สืบค้นเพิ่มเติม
สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ
รายการวรรณกรรมสองแคว กลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่งครับ ผมนายประจักษ์
สายแสง ดำเนินรายการครับ
หลังจากที่ฟังรายการเรื่องน้ำไปแล้ว
ก็มีท่านผู้ฟังทั้งเขียนและก็ยังมีโทรศัพท์เข้ามานะครับ เมื่อวาน บอกว่าอยากให้อธิบายชื่อของปากน้ำโพ
ว่าหมายถึงอะไร เพราะท่านไม่ทราบว่า หมายถึงอะไรกันแน่นะท่านว่านะฮะ แล้วก็กรุณาอธิบายชื่อแม่น้ำมูลให้ฟังด้วย
แม่น้ำปูน
แม่น้ำมูล แม่น้ำชี แม่น้ำวัง แม่น้ำปิง หลายอย่าง ทำไมท่านไม่สนใจ น้ำยมกับน้ำน่านบ้างหละเนี่ย
ผมก็จะได้พูดถึงเรื่องนี้ก่อนเลยล่ะนะครับ
เรื่องแรกที่สุดที่น่าจะพูดถึง
เอ่อ..ก็คือคำว่า "ปากน้ำโพ" คำว่าปากน้ำเนี่ย คำว่า ปาก โดยภาษาทั่วไปของพื้นบ้านนะครับ
ทางหัวเมืองฝ่ายเหนือ หมายถึง สถานที่ที่แม่น้ำสายหนึ่งไหลมาลง แม่น้ำสายหนึ่งไหลมาลง
จะเรียกว่าไหลมาบรรจบก็ได้ ให้เรียกว่า ปาก
ปากน้ำ
บางทีไม่เรียกว่า ปากน้ำ เรียกว่า ปากอุทก เรียกว่า ปากอุทก นานๆ ตัด อ
ุออกเหลือ ปากทก เรียก ปากทก นานๆ กลายเป็น ปากโทก นี่ไงของพิษณุโลกนี่ครับ
ปากโทก เนี่ยนะฮะก็คือ ปากอุทก เราฟังดูก็ อ้อ.. ก็ปากน้ำ
น้ำอะไรไหลลงอะไรหล่ะ
ที่ปากโทกนี่นะฮะ มันเหมือนกับที่ เอ่อ.. ที่พะเยานะครับ มีหมู่บ้านบ้านหนึ่ง
หมู่บ้านหนึ่งชื่อ บ้านแม่กา โทกหวาก แม่กาก็คือลำห้วยที่ชื่อกา ลำห้วยชื่อกานะครับ
ทางโน้นเขาไม่เรียกลำห้วยเขาเรียกว่าแม่ เพราะฉะนั้นก็แม่กา
ถามว่าแม่กาไหลมาจากไหน
ตอบง่ายมากต้องมาจากขุนกา ขุนกาก็คือภูเขาที่เป็นกำเนิดของน้ำกานี่แหละ
ทีนี้แม่กาโทกหวาก
โทกก็หมายถึงอุทกหรือน้ำ หวากเป็นภาษาทางพะเยา ทางเชียง เชียง เอ่อ..ลำปางก็ใช้
แปลว่าแยกออก แม่กาโทกหวากแปลว่าแม่น้ำ แปลว่าแม่กาตรงนั้นนะ น้ำกาตรงนั้นนะแยกออกเป็นสองสาย
ก็อาจจะไปเป็น อ่า.. แม่กาท่าข้าม แม่กาอะไร ก็ว่ากันไปตรงนั้นก็แล้วกันนะครับ
ทีนี้มาถึงคำว่าปากนี่
ผมพยายามกราบเรียนความหมายของคำว่าปาก ปากน้ำโพ
ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าน้ำนั้นชื่อ น้ำโพ คำว่าน้ำโพ ก็เมือนกับน้ำปิง น้ำวัง
น้ำยม น้ำน่าน นั่นแหละครับ คำเดียวกันครับ น้ำโพนี่คือน้ำ
น้ำสายไหนหล่ะ
น้ำโพธิ์ที่ตรงนั้นที่ที่ไปลงกันเนี่ย มันเป็นแม่น้ำสองแม่น้ำรวมกันมาแล้วนะครับ
มารวมกันที่แม่น้ำยมกับแม่น้ำน่าน ไปรวมกันที่ ตำบลเกยชัย อำเภอชุมแสง
จังหวัด นครสวรรค์เนี่ย
บางทีเราพอมาถึงเกยชัยปั๊บ
เราแยกออกมาสู่แควแควหนึ่ง เราเรียกว่าแควใหญ่ คราวนี้ยังสงสัยอยู่ว่าแควใหญ่จริง
ๆ นะคือน้ำน่าน หรือว่าเป็นน้ำยมกันแน่
ถ้าหากว่าแควใหญ่เป็นน้ำน่านแล้วไซร้
น้ำยมก็น่าจะได้ชื่อว่าน้ำโพนะครับ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า
ชื่อของสถานที่ที่อยู่ริมน้ำโพเนี่ย มีชื่อว่าโพหลายที่ เป็นต้นว่า อำเภอโพทะเล
อำเภอโพประทับช้าง ใกล้เคียงนั้นก็ชื่อโพกันทั้งนั้น
เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ว่าน้ำยมเนี่ยบริเวณนั้นเราเรียกว่า
น้ำโพ น้ำโพ เพราะมีต้นโพธิ์อยู่มาก โพ นี้เป็นพวกโพทะเลนะครับ ไม่เหมือนกับใบโพธิ์ที่อยู่ตามวัดเราหรอกครับ
มีลักษณะแตกต่างกัน
น้ำโพก็เป็นอย่างนั้น
เพราะฉะนั้นปากน้ำโพธิ์ก็คือ ปากน้ำของน้ำโพนี่แหละ น้ำโพจะหมายถึงน้ำยม
แต่น้ำยมนั้นก็ได้รวมกับน้ำน่าน ซึ่งอาจได้ชื่อว่าแควใหญ่ก็ได้
ถ้าผมอ่า..
พูดไปผิดตอนนี้ขอความกรุณาท่าน อ่า.. ผู้ฟังกรุณาทักท้วงด้วยนะครับถ้าผมพูดผิด
ผมคาดว่าแควใหญ่ก็คือแม่น้ำน่าน เพราะฉะนั้นน้ำโพธิ์ย่อมหมายถึงน้ำยม แล้วทั้งสองแม่น้ำนี้ไปรวมกันที่
ตำบลเกยชัย อำเภอชุมแสง จังหวัด นครสวรรค์ กลายเป็นลำน้ำสายเดียว ซึ่งหลายคนก็เรียกว่าลำน้ำน่านบ้าง
ยมบ้าง แล้วแต่อยากจะเรียกเถอะครับ
แล้วใต้ลงไปก็มีเกาะ
ชื่อ เกาะยม มันก็แปลว่า น้ำยมน้ำน่านนี่รวมกันนั่นแหละครับ เรียกว่าน้ำโพซะก็อาจจะเป็นได้
ทั้งนั้นทั้งนี้คงจะต้องเรียนถาม กราบเรียนถามท่านที่มีอายุ 90 กว่าขึ้นไปนะครับ
จะพอทราบเรื่องนี้กันอยู่ ถ้าเป็นภาษาของ อ่า.. คนที่อยู่ในท้องถิ่นบริเวณนั้น
นี่ก็เป็นความพยายามของผมที่จะอธิบายคำว่า
ปากน้ำโพ ซึ่งมักจะมีผู้อธิบายเสมอว่า ปากน้ำโพนั้น ที่จริงแล้วเป็นภาษาตระกูลทางอีสาน
เรียกว่า ปากน้ำพ่อ พ่อแปลว่ามาพบกัน "คืนมาพ่อกั๋นอีกเทื่อ"
แปลว่ามาพบกันอีกสักครั้งอย่างนี้นะฮะ
ปากน้ำพ่อแปลว่าน้ำมาพบกัน
ฟังดูก็ดีเหมือนกันนะครับ ก็ได้อีกสำนวนหนึ่ง ถ้าจะพูดเป็นภาษาเด็กวัยรุ่นก็เป็น
เวอร์ชั่นหนึ่งนะครับ ดีทีเดียวแหละ
บางคนบอกไม่ใช่เลยหล่ะ
ปากน้ำพ่อได้ยังไง ปากน้ำโผล่ธรรมดาเนี่ย มันโผล่ออกมา ก็ไม่ผิดหรอกครับ
ปากน้ำโผล่ก็ได้ ปากน้ำพ่อก็ได้ หรือจะเป็นปากของแม่น้ำโพ นี่เรียกว่าน้ำโพก็ไม่ผิด
มันยังได้อีกหลายอย่างเหลือเกิน นี่ก็เป็นการอธิบายคำว่าปากน้ำโพ ที่ท่านได้กรุณาถามผมมานะครับ
คราวนี้ถ้าจะถามชื่อแม่น้ำเนี่ย
ท่านขอความอธิบาย ขอคำ ความกรุณา ขอให้ผมได้อธิบายเรื่องของ ชื่อแม่น้ำมูล
ผมก็จะขอความกรุณาท่าน ถ้ามีโอกาสท่านก็ตรวจสอบหนังสือพวก พงศาวดารโยนกบ้าง
หรือเรื่องเล่าต่าง ๆ ทางเหนือเนี่ย ก็พอจะทราบเรื่องนี้ ซึ่งก็มีความละม้ายคล้ายคลึงกัน
ไม่ค่อยแตกต่างมากนักหล่ะครับ
ประวัติของแม่น้ำมูล
แม่น้ำชี แม่น้ำวัง แม่น้ำปิง มีรวม ๆ กันอยู่กล่าวว่า ครั้งหนึ่งมีหนองน้ำใหญ่มากอยู่ทางตอนใต้ของจีน
หนองน้ำนี้ชื่อว่า "หนองแส" เอาหล่ะสิ พอไปเข้าหนองแสก็เข้าล็อค
ล็อคของคนแต่ก่อน ที่จะเรียกกันว่า "ตาลีฟู" นั่นแหละนะครับ
ในหนองน้ำแห่งนี้มีพญานาคอยู่เป็นอันมาก
เอ่อ..
พญานาคมาแล้วนะครับ นี่ก็ใกล้วันที่จะมีบั้งไฟพญานาค ขึ้นมาอีกแล้วหล่ะเนี่ย
อีก 7-8 วันเนี่ย อ่ะ.. ไม่ใช่ 7-8 วันสิ ตอนที่ออกอากาศจะพอดีซะแล้วกระมั้งเนี่ย
(หัวเราะ)
มีพญานาคอยู่ในหนองนั้นเป็นอันมาก
นาคก็อยู่ด้วยกันอย่างสามัคคีเป็นอย่างดีกลมเกลียวกัน ครั้นแล้วก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นในวันหนึ่ง
ได้มีช้างขนาดใหญ่ตกลงไปในหนองน้ำนั้น นี่ช้างตัวนี้ก็เคราะห์กรรมเหลือเกินอยู่
ๆ ก็เดินท่าไหนก็ไม่รู้ ร่วงลงไปในหนองน้ำหนองแสเนี่ย
นาคทั้งหลายเห็นน้ำตก
เห็นนาค เห็น..นาคทั้งหลายเห็นช้างสิ ประทานโทษเถอะ เอ.. วันนี้ทำไมถึงเป็นอย่างนี้พูดเรื่องน้ำออก
แต่น้ำมากเหลือเกิน (หัวเราะ) นาคทั้งหลายเห็นช้างตกลงไป ก็แย่งกันกินช้าง
เอ่อ..นี่นาคแย่งกินช้าง
ระหว่างนาคกับช้างนี่นะท่านนะ มันมีอะไรเกี่ยวพันกันอยู่นะเนี่ย ผมเคยตั้งข้อสงสัยอยู่
เมืองหลวงพระบางนั้น มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากรุงศรีสัตนาคนหุต นาคะนะครับตัวนี้นะแปลว่าล้านช้าง
ศรีสัตนาคนหุตล้านนาคนี่เองแหละ นาคกับช้างเป็นตัวเดียวกัน เป็นชื่อ ๆ
เดียวกัน ถ้าเรียกว่านาค ก็หมายถึงช้างได้
ด้วยเหตุนี้ช้างที่พระเวสสันดรประทานให้แก่พราหมณ์กลิงคราชทั้ง
8 คนที่ไปขอ โดยที่ช้างเชือกนั้นเนี่ย มีคุณสมบัติพิเศษ อยู่ที่ไหนก็จะทำให้เกิดฟ้าฝนอุดมสมบูรณ์
เนี่ยช้างเชือกนั้นชื่อว่า ปัจจัยนาเคน นะท่านนะ ดูดีๆ นะปัจจัยนาเคน
แล้วมิหนำซ้ำกรุงหลวงพระบาง
ก็มีชื่ออีกว่าศรีสัตนาคนหุตล้านช้าง โดยที่ช้างนั้นแปลมาจากคำว่านาคะ
ผมได้ตั้งข้อสงสัยนะท่าน นี่ข้อสงสัยนะท่านนะ กรุณาพิจารณาทักท้วงได้เลยครับ
ผมว่าคำว่านาคกับคำว่าช้างนี่ มันเป็นคำใกล้เคียงกัน ใช้แทนกันได้นะท่านนะ
อาจจะเรียกว่าไวพจน์ได้กระมัง แต่ไม่ต้องเติมเพชรสุพรรณลงไป เพราะนั่นมันเป็นชื่อนักร้องลูกทุ่งคนละคนกัน
ช้างกับนาคเพราะฉะนั้นหล่ะครับ
คำว่าล้านช้าง แล้วมีอยู่ที่หนึ่งล้านช้าง คู่กับล้านช้างคือล้านนาค อ่ะก็นาคล้านตัวน่ะ
นั่นก็ช้างล้านตัว ล้านนาคเรียกนาน ๆ เสียง ค ข้างหลังหายไป กลายเป็นล้านนาจะได้หรือไม่น่ะ
การที่เสียงสะกดกร่อนหายไปนี่
เป็นของธรรมดานะท่านนะ เสียงมากมายเลย ที่ตัวสะกดกร่อนหายไปในภาษาไทยโบราณ
แม้แต่ภาษาใต้ในปัจจุบันเนี่ยเสียงตัวสะกดหายไปก็มาก คำว่ากระดูกก็เป็นคำว่าดูกขึ้นมา
อ้ะ เป็นไปได้นะท่านนะว่า ล้านช้างกับล้านนาคเนี่ย จะเป็นคำ ๆ เดียวกัน
ต่อไปหล่ะ...ต่อมาหล่ะนาคเลยเปลี่ยนเป็นล้านนา อันนี้ความเห็นผมนะท่านนะ
ถ้าท่านนักวิชาการจะทักท้วงก็กรุณาละครับ
ผมก็..ผมก็ชอบฟังน่ะ
คือเราก็คิดอย่างหนึ่งลงไปในอีกสิ่งหนึ่ง ว่ามันจะถูกต้องไหม แต่ถ้าท่านมีการทักท้วงนี่ก็ด
ีเขาไม่ทักท้วงก็แปลว่าเขาไม่สนใจที่เราพูด เราก็ไม่ต้องเสียอกเสียใจอะไร
ก็เป็นอันว่าช้างตกลงไปในหนองแส
นาคช่วยกันกินช้าง เอ้า..ย้อนกลับขึ้นมาอีกแย่งกันกิน นาคตัวหนึ่งจะกินตรงกลางช้าง
ตัวหนึ่งจะกินขาช้าง เท้าช้าง หางช้าง หูช้าง อะไรก็ว่ากันไปเถอะแล้วแต่จะ
จะกินตรงไหนช้าง ก็ช่างมันเถอะ แต่แย่งกันน่ะนะท่านนะ
แย่งกันใหญ่
แย่งกันไปแย่งกันมา เนี่ยเกิดพ่นพิษใส่กัน นาคคงจะโมโหกันมาก พ่นพิษขึ้น
พิษนั้นสูงขึ้นไปจนถึงสวรรค์
อ่ะพิษนาคนี่ก็เหลือเกินน่ะ
เข้าไปสวรรค์นี่คงจะเป็นสวรรค์ชั้นต้น ๆ แหละนะพวกฉกามาพจรเนี่ย คงไม่ถึงสวรรค์ชั้นพรหมหรอก
อาจจะขึ้นไปถึงจาตุมหาราชิก หรือว่าดาวดึงส์ หรือว่าจะเป็น ยามะ ดุสิต
อะไรทำนองนี้แหละ ปรนิมมิตวัสวดี นี่แหละฮะ
ปรากฎว่าที่พ่นพิษขึ้นไปน่ะเทวดาทั้ง
6 ชั้นสวรรค์ ในฉกามาพจร นะ 6 ห้องนะเนี่ย ก็ลงมาห้ามปรามน่ะท่าน มาห้ามปราม
มาเตือนสติให้นาคคิดได้ว่า เคยอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขนะ แหมมาพอมีรางวัล
อ้อ...ไม่ใช่รางวัล ประทานโทษน่ะพอมีช้าง (หัวเราะ) พอมีช้างหล่นลงมา แย่งกันแค่นั้นแหละ
ทำไมถึงได้เกิดทะเลาะกันขึ้นหล่ะ ไม่นึกถึงความสัมพันธ์เก่า ๆ ที่เราเคยมีมาตั้งเป็นหมื่นเป็นแสนปีรึ
นาคทั้งหลายได้ฟังเทวดากล่าวตักเตือน
กล่าวห้ามปราม และก็กล่าวให้เกิดความสงบ รู้จักตัวขึ้นมาเนี่ย นาคก็รู้จักตนอ้ะ
พอนาคทุกตัวรู้สึกตัวขึ้น ขึ้นมาว่า เอ่อ... เราไม่น่าจะแย่งช้างกันกินเลย
คิดเช่นนั้นแล้ว
นาคก็เกิดความละอายใจ จะอยู่ด้วยกันต่อไปก็รู้สึกมองหน้ากันไม่ค่อยจะติด
นาคทั้งหลายก็ปรึกษากันว่า อย่ากระนั้นเลยจำเราจะไปอยู่กันคนละที่ เห็นจะดีเป็นแน่
เมื่อตกลงกันเช่นนั้นแล้ว
นาคตัวหนึ่ง ตัวนี้ขนาดใหญ่มาก ก็โผล่ขึ้นบริเวณภูเขาทางเขตภาคเหนือของไทย
ภูเขาตรงไหนท่านก็ไปดูเอาเองก็แล้วกันเถอะ โผล่ขึ้นมา จากนั้นก็ชำแรกแผ่นดินออกเป็นทางเลยครับ
เลื้อยลงไป....รอยเลื้อยของนาคนั้น ก็คดไปคดมาเหมือนกับรอยเลื้อยของงู
อย่างนั้นนะท่าน
เกิดเป็นรอย..เกิดเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ขึ้น
นาคตัวนี้มีชื่อว่า พิงคโยนกติ ชื่อก็ยาว นาคเนี่ย ไม่ทราบใครไปตั้งให้
ชื่อเพราะซะด้วย ชื่อ พิงคโยนก แม่น้ำที่นาคตัวนี้ได้ชำแรกออกมา จนกระทั่งกลายเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่นั้น
จึงมีชื่อว่า แม่น้ำพิงคโยนกติ
เรียกนาน
ๆ เข้าก็ยาวเกินไปก็เลยตัดชื่อ ก็ธรรมดาครับเหมือนกับพวกเรานี่แหละ อะชื่อจริงก็ชื่อสุชาดาชื่อเล่นว่าสุ
ตัวนี้ก็เหมือนกันแหละครับ พิงคโยนกติ นี่เป็นชื่อจริงตัดเหลือชื่อนิดเดียวชื่อ
พิงคะ เรียก พิงคะ นาน ๆ ก็เบื่อเหลือ พิง เรียก พิง คนล้านนาก็กลายเป็น
ปิง
เสียง
เพอะ กลายเป็นเสียง เปอะ ไงท่านนะครับ พี่เป็นปี้จะอี้น้อ เงี้ยะเพราะฉะนั้นจากพิงก็กลายเป็นปิง
ก็เกิดเป็นแม่น้ำปิงตามชื่อนาคนั้นเอง
นี่ก็เป็นการพยายามหาคำตอบนะครับ
หาคำตอบว่า ทำไมแม่น้ำจึงชื่ออย่างนี้ เขามีวิชาที่เรียนโดยตรงนะท่านนะ
เกี่ยวกับการศึกษาชื่อของสถานที่เนี่ย วิชานี้ภาษาไทยเรียกว่าวิชา ภูมินามวิทยา
มันสังกัดอยู่ในวิชาคติชนวิทยา ถ้าเป็นภาษาอังกฤษเขาก็เรียกว่าวิชา Toponemy
น่ะฮะ Topo ก็แปลว่าสถานที่ Nemy ก็คือ Name นามเนี่ยฮะ เพราะฉะนั้น Toponemy
ก็คือชื่อของสถานที่ นามของสถานที่ ภาษาไทยเรียกว่า ภูมินามวิทยา ก็พยายามหาคำตอบให้ได้ว่าทำไมอย่างสิ่งนั้น
ทำไมสถานที่นั้นจึงชื่ออย่างนั้น ทำไมสถานที่นี้จึงชื่ออย่างนี้ ทำไมภูเขาลูกนั้นจึงชื่ออย่างนั้น
ทำไมแม่น้ำลูกนี้จึงชื่ออย่าง.. เอ้อ..แม่น้ำลูกนี้ไม่มีขอประทานโทษ ทำไมแม่น้ำสายนี้จึงชื่ออย่างนี้
ก็เป็นอันว่าชื่อแม่น้ำปิงก็มาจากชื่อนาค
นี่นาคตัวที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้แหละ ชำแรกขึ้นมา ส่วนนาคอีกตัวหนึ่งชำแรกแผ่นดินไปทางตะวันออกเฉียงเหนือท่าน
ไม่ทราบว่าโผล่มาตรงไหนตัวนี้น่ะ น่าจะไปโผล่แถว ๆ ลำตะคลองมั้งเนี่ย ทางนครราชสีมาติดต่อกับเขตทางสระบุรีและนครนายกนั่นหละครับ
นั่นน่ะที่มีเขื่อนลำตะคลองไงท่าน
เขื่อนเอ่อ..บ่อเกิดก็อยู่ที่เขาใหญ่นั่นแหละ
นาคตัวนั้นก็ชำแรกแผ่นดิน โผล่ขึ้นบริเวณนั้น หรือจะบริเวณอื่นด้วยก็ไม่ทราบนะอันนี้นะ
จากนั้นก็เลื้อยขึ้นมา เลื้อยขึ้นไปจนถึงแม่น้ำโขงเลยครับ นาคตัวนั้นชื่อ
ธนะมูลนาค
ธนะมูลนาค
แหม..ชื่อฟังนะฮะ ธนะ นี่ก็ทรัพย์สมบัติน่ะ เหมือนธนบัตรอย่างนี้แหละท่าน
ธนะมูลนาค มูละ ตัวนี้แปลว่า มรดก ก็ได้ภาษาอีสานเนี่ย มูล แปลว่ามรดกนะท่าน
มูล ม.ม้าสระอู ล.ลิง เนี่ย มูลเนี่ยแปลว่ามรดก
เพราะเป็นคนดั้งเดิมที่มีอยู่
เราจึงเรียกว่า มรดก เพราะฉะนั้นบางทีเนี่ย บรรพบุรุษเขาสิ้นไปแล้วเขามีการแบ่งมูลกันนะ
แบ่งมูลนี่ก็คือการแบ่งมรดก เหมือนกับใครที่เรียนทางด้านโหราศาสตร์ ก็มีคำว่า
มูละ มูละตัวนี้ก็เป็นทรัพย์สมบัตินะท่าน
ธนะมูลนี่ก็แม่น้ำที่มีทรัพย์สมบัตินะ
เอ้าไม่ใช่ธนะมูลแม่น้ำนะ นาคตัวนี้ชื่อว่าธนะมูลนาค เพราะฉะนั้นไอ้ที่ชำแรกแผ่นดินออกเป็นแม่น้ำไปนั้น
จึงชื่อว่า แม่น้ำมูล จริง ๆ คงจะชื่อว่าแม่น้ำธนะมูล เรียกนาน ๆ ก็ตัดคำว่าธนะออกเหลือแม่น้ำมูล
ทำให้คนทั่วไปที่อยู่ภาคกลาง และก็เป็นคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยเข้าใจ ทำไมแม่น้ำนี้จึงชื่ออย่างนี้
ชื่อมูลอย่างเงี้ยะ
เพราะคำว่า
มูล คนก็ไปแปลเอาง่าย ๆ ว่าเป็น อ้า..ของเดิม นะ เป็นของในร่างกาย ที่จะถ่ายออกมาเหมือนกับมูลโค
มูลกระบือ อะไรทำนองนี้ ที่จริงก็อย่างนั้นก็ถูก ถูกอยู่หรอกครับ แต่ที่จริงมูลเนี่ยก็หมายถึง
หมายถึง ทรัพย์สิน มรดกใช้ได้ทั้งนั้นนะ
ธนะมูลนาคก็ก่อให้เกิดแม่น้ำมูล
บางคนไปถามคนอีสานว่า "เจ้าฮู้บ่ล่ะ มูลนี่คื่อจังได๋ว่ะสั้น"
รู้ไหมหล่ะว่ามูลนี่คืออะไร อ่ะ..คนอีสาน เขาบอกว่ามูนน่ะเหรอ มูน ก็พระจันทร์น่ะสิ
เอ้า....ว่าเข้าไปนั่น แม่น้ำมูลก็เป็นแม่น้ำพระจันทร์ ไม่ใช่หรอกนะท่านนะ
คนละเรื่องกันนะท่านนะ
มูลนี้คือแม่น้ำดั้งเดิม
แม่น้ำซึ่งเต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติ พอมีทรัพย์สมบัติมาก ถึงเกิดกรณีของเขื่อนปากมูลเนี่ย
ซึ่งจะเปิดในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2546 นี่จะไปถึงไหนกันก็ไม่รู้ เปิดหลังจากปิด เอ้อ..เปิดแล้วต่อไปจะปิดนะครับ
เปิดให้ปลาไข่มานานก็จะปิดนะเนี่ย ก็ไม่ทราบว่าจะมีอะไรกันอีก นี่ก็แม่น้ำมูล
คราวนี้ก็มีนาคอีกตัวหนึ่ง
บางคนกล่าวเป็นเชิงว่า มันเป็นสองตัว แต่มันเป็นชื่อรวมกันชื่อว่า ชีวังคนาค
ตัวนี้ท่านก็เดาเอาได้ทีเดียวหล่ะครับ ว่าถ้าไม่ก่อให้เกิดน้ำชีซึ่งอยู่ในอีสาน
น้ำชีนี่กำเนิดต่อมาจากน้ำพองนะท่านนะ
ไหลผ่านขอนแก่นเข้าสู่มหาสารคาม จากมหาสารคามเข้าร้อยเอ็ดนั้นแหละครับ
น้ำชีเนี่ยมีวิกฤตการณ์หลายครั้ง เกี่ยวกับโรงงานกระดาษ ซึ่งอยู่บนแม่น้ำที่ปล่อยน้ำเสียลงไป
ทำให้ปลาตายเป็นร้อย ๆ ล้านตัวเลยทีเดียวหล่ะแม่น้ำชีน่ะ
เหตุการณ์อย่างนี้เกิดมาสองครั้งแล้ว
สงสารนาคตัวที่ชื่อ ชีวังคนาคนะ อุตส่าห์ชำแรกแผ่นดิน ตอนหลังแผ่นดินที่ตัวชำแรกแล้วกลายเป็นน้ำเสียซะนี่
นี่คราวนี้ก็มีคนถามแล้ว
ชีวังคนาค เนี่ยเป็นเหตุให้เกิดแม่น้ำวังหรือไม่ แม่น้ำวังเนี่ยหลายท่านที่รู้จักเขื่อนกิ่วลมที่ลำปางก็คงจะพอทราบนะฮะ
นั่นก็เป็นแม่น้ำวังนี่ครับ แม่น้ำวังก็ไหลเข้ามาสู่ เอ่อ... จากผ่านลำปางเข้าสู่จังหวัดตากมาทางยกกระบัดเนี่ย
แถวแม่ระวาสองแคว แม่ระวาเนี่ยมาลงกะน้ำปิงเข้า อยู่เหนือเขื่อนภูมิพลหน่อยหนึ่ง
นะ แม่น้ำวังนะครับ
ก็เลยเป็นอันว่าชีวังคนาคนี่ก่อให้เกิดทั้งน้ำวังและน้ำชีใช่หรือไม่
ก็น่าคิดน่ะ ชื่อคำว่าน้ำวังเนี่ย ฟังดูแล้วเราเข้าใจดีครับ วัง..ท่าวังผา
งี้ คำว่าวังเนี่ย เรารู้เลยว่ามันเป็น อ่า..มันเป็นคุ้งน้ำ คุ้งมีคุ้งน้ำตรงไหน
คุ้งน้ำก็คือน้ำที่มันโค้ง ๆ และค่อนข้างกว้าง และมักจะมีน้ำวน ตรงนั้นด้วยเราให้เรียกว่าวัง
อย่างเช่นของแม่น้ำน่านก็มีหลายที่นะครับ
แถววังกรด วังกร่าง พวกนี้นะฮ่ะ แม่น้ำน่านนะมีวังมีน้ำวนหลายที่ แต่ก่อนแถววังจุฬามณีนี่ก็เป็นวังน้ำนะฮ่ะ
แล้วก็น้ำวนด้วย ผมจำได้ว่าตอนที่ยังไม่สร้างเขื่อนสิริกิตต์เนี่ย ผมเคยพานิสิตรุ่น
2 ของพิษณุโลกเนี่ย มาว่ายข้ามแม่น้ำ แม่น้ำน่านตรงวัดจุฬามณี กำลังว่ายอยู่เพลิน
ๆ น้ำก็ไหลแรงดีสีแดงแป๊ดเลย มีคนแก่คนหนึ่งตะโกนออกมาว่า อย่าไปว่ายแถวนั้น
ตรงนั้นมันน้ำวน มันมีไอ้เข้กบดาน แหม..พอพูดแค่นี้แล้วมือเท้าผมอ่อนหมดเลย
ว่ายเกือบไม่ได้(หัวเราะ) กลัวน้ำจะพัดลงไปแล้ว ตะเข้มันจะกัดเอา กลัวตะเข้ฟันหักกัดคนไม่เข้าอีกต่างหาก
นี่ก็เป็นเรื่องของน้ำวังกับน้ำชี
นี่ท่านก็พอจะทราบแล้วน้ำชีนี่มาจากชีวังคนาคนะท่านนะ ไม่ใช่หมายความว่ามียายชีแกมาพายเรืออะไรทำนองนั้น
ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แต่มาจากชีวังคนาคนี่แหละครับ นี่ก็น้ำ น้ำมูล น้ำปิง
น้ำชี หลายน้ำทีเดียว รวมทั้งน้ำโพเมื่อสักครู่นี้ด้วยนะครับ ก็เรียกว่าได้ใช้เวลาพูดถึงเรื่องนี้
ท่านหาอ่านได้ครับมีคนเขียนเอาไว้อย่างนี้มาก ที่ผมพูดนี่ก็ไม่ได้พูดจากการอ่าน
แต่ก็จำ ๆ เขามาจากชาวบ้าน เขาเล่ากันบ้าง เคยอ่านตั้งแต่เป็นเด็ก ๆ ก็ลืม
ๆ หลง ๆ ที่เล่านี่ก็อาจจะพลาดไปบ้างนะครับ
เรื่องของน้ำปิงน้ำโพนี่ก็แล้ว
แต่น้ำยม โอ..น้ำยมคำเนี่ย ฟังชื่อเพราะทีเดียวนะ น้ำยมนี่ชื่อของพระ..พญายมนะท่านนะ
ไม่ใช่ชื่อต้นมะยม หรือชื่อของผู้ชายที่ชื่อนายยม อะไรไม่ใช่คนละเรื่องกันนะเนี่ย
น้ำยมต้นกำเนิดจริง ๆ อยู่ในอำเภอปงนะครับ จังหวัดพะเยา ตอนนั้นนะ เขาไม่..ในตอนกำเนิดต้นน้ำเขาไม่เรียกว่าน้ำยมหรอกท่าน
เขาเรียกว่าน้ำครวญ และน้ำยมนี่ก็มาเรียกกันเอาตอนเข้าเขตจังหวัดแพร่นี่นะครับ
อ่ะ..เรียกว่าน้ำยมหล่ะ
ก็เป็นแม่น้ำที่ขึ้นเร็วลงเร็วมาก เรียกว่าเป็นแม่น้ำที่ดุร้ายมากสายหนึ่ง
และกำลังจะก่อให้เกิดการสร้างแก่งเสือเต้นขึ้น ได้รึเปล่าก็ไม่ทราบ บริเวณบ้านสเอียก
อำเภอพ้อง จังหวัดแพร่เนี่ย เขาก็มีทั้งฝ่าายสนับสนุนฝ่ายคัดค้าน เพราะถือว่าน้ำยมนั้นก็ก่อให้เกิด
เอ่อ... น้ำท่วมมากมายในเขตทั้งจังหวัดแพร่ ทั้งจังหวัดสุโขทัย อำเภอบางระกำ
พิษณุโลก และจังหวัดพิจิตรนี่นะครับ ถ้าสร้างเขื่อนก็อาจจะมีผลดี หรือถ้าไม่สร้างเขื่อนจะทำยังไง
อันนี้ก็เป็นเทคนิคทางการชลประทานนะครับ ซึ่งผมก็ไม่สันทัดนะครับ ก็ไม่กล้าออกความเห็นอะไรหรอก
แต่ชื่อแม่น้ำยมเนี่ยฟังดูแล้วก็น่ากลัวนะ
พญายม..ด้วยเหตุนี้จึงมีคำพูดเสมอว่า คนที่อยู่ริมฝั่งยมทั้งสองด้านนั้นค่อนข้างจะ
อะ..นิสัยมุทะลุ ดุนะ ใช้คำว่าดุ ถ้าทางเหนือ เรียกว่าสวก เปิ้นสวกขนาด
แปลว่าดุมากทีเดียวหล่ะ คนทางนั้นนะฮะดุ ก็จริง ๆ นะครับ สมัยก่อนเนี่ยเขาก็ลือกันหนักกันหนาว่า
คนเมืองแพร่นี่นะเขาเป็นคนรักถิ่นรักฐานนะ ใครไปพูดอะไรเขาเข้าเนี่ยเขาโกรธนะ
เขาดุนะ อะไรทำนองนั้นนะ
จนกระทั่งจาก
เนี่ยน้ำยมก็ไหลผ่านมาทาง อำเภอวังชิ้น อำเภอลอง อำเภอวังชิ้นเข้าสู่อำเภอศรีสัชนาลัยของสุโขทัย
จากศรีสัชนาลัยก็ไหลไปสู่สวรรคโลก ศรีสำโรง อำเภอเมือง อำเภอกงไกรลาส เป็นที่เลื่องลือกันเสมอว่าริมฝั่งแม่น้ำยมนั้นคนดุ
หลายคนก็บอกว่าคนสุโขทัยเนี่ยเขาดุ
ความจริงก็เป็นเพราะว่าเขารักสถานที่ และไม่ชอบให้คนแปลกหน้าเข้าไปทำอะไรมิดีมิร้าย
ทำมิดีน่ะนะ ถ้าทำมิร้ายก็คงไม่ว่าหรอก ไปทำในถิ่นเขาเขาก็เล่นงานเอาทำนองนี้
ก็เลยมีข่าวว่าเขาดุ ความจริงเขาเป็นคนใจดี แต่คนสุโขทัยเองเขาก็แบ่งเขตของเขานะ
ว่าดุก็ดุเป็นที่ ๆ บางที่ก็่น่าอยู่ เช่นเขามีคำขวัญว่า อยากร่ำรวยให้อยู่สวรรคโลก
นี่อำเภอสวรรคโลกหรือวังไม้ขอนเนี่ย เดิมชื่อว่าวังไม้ขอนนะครับ อยากมีโชคให้อยู่ศรีสำโรง
ก็อยู่ไปเถอะแถวศรีสำโรงจะอยู่บริเวณอ่า..คลองโป่งหรือว่าอ่า..เกาะตาเลี้ยงหรือจะเป็นคลองตาลอะไรก็ว่ากันไป
นั่นถ้ามีโชคจะมีโชคนะถ้าอยู่ศรีสำโรงนะ จะไปอยู่แถวโคกกระทือก็ยังมีโชคเลยนะเนี่ย
บ้านไร่นี่นะครับ ศรีสำโรงเนี่ยฮะคนดุทีเดียวแถวนี้
อยากร่ำรวยให้อยู่สวรรคโลก
อยากมีโชคให้อยู่ศรีสำโรง มีอีกหลายคำ แล้วไปจบลงคำว่าถ้าอยาก ประทานโทษนะครับ
ถ้าอยากฉิบหายตายโหงให้อยู่กงไกรลาส ว่าไปนั่น(หัวเราะ) ไม่น่าเชื่อเลยว่า
ทำไมถึงไปอยู่กงไกรลาสแล้วจะเป็นได้ถึงขนาดนั้น กงไกรลาสนี่แหม..เขาทำขนมอร่อยนะท่านนะ
ทองพลับ ทองม้วนอะไรเนี่ยมีชื่อเสียงมากเลย ทำน้ำยาก็อร่อยด้วย นี่อีกหน่อยน้ำขึ้น
พอน้ำลงแค่นั้นแหละ อู๋..การจับปลาของกงไกรลาสเนี่ยนับว่าวิเศษมากเลย ปลาเนื้ออ่อนนะ
พวกปลาแดง ปลาชะโอน ปลาสลุมพรเนี่ยเต็มไปหมด เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์นะ
แต่ทำไมไปเที่ยวว่าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ทราบ
แล้วหลังจากนั้น จากที่เข้ากงไกรลาสแล้ว น้ำยมก็ไหลลงสู่ อำเภอบางระกำเนี่ยนะ
ชื่อเนี่ยระกำนี่ ไปถามเถอะคนบางระกำเขาบอกว่าเป็นชื่อต้นไม้ เขาจะชี้ให้ดูด้วยนะ
ไม่ใช่ต้นระกำที่เราเคยเห็นของภาคกลาง ที่เอาลูกระกำมากิน อะไรไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ
ระกำเนี่ยเป็นไม้อีกชนิดหนึ่งนะท่านนะ โอ..ไม่ทราบว่าจะอธิบายได้อย่างไร
วันหลังต้องเราจะต้องเอาออกทีวีสักที แล้วต้นระกำเนี่ยเพราะอยู่บางระกำ
ไม่ได้หมายว่าคนแถวนั้นเป็นคนระกำช้ำใจไม่ใช่อย่างนั้น
พอดีผมก็เคยกราบเรียนมาทางรายการวรรณกรรมสองแควแล้ว
ว่าชื่อของสถานที่ในพิษณุโลกนั้น ก็มีชื่อบางระกำก็มี ทุ่งโศกาก็มี ที่วัดโบสถ์ก็มีท้อแท้
วัดโบสถ์ท้อแท้ บ้านสอักพวกนี้ หลายคนฟังดูบอกว่า อุ๊ย..ดูทำไมมันน่ากลัว
ไม่ใช่น่ากลัวหรอก เขาตั้งชื่อให้มันน่ากลัว ตั้งชื่อให้น่ากลัวทั้ง ๆ
ที่สถานที่อยู่นั้นมันเป็นที่ดี ที่ดี ๆ ตั้งชื่อให้น่ากลัวเนี่ยก็ดีนะท่านนะ
ไม่เหมือนที่ ๆ ไม่ค่อยจะดี แต่ตั้งชื่อให้มันเพราะ มันก็ดีอีกเหมือนกันนั้นแหละท่าน
ก็อย่างเช่นที่หนองแสงของจังหวัดมหาสารคามนั่นไง
โดยหนองแสงนะเต็มไปด้วยเชื้อบิดนะ สมัยก่อนเชื้อบิดแบบที่เป็นเชื้อบิดเกิดจากสัตว์นะท่าน
ไม่ใช่บิดกะจะเกิดจากพืชนะ บิดเกิดจากพืชนะมันเกิดจากเชื้อ บาซิลลัส ดิสเซนเทอร์รี่
เขาจึงเรียกบิดว่าพวก "ดิสเซนเทอร์เรีย" ไง แต่ว่าบิดที่หนองแสงนั้นไม่ใช่
มันเป็นบิดจากเชื้อสัตว์นะท่าน เกิดจากเชื้ออะมีบาที่มีชื่อว่า "เอ็นตะมิบา
ฮิสโตริติคา " อันนั้นหล่ะสำคัญเลยนะ คนทางโน้นเขารู้นะ ถ้าเป็นบิดประเภทนี้เข้าก็
อาการเหมือนบิดนั้นแหละแต่มีไข้ด้วย เขาเรียกว่าบิดมีตัวไงท่าน ไม่ใช่บิดตะกรูดนะนั่นพวกขี้เกียจ
บิดมีไข้อันนี้รักษายาวทีเดียว สมัยก่อนแพทย์เขาใช้ยาพวกอเมตินฉีดนะถึงจะหาย
แต่ปัจจุบันเนี่ยนะ
คนทางโน้นเขาบอกว่า
ถ้าแม้นว่าเป็นบิดมีไข้เนี่ยให้ไปเด็ดยอดสะแก ต้นสะแกนี่ท่านลองไปศึกษานะว่าเป็นยังไง
ผมอธิบายไม่ได้แต่สะแกทางพิษณุโลกก็มีมาก เด็ดยอดสะแกจำนวนเจ็ดยอดนี่บอกโดส
เอาไว้เลย ( หัวเราะ) บอกพิกัดยาเอาไว้ จำนวนเจ็ดยอด ให้เด็ดในวันอังคารตอนเช้า
เด็ดวันอื่นไม่ได้ต้องเด็ดวันอังคารตอนเช้า ยิ่งตอนนี้ดาวอังคารกำลังมีสีแป๊ดเลยห่างจากโลกแค่
ห้าสิบห้า ห้าสิบห้าล้าน ล้านอะไรก็ไม่ทราบไมล์หรือกิโลเมตรก็จำไม่ได้แล้ว
นั่นนะไปเด็ดในตอนเช้าวันอังคาร เอามากิน ๆ ยอด แค่นั้นรับรองเลยว่า บิดมีตัวหรือบิดจากเชื้อสัตว์เอนตมีบา
ฮิสโตริติก้านี่ก็จะหายไป นั่นเขาก็ว่าอย่างนั้น
ก็คนก็กลัวนะ บ้านหนองแสงเลยเปลี่ยนชื่อให้เพราะเสียว่า อำเภอวาปีปทุม
อ้า วาปี แปลว่า หนองน้ำ ปทุม ก็แปลว่า บัว วาปีปทุมก็คือ หนองน้ำอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยบัว
ฟังดูแล้วสวยงามน่าไปอยู่ทีเดียวนะท่าน ตั้งชื่ออย่างนี้ดี ทางอีสานนี่ก็ตั้งชื่อเพราะ
ๆ กันเยอะเลยนะท่าน อำเภอกมลาสัย นี่ก็ชื่อเพราะนะท่านนะ อำเภอพยัคฆภูมินิสัย
นี่ก็ชื่อเพราะทีเดียวละ อำเภอจตุรภัทรพิมาน อันนี้อยู่จังหวัดร้อยเอ็ดนะท่าน
ถ้าหากว่าเมื่อที่นี่ วาปีปทุม มหาสารคาม โกสุมพิสัยนั่นก็มหาสารคาม พยัคฆภูมินิสัยก็มหาสารคาม
แต่ถ้ากมลาสัยนั่นกาฬสินธุ์นะท่านนะ กุฉินารายณ์อันนี้ก็กาฬสินธุ์ จตุรภัทรพิมานนี่ร้อยเอ็ดนะท่าน
ชื่อเพราะทั้งนั้นเลย
อำเภอทางนี้
ก็ต่างจากชื่ออำเภอของทางล้านนา ซึ่งเขาเคยขอเปลี่ยนแต่ก็มีคนคัดค้านไม่ให้เปลี่ยน
อยากจะรักษาคำเดิม เช่น อำเภอฮอด อำเภออุ้มผาง อำเภอฮอดนี่ก็เชียงใหม่
อุ้มผางนี่ก็ตากนะท่านนะ หรืออำเภออะไรนะอำเภอลี้นี่ก็จังหวัดลำพูน อำเภอสบปราบ
จังหวัดลำปาง อำเภอเถินพวกนี้ไม่มีการเปลี่ยนชื่อ อำเภอแม่อายไง จังหวัดเชียงใหม่ก็ไม่ได้เปลี่ยนนะครับ
แต่ทางอีสานเขาเปลี่ยนอำเภอวานรนรีวาด อำเภออะไรก็ว่าไปให้เพราะ ๆ ก็แล้วกัน
ถ้าทางใต้ก็ไม่เปลี่ยน
ทางใต้ชื่ออำเภอก็ฟังยากนะ อำเภอสะหวีอย่างเงี้ยนะฮะ มันคล้าย ๆ จะเป็นภาษาชองนะท่านนะ
ภาษาชองนั้นเป็นภาษาถิ่นเขมร เช่นคำว่าตราด เช่นคำว่า ระยอง พวกนี้เป็นภาษาชองนะ
นี่ถ้าผมพูดผิดท่านที่มาทางสายภาษาก็กรุณาทักท้วง คนอายุหกสิบบางทีก็พูดอะไรหลง
ๆ ไปเหมือนกันละท่าน
นี่ก็เป็นการพูดถึงชื่อ
ชื่อของแม่น้ำและเลยออกมาเป็นชื่อต่าง ๆ ยืดยาวกันออกมา นี่ก็อยู่วิชาที่เรียกว่าโทโปนิมีนะท่านนะ
ภูมินามวิทยานั่นเองแหละ
อันนี้ก็ที่รับโทรศัพท์เอาไว้ ก็มีอีกท่านนึงที่ได้ถามมาในเรื่องของสูตรยา
ที่มีคำว่า น้ำ นำหน้า คือเขาเขียนไว้ในสมุดไทย สมุดข่อยว่า ยาประเภทนี้จะใช้ได้ทั้งกินและทา
เขาเขียนอย่างนั้น เขาถามว่ามันหมายถึงอะไร เพราะเขียนว่า "...น้ำตาลิง
น้ำพิงกระได กินกระได ทากะได..."
ที่เขาเขียนไว้อย่างนี้นี่นะครับ
เขาเขียนแล้วเขาก็อ่านเนี่ย อ่านแบบโบราณนะท่านนะ โบราณนั้นไม่ต้องเขียนชัด
แต่เขาสามารถอ่านได้ เพราะพยายามจะเขียนให้มันเป็นที่เข้าใจกันนะ คือเขียนอย่างนั้นแหละ
แต่อ่านอีกอย่างหนึ่งได้ แล้ววรรณยุกต์เขาก็ไม่ค่อยจะต้องใส่มากเท่าไหร่หรอก
เพราะว่าภาษาไทยเป็นภาษามีเสียงอยู่แล้ว เอ่อ ไอ้ใส่วรรณยุกต์เข้าไปนี่
ไม่ใช่แปลว่าเสียงจะต้องเป็นเสียงนั้น
สำหรับคนชนบทนะ
บางทีมันคนละเสียงนะท่าน นี่ก่อนจะอธิบายน้ำตาลิง ผมขอความ เอ่อ จะขอพูดถึงเรื่องของเสียงวรรณยุกต์
กับรูปวรรณยุกต์นะท่าน บางทีมันสับสนกัน ผมยกตัวอย่าง โรงเรียนประถมบางแห่งในจังหวัดพิษณุโลกเนี่ย
แถว ๆ มหาวิทยาลัยนเรศวรเนี่ยนะครับ เกิดเรื่องมาเหมือนกันแหละ คุณครูภาษาไทยท่านเขียนบนกระดานดำ
สระไอไม้มลาย ก.ไก่ ไม้เอกนะฮะ อ่านว่าอะไร ให้เด็กอ่าน แล้วก็ถามเด็กว่า
เสียงวรรณยุกต์อะไร
สระไอไม้มลาย
ก.ไก่ ไม้เอก ที่ภาคกลางอ่านว่า "ไก่" เนี่ยแหละ คุณครูเขาก็ถามเด็กว่า
วรรณยุกต์อะไรเอ่ย เสียงวรรณยุกต์ว่าอะไร เด็กก็ตอบอย่างภูมิใจว่า เสียงจั๊ต-ตา-วา
แค่นั้นแหละคุณครูก็โกรธ เอาใหม่ ตอบใหม่ ช่วยกันตอบทั้งห้องเลยทั้งชั้นเรียน
เด็กทุกคนตอบเหมือนกันหมดว่า เสียงจั๊ต-ตา-วา
ครูก็ถามมัน
จัตวาได้อย่างไง สระไอ ก.ไก่ ไม้เอก อ่านว่า ไก่ อ่านว่า ไก่ ไหนไก่มันเสียงอะไร
เด็กก็ตอบจั๊ต-ตา-วา ครูโกรธมากหาว่าเด็กออกเสียงพลาด จึงตอบมาพลาด ความจริงถ้าให้เด็กออกเสียงคำว่า
ไก่ นะนี่นะ ผมไม่เอาอื่นไกล เอาแค่บ้านยางนี่ก็ได้ บ้านยางอยู่ในตำบลท่าโพธิ์
นี่แหละบ้านยางเอนนี่แหล่ะ เด็กออกเสียง ไก่ ว่า ไก๋ นะท่านนะ เพราะฉะนั้นมีไก่ตัวหนึ่ง
ก็เป็นมีไก๋ตัวหนึ๋ง อย่างนี้นะฮะ ก็เด็กเขาก็ออกเสียงถูกแล้ว ไก๋นี่ต้องเป็นเสียงจัตวา
ถึงแม้จะเอาไม้เอกใส่ลงไป แต่มันออกเป็นจัตวานะท่านนะ
เนี่ยโบราณเนี่ยมีคำอย่างนี้มากมายเลยทีเดียวครับ
คืออาจจะใส่เสียงหนึ่งแต่ออกอีกเสียงหนึ่ง คราวนี้จะออกเสียงไหนนี่เราไม่ทราบ
เพราะว่าเราไม่ได้ทันฟังเสียงในสมัยนั้น
ด้วยเหตุนี้
"น้ำตาลิง น้ำพิงกะได กินกะได ทากะได" ที่ท่านถามผมมาเนี่ยนะครับ
ผมเคยทราบจากผู้ใหญ่ว่าน้ำตาลิงนั้น ไม่ใช่ไปทำให้ลิงร้องไห้ แล้วไปเอาน้ำตามาเป็นยา
ไม่ใช่อย่างนั้น น้ำตาลิงคือ "น้ำตำลึง"
น้ำตำลึงที่จะคั้นเอาจากลูกตำลึง
หรือจะคั้นจากยอดตำลึงก็ตามทีเถอะ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า ผักชนิดนี้มีประโยชน์ขนาดไหน
ตำลึงเนี่ยสี่บาทเลยนะท่านนะ สี่บาทเนี่ยคนได้ยินว่าสี่บาทน่ะ ตะลึงหนึ่งครั้งเลย
น้ำตำลึงนั่นนะ
น้ำพิงกะได ก็น้ำผึ้งก็ได้ ถ้าไม่มีน้ำตำลึงก็เอาน้ำผึ้งก็ได้ ถามว่าเอามาทำไมล่ะ
เอามาผสมกับยาเข้า แล้วก็กินกระได ก็หมายความว่า กินก็ได้ กะได ก็แปลว่า
ก็ได้ นะครับ
ไดเนี่ยได
ที่ภาษาเขมรแปลว่า มือเนี่ยนะ อันนี้ท่านอย่าไปปนกับพวกทำรถยนต์ที่บอกว่า
บันได แปลว่า นะคนละอันนะ อันนั้นน่ะ ไดเนี่ยภาษาเขมรแปลว่ามืออย่างงี้
ถ้าทางภาคใต้ ทุกไดบ้าน อันนี้แปลว่า ทุกหัวกะไดบ้าน ก็คือทุกบ้านทุกไดบ้านมีต้นตอ
(หัวเราะ) ก็ทุกบ้านปลูกสะตอกันทั้งสิ้น ใต้เรียกสะตอว่า ตอ
เนี่ยฉะนั้นพิงกะได
น้ำพิงกะได ก็คือน้ำผึ้งก็ได้ กินก็ได้ กินกะได กินก็ได้ ทากะได ทาก็ได้
เพราะฉะนั้นสูตรยาก็คือ มียาแล้วก็เอาน้ำตำลิงนะ ขอโทษน้ำตำลึง ผมเลยเป็นตามเขาไปด้วย
น้ำตำลึง หรือน้ำผึ้ง ก็ได้ เอามาผสมกับยา กินก็ได้ ทาก็ได้ ได้ทั้งกินทั้งทา
เนี่ยน่าดูเลยทีเดียว ก็จะหายจากโรค
อันนี้ก็ไม่ทราบว่า
เป็นโรคอะไรนะครับ ยาพวกนี้นั้น พอต่อมาเนี่ยคนจะ อะไรล่ะ คนจะไปนิยมยาทางตะวันตกนะฮะ
เพราะการแพทย์แผนตะวันตก เภสัชกรรมเข้ามา คนก็ไปนิยมทางนั้นเยอะ ไอ้พวกนี้
น้ำผึ้ง น้ำอะไรเนี่ย ก็ค่อย ๆ หมดบทบาท แต่เดี๋ยวนี้วงการแพทย์ทางการผ่าตัดเขาก็ค้นคว้านะครับว่า
น้ำผึ้งเนี่ยเขานำมาใช้ในการผ่าตัดด้วยนะ
เนี่ยถ้าผมพูดอย่างนี้นะครับ
ท่านที่มาทางสายแพทย์ก็กรุณาเตือนผมด้วยถ้าพูดผิด แต่ผมได้ฟังวิทยุเขาว่าอย่างนั้นจริง
ๆ นะ แล้วก็เคยอ่านหนังสือพิมพ์ด้วย
เขาว่า น้ำผึ้งนำเข้ามาใช้ในกิจการของการผ่าตัดได้ดีทีเดียวหล่ะ
ก็เป็นธรรมดาล่ะน้ำผึ้งนั้น
แม้แต่คัมภีร์อัลกุรอานก็กล่าวไว้ว่า มีประโยชน์มากมายเลย
สมัยก่อนเนี่ย
เขาตัดหัวกันมาแช่น้ำผึ้งนะท่าน เพื่อไม่ให้เน่านะท่านนะ ท่านลองอ่านดูในราชาธิราชสิครับ
มีเรื่องอย่างนี้เลย ตัดเอาศีรษะมาของข้าศึก แล้วก็แช่น้ำผึ้ง นำไปถวายพระเจ้าแผ่นดินอย่างงี้นะท่าน
เพื่อให้รู้ว่าเป็นหลักฐานว่าได้ตัดหัวข้าศึกมาแล้ว
น้ำผึ้งเนี่ยปัจจุบันน้ำผึ้งก็เคยได้จากผึ้งซึ่งทำรัง
เริ่มหาน้ำหวานในเดือนสาม เดือนสามก็ประมาณกุมภา มาพอถึงเดือนห้าสร้างรังเต็มที่เลย
เขาก็ไปตีผึ้งในเดือนห้า
น้ำผึ้งที่มีชื่อเสียงมากก็คือ
น้ำผึ้งจากเขาหลวง อำเภอคีรีมาส สุโขทัย เพราะอะไร เพราะในเดือนสามนั้นว่านออกดอก
ว่านของเขาหลวงมีอยู่เป็นร้อยชนิดเลยท่าน ออกดอกกลิ่นหอมไปทั้งภูเขา มีด้านล่างนะด้านบนไม่ค่อยมีหรอก
บริเวณ อ้า ป่าสวนลุ่มนั่นน่ะ ว่านออกดอกมาก ผึ้งก็ไปเอาเกสรว่านพวกนี้มาทำรัง
เพราะฉะนั้นน้ำผึ้งที่ได้ในเดือนห้าเขาหลวง คีรีมาส สุโขทัยเนี่ย จึงเป็นน้ำผึ้งดอกว่าน
ผมเคยตั้งข้อสังเกตว่าน้ำผึ้งของคีรีมาสนั้นบางทีมีรสขมนะ
ก็เคยถามชาวบ้าน มีชาวบ้านคนหนึ่งชื่อ อาจารย์เกิน ชัยเชิงชล ชาวบ้านเขาเรียกครูเกินเนี่ย
ครูเกินก็ตอบว่าที่มีรสขมเพราะมันเป็น มันทำมาจากเกสรของดอกมะลื่น
มะลื่นเนี่ยเป็นภาษาทางคีรีมาส
สุโขทัย ถ้าภาษาทางเหนือเรียกว่า บ่มื่น แต่ถ้าภาคกลางจริง ๆ เรียกต้นกระบกตัวเดียวกัน
กระบก หรือมะลื่นหรือบ่มื่นของเหนือเนี่ยนะฮะ นั่นล่ะครับถ้าผึ้งไปเอาดอกมะลื่นเนี่ย
ดอกบ่มื่นหรือดอกกระบกเนี่ย มาทำเป็นน้ำผึ้ งน้ำผึ้งจะมีรสขม
อ้าเนี่ย
เข้าท่านะ น้ำผึ้งขมเนี่ย ฟังดูแล้วก็คงจะเป็นยา เพราะถ้าหากหวานเป็นลมขมเป็นยา
นี่น้ำผึ้งสุโขทัยจากคีรีมาสเนี่ย ในเดือนห้าจากเขาหลวงจึงเป็นน้ำผึ้งชั้นยอดที่สุดนะครับ
เรียกว่าสรรพคุณสูงก็แล้วกัน
น้ำผึ้งเนี่ยเดี๋ยวนี้ใช้เอาไปทำเป็นเครื่องสำอางก็มี
เป็นยาอายุวัฒนะก็มี แล้วแต่จะนำไปใช้ แรก ๆ จริง ๆ ผึ้งใช้แค่นั้นแหล่ะ
ต่อไปก็เปลี่ยนแปลงไปให้คนใช้ นี่ก็นับเป็นอนิจจังของน้ำผึ้งนะท่านนะ
ที่จริงก็ไม่อนิจจังอะไรหรอก
ไม่เหมือนอนิจจังของส้มตำ นี่ก็ไปพูดถึงอนิจจังของส้มตำเนี่ย ต้องพูดให้จบเสียแล้วอย่างนี้
ไม่งั้นเดี๋ยวท่านจะงง
ส้มตำจริง
ๆ เนี่ย กำเนิดของส้มตำหรือส้มตำฉบับออริจินอลเนี่ยนะ ส้มตำเนี่ย ประทานโทษไปใช้ภาษาอะไรก็ไม่ทราบเนี่ย
ส้มตำแท้ ๆ เนี่ยเกิดในอีสานนะท่านนะ ตอนที่เกิดใหม่ๆ อ้า ทำไม่ยากหรอกครับ
เอากระเทียมไม่ต้องปลอกเปลือกหรอก เอาสักกลีบสองกลีบ ใส่ลงไปในครก มีพริกแห้งด้วยซ้ำ
พริกขี้หนูแห้งเนี่ย หลายคนเวลาจะกินนับพริกเท่าอายุ เอาเกลือใส่เข้าไปหน่อยนึง
โขลกกับกระเทียม โขลกเสร็จก็เอามะละกอหรือบักหุ่งนี่ที่สับเป็นเส้น ๆ ไม่ต้องประณีตหรอกใส่ลงไป
โขลกเข้าให้มันนิ่ม ๆ สักหน่อย จากนั้นปรุงรสเค็มโดยใช้น้ำปลาแดก แล้วก็ปรุงเปรี้ยวด้วยมะกอกทั้งลูก
มะกอกสุกโขลกลงไปทำให้ตำบักหุ่งนั้นเป็นสีดำ ๆ แค่นั้นหล่ะครับ เอามากินได้เลย
ชูรสก็เติมด้วยอะไรหล่ะฮะ ชูรสด้วยของมันเองด้วยรสเผ็ด ถ้ารสมันเผ็ดแล้วก็ไม่ต้องใช้ผงชูรสหรอกท่าน
มันเผ็ดเองแล้วก็อร่อย มันอาจจะเผ็ดมากจนไม่ทราบหรอกว่าอร่อยหรือไม่อร่อย
ก็กลายเป็นอร่อยไปเลย
นั้นหล่ะครับส้มตำฉบับเดิม
"ออริจินอลส้มตำ" นั้นเป็นแบบนั้นตำบักหุ่ง ต่อมาส้มตำก็มีอนิจจัง
พอผ่านไปทางโคราช นครราชสีมา ก็ใส่ขิงเข้าไปด้วย ส้มตำขึ้นมาถึงเชียงใหม่
นี่ใส่กะปิด้วย บางทีมีตะไคร้ใส่เข้าไปอีกนิดด้วยก็มี
จากนั้นก็เกิดส้มตำปู
ส้มตำปลาร้า ปลาร้าเนี่ยภาคกลาง ภาคอีสานเขาปลาแดกอยู่แล้ว ถึงสมุทรปราการเขาก็มีส้มตำกั้งดอง
อาแฮะ แทนที่จะใส่ปูดองก็ใส่กั้งดอง
พอไปต่างประเทศ
มันหามะละกอลำบาก ก็ใช้กะหล่ำปลีแทน แทนที่จะโขลกก็เอาไปคลุกกันแทน แล้วก็เอากุ้งแห้งใส่เข้าไปด้วย
บางทีก็เอาแครอทใส่เข้าไป เดี่ยวนี้ก็มีส้มตำใส่แอปเปิ้ลด้วย ใส่ฝรั่งด้วยเป็นส้มตำผลไม้
ก็เป็นอนิจจังของส้มตำนะ
"อนิจจัง" ในที่นี้ก็แปลว่า "พัฒนา" นะท่านนะ อนิจจังหลายคนก็แปลภาษาอังกฤษว่า
"dynamic" ซึ่งพอมาแปล กลับเป็นภาษาไทยว่า "พลวัต"
ไดนามิคก็เคลื่อนที่อยู่เสมอนั่นนะ ก็แปลว่าพลวัตที่จริงก็คือ อนิจจัง
บางคนก็แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า
"changable" แปลว่า "เปลี่ยนได้" เปลี่ยนได้เนี่ย
เปลี่ยนได้หลายอย่างนะท่าน เวลาเราจะดูอะไรเนี่ย จะศึกษาคำแต่ละคำ บางครั้งเราก็ต้องศึกษาตามแนวของพระพุทธศาสนา
ซึ่งจะมองอะไร มองคำ มองความประพฤติ มองอะไรมองสามแง่ทั้งสิ้น
พระพุทธศาสนาสอนให้เรามองสิ่งต่าง
ๆ สามแง่นะครับ สามแง่นี้ไปปรากฎในเวลาที่เขาสวดศพไงท่าน สวดพระอภิธรรมงานศพนะ
ท่านก็ไป พระท่านก็สวดเพราะนะ เริ่มต้นนะ ...กุศลา ธรรมา... นี่ก็แปลว่า
"ของดี ๆ ก็มี" ที่นี่แปลตามใจนะ ไม่ได้แปลตามอรรถนะ ...อกุศลา
ธรรมา... "ของไม่ดีก็มี" ...อภยา กตา ธรรมา... "ของไม่ดีไม่เลวเป็นอย่างกลาง
ๆ ก็มี"
เพราะฉะนั้น
เวลาดูอะไรดูสามอย่างคือมี ดี เลว กลาง มองคำว่าอนิจจัง ก็มองสามอย่างเช่นเดียวกัน
มองอนิจจังในแง่ดี อนิจจังในแง่ดีก็คือ "พัฒนาได้" เพราะชีวิตเราเป็นอนิจจัง
พัฒนาได้เคยตื่นสาย ก็ตื่นเช้าได้ เคยเป็นคนโมโหง่าย ก็กลายเป็นคนใจดีได้
อะไรทำนองเนี้ยพัฒนาได้ ฝรั่งเขาชอบมากนะหลักอนิจจังเนี่ย ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ
แต่เขาไปถือเลยว่า การบริหารต้องยึดหลักของการอนิจจัง
นี่ก็ว่าอนิจจังของส้มตำแล้ว
ก็ออกไปไกลเลยเนี่ย ก็มาจากตรงน้ำผึ้งเนี่ยนะครับ น้ำผึ้งนั้นก็มาจาก น้ำตาลิง
น้ำพิงกะได กินกะได ทากะไดเนี่ยนะท่าน นี่ก็ว่ากันไปหลายน้ำแล้ว อุ้ย
ประทานโทษ พูดถึงชื่อน้ำหลายน้ำแล้ว ถ้าไม่พูดถึงว่า "จะไปได้สักกี่น้ำเจ้าคนนี้"
ไอ้สักกี่น้ำเนี่ย
เป็นคำพูดถึงการต่อสู้นะท่านนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตีไก่นะท่านนะ ตีไก่น่ะ
เขาเรียกว่าน้ำนะ ไม่เหมือนมวย มวยเรียกว่า ยก
วีธีตีไก่นั้นแต่ก่อนเนี่ย
เขาเอากะลานะเจาะ ลอยไว้พอกะลาจมปั๊บก็จบหนึ่งน้ำ นั่นวิธีการ นั่นอ้าหมดหนึ่งยกแล้วอย่างนี้นะฮะ
จะไปสักกี่น้ำหมายความว่า จะตีได้สักกี่น้ำก็ไปเสียแล้ว นั่นก็เป็นคำพูดเกี่ยวกับการชนไก่นั่นนะ
ก็พูดไปหลายเรื่องก็เกือบจะหมดเวลา
ยังเหลืออีกถ้าพูดเรื่องน้ำยังอีกหลายครั้ง คงยังไม่หมดกระมังท่าน ท่านอาจจะเบื่อก็ได้
ท่านอย่าไปเบื่อนะเรื่องน้ำเป็นเรื่องสำคัญ น้ำหนักไง
น้ำหนัก
น้ำหนักมาก บางคนไม่น้ำหนักมากธรรมดา ยังอ้วนอีกด้วยนะ อ้วนเสร็จต้องไปซื้อยาลดความอ้วนมากินนะ
มันมีวรรณกรรมเรื่องนึง เรื่องของชายสองคนน้ำหนักตั้งร้อยสิบห้ากิโลทั้งคู่เลย
ร้อยสิบห้ากิโลกรัมเนี่ย
ชายคนหนึ่งก็ไปหาหมอ
หมอก็ได้ให้ยาลดความอ้วนเขามากิน ชายคนนี้กินยาไปประมาณเดือนเดียวเท่านั้นหล่ะท่าน
น้ำหนักจากร้อยสิบห้ากิโลกรัมลงมาเหลือเพียงเจ็ดสิบท่าน มันลงมาได้ยังไงก็ไม่รู้
ก็ไปถามว่าทำไมน้ำหนักลงมาขนาดนี้ ชายคนนี้ก็บอกเลยว่า หมอให้ยามากินวันละเม็ดเดียวเท่านั้นหล่ะ
หลังจากกินอาหารเย็นแล้วก็กิน แกก็บอกว่า โอโฮ้ พอกินแค่นั้นนะหลับเลย
โดยปกติยา
ยาเกี่ยวกับไอ้ลดความอ้วนมันมีแอมเฟตามีนนะมันไม่น่าจะหลับเนอะ อันนี้กินเข้าไปแล้วเห็นว่าหลับ
หลับเสร็จไม่พอฝันท่าน ฝันว่าได้ไปที่ชายหาดของเกาะแห่งหนึ่ง สวยน้ำทะเลนี่ใสแจ๋วเลย
มีผู้หญิงชาวเกาะนุ่งน้อยห่มน้อยสวยทุกนางเลย วิ่งไล่ปล้ำแกครับ แกก็วิ่งหนี
ไม่รู้จะทำอย่างไรกับผู้หญิงพวกนี้ดี ปล้ำแกแล้วปล้ำแกอีก เหนื่อยเหงื่อแตกทั้งคืนเลย
นี่แหละเดือนเดียวลดลงได้
ชายอีกคนนึงดีใจ
อุ้ย เอามั่ง วิ่งไปหาหมอคนเดียวกันเอายามากิน น้ำหนักร้อยสิบห้า ลดลงมาเหลือเจ็ดสิบเหมือนกันแหละครับ
แต่ไอ้การลดลงต่างกัน คนนี้บอกว่าพอกินยาเข้าไปแล้ว โอ้พ่อเจ้าประคุณเอ๋ย
ฝันว่าไปอยู่เกาะแห่งนึง อากาศร้อน น้ำทะเลขุ่น น่ากลัวมาก มีชาวเกาะ ชายชาวเกาะรูปร่างกำยำ
ถือหอกไล่แทงแกฮะ ทุบตี แกก็หนีตัวสั่นงันงก เหงื่อแตกทั้งคืน เลยผอมเหมือนกัน
ลดลงเหลือเจ็ดสิบกิโล เหตุที่แตกต่างกันเช่นนี้เพราะว่า
คนแรกซื้อยาด้วยเงินสด คนสองเงินผ่อนครับ
วันนี้ก็หมดเวลาพอดีผม
นายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังครับ พบกันในสัปดาห์ ครับผม