเรียน เนื้อหาที่สอน แล้วก็แนวมุ่งไปของเนื้อหา
จากนั้นความพอใจของผู้เรียน ความพอใจนี้จะเป็นตัววัดผลได้ คนแก่คนเฒ่าจะสอนอย่างนี้
เย้าที่นี่ยังใช้วิธีสอนอย่างนี้นะครับ
แต่ปัจจุบันเด็กเย้าก็เข้าโรงเรียนแล้ว แนวทางอย่างนี้ก็น้อยไปสักเล็กน้อยทั้ง
ๆ ที่เป็นแนวทางที่สำคัญที่สุด เพราะในเรื่องของการศึกษานั้น เราจะหวังประสบผลสำเร็จจากระบบโรงเรียนอย่างเดียวเห็นถ้าจะยากครับ
ถ้าหากว่าทางชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันครอบครัวนี้ไม่แข็งพอมันก็ลำบาก
แต่ว่าเย้าที่บ้านขุนแหงนี้สถาบันครอบครัว โดยเฉพาะในหมู่บ้านในตำบลของเขานี้แข็งพอครับ
มีการอบรมกันอยู่เสมอ
ผมก็เลยถือขอโอกาสนี้ ให้ท่านได้ฟังวรรณกรรมคำสอนลูกซึ่งคนที่จะเล่าให้ฟังนี้
เขาชื่อหมวงล่วง แหมออกชื่อยากนะ หมวงล่วงนี้นะ แต่เขาจะเขียนเป็น หมวงล่วง
แซ่พ่าน อายุ 78 ปี ส่วนคนที่เป็นล่ามนี้ชื่อ ไหนเจียม อันนี้เปลี่ยนนามสกุลเป็นไทยเพราะ
ไหนเจียม พงษ์ศิริธร คนนี้อายุ 30 ปี
กระผมจะขอกราบเรียนก่อนว่าเนื้อหาสาระเขาว่าประการใดนะ
เพื่อเวลาท่านฟังเป็นภาษาเย้าแล้วก็จะได้ทราบจากคำแปลแล้วก็สรุปได้ เขาบอกว่า
เด็กนั้นควรจะปฏิบัติตนอย่างไรนะครับ แล้วก็ตอนเป็นเด็กนี้ปฏิบัติแบบไหน
ถ้าโตขึ้นมีลูกมีเต้าจะทำอย่างไร ถ้าแก่ลงจะทำอย่างไร ถ้าหลานโตขึ้นจะทำอย่างไร
แล้วก็บอกด้วยว่า ให้สอนลูกสอนหลานไว้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีที่เขาสอนนี้
ขอให้คำสอนนี้อยู่โดยตลอด ในช่วงนี้
ก็ขอเชิญท่านฟังวรรณกรรมคำสอนรูปนี้จากวิทยากร
ชื่อ หมวงล่วง แซ่พ่าน เป็นผู้หญิงแก่อายุ 78 ปี ผมไม่อยากเรียกว่าแก่
เพราะอายุก็ไม่ใกล้ไม่ไกลจากผมมากนัก เป็นผู้หญิงอายุ 78 ปีนี้ละนะท่านนะ
เชิญรับฟังครับผม
(
... เทป คำสอนลูกสอนหลาน ... )
... (ข้อความจากเทป - ล่ามแปล ...คำสอนลูกสอนหลาน ท่านบอกว่า เมื่อก่อนเป็นเด็กเป็นเล็กพ่อแม่ก็สอนว่า
เวลาตอนเช้าให้ตื่นแต่เช้า หุงข้าว แล้วช่วยกันทำมาหากินถ้าหุงข้าวเสร็จก็ต้องไปทำไร่
ทำสวนทำมาหากินเพื่อเลี้ยงตัวเอง อีกหน่อยมีลูกเราก็สอนลูกให้เป็นอย่างนี้ให้เป็นคนดี
พึ่งพาตนเองได้)
(
... เทป คำสอนลูกสอนหลาน ... )
... (ข้อความจากเทป - ล่ามแปล ...ท่านบอกว่าโตขึ้นพอมีลูกจริง
ก็แบ่งให้ลูกพาลูกทำไปด้วย แล้วก็สอนให้ลูกทำงานให้เป็น แล้วก็หาเลี้ยงตัวเองได้แล้วตอนนี้
ท่านบอกว่าตอนนี้ ท่านก็แก่ลงแล้ว อายุก็มากขึ้นการงานทำไม่ได้แล้ว
ลูกหลานก็เชื่อฟังคำสอนที่สอนให้ก็เป็นคนดีจริงทำมาหากินเองได้ ก็สอนให้ลูกหลานเป็นคนดีต่อไปแล้วจะได้ตอนนี้มีโรงเรียนก็ให้เข้าโรงเรียน
ศึกษาหาความรู้เพื่อสืบทอดต่อไป)
(
... เทป คำสอนลูกสอนหลาน ... )
... (ข้อความจากเทป - ล่ามแปล ...
ท่านบอกว่าตอนนี้หลานก็โตแล้ว บ้างก็ไปเรียน บ้างเรียนจบก็ทำงาน
ทำมาหากินเองได้แล้ว ก็ดีใจที่คำสั่งสอนที่สอนเอาไว้ ตามที่สอนเอาไว้ทุกอย่าง
ท่านบอกว่าให้สอนลูกสอนหลานเวลาไปอยู่ตามลำพัง ที่โรงเรียน ให้เป็นตัวอย่างที่ดี
มีอะไรที่เขาทำหล่นหาย ถ้าเราเก็บได้ให้มอบให้คุณครู หรือผู้ปกครองลูกหลานไว้
นั่นหละจะได้เป็นคนดี จะได้ไม่เสียชื่อเสียง จะได้เป็นคนดีของตระกูล)
(
... เทป คำสอนลูกสอนหลาน ... )
... (ข้อความจากเทป - ล่ามแปล ...ท่านบอกว่าถ้าอยู่ที่บ้านอยู่ชนบทมีสวนผลไม้ปลูกไว้กินบ้าง
ขายบ้างถ้าไม่ใช่ของเราก็อย่าไปเก็บ ถ้าเก็บเขาจับได้ไปลงโทษ ให้เป็นบาปเป็นกรรมของตัวเองอย่าไปทำ) |
ท่านผู้ฟังที่เคารพครับ จะเห็นได้ว่าคำสอนของชาวเย้านี้ สอนทั้งหน้าที่พลเมืองที่ดี
การอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น เช่นบอกไว้ว่าถ้าเขามีสวนผลไม้ที่เขาปลูกเอาไว้
เราอย่าไปแตะต้องของเขา เพราะถ้าแตะต้องเข้า เขาจับได้เอาไปลงโทษจะเป็นบาปกับเราเองอีกด้วย
และถ้าเราทำสวนผลไม้สำหรับปลูกกินของเราเองได้ ก็จะเป็นเรื่องที่ดีเป็นการสอนในเรื่องของสิทธิ
ต่าง ๆ
แล้วจะสังเกตเห็นว่าคำสอนนี้มุ่งหนักไปในเรื่องของการเรียน พยายามสนับสนุนให้ลูกให้หลาน
เรียนหาความรู้ให้ดีแล้วจากนั้นก็ให้ทำงานด้วยความสุจริต สังคมอย่างนี้เป็นสังคมที่น่าอยู่นะครับ
อาจจะเป็นไปได้ว่าจะเป็นสังคมของคนขนาดเล็ก มีชาวเย้าอยู่ไม่กี่คน ฉะนั้นการดูแลลูกหลานจึงดูแลได้เป็นอย่างดี
ถ้าหากว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าไปมาก สังคมขยายตัวขึ้น เขาก็คงจะเกิดปัญหาเช่นเดียวกับสังคมชนบทอื่น
ๆ ที่มันปรับตัวใกล้ ๆ จะเป็นสังคมเมืองแต่มันไม่ใช่แต่ของเย้านี้ค่อนข้างจะเป็นเอกเทศนะครับ
จากนี้ไปผมจะได้กล่าวถึงวรรณกรรมคำสอนผู้หญิงว่า เมื่อตั้งท้องแล้วควรจะทำอย่างไร
แล้วก็การคลอดลูกนั้นมีวิธีการใดที่ให้ปลอดภัย ผู้ที่จะพูดถึงวรรณกรรมเรื่องนี้เป็นวรรณกรรมคำสอน
ก็คือวิทยากรชื่อ หมวงล่วง แซ่พ่าน คนเดียวกันนี้แหละครับ อายุ 78 ปีแล้ว
ส่วนคนที่แปลทำหน้าที่แปลนี้ก็คือวิทยากรชื่อ ไหนเจียม พงศ์ศิริธร อายุ
30 ปี
ก็เป็นการสอนว่าเมื่อเราตั้งท้อง จะทำอย่างไร เพื่อจะให้เด็กที่เกิดมา
เป็นเด็กที่สมบูรณ์ ให้ระมัดระวังเรื่องการแต่งตัวแบบไหน มีความเชื่ออะไรบ้างที่เราควรจะทำ
สังคมเย้าก็ไม่ต่างจากสังคมของไทยในชนบท หรือไทยสมัยก่อนหรอกครับ เพราะแต่ก่อนเราก็มีข้อควรปฏิบัติของหญิงมีครรภ์
เช่น ห้ามตอกตรึงตะปู ห้ามนั่งคาบันได อะไรทำนองนี้ เย้าเขาก็มีข้อกำหนด
จากนั้นก็หลังจากคลอดบุตรมาแล้วควรจะทำอย่างไร เขาก็จะสรุปเอาไว้
วรรณกรรมนี้ ก็จะดูไปแล้วก็เป็นวรรณกรรมที่ส่อไปในเชิงของการสาธารณสุขและการแพทย์พื้นบ้านของเขา
การพยาบาลพื้นบ้านของเขานะครับ เขาก็ทำตามมีตามเกิด ถ้าไม่มีการสั่งสอนอย่างนี้
สังคมเย้าก็เป็นสังคมที่ไม่มีความสุขนัก สุขอนามัยก็อาจจะไม่ดี ฉะนั้นที่เราฟังจะต้องฟังด้วยใจอันเป็นธรรมว่า
ถ้าเราอยู่ในสังคมอย่างนั้นก็คงจะต้องทำอย่างที่เขาว่านี้แหละครับ แต่เราอยู่สังคมเรา
เราจะไปตัดสินว่าสังคมที่กำลัง ที่เขาทำอยู่ในเรื่องของการมีท้อง การคลอดบุตรนี้มันเป็นสังคมที่ล้าสมัยมันก็ได้อยู่ครับ
แต่มันก็ มันก็ยังไม่ถูกต้องนัก ถ้าจะว่าไปนะครับ ก็ต้องเห็นอกเห็นใจกันบ้าง
ฉะนั้นก็ลองฟังดูว่าถ้าตั้งท้องจะทำยังไง ขอเชิญท่านผู้ฟังรับฟังวิทยากรชื่อ
หมวงล่วง แซ่พ่าน ครับกับล่ามแปลให้ฟังเชิญรับฟังครับผม
(
... เทป คำสอนหญิงตั้งครรภ์ ... )
... (ข้อความจากเทป - ล่ามแปล ...บอกว่า มีหลานสาวโต ก็สอนหลานสาวว่าหากรู้ว่าตัวเองท้อง
ก็ต้องให้ระมัดระวังดูแลตัวเองให้ดี แล้วอย่าให้มีอะไรที่ทำให้ลูกในท้องเกิดมาจะพิการ
ให้ระมัดระวังเรื่องเสื้อผ้าการแต่งตัว เวลาจะตัดจะทำอะไรนี่ให้ระมัดระวังอย่าไปตัด
ตัดแล้วหลานที่เกิดมาจะพิการ อย่าไปตัดเสื้อที่เราใส่ ที่เราเคยใส่ประจำอย่าไปตัดมัน
ถ้าสิ่งของที่อยู่ในที่นอน ไม่ต้องนำไปเย็บนำไปตัด ตัดไม่ได้ สิ่งของใช้ที่อยู่ในที่นอน
พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ลูกพิการ แล้วลูกที่เกิดมาจะได้เป็นลูก
เป็นหลานที่รูปร่างสวย จะได้ไม่พิการเหมือนที่คนอื่นเขาเป็น)
(
... เทป คำสอนหญิงตั้งครรภ์ ... )
... (ข้อความจากเทป - ล่ามแปล ...บอกว่าลูกถ้าเกิดมานี่เราทำเองไม่ได้ต้องมีผู้มาทำคลอดให้เรา
เขาจะมีสะดือติดกับแม่ ต้องตัดสะดือ ต้องมีผู้อื่นมาทำให้เราช่วยเราทำทำแล้วช่วยอาบน้ำให้สะอาด
จึงจะอุ้มมาให้ เมื่อก่อนเขาไม่มีกรรไกรตัด เขาใช้ปีกไม้ไผ่ ตอนนี้เขารู้ว่าใช่ไม่ได้
เขาก็ไม่ใช้แล้ว)
(
... เทป คำสอนหญิงตั้งครรภ์ ... )
... (ข้อความจากเทป - ล่ามแปล ...
บอกว่าหลังจากนั้นก็ แม่ก็จะทำอาหารให้กินเป็นมื้อแรก ก็จะต้องมีไก่
แล้วก็หลังจากการกินไก่ แล้วก็มียาสมุนไพรมาด้วย มียาสมุนไพรทำให้กินแล้วจะได้มีร่างกายแข็งแรง
หลังจากที่คลอดลูกมา 3 วัน แล้วแม่จะต้มน้ำสมุนไพรให้อาบอีก หลังจากกินไปแล้ว
ยังมีอาบให้อีก สมุนไพรทุกอย่าง เขาบอกว่าพืชในป่ามันจะมีอยู่ตามเขาตามป่าเขาจะรู้ว่ามัน
ทุกอย่างที่รักษาโรคหญิงหลังคลอดลูกแล้ว เขาก็จะต้มให้อาบ ทำให้ไม่ปวดหลังปวดเอว) |
ท่านผู้ฟังที่เคารพครับ จะเห็นว่าคำสอนหญิงเมื่อตั้งครรภ์นี้ มีหลายอย่างที่คล้าย
ๆ กับของไทยเรา เช่น สอนว่าอย่าตัดเสื้อเด็กเอาไว้ อย่าเย็บเบาะเอาไว้นะครับในนี้เขาไม่พูดว่าเย็บเบาะ
เขาบอกว่าถ้าของอยู่ในที่นอน ไม่ต้องไปนำมาเย็บ ถ้าตัดก็ คือ อย่า อย่าตัดเสื้อเด็ก
อย่าเย็บเบาะ เขาห้าม โดยมีความเชื่อว่าเด็กนั้นจะพิการ นะครับ เป็นความเชื่อนะครับ
จริงไม่จริงนั้นก็แล้วแต่ แต่ก็เชื่ออย่างนั้น
จากนั้นสังเกตให้ดีว่า พูดถึงว่าต้องมีคนทำคลอดให้ คือ มีหมอตำแย ก็แปลกเหมือนกันนะครับ
ถ้าเป็นคนจีนนี้คลอดเองได้ ทำคลอดเองได้เลยครับ แต่เย้านี้ไม่ทำคลอดเอง
ต้องมีคนทำคลอดให้ แล้วก็เอาเด็กไปอาบน้ำ น้ำอุ่นอะไรทำนองนี้ เรียบร้อยจึงจะนำมาให้แม่เขาอุ้มอีกทีหนึ่ง
จากนั้นเขาจะกล่าวถึงสมุนไพร ซึ่งนำมาทั้งกินและนำมาทั้งต้มทั้งอาบ เพื่อให้มีสุขภาพดีขึ้น
สำหรับคนที่คลอดจะมีสุขภาพดีขึ้น สมุนไพรนั้นก็นำมาทำอาหารกับไก่นะฮะ มีเนื้อไก่ประกอบ
ไม่ให้กินอย่างอื่น แล้วก็สมุนไพรเอามาต้มน้ำอาบ สมุนไพรนี้จะหาได้ในบริเวณนั้น
นี่ก็เป็นวรรณกรรมสะท้อนความเป็นอยู่
ให้เห็นสุขอนามัยตามมีตามเกิดของเขา ของชาวเย้านี้ ซึ่งก็อยู่กันมานานก็เห็นว่ามีสุขภาพดีพอประมาณ
และเท่าที่ผมเคยตรวจสอบข้อมูลดู ชาวเย้าก็จะป่วยด้วยสองโรคครับ คือ โรคทางเดินอาหาร
กับโรคมาลาเรีย นอกนั้นก็ไม่ค่อยมีอะไรมากนัก โรคทางเดินอาหารนี้จะมากทีเดียวเลย
พยาธิก็มีจำนวนมากนะครับผม
ในตอนต่อไปนี้ก็เป็นการขับร้องเพลง ขับร้องเพลงเป็นภาษาเย้านะครับ คนที่จะร้องนั้นทั้งหญิงและชายร้องได้
ใช้ในโอกาสต่าง ๆ เพลงของเย้านี้เอามาทำเป็นเพลงกล่อมเด็กก็ได้นะครับ หรือจะเป็นการเล่าเรื่องการทำมาหากินก็ได้
ใช้เป็นการจีบสาวในสมัยก่อนก็ได้ จังหวะเพลงของเย้านั้นค่อนข้างจะช้า และก็เน้นน้ำเสียง
มีความต่อเนื่องคล้ายเพลงแหล่ของภาคกลาง
เดี๋ยวท่านลองฟังทำนองดูนะครับ คล้าย ๆ ปัจจุบันนี้เย้าเองก็ร้องไม่ค่อยจะเป็นหรอกครับ
เพราะว่าเด็กเย้ารุ่นหลังก็ไม่เห็นความสำคัญ ผมคิดว่าอีกไม่นานก็คงจะสูญไปหรอก
เพลงของเย้าพวกนี้นะครับ เพราะว่าเด็กรุ่นหลังร้องไม่เป็นเสียแล้ว เขาหันมาร้องเพลงตามที่เขาได้ยินในวิทยุ
แล้วดูในทีวี การเก็บข้อมูลครั้งนี้
ก็เป็นการเก็บวัฒนธรรมของเย้า ซึ่งกำลังจะสูญเอาไว้อีกด้วย
เพลงที่ร้องนี้ผู้ร้องชื่อว่า ตอนเชียง พงศ์ศรีมาส อายุ 49 ปีแล้วครับ
เขาจะร้องเป็นภาษาเย้า แล้วก็แปลให้ฟังเป็นตอน ๆ แต่เนื่องจากตัววิทยากรนี้สื่อความหมายไทยไม่ค่อยจะชัดหรอกครับ
เพราะฉะนั้นก็ฟัง ๆ ดู แล้วตอนไหนที่มันไม่ชัด ผมจะสรุปให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง
โดยอาศัยปริบท ก็ขอเชิญท่านรับฟังเพลงกล่อมเด็กและก็เพลงชีวิตประจำวันของเย้า
ขอเชิญรับฟังครับผม
(
... เทป เพลงพื้นบ้านเย้า ... )
... (ข้อความจากเทป - ล่ามแปล ...บอกลูกอ่อน ถ้าหลับก็หลับต๋ายยายนาหลับดี
ๆ เลยบอกลูกอ่อนนะ ลูกอ่อนนะเป็นถ้าหลับ ก็หลับแล้วไม่ต้องยุ่งแม่
ยุ่งยาย ก็หลับไปหลับซัก หลับติดหลังเลย ไม่มีเวลาเนาะ หลับติดหลังทำงาน
ลองแปลละก๋า แปลให้ฟังหน่อย
( ... เทป เพลงพื้นบ้านเย้า ... )
... (ข้อความจากเทป - ล่ามแปล ...แปลว่าเป็นเย้านะ
ลูกอ่อนอยู่ในป่าเนาะอยู่ในป่าไม่ใช่อยู่ในเวียงนะ ไม่รู้ ไม่มีโรงเรียน
ไม่มีอะไรนะ ไม่ได้เรียนกับครู ไม่มีครูสอนนะ อะไรก็ไม่รู้นะ ไม่นะถือว่าไม่รู้เรื่องอะไร
ศาสนาอะไรก็ไม่รู้ แต่เป็นปู่เป็นยายนี่ก็อยู่ในดง อยู่ที่ป่าปุ้น
อยู่ในดอย นะอยู่ดอย บ่มีครูสอนหนังสือ บ่มีครู บ่มีครูเรียนบ่ได้
ไม่รู้เรื่อง ถ้าอู้ไป อย่างเป๋นตะก่อนนี้ แล้วก็สมัยเก่านี้นะอันนี้
บ่าเดี่ยวนี้มันครูสอนแล้ว ครูสอนมันก็แก่ไปแล้ว อู้แล้วก็เสียดายเหมือนกัน
แค่นี้เนาะ)
(
... เทป เพลงพื้นบ้านเย้า ... )
... (ข้อความจากเทป - ล่ามแปล ...อันนี้ว่า
เมื่อเช้านี้ ตีหนึ่ง ตีสองแล้วก็ไก่มันขัน เฮาก็ลุกมาทำกับข้าวกิน
มันแจ้งแล้วละก็หกโมงเจ็ดโมงก็ไปทำงาน ละก็ทำงานแต่ตะก่อนอยู่ดอยไม่มีเงิน
ก็ทำยังไงก็ไม่ได้หรอกไม่มีใครจ่วยแล้วก็ใจ ไม่สบายใจทำงานไม่ทัน
ไม่สบายใจอยู่เป็นเมิน เป็นปีไม่มีเวลาว่าง อยู่ทำงานตลอดไปเลย) |
ท่านผู้ฟังครับ เด็กนี้ก็ได้รับการกล่อมไปแล้วในเพลงกล่อมเด็ก ซึ่งมีถึงสองเพลง
แล้วจากนั้นเป็นเพลงในชีวิตประจำวัน ล่ามที่แปลนี้ผมก็เห็นใจล่ามนะครับ
เพราะล่ามเองนั้นพูดภาษาคำเมือง ก็ยังไม่สู้จะแตกฉานมากนัก แต่สื่อสารกันได้แค่นั้นเองแหละ
หลายท่านที่ชินกับวัฒนธรรมทางล้านนาก็คงจะทราบว่าเขากล่อมเด็กให้หลับนะฮะ
ขอให้หลับเถอะอยู่กับยายกล่อมละอ่อน ละอ่อนก็คือเด็กให้อยู่กับยาย แม่ไม่อยู่นะให้หลับดี
ๆ อย่าไปยุ่งยายนะ หลับอยู่กับยาย หลับอยู่กับหลังยาย ยายจะได้ทำงานได้
นี่ท่านฟังดูนะฮะ ไอ้เวลาที่กล่อมนี้เด็กที่นอนนี้ผูกติดอยู่กับหลังของยายนะครับ
ยายก็ทำงานไปด้วย ทำงานในบ้านนั่นแหละแล้วก็กล่อมไปด้วย ส่วนเด็กก็ติดกับหลังแล้วก็หลับไป
ชีวิตเขาก็เต็มไปด้วยการทำงานทีเดียวนะครับ ผู้หญิงของเย้านี่นะครับผม
ขนาดยายยังต้องเอาเด็กผูกกับหลังไว้ ได้นอนในเปล ไม่ได้นอนในอู่เหมือนเด็กเราไม่นอนเฉย
ๆ หรอกครับ แต่อยู่กับหลังยาย
ฟังดูก็ ก็ดีทีเดียวหละครับ ให้เห็นถึงความขยัน เห็นถึงความใกล้ชิด ถ้าเกิดเป็นเด็กเย้านี่ก็ดีเหมือนกันนะท่านนะ
อยู่กับยายอยู่พูดตลอด ยายก็จับมัดหลัง เอาไว้ที่หลังของยายมีผ้าผูกเอาไว้ตรงนั้น
ยายก็ไม่ต้องอุ้ม เมื่อไม่ต้องอุ้มเด็กนี้ ยายก็มีเวลาที่จะทำงาน มือไม้ก็ว่างอยู่
ส่วนเด็กก็ร้องกวนอะไร เพราะเขาถือว่าเขาไม่ได้เหงาอะไร อยู่ติดกับหลังยายเลย
ของเรานี่ต้องอุ้มนะท่าน เพราะเขาผูกติดกับหลัง ดู ๆ แล้วก็ดีเหมือนกันนะ
ผมนึกถึงลิงนะครับ ลิงนี้เวลาเกิดภัยขึ้นนั้นแม่ก็จะอุ้มลูกหนีนะฮะ แล้วบางทีลิงที่มีลูกหลายตัว
ลูกไหนที่แม่รัก แม่จะเอาไว้ข้างหลัง ให้เกาะหลังแม่ ลูกไหนที่แม่ไม่ค่อยจะชอบนัก
แม่ให้เกาะข้างหน้าแม่ เรียกว่าลูกรักไว้หลังลูกชังไว้หน้า
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เพราะเวลาลิงมันโหนต้นไม้ ถ้าไปกระแทกต้นไม้เข้า
ลูกที่แม่ไม่ค่อยชอบนี่จะโดนก่อนที่อยู่ข้างหน้านะครับ ส่วนเด็กข้างหลังไม่เป็นไร
เย้านี้รักลูกรักหลานมาก ผูกติดเอาไว้ข้างหลังตลอดเลยท่าน
พวกเราก็คงจะเคยเห็นชาวเขาพวกนี้อยู่นะครับ ที่ผูกเด็กติดไว้ข้างหลังนี้นะฮะแล้วก็ทำงานไป
เด็กก็ไม่อยากจะร้องอะไรทั้งนั้น ผูกเอาไว้อย่างนี้ เวลาผูกก็สังเกตดูว่าเขาจะให้เด็กคล้าย
ๆ จะขี่หลัง เพราะฉะนั้นขาจะกาง เด็กเย้านี่เวลาเดินขาจึงกางนะ ผมตั้งข้อสังเกตนะครับ
เพราะว่าต้องผูกไว้กับหลังของยายเขาอยู่ตลอด
ก็ถามว่าทำไมไม่ผูกไว้กับผู้ชายมั่ง คำตอบก็ยากแฮะ ผู้ชายนี่มักจะไม่เลี้ยงลูกเลย
ที่ไม่เลี้ยงลูกก็อาจจะเป็นเพราะว่า เขาต้องทำหน้าที่ปกป้องพิทักษ์ครอบครัว
ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ก็ต้องออกไปต่อสู้ในสมัยนั้นนี้ มีลูกติดหลังอยู่ก็คงจะลำบาก
ไม่เหมือนกับญี่ปุ่นนี่นะครับ ญี่ปุ่นนั้นมีซามูไรพ่อลูกอ่อนยังงี้ แต่เย้าไม่มีฮะ
เย้าก็ต้องเอาลูกไว้กับยายกับแม่
ส่วนอีกเพลงหนึ่ง
เพลงนั้นเป็นเพลงที่ถ้าจะวิเคราะห์จริง ๆ นี้ก็จะบอกให้ฟังว่า เย้านั้นเป็นคนชอบเรียนหนังสืออยากจะเรียน
แต่เผอิญเหลือเกิน แล้วในเพลงบรรยายว่าตอนที่เขาเกิดมานั้น ก็เป็นแต่ป่าแต่ดงทั้งนั้นโรงเรียนก็ไม่มี
ครูก็ไม่มี ไม่ได้เรียนอะไรมาเลย เพราะฉะนั้นเขาก็อยู่แต่ในป่า ปัจจุบันนี้มีโรงเรียนแล้ว
แต่ถึงแม้จะมีโรงเรียนเนี๊ยะ เขาก็ไม่ได้เรียน เพราะอะไร เพราะเขาแก่เกินที่จะเรียนซะแล้ว
นี้ก็เป็นคำคล้าย ๆ คำน้อยใจที่ตัวเองไม่มีโอกาสจะเรียน
ถ้าเพลงเป็นอย่างนี้ แสดงให้เห็นถึงความรักการศึกษา ของเผ่าเย้าเพียงแต่เขาขาดโอกาส
เขาก็มาอยากจะเรียนตอนแก่ซะแล้วนี่ แต่ที่จริงแล้วก็ไม่มีใครแก่เกินเรียนหรอก
ถ้าการศึกษานอกโรงเรียนไปถึงที่นั่นนะ เย้าก็มีโอกาสที่จะเรียนยอยู่ตลอด
อยู่ที่ว่าเขาอยากจะเรียนหรือไม่
ก็เชื่อว่าเรื่องของการศึกษานอกโรงเรียนของเรานั้น
ทำได้ทั่วถึงนะครับ ครอบคลุมใช้คำว่าทุกพื้นที่ไม่เรียกว่าเกือบทุกพื้นที่นะครับ
ผมไปทำงานอยู่ทางเหนือนี้ทางเชียงราย ทางพะเยา น่าน พวกนี้นะฮะพวกการศึกษานอกโรงเรียนนี้
เขาเข้าไปถึงทุกเผ่าครับ เข้าไปให้การศึกษาอยู่ตลอดเวลา แล้วก็เป็นมิตรกับพวกคนไทยชาวเขาเผ่าต่าง
ๆ นี้เป็นอย่างดี
ส่วนเพลงท้ายสุดที่เราได้ฟังไปนั้น
เป็นเพลงชีวิตประจำวันของชาวเขาเผ่าเย้า ที่บ้านขุนแหงแห่งนี้ ฟังดูแล้วจะเห็นความขยัน
ความอดทนของเขานะครับทั้งขยันหรืออดทนนะครับเย้าเนี๊ยะ ก็ดูสิครับตื่นตีหนึ่งตีสอง
ถามว่าตื่นขึ้นมาทำไม เพราะอะไร เพราะไก่ขัน ตีหนึ่ง ตีสอง ก็ตื่นขึ้นมาทำอาหาร
ลุกขึ้นมาทำกับข้าวเลย พอหกโมงเช้าเนี๊ยะออกไปทำงานแล้ว สว่างหกโมงเช้าเนี๊ยะ
ออกไปทำงานเลย สมัยก่อนนี้ทำเอง จะทำงานทำการอะไรทำไร่ก็ไม่มีใครช่วย ไม่ได้ไปหาใครมาช่วยหรอก
แล้วเขาก็บอกว่าบางครั้งเขาก็ไม่สบายใจ เพราะว่าเขาทำงานไม่ทัน ชีวิตของเย้าเขาต้องทำงานหนักมาก
ทั้งมือทั้งเท้าไม่ว่างเลย เขาก็เล่าให้ฟังว่าตัวนั้นลำบากขนาดไหน ไอ้ที่มีความอดทน
แล้วก็ต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ของครอบครัวของเขาและตัวเขาเองด้วย ถ้าเรามีคนขยันแบบเย้ามาก
ๆ ก็คงจะดีนะท่านนะ แต่ปรากฏว่าพอเข้าเข้ามาอยู่ในเมืองนี้ก็ชักจะหายขยันนะ
มาติดนิสัยของคนที่ คนที่เขาไม่ค่อยขยันเข้าก็เลยกลายเป็นคนขี้เกียจไปก็มี
แต่ถ้าหากว่าอยู่ในหมู่บ้านของเขาเองเนี๊ยะ เขาเป็นคนขยันมากทีเดียว
ในด้านของวรรณกรรมนี่นะครับ เย้าเนี๊ยะเขาไม่มีภาษาเขียนของเขาเองหรอก
แต่เขาบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ไว้นี้ ใช้เขียนโดยเป็นภาษาจีนครับ เขียนเป็นภาษาจีนแต่ออกเสียงเป็นภาษาเย้า
แต่ถ้าเป็นวรรณกรรมที่ใช้ในการประกอบพิธีสำคัญ ๆ เนี๊ยะ เช่นเป็นเรื่องเกี่ยวกับผี
อะไรต่าง ๆ เนี๊ยะ ก็จะใช้ภาษาเย้าเป็นมุขปาฐะ ไปเลย เอกลักษณ์โดยเฉพาะของพวกนี้ก็คือมีภาษาพูดของเขา
และที่น่าสนใจ คือมีการแต่งกายเป็นแบบเย้าโดยเฉพาะการประกอบพิธีกรรมต่าง
ๆ นั้นก็สืบเนื่องกันมา แม้ว่าจะได้รับอิทธิพลมาจากภายนอกมามากแล้ว แต่ประเพณีจารีต
ประเพณีดั้งเดิมของเขานี้ก็ยังคงมีอยู่ เขาก็ยังคงรักษาไว้ ไม่สู้เปลี่ยนแปลงมากนัก
ถ้าจะพูดเป็นภาษาของผู้ศึกษาค้นคว้าทางวัฒนธรรมเห็นจะกล่าวได้ว่า วัฒนธรรมเย้า
เป็นวัฒนธรรมแข็งนะท่านน ะไม่ค่อยเปลี่ยนง่าย ๆ เป็นวัฒนธรรมแข็งที่เดียวแหละ
ดูจากภาษา ดูจากการแต่งกาย ดูจากเพลง ดูจากอาหาร ถึงแม้ว่าเด็กเย้าในปัจจุบันนี้จะเอนมาทางวัฒนธรรมของคนเมือง
แต่ก็เอนไม่มากนักนะครับ เขาจะเอนมาในเวลาที่เอนเอียงมาในเวลาที่เขาเข้าโรงเรียน
ต้องแต่งตัวแบบคนไทย แต่พอกลับไปก็แต่งแบบเย้า ออกมาขายของก็แต่งแบบเย้า
พิธีกรรมต่าง ๆ เขาก็จะแต่งแบบเย้าเช่นเดียวกัน
ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง ในสังคมเย้าก็คือ
เรื่องสมุนไพร และยารักษาโรค ซึ่งเราเก็บข้อมูล อันนี้เป็นวรรณกรรมมุขปาฐะ
เพราะไม่ได้มีตัวเขียนเอาไว้ ดูว่าเย้าที่ขุนแหงนี้เขามีสมุนไพรอะไรบ้าง
เราก็จะกราบเรียนท่านผู้ฟังเท่าที่เวลาพอจะมีนะครับ
ยาที่เขาใช้นั้น ส่วนใหญ่เรียกว่ายาพืชผัก ยาพืชผักเนี๊ยะ แปลตามตัวก็จะแปลว่ายาสมุนไพร
ถามว่าชื่ออะไร ก็สมุนไพรนั่นแหละ เรียกเป็นภาษาเย้าว่า เดี้ยจวง เดี้ยจวงนี้ใช้รักษาโรคประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ
เอ้ออันนี้ดีนะ ใช้บำรุงเลือด เป็นยาบำรุงกำลัง ผู้หญิงที่ประจำเดือนมาไม่เป็นปกติเนี๊ยะมามากมาน้อยก็ช่าง
ก็ขอให้มาก็แล้วกัน แต่มาไม่ปกติก็ยังไม่เป็นไรนะครับ เขาก็มียาประเภทนี้นะครับ
เดี้ยจวง ก็เป็นสมุนไพรชนิดเป็นพืชนะ นำมาต้มรวมกัน เวลาที่จะต้มกับอาหารประเภทไก่
และประเภทหมู ก็ให้ผู้หญิงที่คลอดลูกเนี๊ยะ ได้รับประทานจะทำให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็ว
แล้วก็มีน้ำนมมาก จะใช้กับไก่ ใช้กับหมู ที่เราฟังเมื่อสักครู่นี้เขาจะกินไก่เป็นส่วนใหญ่
แต่ถ้ามีหมูก็ใช้กับหมูได้เอาพืชผักสมุนไพรเหล่านี้เข้าไปต้มด้วย
ฉะนั้นก็ดูว่าสมุนไพรเหล่านี้มีอะไรบ้างหละ ก็มีอันนี้เป็นภาษาเย้า เรียกว่า
จั่นแปงเมี๊ยะ จั่นแปงเมี๊ยะ คือ ดอกเทียน นี่เป็นพืชชนิดหนึ่งนะฮะ แจ่กองกวน
แจ่กองกวนก็มีลักษณะเป็นพืชชนิดหนึ่งมีดอกสีแดง อันนี้ต้องใช้ภาพ แล้วชื่อภาษาไทยก็ไม่มีเสียด้วย
เพราะเป็นสมุนไพรที่เกิดในป่าแท้ ๆ
จากนั้นมี แจ่ะออเมี๊ยะ
แจ่ะออเมี๊ยะนี่คือผักปลังสีม่วงทางเหนือเรียกว่าผักปลั๋งสีม่วง
ผักปลังนี้นะครับ ผักปลังที่มันลื่น ๆ นี้นะฮะเวลาเอามาต้มแกงจืด แกงเลียง
แต่มันจะมียางลื่น ๆ อยู่ ผักปลังนี้ใช้เป็นยารักษาโรคหลายชนิดนะครับ ภาษาเย้าที่นี่
เขาใช้คำว่า แจ่ะออเมี๊ยะ
แต่เท่าที่ผมเคยติดต่อกับเย้าที่อยู่ในเขตเชียงรายนะครับเขาเรียกว่า ต้นย่างเหนียวนั้น
เย้าสับสนหรือผมสับสนก็ไม่รู้นะครับ เขาบอกว่าย่างเหนียวเนี๊ยะมันคือผักปลังที่ต้นก็สีม่วง
ใบก็สีม่วง ใช้รักษาโรคได้ทุกชนิด แล้วเป็นยาบำรุงกำลังเป็นอย่างดีด้วย
อันนี้ก็นำเอาผักปลังเนี๊ยะมาของไทยเราตามตลาด เท่าที่ผมเห็น ก็จะเป็นผักปลังยอดสีเขียวนะครับนาน
ๆ ทีจะเจอผักปลังสีม่วง ผักปลังสีม่วงนั้นถือว่าเป็นยานะครับเป็นยา
จากนั้นต้นสบพาน ต้นสบพานเนี๊ยะคือดอกของต้นก้ามปู ก้ามปู หรือจามจุรีนี่ดอกจามจุรี
จามจุรีหรือก้ามปูเขานำไปเป็นยา
อีกอันหนึ่งคือ ต้มชะเดีย ต้มชะเดีย คือ เสลดพังพอนตัวเมีย เสลดพังพอนตัวเมียซึ่งพวกเรารู้จักกันดีนะครับ
ทางภาษาล้านนาเรียกว่า พญายอ อันนี้ต้นชะเดีย ต้นชะเดียนี้เป็นภาษาเย้า
ถ้าภาษาล้านนาเรียกว่า พญายอ ถ้าภาษาเราเรียกเสลดพังพอนตัวเมีย มันจะไม่มีหนามนะครับ
คนทางเหนือนั้นเอาไปแกงแคนะอันนี้
เนี๊ยะแกง เนี๊ยะแกง คือดอกผักเป็ด ผักเป็ด หรือผักเผ็ด หรือผักเป็ดนั้น
มีสองชนิดคือผักเผ็ดหลวง กับผักเผ็ดน้อย อันนี้ก็ใส่แกงแค แกงแค ที่จริงเอามาลวกรับประทานก็ได้
เอามาผัดก็ได้จะมีรสเผ็ดเล็กน้อย จึงเรียกว่าผักเผ็ด แต่บางคนเรียกผักเป็ด
แล้วก็มี เลี๊ยะจุนแมง นี้แปลไม่ออกครับ กาหลีเซิน อันนี้ก็แปลไม่ออกครับ
มีชื่อคำว่ากาหลี แต่ไม่ใช่โสมเสริมอะไรไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ห้าเดี้ยซั่ว
นี่ก็แปลไม่ออก เห็นต้นมันก็พยายามมาศึกษานะครับ ถ่ายภาพเอาไว้เป็นอันดีนะครับ
มีมาตราส่วนตามกำหนดหมดเลยตันพันธุ์นี้ ถ่ายเอาไว้แล้วจะได้นำมาอีกทีหนึ่ง
จากนั้นฝาดหม่วน ฝาดหม่วน นี้คือใบบัวบกนะฮะ ฝาดหม่วน ใบบัวบกน้อยนะฮะ
ไม่ใช่ใบบัวบกหลวง ไม่ใช่ต้นด่วนแด้วนะฮะ บัวบกที่เอามาคั้นน้ำแบบเล็ก
ๆ
ใบเล็ก ๆ บัวบกที่ทางภาคกลางเรียกว่าผักหนอก อันนี้นะครับเอามาด้วย
จากนั้นก็มี ฟามเช็ด อันนี้ไม่มีชื่อภาษาไทย แล้วก็ ห้าจิว ห้าจิว นี่คือพริกไทย
พริกไทยดำ ทั้งสิบสองชนิดนี้นำไปต้มรวมกับอาหารประเภทไก่หรือหมู พอกินเข้าไปก็จะมีน้ำนมมากเลย
แล้วก็มดลูกเข้าอู่รวดเร็ว นี่สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะนะ ถ้าผู้ชายกินจะเกิดอะไรขึ้น
อันนี้ก็เขาไม่ให้อัตถาธิบายไว้ ก็ไม่ได้ถามเขา เขาบอกให้ผู้หญิงกินแค่นั้นเองแหละ
นี่ก็มีความเชื่ออยู่ว่าทั้งสิบสองชนิด พืชสิบสองชนิดนี้ถ้าต้มไก่จะทำให้มีโอสถสาร
มีประสิทธิภาพของยา ดีกว่าต้มกับเนื้อสัตว์อื่น แต่ถ้าไม่มีไก่ก็ใช้เนื้อหมูก็ได้
แต่ว่าไม่ดีนักนะครับ หมูนี่รองลงมาจากไก่ ถ้าต้มกับไก่นี่รับรองจะได้เลย
ผู้หญิงจะมีน้ำนมไหลออกมาดี สุขภาพจะดีมาก
นี่ก็เป็นยาประเภทแรกที่เรียกว่า เดี้ยจวง ก็ทำจากสมุนไพรหลายประเภท เป็นยาที่ใช้บำรุงหญิงที่คลอดบุตรใหม่
ๆ เพื่อให้มดลูกเข้าอู่และมีน้ำนม ประเภทที่สอง นี้ เป็นยาแก้หวัดนะครับ
แปลเป็นไทยว่ายาแก้หวัด ภาษาของเย้าเรียกว่า ปุดทาเดีย
ปุดทาเดียนี่ก็แก้หวัด
วิธีการก็ นำเอาสมุนไพรพวกนี้ไปต้มเพื่อจะนำไปดื่มแค่นั้นเองแหละ ก็ไม่มีอะไรมาก
สมุนไพรนี่ก็ประกอบไปด้วยอันแรกที่สุด เดี้ยดาว เดี้ยดาว นี่คือใบผักเป็ด
ไอ้คำว่า เดี้ย นี้คือ เป็ดนะครับ ถ้าหากว่าดอกผักเป็ดเรียกว่า เดี้ยแกง
ถ้าใบผัดเป็ดเรียกว่า เดี้ยดาว
จากนั้น เดี้ยกาม นี่ไม่ใช่ผักเป็ดมันมีลักษณะคล้าย ๆ ใบเตยนะฮะ และอีกอันหนึ่ง
เดี้ยแก้ง เดี้ยแก้ง นี้ลักษณะคล้าย ๆ ต้นสะคร้าน ต้นสะคร้าน ทางภาคเหนือเรียกว่า
จะคร๊านนะครับ จะคร๊านของภาคเหนือมีสะคร้านธรรมดา กับ สะคร้านแดง คือสะคร้านแดงที่นำมาดองเหล้า
นี่ก็มี 3 ชนิด รวมกัน นำใบสดมาต้มให้เดือด ต้มให้เปลื่อยใช้เวลาประมาณสัก
15 20 นาทีไฟแรงจัด นี้ก็ต้องนำมาดื่มขณะที่ร้อน ถ้ามียาจีน คือ เชยฟง
ใส่ไปด้วยก็จะทำให้มีรสหวาน นี่ก็เป็นยาแก้หวัดแต่ยาแก้หวัด แต่ยาแก้หวัดนี้มีข้อห้ามคือ
ห้ามคนท้อง ห้ามคนตั้งครรภ์กิน มิฉะนั้นจะทำให้แท้ง
อะไรกันหละไอ้พวก เดี้ยดาว เดี้ยกาม เดียแก้ง นี่กินเข้าไปแล้วน่าดูเหมือนกัน
มันคงจะร้อนน่านะ จึงใช้เป็นยาแก้หวัด เพราะหวัดในภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า
Cool ก็แปลว่ามันเย็นนะ ยา 3 ประเภทนี้ก็คงจะร้อนนะฮะ
อีกสักประเภทหนึ่งที่มีเวลาเหลืออยู่ ก็เป็นสมุนไพร อันนี้เป็นสมุนไพรนะครับ
ใช้เดี่ยว ๆ เลย ซึ่งเป็นภาษาเย้าว่า ซางเตเมี๊ยะ แปลเป็นภาษาไทยว่า อุ้งตีนช้าง
โอ้ยยานี้น่ากลัว ใบเบ่อเริ่มลักษณะใบคล้าย ๆใบชะพลูขนาดใหญ่ ท่านคงรู้จักชะพลู
ที่เรามาทำเป็นเมี้ยงคำนะครับ ใบชะพลูนี้
ใบชะพลูนั้นมี 2 ชนิด คือพลูลิง กับพลูนก พลูลิงทางเชียงใหม่เขาใช้อยู่
ถ้าพลูนกนี่ทางลับแล อุตรดิตถ์เขาใช้ ต่างกันที่ตรงก้านใบเท่านั้นนะครับ
แหมอธิบายยาก อันนี้ต้องดูรูป พลูลิงกับพลูนกนี้ ไปโดนทำร้ายมาฟกซ้ำดำเขียว
รถชนรถเชินนี่ก็ใช้ต้นชนิดนี้ต้ม ดื่มลงไปก็หายได้
เทคนิคการใช้ เวลานำมาต้มก็ใช้ทั้งต้นทั้งใบ ทั้งรากต้มจนเดือดแล้วก็นำมาดื่มก็แค่นั้นเองแหละ
นี่ก็เป็นยา
ในคราวต่อไปก็คงจะอยู่กับเย้าอีกพักหนึ่ง จะเป็นทั้งยาทั้งอาหารนะครับสำหรับในช่วงนี้ก็หมดเวลาพอดีหละครับผมขอกราบท่านผู้ฟังไปก่อน
สวัสดีครับ