วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 77 เรื่อง วรรณกรรมไทลื้อ เชียงทา
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน 2546 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

     สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผม นายประจักษ์ ฉายแสง ดำเนินรายการครับ

     ในวันนี้จะได้กล่าวถึงวรรณกรรมของไทลื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นไทลื้อที่เชียงคำ อันแท้จริงวรรณกรรมเกี่ยวกับไทลื้อนั้น ได้มีผู้คนค้นคว้าเอาไว้มากมายนะครับ ทั้งคนไทยแล้วคนต่างประเทศแต่ ที่ผมจะนำเสนอในครั้งนี้ เป็นเฉพาะไทลื้อที่เชียงคำเท่านั้นซึ่งก็มีผู้ไป เออ..ค้นคว้าไว้หลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มจากมหาวิทยาลัยนเรศวร และก็มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

     ก่อนที่จะถึงวรรณกรรมของไทลื้อ ผมขอกล่าวถึงเรื่องของไทลื้อ เพื่อให้ท่านผู้ฟังได้ทราบเล็กน้อยเสียก่อน แล้วจากนั้นในวรรณกรรมนั้นจะอธิบายความเป็นมาของไทลื้อเป็นภาษาลื้อ ซึ่งก็อาจจะฟังยากนิดนึง ไม่ใช่ยากเพราะว่าภาษามันยากหรอกครับ แต่ยากเพราะว่าการบันทึกเสียงของเรานั้น เออ..ในที่ อ.เชียงคำเนี่ย เราทำได้ไม่สู้ดีนัก เพราะไปบันทึกในหมู่บ้านครับ

     นี่ผมก็จะขอกราบเรียนเรื่องความเป็นมาของไทลื้อซักเล็กน้อย ไทลื้อนี้ก็เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ถ้าพูดอย่างนี้พวกที่เรียนมาทาง เออ..ชาติพันธุ์วิทยาก็จะชอบทีเดียวเลยละครับ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลเดียวกับเรานี่แหละ ตระกูลไทแต่ไทในที่นี้ไม่มี ย.ยักษ์นะครับ สระไอไม้มะไล แล้วก็ท.ทหารเลย พูดภาษาตระกูลไท เค้าก็มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ในแคว้นสิบสองปันนา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของมลฑลยูนนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

     ที่จริงพวกนี้เป็นคนไทยแต่อยู่ทางตอนใต้ของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางตอนใต้ของมลฑลยูนนาน ถ้าพูดถึงคำว่าสิบสองปันนานี่แหละครับ สิบสองปันนานั้นเป็นชื่อของ อา…จะพูดเป็นภาษาเราว่าเป็นแคว้นน่ะนะครับ แคว้นสิบสองปันนาก็จะมีเมืองต่าง ๆ รวมกันอยู่ทั้งหมด 44 เมือง ในแคว้นนี่มี 44 เมืองโดยมีเมืองสำคัญอยู่เพียง 28 เมือง

     อ่ะ...ผมจะลองพูดถึงชื่อเมืองดูนะครับ ท่านคงจะเคยได้ยินบ้าง เช่น เมืองเชียงรุ่ง อันนี้เราเรียกว่าเชียงรุ่ง บางคนไปใส่คำว่าเชียงรุ้ง ถ้ารุ้งก็เป็นชื่อเหยี่ยวนะฮะ ถ้ารุ่ง รุ่ง ร่วง นี่คำเดียวกัน เชียงรุ้ง เมืองลวง เมืองแจ้ ฟังดูชื่อไทยแท้เลย เป็นคำโดดทั้งนั้นเลยท่าน จะมีคำสองคำไม่กี่เมืองหรอกครับ เมืองฮาย เมืองสูง เชียงเจิงนะฮะ เชียงเจิง เมืองฮุน เมืองปาน เชียงลอ เห็นไหม เชียงลอนี่ก็ไปอยู่สิบสองปันนา เมืองวัง เมืองงาด เมืองออง เมืองยาง เมืองฮิน เมืองลา เมืองฮำ เมืองตอง เมืองขอน เมืองนุน เมืองแวน เมืองเฮม เมืองล้าหรือเมืองหล้า เมืองบ่อแฮ่ อันนี้หรือเมืองบ่อแร่นี่แหละ เมืองพง เมืองหย่วน เมืองอูเหนือ และเมืองอูใต้ ทั้งนี้มีเมืองเชียงรุ่งเป็นเมืองหลวง

     เดี๋ยวนี้เส้นทางจากเชียงใหม่ ไปเมืองเชียงรุ่งนั้นติดต่อโดยทางอากาศแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นวรรณกรรมไทลื้อที่อยู่ในเขตเชียงรุ่ง ก็เข้ามาถึงของเราได้โดยสะดวกมาก ถ้าอยากจะฟังขนานแท้และดั้งเดิมก็ไม่ได้ยากอะไร

     อันที่จริงแล้วดินแดนสิบสองปันนานเนี่ย แต่เดิมนั้นเขาจัดการปกครองเป็นระบบปันนา ปันนา หลายคนบอกปันนา มันก็พันนานั่นแหละแปลว่าตำบล โดยมีการแบ่งเมืองต่าง ๆ ออกเป็นกลุ่ม ๆ ไอ้ที่แบ่งเป็นกลุ่มเนี่ย ก็เพื่อความสะดวกในการเก็บส่วย และก็ผลประโยชน์ของรัฐ โดยแบ่งออกเป็นสิบสองปันนาครับ เพราะแบ่งอย่างนี้จึงเรียกว่าสิบสองปันนา

     มีการเก็บส่วย คำว่าส่วยเนี่ยรากศัพท์จริง ๆ ก็เป็นภาษาจีนนะครับ ส่วยเก็บกันมานานละ เดี๋ยวนี้ก็ยังเก็บอยู่ ในเมืองไทยก็มีอยู่บ้างมั้ง อันนี้ผมไม่ทราบไม่ยืนยันครับ

     สิบสองปันนานี้ที่แบ่งเป็น ดังต่อไปนี้ ปันนาแรกให้ชื่อว่า เชียงรุ่ง เมืองฮำ นี้เป็นปันนาที่หนึ่ง เชียงรุ่ง เมืองฮำ อันนี้ขึ้นตรงกับเจ้าแสนหวีฟ้า เป็นกษัตริย์ปกครองแต่ก่อน ปันนาที่สองชื่อเมืองแจ้ เมืองลู เมืองออง เป็นกลุ่มสามเมือง ปันนาที่สามเมืองลวง ปันนาที่สี่ เมืองหุน เมืองปาน ปันนาที่ห้า เชียงเจิง เมืองฮาย เมืองงาด ปันนาที่หก เชียงลอ เมืองอาง เมืองมาง ลำเหนือ เมืองขาง ปันนาที่เจ็ด เมืองหล้า เมืองบาน ปันนาที่แปด เมืองฮัง เมืองบ่าง ปันนาที่เก้า เมืองลา เมืองวัง ปันนาที่สิบ เมืองพง เมืองหย่วน เมืองมาง

     จะเห็นว่ามีเมืองมางสองเมือง ตั้งอยู่คนละฟากน้ำโขงนะครับ ปันนาที่สิบเอ็ด เมืองอูเหนือ เมืองอูใต้ และปันนาที่สิบสอง เมืองอูเชียงทอง อีปัง อีงู อย่างนี้จึงเรียกว่าสิบสองปันนาที่ผมนำชื่อมา อา..พูดให้ท่านฟัง ก็เพื่อให้เห็นว่าชื่อเหล่านี้ยังปรากฏอยู่ในไทย ของชาวลื้อเนี่ยมีชื่ออย่างนี้อยู่ มันก็ตีความหมายได้ว่า เค้าคิดถึงเมืองเดิมที่บรรพบุรุษเค้าเคยอยู่ เค้าเลยตั้งชื่อเมืองของเค้านี้ ให้เหมือนเมืองเดิมของเค้า

     คนไทยทำอย่างนี้มากมายนะครับ ไปอยู่ที่ไหนก็ตั้งชื่อเมืองให้เหมือนชื่อเมืองที่ตัวเคยอยู่มาเก่าก่อน ทั้งนี้เพราะความคิดถึงบ้านเดิมนั่นเองแหละ ในแคว้นสิบสองปันนานั้น จะมีพระเจ้าแผ่นดินปกครองเค้าเรียกว่า เจ้าแสนหวีฟ้า แสนหวีนะฮะเจ้าแสนหวีฟ้าปกครองดินแดนนี้ สืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยพระยาเจิง จนถึงหม่อมคำลือรวมทั้งหมดก็44พระองค์นะฮะ ประมาณเอาก็ประมาณพุทธศักราช 1723 จนถึงพุทธศักราช 2494 ประมาณนั้น

     นอกจากจะมีไทลื้อที่อยู่ในประเทศจีนแล้วเนี่ย ก็ยังมีไทลื้อในประเทศอื่น ๆ อีกบริเวณนี้ เช่น ในประเทศพม่า ก็มีไทลื้ออยู่บริเวณทางภาคตะวันตกของรัฐฉา เเช่น เมืองยอง หรือบางส่วนที่ตั้งถิ่นฐานทางภาคเหนือของประเทศลาวก็มี

     นอกจากนี้ในพม่าแล้ว ลื้อยังอยู่ในลาว เช่น บริเวณลุ่มน้ำทา ลุ่มน้ำสิงห์ แขวงหลวงน้ำทา ลุ่มน้ำงาว แขวงบ่อแก้ว เขตน้ำงู ในเขตพงสาลี และในหลวงพระบาง มีอยู่หลายที่ หรือว่าในลุ่มน้ำก้อ ลุ่มน้ำแบง แขวงอุดมไซ อุดมไซ ก็คือ อุดมชัย นั่นแหละครับ แขวงอุดมไซ และอยู่ตามที่ราบระหว่างหุบเขาในเขต…ในเขตของเชียงฮ่อนและหงสา แขวงไซยบุรี ก็ ชัยบุรี ก็ติดกับเขตน่านเรานี่แหละครับผม

     ยังมีทั้งในพม่าในลาว นอกจากจะมีในจีนในไทยก็มีในพม่าในลาวและก็มีในเวียดนามครับ ในเวียดนามก็มีไทยลื้ออาศัยอยู่ที่เมืองบันลู บริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำดำ ตามพรมแดนที่ติดต่อกับจีน ก็เพราะว่าคนเผ่าลื้อหรือไทลื้อ อา…..เป็นกลุ่มใหญ่นะครับ และกระจายอยู่ทั่วไปหลายประเทศทีเดียวแหละ แต่วัฒนธรรมเขานั้น เป็นวัฒนธรรมแข็งไม่ค่อยจะปรับไปตามประเทศที่ตัวไปอยู่ ยังคงวัฒนธรรมคล้ายเดิมทางด้านภาษาและการแต่งกาย ประเพณีต่าง ๆ นี้ก็น่าสรรเสริญคนไทยเผ่านี้ครับ มีวัฒนธรรมแข็งอยู่ทีเดียว

     ทีนี้เราพูดถึงไทยลื้อของเชียงคำ เชียงคำ เชียงคำ พะเยาเนี่ยนะครับ หลายร้อยปีผ่านไป พูดหลายร้อยปีเนี่ย พูดแบบตำนานนะ ถ้าถามว่าหลายร้อยปีเมื่อไหร ่ก็ไม่เกินสี่ร้อยปีเนี่ยแหละผมว่า หลายร้อยปีผ่านมาแล้ว ชาวไทลื้อจากสิบสองปันนา ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานบริเวณภาคเหนือของประเทศไทยปัจจุบัน เขาอพยพมา… ที่อพยพมานั้นก็ด้วยสาเหตุหลายอย่างครับ แล้วก็เข้ามาหลาย ๆ ทอดหลายระรอก เรียกว่าต่างกรรมต่างเวลากันทีเดียวแหละ

     จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เนี่ย บอกการเข้ามาของไทลื้อครั้งสำคัญในช่วงต้นยุครัตนโกสินทร์ เนื่องจากเป็นช่วงการฟื้นฟูบ้านเมืองของหัวเมืองต่าง ๆ ในดินแดนล้านนา หลังจากเข้าสวามิภักดิ์ต่อกรุงเทพฯ

      เดิมทีเดียวนั้นล้านนาไทยนั้น เป็นอาณาจักรนะครับ แล้วต่อมาก็เข้าสวามิภักดิ์ต่อกรุงเทพฯ เนี่ย มีเจ้ากาวิละไปครองที่เชียงใหม่นั่นแหละครับ หลังจากนั้นก็มีการขับไล่พม่าออกไปให้พ้นจากล้านนา ในยุคนั้นขับไล่พม่าออกไปจากล้านนา ในยุคของเจ้ากาวิละเชียงใหม่นี่แหละครับ

     ในยุคนั้นจะนา .. ล้านนาเอง เค้าก็เรียกว่าเป็นยุค "เก็บผักใส่ซ้า เก็บค่าเข้าเมือง" ใส่ซ้า ใส่ซ่า ใส่ตะกร้า อะไรก็แล้วแต่เถอะนะครับ เก็บค่าเข้าเมือง นั่นก็คือให้คนอพยพเข้ามาอยู่ในเมืองแต่ก่อนนั้นต้องการคน แต่เดี่ยวนี้ต้องการให้คนออกไป (หัวเราะ) แต่ก่อนต้องการให้คนเข้ามา ไปที่ไหนก็พยายามกวาดต้อนเอาคนเข้ามาในอานาจักรของตน เพราะเอามาอาศัยแรงงาน

      แต่ในสมัยของพระเจ้ากาวิละแห่งนครเชียงใหม่เนี่ย ก็ให้เจ้าอุปราชยกทัพไปตีหัวเมืองด้านเหนือ ซึ่งเป็นหัวเมืองของไทลื้อ เจ้าอุปราชก็ไปตีหัวเมืองไทลื้อ ไทเขินนะฮะ ไตโหลง หรือไตใหญ่เนี่ย และจะกวาดต้อนผู้คนเข้ามาเป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน และใช้เป็นแรงงานสำคัญในการฟื้นฟูบ้านเมืองเชียงใหม่

      ในพระพุทธศักราชประมาณนั่นหนะ นอกจากจะกวาดต้อน และยังใช้วิธีเกลี้ยกล่อมนะ ให้ยินยอมอพยพแต่โดยดี เช่นกรณีไทลื้อ เอาเมืองยองอพยพเข้ามาเมืองลำพูนเนี่ย ก็เป็นยองทั้งนั้นแหละครับ ไทลื้อพวกนี้ก็เข้ามาอยู่ในเมืองลำพูน ปัจจุบันก็มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมืองลำพูนด้วยซ้ำ

     ที่ลำพูนก็มี มีตำบลใหญ่ ๆ คือตำบลเมืองง่า กับตำบลเวียงยอง คราวนี้คนยองก็เข้ามา อยู่ถ้าพูดอย่างนี้ก็มองเห็นได้ชัดเลยว่า ไตยองกับไตลื้อนั้นเป็นพวกเดียวกันนะท่านนะ ยองกับลื้อเป็นพวกเดียวกัน

     ครั้นในปีพุทธศักราช 2348 การไปกวาดต้อนอพยพผู้คนทาง ทางตอนเหนือเนี่ย ก็ยังดำเนินต่อไปอีกหลายครั้งนะ และก็ไม่ใช่เฉพาะเชียงใหม่เท่านั้นนะครับ ที่ไปกวาดต้อนผู้คนเข้ามาเนี่ย หัวเมืองอื่น ๆ ในล้านนาก็ทำเช่นกัน ผมขอกราบเรียนยกตัวอย่าง

     อย่างเช่นเมืองน่านเนี่ยนะครับ มีหลักฐานชัดเลยว่า ในพระพุทธศักราช 2348 นั้น เจ้าเมืองน่านได้ยกทัพไปตีสิบสองปันนา และก็นำเอาเจ้านาย นำเอาขุนนาง นำเอาเครื่องบรรณาการของไทลื้อเนี่ย ไปกรุงเทพฯเมื่อตีเสร็จ นำเอาบรรณาการไปกรุงเทพฯ นำเอาไทลื้อไปด้วย

     ในพระพุทธศักราช 2355 เนี่ย ก็มีการกวาดต้อนคนจากเมืองหล้า เมืองพง แขวงเมืองหลวงพูดา เมืองสิงห์ เมืองมางเข้ามาด้วย นี่ทางเจ้าเมืองน่านนะครับ กวาดต้อนมา กวาดต้อนไทลื้อเข้ามาเนี่ยสองครั้งแหละ ในพระพุทธศักราช 2348 กับพระพุทธศักราช 2355 ห่างกันเจ็ดปีเนี่ย ยกไปตีกวาดต้อนมาสองครั้ง

     จากนั้นมีการกวาดต้อนคนจากเมืองหล้า เมืองพงเข้ามาอีกครั้งหนึ่งในพระพุทธศักราช 2399 โดยที่เจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้านครเมือง เจ้านครเมืองน่านเนี่ย ได้ยกทัพไปตีหัวเมืองสิบสองปันนา กวาดต้อนเอาไทลื้อเข้ามา เรียกว่าเทครัวเข้ามาเลย กลุ่มหนึ่งเอามาไว้ที่เมืองเชียงม่วน ใกล้ ๆ กับลำน้ำปี้ท่าน

     ท่านที่อยู่ทางล้านนานึกภาพออกนะครับ ท่านที่อยู่ทางเชียงม่วนที่พะเยาเนี่ย ตรงลำน้ำปี้ตรงนั้นแหละครับ นั่นอพยพมาในยุคนั้น กวาดต้อนมา

     ต่อมาในสมัยของพระเจ้าสุริยพงศ์ผลิตเดช เจ้านครน่านองค์ต่อมาเนี่ย ก็ยกทัพไปตีหัวเมืองลื้อ ไปตีหัวเมือง เมืองพง เมืองหย่วน เมืองมาง เมืองหล้า และก็กวาดต้อนเทครัวลื้อมาไว้ที่ท่าวังผาส่วนหนึ่ง และที่เชียงมวนส่วนหนึ่ง

     ลื้อที่ท่าวังผานั้น เขามีเจ้าหลวงของเขานะครับ มีอนุสาวรีย์อยู่ด้วยริมฝั่งแม่น้ำน่าน ผมเคยพานิสิตปริญญาโท วิชาเอกภาษาไทย ที่เรียน…เรียน "คติชนวิทยา" ไปเก็บ อา...พิธีกรรม การเลี้ยงเทวดาของไทลื้อที่ท่าวังผา ที่ อ.ท่าวังผา จ.น่าน ในครั้งหนึ่งเมื่อประมาณพระพุทธศักราช 2544 ประมาณนั้น เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้ไปเก็บแล้ว เพราะไม่มีเวลา

     ไทลื้อที่ท่าวังผา และที่เมืองเชียงม่วนก็เป็นไตลื้อพวกเดียวกัน ซึ่งเขาไปกวาดต้อนมาจากเมืองพง เมืองหย่วน เมืองมาง เมืองล้า อะไรทำนองนี้ ที่ปัจจุบันนี้ก็ปรากฎว่า มีแหล่งชุมชนไทลื้อในประเทศไทยกระจายอยู่ หลายจังหวัดทางภาคเหนือเนี่ยครับ อย่างเช่นชุมชนไทลื้อ จ.พะเยาก็มี ที่ อ.เชียงคำ ต.หย่วน ต.หย่วนเนี่ย มีหลายหมู่บ้าน เช่น บ้านยวน บ้านท่าสบแวน บ้านแดนเมือง บ้านมาง บ้านดอนชัย บ้านแช่แห้ง บ้านใหม่

     ท่านฟังดูนะ บ้านแช่แห้งเนี่ย มีอยู่ที่ อ.เชียงคำด้วยนะครับ ไม่ใช่เฉพาะที่น่าน สำหรับไทลื้อที่นี่นั่น เขาก็มีประเพณีเลี้ยงเทวดาของเค้านะ อะ..ทางคณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวรก็ได้จัดการรวบรวมและวิเคราะห์พิธีกรรมอย่างนี้ไว้แล้วครั้งหนึ่งนะครับ ปรากฏใน เออ..การศึกษาอิสระของนิสิตปริญญาโท สาขาสังคมศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เนี่ยที่เคยทำเอาไว้แล้วครั้งหนึ่ง

     ก็เป็นอันว่าการศึกษาเรื่องไทลื้อนั้นทางมหาวิทยาลัยนเรศวร โดยเฉพาะคณะสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศสาตร์ เนี่ยได้ศึกษาไว้ค่อนข้างลึกซึ้งพอสมควรทีเดียวแหละนะฮะ

     การจะเข้ามาตั้งถิ่นฐานของไทลื้อที่ อ.เชียงคำ มีหลายรูปแบบและต่างเวลา และหลายระรอกด้วยกัน กระผมขอนำกราบเรียนอย่างนี้ เช่น ชาวไทลื้อบ้านหย่วนนั้นอพยพมาจากเมืองหย่วนปันนา เมืองพง แคว้นสิบสองปันนา

     จากประวัติของวัดหย่วนเขาบันทึกเอาไว้ กล่าวไว้เป็นวรรณกรรมเลยนะฮะ ในประวัติของวัดกล่าวว่า การเข้ามาของไทลื้อบ้านหย่วนแต่แรกนั้นเข้ามายังพื้นที่ ที่ประเทศไทยปัจจุบัน ในสมัยที่พม่ามีอำนาจเหนือบริเวณนี้อยู่ ก็คือบริเวณเชียงคำเนี่ย ซึ่งก็คงปรากฏอยู่ในช่วงระหว่างจุลศักราช 1027 ถึงจุลศักราช 1049 นี่ ถ้าเทียบแล้วก็ประมาณพุทธศักราช 2208 ถึงพระพุทธศักราช 2230 ประมาณนั้น โดยที่พระยายอดใจได้เป็นผู้ครองนครน่าน

     พระยายอดใจนี้ได้รับแต่งตั้งจากกษัตริย์พม่า ซึ่งขณะเมืองเชียงคำเนี่ย อยู่ในเขตปกครองของเมืองน่าน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเมืองพะเยาในปัจจุบัน แต่อยู่ในเขตปกครองของเมืองน่าน เมืองเชียงคำและก็เจ้าเมืองน่าน คือ พระยายอดใจ และคนที่แต่งตั้งพระยายอดใจเป็นเจ้าเมืองน่าน

     นั้นก็เป็นกษัตริย์พม่า อันนี้ก็เป็นเรื่องเล่ากันต่อมาทางวาจา เป็นมุขปาฐะ แล้วจึงมาบันทึกไว้ในประวัติ อา..เป็นประวัติของวัดหยวน บันทึกไว้อย่างนี้ ก็แสดงให้เห็นว่า ตอนที่ในสมัยที่พวกไทลื้ออพยพเข้ามาที่เชียงคำนั้น พม่ายังมีอิทธิพลอยู่ในบริเวณนี้

     ไทลื้อนั้นอพยพมาหลายครั้ง ที่อพยพมาเนี่ยก็หลายสาเหตุ อาจจะถูกรุกรานมั่ง ถูกชักชวนเข้ามาบ้าง อพยพเคลื่อนย้ายมาด้วยการสงครามมั่ง หลายประการ แต่ในปัจจุบันที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ใน อ.เชียงคำ จ.พะเยา อา..ก็มีมากโดยเฉพาะที่ ต.หย่วน

     ต.หย่วน นี้ก็เป็นตำบลที่มีชนไทลื้อเข้ามาตั้งถิ่นฐานหนาแน่นเป็นปึกแผ่น เรียกว่ามากที่สุดใน จ.พะเยาก็ได้ และมีการถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็น ทางภาษา ประเพณี ความเชื่อ ประเพณีการแต่งกาย อาหาร ยารักษาโรค การสร้างที่อยู่อาศัย

     ทั้งนี้นะครับถ่ายทอดกันมา ที่เห็นชัด ๆ ก็คือวัฒนธรรมความเชื่อเกี่ยวกับโลกหน้า ภพหน้า ภูมิหน้า ก็เป็นเหตุให้เกิดประเพณีการทำบุญที่เรียกว่า การตาน ตานก็คือการทำทานเนี่ย ทำบุญเนี่ยเรียกว่าตานนะฮะ หรือการอุทิศประสาท มณฑป สิ่งของเครื่องใช้ อาหารไปไว้ในภายภาคหน้า ทั้งเพื่อตนเอง เพื่อผีที่ล่วงลับไปแล้ว มีประเพณีพิธีกรรมอันนี้อยู่ มีงานช่างศิลป์ ศิลปะเนี่ย มีงานศิลปหัตถกรรม ภูมิปัญญาแขนงต่าง ๆ ปรากฏอยู่ สะสมกันมาเป็นเวลานานทีเดียว

     นี่ก็เป็นเรื่องของ อา..ประวัติของไทลื้อ ประวัติของไตลื้อเนี่ยเค้า เค้ามีการสืบต่อกันมาเป็นวรรณกรรมเลยนะท่านนะ ที่ผมพูดเมื่อสักครู่เนี่ยนะครับผม แต่เค้าไม่บอกเป็น พ.ศ.บอกอะไรหรอก แต่เค้าจะกล่าวถึงว่า ก่อนที่เค้าจะมาอยุ่ที่บ้านหย่วนเนี่ย เขามีความเป็นอยู่อย่างไร เป็นมายังไง เค้าทำเป็นวรรณกรรม และมีการขับร้องเขาเรียกว่า การขับลื้อ

     การขับลื้อนี่ก็เป็นการ อา..ขับวรรณกรรมของลื้อ จะว่าเป็นการขับเพลงดั้งเดิมของชนเผ่าไตลื้อก็นิยมร้องกันในประเพณี อา..ในงานพิธีกรรมต่าง ๆ เวลาร้องหรือขับนั้น เขาก็มีเครื่องดนตรีประกอบ หรือใช้ปี่ประกอบในการร้อง เป็นการเล่าเรื่องราวต่างตอบโต้กันนะครับ

     บรรยายเรื่องของความเป็นมาของชนเผ่าไตลื้อ จากสิบสองปันนาทางตอนใต้ของจีน มาสู่จังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพะเยา ยังกล่าวถึงที่ไปอยู่ในเชียงรายและลำพูนอีกด้วย

     เพื่อให้ท่านผู้ฟังได้มีโอกาสฟังต้นฉบับ อา..เรียกว่า ประทานโทษ เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่าเป็น Original text เป็นข้อมูลที่แท้ ๆ ในภาษา ทางคติชนวิทยาเรียกว่า เป็นข้อมูลออเซนติกนี่แหละครับ

     ผมก็อยากให้ท่านผู้อ่านได้ฟังวรรณกรรมของชนเผ่าไตลื้อ โดยเฉพาะการขับลื้อพอเป็นตัวอย่างสักเล็กน้อยเท่านั้นนะครับ ทั้งนี้เพราะว่า อา…การบันทึกเสียงนั้น แรกทำได้ไม่สู้ดีนัก แล้วก็ภาษาที่ใช้นั้นก็เป็นภาษาที่ฟังยาก เนื่องจากท่านผู้ขับนั้นอายุเจ็ดสิบกว่าแล้ว สุ้มเสียงก็ไม่สู้จะดีนัก แล้วก็ดูเหมือนฟันท่านจะหักหลายซี่อีกด้วยนะครับ ก็ลองเชิญฟังสักเล็กน้อย ทั้งเสียงปี่ และเสียงขับนะครับผม

(เทปข้อมูล การขับลื้อ)
     ...วรรณกรรมชนเผ่าไทลื้อ ... การขับลื้อ ประกอบด้วยผู้ขับร้องหนึ่งคน และผู้เป่าปี่หนึ่งคน ซึ่งปี่เป็นเครื่องดนตรีที่คอยให้จังหวะ ในที่นี้ผู้ขับร้องคือ คุณพ่อเงิน สมฤทธิ์ อายุ 73 ปีอยู่บ้านเลขที่ 56 หมู่ที่ 1 บ้านปังวัว ต.เชียงบานอ.เชียงคำ จ.พะเยา และผู้เป่าปี่ก็คือ คุณลุงแก้ว มาไกล อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 195 หมู่ที่ 1 บ้านปังวัว ต.เชียงบาน อ.เชียงคำ จ.พะเยา มาจากแคว้นสิบสองปันนา ในตอนใต้ของประเทศจีน แล้วมาตั้งรกรากถิ่นฐานที่ อ.เชียงคำ จ.พะเยา ในปัจจุบันนี้...

     (เสียงปี่)…..มาเจ่าเอ๋ย เจ่า…..ตางเพ้ อ้ายเขาไปก๋างนาไค่ฮู้สิบสองปันนาและเป๋นเมืองกาฝากตำนานหล่า บ่ สุดซอย ปี๋สองปี๋สี่ปี๋ไค่……เอ้ย ตำนานย่างนั้นเค้ายังบะมี เจ้าขุนลุนเมืองนั่นมีตั่งหกตั่งเจ็ดแต่แล้วอันว่าเมืองสิบสองปันนา และเขาและบ่เมื่อม่วน...

      อา..ท่านได้ฟังเรื่องของการขับลื้อไปแล้วส่วนหนึ่ง ก็ไม่ทราบว่าท่านจะฟังเข้าใจประการใดหรือไม่ แต่ที่อยากจะให้ฟังก็คือ อยากจะให้เห็นว่า ในการขับนั้นเค้าใช้ปี่เป็นเครื่องดนตรีประกอบ การขับก็มีผู้ขับ ถ้าเป็นสมัยก่อนก็เรียกว่านักขับอะไรทำนองนั้นอะนะ อาจจะเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่ามินสเทรน มินสเทรน เอ๊ะเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า ทูปาดัว อะไรก็ตามแต่ท่านเถิด ผมก็ออกเสียงไม่ถนัด

     แต่นักขับไทลื้อก็ได้ขับไป แล้วนักขับผู้นั้นก็อายุไม่ใช่น้อยนะท่านนะ นั่นหนะ 73 ปีแล้ว ส่วนคนเป่าปี่ก็อายุ 58 ปีแล้ว ฟังแล้วเค้าก็ซาบซึ้งในหมู่ของลื้อด้วยกัน บางคนฟังแล้วก็น้ำตาไหล นึกถึงบรรพบุรุษของเขาที่อพยพลงมา ทั้งลงมาด้วยความสมัครใจ และลงมาด้วยการถูกกวาดต้อนลงมา อยู่ที่พะเยา มาอยู่ที่เชียงคำนี่นะครับ

    นั่นก็เป็นวรรณกรรม อา…ส่วนแรก ที่ผมอยากกราบเรียนนำเสนอเนี่ย คราวนี้วรรณกรรมที่สองที่อยากจะกล่าวกันเนี่ยก็เป็นนิทานพื้นบ้าน โอ้ ..มีมากมายเลยครับ หลายร้อยเรื่องทีเดียวครับ มีผู้รวบรวมไว้ทั้งคนไทย คนต่างประเทศ ทำเป็นงานวิจัยก็มากมาย แต่ผมจะขอยกตัวอย่างเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น

     อันนี้จะขอใช้ภาษาไทยก่อนนะท่านนะ เพราะถ้าไปฟังในภาษาลื้อเนี่ย ก็ไม่ได้ฟังยากหรอก แต่ว่าระบบบันทึกเสียงไม่ดี ก็จะฟังไม่สนุกนัก ก็จะเล่าโดยภาษาไทยนะครับ คนที่เล่าเรื่องนี้ก็อายุ 56 ป ีและคือ คุณพ่อหนานเล็ก พวงมะลิ แกอยู่ที่เชียงคำ พะเยา นี่แหละครับ

      เดี๋ยวท่านจะได้ฟังรายละเอียด อา..ต้นฉบับเดิม เดี๋ยวตอนนี้ขอเล่าเป็นภาษาไทยเสียก่อน นิทานเรื่องนี้มีชื่อเป็นภาษาไตลื้อว่า "เก๊าหมาป๋ายหมา " เก๊าต้นมัน ป๋ายก็ท้ายนะ

     เก๊าหมาป๋ายหมา เรื่องก็มีอยู่ว่า หมาเนี่ยหมาหรือสุนัขเนี่ย จะใช้คำรึ ใช้คำว่าหมา ที่จริงเพราะกว่านะครับ มันเป็นคำไทย เราเรียกหมาว่าหมา เพราะว่าเรียกว่า ม๊ะ ม๊ะ ม๊ะ มันก็มาหา เราจึงเรียกหมาว่าหมาอะไรทำนองเนี๊ยะ

     หมาเกิดความสงสัยว่าใน โลกนี้ใครเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่รู้หมาตัวไหนนะ แค่หมาเนี่ยมันสงสัยก็แล้วกัน ว่าใครยิ่งใหญ่ที่สุด หมาจึงไปถามดวงอาทิตย์ แต่ท่านก็อย่าไปสงสัยเลยนะ ว่าหมาไปถามได้ไงดวงอาทิตย์ ก็มันเป็นนิทานหนะ นะ

    หมาจึงไปถามดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์ ก็บอกว่า ฉันนี่แหละใหญ่ที่สุดนะ แต่ถึงจะใหญ่ที่สุดฉันก็ยังกลัวสิ่งอยู่สิ่งหนึ่งนะ สิ่งนั้นคือเมฆ เพราะอะไร เพราะเมฆเนี่ยมันจะบดบังแสงอาทิตย์ได้หนะ นี่ดวงอาทิตย์ยอมรับแล้วว่าตัวมันใหญ่ที่สุดจริง แต่เค้าก็ยังแพ้เมฆอยู่

    หมาก็เออ..โว้ย คนใหญ่ที่สุดคือดวงอาทิตย์แต่แพ้เมฆนะ หมาก็เลยไปถามเมฆ ถามว่าท่านเป็นผู้ยิ่งใหญ่จริงรึ? เมฆก็บอกว่า ใช่แล้วถูกต้องแล้ว ฉันนี่แหละคือผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ฉันก็ยังยอมลมนะ เพราะลมเนี่ยมันจะพัดเมฆไปได้

     นี่เค้าเรียกว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนใหญ่มีคนใหญ่นะฮะ เหนืออะไรก็มีอะไรนะ ท่านลองคิดดูก็แล้วกัน แม้แต่เหนือตำรวจ ก็ยังมีภรรยาตำรวจใช่มั้ยฮะ ซึ่งใหญ่กว่าเนี่ย เนี่ยหลายคนก็เคยพูดอย่างนี้ ผมเคยได้ยินอยู่นะนี่

     ยอมลมเพราะลมมันพัดเมฆไปได้ หมาก็เลยไปถามลมว่า ท่านเป็นผู้ยิ่งใหญ่จริงรึ? ลมก็บอกว่าใช่แล้ว แต่ถึงเราจะยิ่งใหญ่เราก็ยังยอมจอมปลวก เพราะอะไร เพราะลมจะพัดยังไง ๆ จอมปลวกมันก็ไม่ขยับที่ซักทีนะ ลมอ่อนอกอ่อนใจ เพราะจอมปลวกนั้นนานแล้ว

     หมาก็เห็นด้วย หมาก็ลงไปถามจอมปลวกว่า ท่านเป็นผู้ยิ่งใหญ่จริงรึ? จอมปลวกก็บอกว่า ใช่แล้วเราเนี่ยเป็นผู้ยิ่งใหญ่จริง แต่เรายังยอมควาย เพราะอะไร เพราะควายนั้นชอบขวิดจอมปลวกอยู่ร่ำไป ไม่ใช่ขวิดเปล่า ๆ บางทียังเลียอีกด้วย เพราะว่าจอมปลวก บางทีมันอาจจะมีรสเค็ม ควายขวิดไปก็เลียไป จอมปลวกก็เลยกลัวควาย

     หมาก็เห็นว่า ควายมันเป็นผู้ยิ่งใหญ่จริงแฮะ หมาก็เลยไปถามควายว่า ท่านเป็นผู้ยิ่งใหญ่จริงรึ? ควายก็บอกว่า เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่ แต่เรายอมรับว่า เชือกมันใหญ่กว่าเรา เพราะเชือกมันมัดเราได้ หมาก็เออ…จริงแฮะเชือกมันใหญ่แฮะ

     หมาก็เลยไปถามเชือกว่า ท่านเป็นผู้ยิ่งใหญ่จริงรึ? เชือกก็บอกว่า ใช่แล้วเราเป็นผู้ยิ่งใหญ่แต่เราก็ยังแพ้หนูนะท่านนะ เพราะหนูเนี่ยมันกัดเชือกขาดได้ ไม่ใช่เชือกธรรมดา แม้แต่เชือกเอ็นหนังควาย มันก็ยังกัดจนขาดเลย หมาก็เห็นด้วย

     หมาก็เลยถามไป ไป หาหนูก็ถามหนูว่า เจ้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่จริงรึ? หนูก็บอกว่าใช่แล้วเราเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ถูกต้องหละ แต่เราก็กลัวแมวนะ หมาก็ เออ…มันยอมเป็นทอด ๆ

     หมาก็ไปถามแมวว่า เจ้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่จริงรึ? แมวก็บอกว่า ถูกต้องแล้ว แต่เราก็ยังกลัวหมานะ เพราะหมามันกัดเราบ่อย หมาได้ฟังเช่นนั้นจึงรู้ตัวว่า ตัวมันนั่นแหละยิ่งใหญ่ที่สุด

     นี่คือเรื่อง เก๊าหมาป๋ายหมา เริ่มต้นที่หมาและจบลงด้วยหมา ก็เป็นนิทานพื้นบ้าน อา..เล่าโดยพ่อหนาน พ่อหนานเล็ก พวงมะลิ เนี่ยนะครับ ก็เป็นคนลื้อนะ ก็เป็นคนลื้อที่เชียงคำ ก็เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง

     ฟังดูแล้วก็สนุกสนานดีนะท่านนะ ให้เห็นว่าในโลกนี้ใครจะใหญ่ที่สุดละครับ ใจของเรานั่นแหละใหญ่ที่สุด เราไปยกให้สิ่งนั้นสิ่งนี้ใหญ่ ท้ายสุดคนที่บังคับบัญชาเราคือใจของเราเอง

     แต่ละคนมีใจเป็นผู้บังคับบัญชา แต่ถ้าจะเล่าเรื่องว่าใจเราใหญ่ที่สุด คนก็ไม่อยากฟัง ก็เลยสมมติ เขาเรียกว่าทำเป็นบุคลาธิษฐาน ให้เป็นหมา เป็นเชือก เป็นควาย เป็นจอมปลวก เป็นเมฆ เป็นดวงอาทิตย์ อะไรก็กลัว

     ลักษณะอย่างนี้เป็นการผูกเรื่องให้เป็นตัวบุคคลขึ้นมา เค้าใช้คำในภาษาอังกฤษว่า personification ใช้ตัวนี้เองนะครับ นี่ก็พวกลื้อ ก็เล่าเรื่องนี้เพื่อให้เห็นความยิ่งใหญ่ของหมา ซึ่งที่จริงก็เป็นนิทานเปรียบเทียบให้เห็นความยิ่งใหญ่ของจิตของเรา ของใจของเรา เราใช้เป็นนิทานที่สอนกัน

     ไอ้นิทานที่สอนกันนั้นภาษาทางคติชนเรียกว่า นิทานคติ ใช้เป็นภาษาอังกฤษว่า didactic tale นะครับ เป็นนิทานคติสอนกันมา

     มีวรรณกรรมที่แปลกกว่าที่อื่นอยู่อย่างหนึ่งคือ ถ้าเป็นที่อื่นนั้นเค้าจะมีเพลงกล่อมเด็กนะท่านนะ เพลงกล่อมเด็กซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำว่า lullaby เนี่ย ที่ไตลื้อมีทั้งเพลงกล่อมเด็ก และก็มีบทที่กล่อมให้เด็กนอน เรียกว่านิทานกล่อมเด็ก อันนี้ไม่ค่อยจะได้ยินเท่าไหร่หรอก นิทานกล่อมเด็กนี่นะครับท่าน

     กล่อมเด็ก อู้... เมื่อสักครู่เนี้ย ผมพูดมาเนี่ย ผมลืมไปนะเนี่ย อุ้ย!! ประทานโทษท่านผู้ฟังเถอะ เพราะว่าพอเล่านิทานเป็นภาษาไทยจบนี่ มันจะต้องให้ได้ฟังฉบับ อา…ฉบับแท้นะ Original Text นะ ของเก๊าหมาป๋ายหมานะ ซึ่งก็ขอเชิญท่านฟังเรื่องเก๊าหมาป๋ายหมานะ ในภาษาไตลื้อของเชียงคำนะครับ สักครู่หนึ่งนะครับ

(เทปข้อมูล นิทานไทลื้อ)
     ...นิทานพื้นบ้าน เล่าโดย พ่อหนานเล็ก พวงมะลิ อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 95 หมู่ 1 อ.ปังวัว ต.เชียงบาน อ.เชียงคำ จ.พะเยา ... ...
กะนิก็จะไค่เล่านิทานก่ำ เออ….สอนลูกหลานหื้อฮู้จัก เออเก๊าหมาป๋ายหมาก็เป็นเพราะว่าเฮาสมัยนั่นไปไหนก็อยากเป๋นใหญ่เป๋นโต๋…

     ท่านก็ได้ฟังนิทานเรื่องเก๊าหมาป๋ายหมาไปแล้ว เริ่มด้วยหมาแล้วก็จบด้วยหมา แล้วคราวนี้ก็ถึงที่ผมจะได้กราบเรียนไว้เมื่อสักครู่นี้ว่า มีวรรณกรรมซึ่งพิเศษกว่าที่อื่นนะครับ ไตลื้อเนี่ยมีวรรณกรรมพิเศษกว่าที่อื่น ไตลื้อที่เชียงคำคือ นิทานกล่อมเด็ก

     ปกติของเราใช้เพลงกล่อมเด็กนะครับ คราวนี้ก็เป็นนิทานกล่อมเด็ก นิทานกล่อมเด็กเนี่ย ก็จะเป็นนิทานที่มีใจความบรรยายถึงความรัก ความห่วงที่แม่มีต่อลูก ถึงกับบอกเอาไว้เลย ผมก็พยายามบอกเป็นเสียงภาษาไทยกลางว่า แม่เนี่ยจะออกไปทำงานนอกบ้านไปทำไร่ทำนา

     เออ..แม่นี่ออกไปทำงานนะ แล้วใครที่อยู่กับเด็ก พี่ พ่อ อยู่กับเด็กรึเปล่าฮึ แล้วไอ้นิทานกล่อมเด็กเนี่ยพ่อกล่อมรึเปล่าเนี่ยสงสัย หลายคนบอกไม่จริงมั้งอาจเป็นป้าเป็นยายก็ได้แต่ผมดูๆแล้วดูเหมือนจะเป็นพ่อนะนี่นะ บอกว่าแม่ออกไปทำงานนอกบ้าน ไปทำไร่ ทำนา เมื่อกลับมา แม่ก็จะเอาผลหมากรากไม้มาฝากลูก เพราะอะไร เพราะความรักลูก เป็นห่วงลูกก็เอามาฝาก เพราะฉะนั้นก็ขอให้ลูกเนี่ยหลับตาซะ

     ตอนนี้นะให้หลับตา เด็กมันชอบลืมตา เด็กมันไม่ค่อยอยากนอน เด็กมันอยากเล่น แต่ถ้ามันเล่นตลอดก็ไม่ไหวละครับ ก็ต้องหาอุบายให้เด็กหลับให้ได้

     ของคนไทยภาคกลางบางทีขู่เลยนะ อู้ฮู... ขู่กันแรงเลยให้เด็กกลัวนะ ...แมวเหมียวเอ๋ย... เด็กได้ยินแมวเหมียวเอยก็กลัวแล้ว กลัวแมวเหมียวกัด บางทียังบอก ...งูเขียวเลย อู้ฮู... เด็กยิ่งกลัวใหญ่งูเขียว ...งูเขียวเอย ตัวลายอ่อมอ้อย... เนี่ย (หัวเราะ) ฟังดู หรือ ...ตุ๊กแกเอย ตัวลายอ่อมอ้อย... อย่างนี้ก็มี

     ขู่งู ขู่ตุ๊กแก สัตว์เลื้อยคลานนี่ เด็กกลัวทั้งนั้นแหละ แต่นี่เค้าไม่ขู่แฮะ เค้าบอกหลับตาซะลูก อย่าร้องไห้ไปนะ อย่างอแงนะ อ้อมแขนของแม่ก็เหมือนบ่วงบาศก์ ที่โอบรัดลูกเอามาไว้ ให้ลูกได้กินนม มือข้างซ้ายของแม่ ก็จะลูบก้นให้ลูก

     เนี่ย เด็กนี่จะชอบนอนนะ ถ้าเราเอามือลูบก้นให้นะ เวลาเค้านอนเนี่ย เอามือลูบ ที่จริงลูบตรงไหน เด็กนอนทั้งนั้น ลูบก้น ลูบหัว ก็นอนทั้งนั้น ที่เค้าลูบก้นกัน เพราะว่าบริเวณก้นเด็กนั้น มีที่กว้างขวาง ยุงจะกัดได้ง่าย ยุงชอบกัดก้นเด็กนะ มือซ้ายก็จะลูบก้นให้ลูก ส่วนมือขวาก็จะลูบหลัง ลูบหลังเพื่อไม่ให้ยุง ไม่ให้ริ้นให้ไรมากัดมาไต่มาตอมลูก ลูกจะสบายเวลาที่นอน

     หลับตาซะลูกแม่จะลูบให้ เอ๊ะ !! ฟังดูเนี่ยนะ ลูบก้น แล้วก็ลูบหลัง ยังกับเด็กนอนคว่ำนะท่านนะ (หัวเราะ) ถ้าเด็กนอนหงายนั้น ลูบก้นลูบหลังไม่ถนัด (หัวเราะ) กระผมว่านี่จะต้องนอนคว่ำแน่ ๆ เลย ลักษณะอย่างนี้

     เด็กก็คงนอนคว่ำลงไป เด็กนะหัวมันจะได้ ยังไงล่ะ.. หัวมันจะสวย เอ้อ..เวลาเด็กนอนคว่ำเนี่ย เค้าว่าอย่างนั้นนะ แต่โบราณว่าถ้าเด็กนอนคว่ำเนี่ยจะเป็นเด็กดื้อ แต่นี่ดื้อไม่ดื้อก็ไม่ทราบนะ แต่ว่าแม่เค้าก็จะเอามือลูบทั้งก้นทั้งหลัง ไม่ให้ริ้นมาไต่ไรมาตอม ยุงมากัดอะไรทำนองนี้

     นี่ลูบอย่างนี้ลูบด้วยความรักนะท่านนะ ความรักลูก ความเป็นห่วงลูก เพราะนั้นขอให้ลูกหลับตาหลับไปตามสบายเถอะ ที่จริงการให้ลูกนอนคว่ำนี่ มันก็มีอานิสงฆ์นะท่านนะ เพราะมันทำให้เด็กต้องหลับตา ถ้านอนหงายมันอาจจะลืมได้ นอนคว่ำนี่...นี่ผมว่ามันลืมตาไม่ได้แน่ ๆ เลย (หัวเราะ)

     นอนคว่ำนี่จะหลับ ถ้าหลับก็จะหลับเร็วด้วย แต่เค้าว่าถ้านอนคว่ำมาก ๆ เนี่ย จะทำให้เด็กเนี่ยดั้งจมูกแฟบนะท่านนะ บางคนว่า กระผมอย่างนั้น สงสัยว่าคนบางภาคของเราอาจจะนอนคว่ำตลอดมั้ง คงไม่ใช่เพราะไปโดนข้าวเหนียวละลายดั้งหรอกผมว่า นอนคว่ำตลอดนี้ก็จะทำให้จมูกแฟบไปได้เหมือนกันนะ

     ถึงตอนนี้ก็จะ อา..ขอให้ท่านผู้ฟังนะครับได้ อา..ฟังนิทานกล่อมเด็กเป็นภาษาไทยของเชียงคำเค้า พอฟังเสร็จเรียบร้อยเนี่ยนะครับ ก็คงจะขอจบรายการ ผมก็คงต้องขอ อา... ให้ฟังเสียก่อน แล้วค่อยจบรายการนะครับผม

(เทปข้อมูล นิทานกล่อมเด็กไทลื้อ)

     .....นิทานกล่อมเด็ก เล่าโดย พ่อเงิน สมฤทธิ์ อายุ 73 ปี บ้านเลขที่ 56 หมู่ที่ 1 บ้านปังวัว ต.เชียงบาน อ.เชียงคำ จ.พะเยา ... …มื้อนี้เฮามาสุ่งลูกหลานมาต้องมาจ๊าเน้อ แม่ซิไปนานอกบ้าน ปี้แม่ไปเอาบะขามมาต๊องสองลูก สามปุกสามโป๊ย ลูกกอยหลับกอยวี ลูกกอยวีอายูตี่ข้าง หื้อหลับตั๋วหื้อหลับเตอะ หื้อหลับอิไปไฮ่ไปฮ้อง อิปี้แม่นิเมิ้นยังเปิ้งกองกับลูกน้อยมากิ๋นนุมเนอะ แม่ก็กั๋นมาว่ามาหันคุ้นต๋าเขียว….

     เอาก็เป็นอันว่าท่านผู้ฟัง ได้ฟังนิทานที่ใช้กล่อมเด็กนะครับ นิทานกล่อมเด็กของไตลื้อไปแล้ว ทั้งนี้ไทลื้อที่นำวรรณกรรมมาครั้งนี้เนี่ย เป็นไทลื้อ.. ลื้อที่ หมู่ที่ 1 ต.เชียงบาน อ.เชียงคำ จ.พะเยา

     ชื่อเพราะนะครับ ต.เชียงบาน ฟังดูซิท่าน เชียงบานนี่ฟังแล้วจะชื่นบานนะท่านนะ น่าอยู่นะเมืองนี้อะนะ ชื่อบาน ชื่อของเมืองทางล้านนาเนี่ยฟังแล้วน่าอยู่ เมืองเชียงม่วนอย่างนี้ ท่านฟังดูสิครับ โอ้โฮ... อ.เชียงม่วน มันคงม่วนขนาด คือเวลาที่เข้าไปอยู่คงจะสนุกสนานมาก

     ที่ชื่อเชียง เชียงม่วน แปลว่า... ชื่อเชียง เนี่ยเค้าไม่ใช่มีเฉพาะของไตลื้อ ผมตรวจสอบดูแล้ว ในภาคอีสานก็มีชื่อสถานที่ที่มีคำว่าเชียงขึ้นหน้าไม่น้อยเหมือนกันนะครับ เป็นข้อที่น่าสงสัยมากกว่าที่มีชื่อเชียงอย่างนี้นั้นจะเป็นอะ..พวกไต หรือ ไทบางพวกอพยพเข้าไปอยู่หรือไม่

     ทั้งนี้ก็เพราะว่ามีไตหรือไทใหญ่ซึ่งทางอีสานเรียกว่ากุลาเนี่ย พวกกุลาทุ่งกุลาร้องไห้ยังงี้นะครับ กุลาเนี่ยเค้าอพยพเข้าไปอยู่ในอีสานมากมาย เพราะนั้นที่อีสานจึงมีเมืองที่ จึงมีสถานที่ที่มีเชียงนำหน้าอยู่หลายเมือง ผมยกตัวอย่างที่ จ.มหาสารคาม เอาคงจังหวัดเดียวก็คงจะพอก็มีหนึ่ง ชื่อ อำเภอเชียงยืน เนี่ย

     ..เชียงยืนท่านดูสิครับ เออ…ตอนนี้มีเชียงยืนอยู่ด้วย มันไม่น่าจะเป็นทางสายอีสาน หรือว่าสายอีสานกับสายทางนี้จะมีความคิดคล้าย ๆ กัน จึงเป็นเชียง

     แล้วก็ยังมีอีกเชียงหนึ่งอยู่ในมหาสารคามเหมือนกัน คือ บ้านเชียงเหียน บ้านเชียงเหียนนี้อยู่ในเขต อ.เมือง นะครับติดกับเขต อา… ต.ท่าเขวา จ.ร้อยเอ็ด ติดกันตรงนั้นนะ

     ที่ชื่อเชียงเหียนทำไมจึงเป็นอย่างนี้ เชียงเหียน แล้วที่จึง ถ้าหากลงไปถึงกรุงเทพฯ มันก็ยังมีอีกหนึ่งชื่อ เชียง เชียงราก เชียงรากน้อย แต่อา..สำหรับเชียงรากนั้นไปตรวจสอบดูในเอกสารเก่า ๆ เรียกว่า เชิงราก ไม่ได้เรียกว่าเชียงราก เชียงราก เชียงรากน้อย

     เวลาที่ท่านนั่งรถไฟสายเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯเนี่ย พอเลยอยุธยาเข้าไปผ่านสถานีชุมทางบ้านพาชีลงไปทางกรุงเทพฯ ผ่านชุมทางบ้านพาชี บ้านม้า ไม่นานนัก ก่อนจะเข้าเขตของกรุงเทพฯเนี่ย ก็จะมีชื่ออย่างนี้ฮะ เชียงรากเป็นชื่อสถานีเชียงรากน้อย เชียงรากพวกนี้นะครับ

     ที่ผมกราบเรียนอย่างนี้ก็เพื่อให้เกิดแนวคิดขึ้นมาว่า คำว่าเชียงนั้น คำว่าเชียงนั้น ก็ใช้เป็น ชื่อ…ชื่อเรียกสถานีที่ ที่มันเป็นชุมชน เรียกได้ครับไม่ว่าภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือของไทย คงเรียกกันมาตั้งแต่นานแล้ว

     ก็เคยมีคนถามว่า คำว่าเชียงมาจากอะไร ผมเคยได้กราบเรียนอธิบายครั้งหนึ่ง ในวรรณกรรมสองแควนี้แหละครับรายการนี้ แต่จำไม่ได้ว่าอธิบายในเรื่องอะไรแต่ในครั้งนั้น

     อา…ผมนำเสนอว่า คำว่าเชียงเนี่ยมันมีรากศัพท์มาจากภาษาจีนแน่ ๆ เลย เพราะมีเมือง ๆ หนึ่งของจีนที่ชื่อว่าเมืองเป่ยจิง เป่ยจิง แปลตามตัว แปลว่า นครทางเหนือ เพราะ เป่ย ก็แปลว่า เหนือ จิง แปลว่า นคร หรือเมืองขนาดใหญ่นี่แหละ เป่ยจิงก็นครทางเหนือ เมืองนี้เรียกนาน ๆ เข้าก็มีชื่อเพี้ยนไปเป็นเมืองไป่ปิง เรียกไป่ปิงนาน ๆ เข้าก็กลายเป็นปักกิ่ง ปักกิ่ง แปลว่า นครทางเหนือ

     เป่ยจิงนะฮะคำว่า จิง คำว่าเชียง สองคำนี้ใกล้กันมาก จะเห็นเมืองทางเหนือชื่อ เชียงใหม่ เชียงรุ่ง เชียงแสน พอมาถึงพะเยานี่ก็มี เชียงคำ เชียงม่วน หลายเชียงเลยทีเดียว ผมเข้าใจเอาว่าคำว่า เชียง จะมีรากศัพท์มาอย่างนี้นะครับ

     แต่ก็มีหลายท่านได้กรุณาอธิบายว่า มันไม่ใช่ มันไม่ใช่หรอก มันเป็นคำไทยแท้ ๆ นี่แหละ อย่าได้เอาไปใส่เป็นคำอื่นเลย คำว่าเชียง คำว่าเวียง สอง สองคำนี้ก็ใกล้เคียงกัน แต่ผมว่ามันจะใกล้เคียง แต่มันก็เป็น(หัวเราะ)พยัญชนะคนละ คนละเสียงนะท่านนะ ไม่น่าจะลากเข้ามา เชียงเป็นเวียงได้หรอก ถึงแม้เสียงสระจะเป็นเสียงเดียวกัน

     นี่ก็เป็นเรื่องของการพูดถึงชื่อ ของ ของ ของ ต.เชียงบาน นะครับ ที่ได้เก็บข้อมูลกันเนี่ยนะครับที่ชื่อ อ.เชียงคำ จ.พะเยา เนี่ย สำหรับในการเก็บข้อมูลของไทลื้อนั้น อา…ผมได้ขอร้องให้นิสิตปริญญาโท สาขาบริหารการศึกษา ซึ่งอยู่ที่วิทยาเขตสารสนเทศพะเยาเนี่ย ของมหาวิทยาลัยนเรศวรเนี่ยนะครับ เป็นผู้ อา…เก็บข้อมูลให้

     เพราะอะไร ท่านเหล่านั้นเป็นคนในท้องถิ่น ใช้ภาษาลื้อได้ และก็ขลุกอยู่ในขนบธรรมเนียมของลื้อมาเป็นเวลานาน มีคนไปเก็บข้อมูลในถิ่นของตนเยอะ ตนเองก็ไม่เคยไปเก็บเลย เพราะฉะนั้นก็ลองให้เก็บข้อมูลเหล่านี้ดู และข้อสำคัญก็คือ ข้อมูลที่ได้เหล่านี้นั้น จะเป็นข้อมูลพื้นฐานในตำบลที่ เออ…ท่านเหล่านั้นอยู่ และในเวลาที่จะวางแผนทางการศึกษา ก็น่าจะต้องใช้ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ มาประกอบการวางแผนการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการจะจัดการศึกษา หรือว่าการเรียนการสอนอะไรก็แล้วแต่

     เพราะการเรียนการสอนที่ดีนั้น ในเขตของตำบลต่าง ๆ เนี่ย ควรจะมีรากฐานอยู่บนวัฒนธรรมของตำบลนั้น ๆ ด้วย จึงจะเรียกว่าจัดการศึกษาให้ตำบลนั้น ๆ ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่เป็นการพรากเอานักเรียนตำบลนั้นออกไปจากตำบล โดยการใช้วัฒนธรรมอื่น ๆ ของ เออ..ที่อื่น ของถิ่นอื่นนะครับ

     นั่นคือเราสอนทั้งให้ความเป็นสากลแบบที่เคยทำมา กับสอนเรื่องของท้องถิ่นไปสองอย่างพร้อม ๆ กัน ความเป็นสากลนั้นเราสอนให้เขาคิดได้อย่างสากลนะฮะ think globally but act locally แต่ว่าทำในระดับท้องถิ่นได้

     วันนี้ก็คงต้องขอจบรายการวรรณกรรมสองแควครั้งนี้ไว้เพียงเท่านี้ครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>