วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 73 เรื่อง วัยรุ่น : ในวรรณกรรมขุนช้างขุนแผน
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2546 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

     สวัสดีครับ ท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแคว มาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่งครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการ

     ความจริงแล้ววันนี้จะต่อเรื่องจากศิลาจารึกนะครับ แต่ก็เผอิญหรือเกิน ก็มีข้อเขียนมา และก็มีทั้งโทรศัพท์ด้วย ยังติดใน อยู่ในเรื่องขุนช้างขุนแผน โดยสงสัยว่าปีเกิดของขุนแผนเกิดปีอะไรกันแน่ ผมจำได้ว่าผมเคยพูดในวรรณกรรมกองแควมาครั้งหนึ่งครับ

     อันนี้อาจจะนานแล้ว แต่จะพูดใหม่อีกครั้งนะครับ ว่าปีเกิดของขุนแผนนั้น ปีอะไรถ้าจะดูปีเกิดของขุนแผน ต้องดูในขุนช้างขุนแผนตอนที่ 1 และตอนที่ 6 ประกอบกันครับ

     ในตอนที่หนึ่ง กล่าวถึงกำเนิดขุนแผน พอขุนแผนเกิดมาเนี่ยนะครับ ในกลอนบอกไว้เลยว่า ...พ่อแม่ปรึกษากับย่ายาย... พ่อแม่ขุนแผนเนี่ยขุนไกรเอย ทองประศรีเอยปรึกษากับย่ายาย ...จะให้หลานชายอย่างไรปู่... เนี่ยมีปู่เข้ามาอยู่ด้วยเนี่ย ...ฝ่ายตาตะแก่เป็นหมอดู คิดคูณเลขอยู่ให้หลานชาย...

     ทั้งปู่ย่าตายาย พ่อแม่ร่วมกันหมด ก็จะตั้งชื่อให้เด็กที่เกิดขึ้นมา ให้ลูกของทองประศรีเนี้ยจะตั้งชื้อว่าประการใดดี ก็ตั้งชื่อให้พลายแก้ว ตอนนั้นยังไม่มีชื่อนะครับ จะตั้งชื่ออย่างไงดีล่ะ อันนี้ก็พอตาเค้ามาคำนวณดู เค้าเป็นหมอดูนะ หมอดูก็ต้องคำนวณสิครับ

     และก็ดูว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในตอนนั้น ก็ไปใช้คำนวณ เสร็จเอาเดช เอาศรี เอามูละ เอาบริวาร อะไรอย่างเดียวไม่ใช้อย่างนั้น ต้องดูว่ามีเหตุการณ์สำคัญอะไรในช่วงนั้นบ้าง

     คำนวณเนี่ยเขาบอกว่า ปีขาน วันอังคาร เดือนห้า วันเกิด ปีเกิดน่ะเกิดปีขาล เกิดวันอังคาร เกิดเดือนห้า โอ้โหฟังดูแล้วเป็นวันแข็ง ปีแข็ง เดือนแข็ง เดือนแข็งนะ พิธีพุทธาภิเษกเค้ายังใช้เสาห้า ส่วนวันอังคารเป็นวันแข็งอยู่แล้ว ปีขาลก็ไม่ใช้ธรรมดาครับ ขุนแผนนี่ก็เกิดวันแข็ง ปีแข็ง เดือนแข็งนะเนี่ย

     ...ปีขาลวันอังคารเดือนห้า ตกฟากเวลาสามชั้นฉาย กรุงจีนเอาแก้วอันแพรวพราย มาถวายเจ้ากรุงอยุธยา... เหตุการณ์ในตอนนั้น พระเจ้ากรุงจีนได้ส่งเพชรนิลจินดา มาถวายแก่พระเจ้ากรุงอยุธยานะครับ ตรงนี้ คำว่าแก้วเนี่ยนะครับ ก็หมายถึงเพชรนิลจินดา นะท่านนะ ไม่ใช้แก้วที่เอามาตักน้ำ หรือดื่มเหล้ากันนะคนละเรื่องกันนะท่านนะ

     ดังนั้นจะมีคำพูดเสมอว่าลิงได้แก้ว ท่านเคยได้ยินมั๊ยครับ ลิงมันได้แก้วลิง ได้เพชร ได้พลอย แล้วมันไม่เห็นค่า มันก็เอาเหวี่ยงทั้งหมดไง ถ้าลิงได้แก้วดื่มน้ำ มันก็อาจดื่มแบบคนก็ได้ เพราะมันเคยเห็น นะครับ นี่ลิงได้แก้วได้เพชรได้พลอยมันก็ไม่ชอบ

     คำว่าแก้วแหวนเงินทอง แก้วแหวน พวกเพชรหรือพลอย ที่เค้าเอาประดับไว้ที่หัวแหวนนะ แก้วแหวนเงินทองเค้าพูดรวมกันหรือมังกรล่อแก้ว โออันนี้มัน มันเป็นสำนวนนะ มังกรล่อแก้วเนี่ย(หัวเราะ) เป็นท่าในการสูบกัญชานะท่านนะ ปัจจุบันเราไม่เห็นหรอกเพราะมันผิดกฎหมายน่ะ คือพ่นควันออกมายังไม่ทันจะออกออกมาจากปากได้เกินสองนิ้ว สูด ปุ๊ป กลับเข้าไปคืนท่าน ดึงควันกลับเข้าไปยังนี้เค้าเรียกว่ามังกรล่อแก้ว

     หรือเป็นท่านั่งของผู้หญิงที่นั่งไม่เรียบร้อยเรียกว่า นั่งแบบมังกรล่อแก้วก็ได้ อันนี้ท่านคิดเอา เอาผมไม่ ถนัดในการอธิบายปราการใดนะท่านนะ เหมือนกับเมขลาล่อแก้วนี่ก็เหมือนกันเนี่ย เมขลาล่อแก้ว(หัวเราะ) เป็นท่า ท่ารำของเขา แต่ถ้าจะพูดถึงท่านั่งของผู้หญิง ก็กล้าย ๆ มังกรล่อแก้วนั่นแหละครับ เหมือนกัน

     มีคำว่าแก้วตาแก้วใจ แก้วกล้านะกลับ มันต้องกล้านะ แก้วกล้าเนี่ย เพราะฉะนั้นขุนแผนเกิดในตอนที่เจ้ากรุงจีน เนี่ยเอาแก้วมาถวายเจ้ากรุงอยุธยา เจ้ากรุงอยุธยาเอาแก้วไว้ตรงไหนละ ให้ใส่ไว้ปลายยอดเจดีย์ใหญ่ สร้างไว้แต่เมื่อครั้งเมืองหงสา นะเพชรพลอย ที่พระเจ้ากรุงจีนส่งมาถวายนั้น ...เจ้ากรุงอยุธยาใส่ไว้ที่ยอดเจดีย์ใหญ่... ของวัดไหน ...เรียกว่าวัดเจ้าพระยาไทยแต่ไรมา ให้ชื่อว่าพลายแก้วผู้แววไว...

     เอาไปไว้ที่ยอดเจดีย์ใหญ่ของวัดเจ้าพระยาไทย ซึ่งผมคาดว่านะครับ ผม ถ้าผมคาดผิด ขอความกรุณาท่านผู้ฟังกรุณาโทรฯตักเตือนผมด้วยนะครับ(หัวเราะ) ผมเข้าใจว่าคือวัดใหญ่ชัยมงคลครับ นี่ฮะ และเจดีย์ใหญ่ที่สร้างเนี่ย

     เวลาเรานั่งรถไฟผ่านอยุธยาจะเห็นครับสูงมาก อันนั้นสร้างในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พอได้ชัยชนะยุทธหัตถี พระองค์ก็โปรดให้สร้างเจดีย์ขึ้น ก็แสดงว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพอพระเจ้ากรุงจีนเอามาเนี่ย เจ้ากรุงอยุธยาองค์นี้โปรดให้ใส่ไว้ในวัดเจดีย์ใหญ่ ซึ่งสร้างมาแต่ครั้งเมืองหงสา สร้างมาตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระนเรศวรชนะเมืองหงสาวดี นู่นแน่ะครับ

     แปลว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อ่า... เค้าก็ถือฤกษ์เอาว่าพระกรุงจีน นำแก้วมาถวายเจ้ากรุงอยุธยา เพราะฉะนั้นเด็กที่เกิดในตอนนี้เลย ก็ให้ชื่อซะว่าแก้วก็แล้วกัน เนี่ย ตาเป็นคนคำนวณนะเนี่ย ตาของพลายแก้เขาให้ชื่อว่า พลายแก้วผู้แววไว

     ชื่อว่าพลายแก้ว เอาพลายนำหน้านี่ก็มีเชื้ออะไรนะท่านนะ หลายคนบอกว่าเป็นมอญมั่ง ก็ ก็ว่ากันไปท่าน มอญเก่ามั่ง คงไม่ใช่มอญใหม่หรอก เพราะลักษณะนี้ เอาพลายนำหน้า นะครับ ก็ ก็ว่ากันอย่างนั้น

     นะฮะอันนี้เกิดปีขาลนี้เป็นปีแข็งนะครับ ก็เพราะแข็งเนี่ยขุนแผนจึงกล้า กล้าหาญมาก กล้าหาญมากจนกระทั้งไปรบทัพที่เชียงใหม่กลับมา ชนะเชียงใหม่กลับมา พระพันวษาจึงตั้งชื่อพระราชนานามว่าขุนแผนจะต่อด้วยคำว่า สะท้าน ขุนแผนแสนสงครามอะไรก็แล้วแต่เถอะ

     คำว่าขุนแผนก็มีคนถามกันนักหนา ว่าแกเป็นคนวางแผนเก่งหรอ มีแผนนั้นดีหรอ คำตอบคือไม่ใช้ ครับขุนแผน แผนในที่นี้แปลว่า เทวดา ขุนแผนนะเทวดา มีปรากฏอยู่ในลิลิตองค์การแช่งน้ำ ขุนแผนแรกเอาดิน ดูที่จะเป็นขุนแผนสะท้าน ก็คือตำแหน่งของนายทหาร แม้แต่เทวดาก็ว่ายังกลัวเลย นะฮะ เนี่ยขุนแผนสะท้านก็อย่างนั้น

     คราวนี้ก็สรุปเอาในตอนที่หนึ่งว่า ขุนแผนเกิดปีขาล วันอังคาร เดือนห้านะท่านนะ แต่พอมาถึงตอนที่หกมัน มันมีหลักฐานว่าไม่ใช้อย่างนั้น ตอนพลายแก้วนี้แกไปนอนกับนางพิมอยู่ด้วยกัน พลอดรักกันในฐานะชายหนุ่มหญิงสาว

     ชายหนุ่มอายุ 18 หญิงสาวอายุ 16 อยู่ด้วยกัน คุยด้วยกัน คุยกันไป คุยกันมาถามวันเดือนปีเกิดกัน คนแต่ก่อนนี่เขาไม่บอกวันเดือนปีเกิดกันนะท่านนะ เค้ากลัวว่าอะไรท่าน เค้ากลัวว่าไปทำเรื่องทางไสยศาตร์นะเนี่ย เขาปิดนะฮะ ปิดวันเดือนปีเกิดไม่ไห้ใครทราบ ปิดไปปิดมาจนลืมไปว่าเลยว่าเกิดวันเดือนปีไหนก็มี เกิดปีไหนก็มี

     แต่ เนี่ยมันเป็นอย่างเนี้ย แต่ก่อนเค้าปิดกัน นี่ลองดูสิเนี่ย ขุน อ่า.. พลายแก้เค้าว่ากัน ...จริงแล้วแม่พิมเจ้าปีอะไร... จริง ๆ นะปีอะไรเนี่ย แม่พิมเนี่ย นี่หลังจากอะไรล่ะรักกันมากก็เลยถามกัน ถามว่าปีอะไรและบอกด้วย ...พี่จะได้บอกปีของพี่มา ให้ต้องชะตานับนาคตัวเดียวได้... (หัวเราะ) ที่นี้บอกมาเถอะว่าปีไหน และพี่จะบอกเองว่าปีอะไร มันจะได้ต้องนาคสมพงษ์

     นาคสมพงษ์ก็มีวิธีการนะ จะดูหมอนะครับเค้าเรียกว่าดูแบบนาคสมพงษ์ ดูว่าชายหญิงคู่นี้จะอยู่ด้วยกันตลอดลอดฝั่งมั๊ย อยู่นาคตัวเดียวกันไหมอะไรทำนองนั้น อันนี้วันหลังผมจะได้กราบเรียนอีกสักครั้งหนึ่งนะครับ

     ...พี่จะได้บอกปีของพี่มา ให้ต้องชะตานับนาคตัวเดียวได้... นางพิมก็ปิดมาตลอดไม่ให้ใครรู้วัน เดือน ปี เกิดเลย กลัวไสยศาสตร์อะไรก็ว่ากันไป พลายแก้วถาม แฟนถามเนี่ยตอบเลยท่าน ...ฉันหรือปีชวดนะหม่อมพี่... เกิดปีชวด ...สิบหกปีปีนี้ เพิ่งผลิปริ่ม... นี่แม่พิมก็เพิ่ง ม.4 ที่มามีแฟนกันเนี่ยเนอะ

     พลายแก้วว่า ...อ่อนกว่าพี่สองปีเจียวนะพิม เจ้าเนื้อนิ่มพี่สายทองแกปีอะไร... แม่พิมตอบ ...พี่สายทองปีมะเมียค่ะหม่อมพี่ ได้ยี่สิบสองปีฉันจำได้... สายทองอายุ 22 ปี พลายแก้วอายุ 18 ปี แม่พิมเราเนี่ยอายุ 16 ปี พลายแก้วบอกว่าอ่อนกว่าพี่ 2 ปี เจียวนะพิม พิมบอก 16 ปี ปีนี้เพิ่งผลิปริ่ม อ่อนกว่าพี่ 2 ปี เจียวนะพิม ก็แปลว่า พ่อแก้วอายุ 18 นะท่านนะ

     18 ถ้าอายุ 18 เนี่ย พลายแก้วจะเกิดปีอะไรล่ะท่าน ในเมื่อนางพิม 16 เกิดปี ชวด ถ้าพลายแก้ว 18 หรือขุนแผนอายุ 18 พลายแก้วต้องเกิดปี จอ ท่าน จอ กุน ชวด ฉลู ขาล จอ กุล นะฮะ เพราะฉะนั้นปีเกิดของพลายแก้วหรือขุนแผนตอนที่ 6 กลายเป็นเกิดปีจอ แต่ในตอนที่ 1 เกิดปีขาล มันก็ไม่แปลกหรอกที่เป็นอย่างนี้ ส่วนสายทองนั้นแน่นอนเลยเกิดปีมะเมีย มะเมีย มะแม วอก ระกา จอ เพราะว่าอะไร เพราะว่าสายทอง 22 พลายแก้ว 18 แม่พิม 16

     ก็เป็นอันสรุปได้ว่า ในตอนที่ 1 ตอนกำเนิดขุนแผนนั้น บอกชัดว่าขุนแผนเกิดปีขาล วันอังคาร เดือนห้า แต่มาถึงตอนที่ 6 เป็นตอนที่ขุนแผนเข้าห้องนางสายทองเนี่ย มันกลายเป็นพลายแก้วเกิดปีจอ ถ้าเช่นนี้เกิดปีอะไรกันล่ะ เพราะระหว่างปีจอ กับ ปีขาล หน้าตาไม่เหมือนกันหรอก แม้จะเป็นสัตว์กินเนื้อเหมือนกันก็เถอะ

     เป็นอย่างนี้เพราะอะไร หลายคนบอกว่า เพราะคนแต่งมีหลายคนก็เลยแต่งไม่ตรงกัน ฟังดูก็พิลึกนะท่านนะ คนแต่งก็ต้องอ่านเรื่องต่อ ๆ กันมา ไม่ใช่เค้าไปจับคนนั้นแต่งที คนนี้แต่งที มูลมันจะไม่เหมือนกันมันจะเป็นไปอย่าง

     แต่หลายคนก็บอกว่า เกิดจากการลบศักราชของพระเจ้าปราสาททองนะ พระเจ้าปราสาททองเนี่ยทรงลบ ทรงลบศักราช คือมีอยู่ปีหนึ่งเป็นปีที่อยุธยาเนี่ยจะเดือดร้อน พระองค์ก็เลยให้ข้ามปีนั้นไปเลยเนี่ยนะครับ พอลบศักราช ก็เลยทำให้ปีของปีเกิดของขุนแผนหรือพลายแก้วแตกต่างกันไป

     อันนี้ต้องรอให้นักวรรณคดีเขาวิจัยกันนะท่านนะ ก็คงจะดีหรอก จะมีใครเขาทำวิจัยทางเรื่องนี้บ้าง จะได้พอทราบว่าการลบศักราชของพระเจ้าปราสาททองนั้น มีผลประการใดต่อการเกิดของตัวละครกันบ้าง

     นั่นก็เป็นข้องสงสัยข้อแรกของท่าน ซึ่งผมก็พยายามตอบโดยดึงมาจากตอนที่ 1 กับตอนที่ 6 และก็ตอนแรกอีกท่านหนึ่งก็ถามมา ถึงเรื่องในที่บอกว่า ตอนที่พลายแก้วจะไปขอนางพิม กับตอนขุนช้างจะไปขอนางพิมแตกต่างประการใด หรือเหมือนกันประการใด

     เอออันนี้ก็ต้องทำให้ผมต้องคิดดูหน่อยนึงนะครับ ว่าแตกต่างประการใด แตกต่างกันอยู่หรอกท่าน พลายแก้วเนี่ยแหละนะ พอแกไปหานางพิมเสร็จ แกจะกลับบ้าน นางพิมอาลัยอาวรณ์ ถามพลายแก้วจะกลับอย่างไร ไม่ได้กลับบ้านนะขอโทษ กลับวัดน่ะ

     ที่สำคัญนะท่านนะ ดึงผ้าเหลืองออกเลย ไปหานางพิมมาครองผ้าเหลืองใหม่ พลายแก้วอยู่ประมาณ ม.6 มั้ง แม่พิม ม.4 ประมาณนั้นแหละไม่ใช่เล่นเลยเนี่ย สมัยนี้ก็วุ่นวายเลย จัดระเบียบสังคมลำบากด้วย

     อยู่ด้วยกันพอจะจากกันขึ้นมาเท่านั้นแหละ แม่พิมแกก็ร้องไห้ครับ คิดถึง อยู่ด้วยกันมาคืนนึง คิดถึงก็ร้องไห้ ร้องไห้ไม่ร้องเปล่า ดูทำอะไรเนี่ย ...ร้องไห้พลางคลานลุกไปไขหีบ รีบหยิบเงินมาน้ำตาปริ่ม... เอ๊ย.. แม่พิมจะเอาเงินนะ นางพิม หนูพิมน่ะ ต้องเรียกหนูพิมจะเอาเงินมาให้แฟนนะเนี่ย

     ...รีบหยิบเงินมาน้ำตาปริ่ม ห้าชั่งพลางห่อศรีทับทิม... เอามาน้อยซะเมื่อไหร่ล่ะครับ น่ะให้แฟนไปถึงห้าชั่งแน่ะ ห้าชั่งเทียบเงินปัจจุบัน ก็เข้าไปตั้งห้าแสนหกแสนน่ะท่าน เอามาให้มาซื้อรถยนต์ได้คันหนึ่งเลย

     แม่พิมเอาเงินมาให้พลายแก้ว ...นี่ของพิมให้พ่อจึ่งเอาไป... บอกเลยให้เอาไปเลย เนี่ยพิมยกให้นะเจ้าพลายแก้ว แหมเด็กอายุ 16 คนนี้ใจถึงนะ เงินตั้งห้าชั่งให้หนุ่มอายุ 18 เนี่ย ถามว่าเอาไปทำไม ไม่ได้เอาไปซื้อรถนะเนี่ย ...แล้วช้างช้าขี่ไปให้จนถึง จะเอาสักสิบตำลึงจะเสียให้... อย่าเดินกลับไปเลยเณรแก้วเอ๋ย พลายแก้วจากสุพรรณไปเนี่ยมันไม่ใช่ใกล้ ๆ นะเนี่ยนะ จ้างช้างเขาไป เขาจะเอาสักสิบตำลึงก็เอาไปเลย

     นี่ให้เงินไปตั้งห้าชั่ง นี่ใจถึง นี่ผู้หญิงก็ให้เงินผู้ชายมาตั้งแต่อ้อนแต่ออดนะ ตั้งแต่ยุคโน้น โบร่ำโบราณเนี่ย มีแฟนมักจะให้เงินแฟน เนี่ยผู้หญิงก็ให้นะดูดี ๆ เถอะ เพราะอะไร เพราะว่ารักกัน

     คนรักกัน ให้อะไรกันได้หลายอย่างนะท่านนะ ถ้ารักกันแล้วให้เวลากันได้ ให้เวลาท่าน คืนนี้ว่างมั๊ย ไม่ว่างค่ะ พรุ่งนี้ก็ไม่ว่าง พรุ่งนี้แม่มา และวันมะรืนพ่อก็มาค่ะไม่ว่าง และวันต่อไปล่ะ การบ้านยังไม่เสร็จ อาทิตย์หน้าว่างมั๊ย อาทิตย์หน้าไม่อยู่ เข้ากรุงเทพ

     ใครว่าอย่างนี้แปลว่าเขาไม่รักหรอกครับ เขาไม่ให้เวลา ถ้าเขาให้เวลาบ้างสักหน่อยนึง พบกันสัก 10 นาที อย่างนี้แปลว่าเขารัก ถ้ารักกันจะให้เวลากันได้ ให้เวลาไม่พอ ให้แรงงานกันได้ เนี่ย ก็ได้เห็นนิสิตหลายคนขี่รถ มาซื้อข้าวซื้อของไปให้เพื่อน นี่แปลว่ารักกันมากมั๊งเนี่ย

     เขารักกันเขาให้แรงงานกัน ให้กำลังใจกันได้ ปลอบใจกันนะ เวลาเรียนตกนี่ก็ปลอบใจกัน ไม่เป็นไรหรอก เธอเก่ง เรียนดี ๆ แหละก็จะได้ เอ มาแทน เอฟ ตัวที่ติดไป นี่พวกนี้เขารักกัน ให้กำลังใจกันได้ ให้สติปัญญากันได้ ให้ทรัพย์สินได้เนี่ย คนรักกัน

     นี่แม่พิมเราเนี่ย ถึงกับให้เงินพ่อพลายแก้ว ให้เงินหนุ่มอายุ 18 เนี่ยมาถึงห้าชั่ง บอกว่าให้จ้างช้างเอาไปนะ สมัยก่อนไม่มีแท๊กซี่นี่ท่าน ออกจากบ้านสาวก็จ้างช้าง ก็ไป นั่งไปเถอะ สิบตำลึงก็ยอม

     โอ้โฮ ไม่ใช่เล่นนะ สิบตำลึงเนี่ยนะท่าน ตำลึงนึง 4 บาท สิบตำลึง 40 บาทนะ อย่านึกว่าเป็นของน้อย ๆ นะ ตำลึงได้ยินแล้วตะลึงเลย 4 บาทเนี่ย ตะลึงหนึ่งครั้งเรียกว่า หนึ่งตำลึง ตะลึง 2 ครั้งเรียกว่า 2 ตำลึง นั่นใครมีเงิน 8 บาท พูดให้ใครฟัง เขาก็ตะลึงถึง 2 ครั้ง จึงเรียกว่า 2 ตำลึง

     นี่มันมากนะท่านนะ นี่บอกเลย ...จะเอาสักสิบตำลึงจึ่งเสียให้ เชื่อเมียนะหม่อมอย่าเดินไป พลายแก้วรับเงินไว้น้ำตานอง... พ่อคนนี้รับเงินห้าชั่งมาจากแม่พิม พ่อพลายแก้วน้ำตานองหน้าเลย ผู้ชายแต่ก่อนเนี่ยเขาร้องไห้เก่งนะท่านนะ ทีจะจากผู้หญิงน่ะร้องไห้น้ำตานองหน้า นองหน้าไม่ใช่ว่าร้อง ไม่ทราบเหมือนกันว่าร้องไห้เพราะจะจากกัน หรือร้องไห้เพราะได้เงิน ดีใจมากก็ไม่ทราบ(หัวเราะ)

     พ่อ พ่อพลายแก้วนี่ก็จะกลับไป จะกลับไปน้ำตานองหน้าเลยเนี่ยนะ กลับไป อู๊ย นอนคิดถึงแม่พิมอยู่ตลอด ท้ายสุดทนไม่ได้สิ อยากจะได้แม่พิมมาอยู่ด้วย เนี่ยจะทำอย่างไงดีล่ะเนี่ย จะทำยังไงดี ก็รีบไปหาแม่ ตอนนั้นยังบวชอยู่นะเนี่ย พลายแก้วนี่ไปหาแม่

     ท่านที่สนใจก็ให้อ่านขุนช้างขุนแผนตอนที่ 7 ตอนที่แต่งงานกับนางพิมเนี่ยฮะ กล่าวถึงพ่อพลายแก้วที่ไปหาทองประศรี ไปถึงทองประศรีแล้ว พลายแก้วทำยังไงล่ะ พลายแก้วทำยังไงล่ะ ...กอดตีนมารดาน้ำตาไหล...

     โอ้โฮ แม่ก็นึกว่าลูกมีทุกข์หนักหนา จากวัดมาเนี่ยไปร่ำเรียนมหาวิทยาลัย อยู่วัดก็ร่ำเรียนนั่นแหละ มาหาแม่แล้วมากอด ...กอดตีนมารดาน้ำตาไหล... เอ้อ และก็บอกแม่เลย เล่าให้ฟังว่าอะไรเกิดขึ้นเนี่ย พลายแก้วบอกทองประศรี เนี่ย ไป เออ บอกว่าไปหานางพิม ไปอยู่กับนางพิมมา พอตอนจะจากมาเนี่ยนางพิมให้สตางค์มาด้วยเนี่ย

     ...จากเจ้าเจ้าให้ซึ่งเงินตรา ห้าชั่งนี้มาทำทุนนั่น... โหแม่พิมนี่ใจดีมากเลย ให้เงินมาถึงห้าชั่ง มาทำทุนเนี่ย เพราะฉะนั้นลูกนี้ต้องแต่งงานกับแม่พิม อยู่ไม่ได้แล้วถ้าหากไม่ให้แต่งลูกจะตายเสียดีกว่า ทองประศรีก็ห้ามบอกว่า บวชซะก่อนเถอะลูก บวชพระก่อนเถอะอย่าเพิ่งแต่งงานเลย

     บอกกันยังไงก็ไม่ฟังทั้งนั้น แน่ะ ก็คนมันอยากจะแต่งงานนะท่านนะ พลายแก้วแกก็ร้องห่มร้องไห้เลย จนกระทั่งทองประศรีทนไม่ได้ ทนไม่ได้ก็บอกว่า ...เมื่อไม่ฟังแม่ว่าก็ตามใจ ขอเขาเขาก็ให้หรอกลูกยา เป็นเพื่อนบ้านกันมาไม่เสียได้ คงจะได้เป็นเมียอย่าเสียใจ อย่าร้องไห้จงไปกินข้าวปลา...

     อย่าร้องไห้นะลูก เดี๋ยวแม่จะไปขอเมียให้ โอผู้ชายเนี่ยแต่ก่อนอยากได้เมียนี่ร้องไห้ (หัวเราะ) ฟังดูแล้วพิลึกกึกกือนะท่านนะ อาไร๊ เป็นผู้ชายอยากได้เมีย ร้องไห้ ตาพลายแก้วเนี่ย

     เราเคยได้ยินแต่ผู้หญิงอยากจะมีสามี มันมีคำประชดประชันพื้นบ้านนะท่านนะ เขากล่าวกันในภาคกลางเนี่ย เขาบอกว่า อะไรฮะ ...อยากได้ผัวจนตัวสั่น... นี่ว่าผู้หญิงนะ อะไร๊ คนอะไรอยากได้ผัวจนตัวสั่น ว่าลักษณะนั้น ...อยากได้ผัวจนตัวสั่น นมขึ้นไม่ทันก็ร้องไห้ จับเอามดตะนอยมาต่อยนม พอขึ้นเป็นปมก็ใช้ได้...

     เนี่ย นี่ นี่ ไปว่าผู้หญิง ไปว่าเค้าอยากจะมาสามีจนตัวเค้าสั่น คราวนี้ไอ้สัญลักษณ์ของการจะเป็นสาว ต้องมีหน้าอกอันงามใช่ไหม ของแม่คนนี้แกยังไม่มี แกเลยไปเอามดตะนอยมาต่อยเนี่ย มดตะนอยก็ต่อยเข้าแล้ว มันบวมนะท่านนะ เออนี่ ดีนะที่ผู้หญิงเขาต่อย ถ้าผู้ชายมาต่อยก็น่าดูเหมือนกัน นี่ก็ต่อยผู้หญิงก็บวมไปเลย แม่คนนี้เขาบอกว่ามันขึ้นแล้วนะเนี่ย นมขึ้นเขาใช้คำนี้จึงจะ ...นมโตไม่ทันก็ร้องไห้นะ...

     ฉบับจริงมันจะเป็นประการใด ฉบับนี้เขาบอกว่า ...อยากได้ผัวจนตัวสั่น โอ๊ยนมโตไม่ทันก็ร้องไห้ จับเอามดตะนอยมาต่อยนม พอขึ้นเป็นปมก็ใช้ได้... ผู้หญิงเขาไม่ร้องไห้กันสังเกตไหม เขาแค่อยากจนตัวสั่นน่ะ อยากจะมีแฟน แต่ผู้ชายอย่างพ่อพลายแก้วเนี่ยร้องไห้ (หัวเราะ) ฟังดูพิลึกกึกกือ คนอะไรก็ไม่รู้ ทำไมจะไปเที่ยวร้องไห้อย่างนั้น

     มาดูอีตาขุนช้างมั่งล่ะมันเป็นยังไงล่ะ ตอนที่มันอยากจะมีเมียเนี่ย ขุนช้างเขามีเมียอยู่แล้วชื่อแก่นแก้ว แต่แก่นแก้วเป็นโรคผอมแห้งตาย (หัวเราะ) ไม่รู้ว่าโรคอะไรปัจจุบัน คงจะไม่ได้กินยาบำรุงรึอะไรทำนองนั้นแหละเนอะ ก็เลยเป็นโรคผอมแห้งตาย ทำให้ขุนช้างต้องอยู่คนเดียว แกก็หลงใหล ใฝ่ฝันแม่พิมอยู่นั่นแหละ

     ท้ายสุดแกอยู่ไม่ได้ แกบอกจะต้องไปขอแหละ อัดอั้นตันใจ อยากจะได้แม่พิมมาเป็นภรรยาร่วมเรียงเคียงหมอน ...กลุ้มกลัดอัดอั้นให้ตันใจ ร้องไห้สะอึกสะอื้นโฮ... นี่ก็อีกคนแล้วนึกว่าพ่อพลายแก้วคนเดียว อยากจะมีเมียแล้วร้องไห้ พอขุนช้างอยากจะมีเมีย ร้องไห้เหมือนกันนะเนี่ยนะ สะอื้นโฮเลย

     เอ ปัจจุบันนี้จะมีไหม๊เนี่ยฮะ ผู้ชายที่เขาอยากมีภรรยาแล้วก็ร้องไห้ ยังสงสัยกันอยู่ (หัวเราะ) พอสะอื้นโฮนี่ไปไหน ไปหาแม่ ไปหานางศรีประจันแล้วก็บอกว่า ให้แม่ไปขอผู้หญิงให้ แม่ก็ถามว่าใครล่ะลูกเอ๊ย ที่ลูกไปรักเขาเนี่ยนะ ขุนช้างแกก็ตอบว่า ...นางเป็นลูกยายศรีประจัน รักกันกับข้ามาช้านาน...ว๊ะ อีตาขุนช้างนี่มันบอกว่า รักกับนางพิมมาช้านาน (หัวเราะ) บอกแม่ตัวน่ะ นี่นะ เออ มัน มันแปลกนะตาคนนี้

     ...นางเป็นลูกยายศรีประจัน รักกันกับข้ามาช้านาน รบให้ไปขอเป็นหอห้อง... อีตาขุนช้างมันบอกว่า แม่พิมรบเร้าให้มันไปขอนะเนี่ยนะ ไม่ใช่มันอยากไปเองหรอก ...ครั้นมีท้องก็จะอายกับเพื่อนบ้าน... ว่าไปนั่น เกิดแม่พิมมีท้องก็จะอายเพื่อนบ้านน่ะ ขุนช้างว่าอย่างนั้น ครับ ไปเล่าให้แม่ฟัง

     ...เร่งเร้าเช้าค่ำ ลูกรำคาญ แสนสงสารสุดที่จะทำวน... เพราะฉะนั้นลูกจะอยู่ไม่ได้แล้ว สงสารแม่พิมเค้า เดี๋ยวเค้าท้องขึ้นมาไม่มีใครรับมันจะยุ่ง อายชาวบ้านเขา ฉะนั้นแม่รีบไปขอเถอะ แม่พิมก็รบเร้าให้ลูกเนี่ยไปบอกแม่ให้มาขอ นางเทพทองฟังแล้วจะเชื่อหรือ อย่างนี้ นางเทพทองคงไม่เชื่อหรอก

     แม่ของขุนช้าง เทพทองน่ะ แม่ขุนช้างนะเนี่ยครับ ขุนช้างก็บอกไปแม่ก็ไม่เชื่อ ท้ายสุดร้องห่มร้องไห้แม่ก็เลยสงสาร อ่อ อ่ะ จะไปขอให้ ...ขุนช้างได้ฟังเช่นนั้นก็ดีใจ ลูกจะเสกขี้ผึ้งให้แม่สี...(หัวเราะ) ทำตัวอย่างกับตัวมีวิทยาคมแน่ะ มหาเสน่ห์นะ คาถา แม่จะไปขอนางพิมให้ลูกล่ะ ก็ลูกก็จะเสกขี้ผึ้งให้แม่สีปาก

     สมัยก่อนขี้ผึ้งเขาต้องเสกนะท่าน ก่อนจะสีปาก แต่ก่อนเขาใช้ขี้ผึ้งสีปาก ปากจะได้ไม่แตกไง พอนั่นสวยด้วย ไม่ต้องใช้ลิปสติกด้วย สำหรับผู้หญิง และไม่ใช่ว่ามันจะสวยอย่างเดียว มันมีเสน่ห์นะเนี่ยนะ เวลาพูดคนจะฟัง

     เขาเสกขี้ผึ้ง ขี้ผึ้งที่ดีเนี่ยต้องเป็นขี้ผึ้งที่ทำจาก น้ำผึ้งในเดือนห้า ไปเอามาตรงรังผึ้งเดือนห้านะท่านนะ แล้วต้องผสมกับน้ำมันของชะมดเชียงด้วยนะท่านนะ บางทีเขาใช้ทำ...

     เอ๊ย ขอโทษ ชะมดเชียงที่ไหนล่ะ แหมผมพูดผิด น้ำมันของชะมดเช็ดน่ะท่าน ชะมดนี้มันมี 2 อย่างท่าน ชะมดนี่มันมีชะมดเช็ดกับชะมดเชียง ชะมดเช็ดเนี่ยนะครับเค้าเอาส่วน อ้า เค้าเอาผลิตภัณฑ์จากชะมดเช็ดเนี่ย มาทำเป็นขี้ผึ้งสีปากก็ได้ โดยไม่ต้องใช้ขี้ผึ้งที่ทำจากรังผึ้งในเดือนห้า

     เขามีวิธีนะท่านนะ คือเราต้องเลี้ยงชะมดเช็ดเอาไว้ เลี้ยงชะมดเช็ดตัวผู้นะท่านที่จะได้ผลเนี่ย ตัวเมียมันไม่ให้ผลนะท่านนะ เลี้ยงชะมดเช็ดเอาไว้ แล้วก็ให้มันกินฝอยทองกรอบท่าน ชะมดเช็ดเนี่ยชอบกินขนมพวกฝอยทองกรอบ ต้องสั่งซื้อจากเมืองเพชรบุรีมาเนี่ย ฝอยทองกรอบเนี่ย

     ชะมดเช็ดเมื่อกินฝอยทองกรอบนั้นพอกินเข้าไปครบ 7-8 วัน ลูกอัณฑะของมันจะเป็นมันเลยท่าน นี่มัน มัน ชะมดตัวผู้นะ มันถึงมีลูกอัณฑะนะท่านนะ จะเป็นมัน เขาก็จะเอาไม้โมกมัน คงจะพอรู้จักไม้ชนิดนึง ไม้โมกมันทำจากต้นโมกมัน ท่านเอากลึงให้ดีแล้วปักไว้ในกรงฮะ ชะมดมันจะเดินมาแล้ว เอาลูกอัณฑะขัดกับไม้นั่นท่าน เช็ดปั๊บ น้ำมันก็จะติดไม้เต็มไปหมดเลย

     พอได้สัก 3-4 วัน น้ำมันมันมีพอควร เขาก็ไปดึงเอาไม้นั่นออกมา แล้วก็มาเสกเป่าทำเป็นขี้ผึ้งสีปาก เนี่ยเป็นมงคล ว่าน้ำมันจากลูกอัณฑะของชะมดเช็ดเนี่ยมีกลิ่นหอมนะท่าน ชะมดเช็ดพันธุ์นี้มีกลิ่นหอมนะท่าน

     นี่ที่จริงนะน่าคิดนะว่า สัตว์ชนิดนี้ถ้าเลี้ยงเอาไว้เนี่ย มันจะให้ผลผลิตอะไรหลายอย่าง ที่มันเคยมีมาแต่ครั้งอดีต ผมเลยคิดว่าน่าจะมีการส่งเสริมการเลี้ยง ชะมดเช็ดนะท่านนะ ยังพอหาพันธุ์ได้อยู่หรอกชะมดเช็ดเนี่ย แต่เดี๋ยวนี้ก็จะส่งไปขายในจีนนะ จีนเขาเอาไปกิน ตอนหลังไม่กล้ากินมั้ง เขาคิดว่าสัตว์ป่าจะก่อให้เกิดโรคซาส์ ไม่ส่งไปดีแล้ว เราจะได้มีชะมดเช็ดในบ้านเราเอาไว้ทำขี้ผึ้งสีปาก

     นี่ก็ขุนช้างนี่ก็จะเสกขี้ผึ้งให้แม่แกสี เข้าใจว่าขี้ผึ้งที่แม่ แม่แกจะเสกให้แม่แกนี่ก็คงจะ คงจะเอามาจากชะมดเช็ดนี่ ขี้ผึ้งจากลูกอัณฑะของชะมดเช็ดเนี่ยนะฮะ ...ลูกจะเสกขี้ผึ้งให้แม่สี แม่จะเมตตาปรานี วันนี้วันดีแม่จงไป... บอกเลยวันดีแล้วแม่ ไปเถอะ ไปไหนล่ะ ไปขอแม่พิมเถอะ

     ...ครานั้นเทพทองผู้มารดา ฟังขุนช้างว่าหาเชื่อไม... อยากจะไปขอให้แต่ฟังเสร็จก็ไม่เชื่อนะครับ ไม่เชื่อหรอกก็เลยไม่ไปขอ เพราะขุนช้างมันพูดเกินไป ไปบอกว่า ...ครั้นมีท้องก็จะอายกับเพื่อนบ้าน... ก็คิดเอาเองว่าแม่ตัวจะไปขอให้อะไรทำนองนั้น

     เป็นอันว่าแม่เทพทองไม่ไป ขุนช้างนี่มันหลอกเก่งนะท่าน ทำอะไรมันโกงเก่งหมดเลย ขนาดเล่นหมากรุกมันก็โกงท่าน เล่นกับท่านพระครู ท่านพระครูยังสู้ไม่ได้เลย ในนั้นเขียนเอาไว้เลยว่า ...ชั้นพระครูก็สู้มันไม่ได้ มันเหลือใจกินกันจนชั้นขุน... เล่นหมากรุกใครเขากินขุนกัน เขากินม้า กินเรือ กินเบี้ย กินเม็ด นี่ถ้าขุนช้างกินขุนนะท่านนะ ท่านพระครูท่านยังสู้ไม่ได้เลยเนี่ย แกโกงเก่งเนี่ย หาว่าแม่พิมรบเร้าให้ไปขอเขาเลยไม่ขอให้

     พอเขาไม่ขอให้แกก็เลยไปเองอ่ะ ใจถึงนะเนี่ยนะ แกไปหานางศรีประจัน ไปคุยคุยกับนางศรีประจันเรื่องเงินเรื่องทอง ตบท้ายด้วยสินสอด ศรีประจันก็ชักจะได้เรื่อง ฟังเรื่องเงินแล้วชักอยากจะได้มา ทำให้แม่พิมกับสายทองที่แอบฟังอยู่โกรธนะท่าน โกรธว่าไอ้ขุนช้างมันเหลือเกินเลย มาพูดอย่างนี้

     นี่ในกลอนเขาบอกไว้ดีมาก ...ครานั้นนางพิมกะสายทอง ฟังอยู่ในห้องให้ป่วนปั่น แค้นด้วยมารดาว่ากับมัน ไอ้หัวควั่นรวนรามหยามเต็มที... เรียกขุนช้างว่าไอ้หัวควั่น นี่ก็ไม่ได้ควั่นอะไรหรอก หัวก็แค่ไม่มีผมเท่านั้นแหละ

     ...ทำเปิดหน้าต่างแล้วร้องไป... แม่พิมเนี่ยโกรธขุนช้างมาก ที่ขุนช้างมาเจรจาขอนางกับนางศรีประจัน ก็เลยเปิดหน้าต่างแล้วร้องไป ...ไอ้ผลไปไหนมึงมานี่... เรียกตาผล

     ตาผลเนี่ยเขาเป็นคนหัวล้านนะท่านนะ หัวล้านเหมือนขุนช้างเลย แกเป็นคนใช้ขอนางพิม ที่เรียก ...ไอ้ผลไปไหนมึงมานี่ ไอ้หัวล้านขนอก คนอัปรีย์... เป็นการนี้ นี่ด่าตาผลนะ นางพิมนี่ปากจัดนะ ด่าตาผลกระทบขุนช้าง ...ไอ้หัวล้านขนอกคนอัปรีย์ การงานยังมีไม่นำพา...

     ...ตาผลถึงหัวล้านร้องขานนาย อะไรวุ่นวายหม่อมแม่ขา... ตาผลซึ่งหัวล้านได้ยินก็ขานนาย เป็นอะไรกันหรอบอก แม่พิมเลยรีบเข้ามาหา ขุนช้างนี่แกหัวล้านอยู่แล้ว นางพิมก็ด่าตาผลโดยการด่าคนหัวล้านประชดแก นี่ก็น่าดูทีเดียวแหละนะท่าน เออ

     ไอ้เรื่องหัวล้านเนี่ยนะ มันเคยมีเรื่องเล่าว่านะ คนคนนึงอ่ะมันคิดว่ามันเป็นขุนแผนนะท่านนะ มันคิดว่ามันเป็นน่ะ คิดไปคิดมาเลย เลยจะเป็นบ้าไปนะท่าน เขาต้องเอาเข้าโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพ เนี่ย พวกนั้นเขาเรียกว่า ไอ้แผน เขาเรียกมันไอ้แผน เพราะมันบ้าว่ามันเป็นขุนแผน มันบ้าอยู่ตลอดเวลา และตลอดเวลาที่มันคิดว่ามันเป็นขุนแผนเนี่ย มันก็เห็นคนหัวล้านไม่ได้เลยนะท่าน เห็นคนหัวล้านแล้วมันจะเล่นงานทุกทีเลย

     ไอ้แผนเนี่ยนะ เนี่ยต้องระวัง คิดอย่างไร มันจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกันนะ คิดเป็นขุนแผนเลยจะเป็นขุนแผน เลยพลอยบังคับตัวเองไม่อยู่ คิดอย่างไรเป็นอย่างนั้น อ่าเราเชื่อกันอย่างนี้นะ อ่าเราเป็นอย่างนี้เพราะเราคิด

     มีภาษิตภาษาละตินบทหนึ่ง เขาบอกว่า COGITO ERGO SUM แปลว่า Je pense donc Je suis เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยว แปลเป็นภาษาอังกฤษดีกว่า แปลว่า I THINK THEREFORE I EXIST เพราะข้าพเจ้าคิด ข้าพเจ้าก็จึงเป็นอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดว่าเราไม่สบาย เราก็จะไม่สบายนะ ทำนองนั้นนะ คิดว่าเราสบายเราก็สบาย ทุกอย่างมันอยู่กับการคิดทั้งนั้นแหละ

     อย่างผมนั่งอยู่เนี่ย ผมคิดว่าผมมาออกรายการ ผมก็เลยนั่งพูดอยู่อย่างนี้ ถ้าผมคิดใหม่ล่ะยุ่งเลย เอ้อ เราเนี่ยรู้สึกจะเป็นองค์ชายอะไรก็ไม่รู้ จะไปคิดถึงเป็นเล่นเลย เราก็ไปเล่นละคร ไปกันใหญ่นะท่านนะ เขาไม่คิดกันอย่างนั้น คิดอย่างไรจะเป็นอย่างนั้น

     ด้วยเหตุนี้แหละท่าน คุณครูของเราเนี่ยที่สอนเรามา สมัยผมเป็นเด็กเนี่ยนะท่านต้องพูดเสมอว่า ลูกศิษย์ท่านเป็นคนเก่ง ลูกศิษย์ท่านเป็นคนดี ท่านสอน ป.1 อย่างเนี๊ยะ ท่านก็เรียกลูกศิษย์ท่าน นี่หนูมานี่ คนเก่งมานี่ คนเก่งมาเอาการบ้านไปแก้เลยทั้ง 5 ข้อ เนี่ยคนเก่งอะไรก็ไม่รู้ทำการบ้านผิด 5 ข้อ ครูให้ไปแก้แต่ครูเขาก็ไม่ดุนะ เอาไปเลยทั้ง 5 ข้อน่ะ คนเก่งก็นึกว่าตัวเองเก่งนะเนี่ยนะ มาเอาการบ้านไปแก้

     หรือเด็กแต่ก่อนน่ะ เด็กซนเนี่ยไปรังแกเพื่อน ครูก็ยังเรียกว่าดีนะ คนดีมานี่ คนดีมาหาครู เอาไม้เรียวมาด้วยนะคนดีนะ เนี่ยคนดีโดนแน่เลยงวดนี้ แต่ครูไม่เคยเรียกลูกศิษย์ว่า เจ้าโง่ เจ้าเลว เขาไม่เรียก ทำไมท่านจึงไม่เรียก เพราะอะไรฮะ เพราะกลัวเด็กจะคิดว่า ตัวโง่ และตัวเลว และเป็นไปตามปาก

     เพราะฉะนั้นต้องคิดว่าเด็กนี่ ต้องพูดว่าเด็กนี่เด็กเก่ง เด็กเค้าจะได้คิดว่าตัวเค้าเก่ง ต้องพูดว่าเค้าดี เค้าจะได้คิดว่าตัวเค้าดี เนี่ยครูแต่ก่อนท่านเก่งนะท่านนะ

     ไม่เอาอื่นไกลหรอก พวกเราก็โดนได้นะฮะเนี่ย วันอาทิตย์เนี๊ยะ ตื่นขึ้นลองไปหาหมอดู สิ เกิดหมอดูทำนายว่าจะไม่ดีเนี่ย รับรองเลยท่าน นอนไม่หลับนะท่านนะ ยิ่งเป็นสุภาพสตรีเดินไปให้หมอดูเขาดู หมอดูก็ผูกดวงเสร็จ โอ้ คุณนาย ว่าไปเถอะภาษาโหร เขาว่าไง เขาก็จำไม่ได้หรอก เนี่ยดาวศุกร์เล็งลัขนานะคุณนาย ราหูทับลัขนานะ คาดว่าสามีคุณนายจะมีเด็กใหม่ ทำนายกันอย่างนี้ก็รับรองเลย เต้นผางเลย ผมว่านะ (หัวเราะ)

     เพราะอะไร เพราะพูดแล้วทำให้คิด ถ้าคิดอะไรมันก็จะเป็นอย่างนั้นท่าน เพราะฉะนั้น คนเมื่อตะกี้เขานึกว่าเขาเป็นขุนแผนน่ะ เขาเลยเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาเลยเนี่ย เรื่องมันก็มีอยู่ว่า ก็มีชายคนหนึ่งไปเยี่ยมเพื่อน เพื่อนน่ะเป็นจิตแพทย์ ไปอยู่ที่นั่นนะครับ ก็ไปจากพิษณุโลกนี่แหละ ไปเยี่ยมเพื่อนเอาข้าวเอาของไปเต็มเลย ทั้งกล้วยตากเอย หมี่ซั่วเอง แต่ว่าคงไม่ได้เอาหมาบางแก้วไปหรอก เอา 2 อย่างนั่นไปก็หนักเป็น 10 กิโลแล้ว ของฝากเมืองพิษณุโลกเนี่ย

    เปิดประตูเข้าไปแค่นั้นแหละ โอ้โห พวกบุรุษพยาบาลนั้นตะโกนลั่นเลยว่า เอ๊ย ๆ ๆ ช่วยกันจับไอ้แผนไว้ ไอ้แผนจะไปตีคนหัวล้าน เจ้าคนนั้นมันเปิดประตูเข้าไป ไปจากพิษณุโลก หัวล้านด้วย เอาของไปฝากเขารุงรัง หอบไปเต็มเลย ไอ้แผนวิ่งมาตัวสั่นงันงกเลย

     เจ้าคนหัวล้านนี้ก็ตกใจ ตายละหว่า เผอิญไอ้คนหัวล้านเนี่ยมันก็เรียนเรื่อง ขุนช้านขุนแผน มาอย่างคล่องแคล่วเสียด้วยสิ พอมองเห็นไอ้แผนวิ่งมาห่างจากตัวสัก 30 เมตร แกก็ตะโกนเลย "หยุด ! ไอ้แผน ข้านี่คือไอ้ผล บ่าวของแม่พิมเอ็งรู้ไหม ข้าไม่ใช่ไอ้ช้างนะ "

     ไอ้คนที่คิดว่าตัวเป็นขุนแผนนั่นหยุด หยุดมองดูพักหนึ่งแล้วพูดว่า เอ้อ ไอ้ผล ไอ้หัวล้านบ่าวนางพิม ข้านึกว่าเป็นไอ้แผน เอ๊ย ข้านึกว่าเป็นไอ้ช้าง เอ้อ ช่างหัวมัน ว่าแล้วก็เดินกลับไปเลย

     เนี่ย เนี่ย ถ้าเจ้าคนที่เข้าไปมันไม่ได้เรียนเรื่อง ขุนช้างขุนแผนล่ะก็เสร็จเลย โดนเขาตีแน่ เพราะคิดว่ามันเป็นขุนช้าง มันก็เลยสวมบทบาทว่ามันเป็นตาผลก็เลยรอดไป นี่ก็ค่อยยังชั่วเลยนะท่านนะ ไม่งั้นแย่เลย

      เอาเถอะนี่แหละท่านก็เป็นอันว่า ทั้ง 2 คน เลยคือไม่ว่าเป็นพลายแก้ว ไม่ว่าเป็นขุนช้างก็เถอะครับ เวลาที่จะไป เอ่อ อยากจะมีเมียขึ้นมานี่ ก็ร้องห่มร้องไห้กันอุตลุตเลยแหละครับ

     ผู้หญิงล่ะเป็นยังไงมั่งล่ะ แม่พิมเราเนี่ย เด็กรุ่นเนี๊ยะพอพ่อพลายแก้วเขาเข้ามาหา มาอยู่ด้วยกัน 2 คนในห้อง แค่นั้นแหละแม่พิมเองก็เหลือเกินเลย ไม่ยอมจะพรากจากพลายแก้ว ถึงกับบอกเลยว่า ...เป็นไงก็เป็นไปเถอะนะ ยังไงล่ะฉันจะอยู่ที่วัดนี่... เนี่ยไปหาพลายแก้วแล้วบอกว่า เป็นไงเป็นกันจะอยู่ที่วัดเนี๊ยะแหละ

     เนี่ยสมัยนั้นนางพิมคงไม่ได้ร้องเพลงว่า ...เอ๋ย ช่างมันเถอะ อะไรจะเกิด... คงไม่ได้ร้องแบบนี้หรอกนะ แต่เพียงแต่บอกว่า เป็นไงเป็นกันจะอยู่ที่วัดกับขุนแผนนี่ เอ๊ยกับพลายแก้วเนี่ยแหละ

     ...เจ็บใจเจ็บแค้นแสนทวี อยู่กับพี่เณรแก้วจะเป็นไร... ฟังเด็กผู้หญิงพูดสิ น่ะ ไม่รู้ล่ะ ฉันรักเธอฉันจะอยู่กับเธอที่วัดนี่แหละ บอกอย่างนั้นเลย นี่ธรรมดาแหละครับ เด็กผู้หญิงอารมณ์แต่ดั่งพายุบุแคมอ่ะครับ

     เด็กรุ่นอายุ 16 อ่ะภาษาจิตวิทยาเขาเรียกว่าอารมณ์ สเตรท แอนด์ สตรอม เนี่ยใครที่มีลูกมีเต้าเป็นเด็กรุ่นนี่ก็รู้อยู่แล้วว่า อารมณ์เด็กเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น วิธีอยู่กับเด็กวัยรุ่น มันก็เหมือนกับตกปลาตัวโตนั่นแหละท่าน ติ๊งต่างเราโยนเบ็ดลงไป ปลากินเบ็ดหนักสัก 50 กิโล ปลา 50 กิโล เวลามันลากเบ็ดไปเนี่ยมันเหมือนเด็กรุ่นนะ เวลามันลากไปเราก็ต้องผ่อนสายเบ็ด พอปลาหยุดเราก็กว้านเข้ามา พอปลาดึงเราก็ผ่อนสายเบ็ดสัก 2-3 ชั่วโมงปลาก็เสร็จ

     เด็กรุ่นก็อย่างงั้นคือไปเล่นไม้แข็งกับแกทันทีไม่ได้ ต้องเหมือนตกปลาตัวโตจึงมีคำพังเพยว่า เล่นกับเด็กรุ่นเหมือนกับตกปลาตัวโต นี่แม่พิมก็ดูสิครับเป็นเด็กรุ่นเลยแกบอกไม่รู้ล่ะ เป็น เป็นไงเป็นกัน ฉันจะอยู่กับวัด กับพี่เณรแก้วเนี่ยแหละ

     โธ่ เณรแก้วจะพูดว่ายังไงล่ะเนี่ย อยู่ในวัดแท้ ๆ เนี่ย ...นิจจาแก้วตาของพี่เอย อย่าอยู่เลยบิณฑบาตรเลี้ยงไม่ได้... ตายแล้ว อย่าอยู่เลย อยู่ที่นี่พี่จะบิณฑบาตรเลี้ยงน้องได้อย่างไรล่ะ เขาไม่ทำกันเนี่ย เพราะปกติพลายแก้วแกก็เป็นนักบินอ่ะ นักบิณฑบาตรน่ะ

     เนี่ยเลี้ยงไม่ได้หรอกแต่เอาเถอะ ในเมื่อน้องก็รักพี่เต็มที่เนี่ย ...วันนี้พี่จะลาอาจารย์สึก... วันนี้แหละพี่จะลาสิกขาล่ะ วันนี้พี่จะลาอาจารย์สึก คำว่าสึก ส. เสือ สระ อึ ก.ไก่ สึกก็มาจากคำว่าสิกขาครับ ที่จริงสึกตัวนี้ถ้าเขียนเป็น ศ. ศาลา ซะ ก็เป็นศึกษาคำเดียวกัน จะลาลึกก็แปลว่า ลาจากการศึกษาไปก่อนนะฮะ

     เนี่ย จะลาก่อนล่ะ รึจะลาสึกไปทำไม ลาไปแต่งงานล่ะเนี่ย ...วันนี้พี่จะลาอาจารย์สึก เวลาดึกจะเข้าไปให้ถึงบ้าน... อะจะสึกล่ะ อ่ะ และตอนดึกน่ะพี่จะไปบ้านน้องล่ะนะ

     ...กราบลาถ้าหากท่านทัดทาน ก็จะหนีสมภารไปหาพิม... ถ้าท่านไม่ให้สึก พี่ก็จะหนีไป โอ้ความรักนี้ ทำไงได้ล่ะครับ ไอ้รักแบบนี้มันรักอย่างรุนแรงนะท่าน ภาษาโบราณเรียก รักหนัก หนัก เนี่ยแปลว่ารุนแรง แปลว่ามาก

     เหมือนกัน ภาษาทางล้านนาไงฮะ จ้าดนัก แปลว่ามากเหลือเกิน ฮ่อนนัก แปลว่าร้อน มากอย่างนี้ รักนัก แปลว่ารักมาก รักรุนแรง รักหนักมักหน่าย เค้าใช่ตัวนี้ ถ้ารักกันมาก ๆ แล้วมันจะเบื่อกันนะท่าน หน่ายนี่แปลว่าเบื่อนะ หน่ายแปลว่าเบื่อ นี่รักมาก นี่ก็หน่ายกัน

     เหมือนกับเพลงบางเพลงไง หน่ายแปลว่าเบื่อ ท่านยังพอนึกมั๊ย พอนึกออกมั๊ยครับ ...เอ๊ย โอ ละ หน่าย โอ ละ หน่าย หน่อย เอย... เนี่ยโอ ละ หน่าย หน่ายเอยไปบอกว่า โอ ละ หน่าย เอย นี่ ครูแต่ก่อนบอก นี่เอ็งอย่าไปร้องหน่ายเอย ถ้าหน่ายเอย จะไม่มีคนดูเอ็งนะ ว่าร้องเพลงนี้ อ้าวเสร็จไปเลย

     ถามว่าถ้างั๊นจะร้องยังไงล่ะ หรือเราจะร้อง ...เอ๋ย โอ ละ หน่าย โอ ละ หน่าย หน่อยเอย... ถ้าเอ็งร้องหน่อยเอย จะมีคนมาดูเอ็งหน่อยเดียวแค่นั้นแน่ะ เอ็งแสดงยังไงก็มีหน่อยเดียว อ้าว จะร้องยังไงล่ะครู ต้องร้องว่า ...เอ๋ย โอ ละ หน่าย โอ ละ หน่าย หน่อย อ่อยเอย... เอ็งต้องอ่อยไว้ (หัวเราะ) อันนี้ก็เป็นวิธีร้องนะ

     ว่าทีนี้พูดขยายคำว่า หน่าย หรอก รักนักมักหน่าย อย่ารักให้มากนะ บอกรักฉันให้น้อยแต่นานเนี่ย เลิฟ มี เทน เดอร์ อะไรประมาณนี้ มันจะแปลเป็นภาษาอังกฤษน่ะครับ เพราะว่ารักมาก ๆ มันก็เป็นอย่างนี้ทั้งนั้นแหละครับ ในตอนจบมันก็ลงด้วยความไม่โสกา โสกืทั้งนั้น

     ก็เพราะเหตุนั้นแหละครับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเนี่ย รัชการที่ 6 เนี่ย พระองค์ถึงได้ว่า พระราชนิพนธ์เรื่อง มัธนพาธา มีข้อความตอนนึงดีมากเลยบอกว่า

...ความรักเหมือนโรคา
ไม่ยินและไม่ยล
ความรักเหมือนโคถึก
ก็โลดจากคอกไป
ถึงหากจะผูกไว้
ยิ่งห้ามก็ยิ่งคลั่ง
บันดาลตาให้มืดมน
อุปสรรคใดใด
กำลังคึกผิขังไว้
บ่ ยอมอยู่นะที่ขัง
ก็ดึงไปด้วยกำลัง
บ ่หวนคิดเจ็บกาย...

     คนมันรักเหมือนโคถึกเนี่ย เด็กวัยรุ่นเนี่ยความรักเขาเป็นอย่างนั้นจริง ๆ นะท่านนะ รักเหมือนโคถึงแท้ ๆ เลยเนี่ยท่าน นี่มันรุนแรงฮะ ความรักรุนแรง ไม่รักฉันให้น้อยแต่นาน รักอย่างท่วมท้น ความรักอย่างนั้นเปรียบประดุจยังฝนตกในวัน สองวันที่ผ่านมานี่ล่ะ ตกมาก ๆ เข้า น้ำไม่ซึมไปในดินเลยท่านเอ๋ย ออกไปหมดเลย ความรักแบบนี้ไม่อยู่ยงคงกระพัน อ่ะ ต้องค่อย ๆ รักทีละน้อย รักอย่างมีขั้นตอนอะไรทำนองนั้น

     ถ้ารักแบบโคถึกเนี่ยไม่ดี ถึงได้มีเพลง ๆ หนึ่งน่ะ เพลงชื่ออะไรก็ไม่รู้เนี่ย ...รักเหมือนโคถึกที่คึกพิโรธ... เนี่ย ไม่ค่อยอยากจะร้องเท่าไหร่หรอก เพราะว่าเสียงมันไม่ดี ...ความรักเช่นนั้นให้โทษ... นะเนี่ย เขาบอกไม่ใช่บุพเพสันนิวาสหรอกท่านถ้ารักแบบนี้ รักเหมือนโคถึกเนี่ย

     ไม่ใช่บุพเพสันนิวาสอะไรก็ว่าไป ไม่ใช่บุพเพสันนิวาสนี่เป็น บุพโพ มั้งเนี่ย บุพโพมันแปลว่า น้ำเหลือง (หัวเราะ) มันก็ไม่เพราะนะท่านนะ เนี่ยรักเหมือนโคถึกไม่ดี นี่เราก็ต้องเตือน ๆ เด็กนะ เพราะเด็กรุ่นปัจจุบันเนี่ยความรักเต็มที่ ตายไปเลยก็มีท่าน

     บางครั้งไม่ทราบว่าจะบูชาความรักอะไรกันนักหนา มันเป็นเรื่องของเด็ก เราเป็นเด็กเราเข้าใจเด็ก แต่เราไปพูดให้เด็กฟังเด็กอาจจะไม่เข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคนที่พูดนั้นน่ะอายุเยอะ เพราะคนแก่ย่อมเข้าใจเด็ก เนื่องจากคนแก่เคยเป็นเด็กมาก่อน ส่วนเด็กย่อมเข้าใจคนแก่ได้ยาก เพราะเด็กยังไม่เคยแก่มาก่อน (หัวเราะ) มันก็ต่างกันตรงนี้ ระหว่างคนแก่กับเด็กเนี่ยนะท่านนะ

     ฉะนั้นรักเหมือนโคถึกเนี่ย มันรักของเด็กเขา มันก็รักแบบนี้นี้แหละครับ แบบพ่อ พ่อพลายแก้วนี่แหละ ...วันนี้พี่จะลาอาจารย์สึก เวลาดึกจะเข้าไปให้ถึงบ้าน... กลางค่ำกลางคืนน่ะจะไปหากัน นั่นน่ะครับ ดึกๆ ดื่นๆ น่ะ ไปกันได้ไม่เกรงกลัวอะไรทั้งนั้น ก็มันรักซะแล้วไม่รู้จะให้ทำยังไง ถ้าอย่างงี้ก็คงลำบาก และถ้าอาจารย์ท่านไม่ให้สึก ก็จะหนีสมภารไปหาพิม ถึงกับจะหนีไปหากันอย่างนี้ก็เถอะ

     แม่พิมก็เหลือเกินหาว่าพลายแก้วไม่ไปสู่ขอ ไม่สึกไปสู่ขอล่ะก็รับรองเลยฉันไม่ไปไหนแล้ว ฉันจะอยู่ตรงวัดนี้แหละ จะทำไมล่ะ จะอยู่กับเณรแก้วนี่แหละ ทั้งผู้หญิงและผู้ชายก็พอ ๆ กัน วัย 18 วัย 16 ปี เนี่ย ชายอายุ 18 หญิงอายุ 16 มันก็เป็นอย่างนี้แหละครับ

     ฝรั่งเรียกวัยนี้ว่าวัย teenage เพราะคำเรียกชื่ออายุมันลงท้ายด้วย teen น่ะของแม่พิมก็ sixteen ของพ่อพลายแก้วก็ eighteen เนี่ยอย่างนี้วัยนี้มันกำลังเป็นวัยที่รุนแรง ก็เป็นของธรรมดา

     คนในช่วงนี้ก็จะทำอะไรผิดเยอะ จะต้องมีผู้ใหญ่เนี่ยที่ทำตัวเป็นเพื่อน เนี่ยฮะ คอยที่จะดูแลอยู่ห่าง ๆ ครับ เหมือนตกปลาตัวโตเนี่ย แล้วจะทำพฤติกรรมให้ของวัยรุ่นเนี่ยดีขึ้น ไปปล่อยเขาตามลำพังไม่ได้หรอกท่าน ปล่อยตามลำพังก็ไปตามลำพัง ตามอำเภอใจของเขา และอำเภอใจของเขา อาจจะเป็นอำเภอที่ไม่ค่อยดีก็ได้ท่าน เพราะอำเภอมันมีหลายอำเภอ ก็ตามอำเภอใจก็ลำบาก

     ถ้าพ่อแม่เข้มงวดก็เอาเขาไว้ไม่อยู่หรอกครับ งั้นพ่อแม่ต้องทำตัวเป็นเพื่อน เป็นเพื่อนที่ดีคอยแนะ ครูก็เช่นเดียวกันฮะ ทำตัวเป็นเพื่อนคอยแนะกันหน่อย และจะแก้ปัญหาเด็กวัยรุ่นอย่างงี้ได้เยอะ เด็กวัย teenage เนี่ย ได้มากนะครับนะ

     นี่สมัยก่อนนี้มีใครล่ะช่วยแก้ไขเรื่องของพ่อพลายแก้ว ใครล่ะช่วยแก้ไขของเรื่องของแม่พิมเนี่ย แม่พิมแกก็เรียนอยู่ที่บ้าน พ่อพลายแก้วก็มาเรียนในวัดเนี่ยครับ ก็เลยมีเรื่องมีราวกันขึ้นก็เป็นอย่างนี้

     แต่สมัยก่อนก็อย่างว่าแหละครับ อายุในยุคนั้นเนี่ยเขาเหมาะที่จะแต่งงาน บวชเสร็จก็แต่งงานได้ มันก็เลยไม่ยากอะไรของเราปัจจุบันเนี่ยอายุ 22 - 23 เนี่ยยังเรียนไม่จบอยู่ ๆ จะไปทำอย่างแต่ก่อน มันก็คงลำบากนะท่านนะ

     ก็เวลาหมดพอดีแหละครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ คาดว่าในคราวหน้าก็จะมีการปรับปรุงรายการ มีท่านหลายท่านบอกให้หาเพลงมาใส่บ้าง ซึ่งเป็นเพลงไทยเดิมก็ได้ ที่เร็ว ๆ นะ อย่าเอาเนิบนาบ อาจจะเป็นเพลงคางคกปากสระ คางคกปากบ่อ อะไรพวกนี้ผมก็พยายามจะหามานะท่านนะ ขอบพระคุณครับที่กรุณาให้คำแนะนำ สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>