วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 76 เรื่อง เมืองศรีเทพ (วิเชียรบุรี)
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2546 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

     สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่งครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

     ผมพึ่งกลับจากบ้านเข็กน้อย จังหวัดเพชรบูรณ์นะครับ ก็ได้นำนิสิตจำนวนหนึ่ง ไปตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับวรรณกรรมมุขปาฐะ ของชาวม้งที่บ้านเข็กน้อย มีทั้งนิทานและมีทั้งเพลง ก็คาดว่าจะนำเสนอ แต่เผอิญเมื่อกลับมาถึงก็มี อ่านหนังสือเล็ก ๆ เขียนเอาไว้นะครับ ขอให้พูดเรื่องเมืองวิเชียรบุรี หรืออำเภอวิเชียรบุรีของเรานี่ฮะ กับเมืองศรีเทพในเชิงของวรรณกรรม ในเชิงของคติชน ขอให้พยายามตัดทางประวัติศาสตร์ออก

     ผมก็พยายามอ่าจะนำเสนอนะครับผม แต่คราวนี้ถ้าตัดทางประวัติศาสตร์ออกเนี่ย มันก็ค่อนข้างจะยุ่งนะท่านนะ มันคงจะติดต่อกันซักหน่อยนึง ยังงั้นดีกว่านะครับให้เป็นกลาง ๆ คือ เป็นทั้งวรรณกรรมที่เล่าต่อกันมาด้วย และเป็นที่ทั้งบันทึกเอาไว้ด้วย และเป็นที่นักประวัติศาสตร์เค้าค้นคว้าเอาไว้ด้วยครับ มันจะได้อ่ากระจ่างชัดขึ้น แต่จะได้แค่ไหนก็ยังไม่ทราบนะท่านนะ (หัวเราะ)

     ในความกระจ่างชัดนั้น ถ้าหากว่าท่านเดินทางจากจังหวัดเพชรบูรณ์นะครับ ไปตามทางสาย อ่า หล่มสัก-สระบุรี ออกจากเพชรบูรณ์ลงไปทางใต้เนี่ยครับ จำนวน 52 ประมาณ 52 กิโลเมตร ท่านก็จะผ่านอำเภอหนองไผ่ ต่อมาก็จะผ่านอำเภอบึง อ่า อำเภอบึงสามพัน บริเวณแยกราหุล แล้วจากนั้นก็จะเข้าสู่เขตอำเภอวิเชียรบุรีนะครับ

     เส้นทางสายเนี่ย สระบุรี-หล่มสักเนี่ย บางทีเราเรียกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 21 นี่ก็วิเชียรบุรี ก็อยู่ห่างจากจังหวัดเพชรบูรณ์ 107 กิโลเมตรนะฮะ ก็อยู่ห่างจากแม่น้ำป่าสักไปทางตะวันออก ห่างจากแม่น้ำป่าสักซัก 7 กิโลเมตร นี่ก็เป็นที่ตั้งของอำเภอวิเชียรบุรี

     ถ้าจะให้พูดถึงอ่า ความเป็นมาของอำเภอนี้ ในเชิงของวรรณกรรมที่เล่าต่อกันมาเนี่ย ก็มีคำเล่าต่อกันมาด้วย ในขณะเดียวกันถามว่าคำเล่า เล่าสืบต่อกันมานี่มัน มาจากไหนก็ตอบได้เลยครับว่า มาจากการค้นคว้าของนักโบราณคดีกับนักประวัติศาสตร์เค้าครับ ส่วนที่ชาวบ้านพูดกันเองนั้นก็ก็มีส่วนหนึ่ง ผมจะกราบเรียนรวม ๆ นะครับ

     อำเภอวิเชียรบุรีเนี่ยเดิมทีเนี่ย เราเรียกว่า "เมืองศรีเทพ" นะครับ เนี่ยท่านท่านฟังตรงนี้อย่า ๆ ไปสับสนกับอำเภอศรีเทพปัจจุบันนะครับ เมืองวิเชียรบุรีนี้เดิมทีเดียวเรียกว่าเมืองศรีเทพ ที่ไม่เรียกว่าเมืองศรีเทพก็มีครับ แต่เรียกว่าเมืองท่าโรง

     สำหรับเมืองศรีเทพ เมืองท่าโรงเนี่ย ตำแหน่งเจ้าเมืองเค้าเนี่ย มีตำแหน่งเป็นพระศรีถมอรัฐ ศรีถมอรัฐนะครับ เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เป็นวรรณกรรมตัวเขียนเนี่ยเค้าบอกไว้ว่า

     ในพระพุทธศักราช 2122 พระเจ้ากรุงกัมพูชาได้ให้พระทศราชา นี่ก็เป็นแม่ทัพคนหนึ่งละ ของกัมพูชาเค้า ของเขมรเนี่ย พระทศราชานี่คุมกองทัพเขมร มาตีเมืองนครราชสีมา

     มาตีเมืองนครราชสีมา ฟังดูนี่น่าคิดนะท่านนะ ถ้าพูดถึงนครราชสีมาในตอนนั้น มันคือจะ มันคงจะเป็นเมืองสีมา เมืองเสมาที่อยู่ในเขตอำเภอสูงเนินก็เป็นได้ คงไม่ใช่เมืองนครราชสีมาในปัจจุบัน เพราะนครราชสีมาปัจจุบันนี่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนะครับ

     ในนี้บอกว่า ในพุทธศักราช 2122 เนี่ย พระเจ้ากรุงกัมพูชาก็ให้พระทศราชาเป็นแม่ทัพ คุมกองทัพเขมรมาตีเมืองนครราชสีมา เมืองนครราชสีมาตอนนั้นไม่มีกำลังพอจะต่อสู้กองทัพเขมร พระทศราชาจึงยึดเมืองนครราชสีมาได้โดยง่าย

     เนี่ย เมืองโคราช หรือนครราชสีมา หรือ แองกอราชะเนี่ยฮะ แองกอ นคร คำเดียวกัน แองกอวัด-นครวัด แองกอธม-นครธม แองกออาชยะ แองกอราชะ-เมืองโคราช แองกอราช พูดไปพูดมา แองหายไปเหลือกอราช กอราชพูดไปพูดมากลายเป็นโคราช ทั้ง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับโคกับวัวอะไร โควัวอะไรนักหรอกท่าน

     พระทศราชาก็ยึดเมืองนครราชสีมาได้โดยง่าย อ่าแล้วจึงให้ทหารเนี่ย ยกเข้ามาถึงเมืองชั้นใน จะปล้นจับเอาชาวเมืองสระบุรี

     นี่ก็ฟังดูสระบุรีก็มีในยุคนั้น จะมาจับเอาชาวเมืองสระบุรี ในขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้น เสด็จลงมาประทับอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา เมื่อทราบข่าวจึงได้คุมไพร่พลจำนวนสามพันคน เสด็จขึ้นไปยังเมืองชัยบาดาล ปัจจุบันก็คือ อำเภอชัยบาดาลนี่แหละครับ

     จากนั้นจึงตรัสสั่งให้พระยาชัยบุรี เจ้าเมืองชัยบาดาลกับพระศรีถมอรัฐ เจ้าเมืองศรีเทพเนี่ยอื่อ ทั้งสองท่านนี่ก็เป็นทหารเอกรุ่นใหม่ทีเดียวแหละครับ ให้คุมพลไปตั้งซุ่มอยู่ในดงพญากลาง

     ดงพญากลางก็บริเวณลำพญากลาง ลำพญากลางเป็นชื่อแม่น้ำ ดงพญากลางก็เป็นชื่อดงนะฮะ คู่กับดงพญาไฟ อันเดียวกันอ่า..ใกล้เคียงกันเนี่ย

     ตั้งซุ่มอยู่ในดงพญากลาง สองข้างทางข้าศึกจะยกมา ข้าศึกเขมรก็ยกมาโดยประมาท พอมาถึงตรงที่ซุ่มนั้น พระยาชัยบุรีกับพระศรีถมอรัฐก็ล้อม ฆ่าฟันเขมรล้มตายเป็นอันมาก หลบหนีไป เรียกว่าละลายไปทั้งกองทัพ

     นี่ก็ที่กราบเรียนอย่างนี้ ก็ให้เห็นถึงว่าบทบาทของเจ้าเมือง เจ้าเมืองศรีเทพ ซึ่งปัจจุบันคือ เจ้า เจ้า ก็คืออำเภอวิเชียรบุรีนี่แหละครับ สับสนเล็กน้อยระวังนะครับผม เดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่าเป็นอำเภอศรีเทพ

     บทบาทของเจ้าเมืองศรีเทพเนี่ย มีมากทีเดียวแหละครับ เป็นนักรบคนสำคัญทีเดียว ฮื่อ พูดมาอีกซักหน่อยหนึ่ง ในกรุงรัตน ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ประมาณ เอ่อ รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเนี่ย พระองค์ได้โปรดให้พระยาอภัยภูธร

     เอ่อ พระยาอภัยภูธรนี่ชื่อจริงชื่อน้อย นามสกุล บุญยะรัตพันธ์ เนี่ยฮะ ยกกองทัพไปปราบกบฏเมืองเวียงจันทร์ หลังจากปราบกบฏแล้ว ก็โปรดยกฐานะเมืองศรีเทพขึ้นเป็นเมืองตรี และเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองวิเชียรบุรี เป็นวิเชียรบุรี และให้เมืองชัยบาดาลและเมืองบัวชุม ขึ้นตรงต่อเมืองวิเชียรบุรี เมืองชัยบาดาลของลพบุรีเดี๋ยวนี้กับตำบลบัวชุมนี่นะครับก็ขึ้นตรงต่อเมืองวิเชียรบุรี ให้เมืองวิเชียรบุรีเป็นหัวเมืองขึ้นตรงต่อกรุงรัตนโกสินทร์ นี่สมัยรัชกาลที่ 3 ครับ ก็เป็นเมืองใหญ่แล้วนะครับ

     ครั้นต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ประกาศลดฐานะเมืองวิเชียรบุรีลง เป็นอำเภอหนึ่งของมณฑลเพชรบูรณ์ และแต่งตั้งให้หลวงจรุงจิตรประชา เป็นนายอำเภอคนแรก จากเมืองใหญ่ก็ลดฐานะลงมาเป็นนายอำเภอนะครับ นี่เหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นประมาณพระพุทธศักราช 2441 ถึง 2442 ประมาณนั้น

     ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลนี่แหละครับ ก็ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้เปลี่ยนชื่ออำเภอวิเชียรบุรี มาเป็นอำเภอท่าโรง นี่เชิงประวัติแล้วนะครับ จากวิเชียรบุรีเนี่ยเปลี่ยนมาเป็นอำเภอท่าโรง เปลี่ยนเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2482 นี่ตามชื่อเดิมในประวัติศาสตร์

     จนกระทั่งมาถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2487 จึงได้เปลี่ยนกลับมาเป็นอำเภอวิเชียรบุรีมาจนถึงทุกวันนี้ ก็เป็นชื่อมาจากชื่อของเขาแก้วหรือเขาศรีถมอรัฐนี่แหละครับ

     ก็เป็นอันว่าอ่า..ที่ท่านผู้ฟังอยากให้พูดถึงเนี่ย คำว่าวิเชียร วิเชียรบุรีเนี่ย มันมีประวัติมากมายนะครับ เดิมเรียกเมืองศรีเทพ ต่อมาก็เรียกเมืองท่าโรง ต่อมาเปลี่ยนเป็นวิเชียรบุรี ต่อมาเปลี่ยนเป็นท่าโรง และก็เปลี่ยนกลับเป็นวิเชียรบุรีอีก นี่ก็ว่ากันในเชิงของประวัติศาสตร์ ก็มีดัง อ่าที่ผมกราบเรียนมา

     ที่นี้มาดูในเชิงของ เอ่อ คติชนซักหน่อยหนึ่ง ที่อำเภอวิเชียรบุรีเนี่ย เค้ามีการละเล่นพื้นบ้านหลายอย่าง บางอย่างก็เป็นที่รู้จักกันดี เป็นต้นว่าการรำโทนเนี่ย

     โทนนั้นตัวโทนเนี่ยทำจากเครื่องปั้นดินเผานะฮะ เป็นดินเผานี่แหละ และถ้าแต่เป็นทางนครราชสีมาเนี่ย เค้าใช้หนังตะกวดนะฮะ มาบุสำหรับตีนะฮะ

     รำโทน รำโทนนี่เค้าเล่นกันในวันตรุษสงกรานต์ เดือนห้า ก็ไม่นิยมเล่นในวันอื่น วันตรุษสงกรานต์เนี่ย คือในตอนเย็นก่อนจะรำโทนเนี่ย เค้ามีการวิ่งเปี้ยวกันก่อนในตอนเย็น ก็เป็นหนุ่มสาววิ่งกันไม่ใช่เด็กเล่น เป็นหนุ่มสาวเลยแหละได้วิ่งเปี้ยวนี่ก็สนุก และไล่ตีหลังกันเนี่ย

     หลังจากนั้นก็จะมีการรำโทนบริเวณหน้าบ้านของสาวคนใดคนหนึ่งในหมู่บ้านเนี่ย และต้องเป็นสาวที่มีลานบ้านกว้างหน่อย ฐานะดีหน่อย พอที่จะมีน้ำมีท่ามาเลี้ยงหนุ่มนะครับ

     จากนั้นสาว ๆ ทั้งหลายในหมู่บ้านเขาก็จะมารวมกันมีการรำโทน รำโทนนี่จังหวะก็ตีด้วยโทนครับ ...ป๊ะ โท่น โท่น ป๊ะ โท่น โท่น... คล้าย ๆ กะจังหวะโซลในปัจจุบันเหลือเกินนะ เสียงคล้ายกันเลยครับ

     รำโทนนี่เค้าเริ่มกันตั้งแต่ตอนย่ำค่ำจนถึงเที่ยงคืนก็ได้ เรียกว่าจุดไฟเล่นกันนะครับ อาจจะเลยเที่ยงคืนก็ได้ บางครั้งก็เลยเที่ยงคืนไปทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย นี่เขานัดรวมตัวกันเพื่อรำวงกัน รำโทนกันนี่นะครับ มีการมีการนัดหมายกัน และแต่ก่อนนี้เพื่อความรื่นเริงนัดหมายกันในหมู่บ้าน โดยฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายไปหาฝ่ายหญิง ตามสถานที่ที่นัดไว้

     สำหรับท่าการรำโทนนั้น หนุ่มสาวจะจับคู่รำทำท่าตามเนื้อร้องของเพลงพื้นบ้าน

     ฮื่อ นี่ก็เป็นการรำโทน ผมเคยเห็นรำโทนที่จังหวัดนครราชสีมานะครับ เคยเห็นเค้า เคยเห็นเค้ารำอยู่ และหลายคนก็ได้เขียนเอาไว้ว่า จากรำโทนนี่แหละได้พัฒนาขึ้นมาเป็นสู่ สู่การเป็นรำวง

     หลายคนก็บอกว่ารำโทนนั้นจริง ๆ อยู่ที่จังหวัดนครพนม และโดยเนื้อแท้ก็คงจะอยู่ทั่วไปในอีสานครับ และก็เผอิญเหลือเกินที่มาอยู่ที่วิเชียรบุรีเนี่ย ก็เพราะมีคนอีสานเค้ามาอยู่มากครับ มาอยู่มากทีเดียว ที่มากันมากไม่ว่าจะจากร้อยเอ็ด นครราชสีมา อุดรอะไรเนี่ย

     ที่มานี่เพราะว่าเขาถูกเกณฑ์มาสร้างทาง ถูกเกณฑ์มา ตอนนั้นเขาเกณฑ์มาสร้างทางถึง 29 จังหวัด ที่สร้างก็เพราะว่าในยุคของท่านจอมพล ป พิบูลสงครามเนี่ย ท่านจะทำเพชรบูรณ์ให้เป็นเมืองหลวง ถึงได้เกิด อ่า มีกฎหมายที่ชื่อนครบาลเพชรบูรณ์ขึ้น และจอมพล ป ท่านก็แพ้เสียงในสภาไป ก็เลยมีคนอีสานเข้ามาอยู่มาก

     หลังจากเค้าถูกเกณฑ์มาสร้างเนี่ย เค้าก็ที่กลับไปก้ไปนำเอาพรรคพวกเข้ามาอยู่ เพราะเห็นว่าเป็นดินแดนที่น่าอยู่ พอมาอยู่ก็นำเอาวัฒนธรรมทางอีสานเข้ามา ก็มีการรำโทนเนี่ย

     และยังมีการรำอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า รำโจ๋ง อันนี้ไม่ค่อยได้ยินเท่าไหร่นะฮะ รำโจ๋ง โจ๋งเหมือนโจ๋งครึ่มนี่แหละ รำโจ๋ง

     รำโจ๋งก็เป็นการละเล่นพื้นบ้านนี่นะ ถือว่าเป็นวัฒนธรรมอันล้ำค่าทีเดียวนะครับ แต่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ยังเป็นมรดกตกทอดกันมานานแล้ว เขาก็นิยมเล่นกันหลังจากการทำงานหนัก เอ่อ ทำงานหนัก ๆ นะฮะ จะขุดดินจะอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเป็นงานยิ่งสาธารณประโยชน์ งานใหญ่ ๆ เนี่ย ก็มักจะเล่นรำโจ๋งกัน หรือเล่นในเทศกาลต่าง ๆ เทศกาลที่นิยมกันมากก็คือ เทศกาลตรุษสงกรานต์ก็เล่นรำโจ๋ง นี่ในวิเชียรบุรีนี่แหละครับ

     รำโจ๋งเนี่ยเป็นการละเล่นคล้าย ๆ กับการวิ่งวัว เป็นการละเล่นวิ่งวัวทำนองนั้นนะฮะ แต่อย่า ท่านอย่า อย่าไปคิดถึงการเล่นวัวลานของอะไรล่ะฮะ เพชรบุรี หรืออย่าไปคิดถึงวิ่งควายของชลบุรี

     อันนี้เป็นการวิ่งวัว จะแบ่งผู้เล่นออกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายหญิงและชาย ไปเทียบกับการวิ่งวัวนี่นะฮะ แต่ผู้เล่นมีสองฝ่าย คือ ฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ปัจจุบันจะแยกออกเป็นเพศอื่นหรือไม่ก็ยังไม่ทราบกัน ถ้ามีการเล่นก็อาจจะแยกกันอยู่มั้งไม่แน่ใจ

     มีฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย สมมติให้ฝ่ายชายเป็นวัว เอ่อ นี่ก็ยังชั่วไปนะ ก็ยังได้เป็นวัวได้ เขานี่นะฝ่ายชายนี่ ฝ่ายหญิงจะเป็นคนต้อนวัวและจับวัว เอ่อ ! อันนี้ ฟังดูแล้วดีนะท่านนะ ให้ผู้ชายเป็นวัวผู้หญิงเป็นคนต้อนวัวเป็นคนจับวัว

     ฝ่ายหญิงจะต้อนฝ่ายชายออกมาทีละคน ทีละคน ในขณะที่ไล่ต้อนจับอยู่นั้น ก็จะมีสัญญาณโทน ใช้โทนเนี่ยตี เสียงดังครึ่ม ๆ ๆ เมื่อจับได้แล้ว ฝ่ายหญิงจะควบคุมไว้ แล้วไล่ต้อนฝ่ายชายคนต่อไปจนหมด

     คือไล่จับจนหมดนาในฝูงนะแหละ เพราะผู้ชายนี่เขาสมมุติว่าให้เป็นวัวแล้ว เขาก็ไล่ต้อนไล่จับ ฝ่ายชายนี่เขาจะอยู่เป็นวง ทำทีเหมือนถูกล้อม ล้อมคอก คือเขาขีดวงเอาไว้และผู้ชายก็อยู่ในวงนั้น คล้าย ๆ กับล้อมเอาไว้เป็นคอกวัว

     แล้วในขณะที่รำก็จะมีเสียงประกอบจังหวะว่า โจ๋ง จ๊ะ โจ๋ง ครึ่ม ครึ่ม ครึ่ม ครึ่ม ครึ่ม ไปเรื่อย และก็เปลี่ยนเป็นครึ่ม โจ๋ง ครึ่ม นี่นะฮะ มีคำว่าโจ๋งครึ่ม นี่ฮะ ครึ่ม โจ๋ง ครึ่ม ในช่วงนี้ฝ่ายชายจะเปลี่ยนคู่รำ อาจจะรำขึ้นไปข้างหน้า หรือถอยหลังกลับมารำกับคนข้างหลังก็ได้ และก็รำกันต่อไปจนเหนื่อย

     นี่ก็นิยมเล่นในตอนเย็นไปจนค่ำแหละครับ เล่นตั้งแต่เย็นไปจนค่ำเลย ที่วิเชียรบุรีเนี่ย

     ครั้นต่อมาในสมัยนครบาลเพชรบูรณ์ ซึ่งก็ที่ผมได้กราบเรียนแล้ว ก็สมัยรัฐบาลท่านจอมพล ป พิบูลสงครามเนี่ย ก็ได้มีผู้นำเอาการละเล่นรำโทนหรือรำโจ๋งเนี่ย ไปประยุกต์เป็นท่ารำต่าง ๆ เช่น รำเทิ้งบ้อง โดยมีผู้คิดแต่งเนื้อคู่เป็นทำนองเกี้ยวพาราสี เรียกว่ารำวงประยุกต์เนี่ย เพิ่มเติมขึ้นมา

     จากรำโจ๋งเนี่ย ก็ไปคิดเป็นรำเทิ้งบ้องขึ้น ที่วิเชียรบุรีนี่นะครับ ในวันที่ 25 มกราคมของทุกปี เอ่อซึ่งตรงกับวันกองทัพไทยเนี่ย เขาจะมีพิธีการบวงสรวงดวงพระวิญญาณสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อพิธีเริ่ม พิธีเริ่ม พระองค์ท่านประทับทรงแล้ว ก็จะมีการรำโจ๋งถวาย เพื่อเป็นการถวายสักการะเสมอมิได้ขาด

     เพราะนั้นท่านที่อยากจะดูการรำโจ๋งเนี่ย ก็ต้องไปดูที่ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่อำเภอวิเชียรบุรีนะครับ ในวันที่ 25 มกราคมของทุกปี เพราะที่นั่นมีพิธีบวงสรวง อ่า..ดวงพระวิญญาณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และมีการรำโจ๋งถวายไม่เคยขาดนะครับ เดี๋ยวนี้ก็ยังรำอยู่

     นี่ก็เป็น อ่า เรื่องของรำโจ๋งรำโทน อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการแห่นางแมว การแห่นางแมวเนี่ย จะดูเป็นพิธีกรรม หรือว่าดูเป็นการละเล่นหล่ะ ถ้าดูเป็นการละเล่นก็ได้นะครับ ดูจะดีกว่าด้วย ดูจะดีกว่าแบบพิธีกรรม เพราะมันเป็นการละเล่นเพื่อขอฝน วิธีการหนึ่งของคนอีสาน

     วิธีการเล่นนั้น เมื่อถึงเดือนหกแล้วถ้าฝนไม่ตก ปกติเดือนหกนี่ฝนมันจะตกนะท่านนะ แต่เมื่อถึงเดือนหกแล้วถ้าฝนไม่ตกเนี่ย ชาวบ้านเขาจะนำแมวมาใส่ไว้ในกรง และก็เอากรงนั้นวางบนคานรองรับเพื่อหามไป ชาวบ้านก็จะหามจะแบกนางแมวที่อยู่ในกรงเนี่ยไปรอบ ๆ หมู่บ้าน

     นี่เค้าใช้คำว่านางแมว แสดงว่าใช้แมวตัวเมีย ไม่เป็นนายแมวไม่เป็นแมวตัวผู้ แต่เรียกว่าแห่นางแมวนะท่านนะ ก็แบกเอาแมวแห่ไปรอบ ๆ หมู่บ้าน เพื่อให้ชาวบ้านช่วยกันเอาน้ำสาด หรือรดลงบนตัวนางแมว

     แมวมันก็ไม่ชอบน้ำอยู่แล้ว มันก็จะหนีพัลวัน แต่ก็จะหนีอยู่ในกรงนั้น ส่วนผู้ที่ไปกับขบวนนางแมวก็จะช่วยกันร้องเพลง เช่น อาจจะร้องว่า ...นางแมวเอย นางแมวหลายอย่าง (หัวเราะ) นางแมวหลายอย่าง นางแมวหลายชนิดก็ดีเนาะ

     ...นางแมวเอย นางแมวหลายอย่าง แมวดำกินปลาย่าง ใครว่าฝนแล้ง แช่งให้ขอฝน ขอน้ำมนต์รดนางแมวให้ข้าบ้าง ขอเบี้ยค่าจ้างนางแมวเข้ามาเด๋า โอ รหัสเขาเป็นสัตว์เป็นสองร้อย ร้อยอ้อยละลำเป็นสิบเบี้ยซื่อ ไก่เตี้ยมาทำขวัญนางแมว นางแมวเอ๋ย มาร้องแอวแอวอยู่บนเรือน ยายเจ้านั่งกินเหล้า ฝนก็เทลงมา ฝนก็เทลงมา...

     น่ะ..คำอย่างเนี้ยมันก็แตกต่างกันไปตามท้องถิ่นนะท่านนะ ถิ่นหนึ่งก็เป็นอย่างนึง ถิ่นหนึ่งก็เป็นอย่างนึง ที่รวบรวมเอาไว้นี่ก็เป็นถิ่นวิเชียรบุรี เค้าแห่กันอย่างนี้ ถ้าไปที่อำเภอเสาไห้จังหวัดสระบุรี ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง

     และในบางที่ก็มีคำที่ค่อนข้างจะหยาบโลนเอามาก ๆ ทีเดียวละครับ บางครั้งไม่หยาบโลนก็ใช้คำที่เรียกว่าหักข้อรอ หักข้อรอคือไม่ใช้คำตรง ๆ แต่ใช้คำเทียบกับสิ่งที่ถือว่าหยาบโลน เช่น อาจจะแห่นางแมว อาจจะใช้คำว่า อ่า ...ชักเข้าชักออกให้กระบอกเป็นมัน จับหัวล้านชนกัน ให้ฝนมันเทลงมา ให้ฝนมันเทลงมา... ยังงี้ก็มี

     แต่ที่ อ่า วิเชียรบุรีไม่มีหรอก มีทำนองเป็น อ่า แห่นางแมวคล้าย ๆ กับที่อื่น แต่มีเนื้อร้องแตกต่างจากที่อื่น ดังที่ได้ผมได้กราบเรียนมาแล้ว นี่ก็เป็นการแห่นางแมวของวิเชียรบุรี

     จากนั้นก็มีประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นประเพณีที่ชาวบ้านจัดทำในเดือนหกถึงเดือนแปดของทุกปี นี่ก็มีที่อำเภอวิเชียรบุรีนี่ก็ยังมีอยู่ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการขอฝน

     ฝนนี่เป็นเรื่องใหญ่นะครับ คนไทยเรานี่เกือบทุกภาคละครับ เป็นเกษตรกรน้ำฝน ถ้าฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือว่าตกไม่มากพอเนี่ย มันเดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้าเลยครับ

     และก็ไม่ใช่ว่าจะเพิ่งมี มีมานานแล้วตั้งแต่สมัยพุทธกาลเนี่ย ถึงได้พระเวสสันดรได้ไปพระราชทานช้างปัจจัยนาเคน ให้พราหมณ์ชาวกลิงคราช เนี่ยถึงเกิดปัญหา เพราะช้างนั้นไปอยู่ที่ไหนนี่ ฝนฟ้าจะอุดมสมบูรณ์

     สมัยก่อนนั้นถ้าฝนฟ้าไม่อุดมสมบูรณ์เนี่ย ผู้ปกครองก็จะต้องรับผิดชอบนะฮะ พระราชาก็จะต้องนุ่งขาวห่มขาว ทรงศีลอยู่ถึงเจ็ดวัน เพื่อให้ฝนนั้นอุดมสมบูรณ์

     และวิธีขอฝนนั้นมีมากมาย แห่นางแมวก็ขอฝนนะครับ หรือว่าการปั้นเมฆ ซึ่งเป็นการปั้นรูปน่าเกลียดนะ เกี่ยวกับทางเพศเนี่ย ปั้นเอาไว้ของผู้หญิงผู้ชายไปวางไว้กลางนะ นั่นก็เรียกว่าการปั้นเมฆ ...ปั้นเมฆเสียก่อน จึงมีละครสองวัน... อะไรทำนองนี้ฮะ ก็เป็นการขอฝน การแห่บั้งไฟ จุดบั้งไฟก็เป็นการขอฝน

     เพราะว่าถ้าไม่มีฝนเราอยู่ไม่ได้ ก็เลยมีเรื่องของการขอฝนหลายอย่าง เป็นทั้งประเพณี เป็นทั้งการละเล่น มีทั้งนั้นแหละ แต่ถ้าหากว่าปีใดมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์เนี่ย เกษตรกรก็จะทำไร่ทำนาได้ผลเต็มที่ บ้านเมืองก็เป็นสุขสมบูรณ์ เพราะมีข้าว จะมีข้าวได้ ก็ต้องมีน้ำ มีน้ำ มีดิน มีความขยัน แค่นั้นแหละครับ ก็จะปลูกข้าวได้ดี

     นี่ก็เป็น เอ่อ เรื่องของประเพณี เรื่องของการละเล่นในอำเภอวิเชียรบุรี ทั้งนี้อำเภอวิเชียรบุรี ก็มีชื่อ ๆ หนึ่งที่ชื่อว่า อำเภอท่าโรง อันนี้ก็หลายคนสงสัยว่าคืออะไร อำเภอท่าโรง ท่าโรง ก็มีผู้รวบรวมข้อมูลเอาไว้มากทีเดียว

     เขาบอกว่าเดิมทีมีบ้านชื่อบ้านท่าโรง ตั้งขึ้นมาตั่งแต่โน้นแน่ะ ประมาณพุทธศักราช 2342 โน่นมั้ง บริเวณนี้เป็นป่าดงดิบ พวกที่มาอาศัยอยู่เนี่ย ก็อาศัยอยู่บริเวณริมแม่น้ำป่าสัก เพื่อจะได้มีความสะดวกในการติดต่อค้าขายโดยทางเรือ

     ตอนนั้นเนี่ยชาวบ้านได้สร้างท่าเรือขึ้นลงเรือ ขึ้นเรือกันติดต่อค้าขายกัน ตรงนั้นจึงให้ชื่อว่าบ้านท่าลง ฟังดูคือลงไปในน้ำเรียกว่าท่าลง พูดต่อมาก็เปลี่ยนเป็นท่าโรง อันนี้ฟังดูแล้วแปลกนะ เพี้ยนจากเสียง ล.ลิง มาเป็นร.เรือ อันนี้ไม่ใช่ง่าย ๆ นะท่านนะ จาก "ท่าลง" มาเป็น "ท่าโรง" หรือว่ามันจะมีโรงเรือนอะไรอีกอยู่ตรงนั้นมากกว่ากระมัง อันนี้ก็เล่ากันหลายสำนวนเหลือเกิน

     บ้านท่าโรงเนี่ยที่เป็นท่าโรงเนี่ย ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นเมืองศรีเทพอีกล่ะ เอ้าเรียกท่าโรงมาเป็นศรีเทพอีก แล้วเปลี่ยนแปลงลดฐานะมาเป็นอำเภอศรีวิเชียรบุรี ดังนั้นคำว่า "ท่าโรง" เนี่ย ก็เลยเป็นคำทางประวัติศาสตร์

     เหมือนกันคนที่อยู่ที่วิเชียรบุรีเนี่ย หลายคนนามสกุลมีคำว่า "ท่าโรง" อยู่ด้วย โตท่าโรง เนี่ยนามสกุลโตท่าโรง แปลว่า เขาเป็นคนพื้นที่ของวิเชียรบุรีเลย

     เนี่ยก็เป็นเรื่องของอำเภอวิเชียรบุรี ตามที่ท่านได้ขอร้องให้ผมพูดถึง โดยไม่ให้พันกับประวัติศาสตร์มากนัก อีกชื่อหนึ่งก็คือ ชื่อของอำเภอศรีเทพ อำเภอศรีเทพนี่ ก็ที่ท่านได้ขอมานี่มันมันพันกับประวัติศาสตร์มากนะท่านนะ

     ศรีเทพนี่ก็อยู่ห่างจากจังหวัดเพชรบูรณ์ ตามเส้นทางหลวงหมายเลขที่ 21 สายสระบุรี-หล่มสักเนี่ยฮะ บริเวณปุ๊สายปุ๊แค ศรีเทพเนี่ยนี่ก็อยู่ห่างจากจังหวัดเพชรบูรณ์ประมาณ 122 กิโลเมตรเท่านั้น

     ศรีเทพนี่เคยเป็นเมืองโบราณนะครับ มีขนาดใหญ่มากเมืองหนึ่ง เนี่ยสร้างขึ้นในสมัยที่สร้าง ก่อนขอมมีอำนาจด้วยซ้ำ เข้าใจว่าพวกที่มาสร้างเป็นพวกอินเดีย ซึ่งอพยพเข้ามาแหลมอินโดจีน เนี่ยคงจะตั้งขึ้น

     ต่อมาเมื่อขอมมีอำนาจเนี่ย คงประมาณพุทธศักราช 1400 คาดว่าประมาณนั้น ก็คงจะเข้ามาช่วงชิงเมืองนี้จากอินเดีย แล้วก็ซ่อมแซมเมืองนี้ให้มั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น และขยายเขตเมืองออกไปอีก

     จากซากเมืองและซากโบราณสถานทั้งของอินเดียและของขอมยังมีปรากฏอยู่ น่าสนใจมาก ปรากฏที่เมืองศรีเทพเนี่ยนะครับ

     นี่ก็เดินทางไปได้สะดวกครับหลายท่านก็ไปชมได้ ถ้าท่านที่สนใจโบราณคดีเนี่ย เมืองศรีเทพเนี่ยสันนิษฐานว่า ก่อตั้งขึ้นประมาณเอ่อ พันปีเศษมาแล้วล่ะนะฮะ

     ในตอนที่ขอมมีอำนาจนั้น ไม่เรียกว่า เมืองศรีเทพ แต่เรียกว่า เมืองอภัยสา ไทยได้อพยพเข้ามาและก็เปลี่ยนชื่อเมืองนี้เป็นเมืองศรีเทพ ถ้าท่านไปดูเมืองโบราณศรีเทพในเขตโบราณสถานนั้นจะเห็นว่า มีเนื้อที่อยู่ถึงประมาณ สองพันไร่เศษ ๆ นะฮะ มีคูดินล้อมรอบ มีประตูเมืองทั้งสี่ทิศ

     คำว่า "คูดิน" เนี่ยคือ คันคูดิน ถ้าเรียก "คู" มันหมายถึง "คูน้ำ" นะท่านนะ ถ้า "คูดิน" นั้นก็คือ "กำแพง" นะท่าน นี่เรียกแบบอีสานน่ะ ประตูเมืองมีสี่ทิศ ภายในเมืองมีพระปรางค์สมัยลพบุรีอยู่สององค์ นี่ก็มีชื่อเรียกว่า "ปรางค์องค์พี่ และปรางค์องค์น้อง" อย่างนี้ต้องมีวรรณกรรมประกอบแน่เลยครับ

     และในบริเวณเนี่ยบริเวณเมืองเนี่ย มีสระน้ำอยู่หลายพันแห่ง ทางทิศเหนือนอกกำแพงเมืองก็มีสระน้ำอยู่สองแห่ง เรียกว่าสระแก้ว-สระขวัญน่ะ

     คำว่า "สระแก้ว" นี้มีทั่วไปเลยที่นครราชสีมานี่ก็มีสระแก้ว-สระขวัญ นี่มีกันทั้งนั้นนะฮะ คำว่า "แก้ว" กับ "ขวัญ" เนี่ยที่ไหนก็มี รัชกาลที่ 6 ถึงอ่า..ทรงอ่า...พูดถึงเรื่องนี้บ่อย แก้ว-ขวัญ เนี่ยนะครับ และนึกถึงนายแก้ว-นายขวัญ ในเรื่องพระลอเข้าไปอีกด้วยนะครับ เนี่ยสระแก้ว-สระขวัญนะครับ

     สระแก้ว-สระขวัญเนี่ยนะครับ น้ำในสระนี่เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์นะ เขาต้องส่งส่วยน้ำในสองสระนี้ ไปประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา เพราะเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ เขาเชื่อกันอย่างนั้น ถ้าเป็นความเชื่อว่าน้ำในสระแก้ว ในสระขวัญที่ศรีเทพนี่เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์

     ภายในตัวเมืองศรีเทพเนี่ยใกล้ ๆ กับพระปรางค์ทั้งสององค์คือ พระปรางค์องค์พี่ และพระปรางค์องค์น้องเนี่ย จะมีมูลดินสูงขึ้นประมาณหนึ่งเส้น นี่สูงทีเดียว 20 วาเนี่ย มีลักษณะเป็นวงกลม วัดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณหนึ่งเส้น สูงหนึ่งเส้น เส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งเส้น ชาวบ้านเรียกว่า "เขาคลัง" คลังเนี่ยแบบกระทรวงการคลังเนี่ยล่ะท่าน

     เขาคลัง ก็มีเรื่องเล่าว่า เป็นที่เก็บทรัพย์สมบัติของผู้ครองเมืองศรีเทพสมัยก่อน นี่ก็ต้องมีวรรณกรรมประกอบนะ มาเก็บไว้ตรงนี้จึงเรียกว่าเขาคลัง

     ในตอนที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จมาเมืองศรีเทพโดยทางเรือสมัยโน่นเนี่ย ประมาณ พ.ศ.2447 เนี่ย หลังจากที่ได้ตรวจดูบริเวรรอบเมืองศรีเทพแล้วอ่ะ พระองค์ก็ได้เขียน รายงานการตรวจราชการเมืองเพชรบูรณ์

     ในข้อความตอนหนึ่งกล่าวว่า เมืองศรีเทพนี้ ตั้งตรงที่ราบนะท่านนะ ก่อนจะถึงโคกหิน แท่งศิลาแลง ทิ้งอยู่หลายแห่ง เข้าใจว่าคงเป็นเทวสถานขนาดย่อม ๆ มีเทวรูปนะฮะ มีศิวลึงค์ ซึ่งทำด้วยศิลาเนี่ยจมดิน อยู่ กลางโคกแหล่งนี้มีสระใหญ่เรียกว่า สระแก้ว นะฮะ มีกำแพงเป็นเนินดิน และมีคูรอบเมือง ตรงประตูเข้าเมือง มีโคกอิฐบ้าง ศิลาแลงบ้าง หลายแห่ง บางแห่งกองศิลาแลงซึ่งเป็นแท่งเนี่ยพิงกัน สุมสูงกว่า 3 วา

     ที่กลางเมืองมีสระสี่เหลี่ยมอีกสระหนึ่ง กว้างประมาณซักเส้นหนึ่ง ยาวสักสามเส้น ออกจากสระใหญ่ผ่านประตูอีกชั้นหนึ่งว่าพระปรางค์ ตามลานในบริเวณปรางค์ พบรูปพระนารายณ์นี่จากการขุดรูปพระนารายณ์ รูปยักษ์ รูปปั้นเทพารักษ์ที่ทำด้วยศิลา มีหลายรูป และมีแท่งศิลาสลักลวดลายอย่างเดียวกันกับเมืองพิมายน่ะ

     มันหลายยุคนะยุคเดียวกับพิมายก็มี ยุคเดียวกับพิมาย ยุคเดียวกับวัดพนมวัน วัดพนมวันก็อยู่ใกล้ ๆ พิมายหล่ะครับ ก็อยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมานั่นแหละครับ ซึ่งถ้าขุดดูก็จะเห็นเครื่องศิลาโบราณนี้เหลืออีกมาก

     นั่นบันทึกไว้ใน ในพระพุทธศักราช 2447 นะครับ ที่ว่ามีมากเนี่ย ปัจจุบันก็เขาตกแต่งกันไปแล้วนะครับ ขุดแต่งไปแล้ว ฐานทางด้านใต้นั้นก่อด้วยศิลาแลงปนศิลาทราย ศิลาแลงกับหินทราย และก็มีที่ก่อด้วยอิฐด้วย แสดงว่ามันหลายยุคเหลือเกินนะครับ

     สมเด็จกรมพระยาดำรงทรงสันนิษฐาน ว่าจะสร้างเป็นสองยุคนะ เมืองศรีเทพโบราณเนี่ย เป็นเมืองขอมสร้างรุ่นเดียวกับเมืองพิมายชุดหนึ่ง และหักพังทรุดโทรมไปแล้ว ไม่ทราบจะมีใครมาสร้างต่ออีกยุคหนึ่ง แต่สร้างยังไม่เสร็จ

     นี้ก็เป็นข้อสันนิษฐาน เพราะว่าลวดลายปรางค์ ที่ทำด้วยอิฐ ที่ทำขึ้นใหม่เนี่ย เหมือนกับปรางค์วัดศรีสวายที่เมืองสุโขทัย และก็เหมือนกับเทวสถานที่เมืองลพบุรี

     ท่านที่เคยไปวัดศรีสวายก็คงพอจะนึกออกนะครับ ถ้าจะสันนิษฐานลงไปว่าสร้างเมื่อไหร่เนี่ย ก็คงเป็น สร้างในสมัยไทยเข้ามาเป็นใหญ่เนี่ยแหละครับ อาจจะตอนก่อนตั้งราชวงศ์พระร่วง หรือตอนที่เกิดเมืองสุโขทัยและเกิดกรุงสุโขทัยแล้วก็ได

     เมืองลพบุรีและเมืองศรีเทพนี่ทำนองจะเป็น อ่า..เมืองใหญ่ด้วยกันทั้งคู่น่ะ ศิลาจารึกที่พบที่ศรีเทพเนี่ยมีลักษณะแปลก รูปคล้ายตะปูหัวเห็ด ข้างปลายที่เสี้ยมแหลมเนี่ย ก็ฝังดิน ขัดเกลี้ยง และมีจารึกเป็นอักษรเอาไว้ด้วยนะครับ ตอนหลังนี้อักษรก็ดูจะเลือนไป นี่พูดในเชิงโบราณคดี

     ส่วนโบราณวัตถุที่พบที่เมืองศรีเทพ ก็ส่วนมากเป็นของศาสนาพราหมณ์ ไม่พบของที่เป็นศาสนาพุทธเลยครับ เป็นพราหมณ์เกือบทั้งสิ้นเลยนะฮะ เมืองศรีเทพนี่ จึงเป็นเทวสถานทางศาสนาพราหมณ์

     นอกจากนั้นเมืองศรีเทพเนี่ย ในเมืองเนี่ย มีถนนสายหนึ่งตัดตรงจากเมืองศรีเทพ ไปสู่เมืองไปสู่เมืองเร็ง เมืองเร็งเนี่ย อยู่ทางเหนือของอำเภอวิเชียรบุรี ถนนสร้างถนนสายด้วยนะฮะ ถนนโบราณสายนี้มีวรรณกรรมประกอบ

     วรรณกรรมนั้นบอกว่า เจ้าเมืองศรีเทพกับเจ้าเมืองเร็งเนี่ย จะทำพิธีแต่งงาน แต่งงานบุตรชายเจ้าเมืองศรีเทพ กับธิดาเจ้าเมืองเร็ง โดยสัญญากันว่า เมืองศรีเทพจะต้องสร้างถนนจากเมืองศรีเทพไปเมืองเร็ง ให้เสร็จภายในหนึ่งวันก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

     ทั้งนี้เพื่อแสดงความสามารถ ทางเมืองศรีเทพได้พยายามสร้างถนนอย่างรีบเร่งจนเกือบจะเสร็จแล้วล่ะ เกือบจะถึงเมืองเร็งแล้วน่ะ ก็ปรากฏว่าทางเมืองเร็งก็ดีใจ ก็จุดโคมไฟไว้คอยต้อนรับ ต้อนรับเมืองศรีเทพก็จะสร้างถนนเสร็จ

     พอจุดโคมไฟไว้ ปรากฏว่าพวกศรีเทพเนี่ย คนที่สร้างถนนไปสำคัญผิด คิดว่าโคมไฟนั้นเป็นอาทิตย์ ก็เลยนึกว่าสว่างแล้ว ก็รู้ว่าตัวแพ้ ก็เลยหยุดทำถนนไว้ ก็ดังที่ปรากฏอยู่เนี่ย

     แล้วเรื่องก็ไม่ทราบว่า เจ้าเมืองเร็งได้ยกธิดาให้บุตรชายเจ้าเมืองศรีเทพหรือไม่ เพราะตำนานไม่ได้กล่าวถึงตอนนี้ กล่าวถึงแต่ตอนการสร้างถนนซึ่งยาวถึง 38 กิโลเมตร ถนนสายนี้น่าสนใจนะท่านนะ แต่ยังไม่มีใครสนใจศึกษาอะไรไว้ละเอียดเท่าไหร่นักหรอก

     เมืองศรีเทพนี้คงจะรุ่งเรืองมาชั่วระยะหนึ่งล่ะ แล้วก็ร้างไป สาเหตุที่ร้างไปเนี่ยไม่แน่ชัด แต่มีวรรณกรรมประกอบว่า ทำไมถึงร้างก็ว่า

     ในสมัยเมืองศรีเทพเจริญรุ่งเรืองอยู่นั่น เจ้าเมืองศรีเทพเป็นเพื่อนรักกับฤๅษีผู้เฝ้าบ่อน้ำร้อน ใกล้เมืองนี้มีฤๅษีตนหนึ่ง เฝ้าบ่อน้ำร้อนอยู่ใกล้ ๆ เมือง แล้วก็เป็นเพื่อนรักสนิทกับเจ้าเมืองศรีเทพ เจ้าเมืองศรีเทพนั้นก็มีอายุแก่เข้า พอมีอายุชักจะแก่เข้า ก็ไปหาฤๅษีเพื่อนกันเนี่ยที่เฝ้าบ่อน้ำร้อน แล้วก็ปรารภขึ้นว่า "ตนอยากจะมีอายุยืนนาน"

     เจ้าเมืองศรีเทพอยากจะมีอายุยืน ๆ นั่นนะ เพื่อจะได้บูรณะเมืองศรีเทพให้เจริญยิ่งขึ้น...ยิ่งขึ้น ที่อยากจะอายุยืนเนี่ยไม่ใช่อะไรหรอก อยากจะทำให้เมืองศรีเทพดีขึ้น

     ฤๅษีซึ่งเป็นเพื่อนก็เลยบอกวิธีการให้ว่า ไม่มีปัญหาหรอก วิธีที่จะอายุยืนเนี่ยก็ทำได้ โดยให้เจ้าเมืองกระโดดลงไปในบ่อน้ำร้อน ถ้าเจ้าเมืองกระโดดลงไปแล้วเนี่ย ตนก็จะเอายาโรยลงไปให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา แล้วจะมีอายุยืนนานมาก

     นี่ก็เป็นคำบอกของฤๅษี เจ้าเมืองศรีเทพเห็นน้ำร้อนเดือด ก็มีความกลัว ไม่กล้ากระโดดลงไป ก็เลยบอกว่า เอาอย่างนี้ ขอให้เพื่อนเนี่ย ขอให้ท่านฤๅษีผู้เฝ้าบ่อ กระโดดลงไปก่อนดีไหมล่ะ แล้วตัวจะเอายาเนี่ย โรยลงไปให้ เพื่อฤๅษีจะได้มีอายุยืนเหมือนกัน

     ฤๅษีก็ตกลง ตกลงฤๅษีก็โดดลงไปในบ่อน้ำร้อนของเมืองศรีเทพเนี่ย โดดลงไป น้ำร้อนก็เดือดพล่าน ทำให้ร่างของฤๅษีละลายไปทันที

     ฝ่ายเจ้าเมืองศรีเทพเนี่ย มองเห็นว่าร่างของฤๅษีละลายไปก็ตกใจครับ แทนที่จะเอายาโรยลงไปให้เขาฟื้นชีวิตขึ้นมา ก็หาทำเช่นนั้นไม่ แต่รีบกลับเข้าเมืองทันที

     พอเห็นฤๅษีร่างเหลวหายไป ละลายไป ก็รีบกลับเข้าเมืองเลย เจ้าเมืองศรีเทพไม่ได้นำยาไปโรยให้ฤๅษีฟื้นคืนอีกเลย เป็นเช่นนี้เป็นเวลานานถึงสามปี ก็มีฤๅษีองค์ใหญ่ที่อยู่ที่เขาไกรลาส

     เขาไกรลาสมันจะอยู่ตรงไหนหรือ นะท่านนะ อย่าพึ่งถามผม อันนี้มันเป็นตำนานนะท่านนะ ฤๅษีองค์ใหญ่ที่อยู่ที่เขาไกรลาส ก็เรียกว่าเป็นใหญ่เหนือฤๅษีองค์อื่น ๆ ว่างั้นเถอะครับ เพราะควบคุมฤาษีทั้งหลาย

     ครั้นมาทราบ ฤๅษีที่มาเฝ้าบ่อน้ำร้อนหายไป ก็เลยมาดู ฤๅษีเนี่ยเป็นพวกศาสตราจารย์เนี่ยนะ สงสัยอะไรต้องตรวจสอบ ต้องวิจัย อันนี้อ่ะไม่ถึงกับตรวจสอบ วิจัยไปดูเฉย ๆ เนี่ยแหละ ก็เห็นน้ำในบ่อเดือดพล่านอยู่ ก็รู้ว่าฤๅษีตายในบ่อน้ำร้อนเสียแล้ว

     นี่เก่งนะคนนี้ รู้ว่าฤๅษีที่มาเฝ้าบ่อตายไปเสียแล้วหล่ะ เพราะโดดลงไป ก็โรยยาชุบชีวิตลงไป ฤๅษีที่เฝ้าบ่อน้ำก็ฟื้นฟื้นคืนชีวิต พอฟื้นขึ้นแค่นั้นนะก็โกรธแคร้น แค้น แค้น โกรธเจ้าเมืองศรีเทพเนี่ย

     ผมก็โกรธแทนครับ จนกระทั่งใส่ "ร" ลงไปในคำว่าแคร้น ซึ่งไม่เคยมีในภาษาไทยเนี่ยนะ โกรธแค้นแทนเจ้าเมืองศรีเทพ โกรธแค้นแทน

     ไม่ใช่โกรธอะไร โกรธแค้นเจ้าเมืองศรีเทพ ฤๅษีตนที่โดดคนที่โดดลงไปแล้ว ให้เจ้าเมืองศรีเทพเอาโรยยานั้น โกรธทันทีไม่เอายาโรยลงไป ทำให้ตนตายไปถึงสามปี ก็เลยแปลงตัวเลย

     ฤๅษีแปลงตัวได้ แปลงตัวเป็นโค เป็นวัวเนี่ย วิ่งอ้อมเมืองศรีเทพสามรอบ เออ! ทำไมถึงแปลงตัวเป็นโคก็แปลก แล้วอ้อมเมืองศรีเทพสามรอบ แล้ววิ่งเข้าไปตายในใจกลางเมืองเนี่ย

     ทำไปทำไมล่ะ เมื่อชาวเมืองและเจ้าเมืองศรีเทพเห็นเช่นนั้นก็คงจะพอใจ ก็เลยมาชำแหละเนื้อโคกิน เอ้านี่ก็ไปกันใหญ่ ฤๅษีนี่แปลงเป็นโค แปลงเป็นวัวเนี่ยนะฮะ อ้อมเมืองศรีเทพสามรอบ อ้อมเสร็จวิ่งเข้าไปใจกลางเมืองแล้วไปตายซะตรงนั้น ชาวบ้านชาวเมืองรวมทั้งเจ้าเมืองศรีเทพก็ดีใจ มาจัดการชำแหละเนื้อโคไปกิน ก็มีอาการท้องร่วงล้มตายกันเป็นจำนวนมากเนี่ย

     พวกที่เหลืออยู่ก็อพยพออกจากเมือง เอาสมบัติไปซ่อนไว้ที่เขา ถมอรัฐ เมืองศรีเทพก็เลยร้างไป เอาสมบัติไปไว้ที่เขาถมอรัฐที่เมืองวิเชียรบุรี หนีออกไปจากเมืองหมด เพราะพวกที่ไปกินเนื้อวัวก็ตายหมด แล้วก็เลยหนีออกจากเมืองนี้

     เมืองนี้ก็ร้างไป ศรีเทพร้างไป นี่ก็ร้างไปเพราะว่าคนไปกินเนื้อวัว เนื้อวัวซึ่งเป็นเนื้อของฤๅษีที่แปลงนะท่านนะ ไม่ใช่วัวธรรมดา ไม่ใช่โคธรรมดาแต่เป็นโคแปลงมา

     ถ้าถึงตอนนี้เนี่ย ถ้าถามบรรดาพวกที่เขาเขา อ่า... เรียนวรรณกรรม มาถามว่า ถ้าจะให้สันนิษฐานจากวรรณกรรมเรื่องนี้ จะสันนิษฐานว่าประการใด พวกที่เรียนวรรณกรรมทั้งหลายก็ต้องสันนิษฐานได้ว่า ...เมืองศรีเทพอาจจะร้างไปเพราะเกิดโรคระบาดนี้...

     โรคระบาดนะท่านนะ อย่าไปคิดว่าเป็นโรคราคาถูก คือ โรคนึง บาทนึง อันนั้นไม่ใช่อย่างนั้น โรคระบาดคือโรคที่มันแพร่ออกไปอย่างรวดเร็วนะท่าน โรคระบาด ไปกินเนื้อวัวแล้วตาย ไปกินเนื้อโคแล้วตายเนี่ย ผมว่าไม่ใช่เป็นอหิวาห์แล้วอย่างนี้ มันน่าจะเป็นโรควัวบ้านะท่านนะ หรือไม่ก็แอนแทรคซ์นะ

     เนี่ยน่าคิดมาก ถ้าอย่างนั้นโรควัวบ้าก็คงมีในวรรณกรรมมานานแล้วล่ะท่าน เพราะอะไร เพราะว่าคนเมืองศรีเทพเนี่ย ไปกินแล้วก็ตายกันตั้งมากมาย ที่ไม่ตายก็หนีไป แล้วจะไปคิดเหมือนกับพระเจ้าอู่ทอง ที่อะไรอพยพหนีแล้วไปสร้างเมืองอยุธยานั่นนะ

     หนีห่าตามลำน้ำป่าสักลงไปนะ อันนั้นนี่นา ห่าอันนั้น ผมได้เคยกราบเรียนไว้ในรายการนี้แล้วว่า ห่าที่พระเจ้าอู่ทองหนีไปนั้น คงจะไม่ใช่อหิวาห์หรอก คงจะเป็นมาลาเรีย เป็นไข้มาลาเรีย เพราะถ้าหนีห่าที่เป็นอหิวาห์ไปหนีตามน้ำ ห่าก็ตามได้สิท่าน ต้องหนีห่าที่เป็นมาลาเรียเนี่ย เพราะว่าในยุคนั้นไข้ป่าคงจะรุนแรงมาก เพราะเพชรบูรณ์นั้นมีชื่อเสียงด้าน ไข้ป่ารุนแรงเหลือเกินเลยเนี่ย

     นี่ศรีเทพก็ล่มไป เพราะไปกินเนื้อวัวเข้า เนื้อวัวนั่นเป็นเนื้อวัวที่ฤๅษีแปลงมา แปลงมา แปลงมาเพราะความโกรธแค้น ที่เจ้าเมืองศรีเทพมาทำให้ตัวตายไป แล้วไม่เอาน้ำยาโรยลงไปเนี่ย เนี่ยก็โกรธนะครับ

     ก็มีความเชื่ออยู่ว่าในปัจจุบัน ประชาชนที่สืบเชื้อสายเมืองศรีเทพในสมัยดั้งเดิม ก็ยังน่าจะมีเหลืออยู่ แต่ว่าไม่อยู่ที่เดิมแต่อพยพไปอยู่ที่บ้านนาตะกรุด

     บ้านนาตะกรุดและบ้านศรีเทพน้อย ซึ่งก็ห่างจากเมืองศรีเทพประมาณห้ากิโลเมตร ส่วนประชาชนที่อยู่ในบ้านอื่น ๆ เป็นราษฎรที่อพยพเข้ามาอยู่ทีหลังนะครับ คาดว่าคนเดิมยังคงมีอยู่ แต่คงอยู่ที่นาตะกรุด ถ้าไม่อยู่ที่นาตระกรุดก็คงไปอยู่ที่เมืองศรีเทพน้อยครับ ดังที่ผมกราบเรียนมาเนี่ย

     อำเภอศรีเทพเดิมเป็นท้องที่ขึ้นอยู่กับอำเภอวิเชียรบุรี ต่อมาก็ได้แยกตั้งขึ้นมาเป็นกิ่งอำเภอศรีเทพ ก็พึ่งตั้งมาเป็นกิ่งอำเภอเนี่ย เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พุทธศักราช 2513 นี้เอง หลังจากนั้นก็ได้รับยกฐานะเป็นอำเภอ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พุทธศักราช 2519 อันนี้ยังทันเห็น ๆ กันอยู่ สำหรับคนที่มาอยู่พิษณุโลกในยุคเดียวกับผมเนี่ย นี่ก็เป็นเรื่องของศรีเทพเค้า

     คราวนี้ศรีเทพเนี่ย เขามีอะไรล่ะที่น่าสนใจบ้างล่ะท่าน มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ในอำเภอนี้ยกตัวอย่างสักอย่างหนึ่ง เอาวรรณกรรมที่มาประกอบในอำเภอศรีเทพ

     วรรณกรรมประกอบชื่อหมู่บ้าน ชื่อ บ้านนาสะหนุ่น บ้านนาสะหนุ่น ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบราณสถาน คือ ปรางค์ฤๅษี และ สากขวัญ เนี่ย อันนี้ก็ตั้งอยู่ที่หมู่ 1 ตำบลนาสะหนุ่น อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์

     บ้านนาสะหนุ่น ก็คงตั้งขึ้นพร้อม ๆ กับบ้านนาตะกรุด บ้านนาตะกรุด ตะกรุดเนี่ยนะ หลายคนบอกเป็นตะกรุดที่เอามาคล้องคอ หลายคนบอกว่า คำว่า "กรุด" ในที่นี้ก็คือ แม่น้ำ มันด้วน ด้วนไปเฉย ๆ ก็แล้วแต่จะสันนิษฐานเอานะ ตะกรุดนี่นะฮ่ะ

     เขาบอกว่าบ้านนาสะหนุ่นเนี่ย ก็ตั้งขึ้นพร้อม ๆ กับบ้านนาตะกรุด บ้านวิเชียรบุรี บ้านบัวชุม และบ้านศรีเทพน้อย บ้านศรีเทพน้อยปัจจุบันเรียกบ้านใหญ่นะครับ คือเดิมทีเดียวก็ตั้งขึ้น เป็นกลุ่มอยู่ใกล้ ๆ เขตวัดพิกุลทองเนี่ย วัดพิกุลทองท่านไปที่นั่นนะไปศรีเทพก็จะพบ ก็คงตั้งขึ้นมาสัก 60 ปีก่อนนี้

     บริเวณวัดพิกุลททองเนี่ย มันคับแคบมาก ประชาชนก็ย้ายออกมาตั้งหมู่บ้านใหม่ คือ บ้านโคก ซึ่งขณะนั้นเป็นที่สูง เป็นเนินเป็นโคกเนี่ย แปลว่า เป็นที่สูง เป็นเนินน้ำไม่ขังท่วมนะฮะ ไม่เฉอะแฉะ

     คนที่นำมาอยู่ที่บ้านโคก เนี่ยชื่อว่านายธรรม เห็นมีจะไม่ใช่นายธรรมคนเดียวนำมา มีนายธรรม นายฤทธิ์ นายใหม่ นายเจียม นายหวน นายยอด นายนพ ทั้งหมดเนี่ยไม่ทราบนามสกุลหรอกครับ แต่เค้าก็มาอยู่ในยุคนี้ทั้งนั้นแหละ มาพร้อมกับลูกหลานของเขา ทยอยมาตั้งเป็นหมู่บ้าน

     ส่วนชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่ง ยังยึดทำเลที่มีน้ำอยู่ ยังไม่ ไม่อพยพมาที่นี้ ยังต้องเลี้ยงสัตว์อยู่นะฮะ จึงอพยพไปอยู่บ้านคลอง มีคลองน้อยไหลผ่าน นี่ก็คนที่นำไปก็มีตาพูด เอ่อ ..นางแสม นายปม พวกนี้นามสกุลเราทราบ คุ้มสิงห์สัน ซึ่งปัจจุบันคือบ้านโคกตะคบนะฮะ

     ส่วนชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งไปอยู่ที่บ้าน บ้านหนองตาลเสี้ยน คนที่นำไปก็มีนายเถียน นางรีม นามสกุล คล้ายใจตรง และมีผู้ใหญ่บ้าน ชื่อ ก...ชื่อว่า ปัจจุบัน อ่ะ ไม่ใช่ผู้ใหญ่บ้าน มีผู้ใหญ่บ้านซึ่งต่อมาได้เป็นกำนัน ชื่อกำนันกว้าง พุทธศรี นะฮะ หรือขุนชำนาญ นาสะหนุ่นเนี่ย จากนั้นก็มีกำนันส่ง แก่นเกลี้ยง

     ที่ผมกราบเรียนมาเนี่ย เพราะอะไร เพราะมีประวัติของหมู่บ้านออกเป็นวรรณกรรม อย่างแน่ชัด ปรากฏอยู่เป็นวรรณกรรม ปรากฏอยู่อย่างแน่ชัดนะครับ อยู่ในพื้นที่ของอำเภอศรีเทพเนี่ย

     อีกหมู่บ้านหนึ่งชื่อบ้านบึงนาจาน บึงนาจานอันนี้มีคนถามผมนะ ว่ามันหมายถึงอะไร นาจานนี่มันมีจานอยู่รึ บ้านบึงนาจานนี่ก็มีความสำคัญ เพราะเป็นที่ตั้งของโบราณสถาน คือ ปรางค์ศรีเทพ ปรางค์สองพี่น้อง และก็ศาลเจ้าพ่อศรีเทพ นี่ก็ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 6 หมู่ที่ 13 ตำบลศรีเทพ อำเภอ ศรีเทพนี้แหละครับ

     บึงนาจานคำว่า "จาน" นี่นะครับเป็นชื่อของต้นไม้นะท่านนะ ในเขตของศรีเทพ หรือแม้แต่เขตของนครราชสีมา ชัยภูมิเนี่ย เขาเรียกต้นไม้ชนิดหนึ่งว่าต้นจาน

     ผมก็เคยไปให้เขาชี้ให้ดูว่า ไหนต้นจาน ต้นไหน เขาก็ชี้ให้ดูที่ต้นทองกวาว และเขาบอกว่านี่แหละต้นจาน นะ ทองกวาวเนี่ย

     และยังมีสำนวนอีกจำนวนหนึ่งบอกว่า "หนาวดอกงิ้วดอกจาน" นั่นคืออากาศที่จะหนาว เป็นยุคสุดท้ายแล้วเมื่องิ้วออกดอก และก็ดอกจานคือดอกทองกวาวนี่มันออกดอก

     ถ้าอย่างนี้แล้ว ตอบได้ง่ายมากเลยว่าบึงนาจาน ถ้าจะถามว่าทำไมไม่เรียกว่าบ้านนาจานแต่เรียกบึง ก็เพราะว่าถ้าจุดใหญ่ที่สุดคือบึง บึงนาจานนี่ก็ลองตรวจสอบดูแล้ว ก็ปรากฏว่ามีบึงอยู่นะฮะ เอ่อ...แล้วก็มีน้ำล้อมรอบเมืองเก่าอยู่ มีปลามากทีเดียวหล่ะครับ มีคนอพยพไปอยู่มากมาย ส่วนมากเป็นชาวบ้านจากอำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี พวกนี้อพยพมาตั้งแต่พระพุทธศักราช 2497 นะฮะ

     ต่อมาคนอีสานเนี่ย พวกเราชาวอีสานก็อพยพมามากขึ้น โดยเฉพาะในประมาณพระพุทธศักราช 2525 นั่งผ่านมาเนี่ยมีคนอีสานมามาก ก็ได้แยกเป็นสองหมู่บ้านคือ หมู่ที่ 6 นั้นก็อยู่ที่บ้านบึงนาจาน นี่ก็อยู่ทางตะวันตกของหมู่บ้าน และหมู่ที่ 3 ก็อยู่ที่บ้านหลักเมือง อยู่ทางตะวันออกของคนอีกทีหนึ่งนะครับ

     ทั้งสองหมู่บ้านก็อยู่ติดกับอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ซึ่งอยู่ในหมู่ที่ 13 นี่ก็เป็นเรื่องของหมู่บ้าน เอ้อที่น่าสนใจทีเดียวนะครับ ชื่อหมู่บ้านต่าง ๆ

     ส่วนในเรื่องของทางคติชนนั้น ที่ศรีเทพนี่จะมีงานบวงสรวงดวงวิญญาณเจ้าพ่อศรีเทพ จัดให้มีในวันขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 ของทุกปี

     ขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 นะครับ วันสำคัญนะครับ ที่สุโขทัยเนี่ยประเพณีทำขวัญผึ้งก็ขึ้นเดือน 3 ค่ำเดือน 3 เหมือนกันนะครับ นี่ก็มีการบวงสรวงดวงวิญญาณเจ้าพ่อศรีเทพ

     จากนั้นก็มีบุญเทศมหาชาติหรือบุญพระเวส นี่ก็เรียกตามสำเนียงอีสาน และเดือน 3 เดือน 4 ก็มีบุญบั้งไฟ เอ่อ ขอโทษเดือน เดือน 6 มีบุญบั้งไฟ และก็จากนั้นจะมีการเซ่นไหว้เจ้าพ่อศรีเทพอีกครั้งหนึ่ง และมีการทำบุญกลางบ้าน ในเพ็ญเดือนหก เป็นการสะเดาะเคราะห์ของคนในหมู่บ้าน

     นี่ที่ผมกราบเรียนมาทั้งหมดนี่ ก็จากเอ่อจดหมายน้อยของท่านที่เขียนขอมา ให้พูดถึงเรื่องของวิเชียรบุรีและศรีเทพ อย่าให้พูดหนักไปทางประวัติศาสตร์ แต่ขอให้เป็นวรรณกรรม ผมก็พยายามรวบรวมข้อมูล ทั้งที่ตัวเคยทราบ แล้วก็มีข้อเขียนอยู่บ้างนะครับ ก็มากราบเรียนนำเสนอฮะ

     สำหรับวันนี้ก็หมดเวลาพอดีนะครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ สวัสดีครับ

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>